22 กุมภาพันธ์ 2565
2.13 K

“พื้นที่สาธารณะเป็นเรื่องของใคร”

นี่ไม่ใช่คำถามแบบกำปั้นทุบดิน แต่เป็นการชวนให้คิดย้อนกลับไปอย่างลึกซึ้ง

อย่างที่ทราบดีว่าเรื่องโครงการพื้นฐานควรเป็นรากฐานที่มาจากรัฐ ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นว่ารัฐนี้ให้ความสำคัญกับอะไร อันจะส่งผลต่อไปสู่คุณภาพชีวิตของประชาชน พื้นที่สาธารณะโดยรัฐจึงเป็นหนึ่งเรื่องสำคัญด่านแรกที่รัฐมีหน้าที่วางผัง วางแผน มอบให้กับคนและเมือง

และในเมื่อคำว่าสาธารณะความหมายคือ ทั่วไป-เพื่อคนส่วนรวม-ร่วมกัน ฉะนั้น คำถามต่อมา มันจึงเป็นเรื่องของทุกคนได้ไหม แล้วจะเป็นพื้นที่แบบไหน หรือพื้นที่ ‘ของใคร’ ได้บ้าง

เราขอตอบคำถามนี้ด้วยการพาไปพบกับพื้นที่สาธารณะของเอกชน หรือ Private Own Public Space (POPS) พื้นที่สาธารณะอีกประเภทที่น่าสนใจ ซึ่งแม้เอกชนเป็นเจ้าของ แต่ก็สร้างขึ้นเพื่อเป็นสาธารณะประโยชน์ อย่าง ‘The Ribbon Dance Park’ ที่เขตฉูเจียง เมืองซีอาน ประเทศจีน ทางเดินเชื่อมต่อกับคลับเฮาส์ของโครงการ The Grand Milestone Art Centre และสะพานข้ามถนนไฮเวย์ กับ ป๊อก-อรรถพร คบคงสันติ ภูมิสถาปนิก แห่ง TROP : terrains + open space บริษัทออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมไทย เจ้าของรางวัลระดับโลกหลายเวที

The Ribbon Dance Park ทางเดินสาธารณะเมืองจีนโดยสถาปนิกไทย เชื่อมผู้คนด้วยดีไซน์เขียว

ก่อนการมาของทางเดินสีขาวคดโค้ง พลิ้วไหว ขนาด 200 เมตร เดิมทีหน้าโครงการ The Grand Milestone Art Centre มีเพียงสะพานลอยทอดยาวเพื่อข้ามถนนไฮเวย์ไปอีกฝากซึ่งสูงถึง 10 เมตร ด้วยความชันขนาดนั้น จึงยากที่จะมีใครมาใช้งานจริง กลายเป็นพื้นที่ตาบอดตัดขาดจากชุมชนโดยรอบ ทางโครงการจึงมีแผนมอบพื้นที่ด้านหน้าเซลล์แกลเลอรี่และคลับเฮาส์นี้ เป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์ต่อทั้งผู้คนและเอื้อให้คนมีโอกาสเข้ามาที่โครงการมากขึ้น ประกอบกับแผนการพัฒนาเมืองของประเทศจีนที่มีข้อกำหนดไว้ว่า ทุกการพัฒนาโครงการใหม่ของเอกชน จะต้องสร้างพื้นที่สาธารณะคืนให้กับเมืองด้วย

โจทย์แรก ทางโครงการอยากให้สร้างประติมากรรมขนาดใหญ่ตั้งไว้บนถนนข้างล่าง เพื่อให้คนรู้ว่าข้างบนมีอะไรอยู่ แต่ภูมิสถาปนิกเจ้าของบริษัทออกแบบผู้สารภาพว่าไม่อยากทำเพียง Sculpture ยักษ์ ก็เก็บโจทย์ไปคิดต่อ

The Ribbon Dance Park ทางเดินสาธารณะเมืองจีนโดยสถาปนิกไทย เชื่อมผู้คนด้วยดีไซน์เขียว

“เรากลับไปคิดว่าจะทำ Sculpture ให้มีประโยชน์ได้อย่างไร มองดูสะพานลอยไม่มีคนข้ามเพราะบันไดมันสูงไป ซึ่งตรงข้ามมีคอนโดเต็มเลย มี Botanic Park เราเลยคิดเปลี่ยนบันไดตรงนี้เป็นแรมป์ยาว ๆ แต่พื้นที่ก็ไม่ได้ยาวขนาดนั้น เลยต้องขดไปขดมาเพื่อให้มันได้ระยะ 200 เมตร”

“เราทำ Sculpture ให้ แต่ไม่ใช่เอาไว้มองอย่างเดียว เดินได้ด้วย ซึ่งคนผ่านไปผ่านมาหรือขับรถมาก็จะเห็น ในขณะเดียวกันประชาชนฝั่งตรงข้าม คุณลุง คุณป้า ก็เดินข้ามถนนมาได้ ” ป๊อกเล่าแนวคิดการทำทางเดินที่เชื่อมต่อกับฝั่งตรงข้ามและเดินไปที่ Botanic Park ข้างกันให้ฟัง

ผลพลอยของการขดตัวไปมาคล้ายริบบิ้นในการเต้นระบำดั้งเดิมของจีน นอกจากชื่อ The Ribbon Dance คือพื้นที่บางส่วนโผล่จากหน้าผาโค้งเป็น Cantilever เพื่อให้ไปทักทายกับสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ให้เห็นว่าเป็นไฮเวย์ ได้ยินเสียงรถขวักไขว่ มีส่วนสูงที่กว่า 10 เมตรเชื่อมเพื่อกับสะพานลอยเดิม บางช่วงลาดลงไปเชื่อมกับทางเดินหน้าเซลล์แกลเลอรี่ และการลดความชันด้วยวิธีนี้ยังทำให้เดินได้ง่ายต่อทั้งเด็ก ผู้สูงวัย ผู้พิการ

อีกข้อจำจัดที่ท้าทายคือ ความสูงระดับบนหน้าผา ซึ่งอาจตกลงไปได้และเป็นพื้นที่อับสายตา เขาใช้การออกแบบแก้ปัญหานี้ด้วยการทำราวกันตก เป็นรั้วโปร่งมีช่องว่าง 10 เซนติเมตรอยู่ระหว่างกัน เวลามองตรง ๆ เหมือนเป็นอุโมงค์ แต่ถ้ามองข้าง ๆ จะเห็นสวนแบบไม่มีอะไรมาบัง ในขณะเดินก็จะเห็นมุมมองที่แตกต่างกันไปด้วย และช่องว่างนี้ยังเชื้อเชิญให้พืชพรรณโดยรอบเข้ามามีส่วนร่วมสร้างบรรยากาศระหว่างการเดิน เกิดภูมิทัศน์แบบไดนามิกที่เปลี่ยนรูปแบบและสีสันได้ตลอดทั้งปี ส่วนการเลือกพรรณไม้แต่ละชนิด ก็เน้นพืชพื้นถิ่นของซีอาน เช่น หญ้าพื้นเมืองและต้นซีดาร์ที่เติบโตและปรับตัวต่อสภาพอากาศหนาวได้โดยไม่ต้องดูแลมาก

The Ribbon Dance Park ทางเดินสาธารณะเมืองจีนโดยสถาปนิกไทย เชื่อมผู้คนด้วยดีไซน์เขียว
The Ribbon Dance Park ทางเดินสาธารณะเมืองจีนโดยสถาปนิกไทย เชื่อมผู้คนด้วยดีไซน์เขียว

หลังจากสร้างเสร็จ ทางเดินแห่งนี้กลายเป็นจุดพบปะใหม่ รวมถึงเป็นพื้นที่ออกกำลังกายทั้งเช้าและเย็นของชุมชนโดยรอบ ซึ่งเป็นการเชื่อมพื้นที่และผู้คนเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน

“เรารู้สึกว่าไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม หนึ่งคือมันต้องมี Sense of Place ในจุด ๆ นั้น ขณะเดียวกัน ในฐานะผู้พัฒนา ถ้าเราไปจะอยู่ใหม่ก็ต้องทำให้คนท้องถิ่นเขารัก เขาเอ็นดู ถ้าทำให้พื้นที่เพื่อนบ้านรอบ ๆ มันดีขึ้น ทำให้มีประโยชน์โดยที่ไม่ได้เสียอะไร โครงการเราก็วินด้วย มูลค่าโครงการก็จะสูงขึ้น อะไรก็ตามที่มันสวยอยู่คนเดียวมันไม่เวิร์ก

“เราทำงานตอบโจทย์ลูกค้า แต่ในขณะเดียวกันเรื่องพวกนี้เป็นโครงสร้างกระดูกสันหลังที่เราไม่ลืมในฐานะแลนด์สเคปดีไซเนอร์ ทุกงานต้องมี 2 เรื่อง คือเรื่องที่ตอบโจทย์กับคน และเรื่องที่ตอบโจทย์กับธรรมชาติ” เขาขมวดคอนเซ็ปต์การทำงานทั้งหมดอีกครั้งอย่างเห็นภาพ

ทางเดินสาธารณะรางวัลระดับโลกฝีมือภูมิสถาปนิกไทย ที่สร้างความชีวิตชีวาใหม่ให้ย่านและสร้างประโยชน์ให้ผู้คน

พื้นที่สาธารณะจากเอกชน แถมยังอยู่นอกเมืองหลวงแห่งนี้ ได้รับรางวัล Jury Winner จาก Architizer ในหัวข้อ Public Landscape ในปี 2021 นั่นไม่เพียงการันตีความคิดอันแหลมคมของผู้ออกแบบ แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของพื้นที่สาธารณะที่เขามอง

พื้นที่สาธารณะจะทำให้ชีวิตคนในเมืองดีขึ้นไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน จริง ๆ แล้วต้องมีทุกที่ เราเป็นมนุษย์ ต้องการเข้าถึงธรรมชาติ เข้าถึงพื้นที่สาธารณะ ซึ่งพื้นที่สาธารณะก็คือคน มันเกี่ยวกับชีวิตเรา เราต้องการอะไรบ้าง มันก็ควรมีพื้นที่สาธารณะแบบนั้น และมันไม่จำเป็นต้องเป็นสวน ทุกอย่างที่เกี่ยวกับชีวิตคนที่เราไม่ต้องซื้อเขา ไม่ต้องไปจ่ายตังค์ เพื่อให้เราจะได้นั่งตรงนี้ก็คือพื้นที่สาธารณะ จริง ๆ สถานที่ราชการก็เป็นพื้นที่สาธารณะ วัดก็เป็นพื้นที่สาธารณะ แต่พื้นที่สาธารณะเราน้อยลงเรื่อย ๆ พื้นที่สีเขียวก็อีกเรื่องหนึ่งนะ พื้นที่สาธารณะไม่จำเป็นต้องเขียว แต่ว่าใช้งานได้ ซึ่งเรายิ่งไม่มีเข้าไปใหญ่

ทางเดินสาธารณะรางวัลระดับโลกฝีมือภูมิสถาปนิกไทย ที่สร้างความชีวิตชีวาใหม่ให้ย่านและสร้างประโยชน์ให้ผู้คน

“งานนี้ พอลูกค้าเขาเห็นด้วยกับไดเรกชันแล้วเสนอรัฐบาล รัฐบาลก็ชอบและสนับสนุน มันเลยได้รับความร่วมมือด้วยดี อันนี้สำคัญมาก เพราะการที่รัฐบาลสนับสนุนมันเป็นเรื่องที่ดี”

ป๊อกอธิบายต่อว่าการทำงานในจีน ทำให้เห็นถึงนโยบายผังเมืองส่วนหนึ่งที่น่าสนใจ จากการให้สิทธิพัฒนาพื้นที่หรือโครงการใหม่ ๆ แก่เอกชน โดยเอกชนก็ต้องให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียวตามที่รัฐกำหนด ซึ่งจะต่อยอดเป็นพื้นที่สาธารณะอื่นใดก็ได้

“เป็นวิธีของรัฐบาลจีนที่ผมคิดว่าเขาฉลาดมากเลย คือเขาจะมีนโยบายภาพรวมของเมืองอยู่แล้ว สมมติว่าจะตัดพื้นที่โซนด้านนี้ของเมืองไว้เป็นการพัฒนาโปรเจกต์ใหญ่ แต่เนื่องจากเขาทำพื้นที่ใหม่ที่เปลี่ยนเปลี่ยนแปลงได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เขาเลยวางนโยบายพื้นที่สีเขียวว่าจะให้เป็นอย่างไรได้ ซึ่งฝั่งรัฐบาลก็มีพื้นที่สีเขียวหลักของแต่ละโซนที่เขาจะพัฒนา ในขณะเดียวกันเอกชนที่จะได้พื้นที่ในการพัฒนาโครงการของตัวเอง และต้องมีหน้าที่พัฒนาพื้นที่สีเขียวแปะหน้าโครงการตัวเองด้วย ทำให้เกิดระบบเน็ตเวิร์กของพื้นที่สีเขียว เกิดพื้นที่สีเขียวเพิ่มที่เอกชนเป็นคนลงทุน ซึ่งทุกอย่างจะเกิดจากการลงทุน ก็คือรัฐบาลลงทุนให้พื้นที่ ส่วนเอกชนก็ต้องลงทุนค่าก่อสร้าง ค่าออกแบบ ค่าดูแลอะไรพวกนี้ เขาทำกันเป็นระบบ เป็นจริงเป็นจัง ไม่ใช่เป็นการขอความช่วยเหลือ มันเป็นกฎเลย แล้วก็วินวินกันทุกฝ่าย

“เอาตรง ๆ ถ้าประเทศที่เจริญแล้วเรื่องพื้นที่สาธารณะเป็นเรื่องของรัฐ รัฐที่มีคุณภาพเขาก็จะแชร์เรื่องพื้นที่สาธารณะกัน ถ้ากำลังมันไม่พอ ใครช่วยได้ก็อยากให้ช่วย ตอนนี้ในไทยหลาย ๆ โครงการเอกชนเขาก็อยากช่วยและมีทำไปบ้างแล้ว แต่สิ่งเดียวคือต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่เราไม่มีพื้นที่นะ ถึงเราจะไม่มีพื้นที่ทำสวนขนาดใหญ่ แต่เรามีพื้นที่ราชการที่ล้อมรั้วทั้งหมด เรามีพื้นที่ใต้ทางด่วนที่ประชาชนก็เริ่มได้ใช้ มีของเอกชนที่เปิดรั้วให้ได้ แต่ต้องเปลี่ยนข้อกฎหมาย ถ้ารัฐใส่ใจก่อน อะไรก็ทำได้ มันแค่ Mindset และสุดท้ายมันจะต้องดี อันนี้คือสิ่งที่เราเชื่อ”

นี่คงเป็นคำตอบที่สนับสนุนว่า พื้นที่สาธารณะเป็นเรื่องของ ‘ใคร’ บ้าง

ทางเดินสาธารณะรางวัลระดับโลกฝีมือภูมิสถาปนิกไทย ที่สร้างความชีวิตชีวาใหม่ให้ย่านและสร้างประโยชน์ให้ผู้คน
ทางเดินสาธารณะรางวัลระดับโลกฝีมือภูมิสถาปนิกไทย ที่สร้างความชีวิตชีวาใหม่ให้ย่านและสร้างประโยชน์ให้ผู้คน

ภาพ : TROP : terrains + open space

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

25 พฤษภาคม 2565
2.42 K

‘หัวหิน’ เป็นทะเลโปรดของคนไทยมานาน เริ่มตั้งแต่มีการสร้างทางรถไฟสายใต้มาถึงหัวหินเมื่อ พ.ศ. 2454 จากนั้นก็มีการสร้างบ้านพักของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ สร้าง ‘โรงแรมรถไฟ’ โรงแรมชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งพาให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่พักผ่อนตากอากาศชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทยไปด้วย

วันเวลาผ่านไป บ้านเราก็ผุดแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมาอีกนับไม่ถ้วน แต่ถึงอย่างนั้น หากอยากไปพักผ่อนกายใจกับญาติมิตรในช่วงวันหยุดสั้น ๆ หัวหินก็ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้คนนึกถึง ด้วยความน่ารักเรียบง่ายของเมือง ความสวยที่จับต้องได้ของชายหาด และที่สำคัญคือเดินทางง่าย ถ้าเทียบกับการนั่งรถจากภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศลงไปเที่ยวทะเลใต้

แต่ในความคลาสสิกนั้น ก็ยังมีสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่

“หัวหินเป็นเมืองที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยวมาก แต่ไม่ค่อยมีพื้นที่สาธารณะติดทะเลที่ให้คนเข้าไปได้โดยไม่ต้องเสียเงิน ถ้าลองนึกดู เวลาไปหัวหิน เราก็ต้องไปพักโรงแรม เดินเข้าร้านอาหาร เราถึงจะไปทะเลได้” ปุ๊ก สถาปนิกชุมชนว่า

และมากไปกว่าพื้นที่ติดทะเลที่นักท่องเที่ยวต้องการ ‘พื้นที่สาธารณะดี ๆ’ สำหรับให้เจ้าบ้านใช้พบปะพูดคุยกัน ออกกำลังกาย เข้าไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็เรียกว่ายังขาดแคลนการพัฒนายิ่งกว่าการส่งเสริมการท่องเที่ยวเสียอีก

ด้วยเหตุนี้ พื้นที่สุดท้ายจาก 8 พื้นที่ ใน ‘โครงการลานกีฬาวัฒนธรรมชุมชน’ โครงการที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จับมือร่วมกับท้องถิ่น 4 จังหวัดภาคกลางตอนล่าง จึงมาอยู่ที่หัวหิน

ปุ๊ก-นฤมล พลดงนอก สถาปนิกชุมชน และ เป้-รัฐพงศ์ ปิ่นแก้ว ภูมิสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์ จะมาแชร์เรื่องราวของโปรเจกต์เนรมิตสวนหลวงราชินีที่ทรุดโทรม 19 ไร่ และพื้นที่ข้างเคียงอีก 6 ไร่ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่เดียวในหัวหิน ตอบโจทย์ความต้องการอันหลากหลายของคนท้องถิ่นและผู้มาเยือน ทั้งการออกกำลังกาย เล่นกีฬา การจัดงานแฟร์ การทำกิจกรรมทางวัฒนธรรม การค้าขาย การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และการพักผ่อนริมทะเลโดยไม่ต้องเสียเงินเข้า

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

ตามหาพื้นที่ที่ใช่

อาศรมศิลป์ได้เข้าหาเลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน เพื่อคุยในขั้นแรก

“พอเราอธิบายโครงการและเป้าหมายที่อยากจะพัฒนาพื้นที่สาธารณะโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ทางเทศบาลเขาก็เห็นด้วยและชอบมาก เพราะว่ามันไปตรงกับโครงการที่เขาทำอยู่แล้ว คือ หัวหินสร้างสุข” ปุ๊กเริ่มเล่าที่การพูดคุยกับท้องถิ่น

จากนั้นเทศบาลก็เตรียมหลากหลายพื้นที่ในความดูแลมาเสนอทีมออกแบบ แล้วทีมออกแบบก็ทำ Site Analysis วิเคราะห์ไซต์กลับไปให้เทศบาล

เทศบาลเสนอมาทั้งหมด 4 พื้นที่ด้วยกัน ได้แก่ พื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำเขาเต่า พื้นที่ริมคลองใกล้โรงเรียนเขาตะเกียบ พื้นที่เลียบคลองบริเวณชุมชนบ่อฝ้าย และสวนหลวงราชินี 19 ไร่

“จากการวิเคราะห์ทุกพื้นที่ เราคิดว่าสวนหลวงราชินีนี่แหละที่ทำแล้วเกิดประโยชน์มากที่สุด ตอบโจทย์คนในชุมชน แล้วก็เป็นพื้นที่ของเทศบาล การจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาพื้นที่น่าจะทำได้ง่าย” ปุ๊กสรุปการตัดสินใจให้เราฟัง ซึ่งหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เลือกพื้นที่นี้มาดำเนินโครงการ คือการที่มีส่วนหนึ่งติดทะเล

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

“จริง ๆ ตรงนี้เป็นพื้นที่สาธารณะอยู่แล้วนะคะ แต่เริ่มเก่า และยังต้องพัฒนาให้ใช้งานได้ดีขึ้น”

สวนหลวงราชินี 19 ไร่ แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกที่มีบริเวณใหญ่ที่สุดเป็นศูนย์รวมราชการ มีอาคารตำรวจท่องเที่ยว ศูนย์ดับเพลิง มีการสร้างเป็นศูนย์โอท็อปไว้ แต่ไม่มีการจัดการที่ดีจึงเริ่มรกร้าง มีส่วนออกกำลังกายอย่างคอร์ทแบดมินตัน สนามฟุตซอล และมีพื้นที่ลานคอนกรีตขนาดใหญ่ที่คนหัวหินใช้จัดมหกรรมงานแฟร์ต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง ส่วนที่สองเป็นพื้นที่ติดทะเลที่รอการพัฒนา

นอกจากนี้ ยังมีบริเวณที่เชื่อมต่อกับสวนหลวงราชินีอีก 6 ไร่ ซึ่งเทศบาลให้เพิ่มเติมมา เดิมทีเป็นพื้นที่รกร้าง และมีคลองสำหรับระบายน้ำจากตัวเมืองลงทะเล เมื่อรวมสวนหลวงราชินีและพื้นที่ที่เพิ่มมาแล้ว ก็จะมีพื้นที่โครงการทั้งหมด 25 ไร่

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

รู้จักคนหัวหิน

“หลังจากคุยกับเทศบาล เราก็ลงชุมชนเพื่อสำรวจ ทำความรู้จัก ถามความเห็นชาวบ้านเบื้องต้น” โฟกัสกรุ๊ป เป็นงานพาร์ตสำคัญที่ทีมสถาปนิกชุมชนจะได้ไปเห็นบริบทเดิม มองภาพกิจกรรม หรือภาพคนในพื้นที่ออก งานนี้กินเวลา 2 วันในการคุยกับกลุ่มชาวบ้านต่าง ๆ

“เราลงไปที่ชุมชนของเขา ก็เลยได้รู้ว่าป้า ๆ เขาอยู่กันแบบนี้นะ ที่เขาเป็นกลุ่มลีลาศ เขาเต้นกันอยู่ตรงนี้นะ สมาชิกเขามีเท่าไหร่” ปุ๊กบอกว่าหัวหินมีกลุ่มกิจกรรมที่แน่นแฟ้น สถาปนิกจึงต้องทำการบ้านเรื่องนี้ให้มาก

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

เมื่อรู้จักชุมชนเบื้องต้นแล้ว อาศรมศิลป์ก็จัดเวทีใหญ่ที่เทศบาล เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่

“เวทีที่นี่คนมาเยอะมาก อยากได้กี่คนก็บอกได้เลย ถ้าขอ 80 ก็ได้ 100 ขอ 100 ก็ได้ 150” ปุ๊กเล่าอย่างอารมณ์ดี หัวหินเป็นอีกที่ที่เธอประทับใจเรื่องการมีส่วนร่วมมาก “ทุกคนอยากมาแสดงความคิดเห็น เพราะพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สำคัญ พอเขารู้ว่าเทศบาลจะพัฒนา ทุกคนก็ตื่นเต้น อยากมาร่วมรับฟัง”

“พื้นที่สาธารณะที่หัวหินมีอยู่มันไม่ตอบโจทย์ ไม่เอื้อให้คนมาใช้งาน ทุกคนมองแต่เรื่องท่องเที่ยว เรื่องทะเล แต่เรื่องพื้นที่สุขภาวะที่มาจากความต้องการของคนในพื้นที่ยังไม่ค่อยได้รับการพัฒนาเท่าไหร่”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

คนนับร้อยในวันนั้นคือกลุ่มคนที่เทศบาลเชิญมา มีทั้งกลุ่มผู้ใช้งานเดิม หน่วยงานราชการที่อยู่ในพื้นที่ กลุ่มชุมชนที่อยู่ในละแวกนั้น กลุ่มกิจกรรมที่คิดว่าจะมาใช้งาน อย่างกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มลีลาศ กลุ่มกีฬา แบดมินตัน ฟุตซอล และโรงเรียนต่าง ๆ

“นอกจากจะมีคนในชุมชนโดยทั่วไปแล้ว พ่อค้าแม่ค้าก็เข้ามา ส่วนใหญ่เขาจะกลัวการถูกไล่ที่ เวลาเราไปเดินลงไซต์ แล้วดูเหมือนเป็นคนมาพัฒนาพื้นที่ เขาถามเราว่าจะไล่ที่เขาไหม” เป้พูด ปกติแล้วในสวนหลวงราชินีจะมีร้านค้า บ้างเป็นรถเข็นหาบเร่แผงลอย บ้างก็เป็นซุ้มที่ได้สัมปทานขาย

สถาปนิกชุมชนได้นำความต้องการที่สำรวจจากชาวบ้านในวันนั้น มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลจากการลงชุมชนตอนแรก แล้วนำมาสรุปผลร่วมกัน จากนั้นก็ส่งไม้ต่อให้ทีมออกแบบแลนด์สเคปไปเก็บข้อมูลด้านกายภาพของสวนหลวงราชินี

“เราพาน้อง ๆ ในทีม 7 – 8 คน ไปเดินสำรวจ พูดคุยกับคนในสวนว่าเขามาทำอะไร ต้องการอะไรบ้าง พอตกเย็นเราก็มาเริ่ม Sketch Design กันว่าผังจะเป็นยังไง” ภูมิสถาปนิกอธิบายวิธีการทำงาน

ในที่สุดก็แบ่งพื้นที่ 25 ไร่ ออกมาเป็น 4 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่ สวนเพื่อการออกกำลังกาย สวนศิลปะและวัฒนธรรม สวนแห่งการพักผ่อน และสวนแห่งการเรียนรู้

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สร้างสวน-สร้างสุข

“คอนเซ็ปต์เราคือสวนสร้างสุข” เป้เล่าถึงแบบ Final ที่ได้

สร้างสุข หมายถึงทั้งสุขกายและสุขใจ ที่ชุมชนได้มีส่วนร่วมออกแบบตามความต้องการ มีการแบ่งโซนที่เหมาะสม แต่ก็เชื่อมต่อพื้นที่เพื่อการปฏิสัมพันธ์ ปลอดภัยสำหรับคนและรถ ทั้งยังมีการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ปรับปรุงระบบนิเวศด้วยแนวคิดของ ร.9 เป็นที่ระลึกที่สวนอยู่ใกล้วังไกลกังวล

“เราคงหลายฟังก์ชันไว้ที่ตำแหน่งเดิม เช่น สนามฟุตซอล สนามแบดมินตัน หรือเวที แล้วเราก็ปรับปรุงพื้นที่และแทรกกิจกรรมต่าง ๆ เข้าไป” เป้เริ่มอธิบายที่ส่วนแรก ‘สวนเพื่อการออกกำลังกาย’ “อย่างสนามฟุตซอลเดิม เราปรับปรุงพื้นผิวใหม่ให้มีความเป็นทะเล แล้วก็เพิ่มลู่วิ่งลูปเล็กที่จะเชื่อมต่อกับลูปใหญ่ข้างนอก”

“ตรงนี้เมื่อก่อนจะเป็นเวทีเดิม มีลานโล่งไว้จัดงานเทศกาลต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง จริง ๆ เราอยากทำลานให้เป็นสวนเลยนะครับ แต่ชุมชนกังวลว่าจะจัดกิจกรรมไม่ได้ ก็เลยดีไซน์เป็นต้นไม้แทรกเข้าไป ลดความร้อนของพื้นที่ดาดแข็ง เพื่อให้คนมาใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ในทุก ๆ วัน และเมื่อถึงเวลาที่เขาจะใช้งานใหญ่ก็จัดได้ รถยนต์ก็ยังเข้าไปจอดได้เหมือนเดิม ส่วนเวทีเราก็ปรับปรุงให้ดีขึ้น”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

พื้นที่สตรีทอาร์ตที่เคยมี นักออกแบบก็คงไว้ที่มุมเดิม เพิ่มเติมคือขยายพื้นที่ให้นักสร้างสรรค์ชาวหัวหินมาใช้ได้อย่างเต็มที่ และจัดความเรียบร้อยให้ดี

สำหรับการแยกขยะเพื่อนำไปรียูส-รีไซเคิล ซึ่งเมืองนี้มีกลุ่มคนและนักเรียนที่จัดการเรื่องนี้อยู่แล้ว อาศรมศิลป์ก็ได้จัดทำ Station สำหรับแยกขยะให้เป็นสัดเป็นส่วนมากขึ้น รวมถึงศึกษาความต้องการของกลุ่มแยกขยะในการดีไซน์ Station ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

“ส่วนต่อมาเป็นพื้นที่ศิลปะและวัฒนธรรมครับ” เขาเล่าต่อเนื่องมาถึงส่วนที่ 2 “ตรงนี้มีอาคารเดิมเป็นศูนย์วัฒนธรรม ศูนย์ขายของโอท็อป แล้วก็มีตำรวจท่องเที่ยว เราเลยยึดโยงกับเรื่องราวเดิม โดยเพิ่มพื้นที่ชาน ทำกิจกรรมต่าง ๆ นอกอาคารให้คนเข้ามาใช้งานได้ มีคอร์ทสำหรับการแสดงศิลปวัฒนธรรม มีพื้นที่ให้ผู้สนใจในกิจกรรมนั่งดู”
แล้วกลุ่มกิจกรรมของหัวหิน อย่างป้า ๆ กลุ่มลีลาศที่เหล่าสถาปนิกชุมชนได้ไปเยี่ยมเยียนมาในตอนแรก ก็จะได้ใช้พื้นที่ศิลปวัฒนธรรมนี้ในการฝึกซ้อม

มาถึงส่วนพื้นที่ติดทะเล ซึ่งเรียกว่าเป็น ‘สวนแห่งการพักผ่อน’ สำหรับทำกิจกรรมสบาย ๆ

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สถาปนิกพยายามรักษาลักษณะเดิมไว้ สนามเด็กเล่นที่มีก็ยังคงอยู่ แต่ปรับปรุงให้กลายเป็นธีมทะเล เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้เกี่ยวกับทะเลเมื่อได้มาเล่น มีการปรับปรุงศาลาให้ผู้สูงอายุมาพบปะพูดคุย นั่งเล่นหมากฮอร์สกัน

“แสดงดนตรีในสวนได้ด้วยนะครับ” เป้เปิดภาพ Amphitheatre ที่ทีมออกแบบให้เราดู “วันไปดูไซต์ เราเห็นกลุ่มดนตรีของหัวหินมาเล่นกัน ก็เลยเตรียมพื้นที่รองรับให้เขา”

ส่วนพื้นที่หน้าหาด ก็ปรับปรุงลดความดาดแข็งของโครงสร้างให้สวยงามน่าใช้งานมากยิ่งขึ้น ต่อไปคนหัวหินและนักท่องเที่ยว ก็จะเข้ามาทำกิจกรรมพร้อมดื่มด่ำวิวทะเลกับครอบครัวได้ที่นี่

ถนนด้านหน้าของสวนแห่งการพักผ่อนที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างแต่ละโซน ได้เปลี่ยนวัสดุปูพื้นให้มีความรู้สึกว่าเป็นถนนที่คนเดินถึงกันได้มากขึ้น ทำกิจกรรมได้มากขึ้น และรองรับร้านค้าต่าง ๆ ที่มาตั้งได้ พร้อมทั้งมีการทำที่จอดรถรองรับใกล้ ๆ เพื่อให้ผู้คนใช้วิธีจอดด้านนอกแล้วเดินเข้าไป แทนการขับต่อมาจอดถึงด้านใน และผ่านบริเวณที่เป็นจุดเชื่อมของแต่ละโซนนี้

“เราอยากเชื่อมแต่ละพื้นที่ให้คนแต่ละกลุ่มมีการปฏิสัมพันธ์กัน” เป้พูดถึงหนึ่งในแนวคิดของสวนสร้างสุข “อย่างคนที่มาเพื่อออกกำลังกาย เขาก็เชื่อมไปที่การเรียนรู้วัฒนธรรมได้ คนที่มาพักผ่อน ดูทะเล เขาก็จะศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมจากสวนแห่งการเรียนรู้ได้”

‘สวนแห่งการเรียนรู้’ ส่วนสุดท้ายที่เป้อธิบาย เป็น Station เรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและการบำบัดน้ำ 

จากเดิมที่เป็นจุดรับน้ำเสียจากตัวเมืองหัวหินอยู่แล้ว ทางภูมิสถาปนิกก็ได้ศึกษาจากกรณีโครงการพระราชดำริแหลมผักเบี้ย แล้วปรับปรุงระบบที่นี่ให้เป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น จากตอนแรกที่เป็นคอนกรีต ก็ปรับปรุงใหม่ มีการปลูกต้นไม้น้ำเพื่อลดความเป็นดาดแข็งลงไป โดยเลือกพืชพรรณที่ทนความเค็มและเน้นต้นไม้ท้องถิ่น ซึ่งผู้ที่ได้มาเยือนสวนแห่งการเรียนรู้นี้ จะได้เรียนรู้กระบวนการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่ทะเลในบรรยากาศที่น่าเดินเล่น

“เราเพิ่มแลนด์มาร์กตรงส่วนนี้เป็นหอชมวิว ขึ้นไปชมเมืองหัวหินและวิวทะเลได้” เป้บอกกับเราว่านี่เป็นการเพิ่มจุดสนใจให้คนเดินมาเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ ซึ่งนอกจากคนที่มาใช้สวนจะเข้ามาชมได้แล้ว เมื่อปรับปรุงใหม่จะเปิดทางเข้าบริเวณหลังวัดไกลกังวล เพื่อให้คนจากวัดเข้ามาใช้ได้ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

หัวหินหลากมิติ

“บางทีคนจะมองแค่เรื่องเศรษฐกิจ พัฒนาพื้นที่แค่แหล่งท่องเที่ยว แต่ลืมเรื่องคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วคนที่ขับเคลื่อนเรื่องพวกนี้ ก็คือคนหัวหินที่ทำอาชีพบริการ ทำอาชีพค้าขาย เราต้องให้ทำเขาได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี” ปุ๊กพูดในฐานะคนนอกที่เข้าไปคลุกคลีกับคนท้องถิ่นจนผูกพัน

“ถ้ากายดี ใจดี สังคมดี มันจะส่งผลไปเรื่องเศรษฐกิจเอง”

จากที่มองเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวทั่ว ๆ ไป ตอนนี้หากนึกถึงหัวหิน ปุ๊กเห็น ‘คน’ มากขึ้น เวลาไปเธอก็จะชอบเข้าไปคุยกับคน ดูว่าเขากำลังทำกิจกรรมอะไรกัน เธอได้รู้แล้วว่าที่นี่มีผู้คน วิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนเมืองไปในทุกวัน จนเป็นที่ที่คนไทยยังนึกถึง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่

“พื้นที่ 25 ไร่ ตรงนี้ ถ้ามัน Success คนก็จะรู้จักหัวหินในหลายมิติ” 

ทีมออกแบบวาดหวังว่า เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ พื้นที่เรียนรู้สวนหลวงราชินีนี้จะเป็นที่ที่นักท่องเที่ยวแวะมาใช้เวลา มาดูสวนบำบัดน้ำ เดินช้อปของกินจากรถเข็น พาลูกชมคนหัวหินเล่นดนตรี มานั่งเล่นดูคลื่นอย่างสบายอารมณ์ร่วมกับคนในพื้นที่

แล้วทะเลหัวหินก็จะไม่เป็นเพียงของคนที่มาทานอาหารในร้านริมหาด หรือคนที่จ่ายเงินนอนโรงแรมอีกต่อไป แต่กลายเป็นทะเลของทุกคนอย่างแท้จริง

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load