ดอกไม้เป็นสัญลักษณ์แห่งความสวยงาม ความรุ่มรวยอุดมสมบูรณ์ และการส่งต่อความสุขในหลากหลายวัฒนธรรม เราจึงอยากเริ่มต้นปีด้วยการชวนทุกท่านไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ หรือ The Museum of Floral Culture ก่อตั้งโดย คุณสกุล อินทกุล ศิลปินนักจัดดอกไม้ชื่อดังของเมืองไทย ถือเป็น ส.ค.ส. จากเราสู่ผู้อ่านทุกๆ ท่านในวาระดิถีขึ้นปีใหม่นี้เสียเลย

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

พิพิธภัณฑ์นี้ซ่อนตัวอยู่ในซอยองค์รักษ์ 13 ย่านสามเสน อยู่ไม่ไกลจากปากซอย เมื่อย่างก้าวแรกเข้ามาในบริเวณบ้านไม้สักทรงโคโลเนียลโบราณ เราได้รับการทักทายจากต้นกร่างโบราณที่แผ่กว้างอยู่กลางลานบ้าน แต่ละกิ่งประดับด้วยเส้นดอกรักประกอบกับดอกดาวเรืองสีเหลืองสว่างที่ถูกร้อยไว้ตรงปลาย ทิ้งตัวลงมากว่าร้อยเส้น แกว่งไหวคละไปกับยี่เป็ง และกลิ่นกล้วยไม้ที่ลอยตามลมมาจางๆ ให้ความรู้สึกร่มเย็นและวิจิตรงดงามตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าไปในพิพิธภัณฑ์

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

เจ้าหน้าที่บอกเราว่า ต้นไม้ต้นนี้น่าจะอยู่กับบ้านตั้งแต่สมัยที่ถนนเคยเป็นคลองเชื่อมกับแม่น้ำเจ้าพระยา โดยบริเวณนี้เรียกว่า ซอยองครักษ์ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่รัชกาลที่ 6 พระราชทานให้เป็นที่พำนักแก่องค์รักษ์ของพระองค์ หากไปสืบดูโฉนดจะเห็นว่าเป็นบ้านของเจ้าพระยาท่านต่างๆ อย่างหลังถัดไปก็ตกทอดมาจากพระยาพิชัยรณรงค์สงคราม ส่วนหลังนี้เดิมทีเป็นของใครยังไม่ทราบแน่ชัด ที่ทราบคือเจ้าของคนล่าสุดอนุญาตให้คุณสกุล อินทกุล เช่าเป็นกรณีพิเศษเพื่อทำเป็นพิพิธภัณฑ์มา 7 ปีแล้ว

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

ที่นี่เปิดให้เข้าชมเป็นรอบ (มีทั้งรอบบรรยายภาษาไทยและอังกฤษ) แต่ละรอบมีผู้นำชมนิทรรศการถาวรด้านในที่จัดแสดงอยู่ใน 7 ห้องด้วยกัน

ว่าแล้วเราจึงจัดการซื้อตั๋ว แล้วเดินลอดตั่งทอหลากสีสัน จัดแจงถอดรองเท้า แล้วเข้าไปชมนิทรรศการด้านในของบ้านด้วยกันในรอบแรกของวันนั้นทันที 

ยุครุ่งเรื่องของการจัดดอกไม้

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์
พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

เมื่อเข้ามาในห้องแรกที่มีชื่อว่า ‘ห้องภาพดุสิต’ เรามองเห็นรูปถ่ายขาวดำในกรอบทองติดไว้บนผนังสีขาวละลานตารอบห้อง แต่ก่อนที่จะไปพินิจดูแต่ละรูป เรากลับสะดุดตากับอีกสิ่งหนึ่งที่ด้านซ้ายของประตู นั่นคือชั้นที่มีหนังสือเล่มเล็กใหญ่ว่าด้วยศาสตร์ต่างๆ เกี่ยวกับรุกขชาติ ตั้งแต่การจำแนกชนิดพันธุ์ ไปจนถึงวิธีการจัดตกแต่งออกแบบทั้งหลาย จัดเรียงกันอยู่แน่นเอี้ยดเสมือน ‘หอสมุด’ ขนาดย่อมก็ว่าได้ โดยที่แห่งนี้ถือเป็น ‘คลังสมอง’ ของคุณสกุล ที่ถูกใช้ค้นคว้าหาไอเดียสร้างสรรค์ผลงานอยู่เสมอ

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

ในหนังสือ Dok Mai Thai (ดอกไม้ไทย) คุณสกุลท้าวความว่า ประเพณีการจัดดอกไม้ของไทยนั้นย้อนไปถึงเรื่องราวของนางนพมาศหรือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ซึ่งพูดถึงวิธีการเย็บใบตองเป็นกระทงในสมัยสุโขทัย ต่อมาในสมัยอยุธยามีเพียงภาพวาดฝาผนังในวัดราชบูรณะที่แสดงให้เห็นถึงการจัดดอกไม้บูชาอยู่บ้าง

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

พอมาในยุครัตนโกสินทร์ มีบันทึกของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่เล่าว่า เจ้าจอมมารดาตานีในรัชกาลที่ 1 โปรดปรานและมีฝีมือในด้านการจัดดอกไม้ ซึ่งสิ่งนี้ยังตกทอดมาในตระกูลบุนนาคจวบจนปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี ยุคที่งานดอกไม้รุ่งเรืองที่สุดคงหนีไม่พ้นยุคของรัชกาลที่ 5 งานดอกไม้ในเวลานั้นถือเป็นกิจกรรมสำคัญสำหรับหญิงในตำหนักฝ่ายใน พัฒนากรรมวิธีให้วิจิตรซับซ้อนและงดงามอย่างอัศจรรย์ นอกจากนี้ ยังมีอิทธิพลมาจากต่างชาติด้วย อย่างที่เราเห็นได้ในภาพถ่ายที่จัดแสดงในห้องภาพดุสิตนี้ เช่น ‘พวงมาลารูปโคมจีน’ ฝีพระหัตถ์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสมรรัตรสิริเชษฐ์ ที่มีรูปทรงเป็นสามมิติ แตกต่างจากเครื่องแขวนแบบสองมิติตามขนบดั้งเดิม แถมยังมีอีกหลายชิ้นที่ทรงคล้ายกับโคมแชนเดอเลียร์ตะวันตก สันนิษฐานว่าอาจได้รับอิทธิพลมาจากครูในราชสำนักช่วงนั้น คือ แหม่มมแอนนา ลีโอโนเวนส์ นั่นเอง

ในยุคนี้เริ่มมีการแต่งแจกันให้เป็นทรงบาน ตามภาพจะเห็นว่ามีการใช้ดอกบัวหลวง ผสมซ่อนกลิ่นบ้าง อีกทั้งใช้พวงมาลาประดับประดาพิธีการต่างๆ อย่างในภาพ ‘ขบวนรถบุปผชาติ’ เป็นการหยิบพาหนะจักรกลร่วมสมัยขณะนั้นมาตกแต่งด้วยช่อดอกไม้ แล้วจัดเป็นขบวนเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์

ส่วนการร้อยมาลัยก็ถูกพัฒนาขึ้นเช่นกัน โดยมีสิ่งที่เรียกว่า ‘มาลัยชายครุย’ เป็นมาลัยดอกไม้ที่ผู้ชายใช้พันพาดคาดอกแทนสายสะพายในโอกาสพิเศษ คิดค้นโดยเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (เจ้าคุณจอมมารดาแพ) เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีเรื่องนวัตกรรมที่ถูกนำเข้ามา เช่น เรือนกระจก ที่ปรากฏในภาพถ่ายจากพระที่นั่งวิมานเมฆ บรรจุเลี้ยงทั้งเฟิร์น กล้วยไม้ และพันธุ์ไม้ดอกแปลกถิ่นนานาชนิด เป็นที่โปรดปรานของชนชั้นสูงอย่างมาก

ความเชื่อแห่งบุปผา

ห้องถัดมามีชื่อว่า ‘โลกแห่งวัฒนธรรมดอกไม้’ จัดแสดงวัตถุ และเรื่องราววัฒนธรรมดอกไม้จากหลากหลายประเทศในเอเชียที่คุณสกุลได้ไปประสบและนำมาสะสมไว้ สำหรับเราทั้งหมดมีจุดร่วมเดียวกัน คือการใช้ดอกไม้ควบคู่ความเชื่อ เช่น มาลัยของอินเดีย ที่ใช้เชือกบิดพันดอกไม้เข้าด้วยกัน ไม่ใช่เข็มที่เป็นของแหลมทิ่มแทงดอกแบบบ้านเรา เพราะถือว่าไม่มงคลสำหรับการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

ภาพประเพณีการไหว้พระจันทร์แบบจีนที่นิยมใช้ดอกเบญจมาศหรือโบตั๋น กระทงเล็กๆ หรือชะนัง (Canang Sari) ที่คนบาหลีสานไว้วางดอกไม้ พรมน้ำมนต์ และนำไปไหว้หน้าบ้าน เพื่อแสดงความเคารพต่อเทพเจ้าทางศาสนาฮินดู โดยดอกไม้สีแดงแทนพระพรหม สีขาวแทนพระอิศวร สีเหลืองแทนพระศิวะ และสีเขียวหรือฟ้าแทนพระวิษณุ รวมถึงพานจากพม่าหรือต้นดอกจากลาว ที่เป็นโครงสำหรับประดับดอกไม้สำหรับถวายพระในพุทธศาสนา ไปจนถึงประเทศที่ภูมิศาสตร์ไม่เอื้อต่อการบานของดอกไม้ อย่างทิเบต เขาก็ยังกวนแป้ง น้ำชา นม เนย แล้วปั้นและแต่งสีเพื่อเป็นดอกไม้บูชา หรือโทม่า (Toma) ตามความเชื่อของเขา

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์
พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

ห้องนี้ยังจัดแสดงโบราณวัตถุชิ้นเดียวของที่นี่ คือคัมภีร์ผ้าว่าด้วยการจัดดอกไม้แบบโชกะ เขียนด้วยคันจิโบราณ อายุ 200 กว่าปี ปลายยุคเอโดะ ตรงกับช่วงกรุงศรีอยุธยาสมัยปกครองโดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (ค.ศ. 1756) ซึ่งการจัดดอกไม้ในญี่ปุ่นก็เชื่อมโยงกับความสงบนิ่งของจิตวิญญาณเช่นกัน

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

ในห้องที่ต่อกัน ‘ห้องอุโบสถดอกไม้’ มีการจำลองงานแห่ต้นดอกไม้สีสันสดใสฝีมือชาวบ้านของวัดศรีโพธิ์ชัย จังหวัดเลย ที่นิยมจัดขึ้นในช่วงสงกรานต์ของทุกปี ว่ากันว่าจัดติดต่อกันมาหลายร้อยปี ตามความเชื่อว่าเป็นสิริมงคล ที่ได้นำดอกไม้มาบูชาพระรัตนตรัย ทำให้อยู่ดีมีสุข ฝนตกต้องตามฤดูกาล

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

เทคนิคที่ผสานคณิตศาสตร์กับศิลปศาสตร์

ทราบมาว่าคุณสกุล ในตอนแรกเรียนจบด้านวิศวะจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

ต่อมาจึงฝึกฝนและเปลี่ยนเส้นทางมาประสบความสำเร็จจากงานประดิษฐ์ดอกไม้ ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจฟังดูแปลก จนเมื่อเราได้มาดูห้องที่ 4 และ 5 ของพิพิธภัณฑ์ (ในชื่อ ‘ความลับแห่งงานศิลป์ของไทย’ และ ‘วัฒนธรรมประเพณีและวิถีชีวิตผู้คน’) ทำให้เราเริ่มเข้าใจว่างานดอกไม้แบบไทยมีระบบที่ซับซ้อน ด้วยการทำงานกับทรงและออกแบบการใช้สอย จนอาจจะใกล้เคียงกับงานวิศวะก็เป็นได้

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์
พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

ในห้องนี้จัดแสดงแม่แบบของลายเกล็ดหรือลายกระเบื้องแบบต่างๆ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของเครื่องแขวน เป็นการร้อยดอกและก้านมะลิต่อกันให้เกิดแพตเทิร์นคล้ายตาข่าย มีลวดลายเรขาคณิต มีหลากหลายรูปทรงและความยากง่าย เริ่มจาก 4 ก้าน 4 ดอก 6 ก้าน 6 ดอก กำแพงแก้ว จนถึงลายอกแมงมุม แก้วชิงดวง ฯลฯ ซึ่งแต่ละชิ้นใช้เวลาในการทำนานใช่เล่น (ครั้งหนึ่งพิพิธภัณฑ์เคยจัดเวิร์กช็อปทำเครื่องแขวนวิมานพระอินทร์ เริ่มตั้งแต่เช้า ปรากฏว่ากว่าจะเสร็จปาไป 2 ทุ่ม!)

นอกจากนี้ ยังมีกรรมวิธีอื่นๆ เช่น วิธีขึ้นโครงสมัยก่อนที่ใช้ดินเหนียวทำเป็นแกนทรงกระบอก การเหลาไม้ระกำ การออกแบบการทิ้งตัวของอุบะ การคำนวณบายศรี การสร้างภาพนูนต่ำด้วยการดึงกลีบจิ๋วของบานไม่รู้โรยมาทีละกลีบ บางครั้งก็นำกลีบมาย้อมสีอีกครั้ง ก่อนจะบรรจงจุ่มแป้งเปียกหรือข้าวสุกบี้แทนกาว เพื่อต่อกันเป็นรูปทรง อีกทั้งยังต้องเข้าใจคุณลักษณะของดอกไม้ไทยแต่ละชนิดที่นำมาใช้ ทั้งเรื่องรูปทรง ความหมาย หรือแม้กลิ่นให้ลงตัว โดยห้องนี้มี ดอกไม้สดที่ทางพิพิธภัณฑ์ใส่พานไว้ให้เราดมด้วย ไม่ว่าจะเป็นจำปี มะลิ กุหลาบ ดาวเรือง ฯลฯ

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

ใกล้ๆ กันมีผลงานที่นำเทคนิคเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ เช่น ชิ้นงานบนบานประตูที่จำลองมาจากวัดโสมนัสฯ โดยในแบบเดิมจะมีภาพวาดเครื่องแขวนโบราณสมัยรัชกาลที่ 4 อยู่ระหว่างนายทวารบาล คุณสกุลจึงเลือกสร้างเครื่องแขวนแบบร่วมสมัย ใช้ลายเกล็ดแบบ 4 ด้าน 4 ดอก ผสมกับโลหะดัดสีทอง ดูโมเดิร์นและลงขึ้นอย่างน่าสนใจ ถือเป็นน้ำจิ้มเล็กๆ ก่อนที่เราจะไปดูผลงานชิ้นโบว์แดงด้านบน 

เรเนซองส์ใต้ร่มพระบารมี

ต่อมาเราย่องขึ้นบันไดไม้ ผ่านคอลเลกชันแสตมป์สะสมลายดอกไม้ชั้น 2 เพื่อชม 2 ห้องสุดท้าย ห้องแรกชื่อ ‘ปากกา ดินสอ ความเป็นไปได้’ จัดแสดงผลงานของคุณสกุลที่มีชื่อเสียงทั้งในและต่างประเทศ ตั้งแต่ขั้นตอนการสเกตซ์แบบ ไปจนถึงภาพถ่ายผลงานที่เสร็จสมบูรณ์ เช่น การออกแบบดอกไม้ให้กับพรมแดงของงาน Rome Film Festival ที่อิตาลี การออกแบบประติมากรรมรีเซปชันโรงแรมบุลการีที่บาหลี การจัดดอกไม้ในงานแต่งงานของ เหลียง เฉาเหว่ย ที่ภูฏาน งานโฆษณาร่วมกับ หว่อง กาไว ที่ประเทศอินเดีย ฯลฯ

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

แต่งานที่คุณสกุลผูกพันและประทับใจที่สุดคือการได้มีโอกาสตามเสด็จฯ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไปจัดดอกไม้ที่เมืองจีน และหลังจากนั้นได้ถวายงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทมากว่า 10 ปี มีงานที่เป็นสิริมงคลอย่างใหญ่หลวง คือการได้ถวายงานจัดดอกไม้งานเลี้ยงวาระพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ซึ่งในห้องนี้เราจะได้เห็นชิ้นงานบางส่วนที่เคยติดอยู่ด้านหน้าโต๊ะเสวยของพระองค์ท่าน ทำจากกลีบดอกบานไม่รู้โรยสีขาว ย้อมสี และประดิดประดอยเป็นรูปพระอินทร์

นอกจากนี้ ยังมีรูปจากมุมอื่นๆ ขององค์พระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬารที่สวยงามไม่แพ้กัน หากเรามองดีๆ จะเห็นว่าโครงของงานดอกไม้ในงานนั้นถูกทำขึ้นด้วยเหล็ก ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากพระทวารเหล็กดัดของพระที่นั่งนั่นเอง ดังนั้น ผลงานโดยรวมจึงผสมผสานลายเส้นอาร์ตนูโวแบบตะวันตกเข้ากับความประณีตแบบไทย อีกทั้งยังเลือกใช้วัสดุที่ดูร่วมสมัยอย่างสง่างาม

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

และในห้องสุดท้ายชื่อ ‘หัวใจการจัดดอกไม้สมัยใหม่’ มีเนื้อหาเทียบเคียงมาจากหนังสือ FlorESSENCE: Essence of Modern Flower Design ของคุณสกุล นำเสนอวิธีการจัดดอกไม้ที่เน้นความทันสมัยและนำไปใช้ได้จริง ด้วยความตั้งใจอยากส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนที่มาชมกลับไปจัดแต่งดอกไม้เองได้ ไฮไลต์ในห้องนี้สำหรับเราคือทรงแจกันหล่อสำริดทรงต่างๆ โดยเมื่อดูครั้งแรกอาจจะแปลกตา แต่ที่แท้ถอดแบบมาจากเมล็ดพันธุ์ในธรรมชาตินี่เอง ไม่ว่าจะเป็น เม็ดมะกอก รูปทรงของตีนเป็ดน้ำ หรือรูปทรงลูกยางนามีปีก ที่ปักดอกไม้ไปแค่ 1 หรือ 2 ดอกก็ดูสวยสมบูรณ์ได้เลย

ผนังตรงข้ามก็มีภาพถ่ายการร้อยดอกไม้แบบต่างๆ ที่ถูกตัดทอนมาเป็นกราฟิกของปฏิทินสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เมื่อ พ.ศ. 2559 แสดงให้เห็นการประยุกต์รูปทรงให้ดูเรียบเก๋ได้อีกในลักษณะหนึ่งด้วย

จิบชาในสวนสวย

ข้อเสียอย่างหนึ่งของวิธีการเดินชมกับวิทยากรก็คือ เราไม่ค่อยกล้าจะอ้อยอิ่งชมความงามอยู่อย่างเนิ่นนานนัก (ด้วยความเกรงใจ) ว่าแล้วเราเลยเลือกจบการนำชมด้านในและไปใช้เวลาอย่างสุนทรีย์ในสวนด้านนอกแทน

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์
พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

เมื่อออกจากตัวบ้านแล้ว เราจึงวนซ้ายผ่านกอต้นเบิร์ดออฟพาราไดซ์ที่กำลังแตกช่อแดงแกมเขียวอยู่สวยสด ค่อยๆ เดินเลียบระเบียงบ้าน ทะลุไปสวนหลังบ้านที่มองไปทางไหนก็เห็นสีเขียวสดชื่นไปหมด เรามองเห็นดอกไม้ที่ผลิบานตามธรรมชาติในกกในพง ไม่ว่าจะเป็นดอกชบาสีนวล ดอกรัก ดอกแก้ว ดอกต้นบีโกเนีย และกล้วยไม้หลากสี ยิ่งทำให้รู้สึกถึงคุณค่าของดอกไม้แต่ละดอกที่กว่าจะฟูมฟักออกมาให้เราได้นำมาประดิดประดอยเป็นศิลปะอย่างที่เห็นในพิพิธภัณฑ์

อ้อ อย่างที่เกริ่นไปว่า ถ้าใครอยากจะลองมาสร้างงานศิลปะเครื่องแขวนหรือจัดดอกไม้สไตล์ไทยๆ ที่นี่เขามีเปิดเวิร์กช็อปให้มาทดลองทำกันในสวนด้วยนะ (ติดตามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ใน เฟซบุ๊ก : The Museum of Floral Culture)

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์
พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

และแน่นอนว่าอย่าลืมปิดท้ายด้วยการมานั่งจิบชาในร้าน Salon du thé ด้านหน้ามิวเซียม ที่คัดเลือกชาหอมจากทั้งเมืองไทยและต่างประเทศ มีให้เลือกทั้งแบบร้อนและเย็น รวมถึงขนมที่มีที่มาจากหลายประเทศ เช่น ขนมไทยอย่างถั่วแปบ ขนมชั้น ขนมญี่ปุ่น และขนมอินเดีย รวมถึงเค้กโฮมเมดที่เตรียมไว้ตอบสนองความชิลล์ (และความหิว) ของผู้เข้าชมที่นี่ด้วย

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

ขณะที่เรานั่งจิบชากัน เราคิดถึงคำของคุณสกลที่ว่า “การจัดดอกไม้นั้นบ่งบอกนิสัยของคนจัดได้” สำหรับเราพิพิธภัณฑ์นี้ก็เป็นเหมือนช่อดอกไม้ที่บ่งบอกตัวตนของคุณสกุลเช่นกัน

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้

เลขที่ 315 ถนนสามเสน ซอย 28 แยกองครักษ์ 13 แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 10300

โทรศัพท์ : 0 2669 3633 – 4

โทรสาร : 0 2669 3632

เว็บไซต์ : http://www.floralmuseum.com/

อีเมล : [email protected]

วันและเวลาทำการ

ทุกวัน (ยกเว้นวันจันทร์) เวลา 10.00 – 18.00 น.

ค่าเข้าชม

ค่าเข้าชมคนละ 150 บาท

มีมัคคุเทศก์นำชม โดยมีรอบนำชม ดังนี้

รอบที่ 1 เวลา 10.30 น.

รอบที่ 2 เวลา 11.30 น.

รอบที่ 3 เวลา 13.00 น.

รอบที่ 4 เวลา 14.30 น.

รอบที่ 5 เวลา 16.00 น.

รอบสุดท้าย เวลา 17.00 น.

ดอกไม้เป็นสัญลักษณ์แห่งความสวยงาม ความรุ่มรวยอุดมสมบูรณ์ และการส่งต่อความสุขในหลากหลายวัฒนธรรม เราจึงอยากเริ่มต้นปีด้วยการชวนทุกท่านไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ หรือ The Museum of Floral Culture ก่อตั้งโดย คุณสกุล อินทกุล ศิลปินนักจัดดอกไม้ชื่อดังของเมืองไทย ถือเป็น ส.ค.ส. จากเราสู่ผู้อ่านทุกๆ ท่านในวาระดิถีขึ้นปีใหม่นี้เสียเลย

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

พิพิธภัณฑ์นี้ซ่อนตัวอยู่ในซอยองค์รักษ์ 13 ย่านสามเสน อยู่ไม่ไกลจากปากซอย เมื่อย่างก้าวแรกเข้ามาในบริเวณบ้านไม้สักทรงโคโลเนียลโบราณ เราได้รับการทักทายจากต้นกร่างโบราณที่แผ่กว้างอยู่กลางลานบ้าน แต่ละกิ่งประดับด้วยเส้นดอกรักประกอบกับดอกดาวเรืองสีเหลืองสว่างที่ถูกร้อยไว้ตรงปลาย ทิ้งตัวลงมากว่าร้อยเส้น แกว่งไหวคละไปกับยี่เป็ง และกลิ่นกล้วยไม้ที่ลอยตามลมมาจางๆ ให้ความรู้สึกร่มเย็นและวิจิตรงดงามตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าไปในพิพิธภัณฑ์

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

เจ้าหน้าที่บอกเราว่า ต้นไม้ต้นนี้น่าจะอยู่กับบ้านตั้งแต่สมัยที่ถนนเคยเป็นคลองเชื่อมกับแม่น้ำเจ้าพระยา โดยบริเวณนี้เรียกว่า ซอยองครักษ์ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่รัชกาลที่ 6 พระราชทานให้เป็นที่พำนักแก่องค์รักษ์ของพระองค์ หากไปสืบดูโฉนดจะเห็นว่าเป็นบ้านของเจ้าพระยาท่านต่างๆ อย่างหลังถัดไปก็ตกทอดมาจากพระยาพิชัยรณรงค์สงคราม ส่วนหลังนี้เดิมทีเป็นของใครยังไม่ทราบแน่ชัด ที่ทราบคือเจ้าของคนล่าสุดอนุญาตให้คุณสกุล อินทกุล เช่าเป็นกรณีพิเศษเพื่อทำเป็นพิพิธภัณฑ์มา 7 ปีแล้ว

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

ที่นี่เปิดให้เข้าชมเป็นรอบ (มีทั้งรอบบรรยายภาษาไทยและอังกฤษ) แต่ละรอบมีผู้นำชมนิทรรศการถาวรด้านในที่จัดแสดงอยู่ใน 7 ห้องด้วยกัน

ว่าแล้วเราจึงจัดการซื้อตั๋ว แล้วเดินลอดตั่งทอหลากสีสัน จัดแจงถอดรองเท้า แล้วเข้าไปชมนิทรรศการด้านในของบ้านด้วยกันในรอบแรกของวันนั้นทันที 

ยุครุ่งเรื่องของการจัดดอกไม้

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์
พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

เมื่อเข้ามาในห้องแรกที่มีชื่อว่า ‘ห้องภาพดุสิต’ เรามองเห็นรูปถ่ายขาวดำในกรอบทองติดไว้บนผนังสีขาวละลานตารอบห้อง แต่ก่อนที่จะไปพินิจดูแต่ละรูป เรากลับสะดุดตากับอีกสิ่งหนึ่งที่ด้านซ้ายของประตู นั่นคือชั้นที่มีหนังสือเล่มเล็กใหญ่ว่าด้วยศาสตร์ต่างๆ เกี่ยวกับรุกขชาติ ตั้งแต่การจำแนกชนิดพันธุ์ ไปจนถึงวิธีการจัดตกแต่งออกแบบทั้งหลาย จัดเรียงกันอยู่แน่นเอี้ยดเสมือน ‘หอสมุด’ ขนาดย่อมก็ว่าได้ โดยที่แห่งนี้ถือเป็น ‘คลังสมอง’ ของคุณสกุล ที่ถูกใช้ค้นคว้าหาไอเดียสร้างสรรค์ผลงานอยู่เสมอ

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

ในหนังสือ Dok Mai Thai (ดอกไม้ไทย) คุณสกุลท้าวความว่า ประเพณีการจัดดอกไม้ของไทยนั้นย้อนไปถึงเรื่องราวของนางนพมาศหรือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ซึ่งพูดถึงวิธีการเย็บใบตองเป็นกระทงในสมัยสุโขทัย ต่อมาในสมัยอยุธยามีเพียงภาพวาดฝาผนังในวัดราชบูรณะที่แสดงให้เห็นถึงการจัดดอกไม้บูชาอยู่บ้าง

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

พอมาในยุครัตนโกสินทร์ มีบันทึกของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่เล่าว่า เจ้าจอมมารดาตานีในรัชกาลที่ 1 โปรดปรานและมีฝีมือในด้านการจัดดอกไม้ ซึ่งสิ่งนี้ยังตกทอดมาในตระกูลบุนนาคจวบจนปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี ยุคที่งานดอกไม้รุ่งเรืองที่สุดคงหนีไม่พ้นยุคของรัชกาลที่ 5 งานดอกไม้ในเวลานั้นถือเป็นกิจกรรมสำคัญสำหรับหญิงในตำหนักฝ่ายใน พัฒนากรรมวิธีให้วิจิตรซับซ้อนและงดงามอย่างอัศจรรย์ นอกจากนี้ ยังมีอิทธิพลมาจากต่างชาติด้วย อย่างที่เราเห็นได้ในภาพถ่ายที่จัดแสดงในห้องภาพดุสิตนี้ เช่น ‘พวงมาลารูปโคมจีน’ ฝีพระหัตถ์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสมรรัตรสิริเชษฐ์ ที่มีรูปทรงเป็นสามมิติ แตกต่างจากเครื่องแขวนแบบสองมิติตามขนบดั้งเดิม แถมยังมีอีกหลายชิ้นที่ทรงคล้ายกับโคมแชนเดอเลียร์ตะวันตก สันนิษฐานว่าอาจได้รับอิทธิพลมาจากครูในราชสำนักช่วงนั้น คือ แหม่มมแอนนา ลีโอโนเวนส์ นั่นเอง

ในยุคนี้เริ่มมีการแต่งแจกันให้เป็นทรงบาน ตามภาพจะเห็นว่ามีการใช้ดอกบัวหลวง ผสมซ่อนกลิ่นบ้าง อีกทั้งใช้พวงมาลาประดับประดาพิธีการต่างๆ อย่างในภาพ ‘ขบวนรถบุปผชาติ’ เป็นการหยิบพาหนะจักรกลร่วมสมัยขณะนั้นมาตกแต่งด้วยช่อดอกไม้ แล้วจัดเป็นขบวนเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์

ส่วนการร้อยมาลัยก็ถูกพัฒนาขึ้นเช่นกัน โดยมีสิ่งที่เรียกว่า ‘มาลัยชายครุย’ เป็นมาลัยดอกไม้ที่ผู้ชายใช้พันพาดคาดอกแทนสายสะพายในโอกาสพิเศษ คิดค้นโดยเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (เจ้าคุณจอมมารดาแพ) เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีเรื่องนวัตกรรมที่ถูกนำเข้ามา เช่น เรือนกระจก ที่ปรากฏในภาพถ่ายจากพระที่นั่งวิมานเมฆ บรรจุเลี้ยงทั้งเฟิร์น กล้วยไม้ และพันธุ์ไม้ดอกแปลกถิ่นนานาชนิด เป็นที่โปรดปรานของชนชั้นสูงอย่างมาก

ความเชื่อแห่งบุปผา

ห้องถัดมามีชื่อว่า ‘โลกแห่งวัฒนธรรมดอกไม้’ จัดแสดงวัตถุ และเรื่องราววัฒนธรรมดอกไม้จากหลากหลายประเทศในเอเชียที่คุณสกุลได้ไปประสบและนำมาสะสมไว้ สำหรับเราทั้งหมดมีจุดร่วมเดียวกัน คือการใช้ดอกไม้ควบคู่ความเชื่อ เช่น มาลัยของอินเดีย ที่ใช้เชือกบิดพันดอกไม้เข้าด้วยกัน ไม่ใช่เข็มที่เป็นของแหลมทิ่มแทงดอกแบบบ้านเรา เพราะถือว่าไม่มงคลสำหรับการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

ภาพประเพณีการไหว้พระจันทร์แบบจีนที่นิยมใช้ดอกเบญจมาศหรือโบตั๋น กระทงเล็กๆ หรือชะนัง (Canang Sari) ที่คนบาหลีสานไว้วางดอกไม้ พรมน้ำมนต์ และนำไปไหว้หน้าบ้าน เพื่อแสดงความเคารพต่อเทพเจ้าทางศาสนาฮินดู โดยดอกไม้สีแดงแทนพระพรหม สีขาวแทนพระอิศวร สีเหลืองแทนพระศิวะ และสีเขียวหรือฟ้าแทนพระวิษณุ รวมถึงพานจากพม่าหรือต้นดอกจากลาว ที่เป็นโครงสำหรับประดับดอกไม้สำหรับถวายพระในพุทธศาสนา ไปจนถึงประเทศที่ภูมิศาสตร์ไม่เอื้อต่อการบานของดอกไม้ อย่างทิเบต เขาก็ยังกวนแป้ง น้ำชา นม เนย แล้วปั้นและแต่งสีเพื่อเป็นดอกไม้บูชา หรือโทม่า (Toma) ตามความเชื่อของเขา

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์
พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

ห้องนี้ยังจัดแสดงโบราณวัตถุชิ้นเดียวของที่นี่ คือคัมภีร์ผ้าว่าด้วยการจัดดอกไม้แบบโชกะ เขียนด้วยคันจิโบราณ อายุ 200 กว่าปี ปลายยุคเอโดะ ตรงกับช่วงกรุงศรีอยุธยาสมัยปกครองโดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (ค.ศ. 1756) ซึ่งการจัดดอกไม้ในญี่ปุ่นก็เชื่อมโยงกับความสงบนิ่งของจิตวิญญาณเช่นกัน

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

ในห้องที่ต่อกัน ‘ห้องอุโบสถดอกไม้’ มีการจำลองงานแห่ต้นดอกไม้สีสันสดใสฝีมือชาวบ้านของวัดศรีโพธิ์ชัย จังหวัดเลย ที่นิยมจัดขึ้นในช่วงสงกรานต์ของทุกปี ว่ากันว่าจัดติดต่อกันมาหลายร้อยปี ตามความเชื่อว่าเป็นสิริมงคล ที่ได้นำดอกไม้มาบูชาพระรัตนตรัย ทำให้อยู่ดีมีสุข ฝนตกต้องตามฤดูกาล

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

เทคนิคที่ผสานคณิตศาสตร์กับศิลปศาสตร์

ทราบมาว่าคุณสกุล ในตอนแรกเรียนจบด้านวิศวะจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

ต่อมาจึงฝึกฝนและเปลี่ยนเส้นทางมาประสบความสำเร็จจากงานประดิษฐ์ดอกไม้ ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจฟังดูแปลก จนเมื่อเราได้มาดูห้องที่ 4 และ 5 ของพิพิธภัณฑ์ (ในชื่อ ‘ความลับแห่งงานศิลป์ของไทย’ และ ‘วัฒนธรรมประเพณีและวิถีชีวิตผู้คน’) ทำให้เราเริ่มเข้าใจว่างานดอกไม้แบบไทยมีระบบที่ซับซ้อน ด้วยการทำงานกับทรงและออกแบบการใช้สอย จนอาจจะใกล้เคียงกับงานวิศวะก็เป็นได้

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์
พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

ในห้องนี้จัดแสดงแม่แบบของลายเกล็ดหรือลายกระเบื้องแบบต่างๆ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของเครื่องแขวน เป็นการร้อยดอกและก้านมะลิต่อกันให้เกิดแพตเทิร์นคล้ายตาข่าย มีลวดลายเรขาคณิต มีหลากหลายรูปทรงและความยากง่าย เริ่มจาก 4 ก้าน 4 ดอก 6 ก้าน 6 ดอก กำแพงแก้ว จนถึงลายอกแมงมุม แก้วชิงดวง ฯลฯ ซึ่งแต่ละชิ้นใช้เวลาในการทำนานใช่เล่น (ครั้งหนึ่งพิพิธภัณฑ์เคยจัดเวิร์กช็อปทำเครื่องแขวนวิมานพระอินทร์ เริ่มตั้งแต่เช้า ปรากฏว่ากว่าจะเสร็จปาไป 2 ทุ่ม!)

นอกจากนี้ ยังมีกรรมวิธีอื่นๆ เช่น วิธีขึ้นโครงสมัยก่อนที่ใช้ดินเหนียวทำเป็นแกนทรงกระบอก การเหลาไม้ระกำ การออกแบบการทิ้งตัวของอุบะ การคำนวณบายศรี การสร้างภาพนูนต่ำด้วยการดึงกลีบจิ๋วของบานไม่รู้โรยมาทีละกลีบ บางครั้งก็นำกลีบมาย้อมสีอีกครั้ง ก่อนจะบรรจงจุ่มแป้งเปียกหรือข้าวสุกบี้แทนกาว เพื่อต่อกันเป็นรูปทรง อีกทั้งยังต้องเข้าใจคุณลักษณะของดอกไม้ไทยแต่ละชนิดที่นำมาใช้ ทั้งเรื่องรูปทรง ความหมาย หรือแม้กลิ่นให้ลงตัว โดยห้องนี้มี ดอกไม้สดที่ทางพิพิธภัณฑ์ใส่พานไว้ให้เราดมด้วย ไม่ว่าจะเป็นจำปี มะลิ กุหลาบ ดาวเรือง ฯลฯ

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

ใกล้ๆ กันมีผลงานที่นำเทคนิคเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ เช่น ชิ้นงานบนบานประตูที่จำลองมาจากวัดโสมนัสฯ โดยในแบบเดิมจะมีภาพวาดเครื่องแขวนโบราณสมัยรัชกาลที่ 4 อยู่ระหว่างนายทวารบาล คุณสกุลจึงเลือกสร้างเครื่องแขวนแบบร่วมสมัย ใช้ลายเกล็ดแบบ 4 ด้าน 4 ดอก ผสมกับโลหะดัดสีทอง ดูโมเดิร์นและลงขึ้นอย่างน่าสนใจ ถือเป็นน้ำจิ้มเล็กๆ ก่อนที่เราจะไปดูผลงานชิ้นโบว์แดงด้านบน 

เรเนซองส์ใต้ร่มพระบารมี

ต่อมาเราย่องขึ้นบันไดไม้ ผ่านคอลเลกชันแสตมป์สะสมลายดอกไม้ชั้น 2 เพื่อชม 2 ห้องสุดท้าย ห้องแรกชื่อ ‘ปากกา ดินสอ ความเป็นไปได้’ จัดแสดงผลงานของคุณสกุลที่มีชื่อเสียงทั้งในและต่างประเทศ ตั้งแต่ขั้นตอนการสเกตซ์แบบ ไปจนถึงภาพถ่ายผลงานที่เสร็จสมบูรณ์ เช่น การออกแบบดอกไม้ให้กับพรมแดงของงาน Rome Film Festival ที่อิตาลี การออกแบบประติมากรรมรีเซปชันโรงแรมบุลการีที่บาหลี การจัดดอกไม้ในงานแต่งงานของ เหลียง เฉาเหว่ย ที่ภูฏาน งานโฆษณาร่วมกับ หว่อง กาไว ที่ประเทศอินเดีย ฯลฯ

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

แต่งานที่คุณสกุลผูกพันและประทับใจที่สุดคือการได้มีโอกาสตามเสด็จฯ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไปจัดดอกไม้ที่เมืองจีน และหลังจากนั้นได้ถวายงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทมากว่า 10 ปี มีงานที่เป็นสิริมงคลอย่างใหญ่หลวง คือการได้ถวายงานจัดดอกไม้งานเลี้ยงวาระพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ซึ่งในห้องนี้เราจะได้เห็นชิ้นงานบางส่วนที่เคยติดอยู่ด้านหน้าโต๊ะเสวยของพระองค์ท่าน ทำจากกลีบดอกบานไม่รู้โรยสีขาว ย้อมสี และประดิดประดอยเป็นรูปพระอินทร์

นอกจากนี้ ยังมีรูปจากมุมอื่นๆ ขององค์พระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬารที่สวยงามไม่แพ้กัน หากเรามองดีๆ จะเห็นว่าโครงของงานดอกไม้ในงานนั้นถูกทำขึ้นด้วยเหล็ก ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากพระทวารเหล็กดัดของพระที่นั่งนั่นเอง ดังนั้น ผลงานโดยรวมจึงผสมผสานลายเส้นอาร์ตนูโวแบบตะวันตกเข้ากับความประณีตแบบไทย อีกทั้งยังเลือกใช้วัสดุที่ดูร่วมสมัยอย่างสง่างาม

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

และในห้องสุดท้ายชื่อ ‘หัวใจการจัดดอกไม้สมัยใหม่’ มีเนื้อหาเทียบเคียงมาจากหนังสือ FlorESSENCE: Essence of Modern Flower Design ของคุณสกุล นำเสนอวิธีการจัดดอกไม้ที่เน้นความทันสมัยและนำไปใช้ได้จริง ด้วยความตั้งใจอยากส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนที่มาชมกลับไปจัดแต่งดอกไม้เองได้ ไฮไลต์ในห้องนี้สำหรับเราคือทรงแจกันหล่อสำริดทรงต่างๆ โดยเมื่อดูครั้งแรกอาจจะแปลกตา แต่ที่แท้ถอดแบบมาจากเมล็ดพันธุ์ในธรรมชาตินี่เอง ไม่ว่าจะเป็น เม็ดมะกอก รูปทรงของตีนเป็ดน้ำ หรือรูปทรงลูกยางนามีปีก ที่ปักดอกไม้ไปแค่ 1 หรือ 2 ดอกก็ดูสวยสมบูรณ์ได้เลย

ผนังตรงข้ามก็มีภาพถ่ายการร้อยดอกไม้แบบต่างๆ ที่ถูกตัดทอนมาเป็นกราฟิกของปฏิทินสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เมื่อ พ.ศ. 2559 แสดงให้เห็นการประยุกต์รูปทรงให้ดูเรียบเก๋ได้อีกในลักษณะหนึ่งด้วย

จิบชาในสวนสวย

ข้อเสียอย่างหนึ่งของวิธีการเดินชมกับวิทยากรก็คือ เราไม่ค่อยกล้าจะอ้อยอิ่งชมความงามอยู่อย่างเนิ่นนานนัก (ด้วยความเกรงใจ) ว่าแล้วเราเลยเลือกจบการนำชมด้านในและไปใช้เวลาอย่างสุนทรีย์ในสวนด้านนอกแทน

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์
พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

เมื่อออกจากตัวบ้านแล้ว เราจึงวนซ้ายผ่านกอต้นเบิร์ดออฟพาราไดซ์ที่กำลังแตกช่อแดงแกมเขียวอยู่สวยสด ค่อยๆ เดินเลียบระเบียงบ้าน ทะลุไปสวนหลังบ้านที่มองไปทางไหนก็เห็นสีเขียวสดชื่นไปหมด เรามองเห็นดอกไม้ที่ผลิบานตามธรรมชาติในกกในพง ไม่ว่าจะเป็นดอกชบาสีนวล ดอกรัก ดอกแก้ว ดอกต้นบีโกเนีย และกล้วยไม้หลากสี ยิ่งทำให้รู้สึกถึงคุณค่าของดอกไม้แต่ละดอกที่กว่าจะฟูมฟักออกมาให้เราได้นำมาประดิดประดอยเป็นศิลปะอย่างที่เห็นในพิพิธภัณฑ์

อ้อ อย่างที่เกริ่นไปว่า ถ้าใครอยากจะลองมาสร้างงานศิลปะเครื่องแขวนหรือจัดดอกไม้สไตล์ไทยๆ ที่นี่เขามีเปิดเวิร์กช็อปให้มาทดลองทำกันในสวนด้วยนะ (ติดตามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ใน เฟซบุ๊ก : The Museum of Floral Culture)

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์
พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

และแน่นอนว่าอย่าลืมปิดท้ายด้วยการมานั่งจิบชาในร้าน Salon du thé ด้านหน้ามิวเซียม ที่คัดเลือกชาหอมจากทั้งเมืองไทยและต่างประเทศ มีให้เลือกทั้งแบบร้อนและเย็น รวมถึงขนมที่มีที่มาจากหลายประเทศ เช่น ขนมไทยอย่างถั่วแปบ ขนมชั้น ขนมญี่ปุ่น และขนมอินเดีย รวมถึงเค้กโฮมเมดที่เตรียมไว้ตอบสนองความชิลล์ (และความหิว) ของผู้เข้าชมที่นี่ด้วย

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

ขณะที่เรานั่งจิบชากัน เราคิดถึงคำของคุณสกลที่ว่า “การจัดดอกไม้นั้นบ่งบอกนิสัยของคนจัดได้” สำหรับเราพิพิธภัณฑ์นี้ก็เป็นเหมือนช่อดอกไม้ที่บ่งบอกตัวตนของคุณสกุลเช่นกัน

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้

เลขที่ 315 ถนนสามเสน ซอย 28 แยกองครักษ์ 13 แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 10300

โทรศัพท์ : 0 2669 3633 – 4

โทรสาร : 0 2669 3632

เว็บไซต์ : http://www.floralmuseum.com/

อีเมล : [email protected]

วันและเวลาทำการ

ทุกวัน (ยกเว้นวันจันทร์) เวลา 10.00 – 18.00 น.

ค่าเข้าชม

ค่าเข้าชมคนละ 150 บาท

มีมัคคุเทศก์นำชม โดยมีรอบนำชม ดังนี้

รอบที่ 1 เวลา 10.30 น.

รอบที่ 2 เวลา 11.30 น.

รอบที่ 3 เวลา 13.00 น.

รอบที่ 4 เวลา 14.30 น.

รอบที่ 5 เวลา 16.00 น.

รอบสุดท้าย เวลา 17.00 น.

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

ผู้มาก่อน (เวลา)

ผนังภายนอก ‘อาคารท้องพระโรง’ สีเหลืองตัดกับท้องฟ้าสีเทา บรรยากาศดูครึ้มฟ้าครึ้มฝน เราเลือกที่นั่งให้ไกลจากสิ่งที่เราอยากพิจารณาเป็นพิเศษ เพื่อลอบสังเกตความงามที่ดำรงอยู่ 

วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

นับแต่อดีตจนถึงวันนี้ เรือนดนตรีสีเขียวหลังเดิมในสวนแก้วยังคงสวยงามสะอาดตา ไม่น่าแปลกใจถ้าจะมีใครทักท้วงว่า หลังจากการบูรณะซ่อมแซมและอนุรักษ์ สีเขียวที่ทาขึ้นใหม่ดูจะฉูดฉาดมากไปกว่าเดิมหรือไม่ เพราะยิ่งเรามีความคุ้นเคยและผูกพันกับสิ่งใดมากเท่าไหร่ เมื่อมีอะไรบางอย่างถูกปรับเปลี่ยนไปจากเดิมเพียงเล็กน้อย เราย่อมมองเห็น เราย่อมกังวล เป็นลักษณะจำเพาะของมนุษย์ละมั้ง เราพยายามทุกวิถีทางที่จะแช่แข็งสิ่งที่เราผูกพันเอาไว้ แม้ว่าตัวเราเองก็ดำรงอยู่ในกระแสธารของเวลาที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

ทุกครั้งที่กลับมายังมหาวิทยาลัยศิลปากร ไม่ว่าจะด้วยโอกาสอะไรก็ตาม เรามักใช้เวลาเข้าไปนั่งใน ‘สวนแก้ว’ ที่ตั้งอยู่ด้านข้างอาคารท้องพระโรง สถานที่ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศความสงบร่มรื่น ไม่ครื้นเครงนักในช่วงเวลาวิกฤต COVID-19 เช่นนี้  

วินาทีที่สายตากระทบกับผลงานประติมากรรมที่ถูกจัดวางอยู่โดยรอบสวนแก้ว ทำให้ท่วงทำนองของเพลงประจำมหาวิทยาลัย ซานตาลูเซีย (Santa Lucia) โลดแล่นขึ้นจนรู้สึกชุ่มฉ่ำหัวใจ เพราะพื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความทรงจำในอดีต พลางคิดไปว่าสวนแก้วได้มอบช่วงเวลาพิเศษที่งดงามเป็นนิจนิรันดร์ 

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน หลังจากนั่งรำลึกความหลังได้สักพัก และชื่นชมกับภายนอกอาคารโบราณ สายตาของเราเหลือบไปเห็นหญิงสาวสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวตรงทางเข้าสวนแก้ว อาจารย์เต้-ดร.ปรมพร ศิริกุลชยานนท์ ผู้อำนวยการหอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร ถือสมาร์ทโฟนโบกไปมา ประหนึ่งเป็นสัญญาณว่าเธอได้รับข้อความที่เราส่งไปเมื่อครู่ว่า มาถึงก่อนถึงเวลานัด อาจารย์เต้เชื้อเชิญเราให้เข้าไปในหอศิลป์ฯ ทันที เพราะเกรงว่าฟ้าฝนจะไม่เป็นใจ และจริงอย่างที่คาด ไม่นานนักฝนเม็ดเบาก็โปรยตัวลงมาเดินเล่นในศิลปากรกับเรา 

อาจารย์เต้-ดร.ปรมพร ศิริกุลชยานนท์ ผู้อำนวยการหอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร

พื้นที่และใจความสำคัญ

เรามองดูฝนโปรยปรายผ่านบานประตูหอศิลป์ฯ ก่อนจะหยุดสายตาที่ ‘กำแพงแก้ว’ กำแพงขนาดเล็กที่ล้อมรอบอาคารท้องพระโรง อาจารย์เต้เล่าให้ฟังในภายหลังว่า กำแพงแก้วเป็นอีกจุดหนึ่งที่บูรณะซ่อมแซม เนื่องจากเหตุต้นไม้ใหญ่รูปหัวใจโค่นล้ม สร้างความเสียหายให้แก่อาคารและบริเวณโดยรอบ 

“ไม่ว่าปูนปั้นประดับหัวเสา ลวดบัวปูนปั้น ระแนงลูกกรงเหล็กหล่อ และเสากำแพงแก้ว ตลอดแนวด้านขวาของกำแพงแก้วคือส่วนที่ได้รับการบูรณะและซ่อมแซมขึ้นใหม่” 

ปัดฝุ่นแห่งกาลเวลาใน Extended Release นิทรรศการหลังการบูรณะหอศิลป์ฯ วังท่าพระ ศิลปากร
ปัดฝุ่นแห่งกาลเวลาใน Extended Release นิทรรศการหลังการบูรณะหอศิลป์ฯ วังท่าพระ ศิลปากร

หากไม่มีใครบอก เราคงแยกไม่ออกระหว่างของเก่าและของใหม่ และหากอาจารย์เต้ไม่เล่าต่อ เราคงไม่ทราบว่าเธอและทีมงานได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในอาคารท้องพระโรงให้มีระบบไฟที่กลมกลืนไปกับตัวอาคาร และเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศให้เป็นแบบฝังบนเพดาน ซึ่งแต่เดิมใช้แอร์ตู้ บุคลากรในหอศิลป์ฯ ยังพยายามลบล้างภาพจำเก่าๆ ของหอศิลป์ฯ ที่คงอยู่มานานนับทศวรรษ 

“มีคนชอบถามอยู่ตลอดว่า ที่นี่เข้าได้ด้วยเหรอ เราไม่ใช่เด็กศิลปากร ฟังดูเหมือนจะไม่ใช่ปัญหา แต่เรามองว่ามันเป็นปัญหา” อาจารย์เต้เล่าให้ฟังด้วยความใส่ใจ เธอมองว่าหอศิลป์ของมหาวิทยาลัยควรมีบทบาทและมอบคุณประโยชน์ให้สังคมในวงกว้างมากกว่านี้

“บทบาทของหอศิลป์ฯ ในมหาวิทยาลัยศิลปากร น่าจะเชื่อมโยงเรื่องราวจากภายในให้เป็นที่รับรู้สู่สังคมภายนอก พร้อมให้คนภายนอกก้าวเข้ามาเยี่ยมเยือนพื้นที่ ส่วนคนที่อยู่ภายในเอง ก็ควรได้เห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและความเป็นไปที่อยู่ภายนอก ทางหอศิลป์ฯ ได้จัดทำโปรแกรมนิทรรศการและกิจกรรมการศึกษาก่อนที่หอศิลป์ฯ จะปิดซ่อมแซม ซึ่งได้วางแผนโปรแกรมยาวตลอดปี เมื่อได้กลับมาเปิดหอศิลป์ฯ ภายหลังการซ่อมแซมครั้งนี้ ทิศทางของเราก็ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าเราจะเป็นพื้นที่สำหรับศิลปะร่วมสมัย”   

นับเป็นเรื่องที่ท้าทายของอาจารย์เต้ ในฐานะผู้อำนวยการหอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งตอนนี้ดำรงตำแหน่งเป็นวาระที่ 2 เธอต้องดูแลงานหลักของหอศิลป์ฯ อันได้แก่ การจัดการพื้นที่ การจัดการคลังสะสมของมหาวิทยาลัย ทั้งการเผยแพร่ การเก็บและซ่อมแซมผลงานศิลปะในสะสม ที่ได้จากการประกวดศิลปกรรมแห่งชาติ (นับแต่ครั้งที่ 15 – 67 รวมแล้วหลายร้อยชิ้น) และการจัดการโครงการบริการอื่นๆ ปัจจุบันเธอทำงานร่วมกับทีมงานฝ่ายนิทรรศการและฝ่ายกิจกรรมการศึกษา โดยหอศิลป์ฯ มีภัณฑารักษ์ประจำที่จะคอยให้คำแนะนำในรายละเอียด รวมถึงดูภาพรวมของนิทรรศการและกิจกรรมที่จะเกิดขึ้น

ปัดฝุ่นแห่งกาลเวลาใน Extended Release นิทรรศการหลังการบูรณะหอศิลป์ฯ วังท่าพระ ศิลปากร
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

ฝุ่นผงแห่งกาลเวลา

กลับมาที่อาคารท้องพระโรง สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ เป็นที่ประทับและทรงงานของเจ้านายหลายท่าน รวมถึงเป็นที่ทำงานของเหล่าช่างหลวง หลังจากนั้นถูกเปลี่ยนมาเป็นพื้นที่การเรียนการสอนศิลปะแบบตะวันตกแห่งแรกของประเทศไทย กระทั่งกลายมาเป็นหอศิลป์ของมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตวังท่าพระ 

ประวัติศาสตร์ของพื้นที่แห่งนี้ ‘ซ้อนทับ’ ด้วยกาลเวลาหลายยุคหลายสมัย แม้แต่ชั้นสีของตัวอาคารก็ยังประกอบไปด้วยพื้นผิวที่ทับซ้อนด้วยเทคนิค ‘ปูนหมัก ปูนตำ’ การฟื้นฟูบูรณะซ่อมแซมตัวอาคารจึงต้องทำตามหลักวิชาการ โดยหอศิลป์ฯ ทำงานร่วมกับกรมศิลปากรและสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมไทย จนได้แนวทางอนุรักษ์อาคารที่เหมาะสม นั่นคือการซ่อมแซมคืนสภาพ และสำหรับในส่วนที่เสียหายหนักจะทำการเปลี่ยนวัสดุ โดยคงรูปแบบจากการบูรณะอาคารครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2540  

เมื่อระยะเวลาแห่งการซ่อมแซมถูกยืดขยายไปตามความละเอียดและประณีตของงาน ถึงครั้งที่ตัวอาคารท้องพระโรงได้รับการบูรณะซ่อมแซมโดยสมบูรณ์ ทีมหอศิลป์ฯ ต้องมานั่งคิดถึงนิทรรศการเปิดตัวครั้งแรกด้วย 

“เราอยากให้ศิลปินคนแรกเป็นศิลปินร่วมสมัย ซึ่งเป็นทิศทางของหอศิลป์ที่ต้องการจะยืนหยัดให้ชัดเจน และเป็นศิษย์เก่าศิลปากรที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ เพื่อให้คนในศิลปากรเองได้รู้จักและเห็นงาน โดยเฉพาะนักศึกษา ทำให้นึกถึงพี่โต๊ะ-ปรัชญา พิณทอง ศิลปินไทยที่สร้างชื่อในต่างประเทศ” อาจารย์เต้กล่าวถึงศิลปินพร้อมกับเดินนำชม และแนะนำให้เราทราบถึงผลงานศิลปะที่ภัณฑารักษ์ประจำหอศิลป์ฯ คุณกฤษฎา ดุษฎีวนิช ทำขึ้นร่วมกับศิลปิน ติดตั้งอยู่บนผนังซ้ายมือก่อนที่จะได้เดินเข้าไปสำรวจพื้นที่ด้านใน   

ภาพอดีตในสภาวะยืดขยาย Extended Release

ก่อนเริ่มเล่าผลงานจาก 1 – 10 ตามแบบฉบับการไล่เรียงผลงานตามพื้นที่การจัดวางจากชั้นล่างสู่ชั้นบน เราอยากเล่าถึงผลงานวิดีโออาร์ตของ ปรัชญา พิณทอง บนชั้นสองของอาคารท้องพระโรง ซึ่งเป็นผลงานที่ยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงคำนึงของเรา เรียกว่าเป็นผลงานที่เราได้ใช้เวลาในการซึมซับและร่วมประสบการณ์อยู่ด้วยกันนานทีเดียว

วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

ผลงานวิดีโอขนาดยาว 8.59 นาที Extended Release, 2020 ถ่ายทำด้วยกล้อง iPhone และนำไปแปลงเป็นฟิล์ม 35 มม. ฉายด้วยแสงไฟที่ส่องตรงไปยังฉากผ้าใบที่นำกลับมาใช้ใหม่ ยิ่งจ้องมองให้ดี เราจะเห็นความไม่สมประกอบของผ้าใบที่ถูกขึงอยู่กลางห้อง ผู้เขียนคาดเดาว่าเป็นความจงใจของศิลปิน ในการเลือกวัสดุใช้แล้วที่ทิ้งร่องรอยของการปะติดปะต่อ 

การจ้องมองภาพของฟิล์มที่ถูกหมุนวนอย่างรวดเร็ว ทำให้เราเห็นกระบวนการฉายหนังแบบโบราณ ศิลปินพยายามย้อนกลับจากโลกอนาคตสู่อดีตผ่านสื่อที่แตกต่าง แต่ให้ผลลัพธ์เหมือนกัน การเคลื่อนไหวเพียงวินาทีเดียวกลับถูกยืดขยายออกเป็นเฟรมต่อเฟรม หรือนี่คือนัยยะที่แฝงไว้ซึ่งชื่อของนิทรรศการ

ส่วนความสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นจากเครื่องโปรเจกเตอร์โบราณนั้น ส่งแรงไปยังพื้นไม้ที่เรากำลังเหยียบยืนอยู่เสมือนหนึ่งแรงสั่นสะเทือนของเครื่องจักรที่เข้ามาทำความสะอาดขัดถูไถขจัดคราบสิ่งสกปรกในหอศิลป์ฯ จนเกิดฝุ่นฟุ้งเป็นม่านหมอกของอดีตที่ปะปนอยู่ในมวลอากาศแห่งปัจจุบัน 

ในห้องถัดไป มีผลงานผืนผ้าใบจำนวน 31 ชิ้นวางอยู่บนพื้นในแต่ละด้านของห้อง พิงตัวไว้โดยไร้การยึดเหนี่ยวหรือต้านแรงดึงดูด นัยหนึ่งสะท้อนให้เห็นการน้อมนอบและเคารพสถานที่ ด้วยการที่ไม่พยายามเจาะหรือแขวนรูปภาพตามขนบการจัดแสดงงานศิลปะทั่วไป 

วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

อีกมุมหนึ่ง ศิลปินพยายามทิ้งเบาะแสบางอย่างให้เห็น จากคราบฝุ่นสีน้ำตาลที่ตกหล่นอยู่บริเวณขอบแคนวาส หากได้ตั้งใจชมวิดีโออาร์ตในห้องที่ผ่านมา เราจะทราบกระบวนการสร้างงานศิลปะของปรัชญา ศิลปินนำตัวเองเข้าสู่กระบวนการปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดหอศิลป์ฯ ปรัชญาเข้ามาในช่วงที่ฝุ่นฟุ้ง สิ่งที่ศิลปินจัดการกับความคิดและพื้นที่ คือการนำแคนวาสสีขาวมาวางไว้ตามจุดต่างๆ สีที่ก่อตัวขึ้นบนแคนวาสอย่างอิสระคือการดักจับฝุ่นที่ตลบอบอวน 

ศิลปินไม่ได้หงายผลงานให้เราได้เห็นทุกชิ้น ผลงานบางส่วนถูกซ้อนทับเป็นชั้น วางอยู่กลางห้องหรือโถงทางเดิน เสมือนต้องการเปรียบเปรยถึงประวัติศาสตร์ที่ผ่านกาลเวลา บางส่วนก็ไม่ถูกเปิดเผย บางส่วนก็ถูกซ้อนทับไว้จนมองเรามองไม่เห็น และไม่แม้แต่จะกล้าแตะต้องหยิบขึ้นดู การทับซ้อนของประวัติศาสตร์อาจเป็นเรื่องต้องห้าม เราเดินผ่านห้องต่างๆ ด้วยสายตาที่อยากรู้อยากเห็น และพอรู้ตัวอีกที ก็รู้สึกได้ว่าเรากำลังอยู่ในพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่เคยปกคลุมและครอบครองด้วยผู้คนหลายยุคสมัย บางห้องอาจเป็นห้องส่วนตัว ผนัง เสา บันได บานประตู หน้าต่าง เคยผ่านการมองเห็นและสังเกตการณ์จากผู้คนหลากหลายชนชั้น ฝุ่นแห่งกาลเวลาที่ปกคลุมหอศิลป์นานนับทศวรรษ เป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกไว้โดยแนวคิดของศิลปินร่วมสมัย ปรัชญา พิณทอง 

วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

ก่อนที่จะจากกัน อาจารย์เต้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “Extended Release เป็นนิทรรศการที่ตระหนักถึงคอนเซปต์งานและให้ความสำคัญกับสถาปัตยกรรมภายในอาคารท้องพระโรง เพื่อให้งานศิลปะได้แสดงศักยภาพสอดคล้องไปกับพื้นที่ เราพยายามไม่สร้างความรบกวนกับพื้นที่จนเกินความจำเป็น งานของศิลปิน ปรัชญา พิณทอง ภายใต้การทำงานร่วมกันกับภัณฑารักษ์ คุณกฤษฎา ดุษฎีวนิช ในครั้งนี้ ถือเป็นการกำหนดหมุดหมายและภาพลักษณ์ของหอศิลป์ฯ ที่ต้องการปรับเปลี่ยนไปในทิศทางทีดีขึ้น”

การออกแบบความรู้สึก

องค์ประกอบแวดล้อมภายในนิทรรศการ Extended Release ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบตัวอักษรที่บิดเบี้ยว การออกแบบการ์ดเชิญที่ให้เนื้อสัมผัสเหมือนฝุ่นผง การออกแบบสูจิบัตรขนาดใหญ่ลักษณะเป็นแผ่นพับซับซ้อน การออกแบบ Wall Text ที่เลือกพรินต์บนกระดาษไขขาวบาง แล้วใช้แม่เหล็กนาบติดไปกับผนัง สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดส่งผลต่อความรู้สึกภายในของผู้เขียน อาจเรียกรวมว่าเป็นการออกแบบ ‘ความรู้สึก’ 

ART CENTRE, SILPAKORN UNIVERSITY
ART CENTRE, SILPAKORN UNIVERSITY

มันบอกเราว่า ในบางนิทรรศการ สิ่งที่ผู้ชมจะได้รับกลับมาอาจไม่ใช่ความปรารถนาที่จะซื้อภาพผลงาน สิ่งที่ได้อาจเป็นการที่เราได้ทำความรู้จักกับสถานที่ ได้พูดคุยกับใครสักคนหนึ่งที่บังเอิญเจอและมีความชอบคล้ายกัน พูดคุยกับภัณฑารักษ์ หรืออาจเป็นการพูดคุยกับตัวเอง โดยนำเอาประสบการณ์ส่วนตัวโต้ตอบกับวัตถุและแนวคิดของศิลปินอย่างเป็นอิสระ

หากใครมาเงี่ยหูฟังเราที่นิทรรศการนี้ ก็คงได้ยินบทสนทนาที่ว่าด้วยทั้งอดีตและอนาคต มันทั้งสวยงาม หนักหน่วง และมีแสงแห่งความหวังเรืองรองระยิบเคล้าเสียงฝนพรำ

ART CENTRE, SILPAKORN UNIVERSITY

ทั้งนี้ นิทรรศการ Extended Release เลื่อนวันเปิดให้เข้าชมเป็นวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564 และมีความเป็นไปได้ที่จะยืดระยะเวลาแสดงออกไปอย่างน้อย 5 สัปดาห์ ตามสถานการณ์และมาตรการของหอศิลป์ฯ ผู้สนใจติดตามข่าวสารและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : ART CENTRE, SILPAKORN UNIVERSITY

ผู้มาก่อน (เวลา)

ผนังภายนอก ‘อาคารท้องพระโรง’ สีเหลืองตัดกับท้องฟ้าสีเทา บรรยากาศดูครึ้มฟ้าครึ้มฝน เราเลือกที่นั่งให้ไกลจากสิ่งที่เราอยากพิจารณาเป็นพิเศษ เพื่อลอบสังเกตความงามที่ดำรงอยู่ 

วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

นับแต่อดีตจนถึงวันนี้ เรือนดนตรีสีเขียวหลังเดิมในสวนแก้วยังคงสวยงามสะอาดตา ไม่น่าแปลกใจถ้าจะมีใครทักท้วงว่า หลังจากการบูรณะซ่อมแซมและอนุรักษ์ สีเขียวที่ทาขึ้นใหม่ดูจะฉูดฉาดมากไปกว่าเดิมหรือไม่ เพราะยิ่งเรามีความคุ้นเคยและผูกพันกับสิ่งใดมากเท่าไหร่ เมื่อมีอะไรบางอย่างถูกปรับเปลี่ยนไปจากเดิมเพียงเล็กน้อย เราย่อมมองเห็น เราย่อมกังวล เป็นลักษณะจำเพาะของมนุษย์ละมั้ง เราพยายามทุกวิถีทางที่จะแช่แข็งสิ่งที่เราผูกพันเอาไว้ แม้ว่าตัวเราเองก็ดำรงอยู่ในกระแสธารของเวลาที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

ทุกครั้งที่กลับมายังมหาวิทยาลัยศิลปากร ไม่ว่าจะด้วยโอกาสอะไรก็ตาม เรามักใช้เวลาเข้าไปนั่งใน ‘สวนแก้ว’ ที่ตั้งอยู่ด้านข้างอาคารท้องพระโรง สถานที่ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศความสงบร่มรื่น ไม่ครื้นเครงนักในช่วงเวลาวิกฤต COVID-19 เช่นนี้  

วินาทีที่สายตากระทบกับผลงานประติมากรรมที่ถูกจัดวางอยู่โดยรอบสวนแก้ว ทำให้ท่วงทำนองของเพลงประจำมหาวิทยาลัย ซานตาลูเซีย (Santa Lucia) โลดแล่นขึ้นจนรู้สึกชุ่มฉ่ำหัวใจ เพราะพื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความทรงจำในอดีต พลางคิดไปว่าสวนแก้วได้มอบช่วงเวลาพิเศษที่งดงามเป็นนิจนิรันดร์ 

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน หลังจากนั่งรำลึกความหลังได้สักพัก และชื่นชมกับภายนอกอาคารโบราณ สายตาของเราเหลือบไปเห็นหญิงสาวสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวตรงทางเข้าสวนแก้ว อาจารย์เต้-ดร.ปรมพร ศิริกุลชยานนท์ ผู้อำนวยการหอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร ถือสมาร์ทโฟนโบกไปมา ประหนึ่งเป็นสัญญาณว่าเธอได้รับข้อความที่เราส่งไปเมื่อครู่ว่า มาถึงก่อนถึงเวลานัด อาจารย์เต้เชื้อเชิญเราให้เข้าไปในหอศิลป์ฯ ทันที เพราะเกรงว่าฟ้าฝนจะไม่เป็นใจ และจริงอย่างที่คาด ไม่นานนักฝนเม็ดเบาก็โปรยตัวลงมาเดินเล่นในศิลปากรกับเรา 

อาจารย์เต้-ดร.ปรมพร ศิริกุลชยานนท์ ผู้อำนวยการหอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร

พื้นที่และใจความสำคัญ

เรามองดูฝนโปรยปรายผ่านบานประตูหอศิลป์ฯ ก่อนจะหยุดสายตาที่ ‘กำแพงแก้ว’ กำแพงขนาดเล็กที่ล้อมรอบอาคารท้องพระโรง อาจารย์เต้เล่าให้ฟังในภายหลังว่า กำแพงแก้วเป็นอีกจุดหนึ่งที่บูรณะซ่อมแซม เนื่องจากเหตุต้นไม้ใหญ่รูปหัวใจโค่นล้ม สร้างความเสียหายให้แก่อาคารและบริเวณโดยรอบ 

“ไม่ว่าปูนปั้นประดับหัวเสา ลวดบัวปูนปั้น ระแนงลูกกรงเหล็กหล่อ และเสากำแพงแก้ว ตลอดแนวด้านขวาของกำแพงแก้วคือส่วนที่ได้รับการบูรณะและซ่อมแซมขึ้นใหม่” 

ปัดฝุ่นแห่งกาลเวลาใน Extended Release นิทรรศการหลังการบูรณะหอศิลป์ฯ วังท่าพระ ศิลปากร
ปัดฝุ่นแห่งกาลเวลาใน Extended Release นิทรรศการหลังการบูรณะหอศิลป์ฯ วังท่าพระ ศิลปากร

หากไม่มีใครบอก เราคงแยกไม่ออกระหว่างของเก่าและของใหม่ และหากอาจารย์เต้ไม่เล่าต่อ เราคงไม่ทราบว่าเธอและทีมงานได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในอาคารท้องพระโรงให้มีระบบไฟที่กลมกลืนไปกับตัวอาคาร และเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศให้เป็นแบบฝังบนเพดาน ซึ่งแต่เดิมใช้แอร์ตู้ บุคลากรในหอศิลป์ฯ ยังพยายามลบล้างภาพจำเก่าๆ ของหอศิลป์ฯ ที่คงอยู่มานานนับทศวรรษ 

“มีคนชอบถามอยู่ตลอดว่า ที่นี่เข้าได้ด้วยเหรอ เราไม่ใช่เด็กศิลปากร ฟังดูเหมือนจะไม่ใช่ปัญหา แต่เรามองว่ามันเป็นปัญหา” อาจารย์เต้เล่าให้ฟังด้วยความใส่ใจ เธอมองว่าหอศิลป์ของมหาวิทยาลัยควรมีบทบาทและมอบคุณประโยชน์ให้สังคมในวงกว้างมากกว่านี้

“บทบาทของหอศิลป์ฯ ในมหาวิทยาลัยศิลปากร น่าจะเชื่อมโยงเรื่องราวจากภายในให้เป็นที่รับรู้สู่สังคมภายนอก พร้อมให้คนภายนอกก้าวเข้ามาเยี่ยมเยือนพื้นที่ ส่วนคนที่อยู่ภายในเอง ก็ควรได้เห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและความเป็นไปที่อยู่ภายนอก ทางหอศิลป์ฯ ได้จัดทำโปรแกรมนิทรรศการและกิจกรรมการศึกษาก่อนที่หอศิลป์ฯ จะปิดซ่อมแซม ซึ่งได้วางแผนโปรแกรมยาวตลอดปี เมื่อได้กลับมาเปิดหอศิลป์ฯ ภายหลังการซ่อมแซมครั้งนี้ ทิศทางของเราก็ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าเราจะเป็นพื้นที่สำหรับศิลปะร่วมสมัย”   

นับเป็นเรื่องที่ท้าทายของอาจารย์เต้ ในฐานะผู้อำนวยการหอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งตอนนี้ดำรงตำแหน่งเป็นวาระที่ 2 เธอต้องดูแลงานหลักของหอศิลป์ฯ อันได้แก่ การจัดการพื้นที่ การจัดการคลังสะสมของมหาวิทยาลัย ทั้งการเผยแพร่ การเก็บและซ่อมแซมผลงานศิลปะในสะสม ที่ได้จากการประกวดศิลปกรรมแห่งชาติ (นับแต่ครั้งที่ 15 – 67 รวมแล้วหลายร้อยชิ้น) และการจัดการโครงการบริการอื่นๆ ปัจจุบันเธอทำงานร่วมกับทีมงานฝ่ายนิทรรศการและฝ่ายกิจกรรมการศึกษา โดยหอศิลป์ฯ มีภัณฑารักษ์ประจำที่จะคอยให้คำแนะนำในรายละเอียด รวมถึงดูภาพรวมของนิทรรศการและกิจกรรมที่จะเกิดขึ้น

ปัดฝุ่นแห่งกาลเวลาใน Extended Release นิทรรศการหลังการบูรณะหอศิลป์ฯ วังท่าพระ ศิลปากร
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

ฝุ่นผงแห่งกาลเวลา

กลับมาที่อาคารท้องพระโรง สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ เป็นที่ประทับและทรงงานของเจ้านายหลายท่าน รวมถึงเป็นที่ทำงานของเหล่าช่างหลวง หลังจากนั้นถูกเปลี่ยนมาเป็นพื้นที่การเรียนการสอนศิลปะแบบตะวันตกแห่งแรกของประเทศไทย กระทั่งกลายมาเป็นหอศิลป์ของมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตวังท่าพระ 

ประวัติศาสตร์ของพื้นที่แห่งนี้ ‘ซ้อนทับ’ ด้วยกาลเวลาหลายยุคหลายสมัย แม้แต่ชั้นสีของตัวอาคารก็ยังประกอบไปด้วยพื้นผิวที่ทับซ้อนด้วยเทคนิค ‘ปูนหมัก ปูนตำ’ การฟื้นฟูบูรณะซ่อมแซมตัวอาคารจึงต้องทำตามหลักวิชาการ โดยหอศิลป์ฯ ทำงานร่วมกับกรมศิลปากรและสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมไทย จนได้แนวทางอนุรักษ์อาคารที่เหมาะสม นั่นคือการซ่อมแซมคืนสภาพ และสำหรับในส่วนที่เสียหายหนักจะทำการเปลี่ยนวัสดุ โดยคงรูปแบบจากการบูรณะอาคารครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2540  

เมื่อระยะเวลาแห่งการซ่อมแซมถูกยืดขยายไปตามความละเอียดและประณีตของงาน ถึงครั้งที่ตัวอาคารท้องพระโรงได้รับการบูรณะซ่อมแซมโดยสมบูรณ์ ทีมหอศิลป์ฯ ต้องมานั่งคิดถึงนิทรรศการเปิดตัวครั้งแรกด้วย 

“เราอยากให้ศิลปินคนแรกเป็นศิลปินร่วมสมัย ซึ่งเป็นทิศทางของหอศิลป์ที่ต้องการจะยืนหยัดให้ชัดเจน และเป็นศิษย์เก่าศิลปากรที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ เพื่อให้คนในศิลปากรเองได้รู้จักและเห็นงาน โดยเฉพาะนักศึกษา ทำให้นึกถึงพี่โต๊ะ-ปรัชญา พิณทอง ศิลปินไทยที่สร้างชื่อในต่างประเทศ” อาจารย์เต้กล่าวถึงศิลปินพร้อมกับเดินนำชม และแนะนำให้เราทราบถึงผลงานศิลปะที่ภัณฑารักษ์ประจำหอศิลป์ฯ คุณกฤษฎา ดุษฎีวนิช ทำขึ้นร่วมกับศิลปิน ติดตั้งอยู่บนผนังซ้ายมือก่อนที่จะได้เดินเข้าไปสำรวจพื้นที่ด้านใน   

ภาพอดีตในสภาวะยืดขยาย Extended Release

ก่อนเริ่มเล่าผลงานจาก 1 – 10 ตามแบบฉบับการไล่เรียงผลงานตามพื้นที่การจัดวางจากชั้นล่างสู่ชั้นบน เราอยากเล่าถึงผลงานวิดีโออาร์ตของ ปรัชญา พิณทอง บนชั้นสองของอาคารท้องพระโรง ซึ่งเป็นผลงานที่ยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงคำนึงของเรา เรียกว่าเป็นผลงานที่เราได้ใช้เวลาในการซึมซับและร่วมประสบการณ์อยู่ด้วยกันนานทีเดียว

วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

ผลงานวิดีโอขนาดยาว 8.59 นาที Extended Release, 2020 ถ่ายทำด้วยกล้อง iPhone และนำไปแปลงเป็นฟิล์ม 35 มม. ฉายด้วยแสงไฟที่ส่องตรงไปยังฉากผ้าใบที่นำกลับมาใช้ใหม่ ยิ่งจ้องมองให้ดี เราจะเห็นความไม่สมประกอบของผ้าใบที่ถูกขึงอยู่กลางห้อง ผู้เขียนคาดเดาว่าเป็นความจงใจของศิลปิน ในการเลือกวัสดุใช้แล้วที่ทิ้งร่องรอยของการปะติดปะต่อ 

การจ้องมองภาพของฟิล์มที่ถูกหมุนวนอย่างรวดเร็ว ทำให้เราเห็นกระบวนการฉายหนังแบบโบราณ ศิลปินพยายามย้อนกลับจากโลกอนาคตสู่อดีตผ่านสื่อที่แตกต่าง แต่ให้ผลลัพธ์เหมือนกัน การเคลื่อนไหวเพียงวินาทีเดียวกลับถูกยืดขยายออกเป็นเฟรมต่อเฟรม หรือนี่คือนัยยะที่แฝงไว้ซึ่งชื่อของนิทรรศการ

ส่วนความสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นจากเครื่องโปรเจกเตอร์โบราณนั้น ส่งแรงไปยังพื้นไม้ที่เรากำลังเหยียบยืนอยู่เสมือนหนึ่งแรงสั่นสะเทือนของเครื่องจักรที่เข้ามาทำความสะอาดขัดถูไถขจัดคราบสิ่งสกปรกในหอศิลป์ฯ จนเกิดฝุ่นฟุ้งเป็นม่านหมอกของอดีตที่ปะปนอยู่ในมวลอากาศแห่งปัจจุบัน 

ในห้องถัดไป มีผลงานผืนผ้าใบจำนวน 31 ชิ้นวางอยู่บนพื้นในแต่ละด้านของห้อง พิงตัวไว้โดยไร้การยึดเหนี่ยวหรือต้านแรงดึงดูด นัยหนึ่งสะท้อนให้เห็นการน้อมนอบและเคารพสถานที่ ด้วยการที่ไม่พยายามเจาะหรือแขวนรูปภาพตามขนบการจัดแสดงงานศิลปะทั่วไป 

วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

อีกมุมหนึ่ง ศิลปินพยายามทิ้งเบาะแสบางอย่างให้เห็น จากคราบฝุ่นสีน้ำตาลที่ตกหล่นอยู่บริเวณขอบแคนวาส หากได้ตั้งใจชมวิดีโออาร์ตในห้องที่ผ่านมา เราจะทราบกระบวนการสร้างงานศิลปะของปรัชญา ศิลปินนำตัวเองเข้าสู่กระบวนการปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดหอศิลป์ฯ ปรัชญาเข้ามาในช่วงที่ฝุ่นฟุ้ง สิ่งที่ศิลปินจัดการกับความคิดและพื้นที่ คือการนำแคนวาสสีขาวมาวางไว้ตามจุดต่างๆ สีที่ก่อตัวขึ้นบนแคนวาสอย่างอิสระคือการดักจับฝุ่นที่ตลบอบอวน 

ศิลปินไม่ได้หงายผลงานให้เราได้เห็นทุกชิ้น ผลงานบางส่วนถูกซ้อนทับเป็นชั้น วางอยู่กลางห้องหรือโถงทางเดิน เสมือนต้องการเปรียบเปรยถึงประวัติศาสตร์ที่ผ่านกาลเวลา บางส่วนก็ไม่ถูกเปิดเผย บางส่วนก็ถูกซ้อนทับไว้จนมองเรามองไม่เห็น และไม่แม้แต่จะกล้าแตะต้องหยิบขึ้นดู การทับซ้อนของประวัติศาสตร์อาจเป็นเรื่องต้องห้าม เราเดินผ่านห้องต่างๆ ด้วยสายตาที่อยากรู้อยากเห็น และพอรู้ตัวอีกที ก็รู้สึกได้ว่าเรากำลังอยู่ในพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่เคยปกคลุมและครอบครองด้วยผู้คนหลายยุคสมัย บางห้องอาจเป็นห้องส่วนตัว ผนัง เสา บันได บานประตู หน้าต่าง เคยผ่านการมองเห็นและสังเกตการณ์จากผู้คนหลากหลายชนชั้น ฝุ่นแห่งกาลเวลาที่ปกคลุมหอศิลป์นานนับทศวรรษ เป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกไว้โดยแนวคิดของศิลปินร่วมสมัย ปรัชญา พิณทอง 

วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

ก่อนที่จะจากกัน อาจารย์เต้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “Extended Release เป็นนิทรรศการที่ตระหนักถึงคอนเซปต์งานและให้ความสำคัญกับสถาปัตยกรรมภายในอาคารท้องพระโรง เพื่อให้งานศิลปะได้แสดงศักยภาพสอดคล้องไปกับพื้นที่ เราพยายามไม่สร้างความรบกวนกับพื้นที่จนเกินความจำเป็น งานของศิลปิน ปรัชญา พิณทอง ภายใต้การทำงานร่วมกันกับภัณฑารักษ์ คุณกฤษฎา ดุษฎีวนิช ในครั้งนี้ ถือเป็นการกำหนดหมุดหมายและภาพลักษณ์ของหอศิลป์ฯ ที่ต้องการปรับเปลี่ยนไปในทิศทางทีดีขึ้น”

การออกแบบความรู้สึก

องค์ประกอบแวดล้อมภายในนิทรรศการ Extended Release ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบตัวอักษรที่บิดเบี้ยว การออกแบบการ์ดเชิญที่ให้เนื้อสัมผัสเหมือนฝุ่นผง การออกแบบสูจิบัตรขนาดใหญ่ลักษณะเป็นแผ่นพับซับซ้อน การออกแบบ Wall Text ที่เลือกพรินต์บนกระดาษไขขาวบาง แล้วใช้แม่เหล็กนาบติดไปกับผนัง สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดส่งผลต่อความรู้สึกภายในของผู้เขียน อาจเรียกรวมว่าเป็นการออกแบบ ‘ความรู้สึก’ 

ART CENTRE, SILPAKORN UNIVERSITY
ART CENTRE, SILPAKORN UNIVERSITY

มันบอกเราว่า ในบางนิทรรศการ สิ่งที่ผู้ชมจะได้รับกลับมาอาจไม่ใช่ความปรารถนาที่จะซื้อภาพผลงาน สิ่งที่ได้อาจเป็นการที่เราได้ทำความรู้จักกับสถานที่ ได้พูดคุยกับใครสักคนหนึ่งที่บังเอิญเจอและมีความชอบคล้ายกัน พูดคุยกับภัณฑารักษ์ หรืออาจเป็นการพูดคุยกับตัวเอง โดยนำเอาประสบการณ์ส่วนตัวโต้ตอบกับวัตถุและแนวคิดของศิลปินอย่างเป็นอิสระ

หากใครมาเงี่ยหูฟังเราที่นิทรรศการนี้ ก็คงได้ยินบทสนทนาที่ว่าด้วยทั้งอดีตและอนาคต มันทั้งสวยงาม หนักหน่วง และมีแสงแห่งความหวังเรืองรองระยิบเคล้าเสียงฝนพรำ

ART CENTRE, SILPAKORN UNIVERSITY

ทั้งนี้ นิทรรศการ Extended Release เลื่อนวันเปิดให้เข้าชมเป็นวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564 และมีความเป็นไปได้ที่จะยืดระยะเวลาแสดงออกไปอย่างน้อย 5 สัปดาห์ ตามสถานการณ์และมาตรการของหอศิลป์ฯ ผู้สนใจติดตามข่าวสารและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : ART CENTRE, SILPAKORN UNIVERSITY

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load