The PARQ คืออาคารมิกซ์ยูสใหม่แกะกล่อง ตั้งอยู่หัวมุมแยกถนนพระรามสี่ตัดกับถนนรัชดาภิเษก

นอกจากจะเต็มไปด้วยด้วยเทคโนโลยีแล้ว ที่น่าสนใจที่สุดคือตึกนี้มีงานประติมากรรมขนาดยักษ์ สอดแทรกตกแต่งอยู่ตามส่วนต่างๆ จนเราอดจินตนาการไม่ได้เลยว่า ผู้ที่ผ่านเข้าออกตึกนี้ทุกวันจะรื่นรมย์ขนาดไหน ถ้ามีงานศิลปะร่วมสมัยเหล่านี้ผ่านหูผ่านตาอยู่เสมอ

ยิ่งเมื่อได้รู้ว่า Frasers Property Holdings (Thailand) ผู้บริหารโครงการ One Bangkok และ The PARQ ตั้งหน่วยงานดูแลด้านศิลปะและวัฒนธรรมขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อตอบสนองนโยบายส่งเสริมการมีพื้นที่สาธารณะสำหรับศิลปะ

The PARQ อาคารออฟฟิศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ จนยกทั้งฟลอร์มาจัดงาน BAB 2020, ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย

The Cloud จึงนัดหมายพูดคุยกับ ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย หัวหน้าภัณฑารักษ์และผู้บริหารฝ่ายศิลปะและวัฒนธรรมโครงการเดอะ ปาร์ค ถึงเรื่องราวสนุกๆ ของ The PARQ ไลฟ์สไตล์มิกซ์ยูสที่ตั้งอยู่บนความเชื่อว่าศิลปะคือองค์ประกอบสำคัญของการใช้ชีวิต ฟังเบื้องหลังประติมากรรมแต่ละชิ้นในโปรเจกต์ The PARQ Collection และการแปลงสถานะจากสิ่งก่อสร้างเพื่อการพาณิชย์ สู่เวทีสำหรับศิลปะอย่างเต็มตัว ด้วยการยกชั้น 15 ทั้งชั้นให้เป็นที่จัดงาน Bangkok Art Biennale (BAB) 2020

ถ้าใครเคยมาตึกนี้แล้ว คราวต่อไปที่มาจะต้องสนุกขึ้นอีก หรือถ้าใครยังไม่เคยมา ยิ่งควรต้องรีบใช้โอกาสที่งาน BAB 2020 กำลังจัดแสดงอยู่แวะเวียนมาเยี่ยมชม

The PARQ อาคารออฟฟิศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ จนยกทั้งฟลอร์มาจัดงาน BAB 2020, ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย

01

การันตี

“The PARQ เป็นอาคารสำนักงานเกรดเอ” ปุ๋มเริ่มต้นบทสนทนาได้อย่างน่าติดตาม ก่อนจะอธิบายต่อว่า “มันผ่านการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันมากตั้งแต่แรกเริ่มวางคอนเซปต์ของตึกเลย”

ทีมผู้ดูแลได้รับโจทย์อันท้าทายในการออกแบบอาคารสถาปัตยกรรมที่สอดรับไปกับหลักการและแนวคิดตามมาตรฐานของ LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องชี้วัดความเป็นมิตรต่อโลกของอาคาร และ WELL (WELL Building Standard) มาตรฐานชี้วัดความเป็นมิตรต่อผู้ใช้อาคาร เนื่องจากผู้บริหารตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม และใส่ใจคุณภาพชีวิตของผู้ใช้อาคารอย่างจริงจัง

The PARQ จึงได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์มาตรฐานทั้งสองอย่างครบถ้วน

แต่หนึ่งในหลักเกณฑ์ข้อสำคัญที่จะทำให้ได้มาตรฐานที่ว่านี้ คือเรื่องสภาพจิตใจของผู้คนภายในอาคาร ปุ๋มในฐานะผู้รับผิดชอบด้านศิลปะและวัฒนธรรม จึงทำการบ้านร่วมกันกับทีม ตีโจทย์จนได้ข้อสรุปว่า จะใช้งานประติมากรรมตกแต่งประกอบอาคารแบบถาวร เพื่อสร้างสุนทรียะให้แก่ผู้ใช้สถานที่

“งานศิลปะสำคัญมาก เราอาจคุ้นชินว่าถ้าจะดูต้องไปหอศิลป์หรือพิพิธภัณฑ์ ซึ่งไปไม่ได้ทุกวัน แต่เราใช้เวลาวันละแปดเก้าชั่วโมงในที่ทำงานห้าวันต่อสัปดาห์ ถ้ามีงานสิ่งเหล่านี้อยู่ใกล้พนักงานออฟฟิศ อย่างน้อยก็ได้ช่วยจรรโลงจิตใจเขาแน่ๆ”

The PARQ อาคารออฟฟิศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ จนยกทั้งฟลอร์มาจัดงาน BAB 2020, ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย

02

The PARQ Collection

“ปุ๋มอยากเอางานศิลปะเข้าใกล้กับคนแบบแนบเนียน” คิวเรเตอร์เริ่มอธิบายถึงแนวคิดที่มาที่ไป

“เรามองว่าธรรมชาติคือแก่นแท้ของทุกสรรพสิ่ง และศิลปินก็สามารถตีความหมายของธรรมชาติในเชิงสัญญะทางศิลปะได้มากมาย อีกอย่างคือเป็นวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่อยากให้โอกาสศิลปินในการสร้างสรรค์ผลงานที่อยู่ร่วมกับคนเมืองได้อย่างลงตัว โดยมีโครงการเป็นพื้นที่ที่ให้ศิลปินได้มีโอกาสมาจัดแสดงผลงาน”

เธอจึงกำหนดธีมหลักใหญ่ๆ คือเรื่องธรรมชาติให้แก่เหล่าบรรดาศิลปินทั้งไทยและเทศที่เธอได้ร่วมงาน เพื่อสร้างประติมากรรมไซส์ยักษ์สำหรับประดับตกแต่งตัวอาคาร โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ที่มีคนพลุกพล่าน เพื่อให้เกิดทัศนียภาพที่ดี ภายใต้ชื่อโครงการ ‘The PARQ Collection’ 

เกื้อกูล

The PARQ อาคารออฟฟิศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ จนยกทั้งฟลอร์มาจัดงาน BAB 2020, ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย

ปุ๋มนำเราเดินเข้าสู่อาคารจากด้านหน้า เมื่อเห็นประติมากรรมขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่บริเวณจุดจอดรถรับ-ส่ง ความสนใจของเราก็พุ่งไปสู่สิ่งนั้นทันที เพราะที่เห็นตรงหน้าคืองานศิลปะที่ทำจากวัสดุสเตนเลสขัดมัน 2 ชิ้น รูปทรงคล้ายใบไม้ แม้จะตั้งเว้นระยะห่างกันไว้ ทว่ากลับดูกลมกลืนต่อเนื่องราวกับเป็นชิ้นเดียว

“นี่เป็นฟอร์มของใบมันแซง งานมีสองชิ้น วางอยู่ในลักษณะที่เกือบจะก่ายกัน เลยชื่อ ‘เกื้อกูล’ คือพลังแห่งชีวิตและพลังแห่งการทำงานที่ช่วยสนับสนุนกัน อาจไม่ได้สัมผัสกันโดยตรงหรอก แต่ที่สำคัญคือช่องว่างระหว่างนั้นที่เปรียบเหมือนความสมดุลซึ่งเราต้องตามหา ฟอร์มที่ดูทั้งแข็งแรงและอ่อนไหว คือสองขั้วสภาวะที่บาลานซ์กัน”

เรายอมรับทันทีเลยว่า โด่ง-พงษธัช อ่วยกลาง ศิลปินผู้รังสรรค์งานชิ้นนี้ขึ้นมาสอดแทรกความคิดเบื้องหลังไว้ได้อย่างน่าทึ่ง

“เราอยากได้งานประติมากรรมหน้าตึกชิ้นใหญ่ๆ เลยให้โจทย์แกว่าของานที่ทำมาจากสเตนเลสชิ้นเดียวแบบไม่มีรอยต่อ ขัดมัน เขาก็อึ้งนิดหน่อย แต่สุดท้ายก็ทำมาได้ คุณโด่งเป็นไม่กี่คนในประเทศไทยที่ทำงานประติมากรรมไซส์นี้ได้ ที่ตั้งอยู่หน้าตึกในกรุงเทพฯ ร้อยละเก้าสิบงานเขาทั้งนั้นเลย”

เรามองว่านี่คือโอกาสครั้งสำคัญสำหรับศิลปินและวงการศิลปะ และปุ๋มก็เห็นด้วย

“เคยสงสัยไหมว่าทำไมบ้านเราไม่เคยมีประติมากรรมชิ้นใหญ่ๆ เพราะจริงๆ แล้วไม่มีโอกาส เมืองของเรามีพื้นที่สำหรับการจัดแสดงงานประติมากรรมขนาดใหญ่ไม่มากเลย ไม่เหมือนกับงานศิลปะประเภทอื่นเช่นจิตรกรรมที่ศิลปินมีโอกาสในการทำและจัดแสดงได้ง่ายกว่า ทางเราเลยเป็นเหมือนหนึ่งในกลไกที่ช่วยกันพัฒนาโดยการจ้างงานและให้โจทย์ใหม่ๆ ที่ท้าทายแก่เขา บ้านเมืองเราก็จะมีอะไรสวยๆ และน่าสนใจมากขึ้น สุดท้ายแล้วก็คือการพัฒนาวงการศิลปะไปด้วยกัน”

นี่คือการเกื้อกูลกันโดยแท้จริง

The Cradle

The PARQ อาคารออฟฟิศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ จนยกทั้งฟลอร์มาจัดงาน BAB 2020, ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย
The PARQ อาคารออฟฟิศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ จนยกทั้งฟลอร์มาจัดงาน BAB 2020, ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย

“ดินคือธรรมชาติ และงานศิลปะที่เป็นดินก็คือเซรามิก” ปุ๋มเล่าพลางนำเราเดินสู่โถงลิฟต์ที่ชั้น 1

ทันทีที่ได้เห็นงานประติมากรรมขนาดใหญ่ที่ทำเลียนแบบคล้ายลายถักสาน 3 เส้น แขวนอยู่บนผนังสูงเรียงกันอย่างมีจังหวะ คำถามเดียวที่เราคิดได้ตอนนั้นคือ “นี่ทำจากเซรามิกจริงๆ ใช่ไหม”

เพราะเซรามิกขนาดใหญ่ที่สุดที่เราพอจะนึกออกคือโอ่งมังกร แต่ที่ปรากฏแก่สายตาเราตอนนี้เกินกว่าที่จินตนาการไว้มาก

นี่เป็นผลงานของ อ้อ-พรพรรณ สุทธิประภา ศิลปินผู้เชี่ยวชาญเรื่องเซรามิกที่มีผลงานมากมาย

“เราติดตามผลงานคุณอ้อมาเรื่อยๆ อยู่แล้ว เมื่อมีโปรเจกต์นี้ จึงชวนคุณอ้อมาทำงานยาก โดยให้โจทย์ว่าอยากได้งานเซรามิกขนาดใหญ่มากมาไว้ที่โถงลิฟต์ทุกโถง”

ปั้นเซรามิกทรงโค้งให้ออกมาทรงสวย โดยไม่หักไปเสียก่อนว่ายากแล้ว ยิ่งต้องทำขนาดใหญ่ถึง 20 เซนติเมตร จำนวนกว่าพันชิ้น แล้วทั้งหมดคืองานทำมือ ไหนจะต้องไล่ระดับความโค้งให้หลากหลายถึง 4 แบบ แถมต้องทำเฉดสีให้แตกต่าง เวลาติดตั้งก็ต้องปรึกษากับสถาปนิกและวิศวกร เพื่อคำนวณระบบรับน้ำหนักด้วย

“แนวคิดคือคุณอ้อเปรียบอาคารเหมือนต้นไม้ ซึ่งจะโตไม่ได้เลยหากไม่มีรากที่แข็งแรง รากจึงเป็นส่วนสำคัญที่ไม่มีใครเห็น เขาเลยทำออกมาให้เห็นเป็นเหมือนรากที่เกี่ยวพันกันไปมา ค่อยๆ งอกและลดเลี้ยวลงมาตามผนังตึก”

นอกจากความสวยงามทางสุนทรียะ ความน่ามหัศจรรย์ในเชิงเทคนิค และแนวคิดเบื้องหลังที่ดีแล้ว สิ่งสำคัญที่สอดแทรกอยู่ระหว่างเส้นสายเซรามิกที่กอดกระหวัดกันอยู่ คือโอกาสของศิลปินในการท้าทายและพัฒนาตัวเอง โดยเฉพาะโอกาสซึ่งมาจากภาคเอกชนที่เห็นค่าของศิลปะโดยแท้จริง

“ล่าสุดคุณอ้อโทรบอกว่า มีคนมาเห็นงานชิ้นนี้แล้วชอบ สนใจอยากได้งานแบบนี้ไปไว้ที่บ้านบ้าง ปุ๋มว่านี่คือประสบความสำเร็จแล้ว ศิลปินได้รับการว่าจ้างต่อไป”

The Cocoon

The PARQ อาคารออฟฟิศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ จนยกทั้งฟลอร์มาจัดงาน BAB 2020, ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย
The PARQ อาคารออฟฟิศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ จนยกทั้งฟลอร์มาจัดงาน BAB 2020, ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย

ปุ๋มนำเราขึ้นลิฟต์ไป Q Garden ที่ชั้น 3 ของอาคาร ส่วนที่เป็นพื้นที่สีเขียวของตึก ชวนให้จินตนาการสรรพกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นที่บริเวณนี้ได้ บรรยากาศอันร่มรื่นการันตีสุขภาพจิตที่ดีของพนักงานออฟฟิศข้างบนได้ด้วยตัวมันเอง

“บนนี้เหมาะอย่างมากที่จะมีงานศิลปะดีๆ สักชิ้น ที่ผู้คนเข้าไปสัมผัสได้” คิวเรเตอร์คนเก่งชิงอธิบาย ก่อนที่เราจะพบกับเก้าอี้สเตนเลสรูปทรงพิกเซล 2 ตัว ที่ตั้งหันหน้าเกือบจะเข้าหากัน

“ตรงนี้เป็นพื้นที่ที่ทุกคนจะลงมาใช้งานได้ เลยอยากได้งานที่มีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ได้” 

นี่คือโจทย์ที่ปุ๋มเล่าให้ บีน-สนิทัศน์ ประดิษฐ์ทัศนีย์ ภูมิสถาปนิกคนเก่งฟัง เพราะเชื่อว่าใครจะเข้าใจพื้นที่ได้ดีกว่าศิลปินที่เป็นภูมิสถาปนิกด้วย

บีนจึงออกแบบมาเป็น The Cocoon เก้าอี้ทรงรังไหมที่เกิดจากการนำสเตนเลสเส้นมาสานกันเป็นทรงพิกเซลสี่เหลี่ยมหลายๆ อัน

“เป็นเหมือนพื้นที่ให้เราได้หลบหลีกจากความวุ่นวาย การทำงาน และเมืองกรุงที่ชวนสับสน เข้ามาอยู่ในนี้สักแป๊บหนึ่งเพื่อสงบจิตสงบใจ ให้รังไหมปกป้องเรา

“ด้วยฟอร์มและวัสดุสเตนเลส จึงเหมือนดูดเอาบรรยากาศรอบๆ เข้ามา ราวกับดึงต้นไม้โดยรอบมาอยู่ใกล้ ท่ามกลางความเป็นตึกใหญ่ แสดงให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันอย่างลงตัวระหว่างธรรมชาติและเมือง”

นี่คือคำอธิบายถึงแนวคิดอันแสนอบอุ่นของงานศิลปะที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเรา ปุ๋มเล่าให้ฟังด้วยรอยยิ้ม แล้วค่อยบอกถึงที่มาของเสียงโลหะที่เราได้ยินว่ามาจากพิกเซลที่ต้องลมแล้วไหวไปกระทบกัน ร่วมกับเสียงกระดิ่งที่ศิลปินหล่อขึ้นมาด้วยตัวเอง แล้วนำไปติดไว้ด้านในที่นั่ง ช่วยทำให้บรรยากาศบนนี้สงบเย็นขึ้นอีก

แต่ทำไมเก้าอี้รังไหม 2 ตัวนี้วางหันหน้าเฉียงกัน ไม่หันหน้าเข้าหากันไปเลย-เราถาม

“ไม่ต้องคุยกันตลอดเวลาก็ได้ แต่ก็ไม่ได้ถึงกับหันหลังให้กันหรือตัดการติดต่อไปเลย เพราะเมื่อกี้ก็คุยกันบนออฟฟิศแล้วเนอะ แยกกันบ้าง” เธอหัวเราะ

Studio Drift

แม้ว่าเป้าหมายหลักคือการสนับสนุนและเป็นเวทีแก่ศิลปินไทย แต่เพื่อเพิ่มความหลากหลายให้คอลเลกชัน ปุ๋มจึงนำผลงานจากศิลปินต่างชาติมาจัดแสดงในเร็วๆ นี้

“ที่จริงมีงานอีกสองชิ้นจาก Studio Drift เดิมเราวางแผนให้มาพร้อมกัน แต่ก็ติดเรื่อง COVID-19 เขามาติดตั้งระบบไว้หมดแล้ว เหลือแค่เอาชิ้นงานมาประกอบ”

เธอแอบโชว์ภาพตัวอย่างผลงานของศิลปินชาวเนเธอร์แลนด์ทั้งสองแห่ง Studio Drift สตูดิโอศิลปะชื่อดังที่กรุงอัมสเตอร์ดัม มาให้เราชิมลางก่อน

“เราคิดว่าทำยังไงให้ศิลปะและเทคโนโลยีอยู่ร่วมกันได้ เลยนึกถึงงานของ Studio Drift เพราะงานเขาเรียบง่าย แม้จะพูดถึงปรัชญาชีวิต ธรรมชาติ แต่เขาใช้เทคโนโลยีทั้งหมด” ปุ๋มเล่าแนวคิดอันเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอเลือกงานนี้มาใช้

ผลงานชิ้นสำคัญที่ประดับบริเวณโถงล็อบบี้ชื่อ Amplitude

เป็นงานศิลปะเคลื่อนไหวที่แขวนห้อยลงมาจากเพดาน ทำจากหลอดแก้วที่มีหัวท้ายหุ้มด้วยทองเหลืองจำนวนมาก ด้านในมีลูกตุ้มเหล็กถ่วงน้ำหนัก ห้อยเรียงรายกันอยู่กลางอากาศ

งานชิ้นนี้ควบคุมด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้ขยับเป็นจังหวะ จึงดูคล้ายฝูงนกที่กำลังบินถลาร่อนลมอยู่กลางเวหาเมื่อเคลื่อนไหว สร้างชีวิตชีวาให้เกิดในบริเวณทันที

ผลงานอีกชิ้นชื่อว่า Meadow ประดับที่บริเวณ Q Steps

“แนวคิดคือ ของที่มนุษย์สร้างมันจะอยู่นิ่ง แต่อะไรที่เป็นธรรมชาติจะเคลื่อนไหวได้ เลยเอาลักษณะข้อนี้มาทำเป็นดอกไม้ที่ห้อยลงมาจากเพดาน ตัวกลีบดอกทำมาจากไหม แสดงให้เห็นวัฏจักรว่าเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น ดอกไม้บาน เมื่อพระอาทิตย์ตก ดอกไม้หุบ”

แม้โรคระบาดจะพรากโอกาสที่จะได้ชมผลงานของพวกเขาในปีนี้ แต่อีกไม่นานเกินรอ หลังจากจากสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลายแล้ว ทั้งสองศิลปินจากเนเธอร์แลนด์จะบินมาติดตั้งผลงานให้คนไทยได้ชมด้วยตัวเอง

03

ชั้น 15

ถ้าจะให้เล่าเท้าความถึงบทบาทแรกเริ่มขององค์กรนี้ที่มีส่วนช่วยวงการศิลปะ ที่ชัดเจนก็เมื่อ ค.ศ. 2018 งาน Bangkok Art Biennale ครั้งที่ 1 ที่โครงการ One Bangkok ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารเดียวกัน สนับสนุนพื้นที่สำหรับแสดงงานศิลปะผ่านการเปิด BAB Box ขึ้น

ปีนี้ก็เช่นกัน ทั้ง One Bangkok และ The PARQ ได้จัดสรรพื้นที่บางส่วนสำหรับแสดงผลงานศิลปะหลากหลายจากศิลปินชั้นนำในงาน Bangkok Art Biennale 2020 ภายใต้หัวข้อ Escape Routes ศิลป์สร้าง ทางสุข

The PARQ ยกชั้น 15 ให้เป็นที่จัดแสดงผลงานกว่า 25 ชิ้น จากศิลปิน 16 ท่าน แถมแบ่งพื้นที่สวนลอยฟ้าชั้น 3 ให้เป็นที่ตั้งของ BAB Cafe อีกด้วย

The PARQ อาคารออฟฟิศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ จนยกทั้งฟลอร์มาจัดงาน BAB 2020, ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย
The PARQ อาคารออฟฟิศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ จนยกทั้งฟลอร์มาจัดงาน BAB 2020, ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย

ของเด็ดในงานมีทั้งนิทรรศการ Tooth Clinic ที่นำเสนอภาพประสบการณ์วัยเด็กของศิลปิน โน้ต-กฤษดา ภควัตสุนทร ผู้กลัวหมอฟัน นำไปสู่การชี้ให้เห็นความทุกข์ทรมานเบื้องหลังความงามตามมาตรฐาน

นิทรรศการ Woven Chronicle แผนที่โลกที่นอกจากแสดงอาณาเขตดินแดน ยังชี้ให้เห็นการขีดเส้นแบ่งอันก่อให้เกิดความไม่สงบอีกด้วย รีนา ไซนี กัลลัต นำเสนอผ่านลวดไฟฟ้าและลวดหนาม ที่บอกถึงความหนาแน่นของการเดินทางของผู้อพยพ แรงงาน และการค้าข้ามพรมแดน

The PARQ อาคารออฟฟิศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ จนยกทั้งฟลอร์มาจัดงาน BAB 2020, ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย
The PARQ อาคารออฟฟิศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ จนยกทั้งฟลอร์มาจัดงาน BAB 2020, ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย

ปีนี้ ยุรี เกนสาคู ศิลปินผู้มีคาแรกเตอร์ชัดเจนนำเสนอภาพ Liberty Leading the People ซึ่งมีหลักใหญ่ใจความคือการบอกเล่าอุดมการณ์ทางการเมือง ด้วยการนำภาพชื่อดังของ Delacroix อย่าง La Liberté guidant le peuple และภาพของศิลปินฝรั่งเศสท่านอื่นๆ มาวาดใหม่ในทำนองการ์ตูนนิดๆ แฟนตาซีหน่อยๆ

อีกชิ้นที่สำคัญชื่อ Rising ผลงาน Virtual Reality ชิ้นแรกของ มารีนา อบราโมวิช ที่บอกกล่าวสาระแห่งผลกระทบของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง จัดแสดงครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านเครื่องเล่น VR ที่จะสร้างความเห็นอกเห็นใจผ่านประสบการณ์ความกลัวเพื่อปลุกความตระหนักรู้ให้หมู่มนุษย์

One Bangkok และ The PARQ นอกจากจะเป็นมิตรต่อโลกและดีต่อมนุษย์ผู้อาศัยแล้ว ยังเป็นที่รักต่อศิลปะอีกด้วย

The PARQ อาคารออฟฟิศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ จนยกทั้งฟลอร์มาจัดงาน BAB 2020, ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย

04

หว่านพืช หวังผล

The PARQ อาคารออฟฟิศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ จนยกทั้งฟลอร์มาจัดงาน BAB 2020, ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย
งานศิลปะที่ One Bangkok

ผลอะไรที่คุณอยากเห็นจากการทำ The PARQ Collection และแบ่ง The PARQ บางส่วนมาใช้เพื่อกิจกรรมทางศิลปะอย่าง BAB 2020 เราถาม

“สำหรับศิลปิน นี่คือเวทีของเขา คือโอกาสอันท้าทายในการพัฒนาตัวเอง พัฒนาทีม และในที่สุดคือการพัฒนาวงการศิลปะในประเทศเรา ปุ๋มจะดีใจมากถ้าศิลปินได้แจ้งเกิดจากเวทีนี้ ได้ไปเมืองนอก หรือมีคนมาจ้างงานต่อ 

“ในเชิงสำนักงาน มันต้องทำได้มากกว่าแค่เป็นที่ให้คนมาทำงานแล้วกลับบ้าน การมีงานศิลปะที่สวยงามมีส่วนช่วยกระตุ้นบรรยากาศ เติมพลังในการทำงาน ช่วยปลอบประโลมยามเหนื่อยล้าได้

The PARQ อาคารออฟฟิศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ จนยกทั้งฟลอร์มาจัดงาน BAB 2020, ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย
งานศิลปะที่ One Bangkok
The PARQ อาคารออฟฟิศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ จนยกทั้งฟลอร์มาจัดงาน BAB 2020, ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย
งานศิลปะที่ One Bangkok

“ในระดับสังคม ศิลปะคือเครื่องบ่งชี้ความเจริญ ทั้งในเชิงวัตถุหรือด้านจิตใจ ช่วยยกระดับอาคาร ยกระดับย่าน เมือง และผลักดันสังคมให้เดินไปในทิศทางที่ดี อย่างน้อยคนก็จะคุ้นชินว่าศิลปะมันอยู่ใกล้ตัวเราเสมอ และช่วยปลุกความตระหนักรู้เรื่องศิลปะในตัวคนไทยได้ยิ่งขึ้นด้วย”

ภาพฝันสูงสุดของปุ๋มคือการได้เห็นอะไรแบบนี้ในกรุงเทพฯ และทั่วประเทศเรามากขึ้น และเธอก็เชื่อว่าสังคมไทยเรากำลังเดินทางไปในทิศทางที่ถูกที่ควร

The PARQ อาคารออฟฟิศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ จนยกทั้งฟลอร์มาจัดงาน BAB 2020, ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย
งานศิลปะที่ One Bangkok

“ตอนนี้ก็ดีใจว่ามีแกลเลอรี่เยอะขึ้น เอกชนก็เริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น แม้ว่าเขาจะใช้ศิลปะเพื่อการตลาดหรือเพื่อนำเสนอแบรนด์เขาก็ตาม อย่างน้อยมีการจ้างงานศิลปิน ยิ่งมีงาน BAB ยิ่งช่วย เพราะคนจะเริ่มรับรู้ว่ามีงานศิลปะอยู่ในที่ทั่วไป ไม่ใช่เรื่องไกลตัว”

นอกจาก The PARQ จะเป็นตึกสีเขียวต่อโลก เป็นตึกสีทองต่อวงธุรกิจและย่านนั้นแล้ว ยังเป็นตึกสีรุ้งที่เปิดกว้างสำหรับศิลปินและนักสร้างสรรค์ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปในอนาคต

The PARQ

เลขที่ 88 ถนนรัชดาภิเษก แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 (แผนที่)

เว็บไซต์ : www.theparq.com

วันเวลาทำการ : ทุกวัน 10.00 – 22.00 น.

โทรศัพท์ 02 080 5700

Bangkok Art Biennale 2020 at The PARQ

เข้าชมฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

วันที่เปิดให้เข้าชม : 12 ตุลาคม 2563 – 31 มกราคม 2564

เวลาเปิด-ปิด : 10.00 – 20.00 น.

ระยะเวลาชมโดยเฉลี่ย : 90 นาที

การเดินทาง : รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ทางออกที่ 2

เว็บไซต์ : www.bkkartbiennale.com/venue/the-parq

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

beautiful and bittersweetly

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

เนื้อน้ำค้าง ข้าวแรมฟืน ข้าวปุกงา ซาโมซ่า ต้มใบกระเจี๊ยบ ปาปาซอย 

เมนูชื่อแปลกที่หลายคนอ่านแล้วไม่คุ้น คือของดีของชาวมุสลิมเชื้อสายจีนยูนนานในจังหวัดเชียงใหม่ พวกเขาจะนำเมนูที่เรากล่าวมาและยังไม่ได้กล่าวอีกมากมาขายที่ ‘กาดนัดจีนยูนนาน’ หรือ ‘กาดบ้านฮ่อ’ ทุกเช้าวันศุกร์จนถึงเที่ยง

ตลาดนัดแห่งนี้อยู่คู่กับชุมชนมุสลิมบ้านฮ่อและเชียงใหม่มามากกว่า 30 ปี โดยเริ่มต้นจากคำชักชวนของคนในชุมชนให้ลองเอาของมาขาย กระทั่งเริ่มมีร้านค้ามากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้บรรยากาศภายในตลาดมีความเป็นกันเอง พ่อค้า แม่ค้า รวมถึงลูกค้า ต่างทักทายกันอย่างสนิทสนม ราวกับเป็นวันนัดพบของครอบครัวใหญ่

ส่วนอายุของชุมชนบ้านฮ่อ เก่าแก่กว่าตัวตลาดเสียอีก โดยย้อนกลับไปได้ไกลถึง 116 ปี 

กาดบ้านฮ่อ ตลาดเช้ามุสลิมจีนยูนนานแห่งเดียวของเชียงใหม่ อาหารและวัตถุดิบสนุกเพียบ

เริ่มจากพ่อค้าแม่ค้าชาวมุสลิมจีนยูนนานที่ตัดสินใจนำสินค้าของตนแบกขึ้นม้าต่างหรือล่อ เดินทางเป็นคาราวานฝ่าดงและดอยสูงชันเพื่อมาเร่ขายของตามเมืองต่างๆ ในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงเชียงใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ. 2446 พ่อค้าแม่ค้านักเดินทางบางส่วนเริ่มลงหลักปักฐานจนกลายเป็นชุมชนมุสลิมบ้านฮ่อ และนอกจากสินค้าต่างๆ ที่พวกเขาขนข้ามภูเขามาขาย ชาวมุสลิมจีนยูนนานยังได้นำวัฒนธรรมการกินติดตัวมาด้วย ซึ่งต่อมาก็มีเมนูหนึ่งที่ถูกดัดแปลงให้เหมาะกับรสชาติคนไทย จนได้รับความนิยมไปทั่วทั้งภูมิภาคตอนเหนือ นั่นก็คือ ‘ข้าวซอย’

เช้าวันนี้เราชวน ชัยวัฒน์ บุญส่ง ผู้ดูแลกาดนัดจีนยูนนาน มาเป็นไกด์พาทุกคนแอ่วตลาดเช้า เรียนรู้เรื่องราวของตลาด ทำความรู้จักเมนูอาหารชื่อแปลกจากมณฑลยูนนาน และตามรอยข้าวซอยแบบดั้งเดิมกัน

กาดบ้านฮ่อ ตลาดเช้ามุสลิมจีนยูนนานแห่งเดียวของเชียงใหม่ อาหารและวัตถุดิบสนุกเพียบ

“กาดนัดจีนยูนนาน หรือที่คนเชียงใหม่อาจคุ้นกันในชื่อ กาดบ้านฮ่อ ซึ่งจริงๆ แล้ว คนในชุมชนไม่ชอบที่จะถูกเรียกว่า จีนฮ่อ นะครับ ตอนหลังเราเลยตัดสินใจเปลี่ยนชื่อตลาดมาเป็น ‘กาดนัดจีนยูนนาน’ แทน 

“ตลาดนัดแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนื้อที่ขนาดห้าไร่ มีแลนด์มาร์กสำคัญที่หลายคนจดจำได้คือ บ้านไม้โบราณกลางตลาด อายุกว่าร้อยปี เป็นบ้านของคหบดีเมืองเชียงใหม่ ท่านขุนชวงเลียง วงศ์ลือเกียรติ หรือนามเดิม เจิ้งชงหลิ่ง พ่อค้าชาวจีนยูนนานผู้นับถือศาสนาอิสลามที่เดินทางนำสินค้าขึ้นม้าต่างจำนวนหนึ่งร้อยตัว เดินทางผ่านสิบสองปันนา เชียงตุง และเข้าสู่ภาคเหนือของประเทศไทยจนถึงจังหวัดเชียงใหม่เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ในสมัย เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ เจ้าหลวงองค์ที่ 8 ผู้ครองเชียงใหม่ ซึ่งตอนนั้นตรงกับสมัยในหลวงรัชกาลที่ 5″ ชัยวัฒน์เล่าประวัติ

นอกจากการค้าขาย ตอนที่ประเทศไทยกำลังมีการก่อสร้างทางรถไฟสายเหนือ ช่วงขุดอุโมงค์ขุนตานซึ่งอยู่ท่ามกลางดอยล้อมรอบ ทำให้การขนส่งต่างๆ ยากลำบาก ท่านขุนชวงเลียงได้นำม้า วัว และล่อของตนเข้ามาช่วยเหลือ ขนวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างต่างๆ จนการก่อสร้างสำเร็จ และยังช่วยขนส่งพัสดุไปรษณีย์กับเอกสารราชการไปตามจังหวัดทางตอนเหนือ ทำให้ เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงผู้ครองเชียงใหม่องค์ที่ 9 จึงประทานที่ดินจำนวน 5 ไร่ให้แก่ท่านขุนชวงเลียง ต่อมาท่านจึงสร้างบ้านไม้ขึ้นมาเป็นที่อาศัย ซึ่งคือที่ตั้งของกาดจีนยูนนานในปัจจุบัน

ความดีความชอบของท่านขุนชวงเลียงยังคงเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อคราวก่อสร้างสนามบินเชียงใหม่ ท่านขุนชวงเลียงได้บริจาคที่ดินของตนจำนวน 100 ไร่ ซึ่งกลายเป็นที่ตั้งของสนามบินเชียงใหม่ในปัจจุบัน ทำให้ขุนชวงเลียงได้รับความดีความชอบ จนได้รับประทานนามสกุล วงศ์ลือเกียรติ จากในหลวงรัชกาลที่ 6 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ประวัติของท่านขุนชวงเลียงยังมีความน่าสนใจ เมื่อสืบค้นจนพบว่าท่านขุนคือทายาทของ เจิ้งเหอ ยอดแม่ทัพกองเรือของจีนที่เดินทางรอบโลกเมื่อ 600 ปีที่แล้ว ซึ่งมีทฤษฎีกล่าวว่าเจิ้งเห้อคือผู้ค้นพบทวีปอเมริกาก่อน คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) แต่ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบัน เจิ้งเห้อเดินทางไปหลายทวีปตั้งแต่แอฟริกา ซึ่งปรากฏในบันทึกว่าท่านเคยนำสัตว์จากแอฟริกา อาทิ ม้าลาย นกกระจอกเทศ ยีราฟ ฯลฯ ถวายแด่จักรพรรดิหย่งเล่อ

เจิ้งเห้อยังเดินทางไปยังประเทศในทวีปเอเชียที่อยู่ติดกับทะเล รวมถึงประเทศไทยในรัชสมัย สมเด็จพระรามราชาธิราช แห่งราชวงศ์อู่ทอง ผู้ปกครองกรุงศรีอยุธยา ซึ่งคนไทยในปัจจุบันรู้จักท่านในนาม ‘เทพเจ้าซำปอกง’ หรือ หลวงพ่อโตจากวัดกัลยาณมิตร กรุงเทพฯ ซึ่งว่ากันว่าเกิดจากความเข้าใจผิด สาเหตุที่ชาวจีนมาไหว้วิญญาณเทพเจ้าซำปอกงที่วัดกัลยาณมิตรนั้น เกิดจากชาวจีนที่นับถือศาสนาพุทธกลุ่มหนึ่งเลื่อมใสในหลวงพ่อโตที่วัดกัลยาณมิตร จึงเขียนตัวอักษรจีนไว้ที่หน้าวิหารว่า ‘ซำปอฮุดกง’ หมายถึง พระเจ้า 3 พระองค์

นั่นคือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ชาวจีนที่นับถือเจ้าพ่อซำปอกงอ่านป้ายนั้นคลาดเคลื่อนเป็น ‘ซำปอกง’ จึงคิดว่าเป็นสถานที่เซ่นไหว้วิญญาณของซำปอกงหรือเจิ้งเห้อ จึงกลายเป็นสถานที่สักการะซำปอกงมาถึงปัจจุบัน

ด้วยเหตุนี้ บ้านไม้ของท่านขุนชวงเลียงที่เป็นแลนด์มาร์กของกาดนัดจีนยูนนาน จึงมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ไม่น้อย ทั้งในชุมชนบ้านฮ่อ จังหวัดเชียงใหม่ จนถึงระดับประเทศ

กาดบ้านฮ่อ ตลาดเช้ามุสลิมจีนยูนนานแห่งเดียวของเชียงใหม่ อาหารและวัตถุดิบสนุกเพียบ
กาดบ้านฮ่อ ตลาดเช้ามุสลิมจีนยูนนานแห่งเดียวของเชียงใหม่ อาหารและวัตถุดิบสนุกเพียบ

“ในอดีตบ้านไม้ของขุนชวงเลียง ถูกใช้เป็นที่รวมตัวของชาวจีนยูนนานในพื้นที่ เพื่อประกอบพิธีทางศาสนาอิสลาม กระทั่งต่อมามีการสร้างมัสยิดบ้านฮ่อขึ้นใกล้ๆ กัน ก็เลยย้ายไปทำพิธีกรรมในมัสยิดแทน และทุกๆ วันศุกร์ คนในชุมชนจะเข้าไปประกอบพิธีทางศาสนาภายในมัสยิดกันทุกคน ลูกหลานของท่านขุนชวงเลียงจึงเปิดพื้นที่รอบบ้านให้คนในชุมชนเริ่มนำของมาขาย จากหนึ่งร้านก็ชักชวนต่อๆ กัน จนกลายเป็นตลาดนัดที่เกิดขึ้นทุกวันศุกร์ถึงวันนี้”

ชัยวัฒน์พาเราเดินชมรอบๆ บ้านเจิ้งเหอที่ตอนนี้อยู่ในสภาพทรุดโทรม จึงปิดไว้ไม่ให้ใครเข้า เขาชี้ให้เราเห็นร่องรอยการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยที่แสดงให้เห็นจากการซ่อมแซมส่วนต่างๆ ของบ้านไม้โบราณหลังนี้

“เราจะเห็นว่ามีความพยายามซ่อมแซมบ้านหลังนี้อยู่ตลอด เช่น กระเบื้องดินเผาบนหลังคา ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่ามีกระเบื้องสองชนิด แบบแรกมีปลายโค้งคล้ายเกล็ดมังกร กับแบบเรียบที่นำมาซ่อมแซมภายหลัง เสาใต้ถุนบ้านก็พบว่ามีการเสริมเสาปูนเข้ามา เสาไม้หลายอันก็มีการเสริมให้แข็งแรงโดยชาวบ้าน บ้านไม้อายุขนาดนี้ต้องใช้เงินในการซ่อมแซมไม่ต่ำกว่าล้าน ซึ่งชาวบ้านดูแลไม่ไหว ตอนที่บริษัทของเจ้านายผมเข้ามาซื้อพื้นที่ตรงนี้จากทายาทของท่านขุนชวงเลียง เราบอกความตั้งใจว่าจะเก็บบ้านไม้หลังนี้เอาไว้ 

“ในอนาคต เราปรึกษากับ อาจารย์จุลพร นันทพานิช ว่าจะซ่อมแซมให้กลับมาสมบูรณ์และใช้เป็นพื้นที่แสดงนิทรรศการบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของชุมชนบ้านฮ่อ เพราะที่นี่คือสถานที่ในความทรงจำของชุมชนทุกคน หลายคนเคยวิ่งเล่นที่นี่ตั้งแต่เด็ก เราปล่อยให้บ้านนี้พังลงไปไม่ได้”

กาดบ้านฮ่อ ตลาดเช้ามุสลิมจีนยูนนานแห่งเดียวของเชียงใหม่ อาหารและวัตถุดิบสนุกเพียบ

ระหว่างที่เดินตามชัยวัฒน์เข้าไปในตลาด แผงพ่อค้าแม่ค้าต่างทักทายเขาอย่างสนิทสนม บ้างก็ปรึกษา

“ผมเองเป็นคนในพื้นที่ เติบโตมาในบริเวณนี้ ผมทำงานที่ตลาดนี้มายี่สิบสองปี เราเลยรู้จักกันหมด พ่อค้าแม่ค้าบางคนที่ขายมาตั้งแต่สมัยก่อตั้งตลาด หลายคนเริ่มทยอยเสียไปแล้วและได้ทายาทรุ่นสองมารับช่วงต่อ มันเหมือนครอบครัวใหญ่ เวลาเขามีปัญหาอะไรเราก็คุยกันได้ ตอนนี้หลายคนในตลาดกำลังกังวลเรื่องยอดขายที่น้อยลงเพราะสถานการณ์โควิด-19 เราก็พยายามช่วยเขาให้ขายได้ดีเหมือนเดิม สร้างเพจของตลาดขึ้นมา ช่วยถ่ายรูปสินค้าโปรโมตลงเพจให้ผู้คนทั่วไปได้เห็น ได้รู้จัก เราเติบโตและเห็นคุณค่าของตลาดนัดแห่งนี้ เลยอยากสื่อสารให้คนอื่นได้รู้เช่นกัน 

“สิ่งแรกที่ผมอยากสื่อสารเลยคือ ของที่นำมาขายที่นี่เป็นของดี เป็นผัก ผลไม้ คุณภาพดี สด และปลอดภัย ซึ่งปกติของที่มีคุณภาพแบบนี้มักจะถูกนำไปขายในซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งชาวบ้านทั่วไปสู้ราคาไม่ได้ แต่ที่นี่เราตั้งใจเปิดโอกาสให้ชาวบ้านหรือคนทั่วไปเข้าถึงของดีได้ในราคาไม่แพงมาก แถมยังสนับสนุนสินค้าเกษตรจากเกษตรกรที่มาขายโดยตรง ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง” ชายที่เติบโตมากับพ่อค้า แม่ขาย และพื้นที่แห่งนี้ เล่าใจความสำคัญให้เราฟัง

ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี
ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี

พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ในตลาด คือคนที่อยู่แถวดอยอ่างขาง ดอยหลวงเชียงดาว อำเภอไชยปราการ ที่มีอากาศค่อนข้างหนาว ทำให้ปลูกผลผลิตเมืองหนาวได้ดี ที่ตลาดแห่งนี้เราจึงเห็นผักผลไม้เมืองหนาวในแต่ละฤดูกาลมาวางขายในราคาถูก ไม่ว่าจะเป็น ลูกพลับ เชอรี่ บ๊วย หรืออะโวคาโดที่มีให้ซื้อตลอดปี ที่นี่ยังเป็นแหล่งรวมวัตถุดิบทำอาหารสไตล์จีนยูนนานที่ใหญ่และครบครันที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปรุงที่นำเข้าจากจีน ไก่ดำ เต้าหู้ยี้ กิมจิหรือผักดองที่มีทั้งสูตรแบบไทย แบบจีน และไทใหญ่ให้ลอง 

หนึ่งในไฮไลต์ก็คือเนื้อหรือเป็ดน้ำค้าง ภูมิปัญญาการเก็บรักษาเนื้อของจีนยูนนานที่นำเนื้อมาพอกกับเหลือแล้วตาก นำมาผัดกับเครื่องเทศต่างๆ ได้รสชาติที่เข้มข้น

ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี

“เนื้อน้ำค้างหรือเป็ดน้ำค้างเป็นหนึ่งในสินค้าเด่นของที่นี่ และน่าจะเป็นตลาดเดียวที่มีสินค้านี้ขายเยอะที่สุด แต่ละเจ้าเขาก็จะมีสูตรประจำครอบครัว และมีลูกค้าประจำของแต่ละคนมาคอยต่อคิวซื้อกลับไปทำกินที่บ้าน”

ระหว่างที่เดินในตลาด เราต้องหยุดเดินหลายครั้งเพื่อแวะถามชื่อของวัตถุดิบต่างๆ ที่ไม่คุ้นตาเสียเลย เช่น ใบกระเจี๊ยบแดง ให้รสเปรี้ยวกำลังดี นำไปต้มตัดเลี่ยนกับขาหมู ทำเป็นแกงหรือผัดกับเนื้อสัตว์ได้รสชาติอร่อย แถมยังมีคุณสมบัติเป็นสมุนไพรที่มีวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงสายตาด้วยนะ

ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี
ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี

เดินมาอีกหน่อย เราก็พบเมนูของทอดสีเหลืองหน้าตาน่ารับประทาน นั่นคือข้าวโพดทอด อาหารทานเล่นของจีนยูนนาน ที่นำข้าวโพดหวานหมักกับแป้งสาลี ก่อนนำมาทอดในกระทะแบน เมื่อกัดเข้าไปแล้วได้ความกรอบ และยังมีเมล็ดข้าวโพดให้เคี้ยว ทานได้อย่างเพลิดเพลินด้วยรสหวานกำลังดี ไม่เลี่ยน ถัดมาอีกนิดเป็นแผงของทอดรูปทรงสามเหลี่ยมน่าทาน เป็นแป้งทอดยัดไส้คล้ายปอเปี๊ยะในแบบฉบับชาวมุสลิมที่เรียกว่า ซาโมซ่า มีทั้งไส้ผักและเนื้อสัตว์

อีกเมนูที่คนต่อคิวซื้อเยอะมาก คือ ข้าวปุกงา หรือ ข้าวหนุกงา เป็นการนำข้าวเหนียวมาตำกับงาขี้ม่อน แล้วนำไปย่าง ราดด้วยน้ำอ้อยหรือน้ำผึ้ง แล้วห่อใบตองถือทาน ได้กลิ่นข้าวและงาหอมฟุ้ง หวานกำลังดี หนึบน่าเคี้ยว

“สำหรับบางคนที่ไม่อยากทานทันที ก็ซื้อข้าวปุกงาแบบแผ่นกลับบ้านได้ จะทอดให้กรอบนิดหน่อย หรือปิ้งให้หอมก็อร่อยเหมือนกัน ข้าวปุกงาเป็นอาหารของคนบนดอยที่เขาทำกินในช่วงเทศกาลเท่านั้น ถ้ามาตลาดนัดจีนยูนนานจะได้กินทุกวันศุกร์ เนอะแม่” ชัยวัฒน์หันไปแซวคุณป้าเจ้าของร้านข้าวปุกงา สร้างเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี 

ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี

เราเดินเล่นในตลาดจวนจะเที่ยง แม้จะแวะชิมอาหารแปลกตาต่างๆ แต่ก็ยังมีพื้นที่ในกระเพาะเหลือไว้สำหรับเมนูอร่อยจานถัดไปที่ชัยวัฒน์กำลังจะพาเราไป 

“อันนี้เป็นอีกร้านเก่าแก่ของตลาดครับ ขายมาตั้งแต่รุ่นแม่ ปัจจุบันรุ่นลูกเข้ามารับช่วงต่อ เป็นร้านอาหารที่ขายข้าวแรมฟืนร้อน ข้าวแรมฟืนเย็น และก๋วยเตี๋ยวยูนนาน” ไกด์หนุ่มประจำตลาดแนะนำอย่างเชี่ยวชาญ

เมนูทีเกิดจากการนำข้าวหรือแป้งจากถั่วเขียวมาโม่และหมักทิ้งไว้จนจับเป็นก้อน แล้วหั่นเป็นแท่ง ลูกเต๋า หรือซอยเป็นเส้นก็ได้ ราดน้ำซุปพร้อมเครื่องปรุง ทานคู่กับผักดอง ส่วนก๋วยเตี๋ยวยูนนาน จะนำแป้งข้าวมาซอยเป็นเส้น ราดด้วยซุปน้ำใสและเนื้อที่ผัดกับเครื่องเทศ ทานพร้อมผักดอง ต่อมาชาวเชียงใหม่หยิบมาดัดแปลงให้ถูกปากคนไทยมากขึ้น ด้วยการใส่กะทิเพิ่มเข้าไปให้เข้มข้น และเปลี่ยนมาใช้เส้นบะหมี่แทน โดยคำว่าข้าวซอย ก็มาจากกระบวนการนำก้อนแป้งมาซอยให้เป็นเส้นนั่นเอง 

ซึ่งที่ตลาดนัดจีนยูนนาน คุณจะได้ลองกินบรรพบุรุษของข้าวซอย และหากยังอยากตามรอยพัฒนาการของข้าวซอย ให้ลองเดินออกมาจากตลาดเล็กน้อย ใกล้ๆ กันจะมีร้านข้าวซอยอิสลาม ร้านเจ้าดังที่อยู่กับย่านมานาน มีเมนูข้าวซอยที่เริ่มวิวัฒนาการโดยมีการใส่กะทิ แต่ยังคงใช้เส้นจากข้าวอยู่ให้คุณลองชิม

ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี
ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี

เราทำภารกิจตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอยสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ตลาดก็วายทันกันพอดี

ขณะที่ชัยวัฒน์เดินมาส่งเรากลับบ้าน เขาก็เริ่มเล่าสิ่งที่อยู่ในใจให้ฟัง

“ผมเชื่อว่าผู้คนในย่านหรือแม้แต่คนเชียงใหม่เอง รู้สึกผูกพันกับตลาดแห่งนี้ เดี๋ยวนี้เราหาตลาดที่มีความสัมพันธ์แบบนี้ได้ยากแล้วนะครับ มันเป็นเสน่ห์ของที่นี่ รวมถึงบ้านไม้โบราณ สินค้าต่างๆ หรือแม้แต่การจัดวางร้าน 

“เมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ อาจจะดูรก ไม่วางตัวเป็นเส้นตรงเป๊ะๆ อยู่ในกรอบ แต่สำหรับผมมันคือเสน่ห์ของที่นี่ เป็นสิ่งที่อยู่ในความทรงจำของผู้คนมาแล้วรุ่นต่อรุ่น เราไม่อยากเปลี่ยนอะไรถ้ามันจะส่งผลไม่ดี ในอนาคตเราจะพยายามพัฒนาให้มีกิจกรรม มีการสื่อสารเรื่องราวที่อยู่ภายในตลาดแห่งนี้ให้คนรู้จักมากขึ้น ในสถานการณ์โรคระบาดแบบนี้ เมื่อมันเริ่มดีขึ้น ผมก็อยากให้คนกลับมาสนุกกับการเดินตลาดอีกครั้ง” ชัยวัฒย์ส่งต่อความในใจด้วยรอยยิ้ม

กาดนัดจีนยูนาน (กาดบ้านฮ่อ)

ที่ตั้ง : ซอยเจริญประเทศ 1 ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100 (แผนที่)

เปิดเฉพาะวันศุกร์ เวลา 05.00 – 12.00 น. 

โทรศัพท์ : 06 2592 3447

Facebook : กาดนัดจีนยูนาน

Writer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load