ดอกไม้เป็นสัญลักษณ์แห่งความสวยงาม ความรุ่มรวยอุดมสมบูรณ์ และการส่งต่อความสุขในหลากหลายวัฒนธรรม เราจึงอยากเริ่มต้นปีด้วยการชวนทุกท่านไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ หรือ The Museum of Floral Culture ก่อตั้งโดย คุณสกุล อินทกุล ศิลปินนักจัดดอกไม้ชื่อดังของเมืองไทย ถือเป็น ส.ค.ส. จากเราสู่ผู้อ่านทุกๆ ท่านในวาระดิถีขึ้นปีใหม่นี้เสียเลย

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

พิพิธภัณฑ์นี้ซ่อนตัวอยู่ในซอยองค์รักษ์ 13 ย่านสามเสน อยู่ไม่ไกลจากปากซอย เมื่อย่างก้าวแรกเข้ามาในบริเวณบ้านไม้สักทรงโคโลเนียลโบราณ เราได้รับการทักทายจากต้นกร่างโบราณที่แผ่กว้างอยู่กลางลานบ้าน แต่ละกิ่งประดับด้วยเส้นดอกรักประกอบกับดอกดาวเรืองสีเหลืองสว่างที่ถูกร้อยไว้ตรงปลาย ทิ้งตัวลงมากว่าร้อยเส้น แกว่งไหวคละไปกับยี่เป็ง และกลิ่นกล้วยไม้ที่ลอยตามลมมาจางๆ ให้ความรู้สึกร่มเย็นและวิจิตรงดงามตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าไปในพิพิธภัณฑ์

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

เจ้าหน้าที่บอกเราว่า ต้นไม้ต้นนี้น่าจะอยู่กับบ้านตั้งแต่สมัยที่ถนนเคยเป็นคลองเชื่อมกับแม่น้ำเจ้าพระยา โดยบริเวณนี้เรียกว่า ซอยองครักษ์ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่รัชกาลที่ 6 พระราชทานให้เป็นที่พำนักแก่องค์รักษ์ของพระองค์ หากไปสืบดูโฉนดจะเห็นว่าเป็นบ้านของเจ้าพระยาท่านต่างๆ อย่างหลังถัดไปก็ตกทอดมาจากพระยาพิชัยรณรงค์สงคราม ส่วนหลังนี้เดิมทีเป็นของใครยังไม่ทราบแน่ชัด ที่ทราบคือเจ้าของคนล่าสุดอนุญาตให้คุณสกุล อินทกุล เช่าเป็นกรณีพิเศษเพื่อทำเป็นพิพิธภัณฑ์มา 7 ปีแล้ว

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

ที่นี่เปิดให้เข้าชมเป็นรอบ (มีทั้งรอบบรรยายภาษาไทยและอังกฤษ) แต่ละรอบมีผู้นำชมนิทรรศการถาวรด้านในที่จัดแสดงอยู่ใน 7 ห้องด้วยกัน

ว่าแล้วเราจึงจัดการซื้อตั๋ว แล้วเดินลอดตั่งทอหลากสีสัน จัดแจงถอดรองเท้า แล้วเข้าไปชมนิทรรศการด้านในของบ้านด้วยกันในรอบแรกของวันนั้นทันที 

ยุครุ่งเรื่องของการจัดดอกไม้

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์
พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

เมื่อเข้ามาในห้องแรกที่มีชื่อว่า ‘ห้องภาพดุสิต’ เรามองเห็นรูปถ่ายขาวดำในกรอบทองติดไว้บนผนังสีขาวละลานตารอบห้อง แต่ก่อนที่จะไปพินิจดูแต่ละรูป เรากลับสะดุดตากับอีกสิ่งหนึ่งที่ด้านซ้ายของประตู นั่นคือชั้นที่มีหนังสือเล่มเล็กใหญ่ว่าด้วยศาสตร์ต่างๆ เกี่ยวกับรุกขชาติ ตั้งแต่การจำแนกชนิดพันธุ์ ไปจนถึงวิธีการจัดตกแต่งออกแบบทั้งหลาย จัดเรียงกันอยู่แน่นเอี้ยดเสมือน ‘หอสมุด’ ขนาดย่อมก็ว่าได้ โดยที่แห่งนี้ถือเป็น ‘คลังสมอง’ ของคุณสกุล ที่ถูกใช้ค้นคว้าหาไอเดียสร้างสรรค์ผลงานอยู่เสมอ

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

ในหนังสือ Dok Mai Thai (ดอกไม้ไทย) คุณสกุลท้าวความว่า ประเพณีการจัดดอกไม้ของไทยนั้นย้อนไปถึงเรื่องราวของนางนพมาศหรือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ซึ่งพูดถึงวิธีการเย็บใบตองเป็นกระทงในสมัยสุโขทัย ต่อมาในสมัยอยุธยามีเพียงภาพวาดฝาผนังในวัดราชบูรณะที่แสดงให้เห็นถึงการจัดดอกไม้บูชาอยู่บ้าง

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

พอมาในยุครัตนโกสินทร์ มีบันทึกของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่เล่าว่า เจ้าจอมมารดาตานีในรัชกาลที่ 1 โปรดปรานและมีฝีมือในด้านการจัดดอกไม้ ซึ่งสิ่งนี้ยังตกทอดมาในตระกูลบุนนาคจวบจนปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี ยุคที่งานดอกไม้รุ่งเรืองที่สุดคงหนีไม่พ้นยุคของรัชกาลที่ 5 งานดอกไม้ในเวลานั้นถือเป็นกิจกรรมสำคัญสำหรับหญิงในตำหนักฝ่ายใน พัฒนากรรมวิธีให้วิจิตรซับซ้อนและงดงามอย่างอัศจรรย์ นอกจากนี้ ยังมีอิทธิพลมาจากต่างชาติด้วย อย่างที่เราเห็นได้ในภาพถ่ายที่จัดแสดงในห้องภาพดุสิตนี้ เช่น ‘พวงมาลารูปโคมจีน’ ฝีพระหัตถ์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสมรรัตรสิริเชษฐ์ ที่มีรูปทรงเป็นสามมิติ แตกต่างจากเครื่องแขวนแบบสองมิติตามขนบดั้งเดิม แถมยังมีอีกหลายชิ้นที่ทรงคล้ายกับโคมแชนเดอเลียร์ตะวันตก สันนิษฐานว่าอาจได้รับอิทธิพลมาจากครูในราชสำนักช่วงนั้น คือ แหม่มมแอนนา ลีโอโนเวนส์ นั่นเอง

ในยุคนี้เริ่มมีการแต่งแจกันให้เป็นทรงบาน ตามภาพจะเห็นว่ามีการใช้ดอกบัวหลวง ผสมซ่อนกลิ่นบ้าง อีกทั้งใช้พวงมาลาประดับประดาพิธีการต่างๆ อย่างในภาพ ‘ขบวนรถบุปผชาติ’ เป็นการหยิบพาหนะจักรกลร่วมสมัยขณะนั้นมาตกแต่งด้วยช่อดอกไม้ แล้วจัดเป็นขบวนเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์

ส่วนการร้อยมาลัยก็ถูกพัฒนาขึ้นเช่นกัน โดยมีสิ่งที่เรียกว่า ‘มาลัยชายครุย’ เป็นมาลัยดอกไม้ที่ผู้ชายใช้พันพาดคาดอกแทนสายสะพายในโอกาสพิเศษ คิดค้นโดยเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (เจ้าคุณจอมมารดาแพ) เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีเรื่องนวัตกรรมที่ถูกนำเข้ามา เช่น เรือนกระจก ที่ปรากฏในภาพถ่ายจากพระที่นั่งวิมานเมฆ บรรจุเลี้ยงทั้งเฟิร์น กล้วยไม้ และพันธุ์ไม้ดอกแปลกถิ่นนานาชนิด เป็นที่โปรดปรานของชนชั้นสูงอย่างมาก

ความเชื่อแห่งบุปผา

ห้องถัดมามีชื่อว่า ‘โลกแห่งวัฒนธรรมดอกไม้’ จัดแสดงวัตถุ และเรื่องราววัฒนธรรมดอกไม้จากหลากหลายประเทศในเอเชียที่คุณสกุลได้ไปประสบและนำมาสะสมไว้ สำหรับเราทั้งหมดมีจุดร่วมเดียวกัน คือการใช้ดอกไม้ควบคู่ความเชื่อ เช่น มาลัยของอินเดีย ที่ใช้เชือกบิดพันดอกไม้เข้าด้วยกัน ไม่ใช่เข็มที่เป็นของแหลมทิ่มแทงดอกแบบบ้านเรา เพราะถือว่าไม่มงคลสำหรับการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

ภาพประเพณีการไหว้พระจันทร์แบบจีนที่นิยมใช้ดอกเบญจมาศหรือโบตั๋น กระทงเล็กๆ หรือชะนัง (Canang Sari) ที่คนบาหลีสานไว้วางดอกไม้ พรมน้ำมนต์ และนำไปไหว้หน้าบ้าน เพื่อแสดงความเคารพต่อเทพเจ้าทางศาสนาฮินดู โดยดอกไม้สีแดงแทนพระพรหม สีขาวแทนพระอิศวร สีเหลืองแทนพระศิวะ และสีเขียวหรือฟ้าแทนพระวิษณุ รวมถึงพานจากพม่าหรือต้นดอกจากลาว ที่เป็นโครงสำหรับประดับดอกไม้สำหรับถวายพระในพุทธศาสนา ไปจนถึงประเทศที่ภูมิศาสตร์ไม่เอื้อต่อการบานของดอกไม้ อย่างทิเบต เขาก็ยังกวนแป้ง น้ำชา นม เนย แล้วปั้นและแต่งสีเพื่อเป็นดอกไม้บูชา หรือโทม่า (Toma) ตามความเชื่อของเขา

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์
พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

ห้องนี้ยังจัดแสดงโบราณวัตถุชิ้นเดียวของที่นี่ คือคัมภีร์ผ้าว่าด้วยการจัดดอกไม้แบบโชกะ เขียนด้วยคันจิโบราณ อายุ 200 กว่าปี ปลายยุคเอโดะ ตรงกับช่วงกรุงศรีอยุธยาสมัยปกครองโดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (ค.ศ. 1756) ซึ่งการจัดดอกไม้ในญี่ปุ่นก็เชื่อมโยงกับความสงบนิ่งของจิตวิญญาณเช่นกัน

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

ในห้องที่ต่อกัน ‘ห้องอุโบสถดอกไม้’ มีการจำลองงานแห่ต้นดอกไม้สีสันสดใสฝีมือชาวบ้านของวัดศรีโพธิ์ชัย จังหวัดเลย ที่นิยมจัดขึ้นในช่วงสงกรานต์ของทุกปี ว่ากันว่าจัดติดต่อกันมาหลายร้อยปี ตามความเชื่อว่าเป็นสิริมงคล ที่ได้นำดอกไม้มาบูชาพระรัตนตรัย ทำให้อยู่ดีมีสุข ฝนตกต้องตามฤดูกาล

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

เทคนิคที่ผสานคณิตศาสตร์กับศิลปศาสตร์

ทราบมาว่าคุณสกุล ในตอนแรกเรียนจบด้านวิศวะจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

ต่อมาจึงฝึกฝนและเปลี่ยนเส้นทางมาประสบความสำเร็จจากงานประดิษฐ์ดอกไม้ ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจฟังดูแปลก จนเมื่อเราได้มาดูห้องที่ 4 และ 5 ของพิพิธภัณฑ์ (ในชื่อ ‘ความลับแห่งงานศิลป์ของไทย’ และ ‘วัฒนธรรมประเพณีและวิถีชีวิตผู้คน’) ทำให้เราเริ่มเข้าใจว่างานดอกไม้แบบไทยมีระบบที่ซับซ้อน ด้วยการทำงานกับทรงและออกแบบการใช้สอย จนอาจจะใกล้เคียงกับงานวิศวะก็เป็นได้

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์
พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

ในห้องนี้จัดแสดงแม่แบบของลายเกล็ดหรือลายกระเบื้องแบบต่างๆ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของเครื่องแขวน เป็นการร้อยดอกและก้านมะลิต่อกันให้เกิดแพตเทิร์นคล้ายตาข่าย มีลวดลายเรขาคณิต มีหลากหลายรูปทรงและความยากง่าย เริ่มจาก 4 ก้าน 4 ดอก 6 ก้าน 6 ดอก กำแพงแก้ว จนถึงลายอกแมงมุม แก้วชิงดวง ฯลฯ ซึ่งแต่ละชิ้นใช้เวลาในการทำนานใช่เล่น (ครั้งหนึ่งพิพิธภัณฑ์เคยจัดเวิร์กช็อปทำเครื่องแขวนวิมานพระอินทร์ เริ่มตั้งแต่เช้า ปรากฏว่ากว่าจะเสร็จปาไป 2 ทุ่ม!)

นอกจากนี้ ยังมีกรรมวิธีอื่นๆ เช่น วิธีขึ้นโครงสมัยก่อนที่ใช้ดินเหนียวทำเป็นแกนทรงกระบอก การเหลาไม้ระกำ การออกแบบการทิ้งตัวของอุบะ การคำนวณบายศรี การสร้างภาพนูนต่ำด้วยการดึงกลีบจิ๋วของบานไม่รู้โรยมาทีละกลีบ บางครั้งก็นำกลีบมาย้อมสีอีกครั้ง ก่อนจะบรรจงจุ่มแป้งเปียกหรือข้าวสุกบี้แทนกาว เพื่อต่อกันเป็นรูปทรง อีกทั้งยังต้องเข้าใจคุณลักษณะของดอกไม้ไทยแต่ละชนิดที่นำมาใช้ ทั้งเรื่องรูปทรง ความหมาย หรือแม้กลิ่นให้ลงตัว โดยห้องนี้มี ดอกไม้สดที่ทางพิพิธภัณฑ์ใส่พานไว้ให้เราดมด้วย ไม่ว่าจะเป็นจำปี มะลิ กุหลาบ ดาวเรือง ฯลฯ

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

ใกล้ๆ กันมีผลงานที่นำเทคนิคเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ เช่น ชิ้นงานบนบานประตูที่จำลองมาจากวัดโสมนัสฯ โดยในแบบเดิมจะมีภาพวาดเครื่องแขวนโบราณสมัยรัชกาลที่ 4 อยู่ระหว่างนายทวารบาล คุณสกุลจึงเลือกสร้างเครื่องแขวนแบบร่วมสมัย ใช้ลายเกล็ดแบบ 4 ด้าน 4 ดอก ผสมกับโลหะดัดสีทอง ดูโมเดิร์นและลงขึ้นอย่างน่าสนใจ ถือเป็นน้ำจิ้มเล็กๆ ก่อนที่เราจะไปดูผลงานชิ้นโบว์แดงด้านบน 

เรเนซองส์ใต้ร่มพระบารมี

ต่อมาเราย่องขึ้นบันไดไม้ ผ่านคอลเลกชันแสตมป์สะสมลายดอกไม้ชั้น 2 เพื่อชม 2 ห้องสุดท้าย ห้องแรกชื่อ ‘ปากกา ดินสอ ความเป็นไปได้’ จัดแสดงผลงานของคุณสกุลที่มีชื่อเสียงทั้งในและต่างประเทศ ตั้งแต่ขั้นตอนการสเกตซ์แบบ ไปจนถึงภาพถ่ายผลงานที่เสร็จสมบูรณ์ เช่น การออกแบบดอกไม้ให้กับพรมแดงของงาน Rome Film Festival ที่อิตาลี การออกแบบประติมากรรมรีเซปชันโรงแรมบุลการีที่บาหลี การจัดดอกไม้ในงานแต่งงานของ เหลียง เฉาเหว่ย ที่ภูฏาน งานโฆษณาร่วมกับ หว่อง กาไว ที่ประเทศอินเดีย ฯลฯ

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

แต่งานที่คุณสกุลผูกพันและประทับใจที่สุดคือการได้มีโอกาสตามเสด็จฯ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไปจัดดอกไม้ที่เมืองจีน และหลังจากนั้นได้ถวายงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทมากว่า 10 ปี มีงานที่เป็นสิริมงคลอย่างใหญ่หลวง คือการได้ถวายงานจัดดอกไม้งานเลี้ยงวาระพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ซึ่งในห้องนี้เราจะได้เห็นชิ้นงานบางส่วนที่เคยติดอยู่ด้านหน้าโต๊ะเสวยของพระองค์ท่าน ทำจากกลีบดอกบานไม่รู้โรยสีขาว ย้อมสี และประดิดประดอยเป็นรูปพระอินทร์

นอกจากนี้ ยังมีรูปจากมุมอื่นๆ ขององค์พระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬารที่สวยงามไม่แพ้กัน หากเรามองดีๆ จะเห็นว่าโครงของงานดอกไม้ในงานนั้นถูกทำขึ้นด้วยเหล็ก ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากพระทวารเหล็กดัดของพระที่นั่งนั่นเอง ดังนั้น ผลงานโดยรวมจึงผสมผสานลายเส้นอาร์ตนูโวแบบตะวันตกเข้ากับความประณีตแบบไทย อีกทั้งยังเลือกใช้วัสดุที่ดูร่วมสมัยอย่างสง่างาม

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

และในห้องสุดท้ายชื่อ ‘หัวใจการจัดดอกไม้สมัยใหม่’ มีเนื้อหาเทียบเคียงมาจากหนังสือ FlorESSENCE: Essence of Modern Flower Design ของคุณสกุล นำเสนอวิธีการจัดดอกไม้ที่เน้นความทันสมัยและนำไปใช้ได้จริง ด้วยความตั้งใจอยากส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนที่มาชมกลับไปจัดแต่งดอกไม้เองได้ ไฮไลต์ในห้องนี้สำหรับเราคือทรงแจกันหล่อสำริดทรงต่างๆ โดยเมื่อดูครั้งแรกอาจจะแปลกตา แต่ที่แท้ถอดแบบมาจากเมล็ดพันธุ์ในธรรมชาตินี่เอง ไม่ว่าจะเป็น เม็ดมะกอก รูปทรงของตีนเป็ดน้ำ หรือรูปทรงลูกยางนามีปีก ที่ปักดอกไม้ไปแค่ 1 หรือ 2 ดอกก็ดูสวยสมบูรณ์ได้เลย

ผนังตรงข้ามก็มีภาพถ่ายการร้อยดอกไม้แบบต่างๆ ที่ถูกตัดทอนมาเป็นกราฟิกของปฏิทินสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เมื่อ พ.ศ. 2559 แสดงให้เห็นการประยุกต์รูปทรงให้ดูเรียบเก๋ได้อีกในลักษณะหนึ่งด้วย

จิบชาในสวนสวย

ข้อเสียอย่างหนึ่งของวิธีการเดินชมกับวิทยากรก็คือ เราไม่ค่อยกล้าจะอ้อยอิ่งชมความงามอยู่อย่างเนิ่นนานนัก (ด้วยความเกรงใจ) ว่าแล้วเราเลยเลือกจบการนำชมด้านในและไปใช้เวลาอย่างสุนทรีย์ในสวนด้านนอกแทน

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์
พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

เมื่อออกจากตัวบ้านแล้ว เราจึงวนซ้ายผ่านกอต้นเบิร์ดออฟพาราไดซ์ที่กำลังแตกช่อแดงแกมเขียวอยู่สวยสด ค่อยๆ เดินเลียบระเบียงบ้าน ทะลุไปสวนหลังบ้านที่มองไปทางไหนก็เห็นสีเขียวสดชื่นไปหมด เรามองเห็นดอกไม้ที่ผลิบานตามธรรมชาติในกกในพง ไม่ว่าจะเป็นดอกชบาสีนวล ดอกรัก ดอกแก้ว ดอกต้นบีโกเนีย และกล้วยไม้หลากสี ยิ่งทำให้รู้สึกถึงคุณค่าของดอกไม้แต่ละดอกที่กว่าจะฟูมฟักออกมาให้เราได้นำมาประดิดประดอยเป็นศิลปะอย่างที่เห็นในพิพิธภัณฑ์

อ้อ อย่างที่เกริ่นไปว่า ถ้าใครอยากจะลองมาสร้างงานศิลปะเครื่องแขวนหรือจัดดอกไม้สไตล์ไทยๆ ที่นี่เขามีเปิดเวิร์กช็อปให้มาทดลองทำกันในสวนด้วยนะ (ติดตามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ใน เฟซบุ๊ก : The Museum of Floral Culture)

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์
พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

และแน่นอนว่าอย่าลืมปิดท้ายด้วยการมานั่งจิบชาในร้าน Salon du thé ด้านหน้ามิวเซียม ที่คัดเลือกชาหอมจากทั้งเมืองไทยและต่างประเทศ มีให้เลือกทั้งแบบร้อนและเย็น รวมถึงขนมที่มีที่มาจากหลายประเทศ เช่น ขนมไทยอย่างถั่วแปบ ขนมชั้น ขนมญี่ปุ่น และขนมอินเดีย รวมถึงเค้กโฮมเมดที่เตรียมไว้ตอบสนองความชิลล์ (และความหิว) ของผู้เข้าชมที่นี่ด้วย

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ บ้านไม้สักโคโลเนียลที่เล่าเทรนด์ดอกไม้ไทยตั้งแต่สุโขทัยจนรัตนโกสินทร์

ขณะที่เรานั่งจิบชากัน เราคิดถึงคำของคุณสกลที่ว่า “การจัดดอกไม้นั้นบ่งบอกนิสัยของคนจัดได้” สำหรับเราพิพิธภัณฑ์นี้ก็เป็นเหมือนช่อดอกไม้ที่บ่งบอกตัวตนของคุณสกุลเช่นกัน

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้

เลขที่ 315 ถนนสามเสน ซอย 28 แยกองครักษ์ 13 แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 10300

โทรศัพท์ : 0 2669 3633 – 4

โทรสาร : 0 2669 3632

เว็บไซต์ : http://www.floralmuseum.com/

อีเมล : [email protected]

วันและเวลาทำการ

ทุกวัน (ยกเว้นวันจันทร์) เวลา 10.00 – 18.00 น.

ค่าเข้าชม

ค่าเข้าชมคนละ 150 บาท

มีมัคคุเทศก์นำชม โดยมีรอบนำชม ดังนี้

รอบที่ 1 เวลา 10.30 น.

รอบที่ 2 เวลา 11.30 น.

รอบที่ 3 เวลา 13.00 น.

รอบที่ 4 เวลา 14.30 น.

รอบที่ 5 เวลา 16.00 น.

รอบสุดท้าย เวลา 17.00 น.

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

แจ้งเกิดในโลกใบใหม่ ใหญ่กว่าเดิม 

“นี่ครับ ห้องเก็บงานของผม” โน้ต-วัจนสินธุ์ จารุวัฒนกิตติ ไม่ได้เปิดประตูให้เราเดินเข้าไปในห้องเก็บสะสมงานศิลปะตามปกติ แต่ระรัวนิ้วเคาะแป้นพิมพ์ป้อนรหัสผ่านอย่างรวดเร็ว และกดปุ่ม Enter หันหน้าจอมาทางเราเพื่อแสดงภาพแกลเลอรี่ขนาดใหญ่ ผนังสีขาว แขวนผลงานศิลปะหลายชิ้น โดยมีชื่อ Mr.Palette เป็นเจ้าของสถานที่ ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ Oncyber 

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

ในขณะเดียวกัน เราก็กำลังนั่งอยู่ (ในเชิงกายภาพ) กับคุณโน้ตที่แกลเลอรี่ Palette Artspace ในอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น แม้เป็นแกลเลอรี่น้องใหม่ที่เพิ่งเปิดมาไม่นาน แต่ Palette Artspace ก็ดึงดูดสายตาของผู้คนที่ผ่านไปมาด้วยที่ตั้งทำเลทอง และการตกแต่งเรียบง่ายดูเป็นมิตร อีกทั้งโซนคาเฟ่พร้อมเสิร์ฟเครื่องดื่มน่านั่ง 

การทำงานซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่และในโลกเสมือนควบคู่กันไปเช่นนี้ ถือเป็นเทรนด์การทำงานของแกลเลอรี่หลายแห่งในปัจจุบัน ว่าแล้วเราเลยถือโอกาสชวนคุณโน้ตพูดคุยถึงกระบวนการและประสบกาณ์ของเขา ให้เราได้รู้จักกับทิศทางของการซื้อขายศิลปะในโลกดิจิทัลมากขึ้น การขยับขยายจากภาพแขวนบนผนัง ไปสู่การเปิดประมูล NFT บนอินเทอร์เน็ตนั้น จะเป็นโอกาสทองอย่างที่หลายๆ คนฝันหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงการฆ่าเวลาในช่วงโควิด-19 กันแน่  

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

สรรพสีสันบน Palette  

คุณโน้ตบอกเราว่า เขาใกล้ชิดศิลปะมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากคุณพ่อ (อุทัยพันธุ์ จารุวัฒนกิตติ) เป็นนักสะสม Erotic Art หลังจากรับช่วงดูแลธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ของทางบ้าน คุณโน้ตคิดว่าสักวันหนึ่งเขาจะเป็นศิลปิน ภายหลังเขาได้ศึกษาต่อในระดับปริญญาโทด้านทฤษฎีศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งส่วนที่ทำให้เขาได้พบเจอหลากหลายศิลปินที่รุ่นใหม่และรุ่นเก่าในวงการ จนได้ต่อยอดมาเปิดแกลเลอรี่ Palette Artspace เมื่อ ค.ศ. 2019 ในที่สุด 

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT
เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

“ผมอยากให้พื้นที่ของ Palette Artspace ต่อยอดและสนับสนุนศิลปินคนไทยรุ่นใหม่ที่ตั้งใจสร้างงาน ได้มีโปรไฟล์ ทำพอร์ตไปสมัครงาน ไปเรียนต่อต่างประเทศ พอได้เห็นความสำเร็จของน้องๆ ผมก็มีความสุขไปด้วย” 

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

คุณโน้ตมักสนใจคัดสรรและติดต่อศิลปินรุ่นใหม่ๆ มาแสดงงาน จากนิทรรศการจบการศึกษา รวมไปถึงช่องทางโซเชียลมีเดียอย่าง Instagram สลับไปกับหยิบยืมผลงานของศิลปินระดับใหญ่ๆ มาจัดแสดงเพื่อให้คนทั่วไปได้เข้าถึงผลงานระดับมาสเตอร์พีซของไทยด้วยเช่นกัน

แต่เมื่อเปิดพื้นที่ได้ไม่นานนัก วิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ทำให้คุณโน้ตต้องขบคิดวิธีการไปต่อในฐานะแกลเลอริสต์อย่างเลี่ยงไม่ได้ และในขณะที่มาตรการของรัฐทำให้ไม่สามารถเดินดูงานในพื้นที่กายภาพได้ คุณโน้ตก็ได้แรงบันดาลใจจากโลกออนไลน์อย่างน่าอัศจรรย์

การสร้างแกลเลอรี่ในโลกเสมือนจริง

“ครั้งแรกที่ผมเข้าไปเห็นคลิปใน YouTube ผมมั่นใจมากว่าผมต้องมี ผมเชื่อว่ามาถูกทาง” 

คุณโน้ตเล่าถึงวิดีโอคลิปหนึ่งที่อธิบายถึงการสร้างแกลเลอรี่ที่สามารถเอา ‘ตัวเรา’ เข้าไปอยู่ในโลกเสมือนจริง และในอนาคต ผู้ใช้จะสื่อสาร คุยกันได้เหมือนที่เราแชตกันในเกม อาจมีการเลือกใส่เสื้อผ้า การซื้อไอเท็ม หรือมีบัตรผ่านเข้าสถานที่แต่ละแห่งในรูปแบบต่างๆ ลองจินตนาการว่า ถึงจะมีโควิด แต่เราก็มางานเปิดนิทรรศการศิลปะแบบสบายๆ ในมือถือกระป๋องเบียร์ เดินดูงานศิลปะอยู่ที่บ้าน กดลิงก์เพื่อเข้าไปสู่เว็บไซต์ของศิลปิน อ่าน Wall-Text แม้แต่จะซื้อหรือประมูลงานศิลปะก็ยังทำได้ และสำหรับเขา นั่นคือการทำลายกำแพงของโลกศิลปะในรูปแบบดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง 

“เราอาจยังไม่รู้เส้นทางของมันมากนัก แต่นับว่าเราเป็นคนแรกๆ ในไทยที่กล้าเดินเข้าไปในโลกใบนั้น” 

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

คุณโน้ตเล่าต่อว่าต้องขอบคุณแอปพลิเคชันชื่อดังอย่าง Clubhouse ที่กลายเป็นแหล่งความรู้นอกกระแสจากทั่วทุกมุมโลกสำหรับเขา โดยวันหนึ่งตัวเขาเองได้มีโอกาสอยู่ร่วมในห้องแชตที่กำลังพูดถึงข่าวดังในสหรัฐอเมริกา นับเป็นการกระชากหน้าประวัติศาสตร์ศิลปะให้เปลี่ยนบทใหม่ อย่างการเผางานที่จับต้องได้และเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบของ NFT (Non-fungible Token) โดยผู้ครอบครองผลงาน Morons (2006) ของ Banksy ได้จุดไฟเผาผลงาน และอัดคลิปวิดีโอเผยแพร่ลงใน YouTube จุดประสงค์เพื่อให้งานออริจินัลที่จับต้องได้หายไป และนำผลงานชิ้นนี้ไปแขวนไว้ในเว็บไซต์ Opensea ในรูปแบบ NFT อีกด้วย

และนั่นคือครั้งแรกที่คุณโน้ตได้ยินคำว่า NFT

ศิลปะในฐานะทรัพย์สินดิจิทัล

เราขอให้คุณโน้ตอธิบายตลาดการวางขายงาน NFT ด้วยการเปรียบเทียบเพื่อให้เข้าใจง่าย ซึ่งคุณโน้ตอธิบายอย่างกว้างๆ ให้เห็นภาพว่า “เว็บไซต์ตลาดขายงานศิลปะ NFT ที่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ปูเสื่อขายได้คือ Opensea ต่อมาตลาดที่เรียกว่าเป็นห้างประจำจังหวัด คือต้องได้รับเชิญ (Invite) ศิลปินคือ Foundation และตลาดขายงานไฮเอนด์ที่ต้องได้รับเลือกจากภัณฑารักษ์ คือ SuperRare” 

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

คุณโน้ตอธิบายว่าจุดเปลี่ยนของวงการนั้นมาจาก Blockchain ที่ทำให้งานดิจิทัลอาร์ตมีมูลค่า เพราะการซื้อขายต้นฉบับนั้นจะถูกส่งต่อโดยตรวจสอบที่มาที่ไป และยืนยันกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของได้ เรียกว่ามีความโปร่งใสและไม่สามาถทำสำเนาได้ ประกอบกับ Tokenization คือกระบวนการสร้างตัวแทนของทรัพย์สินต่างๆ ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล โดยสร้าง Token เป็นตัวแทนของสิทธิหรือทรัพย์สิน อย่างงานศิลปะ Digital Artwork ก็แปลงเป็นโทเคนได้ 

NFT แปลตรงตัวว่าเป็นโทเคนในรูปแบบที่ไม่สามารถแลกเปลี่ยนแทนด้วยสิ่งอื่นได้ (Non-fungible Token) เหล่าแพลตฟอร์มตลาดการขายงานศิลปะอย่างที่ได้กล่าวมาข้างต้น ไม่ว่าจะเป็น Opensea, Foundation และ SuperRare จะทำการ Tokenize งานศิลปะดิจิทัลบนระบบ Ethereum Blockchain โดยผู้ครอบครองโทเคน จะได้รับใบรับรองความเป็นเจ้าของในชิ้นงานนั้นๆ 

ส่วนสกุลเงินดิจิทัลที่นำมาซื้อผลงาน NFT นั้น จะถูกกำหนดโดยตลาดแต่ละแห่งด้วย (ส่วนใหญ่ที่ใช้คือ Ethereum)    

“ในเชิง Business เอาจริงๆ ผมตอบไม่ได้ แต่ถ้าเรื่องการเก็บสะสม ผมว่าใช่สำหรับยุคนี้” เขาเล่าถึงเส้นทางการขยับขยายสู่วงการศิลปะออนไลน์ด้วยความตื่นเต้น เริ่มจากทดลองเปิดงานนิทรรศการ 8 Bits จัดแสดงผลงานของนักศึกษาคณะดิจิทัลมีเดีย สาขาดิจิทัลอาร์ตส์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตบางเขน โดยใช้แพลตฟอร์ม Cryptovoxels และอีกทั้งนิทรรศการ Love Distancing จัดแสดงผลงานของศิลปินนักเคลื่อนไหว วสันต์ สิทธิเขตต์ โดยการติดตั้งจอ LED ฉายภาพงานศิลปะจากในแกลเลอรี่ หันออกด้านนอกตัวอาคาร หวังให้ผู้ที่เดินขึ้นลงบันได BTS สถานีทองหล่อ มองเห็น แม้ว่าในช่วงเวลานั้น แกลเลอรี่จะเปิดให้เข้าชมตามปกติไม่ได้ แต่เมื่อเดินลงมาด้านล่าง ข้างหน้า Palette Artspace ก็จะพบกับ QR Code ที่ยกสมาร์ทโฟนกดเข้าไปชมนิทรรศการเต็มรูปแบบได้ทางออนไลน์ 

 “พอเราทำนิทรรศการออนไลน์ งานศิลปะถูกส่งตรงไปถึงสายตาคนทั่วโลก มีคนสนใจ มีสื่อต่างประเทศมาสัมภาษณ์ พอเป็นข่าว ก็ยิ่งได้รับยอดเข้าชมมากขึ้น ไม่ใช่แค่คนไทย แต่เป็นคนทั้งโลกที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้” คุณโน้ตเล่าให้ฟังถึงผลตอบรับของนิทรรศการล่าสุด คือ 2D Afterlife โดย แพน-จินห์นิภา นิวาศะบุตร นำเสนอภาพสีน้ำมันของตัวละครสมมติที่เสียชีวิตไปแล้วจำนวน 50 ภาพ ผ่านแนวคิดปฏิสัมพันธ์กึ่งมีส่วนร่วม และวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมของแฟนคลับ โดยผู้เข้าชมมีส่วนร่วมในการระลึกถึงความทรงจำที่มีต่อตัวละครสมมติเหล่านี้ได้ ด้วยการวางดอกไม้หรือสิ่งของต่างๆ บนหิ้งหน้ารูปเคารพ และไว้อาลัยแก่การจากไปของผู้วายชนม์ ที่แท้จริงแล้วไม่เคยมีชีวิตอยู่

การแจ้งเกิดในโลกใบใหม่ใหญ่กว่าเดิม สู่ดินแดนที่ซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่จริงและโลกเสมือน
การแจ้งเกิดในโลกใบใหม่ใหญ่กว่าเดิม สู่ดินแดนที่ซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่จริงและโลกเสมือน

 นิทรรศการนี้จัดขึ้นในพื้นที่ของแกลเลอรี่ขนานไปกับนิทรรศการออนไลน์ มียอดการเข้าชมทางออนไลน์มากกว่า 8,000 ครั้ง ไต่ระดับขึ้นมาเป็นนิทรรศการที่มีผู้เข้าชมสูงสุดในสัปดาห์แรกที่เปิดงาน ตัวเลขนี้ทำให้คุณโน้ตมองเห็นว่า Palette Artspace ยังคงเป็นเวทีสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในโลกออฟไลน์และในโลกออนไลน์

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ดิจิทัล-The Sandbox 

งานเหล่านั้นคือจุดเริ่มของ Virtual Exhibition ที่คุณโน้ตสนใจ แต่ไม่นานนักเขาเรียนรู้ว่าแพลตฟอร์ม Artsteps.com มีข้อจำกัดเรื่องจำนวนห้องจัดแสดง ต้องรื้อลบผลงานเก่าออกหากต้องการจะจัดแสดงงานครั้งใหม่ ซึ่งไม่ตอบโจทย์การแสดงผลงานศิลปะของคุณโน้ต เขาไม่ต้องการจะลบนิทรรศการใดๆ ออกจากโลกเสมือนจริงแม้แต่งานเดียว 

การแจ้งเกิดในโลกใบใหม่ใหญ่กว่าเดิม สู่ดินแดนที่ซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่จริงและโลกเสมือน

“หลังจากที่เริ่มทำนิทรรศการออนไลน์บน Artsteps ผมเริ่มขยับไปซื้อที่ดินใน The Sandbox ผมอยากมีพื้นที่ของตัวเอง พอมาศึกษาดีๆ หลังจากที่ซื้อไปแล้วก็เพิ่งค้นเจอว่า กว่าเว็บไซต์จะเปิดใช้งานได้เต็มร้อยคือปีหน้า (ค.ศ. 2022) ผมเลยได้โอกาสซื้อที่ดินตอนราคายังไม่สูงมาก ล่าสุดได้ยินมาว่าราคาขยับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มันเลยกลายเป็นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไปในตัว ซึ่งพอถึงวันที่ใช้พื้นที่ได้จริงๆ ผมก็ยังไม่รู้ว่า จะได้ทำแบบที่ฝันไว้รึเปล่า” 

คุณโน้ตหัวเราะเบาๆ ใต้หน้ากากอย่างอารมณ์ดี แสดงถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวที่ไม่หวังผลกำไรปุบปับ เขาบอกเราว่าในโลกออนไลน์นี้ทุกคนล้วนเป็นมือใหม่ ความเป็นไปได้นั้นยังอีกมาก และเราทุกคนคงต้องศึกษาลองผิดลองถูกกันไปอีกสักพัก

เรื่องที่ต้องรู้และความโปร่งใสในตลาดค้างานศิลปะ

การแจ้งเกิดในโลกใบใหม่ใหญ่กว่าเดิมของ Palette Artspace สู่ดินแดนที่ซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่จริงและโลกเสมือน

เมื่อถามว่าเขามีอะไรจะบอกผู้สนใจเข้าวงการซื้อขายศิลปะออนไลน์บ้าง คุณโน้ตได้ให้คำแนะนำเรามากมาย อาทิ การซื้อขาย NFT นั้นมีทั้งการขายแบบเสนอราคาและการขายแบบประมูล ซึ่งการเสนอราคา ศิลปินสามารถปรับเพิ่มหรือลดได้ตามความพอใจ แถมการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างจะถูกบันทึกเอาไว้ ทำให้ผู้ที่สนใจงานศิลปะชิ้นนั้นและต้องการซื้อ มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของราคางาน ซึ่งเกิดขึ้นไม่ได้เลยในโลกศิลปะแห่งความเป็นจริง ที่การตั้งราคาซื้อขายชิ้นงานนั้นเป็นเรื่องลึกลับ ซับซ้อนตามกลไกของวงการตลาดศิลปะ ดีลเลอร์และภัณฑารักษ์ ยากที่คนภายนอกจะรู้

ทว่าในตลาดออนไลน์ เงื่อนไขและข้อกำหนดต่างๆ ของงานศิลปะแต่ละชิ้นจะถูกกำหนดโดยตัวศิลปินเอง ซึ่งเงื่อนไขที่ว่าอาจไม่เปิดเผย หากผู้ซื้อยังไม่กดชำระเงิน การซื้องานศิลปะ NFT จึงคล้ายกับการเสี่ยงดวง อาจมีเรื่องเซอร์ไพรส์ปรากฏให้เห็นภายหลังการซื้อ เช่น ผู้ซื้ออาจได้รับผลงานชิ้นจริงไปด้วยหลังจากซื้อชิ้นงาน NFT 

นอกจากนี้ ยังมีอีกเรื่องที่ต้องทราบคือค่าแก๊ส (Gas Fee) ซึ่งจะถูกเรียกเก็บไปพร้อมๆ กับการซื้อขายผลงานศิลปะ คล้ายกับค่าธรรมเนียมในการดำเนินการ คุณโน้ตยกตัวอย่างว่า “งานศิลปะในรูปแบบ NFT บางชิ้น มีค่า Gas Fee สูงกว่าสองเท่าของราคางาน” ดังนั้น นอกเหนือจากรสนิยมในการสะสมงานแล้ว การซื้องานศิลปะ NFT จึงเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง ให้แน่ใจว่าคุณรู้ว่าใครคือศิลปิน และเขามีทิศทางในการสร้างงานอย่างไร งานของเขาลอกใครมาหรือไม่ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เช่นกัน

สิ่งที่ตามมาคือ ‘ห้องเก็บงาน’ พื้นที่ในโลกเสมือนจริงที่เปิดให้ใครก็ตามที่สนใจเข้ามาชมคอลเลกชันส่วนตัว หรือผลงานศิลปะ NFT ที่เราซื้อมาจากในตลาดดังกล่าว เราอาจสร้างเป็นช็อปเพื่อขายงานต่อ หรือจัดแสดงให้คนในโลกออนไลน์เข้ามาเที่ยวชม หรือสุดแล้วแต่ที่เราจะออกแบบ ภายใต้ข้อจำกัดของเทคโนโลยี ณ ขณะปัจจุบัน

The New Chapter of Digital Art 

ก่อนจากกัน เราถามคุณโน้ตถึงแนวคิดในอนาคตของวงการศิลปะ 

การแจ้งเกิดในโลกใบใหม่ใหญ่กว่าเดิม สู่ดินแดนที่ซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่จริงและโลกเสมือน

“การกระจายอำนาจจากจุดศูนย์กลาง (Decentralize) กลายเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญของยุคสมัย ทุกคนเป็นผู้ส่งสาร เป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ เช่นเดียวกับที่ทุกคนเป็นศิลปินได้ โดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง”  คุณโน้ตตอบ “ในแง่หนึ่ง ข้อดีของ NFT คือการที่คนในโลกศิลปะได้ติดต่อสื่อสารกันมากขึ้น แลกเปลี่ยนความรู้มากขึ้น ได้เข้าใจมุมมองและจุดที่ต้องการการสนับสนุนและเชื่อมต่อสู่โลกภายนอก ที่สำคัญ งานศิลปะในรูปแบบ NFT เหมือนเป็นบัตรเชิญที่ชวนให้โลกทั้งใบหันมามองเห็นฝีมือของศิลปินไทยมากขึ้น และตามหารากของศิลปะไทยมากขึ้นกว่าเดิม” 

ใครสนใจชมนิทรรศการล่าสุดของ Palette Artspace แวะไปได้ที่พื้นที่ทางกายภาพ ติดทางออก 3 BTS ทองหล่อ เปิดตั้งแต่ 11.00 – 18.00 น. (นัดล่วงหน้าได้ที่ โทรศัพท์ : 06 1417 4000 ) หรือเข้าชมในโลกเสมือนที่นี่

รายละเอียดเพิ่มเติม www.palettebkk.com

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพที่มีร้านล้างฟิล์มเป็นของตัวเอง แต่นานๆจะถ่ายฟิล์มที เพราะช่วงนี้ฟิล์มมันแพง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load