ฉันเริ่มต้นฝันถึงแคตวอล์กแห่งนั้นนับตั้งแต่วันแรกที่คุณย่าของฉันหายสาบสูญจากโรงพยาบาล ในฝันนั้นความกว้างของแคตวอล์กอยู่ที่สองเมตร ทว่าความยาวของมันกลับประมาณไม่ได้ ในฝันนั้นฉันรู้สึกว่ามันเป็นแคตวอล์กที่ยาวที่สุดในโลก เพราะเพียงแค่ฉันเริ่มต้นเดินไปบนมัน ฉันก็ตระหนักแล้วว่าปลายข้างหนึ่งของแคตวอล์กนั้นคงอยู่ที่ริมขอบโลกอย่างไม่ต้องสงสัยเลย

คุณย่าของฉันล้มป่วยลงด้วยโรคความจำเสื่อม มันเป็นโรคสามัญที่มีชื่อเรียกเฉพาะว่า Dementia (ดีเมนเชีย) ฉันเติบโตมากับย่านับแต่จำความได้ พ่อและแม่ของฉันเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อฉันมีอายุเพียง 3 ขวบ อุบัติเหตุในวันนั้นไม่มีฉันเกี่ยวข้อง เพราะมันเกิดขึ้นในวันที่ย่าพาฉันไปเข้าโรงเรียนอนุบาลพอดี ในวันนั้นพ่อและแม่บึ่งรถมาจากอีกเมืองหนึ่งเพื่อมาหาฉันหลังฝากฝังให้ย่าจัดการเรื่องการเรียน พ่อของฉันเป็นวิศวกรชลประทาน หน้าที่ของพ่อคือการสร้างเขื่อนไปตามที่ต่างๆ เขื่อนล่าสุดที่พ่อรับผิดชอบอยู่ในตอนนั้น ว่ากันว่ามันเป็นเขื่อนที่มีสันเขื่อนยาวที่สุดในประเทศ จนมีคำเล่าลือว่าปลายสุดของเขื่อนนั้นอยู่ที่ริมขอบโลก คำเล่าลือที่ว่านี้ย่าเป็นคนเล่าให้ฉันฟังด้วยตนเอง รวมถึงเรื่องที่พ่อกับแม่ไม่อาจมาพบฉันในวันนั้นด้วย

ด้วยเหตุนั้น ฉันจึงกลายเป็นเด็กกำพร้าในวัยเพียง 3 ขวบ ย่าได้กลายเป็นทั้งพ่อ แม่ พี่ชาย พี่สาว น้องชาย น้องสาว และทุกสิ่งสำหรับฉัน ทุกการละเล่นในวัยเด็กของฉันมีย่าเป็นผู้ร่วมเล่นคนสำคัญ ทุกการเรียนของฉันมีย่าเป็นเพื่อนร่วมเรียนคนสำคัญ ทุกการใช้ชีวิตของฉันมีย่าเป็นเพื่อนร่วมชีวิตคนสำคัญ ฉันหัดเล่นหมากเก็บเป็นครั้งแรกโดยมีย่าเป็นเพื่อนร่วมวง ฉันขึ้นรถเมล์เป็นครั้งแรกโดยมีย่าเป็นเพื่อนร่วมทาง ฉันใส่ยกทรงครั้งแรกโดยมีย่าเป็นคนเลือกซื้อ ฉันมีประจำเดือนครั้งแรกโดยมีย่าเป็นคนปลอบใจ คุณแค่ยื่นคำว่าครั้งแรกในชีวิตให้ฉัน และฉันจะบอกได้ว่าย่าอยู่ในเหตุการณ์นั้นอย่างไร

รถประจำทางมาสายกว่าเวลาจนฉันต้องเรียกรถรับจ้าง นี่เป็นการเยี่ยมคนป่วยประจำเดือน การเยี่ยมคุณย่าของฉันเป็นดังปฏิทินจันทรคติ ฉันจะกำหนดวันในแต่ละเดือนไว้ล่วงหน้า และก่อนถึงวันที่ว่าสักสองถึงสามวัน ฉันจะเริ่มต้นทำอาหารสำหรับย่า เป็นอาหารที่ย่าชอบทำให้ฉันทานในวัยเด็ก แกงคั่วหอยแมลงภู่สับปะรด แกงนพเก้า น้ำพริกไข่ปู แกงจืดลูกรอก แกงเหลืองมะพร้าวอ่อน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่ายเลย ด้วยเหตุนี้ฉันจะใช้เวลาตลอดเดือนทำการฝึกฝน ฉันจะใช้เวลาตลอดเดือนลองผิดลองถูกในอาหารเหล่านี้ มันเป็นกิจกรรมที่ใช้พลังงานมหาศาลจนฉันต้องแสวงหาความเพลิดเพลินต่างๆ อันประกอบไปด้วยการฟังเพลง ยกตัวอย่างเช่นในการทำแกงปูใส่ใบชะคราม ฉันจะนั่งเด็ดใบชะครามพร้อมกับฟัง Tannhäuser Overture ของ Wagner ในท่อนแรก นั่งแกะเนื้อปูออกจากเปลือกพร้อมกับฟัง overture ในท่อนที่สอง นั่งแกะเปลือกกุ้งพร้อมกับการฟัง overture ในท่อนที่สาม หรือการดูกีฬา ยกตัวอย่างเช่นในการทำแกงจืดลูกรอก ฉันจะล้างไส้หมูอย่างช้าๆ พร้อมกับดูการแข่งขันเทนนิสเซ็ตแรกระหว่าง Roger Federer (โรเจอร์ เฟเดอเรอร์) กับ Novak Djokovic (โนวัค โจโควิช) ฉันจะกรอกไข่ไก่ลงในไส้อย่างช้าๆ ในขณะที่โจโควิชรีเทิรน์ลูกเสิร์ฟความเร็วสูงของเฟเดอเรอร์ข้ามคอร์ตไป ฉันจะมองดูไข่ในไส้สุกอย่างช้าๆ ในขณะที่พวกเขากำลังจะปิดเกม หากเปรียบเทียบผลลัพธ์ที่ได้กับความพยายามทั้งหมด สิ่งที่ฉันทำเป็นสิ่งไร้สาระมาก เพราะย่าจะทานอาหารเหล่านี้เพียงคำหรือสองคำเท่านั้นท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายที่โรงพยาบาลด้วยอาการปกติ ก่อนจะตอบเพียงคำสองคำเช่นกันว่าดีหรือแย่ และเราทั้งสองก็จะไม่มีบทสนทนาใดอื่นอีกเลย

การลงทุนลงแรงขนาดนั้นเพียงเพื่อได้บทสนทนาหนึ่งคำหรือสองคำอาจแลดูเป็นกิจกรรมที่ไร้สาระ แต่สำหรับฉันแล้วมันเป็นดังรางวัลใหญ่หลวง มันเป็นการบอกกับฉันว่าย่ายังคงมีชีวิตอยู่ ย่ายังมีลมหายใจอยู่ ย่ายังคงสื่อสารกับฉันได้อยู่ ช่วงเวลาก่อนที่ย่าจะเอ่ยปากถึงอาหารของฉันเป็นช่วงเวลาสำคัญ ฉันจะนั่งจ้องมองย่าเคี้ยวอาหารอย่างช้า ย่าจะนิ่งเงียบเป็นเวลานาน ก่อนจะให้คำตอบ สำหรับฉัน มันไม่มีอะไรแตกต่างเลยระหว่างคำว่าดีหรือแย่จากปากของย่า ขอเพียงย่าเอ่ยปากออกมานั่นก็เพียงพอแล้ว

ย่าเริ่มต้นป่วยด้วยโรคนี้ในขณะที่ฉันอยู่ในปีสุดท้ายที่มหาวิทยาลัย ฉันต้องวิ่งไปมาระหว่างการยอมรับว่าย่าจะต้องเข้ามาสู่การดูแลของบ้านพักคนชรากับการสอบ และเมื่อการสอบเสร็จสิ้นลง ฉันก็จะต้องอยู่กับความปวดร้าวใจที่ว่าในวันสำเร็จการศึกษาของฉันนั้น ย่าจะไม่มีทางปรากฏตัวในภาพถ่ายของวันนั้นเลย หลังสำเร็จการศึกษา ฉันเริ่มต้นอาชีพนางแบบซึ่งเป็นงานนอกเวลาเรียนที่ฉันทำมาตลอด 4 ปี ด้วยรูปร่างที่สูง ผอม และมีใบหน้าที่ผิดแผกจากสามัญ ฉันเริ่มต้นเป็นนางแบบตั้งแต่ปีแรกที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัย งานถ่ายแบบโฆษณาลูกอมและขนมหวานคืองานแรกของฉัน ก่อนจะตามมาด้วยเครื่องสำอางและสิ่งนานาตลอด 4 ปี งานเดินแบบก็เช่นกัน ฉันเริ่มต้นด้วยการเดินแบบเสื้อเชียร์ประจำกีฬามหาวิทยาลัย ก่อนจะขยายไปสู่เสื้อผ้าแบบอื่น เวทีแรกของฉันนั้นอยู่ที่หน้าคณะก่อนจะจบลงที่แคตวอล์กซึ่งเต็มไปด้วยนางแบบอาชีพจำนวนมาก

ด้วยเหตุนี้ การพบปะย่าคือกิจกรรมอันสงบเงียบของฉัน คือกิจกรรมที่ปลอดจากผู้คน การคิดค้นเรื่องเมนู การเดินจ่ายตลาด การลงมือประกอบมันขึ้นเป็นสิ่งที่เรียกว่าอาหาร เพราะเมื่อพ้นจากกิจกรรมอันเงียบสงบดังกล่าว ชีวิตของฉันจะเต็มไปด้วยความวุ่นวาย วันแต่ละวันจะเต็มไปด้วยตารางเวลา วันแต่ละวันในสมุดนัดหมายของฉันจะเต็มไปด้วยตัวอักษรก่อนที่จะถูกขีดฆ่าและจดใหม่ ชีวิตประจำวันของนางแบบคนหนึ่งอาจเป็นเรื่องง่ายและจำเจหากเรามองจากภายนอก นัดหมาย ไปยังสถานที่ ลองชุด แต่งหน้าและทำผมให้เข้ากับชุด ก่อนจะลองซ้อมเดิน ขึ้นบนแคตวอร์ก จบสิ้น และต่างคนต่างแยกย้ายกันไปในที่ที่ตนเองจากมา อันที่จริง มันก็เรียบง่ายดังว่า มองตรงไปข้างหน้า จ้องมองตรงไป มุ่งหน้าเดินในท่วงท่าที่ทำให้เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่นั้นดูงดงามที่สุด ไม่มีอะไรซับซ้อนกว่านั้น ฉันเองก็คิดเช่นดังว่า มันเป็นงานที่เรียบง่าย สามัญ และเป็นแบบแผนอย่างเป็นที่สุด จนถึงวันที่ฉันได้พบกับบุคคลที่ฉันเรียกเขาว่า-อังเคิล

แฟชั่นโชว์วันนั้น ฉันจำได้แม่นมั่นว่าเป็นเสื้อผ้าของ COMME des GARÇONS ที่ถูกออกแบบโดย Rei Kawakubo (เรอิ คาวาคูโบ้) ชุดที่แลดูราวกับทุกอย่างถูกทำให้ขาดวิ่นไม่ต่างเสื้อผ้าคนจรจัด ฉันใส่เสื้อผ้าสีเทาอ่อนออกเดินไปบนแคตวอล์กในรอบแรก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าสีดำเลื่อมในรอบที่สอง และในรอบที่สองของการเดินนั้นเองที่ฉันแลเห็นอังเคิล เขานั่งอยู่ในแถวหน้าที่สงวนพื้นที่ไว้ให้กับบรรณาธิการนิตยสารแฟชั้นชั้นนำ นักออกแบบแฟชั่นที่มีชื่อเสียง หรือฝ่ายการตลาดของห้างสรรพสินค้าใหญ่ แต่ในท่ามกลางผู้คนเหล่านั้นที่ฉันเคยพบเห็นพวกเขามานับร้อย นับพันครั้ง ฉันแลเห็นชายชราวัยหกสิบปีกว่าในผมบ๊อบหงอกขาวนั่งสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางพวกเขา เขาใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงขาสั้นสีกากี ทว่าชุดของเขาขาดวิ่นไม่ต่างจากชุดของคนจรจัด เขานั่งสงบจ้องมองมาที่ฉันจนฉันรู้สึกได้ สายตาของเขาติดตามฉันไปทุกก้าว นี่เป็นความรู้สึกที่ไม่แปลกปลอม ฉันรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ และในรอบที่สามของการเดินที่ฉันออกมาในชุดเดรสสีขาวที่ขาดวิ่น ฉันก็ยิ่งมีความมั่นใจเช่นนั้นมากขึ้นอีก ฉันสบตากับเขาช่วงสั้นๆ ขณะที่หมุนตัวเดินกลับเข้าไปหลังฉาก เขายิ้มให้ฉันเล็กน้อย และเมื่อพวกเราทุกคนออกมายืนที่หน้าแคตวอร์กอีกครั้ง เขาก็หายสาบสูญไปแล้ว ชายชราผู้นั้นหายสาบสูญไปจากที่นั่ง เหลือเพียงเก้าอี้ที่ว่างเปล่าและเสียงปรบมือจากผู้นั่งข้างๆ เขาเท่านั้นเอง

วันรุ่งขึ้นหลังจากวันนั้น ฉันเดินทางไปหาย่าที่โรงพยาบาลตามปกติ อาหารที่ฉันนำไปวันนั้นคือน้ำพริกไข่เค็มและแกงมัสมั่นเนื้อ ฉันทำอาหารสองอย่างนี้แบบลวกๆ เป็นครั้งแรกที่ฉันไม่ได้พิถีพิถันกับอาหารเหมือนดังเคย นั่นเป็นเพราะหลังจากงานคืนนั้นแล้ว ฉันไม่อาจสงบใจได้เลย มีบางสิ่งที่รบกวนใจฉันอย่างแรง ฉันครุ่นคิดถึงแต่อังเคิล ชายคนนั้น เขาเป็นใคร มาจากไหน มาจากที่ใด จะไปแห่งหนไหน และเขาทำอะไร ปริศนาเหล่านี้วนเวียนอยู่ในความคิดคำนึงของฉันตั้งแต่เย็นจนรุ่งสางของอีกวัน ด้วยเหตุนี้ฉันจึงจำต้องทำอาหารให้ย่าเท่าที่จำเป็น ฉันลืมขบคิดถึงเมนู ฉันลืมการจ่ายตลาด ฉันลืมการหมกมุ่นกับอาหารหลังจากที่ฉันสบตากับชายชราผู้นั้น ว่าไปแล้วฉันลืมทุกสิ่งทุกอย่างหลังการสบตากับชายผู้นั้นเพียงครู่เดียว

มีคำกล่าวว่านางแบบที่ดีคือกิ้งก่าที่เปลี่ยนสีได้ในทุกสถานการณ์ คุณอาจกลายเป็นสาวโฉบเฉี่ยว สาวมั่น สาวอ่อนแอ หรืออาจกลายเป็นคนที่แลดูล่องลอยไม่เป็นจริงในโลกนี้ สภาวะเช่นนี้เป็นสภาวะที่พวกเราทุกคนเป็น บนแคตวอร์กนั้นไม่ใช่เราและอาจไม่ใช่ใครอื่นเลย และสภาวะเช่นนี้เองที่ทำให้ฉันขบคิดและนึกถึงอังเคิล เขาเป็นใคร เปลี่ยนแปลงตัวเองมาจากไหน เขาใช่คนจรจัดจริงหรือเขาเป็น บ.ก. แฟชั่นนิตยสารสักเล่มที่ไม่ค่อยปรากฏตัวหรือเขาอาจไม่ใช่ใครเลย ด้วยเหตุนี้ หลังจากวันนั้น ทุกครั้งที่ฉันขึ้นเดินบนแคตวอล์กฉันจะแอบใช้สายตาชำเลืองหาเขาระหว่างการเดิน ฉันเริ่มตั้งชื่อเขาเล่นๆ ว่า อังเคิล ฉันเริ่มสอดส่ายสายตาหาอังเคิล แต่ไม่พบเขาเลย มันเหมือนกับว่าเขาปรากฏตัวขึ้นเพียงเพื่อจ้องหน้าฉัน วันนั้น เวลานั้น เท่านั้นเอง

ชีวิตของฉันถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน การเดินแบบ การเยี่ยมย่า และการตามหาอังเคิล ฉันแบ่งเวลาแต่ละส่วนนี้อย่างพอเหมาะ ในวันที่ฉันไม่ได้เดินแบบ ฉันจะเดินทางไปเยี่ยมย่า และกิจกรรมวันรุ่งขึ้นจะเป็นการตามหาอังเคิล สถานที่ตามหาอังเคิลสำหรับฉันคือชุมชนที่เต็มไปด้วยคนไร้บ้าน ริมคลองหลอด ใต้สะพานพระรามแปด ชุมชนข้างทางรถไฟสามเสน ฉันตระเวนไปตามที่ต่างๆ เหล่านั้นพร้อมกับกล้อง 1 ตัว ทำไมฉันถึงคิดว่าอังเคิลอยู่ในที่แบบนั้น ฉันตอบตนเองไม่ได้ หากแต่ฉันมีความรู้สึกลึกๆ ภายในว่าเขาควรอยู่ในสถานที่แห่งนั้นแทนสำนักงานนิตยสารบนตึกหรู ฉันใช้เวลาตามสถานที่นั้นอย่างละเอียดลออ ก้าวเดินไปช้าๆ ราวกับอยู่บนแคตวอล์ก หากแต่สายตามิได้จ้องไปเบื้องหน้าแต่จ้องไปรอบด้านแทน ฉันจ้องมองไปตามบ้านร้าง เพิงเก่า ซอกตึก ทุกที่ว่างที่ฉันเชื่อว่าจะพบเขาได้ ทุกที่ว่างที่ฉันเชื่อว่าจะพบอังเคิลได้ แต่ไม่มี ฉันพบเขาในอีกสถานที่หนึ่งซึ่งฉันมิได้ตั้งใจไปเยือนเลย ผู้ที่นำพาฉันไปยังสถานที่นั้นไม่ใช่ตัวอังเคิลหากแต่คือย่าของฉันเอง

เสียงโทรศัพท์มือถือของฉันดังแต่เช้าในวันนั้น เมื่อฉันรับสาย ฉันก็จำได้ทันทีว่ามันคือเสียงของพยาบาลที่ดูแลคุณย่าของฉัน “คุณย่าของคุณหายตัวไปจากโรงพยาบาล กรุณามาที่นี่โดยด่วน” เธอบอกฉันเพียงเท่านั้น ฉันวางสาย อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า และตรงไปยังโรงพยาบาลทันที เช้าวันนั้นมีผู้คนคับคั่งมากในรถประจำทางจนฉันรู้สึกแปลกใจ นี่พวกเขากำลังเดินทางไปไหนกัน ทุกคนมีญาติที่หายออกจากโรงพยาบาลหรือ ทุกคนมีญาติที่สูญเสียความทรงจำหรือ ฉันไม่มีคำตอบ แต่เป็นฉันเพียงคนเดียวที่เบียดทุกคนลงจากรถประจำทางคันนั้นเมื่อถึงหน้าโรงพยาบาล

พยาบาลที่ดูแลคุณย่าเล่าเหตุการณ์ว่ามีชายคนหนึ่งมาขอเยี่ยมคุณย่า เขานำอาหารหน้าตาน่ากินจำนวนมากมาด้วยจนพยาบาลคิดว่านั่นเป็นอาหารที่ถูกส่งมาจากฉัน ชายคนนั้นนั่งทานอาหารกับย่าจนออกรสในขณะที่พยาบาลขอตัวไปทำธุระอื่นและเมื่อเธอกลับมาหาคุณย่าของฉันอีกครั้ง คุณย่าก็หายสาบสูญไปแล้ว ฉันถามถึงลักษณะของชายผู้นั้นว่ามีสิ่งใดน่าสังเกตบ้าง เธอตอบฉันว่าเขามีอายุมากเท่าเทียมกับคุณย่า หากแต่มีประกายตาที่แจ่มใสและท่วงท่าที่สดชื่น ร่างกายของเขาสูงใหญ่แข็งแรง แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ “เขาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ขาดวิ่น มอซอ ราวกับคนไร้บ้าน”

ถ้อยคำหลังจากนั้นจากนางพยาบาลไม่ได้ผ่านเข้าหูของฉันอีก ความคิดของฉันหยุดนิ่งลงตรงประโยคนั้น “ชายผู้หนึ่งที่แต่งกายซอมซ่อ ราวกับคนไร้บ้าน” ฉันคิดถึงอังเคิลในทันทีและเมื่อคิดถึงอังเคิล ฉันจึงไม่คิดถึงสิ่งใดอีก ฉันเซ็นรับทราบบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้น ในบันทึกเขียนไว้เพียงว่าย่าของฉันเดินออกจากโรงพยาบาลพร้อมกับชายคนนั้นในชุดที่คล้ายคลึงกับเขา ไม่มีใครรู้ว่าย่าเอาชุดนั้นมาจากไหน แต่ด้วยความเข้าใจผิด ผู้เฝ้าประตูโรงพยาบาลปล่อยให้ย่าเดินออกไปพร้อมกับชายผู้นั้น และเป็นการเดินออกไปที่ฉันเชื่อว่าย่าจะไม่มีวันกลับมาที่นี่อีกแล้ว

หลังจากวันนั้น ฉันเริ่มฝันถึงแคตวอล์กที่ยาวไม่สิ้นสุด ความฝันแรกนั้นทำฉันเหงื่อชุ่มโชก ฉันเห็นตนเองเดินอยู่บนมันยาวต่อไป ต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุด และในระหว่างทางบนแคตวอล์กนั้นเองที่ฉันได้พบกับย่า มีโต๊ะอาหาร 1 ตัว เก้าอี้ 2 ตัว และอาหารนานาชนิดบนโต๊ะ ย่านั่งทานอาหารอยู่เพียงลำพัง และเมื่อย่ามองเห็นฉัน ย่าก็ส่งสัญญาณให้ฉันนั่งลงตรงข้าม อาหารบนโต๊ะนั้นเป็นอาหารที่ฉันเคยได้ยินชื่อแต่ไม่เคยลิ้มรสมาก่อน เช่น แกงเทโพคอหมูย่าง หรือแกงรัญจวน ฉันนั่งลงตรงข้ามกับย่า ค่อยๆ ใช้ช้อนตักอาหารเหล่านั้นใส่จานของตน เราทั้งคู่ทานอาหารบนโต๊ะนั้นรอบแล้วรอบเล่าแต่ดูเหมือนอาหารจะไม่พร่องไปเลย จนในที่สุดฉันก็รู้สึกอิ่มและเมื่อฉันจะถามความรู้สึกของย่า ฉันก็พบว่าย่าได้กลายเป็นผีเสื้อตัวหนึ่งไปแล้วก่อนที่จะบินจากไป

คืนที่สองนั้นช่างอัศจรรย์ นอกจากความยาวของแคตวอล์กที่มันดูจะยาวไม่สิ้นสุดแล้ว มันยังสับสนราวเขาวงกตอีกด้วย ฉันดุ่มเดินไประหว่างมันหวังว่ามันจะถึงที่สุดเข้าสักครา แต่ก็ไม่ บนแคตวอล์กนั้นฉันพบย่าในชุดคนป่วยของโรงพยาบาลเดินสวนฉันมารอบแล้วรอบเล่า แต่ละรอบฉันพยายามทักทายย่าแต่ย่าไม่สนใจฉันเลย อันที่จริงฉันควรตรงไปฉุดมือของย่า แต่ว่าก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น และในรอบสุดท้ายนั่นเองย่าหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าฉัน ยิ้มให้ ก่อนที่ย่าจะกลายร่างเป็นผีเสื้อไป

ทุกคืนเป็นเช่นนั้น ทุกคืนในฝันเป็นเช่นนั้น แคตวอร์กที่ยาวไม่สิ้นสุด การปรากฏตัวของย่าบนแคตวอร์กอย่างไม่คาดฝัน และฉากสุดท้ายที่ย่ากลายเป็นผีเสื้อไป โครงเรื่องเป็นเช่นนั้น ฉันแทบจะเดาได้ แต่แทบทุกเช้าที่ฉันตื่นจากฝัน ฉันก็ยังตื่นเต้นและสับสนกับความฝันเหล่านั้นอยู่ดี เหงื่อฉันซึมตามลำคอและหน้าอก ผมของฉันเปียกชื้น ปลอกหมอนและผ้าห่มยับยู่ยี่ ฉันจะลุกออกจากเตียงด้วยอาการอ่อนเพลียเจียนตายราวกับเดินผ่านระยะทางอันยาวไกล กาแฟเพียง 1 แก้วต่อวันถูกฉันเพิ่มเป็น 2 แก้วพร้อมด้วยน้ำอุ่น หากสิ่งที่เราฝันเป็นเพียงความฝันดังที่ทุกคนว่ากัน สิ่งที่ฉันเผชิญในความฝันนั้นก็ควรเป็นเพียงความฝันด้วย ทว่าฉันกลับเชื่อมั่นว่ามันคือความจริง มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเพียงแต่มันหยิบยืมฉากที่เรียกว่าความฝันเท่านั้นเอง

นอกจากความฝันแล้วสิ่งที่เปลี่ยนแปลงสำหรับฉันคือการเดินแบบที่มั่นใจขึ้น อาจกล่าวได้ว่าหลังจากความฝันที่ฉันมีต่อย่า ฉันก้าวเดินขึ้นแคตวอล์กทุกครั้งด้วยความมั่นใจราวกับนางแบบอาชีพที่ทำงานมานับสิบปีๆ ฉันมีคำแนะนำทรงผมที่เหมาะกับชุดที่ฉันสวมใส่ให้กับช่างทำผมโดยไม่ลังเล ฉันแนะนำการแต่งหน้าที่เหมาะสมกับชุดที่ฉันสวมใส่โดยไม่ลังเล ฉันถกเถียงกับแฟชั่นดีไซเนอร์ถึงลักษณะของวัสดุและสีสันที่ใช้ในชุดต่างๆ อย่างคล่องแคล่ว หลังความฝันที่มีต่อย่า ฉันเปลี่ยนจากสาวน้อยที่เข้าสู่วงการไปเป็นนางแบบอาชีพที่ทุกคนปรารถนา ทุกคนเชื่อว่าฉันคงทุ่มเทเวลาศึกษาผลงานของนางแบบคนอื่น ทุกคนคิดว่าฉันคงทุ่มเทเวลาชมภาพบันทึกของนางแบบรุ่นก่อนๆ แต่ไม่ใช่เลย สิ่งเดียวที่ฉันเรียนรู้เกี่ยวกับการเดินแบบบนแคตวอล์ก ฉันเรียนรู้จากความฝันของฉันเอง

กระนั้นความฝันที่สมจริงย่อมทำให้เรากลัวความจริงที่ฝันถึง หากฉันได้พบย่าทุกคืนในความฝันนั่นหมายความว่าในความจริงฉันจะไม่มีวันได้พบย่าแล้วหรือไม่ ทุกวันว่างฉันจะออกตระเวนไปตามสถานที่ต่างๆ ที่ฉันเชื่อว่าจะได้พบกับอังเคิล ฉันไม่อาจแน่ใจได้ว่าย่าหายตัวไปกับใครกันแน่ หากแต่ฉันอยากเชื่อว่าย่าน่าจะหายตัวไปกับอังเคิล ฉันอยากเชื่อเช่นนั้น และฉันปรารถนาให้เป็นเช่นนั้น ทุกกระท่อมร้างที่แลดูน่ากลัว ฉันจะบุกเข้าไป ทุกชุมชนที่ไม่มีคนปรารถนาไปเยือน ฉันจะเดินดุ่มเข้าไป ฉันแลเห็นความงาม แลเห็นเรื่องราว แลเห็นตำนานในที่รกร้าง ไร้คนปรารถนา ไร้คนมาเยือนเช่นนั้น โลกของฉันถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน การเดินในพื้นที่แคบๆ ที่มีแสงไฟและผู้คนคอยจับจ้องและการเดินในโลกกว้างที่ไม่มีใครสนใจไยดีเลย

การเดินทั้งสองแบบบรรจบกันในวันหนึ่ง ในวันนั้นขณะที่ฉันเดินแบบอยู่บนแคตวอล์ก ฉันก็แลเห็นอังเคิลนั่งอยู่เพียงลำพังที่ด้านหลังของแขกจำนวนมาก ในครานี้เขาไม่ได้นั่งอยู่ในแถวหน้า ในครานี้เขาไม่ได้ใส่เสื้อผ้าเยี่ยงคนจรจัด หากแต่แต่งกายอย่างพิถีพิถันด้วยชุดสูทอย่างดี หลังเสร็จงานฉันเดินไปหาเขา ในขณะที่เขายืนรอฉันอย่างสงบ เขาพูดกับฉันเพียงเบาๆ ว่า “ย่าของเธอกำลังรอเธออยู่”

เราทั้งคู่เดินไปตามท้องถนน เขาพาฉันขึ้นไปบนอาคารสูงแห่งหนึ่ง มันเป็นอาคารร้างที่ปราศจากแสงไฟ นอกจากแสงไฟจากอาคารอื่นและท้องถนน บันไดแต่ละขั้นดูมืดมิด อาคารสูงที่มีแต่เสาและพื้น ปราศจากผนัง ลมพัดรุนแรงขึ้นเมื่อเราเดินสูงขึ้นไปและขึ้นไป เสียงลมและกลิ่นอับชื้นทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในความฝัน แต่นี่คือความจริง เป็นความจริงแน่นอน

บนชั้นบนสุดของอาคารนั้นเองที่ฉันได้พบกับย่า มีกองไฟกองหนึ่งถูกจุดขึ้น แสงจากกองไฟไหวเอนวูบวาบไปมา มันทำหน้าที่ทั้งให้ความอบอุ่นและให้ความสว่างกับพื้นที่นั้น ย่ายิ้มให้ฉันเมื่อเห็นฉันปรากฏตัวขึ้น และย่าก็ง่วนอยู่กับการปรุงอาหารต่อไป ย่านำสิ่งที่เตรียมไว้ใส่ลงในหม้อนำมันตั้งกับไฟ ก่อนจะนำข้าวสารใส่หม้ออีกไปพร้อมน้ำในขวดพลาสติก แล้วนำมันวางลงข้างกองไฟก่อนจะหมุนมันไปรอบๆ อย่างช้าๆ ทุก 5 นาที ชายคนนั้นมวนบุหรี่จากกระเป๋าเสื้อของเขาแล้วจ่อมันเข้ากับเปลวไฟก่อนจะระบายควันออกมาอย่างช้าๆ ฉันนั่งลงข้างๆ ย่า จับแขนของย่าให้มั่นใจว่าไม่ได้ฝัน ผิวอันย่นและเป็นสีน้ำตาลแก่ของย่าทำให้ฉันนึกถึงต้นไม้ใหญ่ แต่ความบอบบางของท่อนแขนนั้นทำให้ฉันนึกถึงปีกอันบางเบาของผีเสื้อ ฉันอยากกอดย่าแต่ก็เกรงว่ามันจะทำอันตรายต่อร่างกายอันบอบบางนั้น ฉันจึงลูบแขนของย่าไปมา ย่าหันมายิ้มให้ฉันครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนจะตักข้าวที่สุกแล้วใส่จานให้ฉันพร้อมทั้งราดแกงที่ฉันไม่รู้จักชื่อลงบนข้าวด้วย หลังจากนั้นย่าตักข้าวและแกงให้อังเคิลและตัวย่าเอง เราสามคนนั่งทานอาหารเงียบๆ รอบกองไฟ ย่าวางจานลงเป็นคนแรก อังเคิลเป็นคนที่สอง ส่วนฉันนั้นวางจานลงเป็นคนสุดท้าย เปลวไฟหรี่ลงและหรี่ลง ฉันสัมผัสแขนของย่าอีก ลูบคลำมันไปมาและฉันก็หลับลงพร้อมกับความมืดมิดของเปลวไฟ

ความฝันในคืนนั้น ฉันเดินอยู่บนแคตวอล์กที่สว่างโพลงราวกับเป็นผิวของดวงอาทิตย์ หากแต่ฉันไม่รู้สึกร้อนเลย ในฝันนั้นฉันไม่ได้พบกับย่าเหมือนดังที่เคย หากแต่มีฝูงผีเสื้อจำนวนมากโบยบินอยู่รอบๆ แคตวอล์ก พวกมันบินตามฉันไปตลอดการเดิน วนเวียนอยู่รอบตัวฉันราวกับฉันเป็นดอกไม้งาม ผีเสื้อฝูงนั้นมาจากนานาพันธ์ุ ปีกของมันให้สีสันที่พร่างพรายนานา ฉันเดินตรงไปเบื้องหน้า ทุกอย่างใสสว่าง ทางเดินดูจะยืดยาวไม่สิ้นสุดจนในที่สุดฉันก็อ่อนแรงและหลับลงบนแคตวอล์กนั้นเอง

ฉันตื่นขึ้นในยามเช้า ไม่มีอังเคิล ไม่มีเปลวไฟ มีแต่ร่างของย่าที่นอนเคียงข้างฉัน ย่าสิ้นใจอย่างสงบพร้อมด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า ร่างกายของย่าเย็นจัด ฉันถอดเสื้อผ้าภายนอกออกห่มคลุมร่างของย่าแล้วโทรศัพท์แจ้งไปยังโรงพยาบาลว่าฉันพบย่าแล้ว ไม่นานเสียงหวีดของไซเรนก็ดังขึ้น พนักงานโรงพยาบาลอุ้มร่างของย่าลงไปยังชั้นล่างของอาคารสูงนั้นอย่างทุลักทุเลโดยมีฉันเดินตามไปเงียบๆ รถของโรงพยาบาลนำย่ากลับมายังโรงพยาบาลก่อนที่เจ้าหน้าที่ประจำโรงพยาบาลจะออกใบมรณบัตรของย่าให้กับฉัน พวกเขาไม่ถามอะไรมากไปกว่าฉันพบย่าที่ไหน เพียงเท่านั้นเอง ฉันคิดว่าสำหรับพวกเขาแล้ว ความตายของย่าเป็นเรื่องสามัญธรรมดา บุคคลที่สูญเสียความทรงจำมีโอกาสมากมายเหลือเกินที่จะนอนหลับและไม่ตื่นฟื้นขึ้นอีก ด้วยเหตุนี้คำถามที่ฟุ่มเฟือยจึงดูเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น

ฉันจัดงานศพของย่าอย่างเรียบง่าย ใช้เวลาเพียง 3 วันสำหรับพิธีกรรมต่างๆ ตลอดงานฉันหวังว่าจะได้พบกับอังเคิลอีก แต่ก็ไม่ เขาไม่ปรากฏตัวขึ้นอีกเลย เช่นเดียวกับครั้งแรกที่ฉันได้พบกับเขา การหายสาบสูญไปดูจะเป็นธรรมชาติของเขาแล้ว และฉันไม่คาดหวังว่าจะได้พบกับเขาอีกต่อไป ตลอดงานพิธีกรรมเหล่านั้น ฉันไม่ได้หลับตาลงเลย ในเวลาค่ำคืน ฉันจะนอนเฝ้าอยู่ที่หน้าร่างของย่าซึ่งบรรจุอยู่ในกล่องไม้สลักเสลาวิจิตรนั้น มีคนมาร่วมงานของย่าในวันสุดท้ายเพียงไม่กี่คน และหลังจากฉันโปรยเถ้าถ่านทุกชิ้นของย่าลงสู่ท้องทะเล ฉันก็กลับสู่ที่พัก ฉันอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าจากสีดำสนิทเป็นสีอื่นและล้มตัวลงนอน ฉันนอนหลับอย่างยาวนานเป็นเวลากว่า 20 ชั่วโมงแต่ฉันไม่ฝันถึงสิ่งใดเลย

Writer

อนุสรณ์ ติปยานนท์

นักเขียน นักแปล เจ้าของผลงานหนังสือหลายเล่ม อาทิ ลอนดอนกับความลับในรอบจูบ, แปดครึ่งริคเตอร์, จุงกิงเซ็กซ์เพรส, เพลงรักนิวตริโน โดยปัจจุบันเขายังคงจริงจังกับการเขียนและมีผลงานต่อเนื่องในโลกวรรณกรรม

Cloud Writing Space

พื้นที่อิสระสำหรับนักเขียนรับเชิญ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ฉันเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ อาศัยอยู่กับครอบครัวเล็กๆ ณ บ้านหลังเล็กๆ ไม่มีชื่อเรียก ฉันไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร ชอบอะไร โตขึ้นใฝ่ฝันอยากเป็นอะไร แต่แล้วเวลาพ่อกับแม่พาฉันออกไปเที่ยวเล่น หรือไปโรงเรียน ฉันเริ่มคิดว่า บางทีฉันอาจจะเป็นเจ้าหญิงที่บังเอิญหลงทางมาก็ได้ คนทั่วไปจึงรู้จักฉัน และเรียกฉันด้วยชื่อจริง นามสกุลจริงอย่างเดียวกันหมดโดยไม่ทันต้องแนะนำตัว ‘เด็กพิเศษ ผู้อยู่ในโลกมืด’ พวกเขาเรียกฉันเช่นนี้

เด็กพิเศษ ผู้อยู่ในโลกมืด นั่นแหละฉันละ ฉันไม่ทันจะได้สงสัยว่าฉันเป็นใคร พวกเขาก็มีคำตอบให้เสร็จสรรพ ฉันเป็นใคร เป็นเด็กพิเศษ หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือเด็กที่ต่างจากเด็กอื่นๆ โดยทั่วไป ต่างอย่างไร ต่างตรงที่ฉันคือผู้อยู่ในโลกมืด ขณะที่โลกของคนรอบตัวสว่างแจ่มใส เต็มไปด้วยแสงสี

ฉันเชื่อพวกเขานะ เชื่อทุกคำ เพราะพวกเขาพูดตรงกันหมดราวกับรู้จักฉันและตระกูลของฉันเป็นอย่างดี ในขณะที่ฉันยังเยาว์และไม่รู้อะไรเลย ที่แท้ฉันไม่ใช่เจ้าหญิงแต่อย่างใด เป็นเพียงผู้มีชีวิตรอดซึ่งหลงทางมาจากโลกประหลาด โลกแห่งความมืด ฉันไม่ตาย แต่ความมืดตามติดปิดตาฉันไปทุกหนทุกแห่ง

พวกเขาบอกว่าโลกของฉันเป็นโลกที่น่ากลัว เพราะมองอะไรไม่เห็นทั้งสิ้น พวกเขาบอกว่าในความมืดคนเราจะทำอะไรได้ไม่มากนัก ต้องรอให้มีแสงก่อน พวกเขาบอกว่าโลกแห่งความมืดเป็นโลกที่ลำบากและน่าเศร้า พวกเขาบอกว่าโลกของฉันเป็นโลกที่ต้องพยายามกว่าผู้อื่นหลายเท่า พวกเขาบอกว่าผู้อยู่ในโลกมืด คือผู้มีโลกทัศน์คับแคบ พวกเขาบอกว่าผู้อยู่ในโลกมืด คือผู้โชคร้าย

ฉันค่อยๆ เติบโตขึ้น พร้อมกับความคิดว่าตัวเองเป็นคนโชคร้ายที่ไม่อาจใฝ่ฝันอะไรได้มากนัก ความกลัวอยู่กับฉันทุกที่ และจะสำแดงฤทธิ์ทันทีที่คิดจะเดินทางไปไหนเพียงลำพัง หรือคิดจะลงมือทำอะไรสักอย่าง

“เธอไม่เห็นแม้แต่แสง เพราะฉะนั้นเธอทำไม่ได้” เป็นดั่งอาวุธประโยคไม้ตายที่ความกลัวใช้โจมตีใส่ฉันเสมอมา เพื่อจะได้ไม่ต้องเผชิญหน้ากับความกลัวนั้น ฉันเรียนรู้ที่จะสะกดความต้องการทั้งหลายของตัวเอง

“ฉันไม่อยากไปไหน”

“ไม่อยากทำอะไร”

“ฉันกินอะไรก็ได้”

“ฉันเป็นคนง่ายๆ”

“ฉันไม่มีความฝัน”

“ฉันไม่หิว”

“ฉันไม่มีความรู้สึก”

ฉันรู้ว่าฉันพยายามหลอกตัวเอง แน่นอนฉันไม่มีความสุข ฉันเป็นมนุษย์ ไม่มีมนุษย์คนไหนไม่มีความรู้สึก ไม่หิว ไม่มีความปรารถนา ฉันเกลียดความกลัวพอๆ กับตกเป็นทาสในอำนาจบังคับของมันอย่างสมบูรณ์แบบ แต่นั่นเป็นสิ่งที่ฉันต้องยอมรับ ฉันคิดว่าฉันไม่มีทางเลือกอื่น เพราะฉันคือเด็กพิเศษผู้อยู่ในโลกมืด ฉันคิดว่านั่นคือสิ่งที่ชาวตระกูลผู้อยู่ในโลกมืดควรทำ ทำตัวให้เรียบร้อยที่สุด เรียบง่ายที่สุด ไม่ต้องการอะไรเลยยิ่งดี สะกดใจรอจนกว่าจะมีคนมาช่วย จนกว่าจะมีคนมานำทาง มาตัดสินใจให้ หรือไม่ก็จนกว่าจะมีปาฏิหาริย์ทำให้มองเห็นแสง วันนั้นฉันจึงจะเป็นอิสระ ได้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างในโลก เริ่มต้นฝัน และลงมือทำสิ่งต่างๆ ได้ตามใจปรารถนา ฉันมีชีวิตอยู่เพื่อรอคอย

แต่นิทานเรื่องนี้ไม่มีปาฏิหาริย์ ไม่มีเทวดา นางฟ้าตัวน้อย หรือเวทมนตร์ใดๆ ช่วยให้ดวงตาของฉันมองเห็น แม้ฉันจะรอแล้วรอเล่า หวังแล้วหวังอีก จากวันเป็นเดือน เดือนเป็นปี หนึ่งปี เป็นสิบปี มีชาวผู้อยู่ในโลกมืดกำเนิดใหม่มาร่วมเฝ้ารอแบบเดียวกับฉัน มีชาวผู้อยู่ในโลกมืดก่อนหน้าฉันที่เฝ้ารอมานานยิ่งกว่า บ้างก็รอจนตายไปแล้ว นานแสนนาน ทว่า ปาฏิหาริย์ก็ยังไม่เกิด

วันหนึ่งขณะที่ความกลัวเล่นงานฉันจนอ่อนแรง ฉันพบชายชราผู้หนึ่งบอกฉันว่า “เธอเห็นทุกสิ่งในโลกนี้ได้ ด้วยวิธีของเธอเอง”

ฉันประหลาดใจ หากฉันเห็นสิ่งต่างๆ ด้วยวิธีของฉันได้ ก็หมายความว่า ฉันไม่จำเป็นต้องมีชีวิตอยู่เพื่อรอคอยปาฏิหาริย์อีกแล้ว และฉันเป็นอิสระจากความกลัวได้ตอนนี้เลย วินาทีนั้นฉันเริ่มมอง และต้องตกตะลึงกับภาพรอยยิ้มในน้ำเสียงของผู้คนซึ่งฉันเพิ่งได้เห็นเป็นครั้งแรก ยิ้มนั้นแจ่มใส จริงใจ และเป็นมิตร พร้อมกันนั้นฉันเห็นรอยยิ้มบนริมฝีปากของตัวเองด้วยความรู้สึก ยิ้มนั้นแผ่จากหัวใจ คลี่ระบายไปทั่วใบหน้า ฉันเห็นว่ายิ้มของเราสวย โดยไม่ต้องพึ่งกระจกหรือแสงใดๆ

ใช่ ฉันเคยอยากให้เรื่องราวทั้งหมดเป็นเพียงนิทาน เป็นกาลครั้งหนึ่งอันเลื่อนลอย เลือนราง และไกลตัว แต่ด้วยภาพรอยยิ้มของชายชราหนึ่ง และภาพรอยยิ้มของฉันเองอีกหนึ่ง ทำให้ฉันดีใจที่ชีวิตของฉันเป็นเรื่องจริง ฉันตื่นเต้น และเริ่มสงสัยว่า ด้วยวิธีของฉันเอง ฉันจะเห็นอะไรในโลกนี้อีกบ้าง แต่ละสิ่งแต่ละอย่างหน้าตาเป็นอย่างไร สวยงามเพียงใด หรือจะน่าเกลียดขนาดไหน ฉันจะชอบสิ่งต่างๆ หรือไม่ ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ฉันจะทำอะไรกับสิ่งที่ฉันเห็นบ้าง จะสร้างสรรค์อะไรเพิ่มเติมแก่โลกนี้บ้าง ฉันจะรักโลกนี้เพิ่มขึ้นมากเพียงใด จะใส่ใจคนรอบตัวของฉันเพิ่มขึ้นอย่างไรได้บ้าง

ตั้งแต่วันนั้นฉันจึงปรารถนาอย่างยิ่งที่จะเดินทางออกไป ดูว่ามีอะไรในโลกนี้

“เธอไม่เห็นแม้แต่แสง” ความกลัวเริ่มใช้อาวุธเดิมโจมตีใส่ฉัน

“แล้วมันสำคัญตรงไหน” ฉันตอบความกลัว ตัดสินใจเดินแซงหน้ามันไป ก้าวออกนอกประตู ขึ้นไปบนสะพาน หยุดยืนอยู่ตรงนั้น มองฟ้ากว้างผ่านสายลมที่พัดมาด้วยความอัศจรรย์ เดินเข้าไปในสวนสาธารณะ มองกิ่งก้านต้นไม้กวัดไกวผ่านเสียงใบไม้ที่กระทบกัน มองดอกไม้บานสะพรั่งผ่านอากาศที่หายใจเข้าไป มองฝูงนกบินขึ้นฟ้าผ่านเสียงกระพือปีก ฉันไปสนามเด็กเล่น มองดวงหน้าเริงรื่นแจ่มใสของเด็กๆ ที่ส่งเสียงพูดคุยหัวเราะวิ่งไล่เล่นกันอยู่ไม่ไกล

บนสะพานทางเชื่อมยามเช้า ฉันเห็นหัวใจร้อนรุ่มผ่านเสียงก้าวเดินอันรีบเร่ง ที่ร้านอาหาร ฉันเห็นความรักแทรกตัวอยู่เงียบๆ ในเสียงเถียงทะเลาะของผู้คน ขณะเราเดินไปด้วยกัน ฉันเห็นความปรารถนาดีผ่านมือที่เอื้อมมากุมมือฉันเอาไว้ ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะ ฉันเห็นความตั้งใจของศิลปินผ่านชิ้นงาน ฉันเดินทางออกไปวันแล้ววันเล่า เห็นสิ่งต่างๆ มากมายอย่างที่ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะเห็นได้ โลกของฉันกว้างขึ้นและกว้างขึ้น ตั้งแต่วันนั้นที่ฉันก้าวนำหน้าความกลัวออกจากประตู

ในที่สุดฉันก็ตกหลุมรักโลกดวงนี้จริงๆ มันเป็นโลกดวงเดิม ดวงเดียวกันกับที่คนทั้งหลายบอกว่ามืดมิดและน่ากลัว แต่ความมืดไม่อาจพันธนาการฉันได้อีกต่อไป และความกลัวก็ควบคุมบังคับฉันไม่ได้อีกแล้ว เพราะฉันเลือกที่จะชื่นชมทุกสิ่งด้วยวิธีของตัวเอง ฉันเชื่อในสิ่งที่เห็น ฉันอนุญาตให้ตัวเองดื่มด่ำกับสิ่งที่เห็นว่าสวยงาม ฉันอนุญาตให้ตัวเองไม่พอใจเมื่อเห็นสิ่งที่ฉันคิดว่าไม่น่ารัก

กาลครั้งหนึ่งฉันเคยเขี่ยความรู้สึกของตัวเองทิ้งราวกับเศษขยะที่น่าเกลียด ฉันคิดว่ามันเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ไม่มีทางสำเร็จเป็นจริงได้ ฉันไม่ควรจะรู้สึกอะไร ไม่ควรต้องการอะไร แต่ทันทีที่ฉันรู้จักมองโลกด้วยวิธีของตัวเอง ฉันเคารพความรู้สึกของตัวเองนับแต่นั้น ฉันเลือกทำสิ่งที่ฉันอยากทำ ไปที่ซึ่งอยากไป กินสิ่งที่อยากกิน ฉันเขียนเล่าสิ่งที่ฉันเห็นและรู้สึก ฉันวาดรูปที่ฉันชอบ ฉันเล่นดนตรี ออกกำลังกาย เดินทาง ฉันหลบไปนั่งในร้านอาหารเพียงลำพัง มองคนเข้าออกอยู่หลังกำแพงความมืด และแอบบันทึกช่วงเวลาสวยๆ ของคนรอบตัวไว้ในใจ

ฉันเริ่มต้นปลูกความฝันของฉัน แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นคนจำนวนมากมาช่วยกันดูแล รดน้ำ ใส่ปุ๋ย ตัดแต่งกิ่ง มีแสงแดดช่วยให้ความฝันของฉันเติบโต มีสายลมและแมลงมาช่วยผสมเกสรให้ความฝันของฉัน ฉันรู้ว่าพวกเขารักความใฝ่ฝันของฉัน และฉันก็ดีใจที่เกสรความฝันของฉันไปผสมกับต้นความฝันอื่นๆ ของคนอื่นๆ ด้วย ฉันเคยคิดว่าคนทั้งหลายอยู่ในโลกสว่าง ส่วนฉันคือผู้อยู่ในโลกมืด ทว่า ในที่สุดฉันก็ได้รู้เราอยู่ในโลกดวงเดียวกัน โลกแห่งการเกื้อกูล

ที่จริงพวกเขาพูดถูก ฉันยังคงเป็น ‘เด็กพิเศษ ผู้อยู่ในโลกมืด’ เป็นความจริงที่ความมืดไม่เคยย่อหย่อนต่อหน้าที่ในการปิดตาฉันจากภาพทุกภาพ ไม่เลยสักวินาทีเดียว ทว่า ก็มีเพียงเท่านั้นเองที่พวกเขาพูดถูก ฉันเห็นว่าโลกของเรากว้างพอๆ กันในวันนี้ และเราโชคดีที่ได้อยู่ในโลกดวงเดียวกัน เพราะความมืดที่ปิดตาฉันไว้ไม่มีความหมายสำคัญอันใดอีกต่อไปแล้ว เมื่อฉันเรียนรู้ที่จะมองโลกด้วยวิธีใหม่ และฉันเห็นโลกได้ตอนนี้เลย ชีวิตของฉันไม่มีปาฏิหาริย์ แต่หากใครจะเรียกเรื่องทั้งหมดว่าเป็นปาฏิหาริย์

ฉันก็เห็นด้วยนะ

Writer

สโรชา กิตติสิริพันธุ์

นักเขียนผู้ดวงตาพิการ เขียนหนังสือ |จนกว่า |เด็กปิดตา |จะโต และหนังสือ ก ไก่เดินทาง นิทานระบายสี สนใจศิลปะ ดนตรี และจิตวิทยา ปัจจุบันเรียนปริญญาโทสาขาจิตวิทยาการปรึกษา และยังคงเขียนหนังสือทุกวัน

Photographer

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load