‘เส้นทางสายไหม (Silk Road)’ คงเป็นชื่อที่ใครหลายคนคุ้นหูกันเป็นอย่างดี เนื่องด้วยเป็นเส้นทางคมนาคมและเส้นทางหลักทางการค้าโบราณที่เชื่อมระหว่าง ‘โลกตะวันออก’ อย่างจักรวรรดิจีน กับ ‘โลกตะวันตก’ อย่างจักรวรรดิโรมันเข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่ 1,700 ปีมาแล้ว

เส้นทางนี้พาดผ่านพื้นที่อาณาบริเวณของอินเดีย เปอร์เซีย และดินแดนแถบเมดิเตอร์เรเนียน รวมระยะทางได้มากถึง 12,800 กิโลเมตร สภาพพื้นที่ตลอดแนวเส้นทางเต็มไปด้วยผืนทะเลทรายอันแห้งแล้ง แต่ก็เต็มไปด้วยเมืองหรืออาณาจักรต่าง ๆ ตั้งอยู่ตลอดแนวเส้นทาง

อาจถือได้ว่า เส้นทางสายนี้ได้ก่อให้เกิดการหลั่งไหลของวัฒนธรรม ทั้งในรูปแบบสินค้าทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยีหรือวิทยาการความรู้ รวมไปถึงการเผยแผ่ความเชื่อทางศาสนาระหว่างโลกตะวันออกและตะวันตกไปยังดินแดนต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ระหว่างเส้นทางโบราณแห่งนี้ด้วย

แต่ในขณะเดียวกัน หากกล่าวถึง ‘เส้นทางสายไหมทางทะเล (Maritime Silk Road)’ หลายคนคงเริ่มสงสัยว่า เส้นทางนี้มีความเกี่ยวข้องกับเส้นทางสายไหมอย่างไร แล้วมีความสำคัญอย่างไรกับ ดินแดนสุวรรณภูมิ

อาจจะต้องกล่าวก่อนว่า เส้นทางสายไหมทางทะเล ก็คือเส้นทางที่เชื่อมโลกตะวันออกและตะวันตกเข้าไว้ด้วยกันเช่นเดียวกับเส้นทางสายไหมทางบก เพียงแต่ว่าเส้นทางสายไหมทางทะเลถูกขยายต่อยอดจากการคมนาคมตอนในแผ่นดินมาสู่ทางทะเล หลังจากที่เริ่มมีวิทยาการด้านเทคโนโลยีการเดินเรือขึ้นโดยพวกชาวโรมันและเปอร์เซีย

แต่กระนั้น การเดินทางตามรอยเส้นทางสายไหมทางทะเล ก็ยังถูกนำไปผนวกกับเส้นทางทางบกที่เรียกกันว่า ‘เส้นทางข้ามคาบสมุทร (Trans-Peninsula Routes)’ ที่อยู่บริเวณคาบสมุทรไทย-มาเลย์ ถือเป็นเส้นทางที่ช่วยย่นระยะเวลาในการเดินทางระหว่างมหาสมุทรที่ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกและตะวันออก โดยมีดินแดนสุวรรณภูมิตั้งอยู่กึ่งกลางของสองฝั่งมหาสมุทร ซึ่งก็คือมหาสมุทรอินเดี และทะเลจีนใต้ของฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก

รู้จักเส้นทางสายไหมทางทะเล ที่เชื่อมโลกตะวันตกกับตะวันออกยุคโบราณ ซึ่งผ่านประเทศไทย!
เส้นทางสายไหมทางบกและเส้นทางสายไหมทางทะเลที่เชื่อมต่อโลกตะวันออกและตะวันตกมาตั้งแต่สมัยโบราณ
ภาพ : www.chinadiscovery.com

จากการศึกษาพบว่า มีปัจจัยหลายประการที่ก่อให้เกิดการพัฒนาเส้นทางสายไหมทางทะเลขึ้นในช่วง 1,700 – 1,500 ปีมาแล้ว นับตั้งแต่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช กษัตริย์กรีกแห่งแคว้นมาเซโดเนีย (Macedonia) ยกกองทัพมาตีอินเดีย และขากลับได้ทรงแบ่งกองทัพออกเป็นทางบกและทางทะเล เพื่อให้ชาวโลกรับรู้ว่า การเดินเรือระหว่างอินเดียกับทะเลแดงนั้นไม่ได้น่ากลัวหรืออันตรายอย่างที่คิด หลักจากนั้นชาวโรมันจึงเริ่มพยายามเดินเรือสมุทรตามชาวกรีก รวมไปถึงชาวเปอร์เซียก็เริ่มหันมาพัฒนาเทคนิคการเดินเรือในช่วงเวลาต่อมา หลังจากเริ่มพบปัญหาอุปสรรคการเดินทางจากเส้นทางในแผ่นดิน

แน่นอนว่า เป้าหมายของการเดินทางนั้นคือ ดินแดนตะวันออก โดยมีหมุดหมายสำคัญแรกเริ่มอยู่ที่ ‘อินเดีย’ ที่ถือเป็นชุมทางสำคัญของการเดินทาง ซึ่งหากต้องเดินทางไปยังจีน จำเป็นต้องผ่านกลุ่มบ้านเมืองในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในช่วงเวลานั้นเป็นที่รู้จักกันในนามของดินแดนสุวรรณภูมิ แปลว่า ดินแดนทองคำ เคยปรากฏชื่อเรียกว่า ‘Chrysḗ Chersónēsos’ อยู่บนแผนที่การเดินทางของปโตเลมี (Ptolemy) นักปราชญ์ชาวกรีกผู้พำนักอยู่ที่เมืองอเล็กซานเดรีย (Alexandria) เมื่อประมาณ พ.ศ. 700

รู้จักเส้นทางสายไหมทางทะเล ที่เชื่อมโลกตะวันตกกับตะวันออกยุคโบราณ ซึ่งผ่านประเทศไทย!
แผนที่โบราณปโตเลมี จุดเริ่มต้นของการค้นหาสุวรรณภูมิ แสดงให้เห็นลักษณะภูมิศาสตร์ของทวีปเอเชียและรายชื่อของเมืองหรือดินแดนต่าง ๆ ที่ปรากฎอยู่บริเวณมหาสมุทรอินเดียและทะเลจีนใต้ ในช่วง 1,700 ปีมาแล้ว ซึ่งปรากฏคำว่า Chrysḗ Chersónēsos ภาษากรีกโบราณ แปลว่า แหลมทองคำ เขียนอยู่บริเวณพื้นที่คาบสมุทรภาคใต้ของไทยด้วย
ภาพ : คลังของบวรนคร นครศรีธรรมราช

การเดินทางติดต่อกันระหว่างชาวโรมัน-อินเดีย-จีน เชื่อมผ่านมาทางเส้นทางสายไหมทางทะเล ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนที่และหลั่งไหลของผู้คนต่างถิ่น ที่มาพร้อมกับวัฒนธรรมในแบบฉบับของตนเข้ามายังดินแดนสุวรรณภูมิร่วมด้วย

จากการพบหลักฐานทางโบราณคดีในพื้นที่ต่าง ๆ ตลอดทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ไม่ว่าจะเป็นแหล่งเรือจม ที่พบในพื้นที่อ่าวไทยหรือแถบหมู่เกาะอินโดนีเซีย ปรากฏหลักฐานสินค้าประเภทต่าง ๆ ที่ถูกนำมาค้าขายยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือแม้แต่ชิ้นส่วนเครื่องประดับประเภทลูกปัดที่ผลิตจากทองคำ หินกึ่งมีค่า หรือแก้ว พบว่ามีแหล่งผลิตอยู่แถบพื้นที่คาบสมุทรไทย-มาเลย์ กลุ่มพระพุทธรูปหรือเทวรูปที่พบทั้งรูปแบบเอกลักษณ์ท้องถิ่นและรูปแบบผสมผสาน หรือแม้แต่หลักฐานโบราณสถานต่าง ๆ เช่น บุโรพุทโธ ประเทศอินโดนีเซีย พระบรมธาตุไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี และพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช สื่อถึงรูปแบบความเชื่อทางศาสนาที่ได้เข้ามาดินแดนสุวรรณภูมิในช่วงยุคสมัยต่าง ๆ ซึ่งหลักฐานทางโบราณคดีเหล่านี้ ถือเป็นประจักษ์พยานที่แสดงให้เห็นว่า

สุวรรณภูมิ คือ ดินแดนแห่งความหลากหลายของผู้คนและวัฒนธรรมที่ได้รับอิทธิพลมาจากการเติบโตของเส้นทางสายไหมทางทะเล ทำให้เกิดการเข้ามาของวัฒนธรรมทั้งจากโลกตะวันตกและตะวันออก จนถูกหล่อหลอมและพัฒนาปรับเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนเองในที่สุด

รู้จักเส้นทางสายไหมทางทะเล ที่เชื่อมโลกตะวันตกกับตะวันออกยุคโบราณ ซึ่งผ่านประเทศไทย!
หลักฐานเครื่องประดับและภาชนะดินเผาที่พบบริเวณคาบสมุทรภาคใต้ของไทย พบว่ามีเทคนิคการผลิตและลวดลายที่สัมพันธ์กับวัฒนธรรมอินเดียและจีนตอนใต้ ไม่ว่าจะเป็นลูกปัดแก้ว ลูกปัดหินกึ่งมีค่า เครื่องประดับที่ทำจากทองคำ และภาชนะรูปทรงต่าง ๆ ที่ปรากฏลวดลายเฉพาะของวัฒนธรรมต่างถิ่นบนดินแดนสุวรรณภูมิ
ภาพ : GISTDA และ สุวรรณภูมิ ภูมิอารยธรรมเชื่อมโลก Suvanabhumi Terra Incognita, (กรุงเทพฯ: บริษัท ศิริวัฒนา อินเตอร์พริ้นท์ จำกัด (มหาชน), 2562)
รู้จักเส้นทางสายไหมทางทะเล ที่เชื่อมโลกตะวันตกกับตะวันออกยุคโบราณ ซึ่งผ่านประเทศไทย!
รู้จักเส้นทางสายไหมทางทะเล ที่เชื่อมโลกตะวันตกกับตะวันออกยุคโบราณ ซึ่งผ่านประเทศไทย!
รู้จักเส้นทางสายไหมทางทะเล ที่เชื่อมโลกตะวันตกกับตะวันออกยุคโบราณ ซึ่งผ่านประเทศไทย!
รู้จักเส้นทางสายไหมทางทะเล ที่เชื่อมโลกตะวันตกกับตะวันออกยุคโบราณ ซึ่งผ่านประเทศไทย!

ตัวอย่างหลักฐานโบราณสถานที่แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางศาสนาของผู้คนในดินแดนสุวรรณภูมิ นับตั้งแต่เกิดเส้นทางสายไหมทางทะเลพาดผ่านพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ทำให้เกิดการเผยแผ่ศาสนาจากเอเชียใต้เข้ามาเป็นระลอก ๆ ตั้งแต่ศาสนาฮินดู-พุทธ-อิสลาม

จากเรื่องราว ตำนาน บันทึก และหลักฐานทางโบราณคดีที่สื่อถึง ‘ดินแดนทองคำ’ ต่างเชิญชวนให้ผู้คนทั้งในอดีตที่ผ่านมาและในปัจจุบัน เสาะแสวงหาดินแดนแห่งนี้อย่างไม่ลดละ

ความมั่งคั่งและความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรนานาชนิดยังคงเป็นแรงผลักดันให้ผู้คนเดินทางไปยัง ‘สุวรรณภูมิ’ เรื่อยมา

กระทั่งการพัฒนาเส้นทางการค้าและเศรษฐกิจแห่งอนาคตอย่าง One Belt and One Road หรือเส้นทางสายไหมใหม่ โครงการระดับเมกะโปรเจกต์ของจีน ยังวางแผนเพื่อฟื้นฟูเส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21 ปักหมุดเมืองท่าและชุมทางการค้าในสุวรรณภูมิทั้งทางบกและทางทะเลไว้หลายแห่ง

โครงข่ายเส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21 ภายใต้แนวคิด ‘One Belt and One Road’ ของจีน ที่ต้องการเชื่อมเศรษฐกิจทั่วโลกเข้าด้วยกัน โดยมีดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นแรงขับเคลื่อนบนเครือข่ายนี้
ภาพ : สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)

แต่เราจะเดินหน้าขับเคลื่อนต่อไปเฉพาะทางเศรษฐกิจเท่านั้นหรือ

ทั้งที่สุวรรณภูมิเป็นดินแดนแห่งความหลากหลายทางศาสนา ความเชื่อ ศิลปะและวัฒนธรรมที่รับ รวม และผสมผสานอารยธรรมจีน อินเดีย และตะวันตก เข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืนแห่งหนึ่งของโลก

ครั้งนี้ ศิลปะจึงจับมือกับโบราณคดีและเทคโนโลยีสารสนเทศ ชวนมานั่งล้อมวงพูดคุย แลกเปลี่ยนมุมมองปัจจุบัน ความเข้าใจ และค้นหาสุวรรณภูมิในรูปแบบของแต่ละศาสตร์ ซึ่งแต่เดิมที่เคยเดินในวิถีทางที่ตนเองถนัด ด้วยเครื่องมือและองค์ความรู้ที่มีอยู่

โบราณคดี ค้นหา ศึกษา และถอดรหัสเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์ในอดีต ที่ยังหลงเหลือหรือถูกทิ้งร่อยรอยไว้ในวัตถุ ข้าวของเครื่องใช้ หรือแม้กระทั่งในชั้นหินดินทรายและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่อยู่รายรอบมนุษย์

ศิลปะ สร้างสรรค์ ตีความ ส่งต่อความงาม ความรู้สึกนึกคิดและแรงบันดาลใจ ผ่านรูปแบบศิลปะที่หลากหลาย บางครั้งก็ตั้งคำถามให้กับผู้ชมได้กลับไปขบคิดต่อ

ในขณะที่ เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ก็ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูล สังเกตการณ์ และวิเคราะห์ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของภาคพื้นจากข้อมูลดาวเทียมในอวกาศ

การนั่งล้อมวงกันใน ‘ศิลป์สุวรรณภูมิบนเส้นทางสายไหมทางทะเล ครั้งนี้ จึงพิเศษอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เหมือนเราจับคนที่พูดคนละภาษามานั่งคุยกัน เกิดเป็นนิทรรศการที่รวบรวมและเลือกประจักษ์พยานของสุวรรณภูมิ ทั้งศิลปวัตถุ สถาปัตยกรรม รวมถึงร่องรอยผู้คน ไปจนถึงข้อมูลภูมิสารสนเทศอันแสดงภาพพื้นที่สุวรรณภูมิจำนวน 18 ชิ้น มาให้ศิลปินร่วมสมัย-ตัวแทนชาวสุวรรณภูมิยุคปัจจุบันกว่า 18 คน สร้างสรรค์ผลงานและแสดงมุมมองที่มีต่อเรื่องราวในอดีต ตีความ ต่อยอดถึงอนาคตของสุวรรณภูมิ สะท้อนวัฒนธรรมปัจจุบัน ผ่านศิลปะร่วมสมัย และเชิญชวนให้ผู้ชมได้ร่วมขบคิดไปด้วยกัน ว่าประจักษ์พยานต่าง ๆ นั้นกำลังเล่าอะไรให้เราฟัง แสดงภาพอะไรให้เราเห็น สุวรรณภูมิในอดีตเป็นดินแดนทองดั่งคำบอกเล่าหรือไม่ แล้วในสายตาของคนสุวรรณภูมิปัจจุบัน (ที่นับรวมพื้นที่ได้ตั้งแต่เมียนมา ไทย ไปจรดแหลมมลายูและหมู่เกาะอินโดนีเซีย รวมถึงลุ่มน้ำโขง เวียดนาม จรดทะเลจีนใต้ และดินแดนในยูนนาน) อยากจะตอบ แสดงความคิดเห็น หรือแม้กระทั่งอยากจะไต่ถามอะไรกลับไป

ไม่เพียงเท่านั้น นิทรรศการนี้ยังขอเชิญชวนให้ผู้ชมได้เดินทางไปสัมผัสชุมชนคนเมืองท่าการค้าอย่าง ‘เมืองเก่าสงขลา’ ด้วย ผ่านการจัดแสดงในพื้นที่หลายจุดที่กระจายอยู่ทั่วเมืองเก่า ผู้ชมจะได้เดินผ่านร้านรวงที่ยังเปิดทำการตั้งแต่ร้านอาหาร ร้านซักรีด ร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผ่านท่าเรือขนส่งและท่าเรือประมง พื้นที่การค้าที่ยังมีชีวิตชีวาขอแนะนำให้เริ่มต้นจากหอศิลป์สงขลาบนถนนกำแพงเพชร จุดจัดแสดงที่มีผลงานมากที่สุด เดินไล่เรื่อยไปยังถนนนครนอก เพื่อพบกับบ้านสงครามโลก บ้าน 123 และบ้าน 73 แล้วพาหักเลี้ยวเข้าถนนยะหริ่ง แวะชมผลงานอีก 1 ชิ้น จากนั้นเดินเท้าต่อไปที่ถนนนครใน ณ บ้าน 168 และบ้านคราม ท้ายสุดเดินไปจบที่ a.e.y. space บนถนนนางงาม แล้วแวะพักกินอาหารอร่อย ขนมไทยหวาน ๆ หรือจะเลือกช้อปของฝากได้ตามใจ

Writers

พัชรพร เงินเกิด

นักศึกษาปริญญาเอก วิชาโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้คลั่งไคล้ในงานศึกษาภูมิทัศน์ทางโบราณคดี (Landscape Archaeology) ตั้งแต่ยุคสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์

กิรติยา อุคหปัญญากุล

ทำงานด้านจัดนิทรรศการและศิลปะร่วมสมัย อินกับประวัติศาสตร์ พงศาวดาร โบราณคดี ศิลปะ กาแฟ และนวนิยาย

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในชั่วโมงนี้ หันไปทางไหนก็คงจะไม่มีใครไม่เคยเต้นรับบท TikTok Creator หรือร้องเพลงฮิตใน TikTok Challenge ที่สุดแสนจะติดหูไปทั้งวัน

แต่แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้มีเพียงแค่คอนเทนต์เอ็นเตอร์เทนเมนต์ แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นนี้ยังโดดเด่นด้านการศึกษาที่เติบโตขึ้นมาเกือบ 400 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 1 ปี หรือจริง ๆ สามารถพูดได้ว่า คอนเทนต์การศึกษาบนแพลตฟอร์มนี้ คือ ‘การเรียนรู้คู่ความสนุก’ แบบที่เราไม่รู้สึกว่ากำลังเรียนอยู่

เป็นโอกาสดีครบรอบ 2 ปีของ #TikTokUni ที่เราจะมาพูดคุยกับ กานจิ-สิริประภา วีระไชยสิงห์ Campaign and Content Operations Lead จาก TikTok แบบหมดเปลือก ว่าด้วยเรื่องการเรียนรู้บน TikTok ที่เสพง่าย แปลกใหม่ และน่าจับตาว่าวัฒนธรรมการเรียนรู้สมัยใหม่นี้จะมาเปลี่ยนแปลงวงการการศึกษาหรือบุคคลธรรมดาได้อย่างไร

ถึงแม้บทความนี้จะเล่าเรื่องราวทั้งหมดไม่จบในวิดีโอสั้นเหมือนบนแพลตฟอร์ม แต่หลังจากจบบทความนี้ เวลาบน TikTok ของคุณจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

TikTok เติบโต

TikTok เริ่มเข้ามาในประเทศไทยช่วงปี 2018 ด้วยลักษณะเนื้อหาที่กระชับและเป็นวิดีโอสั้น จึงดึงดูดความสนใจได้อยู่หมัด แค่กดดู ก็สามารถเข้าใจเนื้อหาได้เลยทันที จึงไม่ใช่แพลตฟอร์มแค่ของคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งอย่างเดียว แต่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในผู้ใช้งานทุก ๆ วัย 

“ที่ลักษณะคอนเทนต์กว้างขึ้น เพราะว่าเครื่องมือของเราง่าย ใคร ๆ ก็ทำได้ ไม่ยุ่งยาก ถ่ายเสร็จแล้วสามารถลงได้เลย กลายเป็น 1 คอนเทนต์” 

โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านมา เราต้องอยู่บ้านเป็นส่วนใหญ่ ผู้คนต่างมองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ การพัฒนาตนเอง แต่ไม่รู้จะไปไหน ไม่ว่าหันไปทางไหนเราจะเห็นน้อง ๆ มัธยมเต้นกันอย่างสนุกสนาน เหมือนกับที่คุณลุงคุณป้ามาแชร์เทคนิคการปลูกต้นไม้ใหม่ ๆ ในบ้านอย่างเพลิดเพลิน

เราจะเห็นคอนเทนต์หลากหลายประเภท ตั้งแต่การร้องเล่นเต้นรำ ขายของ ละครสั้น พากย์เสียง แต่งหน้า พากิน หรือแม้กระทั่งคอนเทนต์ในเชิงการศึกษา อย่างภาษา วิทยาศาสตร์ และความรู้รอบตัว

“เวลาคนนึกถึงคอนเทนต์ใน TikTok เชิงความรู้จะนึกถึงอะไร นึกถึงสอนภาษา บทสนทนาในชีวิตประจำวัน ภาษาเกาหลีที่แปลจากซีนละคร”

ปีที่ผ่านมาคอนเทนต์เชิงการศึกษาโตขึ้น 385 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก เป็นตัวเลขที่บอกนัยยะได้ว่า การเรียนรู้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันผู้คนไปแล้ว

การเรียนรู้ที่สอดไส้มาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวนี้เอง ที่ทำให้การได้ท่องไปแพลตฟอร์มนี้น่าเพลิดเพลินและกระตุ้นความสงสัยใคร่รู้ในตัวเรา

เมื่อเทียบกับปี 2021 แล้ว ผู้คนใช้เวลาบนแพลตฟอร์มมากขึ้นถึง 71 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็น 52 นาทีต่อคนต่อวัน ระบบนิเวศของ TikTok กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด และมีแนวโน้มการเติบโตของคอนเทนต์เชิงการศึกษา 3 ส่วน

ส่วนแรก ความกระชับ (Conciseness) หากผู้ใช้อยากเรียนรู้เรื่องเศษส่วน ก็ดูคอนเทนต์เรื่องเศษส่วนเลย หรือว่ามีปัญหาภาษาอังกฤษ สั่ง Starbucks ยังไง ต้องเข้าเรื่องการสั่งเป็นภาษาอังกฤษเลย นี่คือความกระชับของคอนเทนต์ที่หาที่ไหนไม่ได้มาก่อน

ส่วนที่สอง ความสร้างสรรค์ (Creativity) คือความสร้างสรรค์ในการถ่ายทอด และความครีเอทีฟของคนที่อยู่ในแพลตฟอร์มที่ทำให้เราทึ่ง พร้อมทั้งเครื่องมือตัดต่อที่ทุกคนใช้งานได้ง่าย ๆ ซึ่งมีส่วนช่วยทำให้การเล่าเรื่องไม่ธรรมดาอีกต่อไปด้วย Effects, Stickers หรือการ Duet และ Stitch ที่ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับบทเรียนนั้น ๆ ได้เพิ่มขึ้นไปอีก

ส่วนสุดท้าย ความบันเทิง (Entertainment) ทุก ๆ คอนเทนต์ ไม่ว่าจะ Foodtainment หรือ Shoppertainment ต่างมีความเป็น ‘-tainment’ อยู่ในนั้น เพราะการเรียนรู้อยู่คู่ความสนุกได้จริง ๆ ซึ่งเป็นจุดเด่นและดีเอ็นเอสำคัญของคอนเทนต์เชิงความรู้บนแพลตฟอร์มนี้

TikTok Culture

เราอยู่ในยุคสมัยที่เทรนด์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการแต่งหน้า แต่งตัว เพลงฮิต หรือการกินราเม็ง ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจาก TikTok ก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ได้มาจากชาติใดชาติหนึ่ง แต่เป็น ‘วัฒนธรรม TikTok’

วัฒนธรรมที่ทุกคนสามารถเป็นตัวเอง จุดประกายความคิด และนำความสุขสนุกมาให้กับคนอื่น ๆ ซึ่งสิ่งนี้เป็นภาพสะท้อนมาจากภายในองค์กรโดยตรง

บทสนทนาแรกทุกเช้าในออฟฟิศของ TikTok อาจจะไม่ใช่ ‘กินข้าวมาหรือยัง’ แต่เป็น ‘เล่นไวรัลอันนี้หรือยัง’

“สิ่งสำคัญคือ เราก็อยากพัฒนาให้ผู้ใช้มีประสบการณ์ที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเราจึงต้องเอาตัวเองเข้าไปเป็นผู้ใช้คนหนึ่ง เวลาเจอกัน เราจะเห็นทีมงานถ่ายไวรัลเหมือนกันกับทุกคนนี่แหละค่ะ” กานจิหัวเราะ

เธอเล่าต่อว่า กว่าจะออกมาเป็น 1 แคมเปญต้องประกอบด้วย Creativity, Entertainment และ Innovation กลายเป็นสิ่งใหม่ ๆ ที่คาดไม่ถึง และสร้างผลกระทบเชิงบวกกับผู้ใช้หรือคนในสังคม ซึ่งสิ่งนี้เป็น Vision และ Mission ของคนที่นี่

เมื่อสิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาเป็นวัฒนธรรมเชิงบวก เราจึงได้เห็นคอนเทนต์เชิงการศึกษาที่ไม่ได้มีเพียงคุณครูมาสอน แต่ทุก ๆ คนมาเล่าเรื่องผ่านประสบการณ์ และเป็นตัวเองได้โดยไม่มีใครมาตัดสิน เพราะใจความสำคัญคือการส่งต่อสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับคอมมูนิตี้ และเมื่อส่งต่อไปเรื่อย ๆ ก็กลายเป็นการสร้าง Know-how บางอย่างให้คนอื่นโดยไม่รู้ตัว

“มี TikTok Creator เป็นคุณน้ากวาดถนนของ กทม. เขาจะบอกวันนี้เขากวาดพื้นที่ตรงนี้ เล่าอย่างแฮปปี้ในสิ่งที่เขาทำงาน เช่น ‘ทุกคน รู้ไหมว่าตัวการที่ทำให้ขยะตันคืออะไร’ หรือ ‘ป้าอยู่หน้างานเจอเหตุการณ์แบบนี้’

“กลายเป็นว่าเราเจออะไรแบบนี้จากคนที่รู้จริง คนที่มีประสบการณ์แล้วมาเล่าต่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราก็ไม่เคยรู้มาก่อนเหมือนกัน”

หรือแม้แต่การ ‘สวัสดีวันจันทร์’ ในยุคนี้ ก็ถูกเปลี่ยนไปในรูปแบบของการส่งวิดีโอดูแลสุขภาพ แชร์วิดีโอนักกายภาพบำบัด แทนคำทักทายในรูปดอกไม้เป็นความห่วงใยให้คนที่เรารักไม่ปวดคอ บ่า ไหล่

ยินดีต้อนรับทุกคนสู่ TikTok Culture ณ บัดนี้

เรียนรู้คู่ TikTok

เมื่อการเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่รวมถึงการเลื่อนหน้าจอดูวิดีโอสั้น การ ‘เรียนรู้คู่ความสนุก’ จึงเป็นคอนเซ็ปต์ที่ทีมปรินต์แปะไว้เตือนใจข้างฝาบ้าน

นิยามของการเรียนรู้สำหรับพวกเขา คือการได้นำเสนอประสบการณ์ใหม่ ๆ และการบอกต่อ ส่งต่อข้อมูล ทั้งที่เป็นข้อมูลข่าวสารและข้อมูลความรู้ ให้กับผู้คนโดยที่เขาไม่เคยได้รับรู้เรื่องราวนั้นมาก่อน

รวมไปถึงการสร้างนิสัยหรือทักษะใหม่ ๆ ให้ทุก ๆ คนนำไปต่อยอดในชีวิตประจำวันได้ 

“บางคนเข้ามาเรียนรู้แบบอยู่ดี ๆ รู้เรื่องนี้ได้ยังไงนะ อันนี้คือทางอ้อม หรือบางคนตั้งใจเข้ามาค้นหาการเรียนเรื่องนี้ หาคำตอบ

 “เดี๋ยวนี้คนใช้ TikTok ค้นหา How-to ในอัตราที่เพิ่มขึ้นเยอะมาก เช่น ล็อกประตูยังไงให้ปลอดภัย เพราะคนอาจจะเคยเห็นในฟีดว่า วิธีป้องกันโจรเวลาไปพักที่ต่างจังหวัดมักจะเป็นแบบนี้ เป็นต้น”

ซึ่งการจะไปสู่ภาพการเรียนรู้เปิดกว้างที่วาดเอาไว้ จะต้องพัฒนาแพลตฟอร์มให้ยืดหยุ่นและเอื้อต่อหลากหลายรูปแบบการเรียน

เรียนต่อไม่สะดุด – หลาย ๆ คนอาจจะคุ้นเคยกับวิดีโอขนาดสั้น แต่ตอนนี้โพสต์วิดีโอได้ยาวถึง 10 นาที เพื่อรองรับแนวโน้มของคอนเทนต์ที่เติบโตมากขึ้น เช่น How-to และ Tutorial เพราะในทุก ๆ รูปแบบของคอนเทนต์ล้วนมีความเหมาะสมในเรื่องของความยาวและรูปแบบแตกต่างกัน

เป็นมิตรต่อการเรียนรู้ – เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่ทุกเพศทุกวัยเข้ามาใช้ จึงมีทีม Content Moderator คอยดูแลตรวจสอบ ใช้ Algorithm คัดกรองคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสมในด่านแรก และมีหน่วย Human Review เป็นด่านที่สองเพิ่มความรัดกุมในการคัดกรอง

การเรียนรู้ไม่มีขีดจำกัด – ด้วยพื้นฐานการเป็นแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนโดยคอมมูนิตี้ เหล่า Creator จึงเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ผู้คนได้มาเจอคอนเทนต์ที่ตัวเองกำลังมองหา ต้องการเรียนรู้ หรือหากไม่ได้ต้องการเรียนรู้ ก็จะได้คำตอบอะไรบางอย่างกลับไป แม้แต่โฆษณาบนแพลตฟอร์มเองก็มาในรูปแบบคอนเทนต์เชิงการศึกษา อย่างข้อคิดจากหนัง หรือ วิธีการถ่ายภาพเจ๋ง ๆ จากกล้องโทรศัพท์

พื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ – การเรียนรู้ที่ดีเกิดจากการที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัย

“Mission ของ TikTok คืออยากให้พื้นที่นี้เป็น Trusted Entertainment Platform เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนที่จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจและความสุข

“ถ้าเขาเกิดรู้สึกไม่ปลอดภัย รู้สึกไม่สบายใจที่จะแชร์ ก็จะไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์เลย ทั้ง ๆ ที่เป็นดีเอ็นเอและพื้นฐานสำคัญของแพลตฟอร์มเรา”

ทีมจึงต้องร่วมกันสร้างพื้นที่ที่ลดระดับความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นคอมเมนต์หรือคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการขยาย Creator Ecosystem และสร้าง Digital Literacy ให้กับทั้งแพลตฟอร์มเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูลหรือผลกระทบของคอนเทนต์ เพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

#สอนให้รู้ว่า…

ตลอด 2 ปีของ #TikTokUni เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้บนแพลตฟอร์มนี้

ทุก ๆ เดือนจะมีแคมเปญต่าง ๆ กระตุ้นให้คนออกมาแชร์ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นภาษา ความรู้รอบตัว วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเนื้อหาที่เป็นประโยชน์อีกมากมาย ซึ่งในโอกาสครบรอบ 2 ปีนี้ TikTok มาในธีม #สอนให้รู้ว่า

“ไม่ใช่แค่ TikTokUni สอนให้รู้ว่าอะไร แต่เราต้องการให้แรงบันดาลใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ” หรืออีกนัยหนึ่งก็เปรียบเหมือนการตั้งโจทย์ให้เราลองถามตัวเอง แล้วมองไปรอบ ๆ ตัวว่า สิ่งต่าง ๆ หรือเรื่องราวเหล่านี้ส่งผลกระทบกับเรายังไงบ้าง

ตัวอย่างเรื่องใกล้ตัวอย่างการบริการประชาชนของภาครัฐ อย่างที่กระทรวงต่างประเทศจัดทำวิดีโอสอนทำพาสปอร์ตที่มาบุญครองภายใน 10 นาที หรือการประชาสัมพันธ์พาสปอร์ต 10 ปี คอนเทนต์นี้คว้ายอดวิวสูงถึง 5 ล้านวิว โดยไม่ต้องพึ่งบูสต์หรือยิง Ads ใด ๆ 

“อันนี้เป็นจุดที่ถูกทาง เหมือน Right tool, Right content ที่คนมองหา แล้วเป็นเรื่องที่เราช่วยให้ข้อมูลหรือความรู้เขาในรูปแบบใหม่ ทำให้เห็นว่ายังมีอีกหลากหลายวิธีในการบริการข้อมูลให้กับประชาชน” 

นอกจากนี้ TikTok ร่วมมือกับหลายภาคส่วน ทั้งพิพิธภัณฑ์ ภาคการศึกษา และหน่วยงานรัฐเพื่อสร้างปรากฏการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ ในการทลายข้อจำกัดการเรียนรู้รูปแบบเดิม ๆ TikTok ทำงานร่วมกันกับมิวเซียม 3 แห่งในไทย คือ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ มิวเซียมสยาม และ TK Park

“ในฝั่งของแหล่งการเรียนรู้ข้างต้น เขาอาจจะมีข้อจำกัดในการพัฒนา Innovation ทำยังไงให้มีความตื่นตาตื่นใจ สามารถชักชวนคนรุ่นใหม่เข้ามา Join ได้บ้าง ก็ตรงกับสิ่งที่เราทำพอดี”

เมื่อโจทย์ที่มีมาลงตัวกับรูปแบบคอนเทนต์ที่ทั้งกระชับ สร้างสรรค์ และสนุกโดนใจวัยรุ่น จึงเกิดเป็นการร่วมงานกับ Top Creator มากกว่า 20 – 30 คน มาร่วมเล่าเรื่องแบบใหม่ในมิวเซียม เหมือนมีเพื่อนมาเล่าให้ฟังระหว่างเดินชมพิพิธภัณฑ์ แม้สิ่งนี้อาจเคยเกิดขึ้นแล้วในพิพิธภัณฑ์ระดับโลกอย่าง Lourve หรือ The Met แต่ก็เป็นก้าวแรกของมิวเซียมในไทยที่จะสร้างภาพการเรียนรู้ใหม่ ๆ และออกจากกรอบที่เคยมี

หรือแคมเปญสนุก ๆ ที่ร่วมมือกับ TK Park เปิดตำราวิชาแนะให้แนว ชวนเหล่าวัยรุ่นมาค้นหาคำถามที่ใช่กับตัวเอง เพื่อหาเส้นทางอาชีพในอนาคต ผ่าน #TikTokแนะแนว ตอบคำถามโดยรุ่นพี่หลากสายอาชีพด้วยเครื่องมือของ TikTok ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะอย่าง Q&A Feature ชวนทุกคนมาร่วมแชร์ประสบการณ์ให้น้อง ๆ ผ่านวิดีโอ

และเพื่อเริ่มเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทย ก็ยังจับมือกับ InsKru และ กสศ. ในกิจกรรมเวิร์กชอปให้คุณครูกว่า 400 คน จากทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยให้ครูกลุ่มนี้เป็นเหมือน Teacher Changemaker ในการนำเสนอวิธีการสอนแบบใหม่ ๆ และจุดประกายกลุ่มครูด้วยกัน ขยายผลไปสู่โรงเรียนในทุก ๆ ตำบล ทุก ๆ จังหวัด

“เราพยายามอย่างเต็มที่ในการร่วมมือกับหลาย ๆ ภาคส่วน เพื่อช่วยให้ระบบการศึกษาค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง อาจไม่ใช่ทั้งโครงสร้าง แต่อย่างน้อยในคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แล้วสร้างผลกระทบทางอ้อมให้แผ่ออกไปเป็นวงกว้าง ให้สิ่งที่เราทำไปได้ไกลมากขึ้น”

Lifelong Learning สำหรับทุกคน

#TikTokUni ทำให้ทิศทางการเรียนรู้บนแพลตฟอร์มนี้แตกย่อยได้มากขึ้น ทั้งแนวนอนและแนวตั้ง ทั้งยังสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบใหม่ ๆ ให้กับผู้คน

“เราจะพยายามถามตัวเองอยู่เสมอว่า นอกจากเรียนรู้คู่ความสนุกแล้ว เราสร้างอิมแพ็คให้การศึกษาไทยยังไงบ้าง”

ถึงจะผ่านมาแค่ 2 ปี แต่ผลกระทบของโครงการนี้ก็เริ่มออกดอกออกผลในวงการการศึกษาไทย แม้อาจยังไม่ใช่ระดับโครงสร้างหรือนโยบาย แต่คนหน้างานอย่างคุณครูและนักเรียนกำลังได้เรียนรู้และเก็บเกี่ยวจากแพลตฟอร์ม คุณครูได้เกร็ดความรู้ในการสอน การเข้าถึงเด็กรุ่นใหม่ จากการแบ่งปันประสบการณ์ในคอมมูนิตี้ของครูทั่วโลก นักเรียนเองก็ได้เห็นช่องทางในการพัฒนาตน โยงไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนในห้อง เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของพวกเขาในอนาคต

ในระยะยาว โจทย์สำคัญในการขยายการเรียนรู้จึงไม่ใช่แค่เพียงเพิ่มจำนวนผู้ใช้ แต่รวมไปถึงการทำให้คอนเทนต์ขยายแผ่กิ่งก้านสาขา เพื่อนิสิตนักศึกษา บัณฑิตที่จบมาแล้ว คนทำงาน พ่อแม่ และคนทุก ๆ วัย เกิดเป็น Lifelong Learning บนแพลตฟอร์มอย่างแท้จริง

“สุดท้ายแล้ว เรามองว่าจุดหนึ่งที่เติมเต็มการทำงานของเราคือ เวลาที่มีคนคนหนึ่งมาบอกว่า ‘พี่ หนูได้งานจากการพัฒนาตัวเอง การเรียนภาษาผ่าน TikTok และ การทำ Resume’

“หรืออีกคนบอกว่า เขาสามารถดูแลตัวเองได้ในช่วงที่เขาติดโควิด-19 ผ่านการดูคอนเทนต์ของคุณหมอคนหนึ่งบนแพลตฟอร์มของเรา”

การได้สร้างอิมแพ็คในเชิงการใช้ชีวิตของผู้คนให้ดียิ่งขึ้น ทำให้ผู้คนได้พัฒนาตัวเองในแบบที่ดีขึ้นในทุก ๆ ด้าน หรือการได้เป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันที่จะมาร่วมผลักดันและเปลี่ยนแปลงวงการการศึกษาไทยให้ก้าวไปข้างหน้า เป็นสิ่งที่ทีมงานภูมิใจและมุ่งผลักดันให้ TikTok เป็นอีกหนึ่ง Tools สำหรับการเรียนรู้และสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้เชิงบวก เพื่อให้ TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่ส่งเสริม Lifelong Learning ให้กับทุกคนอย่างแท้จริง

Writer

ธฤดี อุดมธนะไพบูลย์

นักคิดเต็มเวลา นักเขียนบางเวลา รักวิทยาศาสตร์ ภาษา ศิลปะ และการได้นั่งคุยกับผู้คนในวันฝนตก

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load