‘อาคารบ้านช่องไซส์กะทัดรัดสีเหลืองนวลอบอุ่นสบายตา ตั้งสูงตระหง่านสม่ำเสมอกันเป็นจังหวะ ตึกแถวแฝดหลายสิบหลังทอดตัวเรียงรายขนาบข้างทางเท้าริมถนน’

ทัศนียภาพเหล่านี้คอยกระซิบบอกเราอยู่ตลอดว่าคุณได้สู่เข้าเขตเมืองเก่าอย่างเป็นทางการแล้ว นั่งรถผ่านไปผ่านมาก็หลายปี กลับไม่ยักจะจำได้เสียทีว่าตรงไหนเป็นตรงไหน เพราะอะไรๆ ล้วนดูคล้ายกันเสียหมด

ไม่นานมานี้ คราวได้ใช้ถนนกัลยาณไมตรี วิ่งตรงมาจากกระทรวงกลาโหม ตัดเข้าสู่ถนนบำรุงเมือง หางตาพลันเหลียวไปสะดุดกับ The Knight House วีไอพีโฮมสเตย์ของ มน-ชุติมน วิจิตรทฤษฎี ตรงปากซอยแพร่งภูธร เพราะรูปทรงมีเสน่ห์น่ารัก ผิดแผกไปจากแนวอาคารเพื่อนบ้านตรงหัวถนน ชนิดว่าขับเลยไปแล้วต้องวนรถกลับมาดู

The Knight House ตึกเก่าร้อยปีของเจ้าจอมมารดาชุ่มสู่ VIP Homestay แห่งแพร่งภูธร

พื้นที่สีเขียวด้านหน้าแม้ไซส์จิ๋วพอสำหรับโต๊ะเก้าอี้เพียงชุดเดียว กลับดูหย่อนใจได้อย่างน่าฉงน เพียงสอดส่ายสายตาชมอาณาบริเวณคร่าวๆ กลิ่นอายของบ้านเก่าจากบานเฟี้ยม ลายพื้นกระเบื้อง จนถึงกลอนโบราณ ก็แล่นฉิวตีขึ้นมาในจมูกอย่างจัง ก่อนความหอมนมเนยฉบับโคโลเนียลจากลูกเล่นลูกซนซึ่งสอดแทรกอยู่ตามลายฉลุ จะค่อยกระจายกลิ่นตามมา

เรื่องราวการผัดแป้งแปลงโฉมอาคารสมบัติของ เจ้าจอมมารดาชุ่ม ในรัชกาลที่ 5 เป็นซาลอนแสนครึกครื้นของ แม่ฮวงไน้ (คุณแม่สุดเท่ของมน) เปลี่ยนบรรยากาศแห่งวัยเยาว์ที่เธอหวนคิดถึง เป็นเดอะไนท์เฮ้าส์ แลนด์มาร์กแห่งใหม่ประจำย่านแพร่งภูธรนั้นสนุกใช่หยอก

“เอ้าฮาเฮฮา เฉยช้าอยู่ไย” ขอชวนแบกเป้แพ็กกระเป๋า สาวท้าวก้าวขึ้นเรือน ตามกันมานอนดื่มด่ำเกร็ดประวัติศาสตร์ สัมผัสความสงบแสนทรงเสน่ห์อันลอยคลุ้งอยู่ทั่วเขตเมืองเก่า พร้อมฟังเรื่องราวกันตามอัธยาศัย

The Knight House ตึกเก่าร้อยปีของเจ้าจอมมารดาชุ่มสู่ VIP Homestay แห่งแพร่งภูธร

ฮวงไน้

“มนเกิดและโตแถวนี้ เรียกว่ารู้จักจนทะลุปรุโปร่งเชียวแหละ”

เจ้าบ้านคนสวยเริ่มเล่าที่มาที่ไป หลังจากนั่งลงต่อบทสนทนากับเราแบบไม่เป็นทางการอย่างออกรสครู่สั้นๆ ก่อนเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ประจำเดอะไนท์คาเฟ่ถูกเสิร์ฟตรงหน้า บนโต๊ะไม้หน้าผนังแห่งประวัติศาสตร์ (ชื่อเล่นที่เราแอบตั้งให้ผืนกำแพงในร้านชั้น 1 ซึ่งมีภาพถ่ายเก่าแขวนไว้อย่างมีระเบียบ)

The Knight House ตึกเก่าร้อยปีของเจ้าจอมมารดาชุ่มสู่ VIP Homestay แห่งแพร่งภูธร

“สมัยโน้นนนนน” เจ้าตัวลากเสียงยาวจนเราเชื่อว่านานจริง 

“อาม่าท่านขายก๋วยเตี๋ยว แต่ไม่ใช่ตรงนี้นะ เป็นตึกอีกห้องของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งอยู่ถัดไปไม่ไกล พอกิจการตกทอดมาสู่รุ่นคุณแม่ของมนท่านเลือกไม่สืบทอดต่อ”

เจ้าตัวเล่าเรื่องฉะฉานราวกับเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน พอเรื่องดำเนินมาถึงรุ่นของแม่ฮวงไน้ (ไม่ใช่ชื่อร้านขายขนมหม้อแกงแถวเพชรบุรีนะ) เราจับสายตาเธอได้ว่ามีประกายขึ้นมาทันควัน เหมือนกำลังพูดถึงนักร้องสักคนผู้เป็นแรงบันดาลใจด้านการร้องเพลงให้เธอมาตลอดชีวิต

สาวเจ้าถิ่นขยายความต่อพลางชี้ไม้ชี้มือออกท่าทาง พอคุณแม่เรียนพื้นฐานการตัดผมจากไทยได้นิดหน่อย ก็ตัดสินใจบินไปตายดาบหน้าเอายังแดนผู้ดี สะสมประสบการณ์ใส่กระเป๋าด้วยการฝึกทำงานตามร้าน อาศัยครูพักลักจำจนชำนาญ

The Knight House ตึกเก่าร้อยปีของเจ้าจอมมารดาชุ่มสู่ VIP Homestay แห่งแพร่งภูธร

“คุณแม่ไปประกวดทำผมทรงเจ้าหญิงไดอาน่าชนะได้อันดับหนึ่งเชียวนะ”

เราละสายตาจากหน้ากระดาษซึ่งเต็มไปด้วยชุดคำถาม แล้วขมวดคิ้วแสดงความสงสัยให้คู่สนทนารู้

“ใช่ ชนะคนอังกฤษแท้ๆ เลย ไม่มีสเปรย์ไม่มีอะไรทั้งนั้น มีไดร์เป่าผมอันเดียว”

ภาพหลักฐานซึ่งเป็นประจักษ์พยานชิ้นสำคัญ ยืนยันความสตรองของคุณฮวงไน้ที่เราจิตนาการจากคำบอกเล่าของมนว่าอยู่ในดีกรีไม่ผิดเพี้ยน เธอเดินทางกลับไทยพร้อมชื่อภาษาปะกิดสุดเก๋จากเพื่อนฝรั่งว่า ‘Knight’ แล้วเปิดร้านทำผมตรงตึกห้องเดิมของอาม่า ไม่นานก็ได้พบกับโจรขโมยหัวใจในคราบลูกค้าหนุ่ม จีบกันด้วยเทคนิคพิเศษฉบับช่างทำผม คือแกล้งดัดผมให้หยิกเพื่อจะได้กลับมาแก้และเจอกันอีก ค่อยๆ เลื่อนสถานะจนมีมนขึ้นมา

“นี่มันละครโทรทัศน์ชัดๆ” เราคิดในหัวขณะเผลอยิ้มเขินใส่นักร้องสาวตรงข้าม

กิจการดำเนินไปได้ไม่นาน เธอก็ขยับขยายย้ายมายังตึกตั้งเดอะไนท์เฮ้าส์ปัจจุบัน แม้แปลงร่างเป็นโรงแรมสุดเท่แล้ว แต่เก้าอี้ทำผมตัวเก่ายังตั้งเด่นหราอยู่หน้าร้านเหมือนเดิม คราวนี้มันไม่ได้มีหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่ช่างทำผมเหมือนก่อน ผันมารับจ๊อบเป็นพนักงานต้อนรับ คอยบอกเล่าเรื่องราวในอดีตทั้งหมดให้แขกไปใครมาโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำใดแม้คำเดียว

The Knight House, มน Monik

เปิดโฉนด

อายุอานามของช่างทำผมเก๋าประสบการณ์ล่วงผ่าน เปิดโอกาสให้เธอได้พบกับวัยแห่งการพักผ่อน มนเสนอไอเดียเปลี่ยนร้านซาลอนที่เธอเคยวิ่งซนไปมาอย่างสนุกสนานด้วยความผูกพันมาแต่เล็ก เป็นแลนด์มาร์กใหม่ใจกลางกรุง

ไฟเขียว!

ปกติพอไฟจราจรผัดจากสีเหลืองสู่สีเขียว ก็ต้องรีบกดคันเร่งให้รถโจนทะยานไปด้านหน้าให้ไว้ที่สุด แต่เมื่อนักร้องสาวได้ไฟเขียวจากครอบครัว เธอกลับพิถีพิถันค่อยๆ เฟ้นหาอาคิเต็กในดวงใจ ก่อนพบ อิงอร ประจันนวล แห่ง IDEALIST STUDIO นักออกแบบเนื้อคู่เพียงมองตาก็รู้กัน มาช่วยรังสรรค์เดอะไนท์เฮ้าส์ทั้งหมด

“เราไม่ได้รีโนเวตแต่ทุบแล้วสร้างใหม่เลย โครงสร้างเดิมเป็นไม้ขัดทั้งหมด ไม่มีตะปู ไม่มีเสาเข็ม แล้วตึกตั้งอยู่ริมถนน เลยกังวลเรื่องความแข็งแรง เพราะทำที่พักให้คนอื่นมานอน ต้องชัวร์ว่าปลอดภัย”

The Knight House ตึกเก่าร้อยปีของเจ้าจอมมารดาชุ่มสู่ VIP Homestay แห่งแพร่งภูธร

แม้ตั้งอยู่หัวถนนสายแรกของประเทศกลางย่านเมืองเก่า แต่การดัดแปลงแก้ไขล้วนเป็นไปตามต้องการ เพราะเป็นทรัพย์สินของเอกชน

คราวทำเอกสารเพื่อแจ้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงแก่ราชการ มนบังเอิญได้เห็นโฉนดที่ดินแล้วพบว่าเจ้าของคนแรก สองสามบรรทัดก่อนหน้าชื่อ ‘ฮวงไน้’ คือเจ้าจอมมารดาชุ่มในรัชกาลที่ 5 สตรีสูงศักดิ์ผู้ขึ้นชื่อว่าแต่งกายอย่างฝรั่งได้เหมือนเปี๊ยบ จนหลายคนออกปากว่า ‘แต่งแหม่มขึ้น’ ทั้งยังพูดภาษาอังกฤษคล่องปร๋อ ถือว่าก้าวหน้ากว่าผู้หญิงคนใดๆ ในสยามขณะนั้น จึงเป็นที่โปรดปรานของพระปิยมหาราช (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) สุดๆ ถึงขนาดโปรดฯ ให้ตามเสด็จประพาสชวาถึง 2 ครั้ง

ถ้าพูดตามประสาชาวบ้าน เจ้าจอมมารดาท่านนี้นับว่าเป็นตัวอย่างของหญิงเก่งหัวก้าวหน้าแห่งยุคสมัยคนหนึ่ง

The Knight House ตึกเก่าร้อยปีของเจ้าจอมมารดาชุ่มสู่ VIP Homestay แห่งแพร่งภูธร

ตึกหญิงไทยแต่งแหม่ม

พอทาง IDEALIST STUDIO รู้ว่ามีเรื่องราวประวัติศาสตร์เข้ามาแต้มเติมสีสันให้งานนี้ด้วยก็ใจฟูสุดๆ พร้อมกระตือรือล้นทำรีเสิร์ชอย่างหนัก จนได้คอนเซปต์การออกแบบแสนน่ารักออกมา

“มนให้อิสระทีมออกแบบทุกอย่างเลยเพราะตกหลุมรักผลงานเขามาตลอด บรีฟอย่างเดียวคือขอให้คนขับรถผ่านแล้วต้องหันมอง

“เขาตีความออกมาเป็น ‘ตึกหญิงไทยแต่งแหม่ม’ เป็นสัญลักษณ์แห่งความก้าวหน้าของเพศหญิง เพราะที่ดินนี้มีผู้หญิงสามรุ่นเป็นเจ้าของ แล้วแต่ละคนแสบทรวงทั้งนั้น เป็นไปได้อย่างไรที่เจ้าจอมมารดาชุ่มพูดภาษาอังกฤษได้เมื่อร้อยกว่าปีก่อน เป็นไปได้อย่างไรที่คุณแม่เด็ดเดี่ยว กล้าบินไปหัดทำผมถึงอังกฤษคนเดียว ส่วนเราก็แหวกขนบออกมาร้องเพลงหากิน”

เพียงฟังไอเดีย เจ้าบ้านก็ยกนิ้วโป้งกดไลก์ ไม่คิดขัดคอแม้แต่นิดเดียว เปิดให้นักออกแบบสาดความคิดสร้างสรรค์ใส่อาคารเต็มแม็กซ์ ผสมผสานตัวตนลงไปได้อย่างมีอิสระ จนออกมาเป็นตึกหลังคาจั่วลายฉลุอย่างเรือนขนมปังขิงของไทย เปรียบเป็นคนก็คงคล้ายสาวชาววังสมัย ร.5 ขณะเดียวกันก็แฝงกลิ่นอายของบ้านช่องแบบโคโลเนียลฝรั่งตามสีสันลวดลาย ราวกับว่าจับสตรีผู้นั้นมาแต่งองค์ทรงเครื่องเป็นแหม่ม

The Knight House

The Knight House ตั้งตระหง่านอยู่กลางเขตเมืองเก่าด้วยความเคารพวิถีดั้งเดิม

กลิ่นอายแห่งวันวานสอดแทรกกระจายตัวอยู่ระหว่างแถวอิฐ ซึ่งเร้นกายอยู่บนผนังเพื่อนบ้านตรงสวนขนาดมินิด้านหน้า แขกเหรื่อได้เห็นเป็นพึงใจ ไม่กี่ก้าวจากทางเท้าก็ถึงภายในชั้น 1 ที่ตั้งของเดอะไนท์คาเฟ่ กลยุทธ์การเอาตัวรอดจากไวรัสตัวร้ายของนักร้องสาว เจ้าตัวยอมรับว่าใส่ใจลงไปมากไม่แพ้โรงแรมเชียวแหละ

“เมื่อแขกมาถึง จะมีเจ้าหน้าที่นำแท็บเล็ตมาให้เพื่อใช้เป็นกุญแจเข้า-ออก พร้อมให้เลือกอาหารเช้าได้ตามอัธยาศัย จะเลือกอาหารไทยโลคอลชนิดข้าวเหนียวหมูปิ้ง ไก่ย่าง ไข่กระทะ โจ๊ก ข้าวต้ม เพื่อสัมผัสความเป็นไทย หรือเซ็ตมาตรฐานโรงแรมอย่างขนมปัง ครัวซองต์ รับประกันว่าจัดชุดใหญ่ไฟกะพริบให้แน่นอน เติมพลังรับวันใหม่อย่างจุกๆ”

The Knight House ตึกเก่าร้อยปีของเจ้าจอมมารดาชุ่มสู่ VIP Homestay แห่งแพร่งภูธร

นักร้องสาวเจ้าถิ่นเล่าเรื่องราวอย่างคล่องแคล่ว สเต็ปบายสเต็ปจนเรานึกภาพในหัวตามได้ไม่ยาก อดอิจฉาว่าที่ผู้พักของเดอะไนท์เฮ้าส์ไม่ได้ ถ้าโดนเอาอกเอาใจอย่างนี้เข้าจริงจะแฮปปี้ขนาดไหน

มนเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวก ครบครันตามมาตรฐานทุกประการ เพราะวางตัวเป็นวีไอพีโฮมสเตย์ เพิ่มความพิเศษใส่ไข่ด้วยจำนวนห้องพักเพียง 2 ห้อง ซึ่งตั้งอยู่คนละชั้นแยกกันต่างหาก ถูกใจคนรักความไพรเวตสุดๆ

แขกคนไหนเป็นสายชอบเดินเท้าสำรวจย่าน เดอะไนท์เฮ้าส์ยินดีพร้อมให้คำแนะนำ หรืออยากเติมเต็มประสบการณ์ด้วยยวดยานประจำถิ่นอย่างสามล้อตุ๊กตุ๊ก ก็ประสานงานหาไกด์ท้องถิ่นให้ได้สมใจหมาย ยามบ่ายหนีร้อน มาพักกาย เติมพลังด้วย Afternoon Tea เดอะไนท์คาเฟ่ก็ยินดีให้บริการถึงห้องพัก

เจ้าบ้านนำเสน่ห์ของย่านมาปรุงเป็นมนตร์วิเศษแล้วร่ายใส่ไว้ทั่วอาณาบริเวณโรงแรม ได้ฟีลโฮมสเตย์เต็มๆ แต่ก็ไม่ทิ้งความสบายไว้ข้างหลัง รับรองว่าถ้าใครสมัครมาเป็นลูกค้าต้องได้สัมผัสความอบอุ่น นอนสูดวิถีชีวิตดั้งเดิมของแพร่งภูธรจนฉ่ำปอดแน่นอน

“เราเอาชื่อภาษาอังกฤษของแม่มาตั้งเป็น The Knight House เพื่อแสดงความเคารพและความผูกพันธ์ พอจะตั้งชื่อห้องพักทั้งสอง ก็เลยเล่นภาษากับคำว่า ‘ฮวงไน้’ ในภาษาจีนแต้จิ๋วซึ่งแปลว่าดอกบัว”

The Knight House ตึกเก่าร้อยปีของเจ้าจอมมารดาชุ่มสู่ VIP Homestay แห่งแพร่งภูธร

คู่สนทนายังไม่ทันได้จบประโยค เราก็เสียมารยาทแทงกลางปล้อง ขอให้เธอนำชมห้องไปเล่าไปเพื่ออรรถรสที่ดีกว่า (อดรนทนรอไม่ไหวจริงๆ นี่นา)

ห้องสัตตบุษย์

The Knight House ตึกเก่าร้อยปีของเจ้าจอมมารดาชุ่มสู่ VIP Homestay แห่งแพร่งภูธร

ห้องบัวขาวตั้งอยู่บนชั้น 2 แม้ไม่ได้วิวเมืองจากมุมสูง แต่หมัดเด็ดคือความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับชุมชนโดยแท้ แถมมีระเบียงจิ๋วอยู่ท้ายห้อง เหมาะจะนั่งชิลล์ดื่มกาแฟอ่านหนังสือพิมพ์ยามเช้า หรือจะเอนหลังจิบน้ำชายามบ่ายเคล้าทิวแถวหลังคาบ้านเก่าก็ตามสะดวก

The Knight House ตึกเก่าร้อยปีของเจ้าจอมมารดาชุ่มสู่ VIP Homestay แห่งแพร่งภูธร

ถ้าเลือกห้องนี้จะได้นอนดื่มด่ำทำความรู้จักแพร่งภูธรจริงๆ ปล่อยให้ตึกรามบ้านช่องโดยรอบโอบกอดรัดกาย ภายใต้กอบัวสีขาวสะอาดตา รับประกันว่าหลับปุ๋ยฝันดีแน่นอน

ห้องบัวหลวง

The Knight House ตึกเก่าร้อยปีของเจ้าจอมมารดาชุ่มสู่ VIP Homestay แห่งแพร่งภูธร

ห้องบัวหลวงสีชมพูอ่อนอยู่บนชั้น 3 ของอาคาร ถัดขึ้นมาเพียงชั้นเดียวแต่วิวที่ได้นั้นโรแมนติกกว่าหลายเท่า พอตกกลางคืนยิ่งไม่ต้องพูดถึง นอนชมเมืองจากเตียงกลางกอบัวหลวงจนผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัวเชียวแหละ กลเม็ดเด็ดพรายของห้องนี้คือระยะฝ้าซึ่งสูงขึ้น แม้เพียงนิดเดียวแต่สร้างความโอ่อ่าโปร่งโล่งขึ้นถนัดตา

ห้องพักฝาแฝดทั้งสองตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์นำเข้าจากเมืองนอกเหมือนกัน ดูหรูหราขึ้นมาจากบ้านเก่าถนัดตา สมกับเป็นวีไอพีโฮมสเตย์ประจำถิ่นนี้อันดับหนึ่งในใจเรา ขณะเดียวกันก็ได้กลิ่นอายน้ำอบน้ำปรุงอย่างไทยจากโคมไฟ กลอนตู้เสื้อผ้า และพัดลมเพดานสุดคลาสสิค คอยย้ำเตือนว่านี่คือที่ไหน

เดอะไนท์เฮ้าส์มัดใจเราด้วยเครื่องใช้ในห้องน้ำกลิ่นดอกบัวเจือจางอ่อนๆ สูตรลับเฉพาะของที่นี่เท่านั้น พอลองใช้ตามคำท้าของมนแล้ว เรายอมรับทันทีว่าสมราคาคุยอย่างที่เจ้าตัวโม้เอาไว้หนักหนาตั้งแต่นั่งคุยกันข้างล่างจริงๆ ลบภาพจำผลิตภัณฑ์เครื่องหอมกลิ่นดอกบัวเข้มข้นผสมกลิ่นเขียวไปได้เลย

ความน่ารักอีกจุดคืออ่างล้างหน้าทรงแปลกตาของทั้งสองห้อง ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่านี่คืออดีตซาลอนชื่อดังจริงๆ

“ไม่แน่นะคะ อ่างนี้อาจจะเคยสระผมท่านบรรหารมาแล้วก็ได้” 

ไกด์ชั่วคราวของเราหยอกเอินทีเล่นทีจริง แต่เรียกเสียงหัวเราะจากเราและช่างภาพได้ไม่น้อย ไม่นานเธอก็เดินฉับไปหยิบเซ็ตสิ่งอำนวยความสะดวกเฉพาะกิจ มีหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ สเปรย์แอลกอฮอล์ และรองเท้าสำหรับเปลี่ยน มาอวด ก่อนเฉลยว่าตั้งใจบริการทั้งหมดนี้ไว้ให้ผู้เข้าพักฟรีๆ จนกว่าโควิดตัวการจะโบกมือลามนุษย์ไป

เราเดินคุยกันลงบันไดจากชั้น 3 สู่ชั้นแรกหลังจากชมห้องจนอิ่มหนำ นั่งลงพักจิบกาแฟบนเก้าอี้ตัวเดิมที่นั่งคุยกับเธอครู่หนึ่งพอคลายร้อน มนก็ชวนเราข้ามถนนไปยังฝั่งตรงข้าม เพื่อชี้ให้ดูว่ามีดอกบัวปูนปั้นอยู่บนหลังคาอีกหนึ่งจุด

The Knight House ตึกเก่าร้อยปีของเจ้าจอมมารดาชุ่มสู่ VIP Homestay แห่งแพร่งภูธร

“นี่คือสัญลักษณ์ว่าเราเทิดทูนคุณแม่ไว้สูงสุด”

เธอพูดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยแทรกเสียงรถราซึ่งวิ่งขวักไขว่ไปมาไม่ขาด ดวงตาทั้งคู่เบิกโพลงส่งแววแห่งความภูมิใจออกมาอย่างชัดเจน

เราก้าวถอยหลังมานิดจนเห็น The Knight House ทั้งหลังถูกพันธนาการด้วยบรรยากาศอันมีมนต์ขลังของย่าน หยุดนิ่งมองอยู่ครู่ใหญ่เพื่อประทับรอยภาพลงบนหัวใจเราให้ได้นานที่สุดโดยปราศจากบทสนทนา

กิริยาการท่วงท่าของอาคารซึ่งปรากฏตรงหน้าเราตอนนี้ช่างสวยงามสะกดใจเสียเหลือเกิน

The Knight House ตึกเก่าร้อยปีของเจ้าจอมมารดาชุ่มสู่ VIP Homestay แห่งแพร่งภูธร

The Knight House Bangkok

ที่ตั้ง : 21 ถนนบำรุงเมือง แขวงศาลเจ้าพ่อเสือ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 (แผนที่)

Facebook : The Knight House Bangkok

Instagram : theknighthouse_bangkok

โทรศัพท์ : 09 5569 4194

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Have a Nice Stay

รวมที่พักแนวคิดดีที่น่าไปนอนทำความรู้จัก

“ถ้าจะไปเที่ยวจังหวัดบ้านเธอ เธอว่าเราพักที่ไหนดี…”

เป็นคำถามที่เด็กต่างจังหวัดผู้ย้ายมาใช้ชีวิตในเมืองกรุงประสบพบเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และแม้จะเกิดและโตที่ภูเก็ต เกาะสวาทหาดสวรรค์ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวทั่วทุกมุมโลก คำถามข้างต้นก็ยังยากสำหรับเราอยู่ดี ในเมื่อมีบ้านอยู่ในจังหวัดนี้ ก็คงไม่แปลกหากเราจะไม่มีความรู้เรื่องที่พัก ต้องขอโทษเพื่อน ๆ ด้วยที่ให้คำแนะนำที่มีประโยชน์ไม่ได้

การพูดคุยกับเจ้าของโรงแรมหน้าใหม่ในวันนี้ ช่วยให้เรามีคำตอบดี ๆ เกี่ยวกับที่พักในภูเก็ตเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแห่ง

Hotel Verdigris ร.ร.ชิโน-ยูโรเปียนในเมืองเก่าภูเก็ต ดีไซน์จากเลดี้ลึกลับและ 'สนิมเขียว'

ลูกพีช – พิชชากร พานิชวงศ์ คือสาวภูเก็ตรุ่นใหม่ผู้มีความตั้งใจควบคู่ไอเดียแหวกแนว ทั้งที่ภูเก็ตอุดมไปด้วยชายหาดอันน่าหลงใหล เธอกลับเลือกปลูกโรงแรมซึ่งเป็นโปรเจ็กต์ในฝันไว้ใจกลางเมือง ยิ่งไปกว่านั้น โรงแรมที่สาวผมยาวในชุดสีขาวปลุกปั้น ก็ไม่ใช่โฮสเทลขนาดกระทัดรัดสำหรับนักท่องเที่ยวแบ็กแพ็กเหมือนอย่างที่พักส่วนใหญ่ในย่านเมืองเก่า หากแต่เป็นบูทีกโฮเทลสุดประณีตสำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องราวและสถาปัตยกรรมสไตล์โคโลเนียล

Hotel Verdigris ร.ร.ชิโน-ยูโรเปียนในเมืองเก่าภูเก็ต ดีไซน์จากเลดี้ลึกลับและ 'สนิมเขียว'

ไม่ไกลจากถนนถลาง ห่างจากที่ว่าการอำเภอแห่งเก่าไม่ถึง 200 เมตร โรงแรมสีครีม 4 ชั้น 14 ห้อง รูปทรงไม่เหมือนใครตั้งเด่นเป็นสง่า เฝ้าคอยนักท่องเที่ยวและกาลเวลามาแต่งแต้มความทรงจำ นี่คือ Hotel Verdigris ที่พักเปี่ยมอัตลักษณ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสุภาพสตรีลึกลับของภูเก็ตเมื่อวันวาน 

Deserving – ควรค่า

“เราเชื่อว่า ถ้ารักอะไรมาก ๆ เราก็เราจะทำสิ่งนั้นได้ดี” พิชชากรขึ้นต้นบทสนทนา

จุดเริ่มต้นของ Hotel Verdigris ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าความคลั่งไคล้ชื่นชอบ

เมื่อคุณพ่อคุณแม่อยากให้กลับมาอยู่บ้าน แต่พิชชากรไม่ต้องการสืบทอดธุรกิจครอบครัว ทันทีที่เรียนจบ เธอจึงต้องขบคิดกับตัวเองว่า เธอจะทำอะไรได้บ้างในจังหวัดบ้านเกิด

เนื่องจากตกหลุมรักวิชาวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก พิชชากรจึงสมัครเป็นคุณครูมัธยมให้กับโรงเรียนนานาชาติที่เธอเป็นศิษย์เก่า ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งความฝันก็ค่อย ๆ ก่อตัวทีละเล็กละน้อย

นอกเหนือจากการสอนหนังสือ สิ่งที่ชาวภูเก็ตผู้นี้สนใจคือเมืองเก่า ทุกครั้งที่ไปเที่ยวยุโรป เธอมักหลีกหนีที่พักหลังใหญ่เพื่อไปพักผ่อนหย่อนใจในโรงแรมขนาดเล็ก ด้วยอยากสัมผัสวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นนั้น ๆ ให้ได้ใกล้ชิดที่สุด พิชชากรค้นพบว่า ทุกสถานที่ล้วนมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ เสน่ห์แห่งวัฒนธรรม ตลอดจนมรดกจากคนรุ่นก่อน ซึ่งกาลเวลาไม่อาจลดทอนคุณค่าได้

เพราะเหตุนี้ ตลอดระยะ 6 ปีหลังเรียนจบ เธอจึงหมกมุ่นฝุ่นตลบอยู่กับความพยายามในการสร้างสรรค์โรงแรมขนาดเล็กกลางย่านเมืองเก่า แต่ก็ไม่เคยลืมที่จะแบ่งเวลาไปสอนหนังสือ พูดง่าย ๆ ว่า ศึกษาสิ่งที่สนใจเป็นงานหลัก ทำสิ่งที่รักเป็นงานเสริม หากผนังสีครีมและพื้นหินอ่อนตรงหน้ามีชีวิต พวกมันคงกระซิบโดยพร้อมเพรียงว่า พิชชากรแต่งแต้มพวกมันด้วยความหลงใหลและตั้งใจจริง

Hotel Verdigris ร.ร.ชิโน-ยูโรเปียนในเมืองเก่าภูเก็ต ดีไซน์จากเลดี้ลึกลับและ 'สนิมเขียว'

“พ่อแม่ก็เตือน คนก็ถามบ่อยมากว่าทำไมไม่เปิดโรงแรมติดชายหาด ราคานี้นอนริมทะเลดีกว่า สำหรับเรา หน้าหาดมีโรงแรมดี ๆ ที่ภูเก็ตสมควรมีเรียบร้อยแล้ว แต่ในตัวเมืองยังขาดบูทีกโฮเทลบางแบบ”

คุณครูผู้เป็นเจ้าของโรงแรมเล่าถึงเมืองเก่าภูเก็ตที่มีเสน่ห์และเรื่องราวไม่แพ้ ‘Old Town’ ในประเทศไหน ๆ จังหวัดนี้ไม่ได้มีดีเพียงน้ำทะเลใส ๆ และหาดทรายทอดยาว หากยังเต็มไปด้วยเรื่องราวทางวัฒธรรมของการผสมผสานระหว่างความเป็นไทย จีน และชาติตะวันตกซึ่งสะท้อนผ่านวิถีชีวิตและสถาปัตยกรรมสไตล์ชิโน-ยูโรเปียนที่ยากจะเลียนแบบ

สำหรับคนที่เกิดและโตที่นี่อย่างเราและพิชชากร ภูเก็ตไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นบ้านที่มีชีวิตของผู้คน เป็นชุมชนที่ยังมีลมหายใจ หากคนภูเก็ตอยากกินโรตี พวกเราก็ยังต้องมากินที่ถนนถลาง หากอยากซื้อเพชร เราก็ยังแวะมาหยิบจับที่ย่านเมืองเก่า เหล่านี้คือวิถีชีวิตที่คนท้องถิ่นอาจคิดว่าไม่น่าสนใจในสายตาผู้มาเยือนมากเท่าการเล่นน้ำอาบแดด แต่หากเราสื่อสารอย่างใส่ใจมากพอ ความเป็นอยู่อันมีเอกลักษณ์นี้ก็อาจทำให้นักท่องเที่ยวตกหลุมรักได้เช่นเดียวกัน

“เมืองเก่าภูเก็ตมีเสน่ห์ไม่ได้ต่างจากยุโรปเลย มีภาษา อาหาร และวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่เป็นของเราเองเยอะมาก เป็นวัฒนธรรมที่แตกต่างจากจังหวัดอื่นในภาคใต้ เราอยากให้ทุกคนมีโอกาสชื่นชมมรดกเหล่านี้ พื้นที่ตรงนี้ควรค่าที่จะมีโรงแรมของเราอีกแห่งหนึ่ง” เธอว่าอย่างนั้น

Hotel Verdigris ร.ร.ชิโน-ยูโรเปียนในเมืองเก่าภูเก็ต ดีไซน์จากเลดี้ลึกลับและ 'สนิมเขียว'

Retelling – เล่าใหม่

ในเมื่ออยากปลูกโรงแรมในย่านเมืองเก่า เหตุใดเล่าจึงไม่นำตึกเก่าจริง ๆ มาสร้างเป็นโรงแรม

ชื่อว่าผู้อ่านเองก็น่าจะสงสัยไม่ต่างจากผู้เขียน

ในทางปฏิบัติ การปรับสภาพอาคารเก่าอายุกว่าร้อยปีให้เป็นโรงแรมที่มีมาตรฐานครบถ้วนตามข้อบังคับนั้นทำได้ยาก บางหลังพื้นที่ไม่มากพอ บางตึกก็สร้างทางหนีไฟลำบาก หรือหากจะซื้อหลายอาคารต่อกันก็ดูเป็นการลงทุนที่มากเกินจำเป็น ท้ายที่สุด พิชชากรจึงตัดสินใจซื้อที่ดินเปล่าแปลงสุดท้ายแถวย่านเมืองเก่า เพื่อนำมาปลูกปรับขยับเหลาจนได้เป็นโรงแรมอย่างที่เห็น

“เราไม่อยากสร้างสถาปัตยกรรมเลียนแบบของเก่า เราสร้างของใหม่ให้เหมือนของเก่าไม่ได้อยู่แล้ว ต่อให้ออกแบบเหมือนเป๊ะ ๆ ก็ไม่มีเสน่ห์ของสิ่งเก่าอยู่ดี เราจะไม่ทำ บ้านชินประชา อีกหลัง”

ดังนั้น สิ่งที่พิชชากรทำจึงเป็นการรังสรรค์สถาปัตยกรรมรูปแบบใหม่ โดยนำองค์ประกอบของอาคารชิโน-ยูโรเปียนดั้งเดิมมาเติมแต่งด้วยคอนเซ็ปต์ ซึ่งสะท้อนเรื่องราวของภูเก็ตในอดีตที่ควรค่าแก่การเล่าใหม่อีกครั้งในยุคปัจจุบัน น่าสนใจไม่น้อยเพราะสิ่งที่เธอใช้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างโรงแรมคือบุคคลที่มีตัวตนจริงบนหน้าประวัติศาสตร์

Hotel Verdigris ร.ร.ชิโน-ยูโรเปียนในเมืองเก่าภูเก็ต ดีไซน์จากเลดี้ลึกลับและ 'สนิมเขียว'

มาร์ทีนา โรเซลส์ (Martina Rozells) คือสาวชาวภูเก็ตเชื้อสายไทย-โปรตุกีส ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 18 ประวัติของเธอค่อนข้างลึกลับคลุมเครือ ถูกบอกเล่าแตกต่างกันไปตามแต่ละบันทึกและจดหมายเหตุ บ้างบรรยายว่าหน้าตาของเธอละม้ายคล้ายชาวจีนรูปร่างผอม บ้างอ้างว่าเธอดูเหมือนชาวยุโรปที่มีลักษณะค่อนข้างท้วม ใจความเดียวที่บันทึกทุกเล่มว่าไว้ตรงกันคือมาร์ทีนาเป็นภรรยาของนักเดินเรือคนสำคัญผู้บุกเบิกเกาะปีนังอย่าง กัปตันฟรานซิส ไลท์ (Francis Light)

“เด็กภูเก็ตส่วนมากต้องเคยได้ยินชื่อกัปตันฟรานซิส ไลท์ เขาเคยสร้างคุณงามความดีไว้ถึงขนาดที่พระเจ้าตากสินพระราชทานยศให้เป็นพระยาราชกปิตัน แต่สิ่งที่น้อยคนจะรู้คือเรื่องราวของภรรยาที่อยู่เคียงข้างกัปตันผู้นี้” พิชชากรพูดด้วยแววตาเป็นประกาย

การเป็นสุภาพสตรีเลือดผสมของมาร์ทีนา โรเซลส์ แสดงถึงการเฉลิมฉลองซึ่งความหลากหลายทางวัฒนธรรม ไม่ต่างจากการผสมผสานของสถาปัตยกรรมชิโน-ยูโรเปียน เจ้าของที่จึงมั่นใจในทันทีว่า มาร์ทีนาคือคาแรคเตอร์ที่ถูกต้องที่สุดในการสร้างเป็นที่พักประดับเมืองเก่าภูเก็ต

Hotel Verdigris ร.ร.ชิโน-ยูโรเปียนในเมืองเก่าภูเก็ต ดีไซน์จากเลดี้ลึกลับและ 'สนิมเขียว'

“คีย์เวิร์ดในการสร้าง Hotel Verdigris คือ ‘Retelling a story lost in time’ เหมือนเรื่องราวของคุณมาร์ทีนาที่อาจสูญหายไปตามกาลเวลา แต่เราก็อยากนำมาเล่าใหม่ มรดกต่าง ๆ ของภูเก็ตก็เหมือนกัน คำศัพท์บางคำ อาหารบางอย่าง ผู้คนอาจหลงลืมไปแล้ว เราอยากเชิญชวนให้คนหันกลับมาสนใจและใส่ใจมันอีกครั้ง”

แม้เป็นเพียงรายละเอียดยิบย่อยของที่พัก พิชชากรก็ตีความจากตัวตนของมาร์ทีนาแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าเป็นสีสัน บรรยากาศ หรือเฟอร์นิเจอร์ เธออยากให้ผู้ที่ตบเท้าเข้าสู่โรงแรมค่อย ๆ รู้จักกับผู้หญิงคนนี้มากขึ้น อย่างไรก็ดี ด้วยความที่เรื่องราวของมาร์ทีนาไม่ได้ถูกบันทึกบนหน้าจดหมายเหตุมากนัก ภาพวาดที่พอหาได้ก็หลากหลายเกินจะพิสูจน์ว่าภาพไหนคือตัวจริง พิชชากรจึงต้องตีความสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในบันทึกด้วยตัวเอง

ผลลัพธ์ที่ได้คือการใช้ศิลปะสไตล์อาร์ตเดโค (Art Deco) ที่เน้นรูปทรงเรขาคณิตจับคู่กับวัสดุทองเหลือง สื่อถึงความเป็นลูกครึ่งโปรตุเกสที่มีกลิ่นอายแบบจีน เป็นความสง่างามที่ไม่มีวันหมดอายุเฉกเช่นตึกเก่าภูเก็ต

Hotel Verdigris ร.ร.ชิโน-ยูโรเปียนในเมืองเก่าภูเก็ต ดีไซน์จากเลดี้ลึกลับและ 'สนิมเขียว'

Verdigris – สนิมเขียว

“ใช้คุณมาร์ทีนาเป็นแรงบันดาลใจขนาดนี้ ทำไมไม่ตั้งชื่อโรงแรมว่ามาร์ทีนาล่ะครับ” – เราถาม

“ต้องถามก่อนว่าคุณรู้จักคำว่า ‘Verdigris หรือรึเปล่าคะ” เจ้าของโรงแรมยิ้มร่า ถามเรากลับ

Verdigris แปลเป็นภาษาไทยตรงตัวว่า ‘สนิมเขียว’ ซึ่งเป็นผลของปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติเมื่อทองแดง ทองเหลือง หรือบรอนซ์ ผุกร่อนและสัมผัสกับน้ำหรืออากาศเป็นเวลานาน 

ในปัจจุบันมีสิ่งปลูกสร้างมากมายที่ได้รับอิทธิพลจากปฏิกิริยานี้ อาทิ เทพีเสรีภาพที่อเมริกาหรือหลังคาของพระที่นั่งอนันตสมาคม ทั้งสองแปรสภาพจากสีทองแดงเงางามสู่สีครามอมเขียว

Hotel Verdigris ร.ร.ชิโน-ยูโรเปียนในเมืองเก่าภูเก็ต ดีไซน์จากเลดี้ลึกลับและ 'สนิมเขียว'

“เราตั้งใจใช้ชื่อนี้ เพราะคนจีนสมัยก่อนใช้ Verdigris เป็นเม็ดสีในการระบาย สนิมเขียวที่ได้แต่ละครั้งจึงไม่เหมือนเดิม บางทีอมเขียว อมเทา อมแดง คาดเดาไม่ได้ คล้ายกับเรื่องราวชีวิตของคุณมาร์ทีนาที่เราก็สรุปไม่ได้ว่าเธอเป็นคนยังไงกันแน่” สาวผู้หลงรักประวัติศาสตร์เมืองเก่าเล่าที่มาของชื่อโรงแรมให้เราฟัง 

พิชชากรจริงจังกับการถ่ายทอด Verdigris อย่างถึงที่สุด เธอพยายามนำสนิมเขียวจริง ๆ มาประกอบร่างสร้างเป็นองค์ประกอบภายในตัวอาคาร ดูเป็นความต้องการที่ทำได้ยาก แต่เธอก็ทำได้จริงด้วยความช่วยเหลือของ Underwood Art Factory หนึ่งในบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านของตกแต่งที่นำเสาแบบเดียวกับตึกเก่าภูเก็ตซึ่งทำจากทองแดงไปเร่งปฏิกิริยาจนกลายเป็นสนิมเขียว นักท่องเที่ยวจึงได้พบกับสนิมเขียวแท้ ๆ ตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึงที่พัก

Hotel Verdigris ร.ร.ชิโน-ยูโรเปียนในเมืองเก่าภูเก็ต ดีไซน์จากเลดี้ลึกลับและ 'สนิมเขียว'

ผมถูกสะกดไว้ด้วยความสวยงามของเสาเขียวกลางล็อบบี้ ที่เพียงต้นเดียวก็มีหลากหลายเฉดสีอย่างไม่น่าเชื่อ ตั้งแต่เขียว ฟ้า ไปจนถึงสีแดงเดิมของทองแดง ความไม่แน่นอนบนเสาที่ได้จากปฏิกิริยาเคมีไม่ต่างจากคาแรกเตอร์ของมาร์ทีนาที่ลึกลับคาดเดาไม่ได้ แต่ยังงดงามผ่านกาลเวลาได้ในแบบของตัวเอง

Synergy – ทำงานเป็นทีม

มีความตั้งใจ มีที่ดิน มีชื่อโรงแรม แถมยังมีคอนเซ็ปต์ สเต็ปต่อไปคือการทำให้ไอเดียทั้งหมดเกิดขึ้นจริง โจทย์ของพิชชากรห่างไกลคำว่าง่าย ไหนจะต้องสร้างสถาปัตยกรรมสไตล์โคโลเนียลขึ้นมาใหม่ ไหนจะต้องผสมผสานตัวตนของคุณมาร์ทีนาและศิลปะแบบอาร์ตเดโคเข้าไปเสริม 

ที่สำคัญ สนิมเขียวและความเป็นภูเก็ตวันวานก็ต้องสอดแทรกอยู่ในรายละเอียด

พิชชากรเล่าว่านี่คือการทำงานเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะให้เครดิตแก่สถาปนิกเพียง 1-2 คน ขั้นตอนเริ่มต้นจาก ธรัช​ ศิวภัก​ดิ์​วัจนเลิศ ผู้เข้ามาดูแลการออกแบบรูปทรงตึกและเลย์เอาท์ของโรงแรม นับเป็นเรื่องที่ท้าทายพอสมควร เพราะที่ดินแปลงนี้ไม่ได้มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมพื้นผ้าที่จะปลูกอาคารได้ง่าย ๆ 

“เขาเสนอมาหลายอัน แต่เราจิ้มแบบไม่ต้องเลือกว่าเอาอันนี้ เพราะนี่เป็นแบบเดียวที่ทำให้เรามี ‘ฉิ่มแจ้’ ในอาคารได้”

ตึกแถวของภูเก็ตในอดีตไม่มีหน้าต่างไว้รับแสงหรือระบายอากาศ คนสมัยก่อนจึงนิยมปลูกบ้านโดยมี ฉิ่มแจ้ หรือช่องว่างกลางหลังคาเพื่อช่วยให้อากาศหมุนเวียน ทั้งยังใช้รองรับน้ำฝนได้ด้วย 

Hotel Verdigris ร.ร.ชิโน-ยูโรเปียนในเมืองเก่าภูเก็ต ดีไซน์จากเลดี้ลึกลับและ 'สนิมเขียว'

พิชชากรขอนำเอกลักษณ์นี้มาไว้ที่ Hotel Verdigris แม้จะเป็นฉิ่มแจ้ที่ไม่ได้เปิดโล่ง เพราะมีหลังคากระจกใสปกคลุม แต่คุณสมบัติในการรับแสงยังคงอยู่ เราเงยหน้าดูสามเหลี่ยมด้านเท่าเหนือบันไดวนที่มีบ่อปลาวางเด่นสง่าอยู่เบื้องล่าง ต่อให้ไม่ตั้งใจสังเกตก็คงเห็นได้ไม่ยากว่า Hotel Verdigris ใช้หินอ่อน สีโทนขาวดำ และลักษณะเลขาคณิตด้านเท่าแทบจะทุกซอกมุม 

“เราเลือกใช้ศิลปะแนวอาร์ตเดโคโดยตีความจากคุณมาร์ทีนา ความเป็นอาร์ตเดโคมาพร้อมรูปทรงเรขาคณิตและดีไซน์สีขาวดำ จะเห็นเลยว่าทางเดินของทุกชั้น ยกเว้นชั้นล่างสุดเป็นหินอ่อนที่ตัดเป็นสามเหลี่ยมด้านเท่าทั้งหมด”

เราประทับใจในความพยายามเพื่อให้ได้มาซึ่งหินอ่อนของเจ้าของที่พักผู้นี้ พิชชากรลงทุนนั่งแกรบไปตามหาหินอ่อนแทบทุกโรงงานหินในจังหวัดนนทบุรี เพียงเพราะเธอต้องการให้ลายหินอ่อนบนขั้นบันไดมีความต่อเนื่องตั้งแต่ชั้นบนจนถึงชั้นล่าง

“เราอยากให้ขั้นบันไดออกมาเหมือนงานจิตรกรรมมากที่สุด อยากให้เหมือนสีน้ำค่อย ๆ ไหลลงชั้นล่าง หมายความว่าต้องเป็นหินก้อนเดียวกัน ลายต้องไม่เกินความกว้างของขั้นบันไดด้วย ท้าทายมาก แต่ก็ดีใจที่หาเจอ”

Hotel Verdigris ร.ร.ชิโน-ยูโรเปียนในเมืองเก่าภูเก็ต ดีไซน์จากเลดี้ลึกลับและ 'สนิมเขียว'

ศิลปะอาร์ตเดโคให้ความรู้สึกหรูหราน่าค้นหาตามแบบฉบับยุโรป แต่เลือดเนื้ออีกครึ่งหนึ่ง มาร์ทีนา โรเซลส์ยังเป็นคนภูเก็ตแท้ ๆ พิชชากรจึงนำไม้มาใช้เป็นวัสดุเพิ่มความอบอุ่นในการพักผ่อนตามแบบฉบับของคนเอเชียโบราณ เตียงซึ่งประกอบขึ้นจากโครงเหล็กของทุกห้องจึงมีไม้เป็นส่วนเสริมเพิ่มความสบาย เจ้าของโรงแรมยังย้ำอีกว่า Hotel Verdigris ใช้ไม้จริงทั้งโครงการ

Hotel Verdigris ร.ร.ชิโน-ยูโรเปียนในเมืองเก่าภูเก็ต ดีไซน์จากเลดี้ลึกลับและ 'สนิมเขียว'
Hotel Verdigris ร.ร.ชิโน-ยูโรเปียนในเมืองเก่าภูเก็ต ดีไซน์จากเลดี้ลึกลับและ 'สนิมเขียว'

เราชื่นชมความงามของอาคารภายในไปจนถึงห้องพัก บอกได้คำเดียวว่านี่คือการรวมพลังที่ประสบความสำเร็จของยอดฝีมือด้านการออกแบบ ทั้ง พงศ์พรภรณี พึ่งบุญ ณ อยุธยา ที่เข้ามาดูแลภาพรวมการออกแบบภายใน โดยมี ณิชกุล กุลวานิชย์ ช่วยเติมเต็ม ด้านคุณ Zachary Underwood ก็รับผิดชอบการออกแบบและผลิตเฟอร์นิเจอร์จนทำให้รายละเอียดปลีกย่อยของที่นี่มีทัศนียภาพเฉพาะตัว

Original – ต้นฉบับ

Hotel Verdigris เพิ่งจะเปิดอย่างไม่เป็นทางการเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่เฟอร์นิเจอร์ชิ้นเล็กชิ้นน้อยตรงหน้าดูราวกับมีอายุเก่าแก่กว่าร้อยปี พิชชากรย้ำกับเราว่า ถ้าจะ ‘Retelling Story’ ยังไงก็ต้องนำของเก่ามาช่วยเล่าเรื่องด้วย เฟอร์นิเจอร์เก่าที่เธอภูมิใจที่สุดคือตู้ที่สั่งซื้อจากปารีส ความพิเศษของสิ่งอำนวยความสะดวกชิ้นนี้คือการเป็นตู้ทรงจีนที่ออกแบบโดยนักทำเฟอร์นิเจอร์ชื่อดังชาวยุโรป ตรงตามคาแรกเตอร์ของโรงแรมที่อยู่กึ่งกลางระหว่างสองทวีป

Hotel Verdigris ร.ร.ชิโน-ยูโรเปียนในเมืองเก่าภูเก็ต ดีไซน์จากเลดี้ลึกลับและ 'สนิมเขียว'

“เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น ถ้าไม่ตั้งใจทำก็ตั้งใจเลือกมาเองกับมือ ทุกวันที่เรามาโรงแรมรู้สึกเหมือนเข้าพิพิธภัณฑ์ ชื่มชนว่าชิ้นนี้สวยจัง ชิ้นนั้นสวยจัง คนที่มาพักก็อาจจะชื่นชมอะไรแบบนี้เหมือนกัน”

“แปลว่าลูกค้าถามได้เลยใช่มั้ยว่าชิ้นนี้มีเรื่องราวยังไง” – เราถาม

“ถามได้เลย ทุกชิ้นมีเรื่องราวของมัน เรายินดีเล่าให้ฟัง แต่ขอเวลาสักสี่วันได้ไหม” พิชชากรเล่าไปหัวเราะไป เราฟังแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้เช่นกัน

นอกจากเฟอร์นิเจอร์อันเลอค่า อีกสิ่งที่ตรึงความสนใจเราไว้แทบตลอดเวลาคือภาพวาด ใครจะเชื่อว่าโรงแรมความสูงเพียงสี่ชั้นจะเก็บรวบรวมจิตรกรรมไว้กว่า 500 ชิ้น ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นภาพที่วาดขึ้นใหม่โดยฝีมือของ ครูใหญ่-ถาวร เมรุรัตน์ ศิลปินมากความสามารถแห่งเกาะภูเก็ต

Hotel Verdigris ร.ร.ชิโน-ยูโรเปียนในเมืองเก่าภูเก็ต ดีไซน์จากเลดี้ลึกลับและ 'สนิมเขียว'
บูทีกโฮเทลสไตล์ชิโน-ยูโรเปียน ใกล้เมืองเก่าภูเก็ต ที่สร้างโดยตีความจากตัวตนของ มาร์ทีนา โรเซลส์ ภรรยากัปตันฟรานซิส

“เราชอบความออริจินัล มันคือคุณค่าที่เราอยากให้ลูกค้าได้เห็น Kru Yai อาศัยอยู่ในย่านเมืองเก่า เขาเป๊ะมากเรื่องรายละเอียดของสถาปัตยกรรม คนที่มาพักจะได้มองรูปภาพผ่านสายตาของคนที่อยู่ในพื้นที่จริง” 

ศิลปะใน Hotel Verdigris ไม่ได้จำกัดแค่เพียงภาพวาดสถาปัตยกรรมที่ติดอยู่บนฝาผนัง แต่ยังมีการถ่ายทอดจินตนาการลงบนเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะหัวเตียงภายในห้องพักทุกห้องได้รับการตบแต่งด้วยสีน้ำมัน ฝีมือ เกรียงรัตน์ เทพบุตร คนภูเก็ตแท้ ๆ ที่ช่วยเติมเต็มจิตวิญญาณของชาวบาบ๋า-ย่าหยา (วัฒนธรรมผสมผสานระหว่างชาวมลายูและชาวจีน) จนออกมาเป็นภาพสัญลักษณ์อย่างหงส์และดอกโบตั๋น

บูทีกโฮเทลสไตล์ชิโน-ยูโรเปียน ใกล้เมืองเก่าภูเก็ต ที่สร้างโดยตีความจากตัวตนของ มาร์ทีนา โรเซลส์ ภรรยากัปตันฟรานซิส

Book Chamber – ห้องสมุด

นอกจากจะมีสระว่ายน้ำสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของโรงแรมสนิมเขียวคือห้องสมุดที่บรรจุองค์ความรู้หลากหลายแขนง ตั้งแต่ความรู้ทั่วไปจนถึงเรื่องราวน้อยใหญ่ของภูเก็ตในอดีต

ด้วยความเป็นคนชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เด็ก พิชชากรจึงแน่วแน่ที่จะลดจำนวนห้องพักลงหนึ่งห้องเพื่อสร้างเป็นห้องสมุดส่วนกลาง หากนักท่องเที่ยวเกิดอยากรู้ความเป็นมาของเกาะก็แค่เดินเลาะเข้าไปอ่านด้วยตนเอง

“การค้นหาประวัติของภูเก็ตเป็นเรื่องยาก คนภูเก็ตแท้ ๆ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องไปหาจากไหน นักท่องเที่ยวบางคนอาจจะอยากรู้ว่า เอ๊ะ ทำไมตึกเก่าตรงนี้คล้ายกับที่ปีนัง ถามพนักงาน พนักงานก็อาจจะตอบได้ไม่ครบ เราเลยอยากรวบรวมให้ครบที่สุดในห้องสมุด”

บูทีกโฮเทลสไตล์ชิโน-ยูโรเปียน ใกล้เมืองเก่าภูเก็ต ที่สร้างโดยตีความจากตัวตนของ มาร์ทีนา โรเซลส์ ภรรยากัปตันฟรานซิส

เราทอดสายตาอย่างสบายอารมณ์ขณะชื่นชมหนังสือแต่ละเล่ม เล่มหนึ่งที่เตะตาคือ History of Phuket หนังสือภาษาอังกฤษที่หาซื้อไม่ได้ในไทย จนพิชชากรต้องสั่งซื้อพิเศษจากลอนดอน เธอมองว่า หากห้องสมุดมีเพียงหนังสือภาษาไทยก็คงไม่เพียงพอที่จะสื่อสารมรดกทางวัฒธรรมของภูเก็ตสู่สายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ มากไปกว่านั้น ถ้าหากใครเปรื่องปราดข้อมูลของจังหวัดภูเก็ตอยู่แล้ว ห้องสมุดแห่งนี้ก็ยังมีนวนิยาย บทกวี หนังสือท่องเที่ยว หรือกระทั่งคู่มือวิทยาศาสตร์ให้หยิบจับตามชอบใจ ยังไงก็ต้องมีสักเล่มที่เป็นเพื่อนคลายเหงาของเราอย่างแน่นอน

ตรงมุมหนึ่งของห้องสมุดคือกรุหนังสือเก่าที่คุณพ่อของพิชชากรเป็นเจ้าของ เธอบอกว่าน่าจะดี หากคนที่มาที่นี่ได้รู้ด้วยว่าคนภูเก็ตอ่านหนังสืออะไรบ้าง

บูทีกโฮเทลสไตล์ชิโน-ยูโรเปียน ใกล้เมืองเก่าภูเก็ต ที่สร้างโดยตีความจากตัวตนของ มาร์ทีนา โรเซลส์ ภรรยากัปตันฟรานซิส

Lovestoned – คลั่งรัก

“เรารักโรงแรมนี้มากเหมือนเป็นลูกของเรา แปลว่าคนที่มาพักที่นี่ก็น่าจะรักลูกของเราเหมือนกัน เวลารักใคร เราทำยังไง เราก็ต้องอยากดูแลเขาให้ดีที่สุด ให้ไปรับที่สนามบินมั้ย ให้ไปส่งที่ไหนหรือเปล่า พรุ่งนี้อยากกินอะไร เรียกว่าดูแลแบบคนคลั่งรักเลยล่ะ” พิชชากรยิ้มเขิน ๆ

บูทีกโฮเทลสไตล์ชิโน-ยูโรเปียน ใกล้เมืองเก่าภูเก็ต ที่สร้างโดยตีความจากตัวตนของ มาร์ทีนา โรเซลส์ ภรรยากัปตันฟรานซิส

ไม่แน่ใจว่าการเป็นคุณครูในโรงเรียนมัธยมช่วยเพาะบ่มนิสัยชอบดูแลคนอื่นของเธอหรือไม่ แต่นี่คือความใส่ใจที่น่ารักน่าชัง ไล่เรียงตั้งแต่การช่วยโทรจองร้านอาหารเจ้าดัง บริการรับส่งในย่านเมืองเก่า ไปจนถึงการแจกแบบฟอร์มให้ลูกค้าเลือกว่าอยากรับประทานอาหารภูเก็ตเมนูไหนเป็นมื้อเช้า ด้วยวิธีการนี้ ลูกค้าจะได้รับประทานที่ต้องการจริง ๆ ที่สำคัญยังเป็นการลดปริมาณเศษอาหารที่อาจต้องเหลือทิ้งแต่ละมื้ออีกด้วย

“ถ้าเราบริการในสิ่งที่ลูกค้าเลือก แนวโน้มที่อาหารจะเหลือก็น้อยลง เราเลยอยากตามใจเขาจริง ๆ ยากแค่ไหน เราก็จะพยายามหามาให้ได้”

“ที่ว่ายากนี่เช่นเมนูอะไรเหรอครับ”

“ล่าสุดมีลูกค้าอยากกินข้าวเหนียวหมูปิ้ง ข้าวมันไก่เบตงก็มีคนเคยสั่ง ยากหน่อย แต่เราก็ยังหามาได้ ยังไม่เจอเมนูที่ยากเกินความสามารถนะ” เจ้าของโรงแรมตอบพร้อมยื่นแบบฟอร์มสั่งอาหารให้เราดู

บูทีกโฮเทลสไตล์ชิโน-ยูโรเปียน ใกล้เมืองเก่าภูเก็ต ที่สร้างโดยตีความจากตัวตนของ มาร์ทีนา โรเซลส์ ภรรยากัปตันฟรานซิส

แผ่นกระดาษในมือคือสิ่งสะท้อนความคลั่งรักได้เป็นอย่างดี เริ่มที่การแนะนำเมนูท้องถิ่น เขียนอธิบายอย่างเป็นกันเองว่าเมนูขึ้นชื่อคืออะไร ร้านไหนเป็นที่นิยม แต่หากลูกค้ามีเมนูในใจก็เขียนไว้ในช่อง ‘Request’ ด้านล่าง พนักงานของที่นี่จัดให้ได้ ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม

“เราไม่ได้ทำอะไรมากเลย แค่คิดว่าเราดูแลคนที่เรารักยังไง ก่อนนอนก็อาจจะมีการ์ดบอกฝันดี ตื่นเช้าก็บอกสวัสดีตอนเช้า ไม่ได้มีอะไรแฟนซี มีแค่ความใส่ใจ”

Market Feasibility – ความเป็นไปได้ทางการตลาด

แม้การเยี่ยมชม Hotel Verdigris กำลังจะจบลง แต่เรายังคงมีคำถามคาใจ

นี่คือบูทีกโฮเทลขนาดค่อนข้างใหญ่ใจกลางเมือง เจ้าของที่พักใส่ใจในทุกรายละเอียดตั้งแต่การตีความ การพยายามเลือกหินและงานศิลป์มาเล่าเรื่อง การแสวงหานักออกแบบมือหนึ่งที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไปจนถึงการสร้างห้องสมุดและดูแลลูกค้าดุจสมาชิกในครอบครัว ทุกกระบวนการเหล่านี้น่าจะใช้ต้นทุนที่สูงมาก เพราะเหตุใดพิชชากรจึงเชื่อว่า โรงแรมของเธอจะไปรอด

“ทีแรกเราก็สงสัยนะว่าจะมีแต่คนรู้จักมานอนรึเปล่า แต่กลายเป็นว่ามีคนติดต่อเข้ามาพักจริง ๆ แปลว่ายังมีนักท่องเที่ยวที่เห็นคุณค่าของวัฒนธรรมเมืองเก่าภูเก็ต ยอมจ่ายเงินมาพักกับเราแทนที่จะไปพักหน้าหาด ถึงยอดจองจะไม่เต็ม แต่ก็ไม่เคยน้อย ดีเหมือนกัน เหมือนเราได้รักษาความลึกลับให้ตรงกับคาแรคเตอร์ของคุณมาร์ทีนาด้วย”

“งั้นถ้า The Cloud เขียนถึง โรงแรมจะหมดความลึกลับมั้ย” – เราถามยิ้ม ๆ 

“ไม่ค่ะ เป็นโรงแรม ก็ต้องมีคนมานอนบ้าง” พิชชากรหัวเราะ

ความลึกลับที่เจ้าของที่พักเอ่ยถึงไม่ใช่ไม่พยายามตามหาลูกค้าเลย ถ้าผู้อ่านเข้าเว็บไซต์หาที่พัก Hotel Verdigris ก็จะปรากฏให้เห็นได้ไม่ยาก เพียงแต่วิธีส่งเสริมการขายของที่นี่ไม่ใช่การประโคมข่าวหรือเชิญผู้มีชื่อเสียงมาพัก แต่เป็นการนำเสนอลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่น่าค้นหา พิชชากรรู้ดีว่านักท่องเที่ยวตื่นตาตื่นใจกับเมืองเก่าภูเก็ตมาก เพียงแต่หลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าภูเก็ตมีสถาปัตยกรรมเหล่านี้ด้วย

“โรงแรมอื่นอาจจะทำ Financial Feasibility เป็นสิ่งแรก แต่สิ่งแรกที่เราทำคือ Marketing Feasibility เราเชื่อว่า ถ้าเราขายอะไรแล้วมีคนซื้อ ยังไงธุรกิจก็ไปรอด ถ้าสินค้าดี เขาจะมีแนวทางการขายของเขาเอง”

 ได้เวลาอันสมควร เราบอกลาที่พักสนิมเขียวของสุภาพสตรีที่ตั้งใจ ใส่ใจ และมีความรักที่สดใสให้ลูกค้าที่แวะมาเยี่ยมเยือน

“ถ้าจะไปเที่ยวจังหวัดบ้านเธอ เธอว่าเราพักที่ไหนดี…”

ครั้งหน้าถ้ามีคนถาม เรามีหนึ่งบทความแทนคำตอบให้เขาแล้ว

บูทีกโฮเทลสไตล์ชิโน-ยูโรเปียน ใกล้เมืองเก่าภูเก็ต ที่สร้างโดยตีความจากตัวตนของ มาร์ทีนา โรเซลส์ ภรรยากัปตันฟรานซิส

Hotel Verdigris

ที่ตั้ง : 145 ถนนเยาวราช ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต 83000 (แผนที่)

โทรศัพท์ : 076 530 629

Facebook : Hotel Verdigris

Instagram : hotelverdigrisphuket

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Photographer

อธิวัฒน์ สุขคุ้ม

เป็นช่างภาพฟรีแลนซ์ ทำเพจรีวิวชื่อ ‘วาดแสง’ ชอบในการท่องเที่ยว เขา ทะเล ถ่ายภาพ กล้องฟิล์ม แคมปิ้ง รักอิสระ เป็นคนภูเก็ตโดยกำเนิด

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load