ฉันเริ่มต้นฝันถึงแคตวอล์กแห่งนั้นนับตั้งแต่วันแรกที่คุณย่าของฉันหายสาบสูญจากโรงพยาบาล ในฝันนั้นความกว้างของแคตวอล์กอยู่ที่สองเมตร ทว่าความยาวของมันกลับประมาณไม่ได้ ในฝันนั้นฉันรู้สึกว่ามันเป็นแคตวอล์กที่ยาวที่สุดในโลก เพราะเพียงแค่ฉันเริ่มต้นเดินไปบนมัน ฉันก็ตระหนักแล้วว่าปลายข้างหนึ่งของแคตวอล์กนั้นคงอยู่ที่ริมขอบโลกอย่างไม่ต้องสงสัยเลย

คุณย่าของฉันล้มป่วยลงด้วยโรคความจำเสื่อม มันเป็นโรคสามัญที่มีชื่อเรียกเฉพาะว่า Dementia (ดีเมนเชีย) ฉันเติบโตมากับย่านับแต่จำความได้ พ่อและแม่ของฉันเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อฉันมีอายุเพียง 3 ขวบ อุบัติเหตุในวันนั้นไม่มีฉันเกี่ยวข้อง เพราะมันเกิดขึ้นในวันที่ย่าพาฉันไปเข้าโรงเรียนอนุบาลพอดี ในวันนั้นพ่อและแม่บึ่งรถมาจากอีกเมืองหนึ่งเพื่อมาหาฉันหลังฝากฝังให้ย่าจัดการเรื่องการเรียน พ่อของฉันเป็นวิศวกรชลประทาน หน้าที่ของพ่อคือการสร้างเขื่อนไปตามที่ต่างๆ เขื่อนล่าสุดที่พ่อรับผิดชอบอยู่ในตอนนั้น ว่ากันว่ามันเป็นเขื่อนที่มีสันเขื่อนยาวที่สุดในประเทศ จนมีคำเล่าลือว่าปลายสุดของเขื่อนนั้นอยู่ที่ริมขอบโลก คำเล่าลือที่ว่านี้ย่าเป็นคนเล่าให้ฉันฟังด้วยตนเอง รวมถึงเรื่องที่พ่อกับแม่ไม่อาจมาพบฉันในวันนั้นด้วย

ด้วยเหตุนั้น ฉันจึงกลายเป็นเด็กกำพร้าในวัยเพียง 3 ขวบ ย่าได้กลายเป็นทั้งพ่อ แม่ พี่ชาย พี่สาว น้องชาย น้องสาว และทุกสิ่งสำหรับฉัน ทุกการละเล่นในวัยเด็กของฉันมีย่าเป็นผู้ร่วมเล่นคนสำคัญ ทุกการเรียนของฉันมีย่าเป็นเพื่อนร่วมเรียนคนสำคัญ ทุกการใช้ชีวิตของฉันมีย่าเป็นเพื่อนร่วมชีวิตคนสำคัญ ฉันหัดเล่นหมากเก็บเป็นครั้งแรกโดยมีย่าเป็นเพื่อนร่วมวง ฉันขึ้นรถเมล์เป็นครั้งแรกโดยมีย่าเป็นเพื่อนร่วมทาง ฉันใส่ยกทรงครั้งแรกโดยมีย่าเป็นคนเลือกซื้อ ฉันมีประจำเดือนครั้งแรกโดยมีย่าเป็นคนปลอบใจ คุณแค่ยื่นคำว่าครั้งแรกในชีวิตให้ฉัน และฉันจะบอกได้ว่าย่าอยู่ในเหตุการณ์นั้นอย่างไร

รถประจำทางมาสายกว่าเวลาจนฉันต้องเรียกรถรับจ้าง นี่เป็นการเยี่ยมคนป่วยประจำเดือน การเยี่ยมคุณย่าของฉันเป็นดังปฏิทินจันทรคติ ฉันจะกำหนดวันในแต่ละเดือนไว้ล่วงหน้า และก่อนถึงวันที่ว่าสักสองถึงสามวัน ฉันจะเริ่มต้นทำอาหารสำหรับย่า เป็นอาหารที่ย่าชอบทำให้ฉันทานในวัยเด็ก แกงคั่วหอยแมลงภู่สับปะรด แกงนพเก้า น้ำพริกไข่ปู แกงจืดลูกรอก แกงเหลืองมะพร้าวอ่อน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่ายเลย ด้วยเหตุนี้ฉันจะใช้เวลาตลอดเดือนทำการฝึกฝน ฉันจะใช้เวลาตลอดเดือนลองผิดลองถูกในอาหารเหล่านี้ มันเป็นกิจกรรมที่ใช้พลังงานมหาศาลจนฉันต้องแสวงหาความเพลิดเพลินต่างๆ อันประกอบไปด้วยการฟังเพลง ยกตัวอย่างเช่นในการทำแกงปูใส่ใบชะคราม ฉันจะนั่งเด็ดใบชะครามพร้อมกับฟัง Tannhäuser Overture ของ Wagner ในท่อนแรก นั่งแกะเนื้อปูออกจากเปลือกพร้อมกับฟัง overture ในท่อนที่สอง นั่งแกะเปลือกกุ้งพร้อมกับการฟัง overture ในท่อนที่สาม หรือการดูกีฬา ยกตัวอย่างเช่นในการทำแกงจืดลูกรอก ฉันจะล้างไส้หมูอย่างช้าๆ พร้อมกับดูการแข่งขันเทนนิสเซ็ตแรกระหว่าง Roger Federer (โรเจอร์ เฟเดอเรอร์) กับ Novak Djokovic (โนวัค โจโควิช) ฉันจะกรอกไข่ไก่ลงในไส้อย่างช้าๆ ในขณะที่โจโควิชรีเทิรน์ลูกเสิร์ฟความเร็วสูงของเฟเดอเรอร์ข้ามคอร์ตไป ฉันจะมองดูไข่ในไส้สุกอย่างช้าๆ ในขณะที่พวกเขากำลังจะปิดเกม หากเปรียบเทียบผลลัพธ์ที่ได้กับความพยายามทั้งหมด สิ่งที่ฉันทำเป็นสิ่งไร้สาระมาก เพราะย่าจะทานอาหารเหล่านี้เพียงคำหรือสองคำเท่านั้นท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายที่โรงพยาบาลด้วยอาการปกติ ก่อนจะตอบเพียงคำสองคำเช่นกันว่าดีหรือแย่ และเราทั้งสองก็จะไม่มีบทสนทนาใดอื่นอีกเลย

การลงทุนลงแรงขนาดนั้นเพียงเพื่อได้บทสนทนาหนึ่งคำหรือสองคำอาจแลดูเป็นกิจกรรมที่ไร้สาระ แต่สำหรับฉันแล้วมันเป็นดังรางวัลใหญ่หลวง มันเป็นการบอกกับฉันว่าย่ายังคงมีชีวิตอยู่ ย่ายังมีลมหายใจอยู่ ย่ายังคงสื่อสารกับฉันได้อยู่ ช่วงเวลาก่อนที่ย่าจะเอ่ยปากถึงอาหารของฉันเป็นช่วงเวลาสำคัญ ฉันจะนั่งจ้องมองย่าเคี้ยวอาหารอย่างช้า ย่าจะนิ่งเงียบเป็นเวลานาน ก่อนจะให้คำตอบ สำหรับฉัน มันไม่มีอะไรแตกต่างเลยระหว่างคำว่าดีหรือแย่จากปากของย่า ขอเพียงย่าเอ่ยปากออกมานั่นก็เพียงพอแล้ว

ย่าเริ่มต้นป่วยด้วยโรคนี้ในขณะที่ฉันอยู่ในปีสุดท้ายที่มหาวิทยาลัย ฉันต้องวิ่งไปมาระหว่างการยอมรับว่าย่าจะต้องเข้ามาสู่การดูแลของบ้านพักคนชรากับการสอบ และเมื่อการสอบเสร็จสิ้นลง ฉันก็จะต้องอยู่กับความปวดร้าวใจที่ว่าในวันสำเร็จการศึกษาของฉันนั้น ย่าจะไม่มีทางปรากฏตัวในภาพถ่ายของวันนั้นเลย หลังสำเร็จการศึกษา ฉันเริ่มต้นอาชีพนางแบบซึ่งเป็นงานนอกเวลาเรียนที่ฉันทำมาตลอด 4 ปี ด้วยรูปร่างที่สูง ผอม และมีใบหน้าที่ผิดแผกจากสามัญ ฉันเริ่มต้นเป็นนางแบบตั้งแต่ปีแรกที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัย งานถ่ายแบบโฆษณาลูกอมและขนมหวานคืองานแรกของฉัน ก่อนจะตามมาด้วยเครื่องสำอางและสิ่งนานาตลอด 4 ปี งานเดินแบบก็เช่นกัน ฉันเริ่มต้นด้วยการเดินแบบเสื้อเชียร์ประจำกีฬามหาวิทยาลัย ก่อนจะขยายไปสู่เสื้อผ้าแบบอื่น เวทีแรกของฉันนั้นอยู่ที่หน้าคณะก่อนจะจบลงที่แคตวอล์กซึ่งเต็มไปด้วยนางแบบอาชีพจำนวนมาก

ด้วยเหตุนี้ การพบปะย่าคือกิจกรรมอันสงบเงียบของฉัน คือกิจกรรมที่ปลอดจากผู้คน การคิดค้นเรื่องเมนู การเดินจ่ายตลาด การลงมือประกอบมันขึ้นเป็นสิ่งที่เรียกว่าอาหาร เพราะเมื่อพ้นจากกิจกรรมอันเงียบสงบดังกล่าว ชีวิตของฉันจะเต็มไปด้วยความวุ่นวาย วันแต่ละวันจะเต็มไปด้วยตารางเวลา วันแต่ละวันในสมุดนัดหมายของฉันจะเต็มไปด้วยตัวอักษรก่อนที่จะถูกขีดฆ่าและจดใหม่ ชีวิตประจำวันของนางแบบคนหนึ่งอาจเป็นเรื่องง่ายและจำเจหากเรามองจากภายนอก นัดหมาย ไปยังสถานที่ ลองชุด แต่งหน้าและทำผมให้เข้ากับชุด ก่อนจะลองซ้อมเดิน ขึ้นบนแคตวอร์ก จบสิ้น และต่างคนต่างแยกย้ายกันไปในที่ที่ตนเองจากมา อันที่จริง มันก็เรียบง่ายดังว่า มองตรงไปข้างหน้า จ้องมองตรงไป มุ่งหน้าเดินในท่วงท่าที่ทำให้เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่นั้นดูงดงามที่สุด ไม่มีอะไรซับซ้อนกว่านั้น ฉันเองก็คิดเช่นดังว่า มันเป็นงานที่เรียบง่าย สามัญ และเป็นแบบแผนอย่างเป็นที่สุด จนถึงวันที่ฉันได้พบกับบุคคลที่ฉันเรียกเขาว่า-อังเคิล

แฟชั่นโชว์วันนั้น ฉันจำได้แม่นมั่นว่าเป็นเสื้อผ้าของ COMME des GARÇONS ที่ถูกออกแบบโดย Rei Kawakubo (เรอิ คาวาคูโบ้) ชุดที่แลดูราวกับทุกอย่างถูกทำให้ขาดวิ่นไม่ต่างเสื้อผ้าคนจรจัด ฉันใส่เสื้อผ้าสีเทาอ่อนออกเดินไปบนแคตวอล์กในรอบแรก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าสีดำเลื่อมในรอบที่สอง และในรอบที่สองของการเดินนั้นเองที่ฉันแลเห็นอังเคิล เขานั่งอยู่ในแถวหน้าที่สงวนพื้นที่ไว้ให้กับบรรณาธิการนิตยสารแฟชั้นชั้นนำ นักออกแบบแฟชั่นที่มีชื่อเสียง หรือฝ่ายการตลาดของห้างสรรพสินค้าใหญ่ แต่ในท่ามกลางผู้คนเหล่านั้นที่ฉันเคยพบเห็นพวกเขามานับร้อย นับพันครั้ง ฉันแลเห็นชายชราวัยหกสิบปีกว่าในผมบ๊อบหงอกขาวนั่งสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางพวกเขา เขาใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงขาสั้นสีกากี ทว่าชุดของเขาขาดวิ่นไม่ต่างจากชุดของคนจรจัด เขานั่งสงบจ้องมองมาที่ฉันจนฉันรู้สึกได้ สายตาของเขาติดตามฉันไปทุกก้าว นี่เป็นความรู้สึกที่ไม่แปลกปลอม ฉันรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ และในรอบที่สามของการเดินที่ฉันออกมาในชุดเดรสสีขาวที่ขาดวิ่น ฉันก็ยิ่งมีความมั่นใจเช่นนั้นมากขึ้นอีก ฉันสบตากับเขาช่วงสั้นๆ ขณะที่หมุนตัวเดินกลับเข้าไปหลังฉาก เขายิ้มให้ฉันเล็กน้อย และเมื่อพวกเราทุกคนออกมายืนที่หน้าแคตวอร์กอีกครั้ง เขาก็หายสาบสูญไปแล้ว ชายชราผู้นั้นหายสาบสูญไปจากที่นั่ง เหลือเพียงเก้าอี้ที่ว่างเปล่าและเสียงปรบมือจากผู้นั่งข้างๆ เขาเท่านั้นเอง

วันรุ่งขึ้นหลังจากวันนั้น ฉันเดินทางไปหาย่าที่โรงพยาบาลตามปกติ อาหารที่ฉันนำไปวันนั้นคือน้ำพริกไข่เค็มและแกงมัสมั่นเนื้อ ฉันทำอาหารสองอย่างนี้แบบลวกๆ เป็นครั้งแรกที่ฉันไม่ได้พิถีพิถันกับอาหารเหมือนดังเคย นั่นเป็นเพราะหลังจากงานคืนนั้นแล้ว ฉันไม่อาจสงบใจได้เลย มีบางสิ่งที่รบกวนใจฉันอย่างแรง ฉันครุ่นคิดถึงแต่อังเคิล ชายคนนั้น เขาเป็นใคร มาจากไหน มาจากที่ใด จะไปแห่งหนไหน และเขาทำอะไร ปริศนาเหล่านี้วนเวียนอยู่ในความคิดคำนึงของฉันตั้งแต่เย็นจนรุ่งสางของอีกวัน ด้วยเหตุนี้ฉันจึงจำต้องทำอาหารให้ย่าเท่าที่จำเป็น ฉันลืมขบคิดถึงเมนู ฉันลืมการจ่ายตลาด ฉันลืมการหมกมุ่นกับอาหารหลังจากที่ฉันสบตากับชายชราผู้นั้น ว่าไปแล้วฉันลืมทุกสิ่งทุกอย่างหลังการสบตากับชายผู้นั้นเพียงครู่เดียว

มีคำกล่าวว่านางแบบที่ดีคือกิ้งก่าที่เปลี่ยนสีได้ในทุกสถานการณ์ คุณอาจกลายเป็นสาวโฉบเฉี่ยว สาวมั่น สาวอ่อนแอ หรืออาจกลายเป็นคนที่แลดูล่องลอยไม่เป็นจริงในโลกนี้ สภาวะเช่นนี้เป็นสภาวะที่พวกเราทุกคนเป็น บนแคตวอร์กนั้นไม่ใช่เราและอาจไม่ใช่ใครอื่นเลย และสภาวะเช่นนี้เองที่ทำให้ฉันขบคิดและนึกถึงอังเคิล เขาเป็นใคร เปลี่ยนแปลงตัวเองมาจากไหน เขาใช่คนจรจัดจริงหรือเขาเป็น บ.ก. แฟชั่นนิตยสารสักเล่มที่ไม่ค่อยปรากฏตัวหรือเขาอาจไม่ใช่ใครเลย ด้วยเหตุนี้ หลังจากวันนั้น ทุกครั้งที่ฉันขึ้นเดินบนแคตวอล์กฉันจะแอบใช้สายตาชำเลืองหาเขาระหว่างการเดิน ฉันเริ่มตั้งชื่อเขาเล่นๆ ว่า อังเคิล ฉันเริ่มสอดส่ายสายตาหาอังเคิล แต่ไม่พบเขาเลย มันเหมือนกับว่าเขาปรากฏตัวขึ้นเพียงเพื่อจ้องหน้าฉัน วันนั้น เวลานั้น เท่านั้นเอง

ชีวิตของฉันถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน การเดินแบบ การเยี่ยมย่า และการตามหาอังเคิล ฉันแบ่งเวลาแต่ละส่วนนี้อย่างพอเหมาะ ในวันที่ฉันไม่ได้เดินแบบ ฉันจะเดินทางไปเยี่ยมย่า และกิจกรรมวันรุ่งขึ้นจะเป็นการตามหาอังเคิล สถานที่ตามหาอังเคิลสำหรับฉันคือชุมชนที่เต็มไปด้วยคนไร้บ้าน ริมคลองหลอด ใต้สะพานพระรามแปด ชุมชนข้างทางรถไฟสามเสน ฉันตระเวนไปตามที่ต่างๆ เหล่านั้นพร้อมกับกล้อง 1 ตัว ทำไมฉันถึงคิดว่าอังเคิลอยู่ในที่แบบนั้น ฉันตอบตนเองไม่ได้ หากแต่ฉันมีความรู้สึกลึกๆ ภายในว่าเขาควรอยู่ในสถานที่แห่งนั้นแทนสำนักงานนิตยสารบนตึกหรู ฉันใช้เวลาตามสถานที่นั้นอย่างละเอียดลออ ก้าวเดินไปช้าๆ ราวกับอยู่บนแคตวอล์ก หากแต่สายตามิได้จ้องไปเบื้องหน้าแต่จ้องไปรอบด้านแทน ฉันจ้องมองไปตามบ้านร้าง เพิงเก่า ซอกตึก ทุกที่ว่างที่ฉันเชื่อว่าจะพบเขาได้ ทุกที่ว่างที่ฉันเชื่อว่าจะพบอังเคิลได้ แต่ไม่มี ฉันพบเขาในอีกสถานที่หนึ่งซึ่งฉันมิได้ตั้งใจไปเยือนเลย ผู้ที่นำพาฉันไปยังสถานที่นั้นไม่ใช่ตัวอังเคิลหากแต่คือย่าของฉันเอง

เสียงโทรศัพท์มือถือของฉันดังแต่เช้าในวันนั้น เมื่อฉันรับสาย ฉันก็จำได้ทันทีว่ามันคือเสียงของพยาบาลที่ดูแลคุณย่าของฉัน “คุณย่าของคุณหายตัวไปจากโรงพยาบาล กรุณามาที่นี่โดยด่วน” เธอบอกฉันเพียงเท่านั้น ฉันวางสาย อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า และตรงไปยังโรงพยาบาลทันที เช้าวันนั้นมีผู้คนคับคั่งมากในรถประจำทางจนฉันรู้สึกแปลกใจ นี่พวกเขากำลังเดินทางไปไหนกัน ทุกคนมีญาติที่หายออกจากโรงพยาบาลหรือ ทุกคนมีญาติที่สูญเสียความทรงจำหรือ ฉันไม่มีคำตอบ แต่เป็นฉันเพียงคนเดียวที่เบียดทุกคนลงจากรถประจำทางคันนั้นเมื่อถึงหน้าโรงพยาบาล

พยาบาลที่ดูแลคุณย่าเล่าเหตุการณ์ว่ามีชายคนหนึ่งมาขอเยี่ยมคุณย่า เขานำอาหารหน้าตาน่ากินจำนวนมากมาด้วยจนพยาบาลคิดว่านั่นเป็นอาหารที่ถูกส่งมาจากฉัน ชายคนนั้นนั่งทานอาหารกับย่าจนออกรสในขณะที่พยาบาลขอตัวไปทำธุระอื่นและเมื่อเธอกลับมาหาคุณย่าของฉันอีกครั้ง คุณย่าก็หายสาบสูญไปแล้ว ฉันถามถึงลักษณะของชายผู้นั้นว่ามีสิ่งใดน่าสังเกตบ้าง เธอตอบฉันว่าเขามีอายุมากเท่าเทียมกับคุณย่า หากแต่มีประกายตาที่แจ่มใสและท่วงท่าที่สดชื่น ร่างกายของเขาสูงใหญ่แข็งแรง แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ “เขาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ขาดวิ่น มอซอ ราวกับคนไร้บ้าน”

ถ้อยคำหลังจากนั้นจากนางพยาบาลไม่ได้ผ่านเข้าหูของฉันอีก ความคิดของฉันหยุดนิ่งลงตรงประโยคนั้น “ชายผู้หนึ่งที่แต่งกายซอมซ่อ ราวกับคนไร้บ้าน” ฉันคิดถึงอังเคิลในทันทีและเมื่อคิดถึงอังเคิล ฉันจึงไม่คิดถึงสิ่งใดอีก ฉันเซ็นรับทราบบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้น ในบันทึกเขียนไว้เพียงว่าย่าของฉันเดินออกจากโรงพยาบาลพร้อมกับชายคนนั้นในชุดที่คล้ายคลึงกับเขา ไม่มีใครรู้ว่าย่าเอาชุดนั้นมาจากไหน แต่ด้วยความเข้าใจผิด ผู้เฝ้าประตูโรงพยาบาลปล่อยให้ย่าเดินออกไปพร้อมกับชายผู้นั้น และเป็นการเดินออกไปที่ฉันเชื่อว่าย่าจะไม่มีวันกลับมาที่นี่อีกแล้ว

หลังจากวันนั้น ฉันเริ่มฝันถึงแคตวอล์กที่ยาวไม่สิ้นสุด ความฝันแรกนั้นทำฉันเหงื่อชุ่มโชก ฉันเห็นตนเองเดินอยู่บนมันยาวต่อไป ต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุด และในระหว่างทางบนแคตวอล์กนั้นเองที่ฉันได้พบกับย่า มีโต๊ะอาหาร 1 ตัว เก้าอี้ 2 ตัว และอาหารนานาชนิดบนโต๊ะ ย่านั่งทานอาหารอยู่เพียงลำพัง และเมื่อย่ามองเห็นฉัน ย่าก็ส่งสัญญาณให้ฉันนั่งลงตรงข้าม อาหารบนโต๊ะนั้นเป็นอาหารที่ฉันเคยได้ยินชื่อแต่ไม่เคยลิ้มรสมาก่อน เช่น แกงเทโพคอหมูย่าง หรือแกงรัญจวน ฉันนั่งลงตรงข้ามกับย่า ค่อยๆ ใช้ช้อนตักอาหารเหล่านั้นใส่จานของตน เราทั้งคู่ทานอาหารบนโต๊ะนั้นรอบแล้วรอบเล่าแต่ดูเหมือนอาหารจะไม่พร่องไปเลย จนในที่สุดฉันก็รู้สึกอิ่มและเมื่อฉันจะถามความรู้สึกของย่า ฉันก็พบว่าย่าได้กลายเป็นผีเสื้อตัวหนึ่งไปแล้วก่อนที่จะบินจากไป

คืนที่สองนั้นช่างอัศจรรย์ นอกจากความยาวของแคตวอล์กที่มันดูจะยาวไม่สิ้นสุดแล้ว มันยังสับสนราวเขาวงกตอีกด้วย ฉันดุ่มเดินไประหว่างมันหวังว่ามันจะถึงที่สุดเข้าสักครา แต่ก็ไม่ บนแคตวอล์กนั้นฉันพบย่าในชุดคนป่วยของโรงพยาบาลเดินสวนฉันมารอบแล้วรอบเล่า แต่ละรอบฉันพยายามทักทายย่าแต่ย่าไม่สนใจฉันเลย อันที่จริงฉันควรตรงไปฉุดมือของย่า แต่ว่าก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น และในรอบสุดท้ายนั่นเองย่าหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าฉัน ยิ้มให้ ก่อนที่ย่าจะกลายร่างเป็นผีเสื้อไป

ทุกคืนเป็นเช่นนั้น ทุกคืนในฝันเป็นเช่นนั้น แคตวอร์กที่ยาวไม่สิ้นสุด การปรากฏตัวของย่าบนแคตวอร์กอย่างไม่คาดฝัน และฉากสุดท้ายที่ย่ากลายเป็นผีเสื้อไป โครงเรื่องเป็นเช่นนั้น ฉันแทบจะเดาได้ แต่แทบทุกเช้าที่ฉันตื่นจากฝัน ฉันก็ยังตื่นเต้นและสับสนกับความฝันเหล่านั้นอยู่ดี เหงื่อฉันซึมตามลำคอและหน้าอก ผมของฉันเปียกชื้น ปลอกหมอนและผ้าห่มยับยู่ยี่ ฉันจะลุกออกจากเตียงด้วยอาการอ่อนเพลียเจียนตายราวกับเดินผ่านระยะทางอันยาวไกล กาแฟเพียง 1 แก้วต่อวันถูกฉันเพิ่มเป็น 2 แก้วพร้อมด้วยน้ำอุ่น หากสิ่งที่เราฝันเป็นเพียงความฝันดังที่ทุกคนว่ากัน สิ่งที่ฉันเผชิญในความฝันนั้นก็ควรเป็นเพียงความฝันด้วย ทว่าฉันกลับเชื่อมั่นว่ามันคือความจริง มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเพียงแต่มันหยิบยืมฉากที่เรียกว่าความฝันเท่านั้นเอง

นอกจากความฝันแล้วสิ่งที่เปลี่ยนแปลงสำหรับฉันคือการเดินแบบที่มั่นใจขึ้น อาจกล่าวได้ว่าหลังจากความฝันที่ฉันมีต่อย่า ฉันก้าวเดินขึ้นแคตวอล์กทุกครั้งด้วยความมั่นใจราวกับนางแบบอาชีพที่ทำงานมานับสิบปีๆ ฉันมีคำแนะนำทรงผมที่เหมาะกับชุดที่ฉันสวมใส่ให้กับช่างทำผมโดยไม่ลังเล ฉันแนะนำการแต่งหน้าที่เหมาะสมกับชุดที่ฉันสวมใส่โดยไม่ลังเล ฉันถกเถียงกับแฟชั่นดีไซเนอร์ถึงลักษณะของวัสดุและสีสันที่ใช้ในชุดต่างๆ อย่างคล่องแคล่ว หลังความฝันที่มีต่อย่า ฉันเปลี่ยนจากสาวน้อยที่เข้าสู่วงการไปเป็นนางแบบอาชีพที่ทุกคนปรารถนา ทุกคนเชื่อว่าฉันคงทุ่มเทเวลาศึกษาผลงานของนางแบบคนอื่น ทุกคนคิดว่าฉันคงทุ่มเทเวลาชมภาพบันทึกของนางแบบรุ่นก่อนๆ แต่ไม่ใช่เลย สิ่งเดียวที่ฉันเรียนรู้เกี่ยวกับการเดินแบบบนแคตวอล์ก ฉันเรียนรู้จากความฝันของฉันเอง

กระนั้นความฝันที่สมจริงย่อมทำให้เรากลัวความจริงที่ฝันถึง หากฉันได้พบย่าทุกคืนในความฝันนั่นหมายความว่าในความจริงฉันจะไม่มีวันได้พบย่าแล้วหรือไม่ ทุกวันว่างฉันจะออกตระเวนไปตามสถานที่ต่างๆ ที่ฉันเชื่อว่าจะได้พบกับอังเคิล ฉันไม่อาจแน่ใจได้ว่าย่าหายตัวไปกับใครกันแน่ หากแต่ฉันอยากเชื่อว่าย่าน่าจะหายตัวไปกับอังเคิล ฉันอยากเชื่อเช่นนั้น และฉันปรารถนาให้เป็นเช่นนั้น ทุกกระท่อมร้างที่แลดูน่ากลัว ฉันจะบุกเข้าไป ทุกชุมชนที่ไม่มีคนปรารถนาไปเยือน ฉันจะเดินดุ่มเข้าไป ฉันแลเห็นความงาม แลเห็นเรื่องราว แลเห็นตำนานในที่รกร้าง ไร้คนปรารถนา ไร้คนมาเยือนเช่นนั้น โลกของฉันถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน การเดินในพื้นที่แคบๆ ที่มีแสงไฟและผู้คนคอยจับจ้องและการเดินในโลกกว้างที่ไม่มีใครสนใจไยดีเลย

การเดินทั้งสองแบบบรรจบกันในวันหนึ่ง ในวันนั้นขณะที่ฉันเดินแบบอยู่บนแคตวอล์ก ฉันก็แลเห็นอังเคิลนั่งอยู่เพียงลำพังที่ด้านหลังของแขกจำนวนมาก ในครานี้เขาไม่ได้นั่งอยู่ในแถวหน้า ในครานี้เขาไม่ได้ใส่เสื้อผ้าเยี่ยงคนจรจัด หากแต่แต่งกายอย่างพิถีพิถันด้วยชุดสูทอย่างดี หลังเสร็จงานฉันเดินไปหาเขา ในขณะที่เขายืนรอฉันอย่างสงบ เขาพูดกับฉันเพียงเบาๆ ว่า “ย่าของเธอกำลังรอเธออยู่”

เราทั้งคู่เดินไปตามท้องถนน เขาพาฉันขึ้นไปบนอาคารสูงแห่งหนึ่ง มันเป็นอาคารร้างที่ปราศจากแสงไฟ นอกจากแสงไฟจากอาคารอื่นและท้องถนน บันไดแต่ละขั้นดูมืดมิด อาคารสูงที่มีแต่เสาและพื้น ปราศจากผนัง ลมพัดรุนแรงขึ้นเมื่อเราเดินสูงขึ้นไปและขึ้นไป เสียงลมและกลิ่นอับชื้นทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในความฝัน แต่นี่คือความจริง เป็นความจริงแน่นอน

บนชั้นบนสุดของอาคารนั้นเองที่ฉันได้พบกับย่า มีกองไฟกองหนึ่งถูกจุดขึ้น แสงจากกองไฟไหวเอนวูบวาบไปมา มันทำหน้าที่ทั้งให้ความอบอุ่นและให้ความสว่างกับพื้นที่นั้น ย่ายิ้มให้ฉันเมื่อเห็นฉันปรากฏตัวขึ้น และย่าก็ง่วนอยู่กับการปรุงอาหารต่อไป ย่านำสิ่งที่เตรียมไว้ใส่ลงในหม้อนำมันตั้งกับไฟ ก่อนจะนำข้าวสารใส่หม้ออีกไปพร้อมน้ำในขวดพลาสติก แล้วนำมันวางลงข้างกองไฟก่อนจะหมุนมันไปรอบๆ อย่างช้าๆ ทุก 5 นาที ชายคนนั้นมวนบุหรี่จากกระเป๋าเสื้อของเขาแล้วจ่อมันเข้ากับเปลวไฟก่อนจะระบายควันออกมาอย่างช้าๆ ฉันนั่งลงข้างๆ ย่า จับแขนของย่าให้มั่นใจว่าไม่ได้ฝัน ผิวอันย่นและเป็นสีน้ำตาลแก่ของย่าทำให้ฉันนึกถึงต้นไม้ใหญ่ แต่ความบอบบางของท่อนแขนนั้นทำให้ฉันนึกถึงปีกอันบางเบาของผีเสื้อ ฉันอยากกอดย่าแต่ก็เกรงว่ามันจะทำอันตรายต่อร่างกายอันบอบบางนั้น ฉันจึงลูบแขนของย่าไปมา ย่าหันมายิ้มให้ฉันครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนจะตักข้าวที่สุกแล้วใส่จานให้ฉันพร้อมทั้งราดแกงที่ฉันไม่รู้จักชื่อลงบนข้าวด้วย หลังจากนั้นย่าตักข้าวและแกงให้อังเคิลและตัวย่าเอง เราสามคนนั่งทานอาหารเงียบๆ รอบกองไฟ ย่าวางจานลงเป็นคนแรก อังเคิลเป็นคนที่สอง ส่วนฉันนั้นวางจานลงเป็นคนสุดท้าย เปลวไฟหรี่ลงและหรี่ลง ฉันสัมผัสแขนของย่าอีก ลูบคลำมันไปมาและฉันก็หลับลงพร้อมกับความมืดมิดของเปลวไฟ

ความฝันในคืนนั้น ฉันเดินอยู่บนแคตวอล์กที่สว่างโพลงราวกับเป็นผิวของดวงอาทิตย์ หากแต่ฉันไม่รู้สึกร้อนเลย ในฝันนั้นฉันไม่ได้พบกับย่าเหมือนดังที่เคย หากแต่มีฝูงผีเสื้อจำนวนมากโบยบินอยู่รอบๆ แคตวอล์ก พวกมันบินตามฉันไปตลอดการเดิน วนเวียนอยู่รอบตัวฉันราวกับฉันเป็นดอกไม้งาม ผีเสื้อฝูงนั้นมาจากนานาพันธ์ุ ปีกของมันให้สีสันที่พร่างพรายนานา ฉันเดินตรงไปเบื้องหน้า ทุกอย่างใสสว่าง ทางเดินดูจะยืดยาวไม่สิ้นสุดจนในที่สุดฉันก็อ่อนแรงและหลับลงบนแคตวอล์กนั้นเอง

ฉันตื่นขึ้นในยามเช้า ไม่มีอังเคิล ไม่มีเปลวไฟ มีแต่ร่างของย่าที่นอนเคียงข้างฉัน ย่าสิ้นใจอย่างสงบพร้อมด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า ร่างกายของย่าเย็นจัด ฉันถอดเสื้อผ้าภายนอกออกห่มคลุมร่างของย่าแล้วโทรศัพท์แจ้งไปยังโรงพยาบาลว่าฉันพบย่าแล้ว ไม่นานเสียงหวีดของไซเรนก็ดังขึ้น พนักงานโรงพยาบาลอุ้มร่างของย่าลงไปยังชั้นล่างของอาคารสูงนั้นอย่างทุลักทุเลโดยมีฉันเดินตามไปเงียบๆ รถของโรงพยาบาลนำย่ากลับมายังโรงพยาบาลก่อนที่เจ้าหน้าที่ประจำโรงพยาบาลจะออกใบมรณบัตรของย่าให้กับฉัน พวกเขาไม่ถามอะไรมากไปกว่าฉันพบย่าที่ไหน เพียงเท่านั้นเอง ฉันคิดว่าสำหรับพวกเขาแล้ว ความตายของย่าเป็นเรื่องสามัญธรรมดา บุคคลที่สูญเสียความทรงจำมีโอกาสมากมายเหลือเกินที่จะนอนหลับและไม่ตื่นฟื้นขึ้นอีก ด้วยเหตุนี้คำถามที่ฟุ่มเฟือยจึงดูเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น

ฉันจัดงานศพของย่าอย่างเรียบง่าย ใช้เวลาเพียง 3 วันสำหรับพิธีกรรมต่างๆ ตลอดงานฉันหวังว่าจะได้พบกับอังเคิลอีก แต่ก็ไม่ เขาไม่ปรากฏตัวขึ้นอีกเลย เช่นเดียวกับครั้งแรกที่ฉันได้พบกับเขา การหายสาบสูญไปดูจะเป็นธรรมชาติของเขาแล้ว และฉันไม่คาดหวังว่าจะได้พบกับเขาอีกต่อไป ตลอดงานพิธีกรรมเหล่านั้น ฉันไม่ได้หลับตาลงเลย ในเวลาค่ำคืน ฉันจะนอนเฝ้าอยู่ที่หน้าร่างของย่าซึ่งบรรจุอยู่ในกล่องไม้สลักเสลาวิจิตรนั้น มีคนมาร่วมงานของย่าในวันสุดท้ายเพียงไม่กี่คน และหลังจากฉันโปรยเถ้าถ่านทุกชิ้นของย่าลงสู่ท้องทะเล ฉันก็กลับสู่ที่พัก ฉันอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าจากสีดำสนิทเป็นสีอื่นและล้มตัวลงนอน ฉันนอนหลับอย่างยาวนานเป็นเวลากว่า 20 ชั่วโมงแต่ฉันไม่ฝันถึงสิ่งใดเลย

Writer

อนุสรณ์ ติปยานนท์

นักเขียน นักแปล เจ้าของผลงานหนังสือหลายเล่ม อาทิ ลอนดอนกับความลับในรอบจูบ, แปดครึ่งริคเตอร์, จุงกิงเซ็กซ์เพรส, เพลงรักนิวตริโน โดยปัจจุบันเขายังคงจริงจังกับการเขียนและมีผลงานต่อเนื่องในโลกวรรณกรรม

Cloud Writing Space

พื้นที่อิสระสำหรับนักเขียนรับเชิญ

The Snow Girl

ผมพบหญิงสาวคนนั้นที่ชานชาลา วันนั้นหิมะโปรยปรายลงมาแต่เช้า ท้องฟ้าเป็นสีเทาแล้วเปลี่ยนเป็นสีขาวก่อนจะกลับคืนเป็นสีเทาอีกครั้ง ไม่ต้องพูดถึงความหนาวเย็น มันหนาวเย็นจนจับใจ หนาวเย็นจนแม้เพียงแค่คิดจะออกเดินทางคุณก็อาจล้มเลิกความตั้งใจได้

ผมพบเธอที่นั่น ขณะที่ผมเฝ้ารอรถไฟที่มุ่งหน้าสู่เกียวโต เธอยืนสงบนิ่งอยู่ที่ชานชาลา ภายใต้เสื้อคลุมสีดำหนาหนัก เกล็ดสีขาวของหิมะแต่งแต้มเสื้อคลุมของเธอเป็นจุดเล็กๆ ราวกับงานออกแบบชิ้นเลิศ นอกจากบนเสื้อแล้ว เกล็ดหิมะยังจับอยู่ตามไรผมของเธอด้วย แต่ดูเธอไม่แยแสสิ่งนั้น เธอยังคงยืนสงบนิ่ง รถไฟแล่นเข้าเทียบชานชาลาขบวนแล้วขบวนเล่า ผู้คนเดินออกจากขบวนรถไฟคนแล้วคนเล่า หากแต่เธอไม่สนใจไยดี มือขวาของเธอถือกล่องอาหารกลางวัน สายตาของเธอจ้องมองไปเบื้องหน้า

เมื่อได้พบเห็นเธอ ผมตัดสินใจยกเลิกการโดยสารขบวนรถไฟที่ตั้งใจและเฝ้ามองดูเธอแทน รถไฟขบวนใดหนอที่เธอจะโดยสาร สถานที่ใดหนอที่เธอปรารถนาจะไป นั่นคือความคิดคำนึงของผม นั่นคือการเฝ้ารอคำตอบของผม หากแต่เธอกลับไม่โดยสารรถไฟขบวนใดเลย เธอยืนนิ่งอยู่ที่ชานชาลาราวหนึ่งชั่วโมง ประมาณนั้น ก่อนจะหันหลังกลับ เดินลงบันไดชานชาลาและหายลับจากไปท่ามกลางพายุหิมะสีขาวโพลน

หลังจากวันนั้น ผมได้พบเธอทุกวัน แม้พายุหิมะจะหมดหน้าที่ของมันแล้ว คงเหลือเพียงแต่สายหิมะเบาบางในยามนี้ แต่เธอผู้นั้นยังคงมาที่ชานชาลาแห่งนี้ทุกวัน ในมือถือกล่องอาหารกลางวัน สายตาจ้องมองไปเบื้องหน้า จุดหมายของเธอดูเลื่อนลอย ไม่มีรถไฟขบวนใดที่ดึงดูดเธอไปสู่โลกของการโดยสาร หนึ่งชั่วโมง ประมาณนั้น ที่เธอใช้ชีวิตอยู่ที่ชานชาลาก่อนจะเดินลงบันไดแล้วหายลับไปจากสายตาของผม

หลังการจากไปของเธอ ผมจะโดยสารรถไฟเที่ยวถัดมาทันที ในความคิดคำนึงของผมมีแต่ความสงสัยใคร่รู้ มีสิ่งใดในกล่องอาหารกลางวันนั้น มันใช่อาหารหรือเป็นสิ่งอื่น มีอะไรในเป้าหมายสายตาของเธอ ภาพที่ทุกคนมองเห็นหรือว่าเป็นภาพอื่น จากที่นั่งในรถไฟนั่นเองที่ผมจะขบคิดถึงปริศนาเหล่านั้น ด้วยว่าตลอดเวลาที่เธอยืนนิ่งอยู่ที่ชานชาลา ผมไม่อาจคิดถึงสิ่งอื่นใดได้เลยนอกจากความงามของเธอ

หากเราจะคิดถึงผู้หญิงสักคนที่ให้ความงามอันอบอุ่น ไม่เสแสร้ง ไม่ดัดแปลง คงเป็นเธอนั่นเอง ไม่มีทางเป็นคนอื่นไปได้ เธอเป็นดังดวงอาทิตย์ที่เรารู้สึกได้ถึงความอบอุ่น เป็นความอบอุ่นของดวงอาทิตย์ที่มีจุดเด่นที่ความงาม เป็นความอบอุ่นที่หลงเหลือเพียงหนึ่งเดียวในเมืองอันหนาวเหน็บแห่งนี้ การมาถึงชานชาลาของเธอให้ความรู้สึกดังการขึ้นสู่ท้องฟ้าของดวงอาทิตย์ การจากไปของเธอให้ความรู้สึกดังการจบสิ้นของวัน เป็นเรื่องปกติสามัญเช่นนั้น เพียงแต่วันเวลาในชานชาลาแห่งนั้นมีระยะเวลาดำเนินไปเพียงหนึ่งชั่วโมง เป็นวันเวลาที่แสนสั้น แต่สำหรับผมแล้วสวยงามสุดบรรยาย

หิมะนั้นเป็นสิ่งที่แปลกประหลาด เมื่อแรกที่มันตกลงมา เราจะรู้สึกได้ถึงความสวยงาม แต่หลังจากนั้นเราจะเริ่มสัมผัสได้ถึงความโหดร้าย ความเย็นเฉียบของมันที่มีต่อผิวหนังจะทำให้เรารู้สึกปวดร้าว ความหนาวเหน็บของมันที่มีต่อจมูกจะทำให้เราเจ็บปวด เราอยากยืนอย่างสงบนิ่งๆ ทำตัวสดชื่นสูดดมกลิ่นของหิมะ แต่เราทำเช่นนั้นไม่ได้ จมูกของเราเจ็บแสบเกินกว่าจะได้กลิ่น ผิวหนังของเราเย็นชาเกินกว่าจะเพลิดเพลิน สิ่งที่ปรากฏจากช่องจมูกของเราไม่ใช่อากาศอีกต่อไปหากแต่เป็นเลือดสีแดงสด สิ่งที่ปรากฏจากผิวหนังของเราไม่ใช่เกล็ดหิมะอีกต่อไปหากแต่เป็นรอยช้ำแดง

และหากหิมะเป็นของแปลก เมืองหิมะย่อมเป็นของแปลกประหลาดกว่านั้น ผมถูกส่งมาที่เมืองหิมะแห่งนี้เมื่อหนึ่งปีก่อน ในวันแรกของการประกาศรับสมัครพนักงานเพื่อไปฝึกงานที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น ผมไม่เคยคิดว่าจะมีเมืองหิมะเช่นนี้ ประเทศญี่ปุ่นสำหรับผมคือประเทศที่มากมายด้วยยอดมนุษย์และสัตว์ประหลาดจากความทรงจำในวัยเด็ก เป็นประเทศที่มากมายด้วยดาราเอวีจากความประทับใจในวัยหนุ่ม แต่ไม่ใช่หิมะเป็นแน่ ผมไม่เคยมีความคิดเรื่องเมืองหิมะอยู่เลยในวันที่ส่งชื่อตัวเองเข้าสอบ

การสอบผ่านไปด้วยความสำเร็จ เมืองที่ผมต้องเดินทางไปถึงคือเซนได ผมไม่เคยได้ยินชื่อเมืองนี้มาก่อน ทำไมไม่เป็นโตเกียว เกียวโต หรือโอซาก้า ทำไมไม่เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสาวน้อยหน้าแฉล้มแช่มช้อย ทำไมไม่เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยวัดวาอาราม ทำไม่ไม่เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยปราสาทโบราณโอ่โถง หากแต่เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความหนาวเย็นและสีขาวโพลนของหิมะ

เซนไดต้อนรับผมนับแต่แรกถึง เมื่อผมเดินออกจากสนามบิน เกล็ดหิมะลอยคลุ้งในอากาศราวปุยนุ่น ผมยืนรอรถแท็กซี่ที่ขาดช่วงอยู่ราวครึ่งชั่วโมง ใบหูของผมเริ่มเย็นลงทีละน้อยจนชา และหากมันจะถูกใครปลิดทิ้งไปในตอนนั้นผมคงไม่รู้สึกรู้สมใดๆ จมูกของผมแสบและหายใจขัดข้อง การไม่ได้เตรียมเสื้อผ้าที่เหมาะสมทำให้ผมอยู่ในเสื้อเชิ้ตและสูทเบาบางเพียงตัวเดียว ความหนาวเย็นเกาะกินไปถึงกระดูกในความรู้สึก ผมพยายามปัดเกล็ดหิมะที่เกาะใบหน้าในช่วงแรกอย่างพัลวันก่อนจะยอมแพ้และปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างยอมจำนน ในที่สุด รถแท็กซี่ก็มาถึง ผมยัดตัวเองลงไปบนเบาะหลัง ยื่นนามบัตรที่กำไว้ในมืออันสั่นเทาให้ชายคนขับผู้อยู่ในถุงมือสีขาวสะอาดตา เขาเหลือบตามองมันเพียงแวบเดียวก่อนจะพยักหน้าแล้วออกรถโดยไม่มีคำพูดใดๆ

ในเมืองหิมะเช่นนั้นช่างเต็มไปด้วยความเงียบเหงา ในช่วงเช้าที่ยังพอมีแสงแดด ผมจะเดินทางไปทำงาน ก่อนจะกลับสู่ที่พักเมื่อความหนาวเย็นเข้าครอบคลุมในยามค่ำ หลังจากนั้นผมจะนั่งอยู่ที่ริมหน้าต่างเฝ้ามองหิมะหล่นลงมาโปรยปราย ไม่มีความตื่นเต้นใดๆ ไม่มีความเพลิดเพลินใดๆ มันเป็นเมืองเงียบสีขาวโพลน สงบเย็น ไร้สีสันอื่น ทุกสิ่งเป็นเช่นนั้น จนถึงวันที่ผมได้พบกับเธอเมื่อต้องเดินทางไปทำธุระที่โตเกียว การปรากฏตัวของหญิงสาวพร้อมกล่องข้าวในมือเป็นดังแสงแดดอันอบอุ่น อ่อนหวาน ละมุน ละไม และทำให้ผมรู้สึกว่าความหนาวเย็นที่ดำรงมาเนิ่นนานนั้นได้ปลาสนาการไป

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงไปถึงสถานีแห่งนั้นทุกเช้าแทนการมุ่งตรงไปยังสำนักงาน แม้ในวันที่ผมไม่ต้องเดินทาง ผมก็จะไปยังสถานี ผมจะยืนรออยู่ที่ชานชาลา รอการปรากฏตัวของหญิงสาว รอการร่วงหล่นของหิมะ รอการประทับของหิมะบนเสื้อผ้าของเธอ ความหนาวเย็นไม่ใช่สิ่งที่ผมหวาดกลัวอีกต่อไป การไม่ปรากฏตัวของเธอต่างหากที่เป็นสิ่งที่ผมหวาดหวั่น ห้านาที สิบนาที สามสิบนาที หนึ่งชั่วโมง ผมก้มดูนาฬิกาข้อมือบ่อยแสนบ่อย ลมหายใจของผมหยุดชะงักเป็นช่วง จนเมื่อเธอปรากฏตัวแล้วนั้นเองที่อากัปอาการของผมจะกลับสู่ความเป็นปกติ หญิงสาวในเสื้อคลุมหนาหนัก หญิงสาวผู้มาพร้อมกล่องอาหาร หญิงสาวที่มาพร้อมความสงบเงียบ หญิงสาวที่ผมรอคอย

ถึงแม้ผมจะมีกำหนดเวลาอยู่ในประเทศญี่ปุ่นเพียงหนึ่งปี แต่การละเลยไม่เข้าใจถึงสิ่งที่เป็นผลผลิตของสังคมญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นศิลปกรรม วรรณกรรม หรือสิ่งต่างๆ ดูจะเป็นสิ่งที่แสดงถึงความไม่ใส่ใจ ผมเริ่มต้นตระเวนไปตามที่แสดงงานศิลปะในเมืองทีละแห่ง เริ่มต้นซื้อหนังสืออันลือชื่อของนักเขียนญี่ปุ่นทีละคน ผมเริ่มเรียนรู้การชื่นชมภาพพิมพ์ของโฮกุไซ ตื่นตะลึงกับงานแกะไม้ของยานากิ หลงใหลงานเขียนของคาวาบาตะ โดยเฉพาะเรื่องเมืองหิมะที่เขาเขียนได้จับใจ ตื่นเต้นกับจินตนาการทางเพศของทานิซากิ โดยเฉพาะในเรื่องกุญแจ ประทับใจกับความรักชาติของมิชิม่า โดยเฉพาะในเรื่องวิหารทอง ทุกอาทิตย์ผมไปที่ห้องแสดงภาพและร้านหนังสือใหญ่ประจำเมือง ซื้อภาพพิมพ์และหนังสือของนักเขียนเหล่านั้นมาทีละแผ่น ทีละเล่ม ห้องของผมเริ่มจัดสรรพื้นที่ให้กับสิ่งของด้านอารยธรรม มันทำให้ทุกอย่างอบอุ่นขึ้น อย่างน้อยก็ในความรู้สึกของผม

ในสิ่งของจำนวนมากเหล่านั้นมีสองสิ่งที่ผมให้ค่าของมันเหนือสิ่งใดอื่น สิ่งแรกคือภาพพิมพ์ที่มีชื่อว่าการเดินในหิมะ หรือ A Walk in the Snow ของคาวาเสะ ฮาสุอิ มันเป็นภาพที่มีขนาดไม่ใหญ่นักแต่เรื่องราวในภาพดึงดูดใจผมอย่างยิ่ง ในภาพเราจะเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่แบกลูกน้อยไว้ด้านหลัง เดินฝ่าหิมะที่โปรยปรายด้วยร่มที่ทำจากไม้อันเบาบาง มีสุนัขเดินตามหลังอย่างเงียบๆ ผมมองรูปภาพนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยความเพลิดเพลิน เป็นความเพลิดเพลินจากจินตนาการว่าหญิงสาวในรูปนั้นกำลังเดินทางไปไหน กลับหรือไปจากเคหาของเธอ เด็กทารกด้านหลังอายุกี่ขวบกัน เธอรู้สึกหนาวเย็นหรืออบอุ่น สุนัขติดตามเธอมาหรือเพียงแต่มาพบเธอโดยบังเอิญ และเพราะเหตุใดมันจึงติดตามเธอไปโดยไม่หวั่นไหวต่อความหนาวเย็นใดๆ เรื่องราวปลายเปิดจากภาพพิมพ์ภาพนี้หล่อเลี้ยง ดูดซับ และปะทุออกซึ่งจินตนาการของผมครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับตาน้ำที่ผุดตัวขึ้นโผล่พ้นผืนดินอย่างชั่วกัลปาวสาน

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมให้ความสำคัญกับมันครั้งแล้วครั้งเล่าคือเรื่องสั้นชื่อ การทักทาย หรือ The Greeting ของ อาคุตะงาว่า ริวโนสุเกะ ผู้คนจำนวนมากรู้จักอาคุตะงาว่าจากเรื่องสั้นอันโด่งดังของเขานาม ขัปปะ หรือไม่ก็เรื่องสั้นชื่อ ในป่าโกงกาง ที่กลายเป็นภาพยนตร์นาม ราโชมอน ทั้งที่อาคุตะงาว่าเขียนเรื่องสั้นจำนวนมากมายหลายเรื่องด้วยกัน แต่เรื่องสั้นเหล่านั้นล้วนถูกบดบังด้วย ขัปปะ ทั้งที่อาคุตะงาว่าเขียนเรื่องสั้นที่มีการพรรณนาความอันงดงามมากมายแต่เรื่องสั้นเหล่านั้นล้วนถูกบดบังด้วยความยอกย้อนของ ในป่าโกงกาง ในแง่หนึ่งมันเป็นสิ่งดี แต่ในอีกแง่หนึ่งมันก็เป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง เหมือนดังการที่เราเลือกจดจำดวงจันทร์ในยามค่ำว่างดงามเพียงใด แต่หลงลืมดวงดารามากมายบนผืนฟ้านั่น

เรื่องสั้นเรื่อง การทักทาย นั้นเริ่มต้นเรื่องราวของชายหนุ่มผู้หนึ่งที่พบหญิงสาวที่เขาพึงใจ ณ ชานชาลารถไฟแห่งหนึ่ง เขาพบเธอทุกวัน หลงใหลเธอทุกวัน ขบคิดถึงการทักทายเธอทุกวัน หากแต่เขากลับไม่ลงมือกระทำสิ่งใดเลย เขาหมกมุ่นกับความปรารถนาที่จะทักทายเธอมากกว่าตัวตนที่แท้ของหญิงสาวผู้นั้น เขาหมกมุ่นกับถ้อยคำที่อยากเอ่ยให้เธอฟังมากกว่าการปล่อยถ้อยคำนั้นออกไป กาลเวลาผ่านไปท่ามกลางความน่าอึดอัดมหาศาลในเรื่องสั้นเรื่องนั้นก่อนที่ทุกอย่างจะจบลงด้วยการตัดสินใจว่าถึงเวลาแห่งการทักทายของเขาแล้ว หากแต่ในช่วงเวลานั้นเอง หญิงสาวคนดังกล่าวกลับเดินผ่านเขาไปราวกับเขาเป็นอากาศธาตุ เขาทักทายเธอท่ามกลางความว่างเปล่าและท่ามกลางเสียงรถไฟที่กำลังเคลื่อนออกจากชานชาลา

ผมเข้าใจเหตุผลที่ผมหลงใหลภาพวาดชื่อ การเดินในหิมะ ของ คาวาเสะ ฮาสุอิ ความหนาวเหน็บ อ้างว้าง ในภาพนั้นคงดึงดูดผมเป็นแน่ แต่อะไรเล่าที่ดึงดูดใจผมในเรื่องสั้นชื่อ การทักทาย นี้ ความลังเลของตัวละครเอกหรือ หรือนี่ผมกำลังลังเลที่จะทักทายหญิงสาวผู้นั้น หรือนี่ผมกำลังหลงใหลในตัวเธอแทน เป็นเกล็ดหิมะบนเสื้อผ้าและไรผม เป็นกล่องอาหารในมือ หรือเป็นความสงบเงียบไม่สนใจโลกของเธอ ดูเหมือนจะมีคำตอบนับร้อยนับพันนับหมื่นเมื่อผมพยายามผูกสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน มนุษย์เราอาจพกร่ม หนังสือ หรือเครื่องเสียงส่วนตัว มายืนสงบนิ่งเพื่อรอรถไฟ แต่กล่องอาหารนั้นเล่า หากเธอไม่โดยสารรถไฟ เธอมีความจำเป็นอันใดที่ต้องนำอาหารส่วนตัวมาด้วย เพราะก็มีอาหารจำหน่ายในรถไฟสายยาว แม้ว่ามันจะไม่เลิศเลอนักแต่ก็ไม่เลวร้ายเลย การจากไปของเธอในทุกครั้งพร้อมกับกล่องอาหารคือปริศนาในใจของผมใช่ไหม มันคือสิ่งที่ผมคั่งค้างในใจหรือ

ผมเริ่มขบคิดว่าหากผมต้องเป็นผู้เขียนเรื่องสั้นเรื่อง การทักทาย แทนอาคุตะงาว่า ผมจะเริ่มต้นมันเช่นไร ผมคงเริ่มต้นด้วยการเล่าถึงวันที่หิมะตกหนัก สายหิมะโปรยปรายจากท้องฟ้า หญิงสาวผู้หนึ่งเฝ้ารอขบวนรถไฟอยู่ที่ชานชาลา แต่เมื่อขบวนรถไฟมาถึง ขบวนแล้วขบวนเล่า ขบวนแล้วขบวนเล่า เธอกลับไม่โดยสารรถไฟขบวนใดเลย ที่ชานชาลานั้น มีชายหนุ่มผู้หนึ่งเฝ้ามองเธอด้วยอาการสงบนิ่ง หากแต่เขากลับไม่กระทำสิ่งใดเลย ไม่มีบทสนทนา ไม่มีการทักทาย มีแต่เพียงความเงียบและการเฝ้ามอง และเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว เรื่องสั้นเรื่องนี้ควรมีชื่อว่า ความหลงใหล หรือ ความประทับใจ มากกว่า การทักทาย แค่เพียงการปรากฏตัวของเธอก็เป็นที่สุดแห่งความพึงใจของเขา แค่เพียงดำรงอยู่ตรงนั้นก็เป็นที่สุดแห่งความปรารถนาของเขา ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องสั้นที่ไม่ควรมีบทสนทนา ดังนั้นมันจึงควรเป็นเรื่องสั้นที่มีเพียงแต่การบรรยายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของเขา เป็นเรื่องสั้นที่บรรยายถึงสิ่งที่ท่วมท้นและเพียงพอของห้วงคำนึง

ผมคิดถึงวิธีการเขียนเรื่องสั้นเรื่องนี้บ่อยครั้งเสมอขณะที่เฝ้ารอหญิงสาวผู้นั้นอยู่ที่ชานชาลา อันที่จริงแล้วผมควรซื้อปากกาสักแท่ง สมุดเล่มเล็กสักเล่ม และใช้เวลาที่เฝ้ารอเขียนเรื่องสั้นที่ว่า หากแต่ผมก็กลับไม่ทำเช่นนั้น ผมไม่ปรารถนาลายลักษณ์อักษรที่พรรณนาถึงเรื่องราวของเธอ ผมต้องการเพียงเก็บความรู้สึกประทับใจในแต่ละวันไว้ในความทรงจำ เป็นความทรงจำที่ในเวลาปกติไม่มีสถานที่เก็บกักมันไว้อย่างแน่นอน เป็นความทรงจำที่ล่องลอยในอากาศและหยิบฉวยมันจากอากาศอันเวิ้งว้างได้ในยามจำเป็น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผมจะไม่ได้ซื้อหากระดาษหรือปากกา หากแต่ผมกลับซื้อกล่องอาหารแบบเดียวกับเธอ ผมไม่รู้ว่าภายในกล่องอาหารของเธอนั้นบรรจุสิ่งใดบ้าง แต่ภายในกล่องอาหารของผมกลับบรรจุสิ่งสำคัญทั้งปวงไว้ อาทิ นามบัตร โทรศัพท์มือถือ บัตรเครดิต สมุดนัดหมาย ตราประทับ หรือแม้แต่เครื่องรางที่ผมนำติดตัวมาจากประเทศไทย หากมีใครมาเยือนชานชาลาสถานีรถไฟแห่งนั้น และเขาใช้เวลาสังเกตสังกาสักเล็กน้อย เขาจะพบหญิงสาวคนหนึ่งยืนสงบนิ่งเฝ้ารอรถไฟพร้อมกับกล่องอาหารและชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งเหม่อลอยบนเก้าอี้ไม้พร้อมกล่องอาหารแบบเดียวกัน

เราสองคนคงกลายเป็นภาพถ่ายที่มีชีวิตแบบนั้นหากไม่มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ดังคำกล่าวที่ว่า ในที่สุดแล้วบนหนทางชีวิตที่ยาวไกล จะมีบางสิ่งผลักเราให้เข้าหาหรือถอยห่างจากใครบางคน และบางสิ่งนั้นมักเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เราไม่ได้คาดคิดอย่างยิ่ง

เช้าวันนั้นหิมะตกหนักมากทั้งที่เป็นช่วงปลายของฤดูหนาว ไม่มีใครคาดการณ์การมาถึงของหิมะในวันนั้นเลย สถานีโทรทัศน์แจ้งข่าวพยากรณ์อากาศว่าท้องฟ้าแจ่มใส แสงแดดอบอุ่น หนังสือพิมพ์ลงประกาศข้อความว่าถึงเวลาปลดปล่อยเสื้อคลุมหนาหนักเสียที หากแต่โดยพลัน ที่สถานีแห่งนั้น ท้องฟ้ากลับมืดสนิทลงโดยไม่มีสาเหตุ และแล้วมวลหิมะก็ทยอยตกลงสู่พื้นดิน หญิงสาวคนนั้นเงยหน้าของเธอขึ้นจ้องมองท้องฟ้าเบื้องบนในขณะที่เกล็ดหิมะจับลงที่เสื้อคลุมของเธอ ร่างของเธอกลายเป็นดังต้นไม้เดียวดายในบริเวณนั้น ผมลุกขึ้นจากที่นั่งด้วยความหนาวเย็นและพยายามออกเดินไปรอบๆ เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น ผู้คนพากันรีบเร่งออกจากรถไฟที่มาถึงอย่างอลหม่านเพื่อหลบพายุหิมะนั้น พวกเขาหลบหลีกสิ่งหนาวเหน็บนั้นอย่างโกลาหล และในไม่ช้าฝูงชนก็กลืนร่างของเธอไป

ผมฝ่าสวนฝูงชนเข้าไปหาเธอ และในท่ามกลางคลื่นที่หลั่งไหลของมนุษย์นั้น ผมพบเธออยู่ที่พื้น กล่องอาหารประจำตัวของเธอหล่นกลิ้งไกลออกจากตัวเธอตามฝีเท้าของคนที่เคลื่อนผ่าน ในที่สุดมันก็เปิดออก ข้างในนั้นเป็นละอองสีขาว เธอชันกายลุกขึ้น จ้องมองไปที่กล่องใบนั้นและจ้องมองมาที่ผม ฝีเท้าของผมไม่อาจเคลื่อนได้ตามใจหวัง ราวกับผู้คนทั้งโลกโดยสารมาลงยังสถานีนี้ แม้ว่าในที่สุดผมจะฝ่าไปถึงกล่องอาหารใบนั้น แต่มันก็สายเกินไปแล้ว ละอองสีขาวนั้นได้ฟุ้งกระจายรวมกับละอองหิมะเป็นเนื้อเดียวกัน

เกือบสิบนาทีกว่าฝูงชนจะปลาสนาการ และอีกหลายนาทีกว่าหญิงสาวผู้นั้นจะลุกขึ้นได้จากชานชาลา ผมพยุงตัวเธอเบาๆ ก่อนจะมอบกล่องอาหารเปล่าใบนั้นคืนให้แก่เธอ ใบหน้าของเธอซีดขาวราวหิมะ เธอรับกล่องอาหารจากมือของผมแล้วเดินจากไปอย่างเงียบๆ เหมือนทุกครา แต่ครั้งนี้ผมไม่ปล่อยให้เธอจากไปเพียงลำพัง ผมออกเดินตามเธอไปเงียบๆ จนเมื่อเธอเลี้ยวเดินเข้าร้านกาแฟที่ไม่ไกลนักจากสถานี ผมก็ตัดสินใจนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเธอ

คำแรกที่ผมเอ่ยคือ “ผมขอโทษที่ไม่อาจรักษาสภาพเดิมของกล่องอาหารนั้นได้” คำที่สองที่ผมเอ่ยคือ “ทุกอย่างในกล่องใบนั้นหายไปพร้อมกับหิมะแล้ว” คำแรกเป็นคำที่สมควรพูดอย่างยิ่ง แต่คำที่สองนั้นเป็นคำที่ผมรู้สึกผิดอย่างแรง

หญิงสาวคนนั้นยิ้มเพียงเล็กน้อยให้ผมในขณะที่พนักงานประจำร้านนำน้ำเปล่าสองแก้วมาวางลงบนโต๊ะให้เรา “ข้างในนั้นเป็นเถ้าถ่านจากคนรักของฉัน เป็นเวลาเนิ่นนานที่ฉันเฝ้ารอวันเวลาที่หิมะจะตกลงมาอย่างหนักเพื่อที่จะได้โปรยปรายมันให้เป็นเนื้อเดียวกัน แต่ฉันก็ทำไม่เคยสำเร็จเลย” หญิงสาวผู้นั้นพักลมหายใจ เธอหันไปสั่งกาแฟร้อนสองแก้วสำหรับเธอและผมโดยไม่มีคำร้องขอ ก่อนจะกลับมาจ้องมองกล่องอาหารใบนั้นอีกครั้ง “ฉันชื่อ ยูกิ ที่แปลว่าหิมะ ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงคิดว่าฉันควรเอาเถ้าถ่านจากคนรักของฉันรวมตัวเข้ากับหิมะเพื่อที่ว่ามันจะเป็นเนื้อเดียวกัน ตลกไหม ฉันต้องเดินทางมาถึงที่นี่ เช่าโรงแรมและเฝ้ารอหิมะ ตอนแรกฉันคิดว่าถ้าฉันชื่อว่า กาวะ ที่แปลว่าแม่น้ำหรือ ยามะ ที่แปลว่าภูเขา การโปรยปรายเถ้าถ่านในกล่องนี้คงง่ายกว่าที่เป็น ก่อนจะพบว่าในความเป็นจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นที่แห่งใด การโปรยปรายสิ่งที่หลงเหลือของคนรักนั้นไม่ใช่สิ่งที่ทำได้เลย”

เธอจิบกาแฟร้อนที่ถูกนำมาวางเพียงน้อยในขณะที่ผมไม่สนใจมันเลย ผมรู้ตัวดีว่ามาที่นี่ทำไม บทสนทนาคือสิ่งที่ผมสนใจไม่ใช่กาแฟ “วันแรกที่หิมะตกลงมานั้น ฉันเปิดฝากล่องอาหารขึ้น เตรียมตัวจะสะบัดกล่องไปให้สุดแรง แต่แล้วฉันกลับพบว่า กล้ามเนื้อในมือของฉันไม่ทำงาน ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่น้อย ไม่มีแม้พลังงานที่จะยกมันขึ้นสูงกว่าที่เป็น ฉันยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น จำนน สิ้นหวัง และยอมรับความจริง จนในที่สุดหิมะก็หยุดลง เหตุการณ์ที่ว่าเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ภาวะไร้เรี่ยวแรงที่จะอำลา ฉันเรียกมันเช่นนั้น ไม่มีทางที่ฉันจะปล่อยสิ่งสุดท้ายของเขาให้จากไปได้ ภาพความทรงจำของเขาที่มีต่อฉันมันกดทับกล้ามเนื้อ หัวใจ สมอง และห้วงคำนึงของฉัน แม้ฉันจะรู้ดีว่าเขาจะต้องจากไป แม้ฉันจะรู้ดีว่าเขาได้จากไปแล้ว แต่ถึงที่สุดฉันกลับไม่อาจปล่อยสิ่งยึดเหนี่ยวสุดท้ายไปจากตัวฉันได้” เธอหันมาจ้องมองกล่องเปล่านั้นอีกครั้ง “ขอบคุณทุกอย่างที่เกิดขึ้นในเช้าวันนี้ มันได้ปลดปล่อยฉันแล้ว”

ผมยื่นถ้วยกาแฟของผมให้เธอ แลดูชัดเจนว่ากาแฟหนึ่งแก้วไม่เพียงพอสำหรับเธอเป็นแน่ “ผมถามคำถามคุณข้อหนึ่งได้ไหม” เธอพยักหน้าตอบ “คุณรู้สึกถูกปลดปล่อยแล้วจริงหรือ ความรู้สึกข้างในใจของคุณถูกปลดปล่อยแล้วแน่หรือ จริงอยู่ที่เถ้าถ่านคนรักของคุณได้จากไปแล้ว แต่นั่นไม่ใช่จากความตั้งใจของคุณ การยักไหล่แล้วบอกว่าทุกสิ่งจบลงอาจบรรเทาความรู้สึกบางอย่างได้ แต่คุณแน่ใจได้อย่างไรว่าความรู้สึกที่ว่านั้นจะไม่หวนกลับมา ขอโทษที่ผมพูดยาวเกินไป แต่ผมรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ”

เธอจ้องมองผมอยู่นาน ช่วงเวลาขณะนั้นผมรู้สึกเหมือนดังว่ามีขบวนรถไฟผ่านเราไปหลายขบวน “มันสายไปแล้ว” เธอตอบเบาๆ “ไม่มีเถ้าถ่าน ไม่มีพายุหิมะ อีกแล้ว” ผมเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ “ขณะนี้เป็นเวลาแปดนาฬิกา ถ้าเรากลับไปที่สถานี รถไฟเที่ยวต่อไปที่จะไปโมริโอกะจะมาถึงในไม่ช้า พายุหิมะจะมาถึงโมริโอกะในเย็นนี้ มีเศษเถ้าถ่านของคนรักคุณหลงเหลืออยู่ตามขอบกล่อง มันไม่อาจโปรยปรายได้เป็นแน่ แต่คุณสามารถรองเกล็ดหิมะจากฟากฟ้าได้จนเต็มแล้วโปรยปรายมันร่วมกันได้”

ผมลุกขึ้น วางธนบัตรไว้บนโต๊ะแล้วยื่นมือให้เธอจับ นี่คือการตัดสินใจของผม ถ้าผมจะเขียนเรื่องสั้นเกี่ยวกับการทักทายและการพบกันที่สถานีรถไฟ มันควรเป็นเช่นนี้ มันไม่ใช่เพียงแค่บทสนทนาและลาจากกัน แต่ควรเป็นบางสิ่งมากกว่านี้ หญิงสาวผู้นั้นลุกขึ้นยืน เธอจับมือผมไว้เบาๆ ผมปัดเศษหิมะบนเสื้อของเธอ ก่อนที่เราทั้งคู่จะออกเดินมุ่งหน้าไปยังชานชาลา ข้างนอกนั้นพายุหิมะหยุดลงแล้ว หลงเหลือเพียงเศษหิมะที่กำลังละลายบนพื้น เราทั้งสองคนย่ำผ่านมันไป และทิ้งรอยเท้าไว้กับคราบหิมะ ซึ่งในไม่ช้าคงละลายจนไร้ร่องรอย

Writer

อนุสรณ์ ติปยานนท์

นักเขียน นักแปล เจ้าของผลงานหนังสือหลายเล่ม อาทิ ลอนดอนกับความลับในรอบจูบ, แปดครึ่งริคเตอร์, จุงกิงเซ็กซ์เพรส, เพลงรักนิวตริโน โดยปัจจุบันเขายังคงจริงจังกับการเขียนและมีผลงานต่อเนื่องในโลกวรรณกรรม

Photographer

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load