The PARQ คืออาคารมิกซ์ยูสใหม่แกะกล่อง ตั้งอยู่หัวมุมแยกถนนพระรามสี่ตัดกับถนนรัชดาภิเษก

นอกจากจะเต็มไปด้วยด้วยเทคโนโลยีแล้ว ที่น่าสนใจที่สุดคือตึกนี้มีงานประติมากรรมขนาดยักษ์ สอดแทรกตกแต่งอยู่ตามส่วนต่างๆ จนเราอดจินตนาการไม่ได้เลยว่า ผู้ที่ผ่านเข้าออกตึกนี้ทุกวันจะรื่นรมย์ขนาดไหน ถ้ามีงานศิลปะร่วมสมัยเหล่านี้ผ่านหูผ่านตาอยู่เสมอ

ยิ่งเมื่อได้รู้ว่า Frasers Property Holdings (Thailand) ผู้บริหารโครงการ One Bangkok และ The PARQ ตั้งหน่วยงานดูแลด้านศิลปะและวัฒนธรรมขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อตอบสนองนโยบายส่งเสริมการมีพื้นที่สาธารณะสำหรับศิลปะ

The PARQ อาคารออฟฟิศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ จนยกทั้งฟลอร์มาจัดงาน BAB 2020, ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย

The Cloud จึงนัดหมายพูดคุยกับ ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย หัวหน้าภัณฑารักษ์และผู้บริหารฝ่ายศิลปะและวัฒนธรรมโครงการเดอะ ปาร์ค ถึงเรื่องราวสนุกๆ ของ The PARQ ไลฟ์สไตล์มิกซ์ยูสที่ตั้งอยู่บนความเชื่อว่าศิลปะคือองค์ประกอบสำคัญของการใช้ชีวิต ฟังเบื้องหลังประติมากรรมแต่ละชิ้นในโปรเจกต์ The PARQ Collection และการแปลงสถานะจากสิ่งก่อสร้างเพื่อการพาณิชย์ สู่เวทีสำหรับศิลปะอย่างเต็มตัว ด้วยการยกชั้น 15 ทั้งชั้นให้เป็นที่จัดงาน Bangkok Art Biennale (BAB) 2020

ถ้าใครเคยมาตึกนี้แล้ว คราวต่อไปที่มาจะต้องสนุกขึ้นอีก หรือถ้าใครยังไม่เคยมา ยิ่งควรต้องรีบใช้โอกาสที่งาน BAB 2020 กำลังจัดแสดงอยู่แวะเวียนมาเยี่ยมชม

The PARQ อาคารออฟฟิศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ จนยกทั้งฟลอร์มาจัดงาน BAB 2020, ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย

01

การันตี

“The PARQ เป็นอาคารสำนักงานเกรดเอ” ปุ๋มเริ่มต้นบทสนทนาได้อย่างน่าติดตาม ก่อนจะอธิบายต่อว่า “มันผ่านการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันมากตั้งแต่แรกเริ่มวางคอนเซปต์ของตึกเลย”

ทีมผู้ดูแลได้รับโจทย์อันท้าทายในการออกแบบอาคารสถาปัตยกรรมที่สอดรับไปกับหลักการและแนวคิดตามมาตรฐานของ LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องชี้วัดความเป็นมิตรต่อโลกของอาคาร และ WELL (WELL Building Standard) มาตรฐานชี้วัดความเป็นมิตรต่อผู้ใช้อาคาร เนื่องจากผู้บริหารตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม และใส่ใจคุณภาพชีวิตของผู้ใช้อาคารอย่างจริงจัง

The PARQ จึงได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์มาตรฐานทั้งสองอย่างครบถ้วน

แต่หนึ่งในหลักเกณฑ์ข้อสำคัญที่จะทำให้ได้มาตรฐานที่ว่านี้ คือเรื่องสภาพจิตใจของผู้คนภายในอาคาร ปุ๋มในฐานะผู้รับผิดชอบด้านศิลปะและวัฒนธรรม จึงทำการบ้านร่วมกันกับทีม ตีโจทย์จนได้ข้อสรุปว่า จะใช้งานประติมากรรมตกแต่งประกอบอาคารแบบถาวร เพื่อสร้างสุนทรียะให้แก่ผู้ใช้สถานที่

“งานศิลปะสำคัญมาก เราอาจคุ้นชินว่าถ้าจะดูต้องไปหอศิลป์หรือพิพิธภัณฑ์ ซึ่งไปไม่ได้ทุกวัน แต่เราใช้เวลาวันละแปดเก้าชั่วโมงในที่ทำงานห้าวันต่อสัปดาห์ ถ้ามีงานสิ่งเหล่านี้อยู่ใกล้พนักงานออฟฟิศ อย่างน้อยก็ได้ช่วยจรรโลงจิตใจเขาแน่ๆ”

The PARQ อาคารออฟฟิศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ จนยกทั้งฟลอร์มาจัดงาน BAB 2020, ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย

02

The PARQ Collection

“ปุ๋มอยากเอางานศิลปะเข้าใกล้กับคนแบบแนบเนียน” คิวเรเตอร์เริ่มอธิบายถึงแนวคิดที่มาที่ไป

“เรามองว่าธรรมชาติคือแก่นแท้ของทุกสรรพสิ่ง และศิลปินก็สามารถตีความหมายของธรรมชาติในเชิงสัญญะทางศิลปะได้มากมาย อีกอย่างคือเป็นวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่อยากให้โอกาสศิลปินในการสร้างสรรค์ผลงานที่อยู่ร่วมกับคนเมืองได้อย่างลงตัว โดยมีโครงการเป็นพื้นที่ที่ให้ศิลปินได้มีโอกาสมาจัดแสดงผลงาน”

เธอจึงกำหนดธีมหลักใหญ่ๆ คือเรื่องธรรมชาติให้แก่เหล่าบรรดาศิลปินทั้งไทยและเทศที่เธอได้ร่วมงาน เพื่อสร้างประติมากรรมไซส์ยักษ์สำหรับประดับตกแต่งตัวอาคาร โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ที่มีคนพลุกพล่าน เพื่อให้เกิดทัศนียภาพที่ดี ภายใต้ชื่อโครงการ ‘The PARQ Collection’ 

เกื้อกูล

The PARQ อาคารออฟฟิศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ จนยกทั้งฟลอร์มาจัดงาน BAB 2020, ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย

ปุ๋มนำเราเดินเข้าสู่อาคารจากด้านหน้า เมื่อเห็นประติมากรรมขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่บริเวณจุดจอดรถรับ-ส่ง ความสนใจของเราก็พุ่งไปสู่สิ่งนั้นทันที เพราะที่เห็นตรงหน้าคืองานศิลปะที่ทำจากวัสดุสเตนเลสขัดมัน 2 ชิ้น รูปทรงคล้ายใบไม้ แม้จะตั้งเว้นระยะห่างกันไว้ ทว่ากลับดูกลมกลืนต่อเนื่องราวกับเป็นชิ้นเดียว

“นี่เป็นฟอร์มของใบมันแซง งานมีสองชิ้น วางอยู่ในลักษณะที่เกือบจะก่ายกัน เลยชื่อ ‘เกื้อกูล’ คือพลังแห่งชีวิตและพลังแห่งการทำงานที่ช่วยสนับสนุนกัน อาจไม่ได้สัมผัสกันโดยตรงหรอก แต่ที่สำคัญคือช่องว่างระหว่างนั้นที่เปรียบเหมือนความสมดุลซึ่งเราต้องตามหา ฟอร์มที่ดูทั้งแข็งแรงและอ่อนไหว คือสองขั้วสภาวะที่บาลานซ์กัน”

เรายอมรับทันทีเลยว่า โด่ง-พงษธัช อ่วยกลาง ศิลปินผู้รังสรรค์งานชิ้นนี้ขึ้นมาสอดแทรกความคิดเบื้องหลังไว้ได้อย่างน่าทึ่ง

“เราอยากได้งานประติมากรรมหน้าตึกชิ้นใหญ่ๆ เลยให้โจทย์แกว่าของานที่ทำมาจากสเตนเลสชิ้นเดียวแบบไม่มีรอยต่อ ขัดมัน เขาก็อึ้งนิดหน่อย แต่สุดท้ายก็ทำมาได้ คุณโด่งเป็นไม่กี่คนในประเทศไทยที่ทำงานประติมากรรมไซส์นี้ได้ ที่ตั้งอยู่หน้าตึกในกรุงเทพฯ ร้อยละเก้าสิบงานเขาทั้งนั้นเลย”

เรามองว่านี่คือโอกาสครั้งสำคัญสำหรับศิลปินและวงการศิลปะ และปุ๋มก็เห็นด้วย

“เคยสงสัยไหมว่าทำไมบ้านเราไม่เคยมีประติมากรรมชิ้นใหญ่ๆ เพราะจริงๆ แล้วไม่มีโอกาส เมืองของเรามีพื้นที่สำหรับการจัดแสดงงานประติมากรรมขนาดใหญ่ไม่มากเลย ไม่เหมือนกับงานศิลปะประเภทอื่นเช่นจิตรกรรมที่ศิลปินมีโอกาสในการทำและจัดแสดงได้ง่ายกว่า ทางเราเลยเป็นเหมือนหนึ่งในกลไกที่ช่วยกันพัฒนาโดยการจ้างงานและให้โจทย์ใหม่ๆ ที่ท้าทายแก่เขา บ้านเมืองเราก็จะมีอะไรสวยๆ และน่าสนใจมากขึ้น สุดท้ายแล้วก็คือการพัฒนาวงการศิลปะไปด้วยกัน”

นี่คือการเกื้อกูลกันโดยแท้จริง

The Cradle

The PARQ อาคารออฟฟิศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ จนยกทั้งฟลอร์มาจัดงาน BAB 2020, ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย
The PARQ อาคารออฟฟิศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ จนยกทั้งฟลอร์มาจัดงาน BAB 2020, ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย

“ดินคือธรรมชาติ และงานศิลปะที่เป็นดินก็คือเซรามิก” ปุ๋มเล่าพลางนำเราเดินสู่โถงลิฟต์ที่ชั้น 1

ทันทีที่ได้เห็นงานประติมากรรมขนาดใหญ่ที่ทำเลียนแบบคล้ายลายถักสาน 3 เส้น แขวนอยู่บนผนังสูงเรียงกันอย่างมีจังหวะ คำถามเดียวที่เราคิดได้ตอนนั้นคือ “นี่ทำจากเซรามิกจริงๆ ใช่ไหม”

เพราะเซรามิกขนาดใหญ่ที่สุดที่เราพอจะนึกออกคือโอ่งมังกร แต่ที่ปรากฏแก่สายตาเราตอนนี้เกินกว่าที่จินตนาการไว้มาก

นี่เป็นผลงานของ อ้อ-พรพรรณ สุทธิประภา ศิลปินผู้เชี่ยวชาญเรื่องเซรามิกที่มีผลงานมากมาย

“เราติดตามผลงานคุณอ้อมาเรื่อยๆ อยู่แล้ว เมื่อมีโปรเจกต์นี้ จึงชวนคุณอ้อมาทำงานยาก โดยให้โจทย์ว่าอยากได้งานเซรามิกขนาดใหญ่มากมาไว้ที่โถงลิฟต์ทุกโถง”

ปั้นเซรามิกทรงโค้งให้ออกมาทรงสวย โดยไม่หักไปเสียก่อนว่ายากแล้ว ยิ่งต้องทำขนาดใหญ่ถึง 20 เซนติเมตร จำนวนกว่าพันชิ้น แล้วทั้งหมดคืองานทำมือ ไหนจะต้องไล่ระดับความโค้งให้หลากหลายถึง 4 แบบ แถมต้องทำเฉดสีให้แตกต่าง เวลาติดตั้งก็ต้องปรึกษากับสถาปนิกและวิศวกร เพื่อคำนวณระบบรับน้ำหนักด้วย

“แนวคิดคือคุณอ้อเปรียบอาคารเหมือนต้นไม้ ซึ่งจะโตไม่ได้เลยหากไม่มีรากที่แข็งแรง รากจึงเป็นส่วนสำคัญที่ไม่มีใครเห็น เขาเลยทำออกมาให้เห็นเป็นเหมือนรากที่เกี่ยวพันกันไปมา ค่อยๆ งอกและลดเลี้ยวลงมาตามผนังตึก”

นอกจากความสวยงามทางสุนทรียะ ความน่ามหัศจรรย์ในเชิงเทคนิค และแนวคิดเบื้องหลังที่ดีแล้ว สิ่งสำคัญที่สอดแทรกอยู่ระหว่างเส้นสายเซรามิกที่กอดกระหวัดกันอยู่ คือโอกาสของศิลปินในการท้าทายและพัฒนาตัวเอง โดยเฉพาะโอกาสซึ่งมาจากภาคเอกชนที่เห็นค่าของศิลปะโดยแท้จริง

“ล่าสุดคุณอ้อโทรบอกว่า มีคนมาเห็นงานชิ้นนี้แล้วชอบ สนใจอยากได้งานแบบนี้ไปไว้ที่บ้านบ้าง ปุ๋มว่านี่คือประสบความสำเร็จแล้ว ศิลปินได้รับการว่าจ้างต่อไป”

The Cocoon

The PARQ อาคารออฟฟิศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ จนยกทั้งฟลอร์มาจัดงาน BAB 2020, ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย
The PARQ อาคารออฟฟิศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ จนยกทั้งฟลอร์มาจัดงาน BAB 2020, ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย

ปุ๋มนำเราขึ้นลิฟต์ไป Q Garden ที่ชั้น 3 ของอาคาร ส่วนที่เป็นพื้นที่สีเขียวของตึก ชวนให้จินตนาการสรรพกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นที่บริเวณนี้ได้ บรรยากาศอันร่มรื่นการันตีสุขภาพจิตที่ดีของพนักงานออฟฟิศข้างบนได้ด้วยตัวมันเอง

“บนนี้เหมาะอย่างมากที่จะมีงานศิลปะดีๆ สักชิ้น ที่ผู้คนเข้าไปสัมผัสได้” คิวเรเตอร์คนเก่งชิงอธิบาย ก่อนที่เราจะพบกับเก้าอี้สเตนเลสรูปทรงพิกเซล 2 ตัว ที่ตั้งหันหน้าเกือบจะเข้าหากัน

“ตรงนี้เป็นพื้นที่ที่ทุกคนจะลงมาใช้งานได้ เลยอยากได้งานที่มีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ได้” 

นี่คือโจทย์ที่ปุ๋มเล่าให้ บีน-สนิทัศน์ ประดิษฐ์ทัศนีย์ ภูมิสถาปนิกคนเก่งฟัง เพราะเชื่อว่าใครจะเข้าใจพื้นที่ได้ดีกว่าศิลปินที่เป็นภูมิสถาปนิกด้วย

บีนจึงออกแบบมาเป็น The Cocoon เก้าอี้ทรงรังไหมที่เกิดจากการนำสเตนเลสเส้นมาสานกันเป็นทรงพิกเซลสี่เหลี่ยมหลายๆ อัน

“เป็นเหมือนพื้นที่ให้เราได้หลบหลีกจากความวุ่นวาย การทำงาน และเมืองกรุงที่ชวนสับสน เข้ามาอยู่ในนี้สักแป๊บหนึ่งเพื่อสงบจิตสงบใจ ให้รังไหมปกป้องเรา

“ด้วยฟอร์มและวัสดุสเตนเลส จึงเหมือนดูดเอาบรรยากาศรอบๆ เข้ามา ราวกับดึงต้นไม้โดยรอบมาอยู่ใกล้ ท่ามกลางความเป็นตึกใหญ่ แสดงให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันอย่างลงตัวระหว่างธรรมชาติและเมือง”

นี่คือคำอธิบายถึงแนวคิดอันแสนอบอุ่นของงานศิลปะที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเรา ปุ๋มเล่าให้ฟังด้วยรอยยิ้ม แล้วค่อยบอกถึงที่มาของเสียงโลหะที่เราได้ยินว่ามาจากพิกเซลที่ต้องลมแล้วไหวไปกระทบกัน ร่วมกับเสียงกระดิ่งที่ศิลปินหล่อขึ้นมาด้วยตัวเอง แล้วนำไปติดไว้ด้านในที่นั่ง ช่วยทำให้บรรยากาศบนนี้สงบเย็นขึ้นอีก

แต่ทำไมเก้าอี้รังไหม 2 ตัวนี้วางหันหน้าเฉียงกัน ไม่หันหน้าเข้าหากันไปเลย-เราถาม

“ไม่ต้องคุยกันตลอดเวลาก็ได้ แต่ก็ไม่ได้ถึงกับหันหลังให้กันหรือตัดการติดต่อไปเลย เพราะเมื่อกี้ก็คุยกันบนออฟฟิศแล้วเนอะ แยกกันบ้าง” เธอหัวเราะ

Studio Drift

แม้ว่าเป้าหมายหลักคือการสนับสนุนและเป็นเวทีแก่ศิลปินไทย แต่เพื่อเพิ่มความหลากหลายให้คอลเลกชัน ปุ๋มจึงนำผลงานจากศิลปินต่างชาติมาจัดแสดงในเร็วๆ นี้

“ที่จริงมีงานอีกสองชิ้นจาก Studio Drift เดิมเราวางแผนให้มาพร้อมกัน แต่ก็ติดเรื่อง COVID-19 เขามาติดตั้งระบบไว้หมดแล้ว เหลือแค่เอาชิ้นงานมาประกอบ”

เธอแอบโชว์ภาพตัวอย่างผลงานของศิลปินชาวเนเธอร์แลนด์ทั้งสองแห่ง Studio Drift สตูดิโอศิลปะชื่อดังที่กรุงอัมสเตอร์ดัม มาให้เราชิมลางก่อน

“เราคิดว่าทำยังไงให้ศิลปะและเทคโนโลยีอยู่ร่วมกันได้ เลยนึกถึงงานของ Studio Drift เพราะงานเขาเรียบง่าย แม้จะพูดถึงปรัชญาชีวิต ธรรมชาติ แต่เขาใช้เทคโนโลยีทั้งหมด” ปุ๋มเล่าแนวคิดอันเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอเลือกงานนี้มาใช้

ผลงานชิ้นสำคัญที่ประดับบริเวณโถงล็อบบี้ชื่อ Amplitude

เป็นงานศิลปะเคลื่อนไหวที่แขวนห้อยลงมาจากเพดาน ทำจากหลอดแก้วที่มีหัวท้ายหุ้มด้วยทองเหลืองจำนวนมาก ด้านในมีลูกตุ้มเหล็กถ่วงน้ำหนัก ห้อยเรียงรายกันอยู่กลางอากาศ

งานชิ้นนี้ควบคุมด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้ขยับเป็นจังหวะ จึงดูคล้ายฝูงนกที่กำลังบินถลาร่อนลมอยู่กลางเวหาเมื่อเคลื่อนไหว สร้างชีวิตชีวาให้เกิดในบริเวณทันที

ผลงานอีกชิ้นชื่อว่า Meadow ประดับที่บริเวณ Q Steps

“แนวคิดคือ ของที่มนุษย์สร้างมันจะอยู่นิ่ง แต่อะไรที่เป็นธรรมชาติจะเคลื่อนไหวได้ เลยเอาลักษณะข้อนี้มาทำเป็นดอกไม้ที่ห้อยลงมาจากเพดาน ตัวกลีบดอกทำมาจากไหม แสดงให้เห็นวัฏจักรว่าเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น ดอกไม้บาน เมื่อพระอาทิตย์ตก ดอกไม้หุบ”

แม้โรคระบาดจะพรากโอกาสที่จะได้ชมผลงานของพวกเขาในปีนี้ แต่อีกไม่นานเกินรอ หลังจากจากสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลายแล้ว ทั้งสองศิลปินจากเนเธอร์แลนด์จะบินมาติดตั้งผลงานให้คนไทยได้ชมด้วยตัวเอง

03

ชั้น 15

ถ้าจะให้เล่าเท้าความถึงบทบาทแรกเริ่มขององค์กรนี้ที่มีส่วนช่วยวงการศิลปะ ที่ชัดเจนก็เมื่อ ค.ศ. 2018 งาน Bangkok Art Biennale ครั้งที่ 1 ที่โครงการ One Bangkok ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารเดียวกัน สนับสนุนพื้นที่สำหรับแสดงงานศิลปะผ่านการเปิด BAB Box ขึ้น

ปีนี้ก็เช่นกัน ทั้ง One Bangkok และ The PARQ ได้จัดสรรพื้นที่บางส่วนสำหรับแสดงผลงานศิลปะหลากหลายจากศิลปินชั้นนำในงาน Bangkok Art Biennale 2020 ภายใต้หัวข้อ Escape Routes ศิลป์สร้าง ทางสุข

The PARQ ยกชั้น 15 ให้เป็นที่จัดแสดงผลงานกว่า 25 ชิ้น จากศิลปิน 16 ท่าน แถมแบ่งพื้นที่สวนลอยฟ้าชั้น 3 ให้เป็นที่ตั้งของ BAB Cafe อีกด้วย

The PARQ อาคารออฟฟิศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ จนยกทั้งฟลอร์มาจัดงาน BAB 2020, ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย
The PARQ อาคารออฟฟิศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ จนยกทั้งฟลอร์มาจัดงาน BAB 2020, ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย

ของเด็ดในงานมีทั้งนิทรรศการ Tooth Clinic ที่นำเสนอภาพประสบการณ์วัยเด็กของศิลปิน โน้ต-กฤษดา ภควัตสุนทร ผู้กลัวหมอฟัน นำไปสู่การชี้ให้เห็นความทุกข์ทรมานเบื้องหลังความงามตามมาตรฐาน

นิทรรศการ Woven Chronicle แผนที่โลกที่นอกจากแสดงอาณาเขตดินแดน ยังชี้ให้เห็นการขีดเส้นแบ่งอันก่อให้เกิดความไม่สงบอีกด้วย รีนา ไซนี กัลลัต นำเสนอผ่านลวดไฟฟ้าและลวดหนาม ที่บอกถึงความหนาแน่นของการเดินทางของผู้อพยพ แรงงาน และการค้าข้ามพรมแดน

The PARQ อาคารออฟฟิศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ จนยกทั้งฟลอร์มาจัดงาน BAB 2020, ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย
The PARQ อาคารออฟฟิศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ จนยกทั้งฟลอร์มาจัดงาน BAB 2020, ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย

ปีนี้ ยุรี เกนสาคู ศิลปินผู้มีคาแรกเตอร์ชัดเจนนำเสนอภาพ Liberty Leading the People ซึ่งมีหลักใหญ่ใจความคือการบอกเล่าอุดมการณ์ทางการเมือง ด้วยการนำภาพชื่อดังของ Delacroix อย่าง La Liberté guidant le peuple และภาพของศิลปินฝรั่งเศสท่านอื่นๆ มาวาดใหม่ในทำนองการ์ตูนนิดๆ แฟนตาซีหน่อยๆ

อีกชิ้นที่สำคัญชื่อ Rising ผลงาน Virtual Reality ชิ้นแรกของ มารีนา อบราโมวิช ที่บอกกล่าวสาระแห่งผลกระทบของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง จัดแสดงครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านเครื่องเล่น VR ที่จะสร้างความเห็นอกเห็นใจผ่านประสบการณ์ความกลัวเพื่อปลุกความตระหนักรู้ให้หมู่มนุษย์

One Bangkok และ The PARQ นอกจากจะเป็นมิตรต่อโลกและดีต่อมนุษย์ผู้อาศัยแล้ว ยังเป็นที่รักต่อศิลปะอีกด้วย

The PARQ อาคารออฟฟิศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ จนยกทั้งฟลอร์มาจัดงาน BAB 2020, ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย

04

หว่านพืช หวังผล

The PARQ อาคารออฟฟิศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ จนยกทั้งฟลอร์มาจัดงาน BAB 2020, ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย
งานศิลปะที่ One Bangkok

ผลอะไรที่คุณอยากเห็นจากการทำ The PARQ Collection และแบ่ง The PARQ บางส่วนมาใช้เพื่อกิจกรรมทางศิลปะอย่าง BAB 2020 เราถาม

“สำหรับศิลปิน นี่คือเวทีของเขา คือโอกาสอันท้าทายในการพัฒนาตัวเอง พัฒนาทีม และในที่สุดคือการพัฒนาวงการศิลปะในประเทศเรา ปุ๋มจะดีใจมากถ้าศิลปินได้แจ้งเกิดจากเวทีนี้ ได้ไปเมืองนอก หรือมีคนมาจ้างงานต่อ 

“ในเชิงสำนักงาน มันต้องทำได้มากกว่าแค่เป็นที่ให้คนมาทำงานแล้วกลับบ้าน การมีงานศิลปะที่สวยงามมีส่วนช่วยกระตุ้นบรรยากาศ เติมพลังในการทำงาน ช่วยปลอบประโลมยามเหนื่อยล้าได้

The PARQ อาคารออฟฟิศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ จนยกทั้งฟลอร์มาจัดงาน BAB 2020, ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย
งานศิลปะที่ One Bangkok
The PARQ อาคารออฟฟิศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ จนยกทั้งฟลอร์มาจัดงาน BAB 2020, ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย
งานศิลปะที่ One Bangkok

“ในระดับสังคม ศิลปะคือเครื่องบ่งชี้ความเจริญ ทั้งในเชิงวัตถุหรือด้านจิตใจ ช่วยยกระดับอาคาร ยกระดับย่าน เมือง และผลักดันสังคมให้เดินไปในทิศทางที่ดี อย่างน้อยคนก็จะคุ้นชินว่าศิลปะมันอยู่ใกล้ตัวเราเสมอ และช่วยปลุกความตระหนักรู้เรื่องศิลปะในตัวคนไทยได้ยิ่งขึ้นด้วย”

ภาพฝันสูงสุดของปุ๋มคือการได้เห็นอะไรแบบนี้ในกรุงเทพฯ และทั่วประเทศเรามากขึ้น และเธอก็เชื่อว่าสังคมไทยเรากำลังเดินทางไปในทิศทางที่ถูกที่ควร

The PARQ อาคารออฟฟิศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ จนยกทั้งฟลอร์มาจัดงาน BAB 2020, ปุ๋ม-จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย
งานศิลปะที่ One Bangkok

“ตอนนี้ก็ดีใจว่ามีแกลเลอรี่เยอะขึ้น เอกชนก็เริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น แม้ว่าเขาจะใช้ศิลปะเพื่อการตลาดหรือเพื่อนำเสนอแบรนด์เขาก็ตาม อย่างน้อยมีการจ้างงานศิลปิน ยิ่งมีงาน BAB ยิ่งช่วย เพราะคนจะเริ่มรับรู้ว่ามีงานศิลปะอยู่ในที่ทั่วไป ไม่ใช่เรื่องไกลตัว”

นอกจาก The PARQ จะเป็นตึกสีเขียวต่อโลก เป็นตึกสีทองต่อวงธุรกิจและย่านนั้นแล้ว ยังเป็นตึกสีรุ้งที่เปิดกว้างสำหรับศิลปินและนักสร้างสรรค์ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปในอนาคต

The PARQ

เลขที่ 88 ถนนรัชดาภิเษก แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 (แผนที่)

เว็บไซต์ : www.theparq.com

วันเวลาทำการ : ทุกวัน 10.00 – 22.00 น.

โทรศัพท์ 02 080 5700

Bangkok Art Biennale 2020 at The PARQ

เข้าชมฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

วันที่เปิดให้เข้าชม : 12 ตุลาคม 2563 – 31 มกราคม 2564

เวลาเปิด-ปิด : 10.00 – 20.00 น.

ระยะเวลาชมโดยเฉลี่ย : 90 นาที

การเดินทาง : รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ทางออกที่ 2

เว็บไซต์ : www.bkkartbiennale.com/venue/the-parq

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

อยู่เมืองไทย ใครเลยจะไม่เคยเห็นครุฑ

สัตว์ใหญ่ในตำนาน อมนุษย์ครึ่งคนครึ่งนก พาหนะของพระนารายณ์ผู้ทรงเป็นหนึ่งในสามมหาเทพในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู สัญลักษณ์แทนองค์พระมหากษัตริย์

คติความเชื่อที่ไล่เรียงมาข้างต้น ล้วนเป็นคำตอบว่าทำไมครุฑจึงมีความศักดิ์สิทธิ์และสำคัญยิ่งในสังคมไทย แม้ว่าเราทุกคนจะไม่เคยเห็นครุฑองค์เป็น ๆ แต่ศิลปะรูปครุฑกลับปรากฏอยู่ทั่วทุกแห่งหน ทั้งในจิตรกรรมฝาผนัง วัตถุมงคล ผืนธง ตราแผ่นดิน ไปจนกระทั่งประติมากรรมหน้าห้างร้านหรือธนาคารต่าง ๆ ที่เด็กทุกคนน่าจะเคยถูกผู้ใหญ่ชี้ชวนให้ดูกันทั้งนั้น

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

แต่จะมีสถานที่ใดในไทย (และในโลก) ที่มีครุฑให้เห็นมากเท่าที่นี่ไหม

ทดคำถามนี้ไว้ในใจ แล้วให้ตัวอักษรพาทุกท่านเยี่ยมยลพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไปพร้อม ๆ กัน

ครุฑหน้าธนาคาร

หลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อนว่า ตราครุฑที่ติดอยู่หน้าธนาคารเรียกว่า ‘ตราตั้งห้าง’ หรือ ‘ตราตั้ง’ เป็นรูปครุฑพ่าห์หรือครุฑซึ่งเป็นพาหนะ ตราครุฑพ่าห์ (พระครุฑพ่าห์) ถูกใช้ในส่วนราชการมาช้านาน ก่อนจะมีการออกแบบตราครุฑพ่าห์สำหรับใช้เป็นตราตั้งห้างของภาคเอกชนให้มีลักษณะต่างกันเล็กน้อย ธุรกิจเอกชนสามารถขอตราตั้งห้างประดับอาคารที่ทำการได้ ด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากสำนักพระราชวัง ซึ่งมีเงื่อนไขว่ากิจการนั้นจะต้องปลอดหนี้สิน ทำธุรกิจด้วยความสุจริต และทำคุณประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง เป็นต้น

ธนาคารเอกชนมากมายได้รับพระบรมราชานุญาตให้ใช้ติดตั้งตราครุฑ หลายแห่งยังดำเนินกิจการอยู่ ขณะที่บางแห่งก็สิ้นชื่อไปจากสารบบนานแล้ว ตัวอย่างเช่น ‘ธนาคารนครหลวงไทย’ ซึ่งควบรวมกิจการกับธนาคารธนชาตไปเมื่อ พ.ศ. 2554

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

เนื่องจากนครหลวงไทยเป็นธนาคารเก่าแก่ ก่อตั้งในสมัยรัชกาลที่ 8 ประกอบธุรกิจการเงินนานกว่า 70 ปี ในวันที่ยุบรวมกับธนชาต ย่อมเป็นธรรมดาที่ธนาคารนี้จะได้รับพระราชทานครุฑ แต่เมื่อกิจการถูกโอนสู่มือเจ้าของใหม่อย่างธนาคารธนชาต องค์ครุฑที่เคยกางปีกเป็นสง่าอยู่หน้าสาขาธนาคารนครหลวงไทยทั่วประเทศจำต้องถอดลงตามกฎหมาย แต่แทนที่จะเก็บครุฑทั้งหมดไว้ให้เปล่าดาย ผู้บริหารธนาคารกลับเล็งเห็นคุณค่าของตราครุฑพระราชทานเหล่านี้

จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑ’ ที่รวบรวมองค์ครุฑจากธนาคารนครหลวงไทยสาขาต่าง ๆ มาจัดแสดงไว้ที่บางปู

ในระยะแรก พิพิธภัณฑ์ครุฑสงวนไว้ให้เข้าชมได้เฉพาะผู้ติดต่อเข้ามาเป็นกรณีพิเศษ เช่น คณะนักเรียนที่เข้ามาทัศนศึกษา กระทั่งธนาคารธนชาตได้ควบรวมกิจการกับธนาคารทหารไทยใน พ.ศ. 2564 และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) ที่นี่จึงเปิดสู่สาธารณชนเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

“พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้ ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสังคมเพื่อความยั่งยืนของทีทีบี ที่เราได้วางแนวทางการทำกิจกรรมเพื่อสังคมในหลากหลายมิติ ทั้งด้านเยาวชน ชุมชน และการจุดประกายความเป็นไทย ซึ่งองค์ครุฑอยู่คู่กับสังคมไทยมายาวนาน เป็นสัญลักษณ์แห่งความกตัญญู ความซื่อสัตย์ และความดีงาม ซึ่งไม่ว่าโลกจะทันสมัยไปอีกสักแค่ไหน แต่ 3 สิ่งนี้ยังเป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่เราควรรักษา”

คุณกาญจนา โรจวทัญญู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการตลาดและประสบการณ์ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวกับพวกเราชาว The Cloud ไว้

“พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีความเฉพาะตัว ด้วยเรื่องราวของพญาครุฑ การอนุรักษ์และจัดแสดงครุฑพระราชทานกว่า 150 องค์ รวมถึงการถ่ายทอดเรื่องราวที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่จะส่งผ่านถึงคนรุ่นหลังให้ตระหนักถึงคุณค่าขององค์ครุฑ ในรูปแบบการจัดแสดงที่ทันสมัยทั้งแอนิเมชันและมัลติมีเดียที่เหมาะกับผู้ชมทุกวัย เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับทุกคนในครอบครัว ซึ่งการเปิดให้ชมสำหรับบุคคลทั่วไปครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี จึงนับเป็นโอกาสดีที่พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้จะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรมที่คนไทยทุกคนจะได้ร่วมภาคภูมิใจ”

ครุฑองค์ใหญ่

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

สิ่งแรกที่ทุกคนจะได้เห็นเมื่อมุ่งหน้ามาถึงพิพิธภัณฑ์ครุฑในนิคมอุตสาหกรรมบางปู ซอย 9A ก็คือประติมากรรมรูปครุฑองค์ใหญ่สูงกว่า 4 เมตร สยายปีกต้อนรับผู้มาเยือนอยู่เหนือป้ายชื่อพิพิธภัณฑ์ สีสันที่ลอกเลือนตามกาลเวลาบอกให้รู้ว่าครุฑองค์ใหญ่นี้มีอายุไม่ต่ำกว่าครึ่งศตวรรษ

ครุฑองค์นี้ได้รับการอัญเชิญมาจากหน้าสำนักงานใหญ่ของอดีตธนาคารนครหลวงไทยบนถนนเพชรบุรี ไม่นานหลังเกิดการรวมกิจการเมื่อ พ.ศ. 2554 พร้อมกับเสียงร่ำลือมากมายเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของพญาครุฑองค์นี้ จึงเกิดเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เจ้าหน้าที่จะเชื้อเชิญให้ทุกคนที่มาเยี่ยมเยือนได้จุดธูปสักการะครุฑองค์ใหญ่ก่อนเข้าชมพิพิธภัณฑ์ 

ตึกทรงครุฑ

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้อยู่ในอาคารหลังเดียวกับศูนย์ฝึกอบรมธนาคารธนชาต บางปู

ตอนที่ถอดครุฑลงจากธนาคารนครหลวงไทยแต่ละสาขา องค์ครุฑพระราชทานเหล่านั้นก็ได้รับการอัญเชิญมาไว้ศูนย์ฝึกอบรม ซึ่งเป็นเรื่องบังเอิญมากที่อาคารนี้มีปีกยื่นออกไปสองข้าง แผนผังคล้ายกับพญาครุฑในอิริยาบถกางปีกอันคุ้นตา หากมองมาจากมุมสูง

สถานที่นี้จึงเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้ประดิษฐานองค์ครุฑซึ่งอัญเชิญมาจากทั่วสารทิศ โดยพื้นที่ที่ใช้เป็นพิพิธภัณฑ์คืออาคารกลางและปีกขวาบางส่วน

ภายในพิพิธภัณฑ์มี 2 ชั้น แบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็น 6 ส่วน มีเจ้าหน้าที่พาชมและคอยให้ความรู้เป็นรอบ ๆ เพื่อให้ผู้เข้าชมทุกชีวิตก้าวสู่โลกของพญาครุฑไปพร้อม ๆ กัน

โถงต้อนรับ

ประตูบานเลื่อนอัตโนมัติสองบานตั้งขนาบกลางป้ายประกาศสรรพคุณของที่นี่ว่า ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งแรกและแห่งเดียวในอาเซียน’ เพราะแม้ว่าเรื่องเล่าความเชื่อเกี่ยวกับพญาปักษีจะมีอยู่ทั่วอุษาคเนย์ แต่ก็ไม่มีพิพิธภัณฑ์ใดในภูมิภาคนี้ที่มีครุฑเป็นธีมหลัก นอกจากที่นี่

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

เมื่อเราย่างเท้าผ่านประตูบานนี้ไป สายตาก็จะเผชิญกับผนังทรงโค้งวาดลวดลายธรรมชาติของป่าหิมพานต์ ความเจ๋งของฝาผนังนี้อยู่ที่ QR Code ซึ่งสแกนเพื่อใช้ฟิลเตอร์ใหม่ในอินสตาแกรมสตอรี่ได้ หากนำกล้องมือถือไปส่องกับผนัง ก็จะพบภาพกราฟิก AR (Augmented Reality) เล่าขานศึกสายเลือดระหว่างครุฑกับนาคโดยมีป่าหิมพานต์เป็นพื้นหลัง

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ
พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

ส่วนจัดแสดงนี้ยังมีห้องฉายภาพยนตร์สั้นที่จะพาผู้ชมไปรู้จักประวัติพิพิธภัณฑ์ และเรื่องราวเบื้องต้นของพญาครุฑ เริ่มตั้งแต่จุดกำเนิด ข้อแตกต่างระหว่างครุฑในศาสนาฮินดูกับพุทธ ธรรมชาติของครุฑ ฯลฯ เพื่อปูทางความรู้เรื่องครุฑก่อนไปชมส่วนจัดแสดงต่อไป

ครุฑพิมาน

เสร็จจากการเยี่ยมชมพื้นที่จัดแสดงชั้นล่าง เจ้าหน้าที่ก็จะพาเราทุกคนขึ้นไปชั้นบนโดยผ่านบันไดที่ตกแต่งด้วยก้อนหินและสุมทุมพุุ่มไม้หนาทึบประหนึ่งผืนป่าใจกลางตึก

ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะชั้นบนของพิพิธภัณฑ์เป็นภาพจำลองของป่าหิมพานต์ตามคติความเชื่อของชาวไทยในอดีต ซึ่งภาพจำลองนั้นยิ่งดูแจ่มชัดขึ้นเมื่อเราไปถึงส่วนจัดแสดงที่สองอันมีชื่อว่า ‘ครุฑพิมาน’

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

โถงใหญ่กลางชั้นสองคือห้องเรียนจักรวาลไตรภูมิ และดินแดนในเทพนิยายอย่างป่าหิมพานต์ ป่าเชิงเขาพระสุเมรุ อันเป็นที่อยู่ของสิงสาราสัตว์นานาชนิด

ช่องว่างกลางโถงถูกดัดแปลงเป็นสระอโนดาต สระน้ำหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตที่ไม่มีวันแห้งเหือดตราบเท่าที่กลียุคยังไม่มา มุมสระทั้ง 4 ทิศมีทางน้ำไหลระบายออกจากปากสัตว์มงคล 4 ชนิด ประกอบด้วยราชสีห์ ช้าง ม้า และโค รอบพื้นที่จัดแสดงเดียรดาษไปด้วยต้นไม้ สัตว์หิมพานต์ ฤๅษี คนธรรพ์ วิทยาธร รวมถึงต้นไม้ประหลาดอย่าง ‘นารีผล’ หรือ ‘มักกะลีผล’ ที่ออกผลเป็นหญิงสาววัยแรกรุ่น มีหน้าตาสะสวยราวนางอัปสร ดึงดูดให้เหล่าเทวดาเพศชายพากันหมายปองและแย่งชิงกันเด็ดไปเชยชม

นครนาคราช

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

เมื่อพูดถึง ‘ครุฑ’ ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะหลีกเลี่ยงการพูดถึง ‘นาค’ ซึ่งเป็นพี่น้องต่างมารดาและศัตรูตัวฉกาจของเจ้าแห่งนก

ส่วนจัดแสดงที่ 3 มีชื่อว่า ‘นครนาคราช’ ซึ่งมาในธีมโลกบาดาล ฉากพรรณไม้ในป่าหิมพานต์เมื่อห้องที่แล้วถูกแทนที่ด้วยสีน้ำเงินของเกลียวคลื่นและผืนสมุทร เมื่อมาถึงห้องนี้ ผู้เข้าชมจะได้รู้จักความเชื่อเรื่องโลกบาดาลในพุทธศาสนา บทบาทของพญานาคผู้ยิ่งใหญ่ในฐานะสัตว์พาหนะของพระนารายณ์ขณะบรรทมอยู่เหนือเกษียรสมุทร ปิดท้ายด้วยตำนานความบาดหมางระหว่างพญานาคกับพญาครุฑที่เป็นพี่น้องต่างมารดาของกัน แต่กลับต้องบาดหมางกันเพราะนางวินตา มารดาพญาครุฑตกเป็นทาสของนางกัทรุ มารดาแห่งนาค 1,000 ตน นานถึง 500 ปี พญาครุฑจึงใช้สติปัญญาของตนชิงเอาน้ำอมฤตไปไถ่ความเป็นทาสแก่ผู้ให้กำเนิดได้สำเร็จ เป็นเหตุให้นาคกับครุฑกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันสืบมา

อมตะเจ้าเวหา

ส่วนจัดแสดงที่ 4 มีลักษณะเป็นห้องทรงกลมโอบล้อมด้วยประติมากรรมครุฑพ่าห์ 

เมื่อสาวเท้าเข้าสู่ห้องนี้ รอบตัวเราจะมืดสนิท ก่อนที่แสงแรกจะฉายฉานขึ้นบนหน้าจอทรงโค้ง เพื่อสดุดีคุณธรรมอันสูงส่งขององค์ครุฑ อันได้แก่ความกล้าหาญ ความเสียสละ และความกตัญญูกตเวทิตา

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

แอนิเมชันลายเส้นสวยในห้องนี้บรรยายเหตุการณ์ตอนที่พญานาคตั้งข้อแลกเปลี่ยนกับพญาครุฑให้ไปชิงน้ำอมฤตมาเพื่อปลดปล่อยนางวินตาสู่ความเป็นไทอีกครั้ง แม้ว่าพระนารายณ์จะเสด็จขึ้นมาจากการบรรทมหลับกลางทะเลน้ำนมเพื่อหยุดยั้งการชิงน้ำอมฤตของพญาครุฑ แต่พญาครุฑก็ยังดึงดันจะช่วยมารดาให้ได้ทั้งที่ต้องเสี่ยงถึงชีวิต ทั้งสองฝ่ายจึงประจัญบานกัน ผลลงเอยที่ไม่มีฝ่ายใดแพ้หรือชนะ พระนารายณ์จึงทรงแลกเปลี่ยนกับครุฑ ด้วยการขอใช้ครุฑเป็นพาหนะยามที่พระองค์เสด็จไปไหนต่อไหน และทรงยินยอมให้ครุฑอยู่ในตำแหน่งสูงกว่าพระองค์ พร้อมประทานความเป็นอมตะให้ เป็นที่มาของชื่อห้อง ‘อมตะเจ้าเวหา’

ล้นเกล้าจอมราชัน

แอนิเมชันอันน่าตื่นเต้นจบลงพร้อมกับความรู้ที่เพิ่มพูนขึ้น ผู้เข้าชมอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ได้เข้าใจกันแล้วว่าเหตุใดพญาครุฑถึงมีความผูกพันกับพระนารายณ์อย่างแนบแน่น แต่ขณะเดียวกัน หลายคนก็อาจเกิดความฉงนใจก้อนใหม่ขึ้นมาแทนว่า ครุฑเกี่ยวข้องอย่างไรกับชาติไทย สัญลักษณ์รูปครุฑจึงโผล่มาอยู่ในเอกสารราชการให้เราเห็นได้แทบทุกวัน

‘ล้นเกล้าจอมราชัน’ ส่วนจัดแสดงที่ 5 ให้คำตอบเรื่องนี้ได้ดีเยี่ยม ด้วยสื่อผสมผสานทั้งวิดีโอและป้ายให้ข้อมูล ทำให้ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้รู้ว่าศิลปกรรมรูปครุฑนั้นพบในดินแดนไทยมาตั้งแต่ยุคทวารวดีแล้ว ก่อนจะทวีความสำคัญขึ้นในสมัยอยุธยา เมื่อตรา ‘ครุฑพ่าห์’ เริ่มได้รับการใช้เป็นสัญลักษณ์เชื่อมโยงกับพระมหากษัตริย์ เหตุเพราะคติเทวราชที่ไทยรับมาจากเขมรมีความเชื่อว่า พระมหากษัตริย์เป็นอวตารของพระนารายณ์ ผู้ทรงครุฑเป็นพาหนะ

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

สื่อจัดแสดงในห้องนี้เล่าย้อนประวัติศาสตร์ตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงยุคปัจจุบัน อธิบายสาเหตุที่ธงตราครุฑบนพื้นเหลืองอันมีชื่อเรียกว่า ‘ธงมหาราช’ ต้องถูกเชิญขึ้นเหนือเสาพระราชวังเมื่อพระมหากษัตริย์ไทยประทับอยู่ การออกแบบตราครุฑพ่าห์โดยฝีพระหัตถ์เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ หรือมูลเหตุที่ตราครุฑพ่าห์กลายเป็นตราแผ่นดินไทยสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 

นอกจากนี้ ด้วยความที่พิพิธภัณฑ์ครุฑเปิดทำการครั้งแรกใน พ.ศ. 2554 อันเป็นปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ พื้นที่หนึ่งในส่วนจัดแสดงนี้จึงถูกใช้บอกเล่าเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในรัชสมัย เพื่อเทิดพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดินที่ครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

ห้องจัดแสดงครุฑ

ห้องที่เป็นทั้งไฮไลต์และจุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ์ครุฑ ถือเป็นส่วนจัดแสดงสุดท้ายที่เราจะได้ชมกัน

ห้องโถงใหญ่ที่ผนังด้านหนึ่งเจาะหน้าต่างยาวตลอดแนว คือสถานที่ประดิษฐานครุฑตราตั้งห้างพระราชทานทั้ง 150 องค์ ซึ่งรับรองได้ว่าไม่มีที่ใดรวบรวมงานศิลปะเฉพาะตราครุฑไว้มากเท่าที่นี่มาก่อน

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

องค์ครุฑที่เห็นอยู่นี้ส่วนใหญ่เป็นงานไม้ ย้ายมาจากธนาคารนครหลวงไทยกว่า 100 สาขา ต่างได้รับการดูแลรักษาให้คงอยู่ในสภาพเดิมวันที่อัญเชิญมาจากแหล่งเก่า โดยที่ไม่มีการซ่อมแซมแก้ไขเลยแม้แต่จุดเดียว เพื่อให้เห็นความเก่าแก่และสภาพจริงของครุฑองค์นั้นนั้น

การจะอัญเชิญองค์ครุฑมาจัดแสดงรวมกันที่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายเอาเสียเลย เพราะว่าครุฑเป็นของสูง เจ้าหน้าที่ผู้รับบทวิทยากรนำชมได้เล่าให้เราฟังว่า ก่อนจะเชิญแต่ละองค์ลงจากอาคารที่ติดตั้งไว้ ต้องมีการปิดตาครุฑเสียก่อน เพื่อไม่ให้สัตว์กึ่งเทพที่ปกติอยู่บนที่สูงเช่นครุฑมองในที่ต่ำ เมื่ออัญเชิญมาถึงพิพิธภัณฑ์ครุฑแล้วจึงต้องทำพิธีเบิกเนตรเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกครั้งหนึ่ง

ทอดสายตาดูครุฑที่ประดับอยู่บนผนังและบนแท่นกลางห้อง แม้มองเพียงผ่าน ๆ ตาก็จะดูรู้ว่าครุฑแต่ละองค์มี ‘ครุฑลักษณะ’ แตกต่างกันทั้งสิ้น ทั้งนี้ก็เพราะครุฑที่เห็นอยู่เป็นผลงานของนายช่างคนละคนกัน ต่างคนก็ต่างฝีมือ ต่างแนวคิด ต่างค่านิยมในการสร้าง ยังผลให้ครุฑเกือบทุกองค์ดูผิดแผกจากกันด้วยสรีระ ใบหน้า เครื่องทรง ไปจนถึงสีสันผ้านุ่งที่สวมใส่

อ้อ มาถึงห้องนี้แล้วอย่าลืมมองหาครุฑองค์แรกของธนาคารนครหลวงไทย กับครุฑจากสาขาเยาวราชด้วยนะ แล้วตอบตัวเองให้ได้ด้วยล่ะว่าครุฑสององค์นี้มีความพิเศษอย่างไรบ้าง

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

พิพิธภัณฑ์ครุฑ โดยธนาคารทหารไทยธนชาต กำลังจะเปิดให้ชมอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน 2565 โดยจะเปิดให้ชมเฉพาะวันศุกร์และเสาร์วันละ 3 รอบ ได้แก่ เวลา 10.00 น., 13.00 น. และ 15.00 น. มีผู้นำชมทุกรอบ และไม่มีค่าใช้จ่าย

เรื่องการเดินทาง ถึงแม้พิพิธภัณฑ์จะอยู่ไกลจากถนนใหญ่สักหน่อย แต่อย่าเพิ่งกังวลไป เพราะทางธนาคารได้จัดรถตู้คอยจอดรอรับ-ส่ง จากพิพิธภัณฑ์เคหะ วันละ 3 รอบ ตามเวลาเข้าชม

ส่วนใครที่อยากเข้าชม แต่ไปไม่ได้ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ก็ไม่ต้องเสียใจอีกเช่นกัน เพราะพิพิธภัณฑ์ครุฑเปิดให้ชมทางออนไลน์ที่ Garuda Virtual Tour 

นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่จะเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กับพวกเราคนไทยว่า ครุฑนั้นมีเรื่องราวที่น่าสนใจมากกว่าจะเป็นแค่ตราสัญลักษณ์ที่เห็นบ่อยจนชินชา

พิพิธภัณฑ์ครุฑ โดยธนาคารทหารไทยธนชาต

ที่ตั้ง : นิคมอุตสาหกรรมบางปู ซอย 9A ตำบลแพรกษาใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : วันศุกร์-เสาร์ เวลา 10.00 น., 13.00 น., 15.00 น.

โทรศัพท์ : 09 8882 3900

เว็บไซต์ : /www.ttbfoundation.org/th/garudamuseum/

หมายเหตุ

ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ครุฑจะได้รับของที่ระลึกเป็นแผ่นผ้าองค์ครุฑ พร้อมข้อความแสดงถึงคุณธรรมสำคัญที่องค์ครุฑทั้งสามข้อ เฉพาะผู้เข้าชม 500 ท่านแรกเท่านั้น

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load