ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน ฉันรู้ทันทีว่าโจนัสเป็นคนพิเศษ

ชายหนุ่มชาวยุโรปตัวสูง ผมบลอนด์ ตาสีน้ำทะเลนั้น ไม่ใช่ภาพแปลกตาในคลับที่เราพบกัน แต่มีบางอย่างเกี่ยวกับรอยยิ้มและท่าทางสบายๆ ของเขาที่มีเสน่ห์และเป็นมิตรอย่างเหลือเชื่อ หรืออาจจะเป็นเพราะเราเป็นเพียงสองคนบนโต๊ะที่ยังคงสติสัมปชัญญะครบถ้วนในโมงยามเกือบรุ่งสาง

“ผมทำงานให้พระราชินีอลิซาเบธ” เขาแนะนำตัวทีเล่นทีจริง “ผมเป็นนักเปียโนให้ Royal Academy of Dance น่ะ นี่ก็เพิ่งกลับจากไปเล่นให้โรงเรียนบัลเลต์ที่นิวซีแลนด์” โจนัสบุ้ยใบ้ไปที่กระเป๋าเดินทางใบเขื่องที่เขาลากเข้ามาในคลับ “แต่ผมว่าจะพักแล้วหละ แทนที่จะต้องเล่นเพลงของนักประพันธ์ที่ตายไปแล้วร้อยกว่าปีซ้ำๆ มันคงจะดีไม่น้อยถ้าผมได้เล่นเพลงที่ผมแต่งเอง ในคอนเสิร์ตของผมเอง”

วินาทีนั้น ฉันไม่มีทางรู้ได้เลยว่า ในอีก 3 ปีต่อมา ฉันจะได้ร่วมหัวจมท้ายตลอดการสร้างสรรค์อัลบั้มแรกในชีวิตของเขา

รถไฟสู่อิสระ

ไม่กี่วันต่อมา เราตัดสินใจกระโดดขึ้นรถไฟเที่ยวสุดท้ายไปอยุธยาด้วยกัน “ผมชอบนั่งรถไฟมาก มันโรแมนติกดีนะ คุณว่าไหม” เขายิ้ม “มันทำให้ผมนึกถึงตอนที่มาถึงเมืองไทยใหม่ๆ เป็นอิสระที่แตกต่างเหลือเกินจากที่ที่ผมจากมา”

ระหว่างการเดินทางครั้งนั้น ฉันได้รู้จักพื้นเพชีวิตของผู้ชายที่ชื่อ โจนัส ยาน เดปท์ อย่างจริงจัง เขาเริ่มเล่าถึงเปียโนตัวแรกที่จับพลัดจับผลูมาอยู่ที่บ้านเขาตอนอายุ 7 ขวบ มันคือรักแรกในชีวิตของเขา ท่ามกลางครอบครัวนักแปลที่ไม่มีใครเล่นดนตรีได้สักคน เด็กน้อยกลับเลือกเดินเส้นทางตามฝันเป็นนักดนตรีอาชีพ เขาทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับการฝึกฝนหายใจออกเป็นดนตรี จนสอบเข้ามหาวิทยาลัยดนตรีอันดับ 1 ของเบลเยียม (Conservatoire Royal de Musique de Bruxelles) ได้เมื่ออายุเพียง 21 ปี

โจนัสบอกว่า ในรั้วของสถาบันนั้นคือการฝึกฝนแบบอนุรักษ์นิยมที่หฤโหด 7 วันต่อสัปดาห์ เข้มงวดขนาดที่ว่า จากคนสมัครนับร้อยในรุ่นของเขา กลับมีผู้เรียนจบมีเพียง 8 คนเท่านั้น

“แต่ผมไม่เคยยอมแพ้ เพราะเวลาที่ได้เล่นเปียโนในคอนเสิร์ตมันเปรียบเสมือนเวทมนตร์ เมื่อนิ้วของผมเริ่มขยับไปบนคีย์บอร์ด ทุกๆ สิ่งภายนอกสงัดลง ทุกๆ คนรวมถึงตัวผมเองด้วยหายไปเป็นอากาศธาตุ เหลือเพียงแต่ดนตรี”

เมื่อเขาสำเร็จการศึกษาใน ค.ศ. 2007 เพื่อนร่วมรุ่นของเขาบางคนกัดฟันแข่งขันต่อ เพื่อโอกาสอันริบหรี่ของการเป็น Soloist ในวงออร์เคสตราสักวง บ้างเลือกที่จะอยู่บ้านเป็นครูสอนเปียโน แต่โจนัสมีบางอย่างในตัวที่กบฏเกินกว่าที่จะเลือกเส้นทางตามขนบ

เขาจึงตัดสินใจติดตามคนรักในตอนนั้น และซื้อตั๋วเครื่องบินมาเริ่มชีวิตใหม่ที่ประเทศไทย

“ถึงตอนนี้จะไม่ได้ติดต่อกันแล้ว แต่ผมก็นึกขอบคุณเขาตลอด”

โจนัสพรรณาถึงความรู้สึกแรกที่นั่งรถไฟไปเชียงใหม่ เสียงฉึกฉักพาเขาวิ่งห่างไกลจากสิ่งที่เคยคุ้น ในขณะที่วงล้อบนรางมุนเคว้งไปพร้อมกับวงล้อแห่งโชคชะตา สูบฉีดความตื่นเต้นของจุดหมายอันคาดเดาไม่ได้ ไม่ต่างอะไรกับหัวใจของฉันในคืนนั้น

The Pianologist

ทักษะเดิมที่ติดตัวมา ทำให้โจนัสเป็นหนึ่งในนักเปียโนไม่กี่คนในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ผ่านการรับรองให้บรรเลงเพลงประกอบการสอบบัลเลต์ของ Royal Academy of Dance และได้ทำงานกับ Chiang Mai Ballet Academy ภายใต้การดูแลของหม่อมหลวงปรียพรรณ ศรีธวัช

แต่ลึกๆ ข้างในเขายังต้องการเติบโตในฐานะศิลปินร่วมสมัย และสร้างสรรค์บทเพลงของตัวเองอยู่ดี

เขาจึงสร้างอัตลักษณ์ใหม่ที่ชื่อว่า ‘The Pianologist’ ขึ้นมา

“ผมเคยเป็น Mixologist ในบาร์มาก่อน The Pianologist ก็คล้ายกัน คือเป็นผู้รังสรรค์รสชาติใหม่ๆ ขึ้นมา โดยมีเปียโนเป็นส่วนผสมหลัก” โจนัสบอกฉันว่าไม่มีอะไรแทนเสียงที่เกิดจากเครื่องสายของเปียโนได้ แต่เขาก็ลงทุนซื้อเครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกมาเล่นแร่แปรธาตุและสร้างเสียงใหม่ๆ ใส่ผสมเข้าไป

“นักเปียโนแบบผม ไม่ได้มองงานเปียโนชั้นครูอย่างงานของโมสาร์ท บาค หรือโชแปง ว่าเป็นของชั้นสูงที่ห้ามจับต้อง ไม่ใช่ว่าผมไม่เคารพในผลงานของเขานะ แต่หลังจากเรียนรู้พื้นฐานแล้ว เราต้องกล้าที่จะขยี้ ตัดแปะ ดัดแปลง เพื่อสร้างสิ่งใหม่ด้วย” แนวคิดนี้ถูกต่อยอดด้วยแรงบันดาลใจที่เขาได้จากการอยู่ในประเทศไทย เกิดเป็นดนตรีที่เต็มไปด้วยเรื่องราว พาคนฟังออกเดินทางไปในจินตนาการของเขาได้อย่างอัศจรรย์

“ผมรู้สึกได้ตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึงว่า เมืองไทยเป็นเหมือนบ้านทางจิตวิญญาณของผม ที่นี่เต็มไปด้วยเสียงแซ่ซ้อง จิ้งหรีด นก แตรมอเตอร์ไซค์ เสียงสวดมนต์ ฯลฯ แต่ในขณะเดียวกันคนไทยก็อยู่กับความจอแจได้อย่างสงบ มันเป็นแรงบันดาลใจให้ผมหาความสมดุลข้างในตัวเอง”

ความสมดุลที่ว่านี้สะท้อนในดนตรีของเขาอย่างเห็นได้ชัด วันหนึ่งเขาเปิดเพลงชื่อ Opium (ฝิ่น) ให้ฉันฟัง เขาได้แรงบันดาลใจจากการเดินทางไปสามเหลี่ยมทองคำสุดขอบจังหวัดเชียงราย เพลงนี้เปิดด้วยเครื่องสายเหมือนซาวนด์แทร็กของภาพยนตร์ จากนั้นเมโลดี้เปียโนลอยคลุ้งขึ้นดั่งควัน ผสมกับบีทดิจิทัลที่มีจังหวะทั้งอ้อยอิ่งและเร่งเร้าเสมือนอยู่ในภาวะจิตหลอน เป็น 3 นาทีที่ทำให้ฉันทึ่งและรู้ได้ในทันทีว่าเขามีจิตวิญญาณความเป็นศิลปินอย่างแท้จริง และมองเห็นความงามได้ในทุกสิ่งรอบตัว

นอกจากนี้ ‘The Pianologist’ ยังเลือกสร้างประสบการณ์คอนเสิร์ตในคอนเซปต์แปลกใหม่ เพื่อให้คนเข้าถึงเพลงเปียโนได้ง่ายขึ้น เช่น เล่นดนตรีย้อนยุคในบาร์ลับให้คนดูเพียงหยิบมือ เนรมิตเพลงให้แฟชั่นโชว์ของแบรนด์ Fly Now ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลปเจ้าฟ้า ไปจนถึงการบรรเลงในโถงแก้วของพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ และเล่นเพลงประกอบหนังใบ้บนดาดฟ้าห้างสรรพสินค้าให้กับคนฟังหลายร้อยคน

แต่ที่คาดไม่ถึงมากที่สุด คือหลังจากที่คบกันไม่กี่เดือน โจนัสตัดสินใจย้ายเปียโนของเขาจากเชียงใหม่เข้ามาในบ้านของฉัน และทำลายความเงียบสงัดลงด้วยเพลงรัก

ระดมทุนเพื่อฝัน

ใน ค.ศ. 2018 เป็นการครบรอบ 10 ปีที่โจนัสมาอยู่ประเทศไทย

ฉันออกไอเดีย (กึ่งบังคับ) ว่า เขาควรจะทำอัลบั้มของตัวเองได้แล้ว แน่นอนว่ามันเป็นสิ่งที่ทั้งน่ากลัวและน่าตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน คำถามมากมายผุดขึ้นมาในบทสนทนาของเรา เพลงของเขาเป็นแนวอะไรกันแน่ ใครจะเป็นคนฟัง คนยังฟังซีดีอยู่ไหม ต้องเซ็นสัญญากับค่ายเพลงก่อนหรือเปล่า และที่สำคัญจะหาเงินก้อนที่ไหนมาผลิต

สำหรับคำถามสุดท้ายนั้น โจนัสปิ๊งไอเดียเลือกทำแคมเปญระดมทุนผ่านเว็บไซต์ crowdfunding.com เปิดให้คนเข้ามาช่วยสนับสนุนแล้วแต่ศรัทธา มีทั้งจ่ายเงินซื้อซีดีล่วงหน้า ซื้อแผ่นเสียง ซื้อตั๋วคอนเสิร์ตล่วงหน้า ไปจนถึงสิ่งที่ราคาสูงที่สุดคือจ่ายเงินให้โจนัสแต่งเพลงให้ เพื่อนำไปใส่ในอัลบั้มนี้

เราถ่ายคลิปกันด้วยโทรศัพท์มือถือและทำแคมเปญขึ้นมาในเวลาไม่กี่วัน เป้าหมายการระดมทุนคือ 2,800 ดอลลาร์ฯ หรือ 9 หมื่นกว่าบาท เป็นสนนราคาของการพิมพ์ซีดีขั้นต่ำ และปั๊มแผ่นเสียงอีกจำนวนหนึ่ง

“บอกตรงๆ ว่าผมไม่มั่นใจเลยว่าเราจะได้ทุนครบไหม นักเปียโนคืออาชีพที่โดดเดี่ยว” โจนัสถอนหายใจด้วยความกังวล เดชะบุญที่มีคนเชื่อในตัวเขาและดนตรีของเขามากมาย ทำให้มีแฟนเพลงจากทั่วโลกส่งแรงสนับสนุนเข้ามา อีกทั้งครอบครัวที่เบลเยียมก็ลงทุนซื้อเพลงกันทั่วหน้า (เพลงที่เขาแต่งให้คุณแม่ชื่อเพลง แม่น้ำ เป็นแทร็กปิดอัลบั้มที่งดงามมาก)

จนวันสุดท้ายของแคมเปญ เราได้รับแจ้งว่ายอดเงินจากผู้สนับสนุนเกินจำนวนที่ตั้งไว้ ทะลุเป้าไปแสนกว่าบาท เราเปิดแชมเปญฉลองข่าวดีนี้กันทันที พ่วงไปด้วยกับอีกหนึ่งข่าวดี คือ ไม่นานก่อนหน้านั้น เขาขอฉันแต่งงาน

อัลบั้มชิ้นโบว์แดง

โจนัสนำเงินไปวางมัดจำโรงงานทำซีดีทันที และปันอีกส่วนไปซื้อไมโครโฟนรุ่นที่ดีที่สุดเท่าจะซื้อได้ จากนั้นเขาไปเช่าห้องโถงใหญ่ของ Alliance Française เพื่ออัดเสียงเปียโนจากแกรนด์เปียโนยี่ห้อ Steinways and Sons ด้วยตนเอง เมื่อฉันถามว่าทำไมไม่จ้างคนอื่น หรือเข้าสตูดิโออัดเสียงที่ไหนสักแห่ง เขาตอบว่าเขาต้องการให้มาตรฐานของเสียงออกมาดีที่สุด และตรงใจเขามากที่สุด

แม้แต่ขั้นตอนมิกซ์และมาสเตอร์เสียงเพื่อสร้างต้นฉบับของอัลบั้ม เขาก็เลือกปรึกษาเพื่อนนักมิกซ์เสียงมืออาชีพที่บรัสเซลส์ แล้วจัดการปรับแต่งเสียงของแต่ละแทร็กเองทั้งอัลบั้ม เป็นช่วงเวลาหลายเดือนที่เขาหมกหมุ่นอยู่กับเปียโนและหน้าจอคอมฯ มีเพียงบางวันที่ได้ต้องออกไปข้างนอกเพื่ออัดเสียงเอฟเฟกต์เพิ่มเติม อาทิ เสียงฝน เสียงรถไฟออกจากชานชาลา เสียงเครื่องดนตรีอื่นๆ

ส่วนฉันเฝ้ามองอยู่หลังเวที คอยซื้อเสบียงข้าวปลายาสูบ และคอยประสานงานในส่วนที่เขาไม่ถนัด เช่น ช่วยตรวจดูสัญญาการสั่งผลิตที่เป็นภาษาไทย การอยู่กับเขาช่วงนี้ ทำให้เห็นว่านักดนตรีต้องมีวินัย ความอุตสาหะ และความเพียรพยายามขนาดไหน กว่าจะผลิตผลงานได้แต่ละเพลง

เมื่อครบทั้งสิ้น 8 เพลงตามที่เขาตั้งใจ ขั้นตอนสุดท้าย โจนัสขอให้ฉันออกแบบปกอัลบั้มให้ ซึ่งฉันปฏิเสธทันทีด้วยความกลัวว่าเราจะต้องทะเลาะกันเรื่องงาน “ลายเส้นของคุณบอกเล่าทุกอย่างที่เป็นผมได้ชัดเจนที่สุด” เขาตื้ออย่างต่อเนื่องจนฉันใจอ่อนและรับปากช่วยเขาในที่สุด

เนื่องจากเขาตั้งชื่ออัลบั้มตรงตัวว่า ‘The Pianologist’ ฉันจึงหยิบแท่งถ่านขึ้นมาวัดเป็นรูปใบหน้าด้านข้างของเขา ต่อเข้ากับเปียโน เอามาละเลงเข้ากับสีของภาพของท้องฟ้ายามค่ำคืน

The Show Must Go On

วิกฤต COVID-19 ทำให้ทุกอย่างเลื่อนออกไป โชว์เปิดตัวอัลบั้มตามแผนเดิมถูกยกเลิก เราสองคนต้องมานั่งจัดส่งซีดีไปให้ผู้คนตามบ้านแทน น่าแปลกที่โจนัสไม่ใจเสียแต่อย่างใด

“ทุกอย่างจะคลี่คลายไปได้เอง” เขาบอกฉันว่าอย่างนั้น ดูเหมือนว่าการใช้เวลาในประเทศไทยกว่า 10 ปี ทำให้เขาเป็นคนใจเย็นกว่าฉันเสียอีก เขาใช้เวลาช่วงล็อกดาวน์ไปกับการสร้างเพลงใหม่อย่างต่อเนื่อง เขาว่า “เผื่อไว้เล่นเป็นโบนัสแทร็กในคอนเสิร์ต” และเอางานของเขาไปขึ้นในแอปพลิเคชันอย่าง Spotify, iTunes, YouTube, Deezer ฯลฯ แต่ละวันที่ผ่านไปเขาจึงมีเรื่องน่าตื่นเต้นมารายงานฉันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นยอดวิวที่เพิ่มขึ้น หรือเสียงตอบรับจากผู้ที่ได้ฟังซีดีแล้วจากอีกฝากหนึ่งของโลก

จนวันหนึ่งไม่นานมานี้ ฉันเห็นประกาศจากหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ (BACC) เปิดให้ใช้พื้นที่ได้ฟรีเนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 ฉันจึงรีบบอกโจนัสให้ลองยื่นเอกสารไปดู เขาพยักหน้าหงึกหงักและบอกว่า “ผมวางใจนะ ว่าทุกอย่างจะเกิดขึ้นตามกาลเทศะของมันอย่างลงตัว”

เราเห็นพ้องกันว่าหอศิลป์ฯ นั้นถือเป็นสถานที่ที่ถูกต้อง มันตรงกับวิสัยทัศน์ที่เขานิยามตัวเองว่า ไม่ใช่แค่ ‘Pianist’ แต่เป็น ‘Piano Artist’ ดนตรีของเขาจึงคู่ควรกับการจัดแสดงเหมือนงานศิลปะ

แม้ว่าการจัดงานแสดงช่วงนี้จะมีข้อจำกัดเพิ่มเติม ทำให้ไม่สามารถจุคนได้จำนวนมากเหมือนเมื่อก่อน แต่โจนัสก็ยังยืนยันที่จะเล่นเพื่อคนกลุ่มเล็กลง และตั้งใจออกแบบประสบการณ์ให้คนดูมีส่วนร่วม ต่างจากคอนเสิร์ตทั่วไป เป็นที่มาของสโลแกนคอนเสิร์ต ‘Hear in Four Dimensions’ นอกจากนี้เขายังมีการเชิญเพื่อนๆ ศิลปินคนอื่นๆ มารวมแจมบนเวทีด้วย

“มันจะเป็นงานเฉลิมฉลองที่เยี่ยมยอด!” เขายิ้ม

มันยังคงเป็นรอยยิ้มที่ทำให้ฉันพ่ายแพ้ราบคาบ เหมือนคืนแรกที่เจอกัน

The Pianologist LIVE IN CONCERT เปิดการแสดงวันที่ 14 สิงหาคม 2563 ที่ Auditorium ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพ (BACC) บัตรเข้าชม (รวมซีดีอัลบั้ม The Pianologist) ราคา 500 บาท สำรองที่นั่งได้ที่ www.thepianologist.com/shows-th

Writer

โอ๊ต มณเฑียร

ศิลปินวาดรูปนู้ด แม่มด คนรักพิพิธภัณฑ์ และนักเขียนหนังสือ 'London Scene' กับ 'Paris Souvenir'

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

แม่น้ำโขงมีความสำคัญในทางภูมิรัฐศาสตร์ ด้วยสายน้ำขนาดมโหฬารที่ไหลผ่านถึง 6 ประเทศ เริ่มต้นจากเทือกเขาหิมาลัยในทิเบต ผ่านแผ่นดินจีนอันไพศาล ร้อยเรียง 5 ประเทศสมาชิกอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอย่างเมียนมา สปป. ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ก่อนจะไหลออกสู่ทะเลจีนใต้ สิริระยะทางทั้งสิ้นประมาณ 5,000 กิโลเมตร

ประชากรมากกว่า 60 ล้านชีวิต พึ่งพาแม่น้ำโขงในฐานะแหล่งอาหาร พื้นที่ทำกิน และพื้นที่เกษตรกรรม สายน้ำแห่งนี้ยังเป็นแหล่งพันธุกรรมปลาที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุด อุดมไปด้วยสัตว์น้ำกว่า 1,300 สายพันธุ์ การประมง ตลอดลำน้ำโขง มอบปริมาณปลามากที่สุดเทียบกับลุ่มน้ำอื่น ๆ ทั่วโลก 

กรอบความร่วมมือของไทยกับนานาชาติ ที่จะนำลุ่มน้ำโขงไปสู่โลกใบใหม่หลังโควิด-1

อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าด้วยกัน นับเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์เชื่อมต่อสำคัญ ไม่เพียงต่อประเทศในอนุภูมิภาคฯ แต่รวมถึงประเทศอื่น ๆ ที่ต้องพึ่งพาโครงข่ายถนน ราง เรือ เพื่อเดินทางและขนส่งสินค้า หลายสิบปีที่ผ่านมา ทรัพยากรมหาศาลรอบลำโขง ดึงดูดประเทศต่าง ๆ ให้เข้ามาร่วมลงทุนและพัฒนาพื้นที่นี้ ซึ่งไม่ใช่แค่การพัฒนาทางกายภาพอย่างเดียว แต่รวมไปถึงมิติด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และความเป็นอยู่ของประชาชนตามลุ่มน้ำ

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และกระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้มิติการพัฒนาลุ่มน้ำโขงยิ่งซับซ้อนและท้าทาย ท่ามกลางการหลั่งไหลเข้ามาของหลายชาติมหาอำนาจ ประเทศไทยในฐานะข้อต่อและประเทศสมาชิกที่สำคัญของอนุภูมิภาคฯ วางแผนจะเดินหน้าความร่วมมือไปทางไหน และจะมีบทบาทอย่างไรต่อการพัฒนากรอบความร่วมมือมิติต่าง ๆ ในอนุภูมิภาคฯ ในอนาคต 

กรอบความร่วมมือของไทยกับนานาชาติ ที่จะนำลุ่มน้ำโขงไปสู่โลกใบใหม่หลังโควิด-1

The Cloudได้รับเกียรติพูดคุยกับ ท่านทูตอรุณรุ่ง โพธิ์ทอง ฮัมฟรีย์ส เอกอัครราชทูตประจำกระทรวงการต่างประเทศ ผู้ดูแลกลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขง กลุ่มงานใหม่ล่าสุดแห่งกระทรวงการต่างประเทศ ที่ตั้งขึ้นเพื่อดำเนินนโยบายการต่างประเทศเชิงรุก มีเป้าหมายสูงสุดในการดูแลผลประโยชน์ของไทย ไปพร้อมกับการสร้างการเติบโตให้อนุภูมิภาคฯ ของเรา เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนไปด้วยกัน

กรอบความร่วมมือของไทยกับนานาชาติ ที่จะนำลุ่มน้ำโขงไปสู่โลกใบใหม่หลังโควิด-1

กรอบความร่วมมือที่ขับเคลื่อนการพัฒนา

ย้อนกลับไป 30 ปีก่อน เกิดกรอบความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงขึ้นครั้งแรก ในชื่อ Greater Mekong Subregion หรือ GMS โดยการขับเคลื่อนของประเทศญี่ปุ่น มีธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank หรือ ADB) เป็นผู้สนับสนุนการพัฒนาที่มีจุดมุ่งหมายทางเศรษฐกิจเป็นหลัก 

“ความร่วมมือในครั้งนั้นส่งผลให้เกิดระเบียงเศรษฐกิจที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น North – South Economic Corridor ที่เชื่อมโยงจีน สปป. ลาว ไทย ลงไปถึงมาเลเซียและสิงคโปร์ หรือ East – West Economic Corridor ที่เชื่อมเมียนมา ไทย สปป. ลาว กัมพูชา และเวียดนาม พูดง่าย ๆ คือ เชื่อมตั้งแต่มหาสมุทรอินเดียไปจนจรดมหาสมุทรแปซิฟิก 

“ผลที่ได้จากระเบียงเศรษฐกิจคือ ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเข้าด้วยกัน แต่ก่อนการคมนาคมไม่ได้สะดวกสบายเท่านี้ การเกิดขึ้นของ GMS ทำให้เกิดการพัฒนาสะพานข้ามแม่น้ำ ถนนทางหลวง ไปจนถึงสิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินเรือในแม่น้ำ”

กรอบความร่วมมือของไทยกับนานาชาติ ที่จะนำลุ่มน้ำโขงไปสู่โลกใบใหม่หลังโควิด-1

หลังจากนั้น กรอบความร่วมมือมากมายในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงก็ทยอยเกิดขึ้น ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ เข้ามาลงทุนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงด้วยเม็ดเงินมหาศาล ไม่ใช่เพื่อแบ่งปันเทคโนโลยีเป็นหลัก แต่เพื่อสร้างผลประโยชน์แก่ชาติของเขาเองด้วย โครงการต่าง ๆ ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่มีทรัพยากรแรงงานคุณภาพและค่าจ้างต่ำ รวมถึงเป็นฐานการส่งออกแก่ประเทศเหล่านั้นที่เข้ามาลงทุนนั่นเอง 

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ปัจจุบัน กรอบความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงทั้ง 6 กรอบ ในการดูแลของท่านทูตอรุณรุ่งฯ และกลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขง ซึ่งกำลังเร่งผลักดันอย่างแข็งขัน ประกอบไปด้วย

  • ความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-คงคา (Mekong – Ganga Cooperation หรือ MGC) มีอินเดียเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก
  • หุ้นส่วนลุ่มน้ำโขง-สหรัฐฯ (Mekong – U.S. Partnership หรือ MUSP) มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก 
  • ความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (Mekong – Lancang Cooperation หรือ MLC) มีจีนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก
  • ความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-สาธารณรัฐเกาหลี (Mekong – Republic of Korea Cooperation หรือ Mekong – ROK) มีสาธารณรัฐเกาหลีเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก 
  • ความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น (Mekong – Japan Cooperation หรือ MJ) มีญี่ปุ่นเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก 
  • ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (Ayeyawady – Chao Phraya – Mekong Economic Cooperation Strategy หรือ ACMECS) กรอบความร่วมมือที่จัดตั้งขึ้นตามข้อริเริ่มของไทย

“กรอบความร่วมมือทั้งหกมีความสำคัญในแบบตัวเอง แม้จะมุ่งเน้นไปที่ภาพกว้างในการสร้างความเชื่อมโยง (Connectivity) เหมือนกัน แต่ประเทศผู้ขับเคลื่อนต่างก็มีศักยภาพในมิติที่แตกต่างกัน หน้าที่ของเราคือ วิเคราะห์ว่าจะใช้ประโยชน์สูงสุดจากกรอบความร่วมมือนั้น ๆ อย่างไร ให้ไทยและประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงต่างสมประโยชน์ร่วมกัน”

กรอบความร่วมมือ ACMECS หัวใจของอนุภูมิภาค

ACMECS คือ กรอบความร่วมมือที่สำคัญที่สุด เพราะไม่เพียงประกอบไปด้วยสมาชิกทั้ง 5 ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่สำคัญทางยุทธศาสตร์หนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ยังเป็นกรอบความร่วมมือที่ไทยเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก ในช่วงที่ชาติมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐอเมริกาเดินหน้าเข้ามามีบทบาทในอนุภูมิภาคฯ เราเป็นผู้ผลักดันความร่วมมือนี้ให้แข็งแกร่งขึ้น พร้อมทั้งผลักดันแผนแม่บท ACMECS เพื่อผลประโยชน์ร่วมในทุกมิติของทั้ง 5 ประเทศสมาชิก 

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

แผนแม่บท ACMECS มุ่งเน้นไปที่ 3 เป้าหมายหลัก คือ การเสริมสร้างความเชื่อมโยงแบบไร้รอยต่อในอนุภูมิภาคฯ (Seamless Connectivity) การสอดประสานด้านกฎระเบียบ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านเศรษฐกิจและการเคลื่อนย้ายของประชาชน (Synchronized ACMECS Economies) และการพัฒนาภูมิภาคอย่างยั่งยืนด้วยนวัตกรรม (Smart and Sustainable ACMECS)

“จุดประสงค์ของความร่วมมือในอนุภูมิภาคฯ คือ ผลกระโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มีการแบ่งสรรปันส่วนเท่าเทียมกันและการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นการลดช่วงว่างของประเทศสมาชิกทั้ง 5 เพราะแต่ละประเทศมีระดับการพัฒนาที่แตกต่างกัน ไทยให้ความช่วยเหลือเพื่อพัฒนาประเทศเพื่อนบ้านด้วย เพราะเมื่อเพื่อนบ้านพึ่งพาตัวเองได้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ ประเทศเราก็จะได้รับผลประโยชน์ด้วย เพราะมีพรมแดนติดกัน ทุกอย่างจึงเชื่อมต่อถึงกันทั้งหมด แท้จริงแล้ว อนุภูมิภาคฯ นี้ ถือเป็นพื้นที่ที่สำคัญทางยุทธศาสตร์หนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ท่านทูตอรุณรุ่งฯ อธิบายถึงโจทย์ใหญ่ที่สุดของความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในปัจจุบันคือ โลกหลังโควิด-19 ที่เราต้องเร่งทำการฟื้นฟูประเทศและอนุภูมิภาคฯ ในหลาย ๆ ด้าน (Post-COVID Recovery) โดยการฟื้นฟูนั้นจะต้องทำร่วมกันเป็นองคาพยพ โดยเฉพาะในมิติของประเทศเพื่อนบ้าน ที่เชื่อมต่อกันทั้งในแง่พรมแดน วัฒนธรรมประเพณี และผู้คน 

“ในสถานการณ์โควิด-19 หากยังมีประเทศใดไม่ได้รับวัคซีน การฟื้นฟูของโลกจากการแพร่ระบาดก็ยากที่จะยั่งยืน ทุก ๆ ประเทศในโลกต้องได้รับวัคซีนร่วมกัน เช่นเดียวกับการพัฒนาในอนุภูมิภาคนี้ เราไม่สามารถรอดหรือเฟื่องฟูไปคนเดียวได้ รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย ดังนั้น จุดมุ่งหมายของการสร้างความร่วมมือคือ เราต้องมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนไปด้วยกัน”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

โฉมหน้าของอนุภูมิภาคหลังโควิด-19

การผลักดันความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูอนุภูมิภาคฯ หลังโควิด-19 แบ่งเป็น 2 มิติใหญ่ ๆ คือ การฟื้นฟูด้านสาธารณสุข เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับโรคอุบัติใหม่ในอนาคต และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

“โควิด-19 สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เพื่อฟื้นฟูสภาพระบบเศรษฐกิจและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ประเทศไทยได้นำ BCG Model หรือการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวมมาเป็นตัวขับเคลื่อนนโยบายและกรอบความร่วมมือต่าง ๆ” 

BCG Model มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจทั้ง 3 มิติไปพร้อมกัน คือ ระบบเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) ที่เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มและการพัฒนาทรัพยากรชีวภาพเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่เน้นการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ที่เน้นการพัฒนาสังคมและการรักษาสิ่งแวดล้อม 

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

เพื่อให้ต่อจากนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยและอนุภูมิภาคฯ สามารถดำเนินควบคู่ไปกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล เยียวยาโลกของเรา ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของประเทศและภูมิภาคอื่น ๆ ในโลก

“อีกประเด็นที่สำคัญคือ การพาณิชย์ดิจิทัล ซึ่งช่วงโควิด-19 ภาคเอกชนและประชาชนจำนวนมาก เริ่มเปลี่ยนมาค้าขายทางดิจิทัลมากขึ้น ช่วงเวลาหลังการแพร่ระบาดจึงเป็นช่วงที่ควรเร่งรัด ผลักดันระบบที่ส่งเสริมการค้าดิจิทัล รวมถึงสร้างทักษะความเข้าใจการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) ให้ประชาชนไทยและภูมิภาค”

“นอกจากนี้ยังมีเรื่องของทรัพยากรบุคคล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่ดึงดูดการเข้ามาพัฒนาและลงทุนของหลายชาติจากทั่วโลก เราจึงต้องส่งเสริมและพัฒนาทักษะแรงงาน (Reskill และ Upskill) ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ให้มีขอบเขตทักษะที่กว้างไกลขึ้น เพื่อในอนาคต อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงจะสามารถขยายจากการเป็นฐานผลิตส่วนประกอบรถยนต์เป็นหลัก ไปสู่การผลิตชิ้นส่วนสำคัญทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ อย่างเช่น เซมิคอนดักเตอร์ชิป (Semiconductor Chips) ได้ด้วย และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของโลก”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ปัจจุบัน ประเทศสมาชิกทั้ง 5 คือ เมียนมา สปป. ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ต่างมีความมุ่งมั่นร่วมกันในการฟื้นฟูและพัฒนาอนุภูมิภาคฯ ในมิติต่าง ๆ หลังโควิด-19 เพื่อให้เรากลับมาเป็นที่จับตาต้องใจการลงทุนจากประเทศนอกอนุภูมิภาคฯ โดยประเทศไทย ในเชิงของภูมิรัฐศาสตร์และการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ผ่านมา ถือเป็นข้อต่อสำคัญที่ขาดไม่ได้ในทุก ๆ เรื่อง หากขาดไทยไป อนุภูมิภาคฯ ก็จะไม่สามารถเจริญเติบโตได้เช่นแต่ก่อนเช่นกัน

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ขับเคลื่อนไปด้วยกัน เพื่อผลประโยชน์ทวีคูณ

อย่างที่ท่านทูตอรุณรุ่งฯ เล่าไปข้างต้น แต่ละกรอบความร่วมมือล้วนมีศักยภาพที่จะนำไปสู่การพัฒนา เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้ประชาชนตลอดลุ่มน้ำโขง ตามนโยบายของแต่ละประเทศผู้ขับเคลื่อนกรอบความร่วมมือ ว่าจะโฟกัสหรือให้น้ำหนักไปที่ประเด็นใด

“อย่างประเทศญี่ปุ่น ให้ความสำคัญกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) ของสหประชาชาติ และการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการผลักดันเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน ภายใต้กรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น จึงเน้นไปที่วิสัยทัศน์การพัฒนาอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ 

“ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นถอดบทเรียนให้ความรู้ประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในการรีไซเคิลรถยนต์ทั้งคัน และในอนาคต ญี่ปุ่นน่าจะเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยเราส่งเสริมและพัฒนาทักษะแรงงานให้มีประสิทธิภาพเพื่อรับกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต” 

ขณะที่ความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-คงคา ที่อินเดียเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก จะเน้นไปทางมิติวัฒนธรรม เพราะประเทศต่าง ๆ ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงต่างได้รับอิทธิพลทางศิลปวัฒนธรรมมาจากฮินดู พราหมณ์ รวมถึงพุทธศาสนาที่มีต้นกำเนิดจากอินเดีย และที่สำคัญ มิติทางวัฒนธรรมยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของนโยบายต่างประเทศ Act East ของอินเดียอีกด้วย

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“หุ้นส่วนลุ่มน้ำโขง-สหรัฐฯ มีการยกระดับความร่วมมือในหลายด้าน ตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำและทรัพยากรธรรมชาติข้ามพรมแดน อาชญากรรมข้ามชาติ ความมั่นคงทางไซเบอร์ ไปจนถึงการปราบปรามการค้ามนุษย์ ยาเสพติด และสัตว์ป่า แต่มิติที่กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงของเรามองว่าน่าสนใจมาก และกรอบความร่วมมืออื่น ๆ ยังไม่เคยพูดถึง คือการที่สหรัฐอเมริกาหยิบยกประเด็นการส่งเสริมศักยภาพของสตรี ซึ่งในปัจจุบัน เน้นไปที่กลุ่มสตรีที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ให้สามารถเป็นกำลังเข้มแข็งของครอบครัวในการสร้างรายได้จุนเจือ และเป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับฐานรากหลังโควิด-19”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ท่านทูตอรุณรุ่งฯ เอ่ยอย่างกระตือรือร้นว่า “แม้ปัจจุบันอนุภูมิภาคฯ ของเราจะได้รับความช่วยเหลือจากหลายประเทศมหาอำนาจในเรื่องการบริจาควัคซีนต้านโควิด-19 แต่จะเป็นไปได้ไหม ที่เราจะสร้างฐานการผลิตวัคซีนที่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในอนาคต

“จากวิสัยทัศน์ของสาธารณรัฐเกาหลี ที่ต้องการเป็นประเทศผู้ผลิตวัคซีนของโลก เรามองว่า ในเมื่อเขาเชี่ยวชาญแนวทางออกแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) อนุภูมิภาคฯ ของเราที่พร้อมด้วยทรัพยากร สามารถจับมือกับสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อเป็นแหล่งผลิตวัคซีนที่พึ่งพาตัวเองได้ เพราะตอนนี้มีแนวโน้มว่าโรคโควิด-19 อาจกลายเป็นโรคประจำถิ่นที่คงอยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเรา และต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นทุกปีต่อเนื่อง เพราะฉะนั้น ถ้าเราสามารถผลิตวัคซีนเองได้ ก็จะเป็นการดีในการพึ่งพาอนุภูมิภาคตัวเอง

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“นี่คือหน้าที่ของกลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขง และกระทรวงการต่างประเทศ ในการวิเคราะห์และชี้เป้าว่าแต่ละกรอบความร่วมมือที่เราดูแล มีช่องทางหรือมิติใดที่จะเสริมสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้ไทย ประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงประเทศผู้ขับเคลื่อนนอกอนุภูมิภาคฯ ได้บ้าง ให้ทุกคนได้ผลประโยชน์เท่าทวีคูณ”

กรอบความร่วมมือ MLC เด็กอัจฉริยะ

กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง หรือ MLC ที่มีจีนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก แม้จะเพิ่งก่อตั้งขึ้นเพียง 5 ปี แต่มีความก้าวหน้ามาก ท่านทูตอรุณรุ่งฯ จึงให้ฉายากรอบความร่วมมือนี้ว่าเป็น ‘เด็กอัจฉริยะ’ เพราะได้สนับสนุนเงินจากกองทุนพิเศษในการวิจัยโครงการต่าง ๆ ไปแล้วหลายร้อยโครงการ

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19
กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“หนึ่งในโครงการที่น่าจับตามอง โดยกระทรวงพาณิชย์ ประเทศไทย ซึ่งจีนอนุมัติให้เงินทุนช่วยเหลือไปเมื่อสองปีที่แล้ว คือ โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษข้ามพรมแดนที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เพื่อเป็นประตูการค้าชายแดน เชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจเข้ากับบ่อเต็นของ สปป. ลาว และบ่อหานของจีน นับเป็นโครงการที่ดีที่จะส่งเสริมเรื่องการค้า การลงทุนข้ามพรมแดน และการสร้างงานมหาศาล

“ซึ่งในที่สุด จะต้องมีการนำระบบดิจิทัลและนวัตกรรม เข้ามาส่งเสริมการค้าและการลงทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น กระทรวงการต่างประเทศจึงไปหารือกับสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ สอวช. เกิดการจัดตั้งระเบียงนวัตกรรม (Innovation Corridor) เพื่อวิจัยและพัฒนาสินค้าและบริการที่ทันสมัยในเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยเราจะนำทรัพยากรชีวภาพมาแปรรูป เพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ และส่งออก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยด้วย BCG Model”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

นอกจากประเทศจีนแล้ว สาธารณรัฐเกาหลีก็ให้การสนับสนุนเงินในลักษณะกองทุน เพื่อดำเนินโครงการเพื่อการพัฒนาในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเช่นกัน อย่างโครงการถอดบทเรียนการบริหารจัดการโรคโควิด-19 กับแรงงานต่างด้าว โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโครงการส่งเสริมความเข้าใจการบริหารจัดการน้ำของชุมชนที่ยั่งยืน โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากสาธารณรัฐเกาหลี

“โครงการเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการขนาดเล็กหรือใหญ่ ปลายทางคือ ผลประโยชน์สู่ประชาชน แต่หลายคนอาจไม่รู้ เพราะเป็นโครงการที่เสนอผ่านหน่วยงาน กว่าจะออกดอกผล ก็เป็นตอนที่หน่วยงานต่าง ๆ เอาผลลัพธ์ที่ได้จากโครงการไปปฏิบัติแล้ว ไม่ได้เห็นผลรวดเร็วทันใจ เพราะต้องใช้เวลาในการศึกษาดำเนินการ”

อย่างไรก็ตาม อีกประเด็นที่ถูกจับตา คือเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเป็นความร่วมมือหลักของหลายกรอบความร่วมมือ รวมถึง MLC เช่นกัน โดยบางฝ่ายเห็นว่า สืบเนื่องจากมีการสร้างเขื่อนจำนวนมากบนแม่น้ำล้านช้าง ต้นน้ำของแม่น้ำโขง ทำให้ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำและระบบนิเวศของทั้งลุ่มน้ำโขงตอนปลายซึ่งไหลผ่าน 5 ประเทศ ในอนุภูมิภาคฯ ซึ่งบางฝ่ายก็เห็นว่ามีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำโขงและระบบนิเวศ เช่น ปัญหาโลกร้อน

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“เราผลักดันให้เกิดการทำงานร่วมกันของกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง และคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission หรือ MRC) ต่อยอดจากที่จีนให้ข้อมูลระดับน้ำบริเวณท้ายเขื่อนจิ่งหงตลอดทั้งปี เพื่อส่งเสริมการจัดการและพัฒนาลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืนและไม่หยุดนิ่ง”

“ฝ่ายจีนก็มีฐานข้อมูลด้านอุทกศาสตร์ของตัวเอง ที่บางครั้งอาจไม่สอดคล้องกับข้อมูลที่ไทยหรือ MRC มี ในปัจจุบัน จีน, MLC และ MRC จึงมีความร่วมมือใกล้ชิดกันมากขึ้น มีการหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลอุทกศาสตร์ รวมถึงความเป็นไปได้ในทำการศึกษาการบริหารจัดการตะกอนของแม่น้ำโขง เมื่อทุกส่วนทำงานโดยอ้างอิงข้อมูลชุดเดียวกัน ต่อไปเมื่อพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระดับน้ำหรือระบบนิเวศ ทุกฝ่ายจะได้เข้าใจตรงกันและหาหนทางแก้ไขปัญหาหรือบรรเทาปัญหาที่สร้างสรรค์และตอบโจทย์ประชาชน นับเป็นพัฒนาการความร่วมมือที่ดี

“การที่แต่ละประเทศมีข้อมูลชุดเดียวกัน ความเข้าใจตรงกัน ในที่สุดก็จะถ่ายทอดไปสู่ความร่วมมือที่มันตรงเป้ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเตือนน้ำท่วม น้ำแล้ง เมื่อไหร่ อย่างไร ผู้ได้รับผลประโยชน์ก็คือ ประชาชนทั้งสองฝั่งโขงนั่นเอง”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

เติบโตอย่างยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

สมัยก่อนกรอบความร่วมมืออาจถูกผลักดันโดยการทูตเชิงเศรษฐกิจ (Economic Diplomacy) แต่ปัจจุบันมีศาสตร์ทางการทูตมากมายเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทูตวิทยาศาสตร์ (Science Diplomacy) การทูตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Diplomacy) ไปจนถึงการทูตว่าด้วยเรื่องน้ำ (Water Diplomacy) 

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือ การทูตเพื่อประชาชน (People Diplomacy) ประชาชนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงหล่อหลอมผูกพันกับสายน้ำ ทั้งทางกายภาพและจิตวิญญาณ ดังนั้น การขับเคลื่อนด้วยประชาชนคือ รูปแบบที่งอกงามที่สุดและยั่งยืน ซึ่งการพัฒนาและการเจริญเติบโตของอนุภูมิภาคฯ ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ต้องอาศัยศาสตร์ของการทูตที่หลากหลายมาหลอมรวมกันเป็นองคาพยพ

“ปลายทางของทุกกรอบความร่วมมือคือผลประโยชน์ร่วมกัน ‘จับมือให้อุ่น’ คือสโลแกนในการดำเนินงานของกลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงและกระทรวงการต่างประเทศ แต่ละประเทศมีจุดแข็งของเขา นำจุดแข็งมารวมกัน ยิ่งส่งเสริมผลลัพธ์เชิงบวกเป็นเท่าทวี

“ประเทศไทยดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกที่ต้องการให้ทุกประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน และตอบโจทย์นโยบายต่างประเทศไทย 5S หรือ 5 มี คือ มีความมั่นคง (Security), มีความมั่งคั่งและยั่งยืน (Sustainability), มีมาตรฐานสากล (Standard), มีสถานะและเกียรติภูมิ (Status) และมีพลัง (Synergy)” ท่านทูตอรุณรุ่งฯ กล่าวทิ้งท้าย

ภาพ : กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขง กระทรวงการต่างประเทศ

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load