22 กุมภาพันธ์ 2565
2 K

“พื้นที่สาธารณะเป็นเรื่องของใคร”

นี่ไม่ใช่คำถามแบบกำปั้นทุบดิน แต่เป็นการชวนให้คิดย้อนกลับไปอย่างลึกซึ้ง

อย่างที่ทราบดีว่าเรื่องโครงการพื้นฐานควรเป็นรากฐานที่มาจากรัฐ ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นว่ารัฐนี้ให้ความสำคัญกับอะไร อันจะส่งผลต่อไปสู่คุณภาพชีวิตของประชาชน พื้นที่สาธารณะโดยรัฐจึงเป็นหนึ่งเรื่องสำคัญด่านแรกที่รัฐมีหน้าที่วางผัง วางแผน มอบให้กับคนและเมือง

และในเมื่อคำว่าสาธารณะความหมายคือ ทั่วไป-เพื่อคนส่วนรวม-ร่วมกัน ฉะนั้น คำถามต่อมา มันจึงเป็นเรื่องของทุกคนได้ไหม แล้วจะเป็นพื้นที่แบบไหน หรือพื้นที่ ‘ของใคร’ ได้บ้าง

เราขอตอบคำถามนี้ด้วยการพาไปพบกับพื้นที่สาธารณะของเอกชน หรือ Private Own Public Space (POPS) พื้นที่สาธารณะอีกประเภทที่น่าสนใจ ซึ่งแม้เอกชนเป็นเจ้าของ แต่ก็สร้างขึ้นเพื่อเป็นสาธารณะประโยชน์ อย่าง ‘The Ribbon Dance Park’ ที่เขตฉูเจียง เมืองซีอาน ประเทศจีน ทางเดินเชื่อมต่อกับคลับเฮาส์ของโครงการ The Grand Milestone Art Centre และสะพานข้ามถนนไฮเวย์ กับ ป๊อก-อรรถพร คบคงสันติ ภูมิสถาปนิก แห่ง TROP : terrains + open space บริษัทออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมไทย เจ้าของรางวัลระดับโลกหลายเวที

The Ribbon Dance Park ทางเดินสาธารณะเมืองจีนโดยสถาปนิกไทย เชื่อมผู้คนด้วยดีไซน์เขียว

ก่อนการมาของทางเดินสีขาวคดโค้ง พลิ้วไหว ขนาด 200 เมตร เดิมทีหน้าโครงการ The Grand Milestone Art Centre มีเพียงสะพานลอยทอดยาวเพื่อข้ามถนนไฮเวย์ไปอีกฝากซึ่งสูงถึง 10 เมตร ด้วยความชันขนาดนั้น จึงยากที่จะมีใครมาใช้งานจริง กลายเป็นพื้นที่ตาบอดตัดขาดจากชุมชนโดยรอบ ทางโครงการจึงมีแผนมอบพื้นที่ด้านหน้าเซลล์แกลเลอรี่และคลับเฮาส์นี้ เป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์ต่อทั้งผู้คนและเอื้อให้คนมีโอกาสเข้ามาที่โครงการมากขึ้น ประกอบกับแผนการพัฒนาเมืองของประเทศจีนที่มีข้อกำหนดไว้ว่า ทุกการพัฒนาโครงการใหม่ของเอกชน จะต้องสร้างพื้นที่สาธารณะคืนให้กับเมืองด้วย

โจทย์แรก ทางโครงการอยากให้สร้างประติมากรรมขนาดใหญ่ตั้งไว้บนถนนข้างล่าง เพื่อให้คนรู้ว่าข้างบนมีอะไรอยู่ แต่ภูมิสถาปนิกเจ้าของบริษัทออกแบบผู้สารภาพว่าไม่อยากทำเพียง Sculpture ยักษ์ ก็เก็บโจทย์ไปคิดต่อ

The Ribbon Dance Park ทางเดินสาธารณะเมืองจีนโดยสถาปนิกไทย เชื่อมผู้คนด้วยดีไซน์เขียว

“เรากลับไปคิดว่าจะทำ Sculpture ให้มีประโยชน์ได้อย่างไร มองดูสะพานลอยไม่มีคนข้ามเพราะบันไดมันสูงไป ซึ่งตรงข้ามมีคอนโดเต็มเลย มี Botanic Park เราเลยคิดเปลี่ยนบันไดตรงนี้เป็นแรมป์ยาว ๆ แต่พื้นที่ก็ไม่ได้ยาวขนาดนั้น เลยต้องขดไปขดมาเพื่อให้มันได้ระยะ 200 เมตร”

“เราทำ Sculpture ให้ แต่ไม่ใช่เอาไว้มองอย่างเดียว เดินได้ด้วย ซึ่งคนผ่านไปผ่านมาหรือขับรถมาก็จะเห็น ในขณะเดียวกันประชาชนฝั่งตรงข้าม คุณลุง คุณป้า ก็เดินข้ามถนนมาได้ ” ป๊อกเล่าแนวคิดการทำทางเดินที่เชื่อมต่อกับฝั่งตรงข้ามและเดินไปที่ Botanic Park ข้างกันให้ฟัง

ผลพลอยของการขดตัวไปมาคล้ายริบบิ้นในการเต้นระบำดั้งเดิมของจีน นอกจากชื่อ The Ribbon Dance คือพื้นที่บางส่วนโผล่จากหน้าผาโค้งเป็น Cantilever เพื่อให้ไปทักทายกับสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ให้เห็นว่าเป็นไฮเวย์ ได้ยินเสียงรถขวักไขว่ มีส่วนสูงที่กว่า 10 เมตรเชื่อมเพื่อกับสะพานลอยเดิม บางช่วงลาดลงไปเชื่อมกับทางเดินหน้าเซลล์แกลเลอรี่ และการลดความชันด้วยวิธีนี้ยังทำให้เดินได้ง่ายต่อทั้งเด็ก ผู้สูงวัย ผู้พิการ

อีกข้อจำจัดที่ท้าทายคือ ความสูงระดับบนหน้าผา ซึ่งอาจตกลงไปได้และเป็นพื้นที่อับสายตา เขาใช้การออกแบบแก้ปัญหานี้ด้วยการทำราวกันตก เป็นรั้วโปร่งมีช่องว่าง 10 เซนติเมตรอยู่ระหว่างกัน เวลามองตรง ๆ เหมือนเป็นอุโมงค์ แต่ถ้ามองข้าง ๆ จะเห็นสวนแบบไม่มีอะไรมาบัง ในขณะเดินก็จะเห็นมุมมองที่แตกต่างกันไปด้วย และช่องว่างนี้ยังเชื้อเชิญให้พืชพรรณโดยรอบเข้ามามีส่วนร่วมสร้างบรรยากาศระหว่างการเดิน เกิดภูมิทัศน์แบบไดนามิกที่เปลี่ยนรูปแบบและสีสันได้ตลอดทั้งปี ส่วนการเลือกพรรณไม้แต่ละชนิด ก็เน้นพืชพื้นถิ่นของซีอาน เช่น หญ้าพื้นเมืองและต้นซีดาร์ที่เติบโตและปรับตัวต่อสภาพอากาศหนาวได้โดยไม่ต้องดูแลมาก

The Ribbon Dance Park ทางเดินสาธารณะเมืองจีนโดยสถาปนิกไทย เชื่อมผู้คนด้วยดีไซน์เขียว
The Ribbon Dance Park ทางเดินสาธารณะเมืองจีนโดยสถาปนิกไทย เชื่อมผู้คนด้วยดีไซน์เขียว

หลังจากสร้างเสร็จ ทางเดินแห่งนี้กลายเป็นจุดพบปะใหม่ รวมถึงเป็นพื้นที่ออกกำลังกายทั้งเช้าและเย็นของชุมชนโดยรอบ ซึ่งเป็นการเชื่อมพื้นที่และผู้คนเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน

“เรารู้สึกว่าไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม หนึ่งคือมันต้องมี Sense of Place ในจุด ๆ นั้น ขณะเดียวกัน ในฐานะผู้พัฒนา ถ้าเราไปจะอยู่ใหม่ก็ต้องทำให้คนท้องถิ่นเขารัก เขาเอ็นดู ถ้าทำให้พื้นที่เพื่อนบ้านรอบ ๆ มันดีขึ้น ทำให้มีประโยชน์โดยที่ไม่ได้เสียอะไร โครงการเราก็วินด้วย มูลค่าโครงการก็จะสูงขึ้น อะไรก็ตามที่มันสวยอยู่คนเดียวมันไม่เวิร์ก

“เราทำงานตอบโจทย์ลูกค้า แต่ในขณะเดียวกันเรื่องพวกนี้เป็นโครงสร้างกระดูกสันหลังที่เราไม่ลืมในฐานะแลนด์สเคปดีไซเนอร์ ทุกงานต้องมี 2 เรื่อง คือเรื่องที่ตอบโจทย์กับคน และเรื่องที่ตอบโจทย์กับธรรมชาติ” เขาขมวดคอนเซ็ปต์การทำงานทั้งหมดอีกครั้งอย่างเห็นภาพ

ทางเดินสาธารณะรางวัลระดับโลกฝีมือภูมิสถาปนิกไทย ที่สร้างความชีวิตชีวาใหม่ให้ย่านและสร้างประโยชน์ให้ผู้คน

พื้นที่สาธารณะจากเอกชน แถมยังอยู่นอกเมืองหลวงแห่งนี้ ได้รับรางวัล Jury Winner จาก Architizer ในหัวข้อ Public Landscape ในปี 2021 นั่นไม่เพียงการันตีความคิดอันแหลมคมของผู้ออกแบบ แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของพื้นที่สาธารณะที่เขามอง

พื้นที่สาธารณะจะทำให้ชีวิตคนในเมืองดีขึ้นไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน จริง ๆ แล้วต้องมีทุกที่ เราเป็นมนุษย์ ต้องการเข้าถึงธรรมชาติ เข้าถึงพื้นที่สาธารณะ ซึ่งพื้นที่สาธารณะก็คือคน มันเกี่ยวกับชีวิตเรา เราต้องการอะไรบ้าง มันก็ควรมีพื้นที่สาธารณะแบบนั้น และมันไม่จำเป็นต้องเป็นสวน ทุกอย่างที่เกี่ยวกับชีวิตคนที่เราไม่ต้องซื้อเขา ไม่ต้องไปจ่ายตังค์ เพื่อให้เราจะได้นั่งตรงนี้ก็คือพื้นที่สาธารณะ จริง ๆ สถานที่ราชการก็เป็นพื้นที่สาธารณะ วัดก็เป็นพื้นที่สาธารณะ แต่พื้นที่สาธารณะเราน้อยลงเรื่อย ๆ พื้นที่สีเขียวก็อีกเรื่องหนึ่งนะ พื้นที่สาธารณะไม่จำเป็นต้องเขียว แต่ว่าใช้งานได้ ซึ่งเรายิ่งไม่มีเข้าไปใหญ่

ทางเดินสาธารณะรางวัลระดับโลกฝีมือภูมิสถาปนิกไทย ที่สร้างความชีวิตชีวาใหม่ให้ย่านและสร้างประโยชน์ให้ผู้คน

“งานนี้ พอลูกค้าเขาเห็นด้วยกับไดเรกชันแล้วเสนอรัฐบาล รัฐบาลก็ชอบและสนับสนุน มันเลยได้รับความร่วมมือด้วยดี อันนี้สำคัญมาก เพราะการที่รัฐบาลสนับสนุนมันเป็นเรื่องที่ดี”

ป๊อกอธิบายต่อว่าการทำงานในจีน ทำให้เห็นถึงนโยบายผังเมืองส่วนหนึ่งที่น่าสนใจ จากการให้สิทธิพัฒนาพื้นที่หรือโครงการใหม่ ๆ แก่เอกชน โดยเอกชนก็ต้องให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียวตามที่รัฐกำหนด ซึ่งจะต่อยอดเป็นพื้นที่สาธารณะอื่นใดก็ได้

“เป็นวิธีของรัฐบาลจีนที่ผมคิดว่าเขาฉลาดมากเลย คือเขาจะมีนโยบายภาพรวมของเมืองอยู่แล้ว สมมติว่าจะตัดพื้นที่โซนด้านนี้ของเมืองไว้เป็นการพัฒนาโปรเจกต์ใหญ่ แต่เนื่องจากเขาทำพื้นที่ใหม่ที่เปลี่ยนเปลี่ยนแปลงได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เขาเลยวางนโยบายพื้นที่สีเขียวว่าจะให้เป็นอย่างไรได้ ซึ่งฝั่งรัฐบาลก็มีพื้นที่สีเขียวหลักของแต่ละโซนที่เขาจะพัฒนา ในขณะเดียวกันเอกชนที่จะได้พื้นที่ในการพัฒนาโครงการของตัวเอง และต้องมีหน้าที่พัฒนาพื้นที่สีเขียวแปะหน้าโครงการตัวเองด้วย ทำให้เกิดระบบเน็ตเวิร์กของพื้นที่สีเขียว เกิดพื้นที่สีเขียวเพิ่มที่เอกชนเป็นคนลงทุน ซึ่งทุกอย่างจะเกิดจากการลงทุน ก็คือรัฐบาลลงทุนให้พื้นที่ ส่วนเอกชนก็ต้องลงทุนค่าก่อสร้าง ค่าออกแบบ ค่าดูแลอะไรพวกนี้ เขาทำกันเป็นระบบ เป็นจริงเป็นจัง ไม่ใช่เป็นการขอความช่วยเหลือ มันเป็นกฎเลย แล้วก็วินวินกันทุกฝ่าย

“เอาตรง ๆ ถ้าประเทศที่เจริญแล้วเรื่องพื้นที่สาธารณะเป็นเรื่องของรัฐ รัฐที่มีคุณภาพเขาก็จะแชร์เรื่องพื้นที่สาธารณะกัน ถ้ากำลังมันไม่พอ ใครช่วยได้ก็อยากให้ช่วย ตอนนี้ในไทยหลาย ๆ โครงการเอกชนเขาก็อยากช่วยและมีทำไปบ้างแล้ว แต่สิ่งเดียวคือต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่เราไม่มีพื้นที่นะ ถึงเราจะไม่มีพื้นที่ทำสวนขนาดใหญ่ แต่เรามีพื้นที่ราชการที่ล้อมรั้วทั้งหมด เรามีพื้นที่ใต้ทางด่วนที่ประชาชนก็เริ่มได้ใช้ มีของเอกชนที่เปิดรั้วให้ได้ แต่ต้องเปลี่ยนข้อกฎหมาย ถ้ารัฐใส่ใจก่อน อะไรก็ทำได้ มันแค่ Mindset และสุดท้ายมันจะต้องดี อันนี้คือสิ่งที่เราเชื่อ”

นี่คงเป็นคำตอบที่สนับสนุนว่า พื้นที่สาธารณะเป็นเรื่องของ ‘ใคร’ บ้าง

ทางเดินสาธารณะรางวัลระดับโลกฝีมือภูมิสถาปนิกไทย ที่สร้างความชีวิตชีวาใหม่ให้ย่านและสร้างประโยชน์ให้ผู้คน
ทางเดินสาธารณะรางวัลระดับโลกฝีมือภูมิสถาปนิกไทย ที่สร้างความชีวิตชีวาใหม่ให้ย่านและสร้างประโยชน์ให้ผู้คน

ภาพ : TROP : terrains + open space

Writer

Avatar

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

1 กุมภาพันธ์ 2566
1 K

สวนลุมพินีคือสวนสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย เป็นสวนอเนกประสงค์ ผู้คนนิยมเข้ามาทำกิจกรรมอย่างออกกำลังกาย หรือบางครั้งก็เป็นสถานที่จัดงานเฉลิมฉลอง แต่มี 1 อาคารที่หลายคนเกือบหลงลืมไปจากความทรงจำ นั่นคือ ‘ลุมพินีสถาน’ 

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

อาคารหลังนี้ตั้งตระหง่านอยู่ในสวนลุมพินี สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นโรงลีลาศโดยเฉพาะ และถือเป็นโรงเต้นรำที่ทันสมัยที่สุดในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 

ทั้ง ๆ ที่เป็นอาคารที่มีความสำคัญมากในยุคหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป สภาพสังคมเปลี่ยน ลีลาศกลายเป็นความสนใจของคนเฉพาะกลุ่มมากขึ้น มีอาคารจัดงานที่ทันสมัยและใหญ่กว่าผุดขึ้นมาหลายที่ ลุมพินีสถานก็เงียบเหงาลงและปิดไม่ให้ใช้งานในที่สุด จนสภาพทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา

คอลัมน์ Public Space ครั้งนี้ พา ศาสตราจารย์ ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ หัวหน้าโครงการลุมพินีสถานฯ มาพูดคุยเรื่องราวของตัวอาคารก่อนถูกทิ้งร้างนานกว่า 10 ปี และแนวคิด Learning from The Past to Create the Future ที่ทำให้เกิดงาน ‘ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s’ ที่จะปลุกให้ผู้คนได้ร่วมคิดต่อยอดการใช้งานอาคารให้เหมาะสมกับปัจจุบัน ในวันที่ 4 – 5 กุมภาพันธ์นี้ 

โรงเต้นรำ

ในอดีต ลุมพินีสถานเคยเป็นโรงลีลาศกลางพระนคร แต่แปลกที่ประวัติไม่มีการบันทึกไว้แน่ชัดว่าก่อสร้างเมื่อไหร่ “ส่วนตัวผมประเมินว่าอาคารหลังนี้เริ่มสร้างประมาณ พ.ศ. 2495 แล้วเสร็จ พ.ศ. 2498” อาจารย์ชาตรีเริ่มต้นเล่าประวัติให้เราฟัง อาคารหลังนี้ปูพื้นด้วยไม้ปาร์เกต์ ซึ่งว่ากันว่าเป็นไม้ที่เหมาะกับการเต้นลีลาศมากที่สุด 

ในช่วงรุ่งเรืองของอาคารหลังนี้ ที่นี่มีลีลาศทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละครั้ง เป็นการพบปะสังสรรค์ของหนุ่มสาว ในยุคนั้นลีลาศเป็นการเต้นที่นิยมมากที่สุด ซึ่งวงดนตรีที่คู่เคียงมากับลีลาศอย่าง ‘สุนทราภรณ์’ ก็แจ้งเกิดทั้งนักลีลาศและนักร้องหลายคน

“ไฮไลต์ที่สำคัญที่สุดคือเวทีกลม มันหมุนได้” อาจารย์ชาตรีนำเสนอ

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

สิ่งนี้สร้างเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักดนตรี และเพื่อไม่ให้ดนตรีขาดช่วงตอนเปลี่ยนวงดนตรี เมื่อวงแรกกำลังจะเล่นจบ วงที่ 2 ก็เตรียมตัวอยู่บนเวทีอีกด้านและบรรเลงเพลงไปพร้อมกับวงแรก จากนั้นเวทีก็หมุนพาวงที่ 2 มาอยู่ด้านหน้าแทน สิ่งนี้ทำให้เสียงดนตรีไม่ขาดช่วง และนักเต้นลีลาศก็จะเต้นต่อได้โดยไม่ต้องหยุด ไม่มีประวัติแน่ชัดว่าสถาปนิกหรือวิศวกรคนไหนเป็นผู้ออกแบบเวทีกลมนี้ 

แล้วเวทีนี้ยังหมุนได้ไหม – เราถาม

“หมุนไม่ได้แล้ว แต่ผมเชื่อว่าถ้าบูรณะ เครื่องจักรข้างล่างนี้อาจกลับมาหมุนได้อีกครั้ง” หลังจากเล่าเรื่องเวทีจบ อาจารย์พาเราเดินลงไปที่ห้องใต้ดินที่มีเครื่องจักรอยู่ด้านล่าง เมื่อได้เห็นเครื่องจักร เรารู้สึกประหลาดใจมากว่าในสมัยนั้นทำได้ขนาดนี้ ถือว่าทันสมัยจริงอย่างที่อาจารย์เล่า

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

“พ.ศ. 2499 Benny Goodman ราชาเพลงสวิงเดินทางมาเล่นคอนเสิร์ตที่ประเทศไทย แต่เขาไม่ได้มาทัวร์คอนเสิร์ตเหมือน BLACKPINK สมัยนี้นะ มันมีนัยทางการเมือง”

เขาเข้ามาโดยการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในยุคสงครามเย็น เพราะต้องการใช้ดนตรีเป็นสื่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสื่อถึงความเป็น ‘โลกเสรี’ ด้วยดนตรีแจ๊สที่มีความลื่นไหล ไม่ต้องเล่นตามโน้ต และอิมโพรไวส์ได้ตามใจชอบ

ราวหลังทศวรรษ 2520 แม้จะยังเป็นที่เต้นลีลาศเรื่อยมา แต่ความนิยมก็ค่อย ๆ ลดน้อยลง จากนั้นบริเวณชั้นลอยของลุมพินีสถานก็ถูกเปลี่ยนเป็นนิทรรศการสัตว์สตัฟฟ์ และในช่วงหลังกลายเป็นห้องจัดงานเลี้ยง ฟังก์ชันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามยุคสมัย จนมาถึงยุคที่มีกลุ่มชุมนุมทางการเมืองที่ใช้สวนลุมพินีเป็นพื้นที่หลัก รวมถึงเข้ามาใช้ลุมพินีสถานในการทำกิจกรรม จึงเกิดความเสียหายในหลาย ๆ จุด

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ท้ายที่สุดใน พ.ศ. 2556 เมื่อมีการตรวจสอบโครงสร้างข้างใต้ พบว่าบางส่วนได้เสื่อมสภาพ สุดท้าย กทม. จึงตัดสินใจระงับการใช้ตึกนี้ใน พ.ศ. 2557 และถูกทิ้งร้างจนถึงปัจจุบัน เป็นการปิดตำนานลุมพินีสถาน สถานที่เข้าสังคมของหนุ่มสาวยุคก่อนไปอย่างน่าเสียดาย

อาคารสงครามเย็น 

ก่อนมาที่นี่ เราได้รู้มาว่าอาคารนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบทันสมัยยุคสงครามเย็น จึงถามอาจารย์ชาตรีว่าในยุคนั้นอาคารเป็นประมาณนี้หมดเลยไหม 

“เป็นลักษณะสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ Modern Architecture” เขาตอบ ในยุคสงครามเย็น วัฒนธรรมอเมริกันเข้ามามีอิทธิพลมากต่อวัฒนธรรมไทย ทั้งในแง่ดนตรี ภาพยนตร์ วัฒนธรรม การแต่งกาย และสถาปัตยกรรม ซึ่งการสร้างพื้นที่วัฒนธรรมบันเทิงก็เป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่วัฒนธรรมอเมริกันเช่นกัน

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ลุมพินีสถานเป็นอาคาร 2 ชั้น รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก พื้นที่ใช้สอยประมาณ 5,500 ตารางเมตร พื้นที่บริเวณชั้น 1 สร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นฟลอร์เต้นลีลาศและจัดกิจกรรมต่าง ๆ ส่วนบริเวณชั้น 2 มีลักษณะเป็นชั้นลอยรอบอาคาร กั้นห้องขนาดใหญ่ 6 ห้อง

“จะสังเกตว่าผมไม่ได้พูดถึงความสวยงามเลย เพราะอาคารนี้เน้นฟังก์ชันมากกว่า” ถึงไม่ได้เน้นความสวย แต่มี Ornament ที่สำคัญ คือเวทีหมุนและป้ายลุมพินีสถานที่มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษขนาบอยู่ทั้งสองข้าง เป็นฟอนต์ตามเอกลักษณ์ของยุคนั้น ซึ่งป้ายก็เป็นอีกสิ่งสำคัญที่ควรเก็บรักษา

ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s

“จริง ๆ เป้าหมายไม่ได้กำหนดอยู่ที่นี่” อาจารย์ชาตรีเล่าให้ฟังว่า เขาเริ่มทำวิจัย ‘ศิลปะกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในทศวรรษ 2470 – 2520’ ตัวงานวิจัยจะเลือกผลงานศิลปะ โดยศิลปะในที่นี้อาจเป็น Art Objects สถาปัตยกรรม หรือดนตรีในยุคนี้ขึ้นมา 50 ชิ้น ไปจัดเป็นนิทรรศการว่าด้วยประวัติศาสตร์ สังคม วัตถุ และสิ่งของ แต่ความมุ่งมั่นของอาจารย์ที่ทำวิจัยเสนอว่า ในวัตถุที่เลือกมา 50 ชิ้น จะดึงมาสักอันที่เป็นงานสถาปัตยกรรมซึ่งอาจถูกทิ้งร้างหรือหลงลืมไปในสังคมไทย เพื่อนำมาจัดกิจกรรมสาธารณะที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะและผู้คนในสังคม

สุดท้ายแล้ว เขาตัดสินใจเลือกลุมพินีสถาน เพราะคิดว่าที่นี่มีศักยภาพและมีความสำคัญต่อสังคม ซึ่งงานนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความสนใจแรกเริ่มที่มีต่อลีลาศ แต่เป็นเพราะตัวตึกที่นำพามาสู่ลีลาศ งานที่เกิดขึ้นจึงมีความพิเศษ เหมือนได้ย้อนกลับไปในยุคที่วัฒนธรรมรุ่งเรืองผ่านตัวอาคารลุมพินีสถาน

“Jim Thompson Art Center ยินดีให้ผมนำชุดผ้าไหมของ Jim Thompson มาให้เราใช้งาน” จิม ทอมป์สัน (Jim Thompson) เป็นคนที่ทำให้ผ้าไหมไทยโด่งดังไปทั่วโลก และอาจารย์ก็ได้ประสานไปยังพี่เจี๊ยบ กฤติยา กาวีวงศ์ ผู้อำนวยการ Jim Thompson Art Center ซึ่งได้รับการช่วยเหลือเป็นอย่างดี จนสุดท้ายจึงได้เสื้อผ้าในคอลเลกชันยุคแรกที่เป็นชุดผ้าไหมในดีไซน์ยุค 50 – 60 มา และตัดสินใจให้วงสุนทราภรณ์ได้สวมใส่ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2566 พร้อมกับทีมงานบางคนที่คัดเลือกมา

นอกจากนี้ ภายในงานจะมีการสร้างบรรยากาศด้วยการนำรถคลาสสิกในยุคนั้นมาจอดโชว์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย

งานวันแรก วันที่ 4 กุมภาพันธ์ จะพูดถึงคุณค่า ความทรงจำ สิ่งที่ไม่ควรลืมของพื้นที่ส่วนนี้ กับกิจกรรม ‘Walking Tour’ มีการเล่าถึงอดีตและอนาคตของลุมพินีสถานผ่านแสงและมัลติมีเดีย ในกิจกรรม ‘A Walk Through Time’ รวมถึงรื้อฟื้นความทรงจำไปกับราชาลีลาศเมืองไทย ‘บุญเลิศลีลาศ’ และ สุนทราภรณ์ บนเวทีที่สร้างขึ้นใหม่เพื่องานนี้โดยเฉพาะ หน้าอาคารลุมพินีสถาน

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ส่วนวันที่ 5 กุมภาพันธ์ จะเป็นการส่งต่ออนาคตของพื้นที่ เปิดเวทีระดมความเห็นว่าประชาชนอยากให้อาคารหลังนี้เป็นอย่างไร มีการแสดงดนตรีโดย ป๊อด โมเดิร์นด็อก ร่วมกับวงดนตรีบิ๊กแบนด์จากคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และปิดท้ายด้วยการเต้น Stumbling Swingout ที่มาพร้อมครูสอนเต้น (สำหรับใครที่ไม่เคยเต้นมาก่อน) จาก Jelly Roll Dance Club

รื้อทิ้งหรือรื้อฟื้น 

“ส่วนตัวผมอยากให้รีโนเวตแบบ Adaptive Reuse” เขาอยากให้มีฟังก์ชันเหมาะกับคนรุ่นใหม่ และมีพื้นที่ให้ผู้สูงวัยได้แสดงออก ด้วยความที่ลุมพินีสถานมีประวัติน้อย ทำให้หลายคนเชื่อว่าฐานรากของอาคารเป็นไม้ทั้งหมด ดังนั้นจินตนาการถึงอนาคตของตึกนี้จึงมีข้อจำกัดมากเพราะความเชื่อดังกล่าว แต่อาจารย์ชาตรีบอกว่า ถ้าดูจากรูปแบบของอาคารและหลักฐานแวดล้อมทางประวัติศาสตร์อื่น ๆ ประกอบ เขาเชื่อว่ามันไม่ได้เก่าขนาดนั้น และฐานรากไม่น่าจะเป็นไม้ แต่ถ้าไม่ได้ขุดสำรวจก็ไม่มีหลักฐานแน่ชัด

“ถ้าเป็นอย่างที่ผมคิดจริง ทางเลือกในการปรับปรุงอาคารจะเปิดกว้างมากขึ้น” อาจารย์บอกว่าสิ่งที่ควรให้ความสำคัญและควรเก็บ คือเวทีกลมและเครื่องจักรด้านล่าง เพราะเป็นสิ่งที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และความทรงจำ สะท้อนถึงความทันสมัยในอดีต หลายคนอาจมีความเห็นว่าอายุแค่ 60 ปีเอง ไม่เห็นเก่าเลย แต่สำหรับอาจารย์ชาตรีผู้รักตึกเก่า อีกไม่นานลุมพินีสถานจะครบ 100 ปี พอถึงเวลานั้น สิ่งนี้จะมีคุณค่ามากขนาดไหน

คืนชีพ 'ลุมพินีสถาน' อาคารเก่ายุค 50 ย้อนบรรยากาศวันวาน และเปิดพื้นที่ระดมความคิดให้คนมีส่วนร่วมในการพัฒนา

ช่วง 10 ปีที่อาคารถูกทิ้งร้าง ทำให้เกิดหลายความเห็นต่ออาคารหลังนี้ บางความเห็นอ้างรายงานการสำรวจความเสียหายที่ทำขึ้นใน พ.ศ. 2556 ว่าโครงสร้างเสื่อมโทรมแล้ว ควรรื้อทิ้งไปดีกว่า แล้วสร้างอาคารใหม่ขึ้นมาแทน หลายคนที่เชื่อว่ารากฐานเป็นไม้ ก็มีความเห็นว่ารื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่ให้คล้ายเดิม แต่หากคิดว่าสถานที่นี้คือประวัติศาสตร์ “ผมว่ามันแข็งแรงกว่าที่คิด ควรเก็บอะไรได้มากกว่านั้น”

อาจารย์คิดอย่างไรกับเหล่าอาคารยุคโมเดิร์นที่ผู้คนถกเถียงกันว่าทุบหรือไม่ – เราถาม

“ผมเป็นหนึ่งในคนที่รณรงค์เรื่องตึกโมเดิร์นมานาน เพราะมันเป็นตึกกลางเก่ากลางใหม่ที่ถึงเวลาแล้วสำหรับการต้องเริ่มคิดเก็บรักษาเอาไว้” อาจารย์ตอบเราด้วยความมั่นใจและให้เหตุผลอีกว่า ตึกโมเดิร์นยุคนี้เป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ของโลกจากยุคโบราณสู่ยุคโมเดิร์น ซึ่งเราก็เห็นด้วย เพราะตึกยุคโมเดิร์นเป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งความเปลี่ยนแปลง

คืนชีพ 'ลุมพินีสถาน' อาคารเก่ายุค 50 ย้อนบรรยากาศวันวาน และเปิดพื้นที่ระดมความคิดให้คนมีส่วนร่วมในการพัฒนา

ที่ผ่านมา หลายคนที่วิ่งออกกำลังกายในสวนลุมอาจผ่านลุมพินีสถานไปโดยไม่ทันสังเกต ทั้งที่อาคารทิ้งร้างแห่งนี้มีประวัติ เหตุการณ์ รวมถึงคุณค่าทางสถาปัตยกรรมมากมายให้ได้เรียนรู้ เช่นเดียวกับเราที่จินตนาการถึงความรุ่งเรืองของอาคารนี้ในอดีตตลอดเวลาที่เข้าไปเดินชมอาคาร 

วันที่ 4 – 5 กุมภาพันธ์นี้ งาน ‘ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s’ จึงเป็นโอกาสดีที่ทุกคนจะได้ปลุกความทรงจำในอดีตขึ้นมาอีกครั้ง รวมทั้งคิดถึงอนาคตของอาคารแห่งนี้ร่วมกันด้วย

ภาพ : foto_momo

Writers

ธนพร ท้าวลา

ธนพร ท้าวลา

นิสิตปรัชญาปี 4 กำลังค้นหาตัวตนด้วยการเขียน หลงรักฤดูฝนในวันที่ไม่ต้องไปไหน ไม่ถูกกับอากาศหนาว งานอดิเรกเต้นยับ เป็นอาร์มี่หัวใจสีม่วง

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

วีระพล สิงห์น้อย

ช่างภาพสถาปัตยกรรม และเจ้าของเพจภาพถ่ายอาคารเปี่ยมเสน่ห์ชื่อ FOTO_MOMO

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load