บนตึกพิพิธภัณฑ์สีขาว ปรากฏแผ่นภาพขนาดยักษ์ที่ห้อยลงมาจากดาดฟ้าอาคาร ในภาพนั้นมีคน (เด็กชาย?) 2 คนกำลังจ้องมองกัน ชวนให้เราพินิจพิเคราะห์ความเหมือนและความต่างของพวกเขาไปในที คนหนึ่งผิวขาวผมทอง ใส่ชุดสีเขียวอ่อนพาดผ้าพันคอและอุ้มแกะน้อย ชัดเจนเช่นเดียวกับภาพจำจากสมัยที่เราได้เปิดหนังสือ เจ้าชายน้อย อ่านครั้งแรกเมื่อนานมาแล้ว ส่วนอีกคนนั้นดูแปลกตาไปสักหน่อย ถึงแม้ว่าเขาจะใส่ชุดยาว มีดาวประดับอยู่ที่ไหล่ แถมยังถือดาบที่บ่งบอกยศถาบรรดาศักดิ์คล้ายเจ้าชายน้อย แต่สีผิวของเขากลับเข้มเหมือนเมล็ดโกโก้ อีกทั้งจมูกและโหนกแก้มยังใหญ่กว่า มองเห็นเป็นสรีระของชาติพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน เขาคือใครกันนะ

ภาพนี้แขวนไว้เพื่อโฆษณาเชิญชวนให้เข้าชมนิทรรศการ ‘เจ้าชายน้อย : หนังสือ การสะสมและการสนทนาข้ามวัฒนธรรม’ ที่กำลังจัดขึ้นที่พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เป็นงานที่นำตัวละครในดวงใจของหลายๆ คนอย่างเจ้าชายน้อย (Le Petit Prince) จากบทประพันธ์ของ อ็องตวน แซ็งแตกซูว์เปรี (Antoine de Saint-Exupéry) มาร้อยเรียงและเล่าเรื่องในมุมมองที่เราไม่เคยสัมผัสมาก่อน ในวาระครบรอบ 77 ปี การตีพิมพ์ เจ้าชายน้อย เล่มแรก เราจึงเดินทางไปพูดคุยกับ อาจารย์สุดแดน วิสุทธิลักษณ์ จากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ผู้เป็นภัณฑารักษ์หลักของโชว์นี้ ถึงที่มาที่ไปและความน่าสนใจที่ห้ามพลาดในนิทรรศการ ถือเป็นการแหวกม่านเรียกน้ำย่อย ก่อนที่ท่านผู้อ่านจะได้ตามไปชมกันเมื่อพิพิธภัณฑ์เปิดอีกครั้งหลังวิกฤต COVID-19

แอบดูสารพันสิ่งของจากดาว B612 ใน นิทรรศการเจ้าชายน้อย ฉลองวาระอายุ 77 ปี
แอบดูสารพันสิ่งของจากดาว B612 ใน นิทรรศการเจ้าชายน้อย ฉลองวาระอายุ 77 ปี

วิธีเล่าเรื่องในมุมมองของนักมานุษยวิทยา

คนในแวดวงพิพิธภัณฑ์ทราบกันดีว่า นิทรรศการหมุนเวียนของพิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติมักมีความ ‘ไม่ธรรมดา’ เสมอ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งขึ้นมาตั้งแต่ พ.ศ. 2530 โดยมหาวิทยาลัยมอบหมายให้คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาเป็นผู้ดูแล ในส่วนของวัตถุในคอลเลกชันนั้นมีหลากหลายประเภทและมีจำนวนเหลือคณานับ ลากยาวตั้งแต่ซากฟอสซิลอายุนับล้านปี หม้อไหบ้านเชียง จนถึงสิ่งของที่เพิ่งพ้นสมัยนิยมกันไปเมื่อทศวรรรษก่อน อาทิ เครื่องเล่นแผ่นเสียงปากแตร เชี่ยนหมากทองเหลือง เป็นต้น 

“ในเมื่อเราเป็นพิพิธภัณฑ์ทางมานุษยวิทยา (Thammasat Museum of Anthropology) ที่มุ่งจัดแสดงผ่านแนวคิดและมุมมองตามความเชี่ยวชาญของคณะฯ เราคาดหวังว่า วัตถุสิ่งของจะพาผู้ชมไปสู่ความเข้าใจเกี่ยวกับมิติทางสังคมวัฒนธรรมและมนุษย์ทั้งในฐานะกลุ่มบุคคลและมนุษยชาติ” อาจารย์สุดแดนเท้าความ 

“อย่างเช่นนิทรรศการที่ผ่านมา ‘แสง สิ่งของ และการมองเห็น’ เราจัดแสดงสิ่งของที่นักมานุษยวิทยาและสังคมวิทยาได้มาจากงานภาคสนาม ซึ่งของแต่ละชิ้นแสดงให้เห็นถึงความคิดและมุมมองที่เกี่ยวกับของชิ้นนั้น ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นถึงความคิดและมุมมองของผู้ครอบครองด้วย 

แอบดูสารพันสิ่งของจากดาว B612 ใน นิทรรศการเจ้าชายน้อย ฉลองวาระอายุ 77 ปี
แอบดูสารพันสิ่งของจากดาว B612 ในนิทรรศการเจ้าชายน้อย ฉลองวาระอายุ 77 ปี

“หรือนิทรรศการ ‘I Think the old days are really gone-ภาพวูบไหวในคำบอกเล่าของเมืองเชียงใหม่’ เล่าถึงผู้คนซึ่งใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางมรดกวัฒนธรรมของเมืองเชียงใหม่ คนเมือง นักโทษ แรงงานไทใหญ่ และธุรกิจสีเทาของเมือง ผ่านการจัดแสดงสิ่งของ เช่น ภาพถ่าย วัตถุทางวัฒนธรรมล้านนา และจดหมายที่ส่งออกมาจากคุก เป็นต้น

“เราพยายามจัดแสดงและสร้างกิจกรรมเพื่อตอบรับกับนิยามใหม่ๆ ของพิพิธภัณฑ์ ที่ไม่ใช่เป็นเพียงสถาบันความรู้ที่ไม่แสวงหากำไร แต่ถูกเรียกร้องบทบาทเชิงปฏิบัติเพิ่มมากขึ้น เช่น เป็นพื้นที่เพื่อการสนทนาที่เท่าเทียมกันระหว่างวัฒนธรรม การตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ และมุ่งไปสู่ความเสมอภาคและความเป็นธรรมทางสังคม นิทรรศการ เจ้าชายน้อย : หนังสือ การสะสมและการสนทนาข้ามวัฒนธรรม’ เป็นอีกนิทรรศการหนึ่งที่มุ่งไปในทางนี้”

อาจารย์สุดแดนรู้จักหนังสือ เจ้าชายน้อย มาทั้งแต่สมัยมัธยม เรื่องราวที่เรียบง่ายของเจ้าชายที่ต้องออกเดินทางเพราะทะเลาะกับดอกไม้ ระเห็จไปตามดาวต่างๆ จนมาพบกับนักบินปีกหักบนดาวเคราะห์ที่ชื่อว่าโลก สำหรับเขา เชื่อมโยงไปถึงปรัชญาที่เป็นนามธรรม มิตรภาพ ความรัก ความผูกพัน อีกทั้งความรับผิดชอบในสิ่งที่ได้สัมพันธ์ด้วย 

และถึงแม้ตัวเขาเองจะสะสมสิ่งของที่เกี่ยวกับ เจ้าชายน้อย ไว้บ้าง แต่ก็ไม่ถึงขั้นที่อยากจะจัดเป็นนิทรรศการ จนวันหนึ่งได้ไปอ่านเจอคำถามหนึ่งในบนโลกออนไลน์ที่จุดประกายให้กับเขา

“ฉันแค่อยากรู้ว่า อ็องตวน แซ็งแตกซูว์เปรี จะเคยได้ยินชื่อ ซารา บาร์ตแมน ไหมนะ…” 

แอบดูสารพันสิ่งของจากดาว B612 ใน นิทรรศการเจ้าชายน้อย ฉลองวาระอายุ 77 ปี

คำถามนี้โยงสองคนที่ชีวิตดูเหมือนจะสวนทางกัน คนหนึ่งเป็นนักเขียนดังของฝรั่งเศส ชื่นชอบและประทับใจวิถีชีวิตของคนพื้นเมืองแอฟริกัน และเป็นผู้สร้างเจ้าชายน้อยผู้มีจิตใจอันแสนจะงดงามขึ้นมา กับผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่ถูกขาย ให้กับเจ้าของคณะโชว์และคนฝึกสัตว์ชาวฝรั่งเศส เพื่อมาเปิดแสดงเป็นของแปลกจากแอฟริกา ก่อนที่จะมาเสียชีวิตอย่างตกต่ำที่กรุงปารีส  

“นึกขึ้นมาได้ว่า เรารู้จักคนทั้งสองคนนี่นา ตั้งแต่เมื่อสิบกว่าปีก่อน ที่ได้ดูนิทรรศการ La Saga de l”Homme : L’Homme Exposé (มหากาพย์แห่งมนุษยชาติ : การจัดแสดงมนุษย์)  ที่พิพิธภัณฑ์แห่งมนุษยชาติ (Musée de l’ Homme) ปารีส ได้เห็นร่างจำลองของซารา บาร์ตแมน คนเดียวกันนี้แหละจัดแสดงอยู่” อาจารย์สุดแดนเล่า 

“เรื่องนี้วนเวียนอยู่ในหัวนานเป็นปี และคิดพยายามจะโยงเรื่องทั้งหมดนี้เข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่หนังสือที่เคยอ่านสมัยวัยรุ่น ของสะสม การเผชิญหน้าทางวัฒนธรรม ความเป็นอาณานิคม มานุษยวิทยา และด้านมืดของ (การจัดแสดงใน) พิพิธภัณฑ์”

 หรือ ซารา คือในคนผิวสีที่กำลังประจัญหน้าเจ้าชายน้อยบนโปสเตอร์นั่นเอง?

สารพันสิ่งของจากดวงดาว B 612

เมื่อเราเข้าไปด้านในห้องจัดแสดง เราจะได้เห็นกับสารพัดสิ่งของที่เกี่ยวกับ เจ้าชายน้อย ตั้งแต่ตุ๊กตากระจุกกระจิก เสื้อยืด กล่องขนม กล่องดนตรี ชุดถ้วยชา ไปจนถึงแผนที่ของพิพิธภัณฑ์เจ้าชายน้อยจากญี่ปุ่น สิ่งเหล่านี้บ่งบอกอิทธิพลและความโด่งดังของตัวละครนี้ในวัฒนธรรมร่วมสมัยได้ดี แต่ชุดวัตถุที่เตะตาเราอย่างมาก คือรูปปั้นตัวละครต่างๆจากหนังสือ เจ้าชายน้อย ที่ทำจากเซรามิก กระจายอยู่ตามตู้ต่างๆ และสร้างสรรค์สถานการณ์ในเรื่องออกมาเป็นภาพสามมิติอย่างงดงาม 

แอบดูสารพันสิ่งของจากดาว B612 ใน นิทรรศการเจ้าชายน้อย ฉลองวาระอายุ 77 ปี

“เราได้ร่วมมือกับศิลปินเซรามิกจากสุโขทัยท่านหนึ่ง คือ คุณเฉลิมเกียรติ บุญคง จากโมทนาเซรามิก เพื่อปั้นรูปเจ้าชายน้อยกำลังสนทนากับ ซารา บาร์ทแมน ซึ่งเป็นฉากสำคัญของนิทรรศการ เราเล่าเค้าโครงความคิดของนิทรรศการให้กับผู้ปั้นและเปิดโอกาสให้ผู้ปั้นใช้ความคิดและจินตนาการต่ออย่างอิสระ

“จากการตีความต่อของผู้สร้าง ช่วยทำให้นิทรรศการนี้ซับซ้อนมากขึ้นอย่างน่าสนใจ และยังมีของสะสมอีกชุดหนึ่ง เป็นเซรามิกรูปบุคคลอื่นๆ ที่เจ้าชายน้อยได้พบเจอระหว่างการเดินทางผ่านดวงดาวต่างๆ เช่น นักภูมิศาสตร์ คนจุดโคม นักธุรกิจ ชายขี้เมา ที่เราจัดแสดงรวมไว้ในตู้ทะเลทราย ซึ่งเป็นผลงานของชาวสุโขทัยอีกคนหนึ่ง คือคุณภารุจีร์ บุญชุ่ม ซึ่งเป็นศิษย์เก่าของธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ที่ผันตัวมาเป็นช่างปั้นเซรามิกอิสระ” 

อาจารย์สุดแดนกล่าวอย่างภูมิใจ “ของจัดแสดงอีกชิ้นหนึ่งที่ชอบมาก ตื่นเต้นมาก มีความหมายมาก และได้มาอย่างบังเอิญ ซึ่งได้รับการอนุเคราะห์ให้ยืมจากพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ก็คือ หมาป่าอาร์กติกสตัฟฟ์ขนสีขาวสะอาด กำลังขดตัวหลับชั่วนิรันดร์อยู่อย่างสงบ แม้มิใช่สุนัขจิ้งจอกทะเลทรายอย่างที่กล่าวไว้ในเรื่อง แต่ความน่ารักของมันก็เป็นตัวแทนและชวนให้นึกถึง Fennex Fox ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นสัตว์เลี้ยงของแซ็งแตกซูว์เปรี ผู้เขียนหนังสือ เจ้าชายน้อย ขณะที่เขาเป็นนักบินประจำการอยู่ที่แหลมจูบี แอฟริกา”

แอบดูสารพันสิ่งของจากดาว B612 ใน นิทรรศการเจ้าชายน้อย ฉลองวาระอายุ 77 ปี
แอบดูสารพันสิ่งของจากดาว B612 ใน นิทรรศการเจ้าชายน้อย ฉลองวาระอายุ 77 ปี

นักเขียน / นักบิน / กวี / คนนอก / ผู้แสวงหา

พอพูดถึงผู้เขียน เราจึงชวนอาจารย์คุยถึงบุคคลผู้อยู่เบื้องหลัง เจ้าชายน้อย สักนิด เราทราบจากในนิทรรศการว่า อ็องตวน แซ็งแตกซูว์เปรี มีชีวิตอยู่ระหว่างช่วงมรสุมของสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ตั้งแต่เด็ก เขาตื่นเต้นกับสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า ‘เครื่องบิน’ มาเสมอ การเป็นนักบินคืออีกอาชีพที่เขาทำควบคู่กับงานเขียน และงานเขียนของเขาหลายเล่มพูดถึงประสบการณ์การบินของเขา

แม้แต่ตัวละคร ‘นักบิน’ ในเรื่อง เจ้าชายน้อย ที่ทำเครื่องบินตกในทะเลทรายก็อ้างอิงมาจากประสบการณ์ของเขา ใน ค.ศ. 1940 เขาลี้ภัยจากฝรั่งเศสไปสหรัฐอเมริกา และเขียน เจ้าชายน้อย ใน ค.ศ. 1943 จากคำยุยงของเพื่อน (ทำให้วรรณกรรมชิ้นนี้ตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษก่อนฝรั่งเศส) ปีต่อมาเขาหายสาบสูญไปขณะขับเครื่องบินลาดตระเวน Lockheed P-38 Lighting 

“เพราะว่าเขาเป็นนักบิน เขาเป็นนักเดินทางและชอบผจญภัย การได้พบผู้คนหลากวัฒนธรรมท่ามกลางสถานการณ์คับขัน โดดเดี่ยว อาจทำให้เขามีความเข้าใจชีวิตและความเป็นมนุษย์ที่ละเอียดอ่อน” อาจารย์สุดแดนตั้งข้อสันนิษฐานไว้อย่างน่าสนใจ 

นอกจากนี้ในรูปเล่มที่สำหรับนักอ่านผู้ใหญ่ ดูมันจะเป็นหนังสือเด็กเกินไป และสำหรับเด็กมันก็เป็นหนังสือผู้ใหญ่เกินไปนั้น มีเค้าว่าผู้เขียนจะสอดแทรกอะไรไว้มากมายกว่าที่เราคิด 

แอบดูสารพันสิ่งของจากดาว B612 ใน นิทรรศการเจ้าชายน้อย ฉลองวาระอายุ 77 ปี

“ในหนังสือ เจ้าชายน้อย ดูจะเล่าเรื่องที่ไม่ได้ระบุวันเวลาและสถานที่เป็นการเฉพาะ มีเพียงตอนเดียวเท่านั้นที่ผู้เขียนระบุปี (ค.ศ. 1909) และสถานที่ที่เฉพาะเจาะจงไว้ คือ ตุรกี (ในบทที่ 4)

“ผมมีเหตุผลที่น่าเชื่อถือว่า ดาวดวงที่เจ้าชายน้อยจากมา คือดาวดวงที่ B 612 ดาวดวงนี้นักดาราศาสตร์ชาวตุรกีส่องกล้องพบเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2452 เขาได้เสนอการค้นพบนี้แก่สภาดาราศาสตร์ระหว่างชาติแต่ไม่มีใครเชื่อเขา เนื่องจากการแต่งกายของเขาแปลกเกินไป พวกผู้ใหญ่ก็เป็นแบบนี้แหละ เคราะห์ดีสำหรับดาวดวงนี้ เพราะต่อมานักเผด็จการตุรกีได้บังคับให้ประชาชนแต่งกายตามแบบยุโรป ถ้าไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษถึงประหารชีวิต นักดาราศาสตร์ผู้นี้ ได้เสนอการค้นพบของเขาอีกครั้ง ใน พ.ศ. 2463 โดยแต่งตัวอย่างสง่างามแบบชาวยุโรป และคราวนี้ทุกคนก็เชื่อเขา

“ผมลองไปค้นเล่นๆ ว่า วันเวลาที่กล่าวอ้างไว้นั้น มีความสำคัญอย่างไรบ้างหรือไม่ในสถานการณ์ของโลกยามนั้น เมื่อพลิกดูประวัติศาสตร์ของตุรกี จะพบว่า พ.ศ. 2452 คือหนึ่งปีหลังการปฏิวัติโดยกลุ่มยังเติร์ก (Young Turk) ซึ่งมีผลให้ระบอบสุลต่านต้องล่มสลายในเวลาต่อมา ส่วน พ.ศ. 2463 พรรคบอลเชวิกในรัสเซียได้ชัยชนะในสงครามกลางเมือง และอีกสามปีต่อมา มุสตาฟา เคมาล (อตาเติร์ก) ผู้นำทหารชาตินิยมตุรกีได้สถาปนาสาธารณรัฐตุรกีขึ้น เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2466 ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจากยุคอาณาจักรออตโตมันเดิมสู่ระบบสาธารณรัฐ ผู้นำของรัฐมีเป้าหมายปลุกเร้าความเป็นชาติเตอรกิช-ตุรกีแทนการมีอัตลักษณ์อิสลาม ด้วยการบังคับให้เลิกใช้ตัวอักษรอาหรับ-เปอร์เซีย และให้ผู้ชายสวมหมวกแบบตะวันตก ด้วยการเลิกโพกศรีษะด้วยผ้าหรือสวมหมวก (Fez) ตามแบบประเพณี

แอบดูสารพันสิ่งของจากดาว B612 ใน นิทรรศการเจ้าชายน้อย ฉลองวาระอายุ 77 ปี

“น่าสนใจว่าทำไมผู้เขียนอ้างถึงสิ่งที่เชื่อมโยงได้ เช่น สถานการณ์ทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในยุคนั้น ในขณะเดียวกันมีผู้ไปพยายามค้นหาว่าในปีนั้นมีการค้นพบดวงดาวใดหรือไม่ ก็ได้ข้อมูลแต่เพียงว่า มีดาวเคราะห์น้อย 612 อยู่จริง แต่เป็นดาวชื่อ B 612 Veronika ซึ่งค้นพบโดยนักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน ใน พ.ศ. 2449” 

เป็นไปได้ไหมว่า หนังสือ เจ้าชายน้อย มีความเกี่ยวพันกับความทรงจำของผู้เขียนอย่างยิ่ง ด้วยการนำเสนอการเผชิญหน้ากันของคู่ตรงข้าม อาทิเด็กและผู้ใหญ่ ตะวันออกและตะวันตก เรื่องจริงและเรื่องแต่ง การแสวงหาและการค้นพบ

การถอดรหัสระหว่างบรรทัด

อีกหนึ่งไฮไลต์คือการจัดแสดงหนังสือ เจ้าชายน้อย หลากหลายเวอร์ชันในนิทรรศการนี้ แสดงให้เห็นว่างานเขียนชิ้นนี้ก้าวข้ามกำแพงของภาษาไปหาคนทั่วโลกได้อย่างน่าอัศจรรย์ ว่ากันว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ถูกแปลไปมากที่สุดในโลก รองจากคัมภีร์ไบเบิล!

“ในการจัดแสดงครั้งนี้ต้องถือว่าโชคดีที่เราได้หนังสือหลายฉบับที่หาได้ยาก เช่น เจ้าชายน้อย ฉบับอักษรเบรลล์และภาพเพื่อการสัมผัส ซึ่งจัดพิมพ์จำหน่ายเพียงเก้าร้อยยี่สิบชุด หนังสือ เจ้าชายน้อย ฉบับภาษามอร์ส หรือ เจ้าชายน้อย ภาษาไทย ฉบับพิมพ์ครั้งแรก (พ.ศ. 2512) จากนักสะสมหนังสือท่านหนึ่งที่ศรีสะเกษ” อาจารย์สุดแดนกล่าว

แอบดูสารพันสิ่งของจากดาว B612 ในนิทรรศการเจ้าชายน้อย ฉลองวาระอายุ 77 ปี

ในรายละเอียดของการแปลความหมาย เจ้าชายน้อย นั้นก็มีเรื่องน่าสนใจหลายเรื่อง เช่น ในการแปลเป็นภาษาถิ่นสุโขทัย ผู้แปลใช้ชื่อว่า ‘ขุนน้อย’ แต่ในภาษาโทบา ซึ่งใช้พูดกันทางตอนเหนือของอาร์เจนตินา มีปัญหาตั้งแต่การแปลชื่อเรื่อง เพราะในภาษาของเขาไม่มีความคิดว่าด้วยเรื่องเจ้าชาย ส่วนในภาษาอมาสิกห์แถบโมร็อกโก ก็ไม่มีคำศัพท์ในภาษาที่ตรงกันกับคำว่า ‘ความน่าเบื่อหน่าย’ หรือ ‘ความไร้สาระ’ ในขณะที่ภาษาไทยและภาษาอื่นๆ เลือกศัพท์ให้ตรงตามต้นฉบับภาษาฝรั่งเศส (Renard) ว่า ‘สุนัขจิ้งจอก’ แต่ในฉบับภาษาลาวเลือกใช้เป็น ‘อีเห็น’ เป็นต้น

“ผมคิดว่าการแปลเป็นความพยายามในการสนทนาข้ามวัฒนธรรม ลองดูบทแปลจากตอนสำคัญตอนหนึ่งที่เจ้าชายน้อยสนทนากับสุนัขจิ้งจอกในภาษาเพื่อนบ้านของเราดู จะเห็นว่าน่าสนใจมาก”

แอบดูสารพันสิ่งของจากดาว B612 ในนิทรรศการเจ้าชายน้อย ฉลองวาระอายุ 77 ปี
แอบดูสารพันสิ่งของจากดาว B612 ในนิทรรศการเจ้าชายน้อย ฉลองวาระอายุ 77 ปี

ความลับของสุนัขจิ้งจอก (สำนวนภาษาไทย)

“ลาก่อนนะ”

“ลาก่อน” สุนัขป่าตอบ

นี่คือความลับของฉันมันแสนจะธรรมดา เราจะมองเห็นแจ่มชัดด้วยหัวใจเท่านั้นสิ่งสำคัญนั้น ไม่อาจเห็นได้ด้วยดวงตา

“สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยดวงตา” เจ้าชายน้อยพูดตามเพื่อเป็นการเตือนความทรงจำ

ความลับของสุนัขจิ้งจอก (สำนวนภาษาพม่า)

“ไปก่อนนะ” เจ้าชายน้อยกล่าว

“ไปเถิด” หมาจิ้งจอกตอบ 

นี่ ความลับนี้ของฉันน่ะ มันกระจ่างมาก

ดวงตานั้นไม่ว่าเมื่อไรก็ไม่มีทางมองเห็นสิ่งสำคัญได้หรอก ต่อเมื่อรู้สึกด้วยหัวใจเท่านั้นล่ะ จึงจะมองเห็นได้ถูกต้อง

ความลับของสุนัขจิ้งจอก (สำนวนจากภาษาเขมร)

ต่อมา เขาก็กลับไปตามหาสุนัขจิ้งจอก แล้วกล่าวว่า “ลาก่อนนะ ลาลุอวสาน” (ลาก่อนชั่วนิรันดร์) 

สุนัขจิ้งจอกตอบ “ลาก่อน ลาลุอวสานเช่นกัน ตอนนี้ฉันจะบอกความลับข้อหนึ่งแก่เธอ เรื่องนี้เป็นเรื่องสามัญมาก คือต้องมองสิ่งใดด้วยจิต จึงจะแจ่มแจ้ง (ภาษาเขมรใช้คำว่า จิตฺต คือ จิตใจ) สิ่งสำคัญไม่อาจมองเห็นด้วยตาได้เลย”

“สิ่งสำคัญไม่อาจมองเห็นด้วยตาได้เลย” เจ้าชายน้อยทวนคำพูดเพื่อให้จดจำได้

ความลับของสุนัขจิ้งจอก (สำนวนจากภาษาลาว)

“ไปก่อนเด้อ”

“ไปดีท้อน (ไปดีเถอะ), เหงนตอบ : “นี้เด้อ ความลับของข้อยง่ายดายที่สุด มีแต่หัวใจเท่านั้น ที่เฮ็ดให้พวกเฮาเห็นกันได้ดี สิ่งเล็กเซิ่งตาพวกเราเบิ่งบ่เห็นดอก”

“สิ่งเล็ก เซิ่งตาพวกเฮาเบิ่งบ่เห็น” , ท้าวน้อยจ่มซ้ำ เพื่อให้จื่อ.

ความลับของสุนัขจิ้งจอก (ภาษาฝรั่งเศส)

Adieu, dit le renard. Voici mon secret. Il est très simple : on ne voir bien qu’avec le cœur. L’essentiel est invisible pour les yeux.

L’essentiel est invisible pour les yeux, répéta le petit prince, afin de se souvenir.

ถ้อยคำที่ทุกคนสัมผัสได้ด้วยหัวใจ 

ในฐานะแฟนคลับของหนังสือเล่มนี้ เราเป็นคนหนึ่งที่อ่านมันหลายรอบมาก และแต่ละรอบก็ตระหนักถึงความหมายที่ต่างกันไปตามวัยวุฒิของเราตอนอ่าน การมาได้เจอกับถ้อยคำในเล่มที่เราคุ้นเคย นำมาตัดแปะเคียงข้างวัตถุ เพื่อเล่าเรื่องใหม่ๆ ในพื้นที่นี้ ถือเป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจไม่น้อย 

“ระหว่างที่จัดวางเนื้อหานิทรรศการและสิ่งของสะสมเพื่อจัดแสดงในนิทรรศการนี้ ผมยังเกรงว่าคนที่รัก เจ้าชายน้อย จะโกรธไหมนะ เพราะผู้มาชม อาจคิดว่าเราลากเรื่องไปไกลมากๆ เราดึงเอาเจ้าชายน้อยไปพบกับคนที่ไม่ปรากฏในเรื่องเล่า เราจินตนาการว่า ถ้าเจ้าชายน้อยเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ และสนามหลวง ในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เจ้าชายน้อยจะคิดอย่างไร 

“แต่ถึงอย่างนั้น นิทรรศการนี้ไม่ได้ทิ้งเรื่องราวของผู้เขียน ไม่ได้ละเลยความคิดของเจ้าชายน้อยเมื่อเขาได้เจอคนต่างๆ ผ่านดวงดาวที่เขาจากมา นิทรรศการนี้ไม่ได้ละเลยความคิดสำคัญในเรื่องที่เจ้าชายน้อยได้ค้นพบและสื่อสารกับเรา” อาจารย์สุดแดนอธิบาย

“การจัดทำนิทรรศการครั้งนี้เพื่อใคร ใครคือผู้ชม เป็นปัญหาสำคัญอยู่เหมือนกัน เช่นเดียวกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับหนังสือ เจ้าชายน้อย ว่ามันเป็นหนังสือสำหรับเด็กหรือหนังสือสำหรับผู้ใหญ่กันแน่ บางคนว่า มันเป็นหนังสือสำหรับอ่านในช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิตจากวัยรุ่นไปสู่วัยผู้ใหญ่ ซึ่งเมื่อเติบโตแล้วก็จะไม่สนใจในประเด็นเหล่านั้นอีก

“แต่ขณะเดียวกัน มีคนจำนวนมากกล่าวว่าเหตุที่หนังสือ เจ้าชายน้อย เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ก็เพราะว่ามันทำให้ผู้ใหญ่ที่อ่านได้รำลึกถึงวันเวลาในวัยเด็ก (หรือหนุ่มสาว) และทำให้เขาหรือเธอได้หวนไปรำลึกถึงมันใหม่อีกครั้งด้วย ได้ทบทวนและทอดอาลัย ว่าด้วยเรื่องความรัก ความสัมพันธ์กับคนอื่น และการรับผิดชอบในสิ่งที่เคยสัมพันธ์

“เราหวังว่านิทรรศการเจ้าชายน้อย จะเป็นพื้นที่ของการสนทนากับคนได้หลากหลายกลุ่ม ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ คนที่เคยอ่านและหลงใหล หรือคนที่เพิ่งเคยเจอเจ้าชายน้อยเป็นครั้งแรก เขาอาจเดินทางเข้ามาชมนิทรรศการด้วยความชื่นชมเป็นส่วนตัว และเราอยากให้เขาออกไปพร้อมกับคำถามและคำตอบบางอย่าง” 

เจ้าชายน้อยกับ COVID-19

ก่อนจากกัน เราถามอาจารย์ว่า ถ้าเจ้าชายน้อยมองโลกเราตอนนี้ที่กำลังวุ่นวาย เขาจะบอกอะไรกับเรา

“ผมคิดว่าเจ้าชายน้อยจะเป็นแรงบันดาลใจให้เสมอ” อาจารย์สุดแดนตอบ

“ช่วงที่สถานการณ์ COVID-19 กำลังขยายตัวไปทั่วโลก มีคนนำรูปเจ้าชายน้อยมาเผยแพร่พร้อมข้อความให้กำลังใจ มีคนทำเจลล้างมือแปะยี่ห้อเจ้าชายน้อยเพื่อแจก มีคนวาดรูปการ์ตูนเจ้าชายน้อยร้องขอให้นักวิทยาศาสตร์ ‘วาดวัคซีน’ ให้ฉันหน่อยสิ 

“ก่อนหน้านี้นานหลายปี เจ้าชายน้อย และเรื่องราวของเขาได้ถูกนำไปใช้เพื่อรณรงค์เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ รูปภาพเจ้าชายน้อยผิวสี ถูกนำไปเป็นโปสเตอร์ขององค์การสหประชาชาติเพื่อต่อต้านการเหยียดสีผิวและการทำร้ายเด็ก มีการจัดตั้งองค์กรต่างๆ ขึ้นในนาม ‘เจ้าชายน้อย’ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม การศึกษา และดาราศาสตร์ รวมถึงหน่วยงานเพื่อช่วยเหลือเด็กที่เจ็บป่วยขั้นรุนแรงและอยากทำความฝันให้เป็นจริง” 

คำพูดของอาจารย์ชี้ให้เราเห็นถึงพลังของหนังสือเล่มหนึ่ง ที่ยังประคองแสงเทียนแห่งความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะรูปร่างหน้าตาหรือภาษาใดมา 77 ปี จวบจนในห่าฝนของความโกลาหลของปัจจุบัน 

มันเป็นพลังที่ให้ความหวังกับเราอย่างเปี่ยมล้น

 ไปปักหมุดรอวันนิทรรศการเปิดอีกครั้งพร้อมๆ กันที่ Facebook : พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

ภาพ : เดชาภิวัชร์ นพมิตร

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

Before the Sunset

แสงอาทิตย์ที่สะท้อนบนผิวน้ำ เรายกมือขึ้นป้อง ขยับนิ้วให้ห่างจากกัน พอให้แสงระยิบระยับเล็ดลอดผ่านเข้ามาได้เสมือนกำลังสวมเครื่องประดับจากธรรมชาติ ความรู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาดผุดขึ้นในใจ ระหว่างที่เรานั่งเล่นฆ่าเวลาอยู่ในร้าน ‘Baik Baik’ ที่เป็นภาษาบาฮาซา แปลว่า สบายๆ

แต่นี่ไม่ใช่การรีวิวร้านอาหาร เรามาที่นี่เพราะภายในร้านแห่งนี้เป็นที่ตั้งของแกลเลอรี่ที่มีชื่อว่า ‘โพธิสัตวา’ ก่อตั้งโดย โอ๊ต มณเฑียร นักเขียน ศิลปิน อาจารย์ ผู้ให้คำแนะนำและที่ปรึกษาด้านพิพิธภัณฑ์ โอ๊ตสวมหมวกหลายใบ ในครั้งนี้เขารับบทเป็นภัณฑารักษ์ คัดเลือกผลงานศิลปะของศิลปิน อร ทองไทย มาจัดแสดงในนิทรรศการ ‘The Pockets Full of Rainbows’

เยี่ยม 'โพธิสัตวา' แกลเลอรี่ LGBTQ+ แห่งแรกของเมืองไทย ของโอ๊ต มณเฑียร ที่ยืนหยัดเพื่อศิลปินเพศสภาพหลากหลาย

เราตื่นเต้นเล็กน้อย ขณะก้าวเดินเข้าไปในด้านใน กระทั่งพบกับกลุ่มคนบางส่วนที่จะมาชมงานศิลปะรอบเดียวกัน แต่ละรอบทางแกลเลอรี่จะจัดนำชมไม่เกิน 10 คน ตามมาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานการณ์โควิด-19 ในกลุ่มของเรา บางคนเป็นลูกศิษย์ของโอ๊ต บางคนเป็นนักเรียกร้องสิทธิชื่อดังที่เราคุ้นหน้า

ก่อนเข้าไปในแกลเลอรี่ เรามองเห็นรูปปั้นพระอวโลกิเตศวร ด้านข้างมีกล่องชาสีรุ้งของ Monsoon Tea ตั้งไว้เคียงกัน เป็นการจับคู่ที่เควียร์ดีแท้

The Pockets Full of Rainbows

แกลเลอรี่แห่งนั้นมีขนาดเล็ก โอ๊ต มณเฑียร แต่งหญิงมารับแขกเหรื่อในชุดสีชมพูดสดใส ใส่วิกผมสีบลอนด์ขาว บนเปลือกตาเคลือบสีน้ำเงินปนม่วงอมเขียวเหมือนปีกแมลงทับ แพรวพราวไปด้วยกากเพชร น้ำเสียงของโอ๊ตสดใสราวกับหญิงสาวผู้มีความสุข จนอยากจะหยิบยื่นความสุขนั้นแจกจ่ายให้กับทุกคนที่พบเจอ เราเดาว่า คุณอร ทองไทย คือผู้หญิงมาดเท่ที่ปรากฏตัวข้างๆ กับโอ๊ต เราไม่เคยเจอศิลปินมาก่อน เพียงแต่เห็นภาพของศิลปินในโพสต์ทางเฟซบุ๊ก เธอเอามือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋า เราแอบคาดว่าจะมีสายรุ้งออกมาจากกระเป๋ากางเกงของเธอ

ไม่นานนัก เจ้าของแกลเลอรี่ก็เริ่มแนะนำพื้นที่นี้เป็นเบื้องต้น “แกลเลอรี่นี้ตั้งชื่อตามพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ เป็นพระพุทธเจ้าแห่งความเมตตา หรือที่คนไทยจะคุ้นกันในชื่อเจ้าแม่กวนอิม แต่อันที่จริงท่านไม่ได้มีเพศสภาพใดๆ” โอ๊ตเล่า 

“ดังนั้น ท่านจึงเป็นแรงบันดาลใจแรกเริ่มของที่นี่ คือการทำงานด้วยความเมตตา และขบถต่อกรอบของเพศสภาพแบบชายหญิง เราตั้งใจเป็นพื้นที่สำหรับนำเสนอศิลปินที่มีเพศสภาพที่หลากหลาย เป็นชาว LGBTQ+ จากแทบประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะ”

ระหว่างนั้น สายตาของเราก็กวาดไปอ่านคำบรรยายภาษาอังกฤษที่แปะหราอยู่ในนิทรรศการ สะดุดตากับคำว่า Lesbian Artist ต้องยอมรับว่า เรายังไม่เคยเจอนิทรรศการที่ระบุ ‘เพศสภาพ’ ของศิลปินชัดเจนเท่านี้มาก่อน โดยเฉพาะศิลปินเลสเบียนในประเทศไทย เราชื่นชมกับความกล้าหาญพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองศิลปินอีกครั้ง และมองผลงานที่แขวนอยู่บนผนัง ถ้าไม่บอกเราก็ไม่รู้

และการบอกในครั้งนี้ เมื่อเรารู้ มันสะท้อนหรือกระตุ้นให้เราตั้งคำถามกับตัวศิลปินหรือไม่

“นิทรรศการนี้ชื่อ Pockets Full of Rainbows เป็นโชว์ที่เราและพี่อรช่วยกันเลือกภาพพิมพ์เทคนิคต่างๆ ที่เธอทดลองสร้างสรรค์ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา โดยงานภาพพิมพ์ทุกๆ ชุดที่เลือกมาล้วนแสดงถึงความสร้างสรรค์เชิงทดลองของพี่อร เราว่ามันคืออีกหนึ่งเอกลักษณ์ของชาว LGBTQ+ คือเรามักจะทลายเพดาน หรือทำงานที่ตั้งคำถามกับขอบเขตความปกติ นอกจากนี้ เมื่อนำงานเหล่านี้มาเรียงกัน จะเห็นว่าศิลปินมีการอ้างอิงถึงเรื่องเพศสภาพที่หลากหลายและความสัมพันธ์มาตลอดด้วย”

กลุ่มคนเริ่มขยับไปตามจุดต่างๆ เพื่อดูงานแต่ละชิ้นภายในภายในห้องจัดแสดง อีกทั้งสแกน QR Code เพื่อฟังเสียงบรรยายประกอบชิ้นงาน เราอาศัยจังหวะนี้ เข้าไปกล่าวทักทายกับศิลปิน พอดีว่าเราทั้งสองคนกำลังยืนอยู่ใกล้กับผลงานชิ้นเล็กที่แขวนอยู่ตรงบานประตู ‘a magic door to go anywhere’ เราจึงเอื้อมมือไปเปิดประตู คิดว่าอาจจะเจองานศิลปะอีกสักชิ้นรออยู่ แต่กลับพบต้นไม้และเศษใบไม้น้ำตาลปะปนเกลื่อนพื้น

ศิลปินหัวเราะบอกกับเราว่า “มันไม่มีอะไรหรอก” นำมาซึ่งเสียงหัวเราะของเรา และทลายกำแพงที่กั้นระหว่างกลางลงไป เราชวนคุณอร ทองไทย พูดคุยเกี่ยวกับการร่วมงานในครั้งนี้ ซึ่งจากนี้เราขออนุญาตเรียกศิลปินว่า พี่อร ตามโอ๊ตด้วยอีกคน

เยี่ยมแกลเลอรี่ LGBTQ+ แห่งแรกของเมืองไทย ของโอ๊ต มณเฑียร ที่ยืนหยัดเพื่อศิลปินเพศสภาพหลากหลาย

เธอออกตัวว่าเป็น Painter จึงมีความคิดแบบจิตรกรที่ลงมาคลุกคลีกับการทำเทคนิคภาพพิมพ์ โดยที่ผ่านมา พี่อรทำงานหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเซรามิก ศิลปะจัดวาง (Installation) สื่อผสม (Mixed Media) รวมถึงงานเพนต์ที่เธอถนัด ส่วนงานภาพพิมพ์นั้นเธอมักร่วมงานกับสตูดิโอชั้นนำของเมืองไทย อย่าง witti.studio, The Archivists, JoJo Gobe, หรือ C.A.P. Studio เป็นต้น

ในห้องนั้นมีงานสายชิ้นที่น่าสนใจ ขอเริ่มจากชิ้นที่สร้างขึ้นเพื่องานนี้โดยเฉพาะ เป็นภาพพิมพ์เทคนิค Risograph จาก witi.studio ภาพดอกไม้สีทองและดอกไม้สีส้ม โอนเอียงแนบอิงบนกระดาษสีชมพู ลายเส้นง่ายๆ ที่เหมือนเป็นลายเซ็นประจำตัวของศิลปิน กับการใช้สีเพียงสองสีที่ทำให้รู้สึกเป็นส่วนตัวและใกล้ชิด ทำให้เราเชื่อมโยงภาพนี้ถึงความสัมพันธ์หรือความผูกพันของผู้หญิงสองคน ซึ่งถูกแทนด้วยสัญลักษณ์ของดอกไม้ที่เปราะบางและงดงาม

งานนี้ทำให้เรานึกถึงผลงาน Medallion (YouWe), 1936 ของ GLUCK ศิลปินเลสเบียนชาวอังกฤษ เป็นภาพ Double Portrait ของเธอและคนรัก หันหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ต่อมาภาพดังกล่าวถูกใช้เป็นภาพหน้าปกหนังสือ The Well of Loneliness นวนิยายความรักเลสเบียนซึ่งนับเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผลงานศิลปะของ GLUCK เป็นที่รู้จักในแง่ของการถ่ายทอดภาพของความสัมพันธ์ของเลสเบียน

เยี่ยมแกลเลอรี่ LGBTQ+ แห่งแรกของเมืองไทย ของโอ๊ต มณเฑียร ที่ยืนหยัดเพื่อศิลปินเพศสภาพหลากหลาย

ส่วนงานชุดหลักของโชว์ถูกแขวนบนผนังกว้าง เป็นผลงาน 6 ชิ้นที่มีสายรุ้งปรากฏเป็นงานศิลปะที่นำเทคนิค Etching มาใช้ ศิลปินสร้างขึ้นเมื่อช่วงปีที่แล้วร่วมกับสตูดิโอ C.A.P. ที่เชียงใหม่ ทั้งหมดดูเรียบง่าย แต่พี่อรบอกว่าบางชิ้นใช้เวลาถึง 6 เดือนในการทำกว่าจะได้ผลลัพท์ที่ดีพึงใจ 

เยื้องๆ กัน ในตู้กระจกมีผลงาน Screen print เป็นรูปหน้ายิ้มเคลือบฟอยล์แวววาวและลงสีแปดสี เรียงรายกันอยู่นับสิบชิ้น เป็นผลงานที่ทำกับสตูดิโอภาพพิมพ์ The Archivists ซึ่งพี่อรกระซิบเราว่า ทั้งตู้นี้มีเพียงใบเดียวเท่านั้นที่มี ‘ความสมบูรณ์’ ที่เหลือคือ Error Proof หรือภาพพิมพ์ที่มีตำหนิ มันยิ่งทำให้เรารู้สึกว้าวกับความพยายามที่กว่าจะได้มาซึ่งรอยยิ้มที่ดูเรียบง่ายเบื้องหน้าเรา

“ไม่ต่างอะไรกับการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพที่พึงมีของพวกเขา” เราคิดในใจ

The Missing of Hot Pink and The Magic of Turquoise

จุดที่ผู้ชมไปถ่ายรูปกันเยอะคือแบนเนอร์ขนานใหญ่ มีข้อความเขียนไว้เป็นภาษาอังกฤษแปลได้ว่า “สีแดง คือ ชีวิต, สีส้ม คือ การเยียวยา, สีเหลือง คือ แสงอาทิตย์แห่งความหวัง, สีเขียว คือ ธรรมชาติ, สีน้ำเงิน คือ การอยู่ด้วยกัน, สีม่วง คือ จิตวิญญาณ”

เยี่ยมแกลเลอรี่ LGBTQ+ แห่งแรกของเมืองไทย ของโอ๊ต มณเฑียร ที่ยืนหยัดเพื่อศิลปินเพศสภาพหลากหลาย

เป็นความหมายของแต่ละสีของธงรุ้ง ที่ออกแบบโดย กิลเบิร์ต เบเคอร์ (Gilbert Baker – Queer Rights Activist) ใน ค.ศ. 1978 แต่จริงๆ แล้วธงสีรุ้งในการประท้วงครั้งแรกมีทั้งหมด 8 แถบสี โดยมีสีชมพู (Hot Pink) ซึ่งสื่อถึงเพศวิถี และสีเทอควอยส์ (Turquoise) ซึ่งสื่อถึงเวทมนตร์ ประกอบอยู่ด้วย แต่ต่อมาด้วยเหตุผลในการผลิตธงของกลุ่ม LGBT จึงตัดทอนลดเหลือ 6 แถบสี ดังที่เห็นในปัจจุบัน

เช่นเดียวกันกับในผลงานภาพพิมพ์สายรุ้งของพี่อร สร้างขึ้นใน ค.ศ. 2020 ศิลปินไม่ได้ตั้งใจสร้างเพื่อเฉลิมฉลอง Pride Month (เดือนมิถุนายน ถือเป็นเดือนแห่งความภาคภูมิของชาว LGBTQ+ทั่วโลก) แต่ โอ๊ต มณเฑียร ในฐานะภัณฑารักษ์ได้คัดเลือกมาจัดแสดงเนื่องในโอกาสดังกล่าว

มันไม่ใช่ว่าศิลปินทุกคนตื่นขึ้นมาจะทำงานศิลปะเพื่อการประท้วง แต่ถามว่า ถ้างานที่ศิลปินทำมีบางส่วนส่งเสียงในเรื่องนี้ มันก็กำลังเล่าเรื่องเดียวกัน เราก็น่าจะผลักดันงานนั้นให้เข้าร่วมกับบริบทของสังคมได้ เพราะเราเชื่อว่าพลังของศิลปะสามารถเปลี่ยนชีวิต ทำให้ชีวิตดีขึ้น ทำให้มนุษย์มีความเมตตาและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น ในความแตกแยกที่เรากำลังเผชิญอยู่”

นอกจากในส่วนของห้องจัดแสดงของศิลปิน อร ทองไทย แล้ว โอ๊ตยังพาเราไปชมสตูดิโอของเขาเองด้วย

ในสตูดิโอนั้นมีงานภาพเขียนสีพาสเทลจากนิทรรศการที่แล้วของเขาที่ชื่อ ‘Songprapha: Reclining Queer Nudes’ ซึ่งเป็นโชว์แรกของโพธิสัตวาแขวนอยู่ งานชุดนั้นของโอ๊ตเป็นภาพนู้ดแนวนอนของเกย์ไทย 22 คน แต่ละคนเป็นตัวแทนของไพ่ทาโรต์แต่ละใบ เขาบอกว่าห้องสตูดิโอที่เรายินอยู่นั้นก็คือห้องที่นายแบบมาเปลือยกายเพื่อสร้างงานชุดนี้นั่นเอง “ติดกับสตูดิโอนี้มีระเบียงที่เป็นโซนดูดวงด้วยนะครับ เพื่อใครสนใจ” บรรยากาศที่ยั่วยวนและน่าหลงใหลของสตูดิโอโอ๊ต ทำให้เรารู้สึกว่าเขาได้เติมสีชมพูและสีเทอควอยส์ เพิ่มไปในสีรุ้งที่เราในแกลเลอรี่อย่างงดงาม

เยี่ยม โพธิสัตวา แกลเลอรี่ LGBTQ+ แห่งแรกของเมืองไทย ของโอ๊ต มณเฑียร ที่ยืนหยัดเพื่อศิลปินเพศสภาพหลากหลาย
เยี่ยม โพธิสัตวา แกลเลอรี่ LGBTQ+ แห่งแรกของเมืองไทย ของโอ๊ต มณเฑียร ที่ยืนหยัดเพื่อศิลปินเพศสภาพหลากหลาย

After the Sunset

ก่อนจบการนำชมรอบสุดท้าย โอ๊ตพาพวกเราเข้าไปในห้องที่แต่เดิมเคยเป็นห้องคาราโอเกะของร้านอาหาร ตอนนี้ถูกเปลี่ยนมาเป็นพื้นที่จัดโชว์ โอ๊ตบอกว่าจะร้องเพลงให้ทุกคนได้ฟังกัน โจนัส คนรักของโอ๊ต นั่งประจำที่ เขาเริ่มพรมนิ้วลงบนเปียโน บทเพลง Body and Soul ถูกบรรเลงขึ้นเพื่อเป็นการขอบคุณแขกรื่อที่มา “ขอมอบให้นักสู้ ที่สู้เพื่อสิทธิของเราทุกๆคน แต่อย่าลืมดูแลหัวใจตัวเองด้วย แวะมาให้เราเลี้ยงไวน์บ้างนะคะ” 

เยี่ยม โพธิสัตวา แกลเลอรี่ LGBTQ+ แห่งแรกของเมืองไทย ของโอ๊ต มณเฑียร ที่ยืนหยัดเพื่อศิลปินเพศสภาพหลากหลาย
เยี่ยม โพธิสัตวา แกลเลอรี่ LGBTQ+ แห่งแรกของเมืองไทย ของโอ๊ต มณเฑียร ที่ยืนหยัดเพื่อศิลปินเพศสภาพหลากหลาย

หลังจากการแสดงจบลง และแขกรับเชิญทยอยกลับกันไปด้วยรอยยิ้ม เราได้โอกาสนั่งคุยกับโอ๊ตอีกครั้ง เมื่อเขามานั่งรับประทานดินเนอร์มื้อใหญ่จากครัวของ Baik Baik กับเราอย่างเป็นกันเอง “ถ้ามันถึงจุดหนึ่งเรามองข้ามเรื่องเพศไปเลยก็ได้ เพราะเรื่องเพศมันไม่ได้เป็น Issue ของสังคมแล้ว เพราะทุกอย่างมันเท่าเทียม แต่จนกว่าจะถึงวันนั้น ก็ต้องสู้กันไปแหละ” โอ๊ตบอกเราสลับกับเคี้ยวข้าวไปด้วย

“คำถามคือ ในสังคมไทยทำไมเรายังไม่มีพื้นที่ศิลปะ LGBTQ+ มันเป็นเรื่องที่ทรงพลังมากนะ แล้วในเมื่อเราเองก็เรียนจบมาทางด้านนี้ คือด้านหอศิลป์และพิพิธภัณฑ์ ทำไมเราไม่ทำเองเลยล่ะ” เขาเล่าให้เราฟังว่าตอนที่ตัดสินใจเปิดพื้นที่นี้ เขาเองก็ไม่ได้จะรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับวงการ LGBTQ+ เขาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่นักการศึกษา ไม่ใช่ผู้ทำวิจัย โอ๊ตจึงต้องศึกษาประเด็นความหลากหลายทางเพศจากหลายด้านหลายแง่มุม

“เราเรียนรู้เกี่ยวกับชุมชน LGBTQ+ จากทั้งการเรียกร้องสิทธิทั้งในประเทศและระดับสากล และระหว่างทำโชว์นี้ก็ยังเรียนรู้อยู่ ตอนแรกที่เริ่มคิดว่า อยากโชว์ศิลปิน Lesbian ในไทย เอาจริงๆ เรานึกได้น้อยมากๆๆๆ ต้องทำการบ้านเยอะมาก เราเชิญ น้องเตย (ภาสินี ประมูลวงศ์) มาอัดเสียงพูดเรื่อง What is Lesbian Art? คืออัตลักษณ์ของงานโดยศิลปินหญิงรักหญิงมันมีจริงไหม อย่างไร หรืออย่างวันนี้ที่เรียกนักกิจกรรมมา เราถามว่ากฎหมายเท่าเทียมยื่นถึงไหนแล้ว มีอะไรที่เราช่วยได้บ้างมั้ย หรือแม้กระทั่งตอนทำนิทรรศการเรื่องเกย์ของเราเอง เรายังช็อกมากว่ามีนายแบบบางคนที่ยังต้องเจอกับ Conversation Therapy ในเมืองไทยยุคนี้

“พูดตรงๆ เลยว่าวงการ LGBTQ+ มีมากกว่าความจิกหมอนที่เราเห็นในซีรีส์วาย มันมีความเป็นคนและประเด็นอื่นๆ เยอะมาก เสียงของพวกเขาเหล่านี้ซับซ้อนและน่าสนใจ มันเปิดโลกมาก อีกฟังก์ชันของแกลเลอรี่ LGBTQ+ สำหรับเราคือการมาเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ ถ้าไม่รู้ให้ถาม แล้วถ้าคุณเป็นเกย์และคุณไม่รู้จักเลสเบี้ยน แต่คุณมาโบกธงเหมือนกัน มันก็เป็นพื้นที่ที่ทำให้เราเข้าใจกันได้ เราควรที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน สนับสนุนกันและกัน” โอ๊ตยิ้ม “We fight our own fights, but we’re fighting together.”

รู้ตัวอีกที แสงอาทิตย์ได้ดับลงไปแล้ว เมื่อกินข้าวเสร็จโอ๊ตหายตัวไปสักพัก และโผล่มาส่งเราอีกครั้งในชุดนอน วิกผมถูกทอดออกออก ใบหน้ากลับมาเป็นชายหนุ่ม แต่ยังมีสีกากเพชรคงเหลือวับแววอยู่บ้างของเปลือกตา

“อย่าลืมว่าทุกเสียงมีความหมาย และทุกคนไม่ว่าจะกำลังทำสิ่งที่เล็กน้อยหรือทุ่มเทในเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ทุกคนดีเพียงพอแล้ว มันไม่มีคำว่าเพอร์เฟกต์สำหรับทุกอย่าง เพียงได้ลงมือทำ นั่นถือว่าสำเร็จแล้ว”

โอ๊ตกล่าวลาพร้อมอวยพรให้เราโชคดี คงถึงเวลาที่เขาต้องขึ้นไปรับพลังจากแสงจันทร์ในราศีมังกร

โพธิสัตวา LGBTQ+ แกลเลอรี่

ตั้งอยู่ในร้าน Baik Baik ปากซอยสรงประภา 18 ถนนสรงประภา แขวงสีกัน เขตดอนเมือง

นิทรรศการ Pockets Full of Rainbows : Selected Prints by Orn Thongthai จัดแสดงตั้งแต่วันนี้ถึงสิ้นเดือนสิงหาคม จองรอบเข้าชมได้ที่ Facebook : Bodhisattava Lgbtq+ Gallery หรือโทรศัพท์ 06 3421 2642

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load