‘อาคารบ้านช่องไซส์กะทัดรัดสีเหลืองนวลอบอุ่นสบายตา ตั้งสูงตระหง่านสม่ำเสมอกันเป็นจังหวะ ตึกแถวแฝดหลายสิบหลังทอดตัวเรียงรายขนาบข้างทางเท้าริมถนน’

ทัศนียภาพเหล่านี้คอยกระซิบบอกเราอยู่ตลอดว่าคุณได้สู่เข้าเขตเมืองเก่าอย่างเป็นทางการแล้ว นั่งรถผ่านไปผ่านมาก็หลายปี กลับไม่ยักจะจำได้เสียทีว่าตรงไหนเป็นตรงไหน เพราะอะไรๆ ล้วนดูคล้ายกันเสียหมด

ไม่นานมานี้ คราวได้ใช้ถนนกัลยาณไมตรี วิ่งตรงมาจากกระทรวงกลาโหม ตัดเข้าสู่ถนนบำรุงเมือง หางตาพลันเหลียวไปสะดุดกับ The Knight House วีไอพีโฮมสเตย์ของ มน-ชุติมน วิจิตรทฤษฎี ตรงปากซอยแพร่งภูธร เพราะรูปทรงมีเสน่ห์น่ารัก ผิดแผกไปจากแนวอาคารเพื่อนบ้านตรงหัวถนน ชนิดว่าขับเลยไปแล้วต้องวนรถกลับมาดู

The Knight House ตึกเก่าร้อยปีของเจ้าจอมมารดาชุ่มสู่ VIP Homestay แห่งแพร่งภูธร

พื้นที่สีเขียวด้านหน้าแม้ไซส์จิ๋วพอสำหรับโต๊ะเก้าอี้เพียงชุดเดียว กลับดูหย่อนใจได้อย่างน่าฉงน เพียงสอดส่ายสายตาชมอาณาบริเวณคร่าวๆ กลิ่นอายของบ้านเก่าจากบานเฟี้ยม ลายพื้นกระเบื้อง จนถึงกลอนโบราณ ก็แล่นฉิวตีขึ้นมาในจมูกอย่างจัง ก่อนความหอมนมเนยฉบับโคโลเนียลจากลูกเล่นลูกซนซึ่งสอดแทรกอยู่ตามลายฉลุ จะค่อยกระจายกลิ่นตามมา

เรื่องราวการผัดแป้งแปลงโฉมอาคารสมบัติของ เจ้าจอมมารดาชุ่ม ในรัชกาลที่ 5 เป็นซาลอนแสนครึกครื้นของ แม่ฮวงไน้ (คุณแม่สุดเท่ของมน) เปลี่ยนบรรยากาศแห่งวัยเยาว์ที่เธอหวนคิดถึง เป็นเดอะไนท์เฮ้าส์ แลนด์มาร์กแห่งใหม่ประจำย่านแพร่งภูธรนั้นสนุกใช่หยอก

“เอ้าฮาเฮฮา เฉยช้าอยู่ไย” ขอชวนแบกเป้แพ็กกระเป๋า สาวท้าวก้าวขึ้นเรือน ตามกันมานอนดื่มด่ำเกร็ดประวัติศาสตร์ สัมผัสความสงบแสนทรงเสน่ห์อันลอยคลุ้งอยู่ทั่วเขตเมืองเก่า พร้อมฟังเรื่องราวกันตามอัธยาศัย

The Knight House ตึกเก่าร้อยปีของเจ้าจอมมารดาชุ่มสู่ VIP Homestay แห่งแพร่งภูธร

ฮวงไน้

“มนเกิดและโตแถวนี้ เรียกว่ารู้จักจนทะลุปรุโปร่งเชียวแหละ”

เจ้าบ้านคนสวยเริ่มเล่าที่มาที่ไป หลังจากนั่งลงต่อบทสนทนากับเราแบบไม่เป็นทางการอย่างออกรสครู่สั้นๆ ก่อนเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ประจำเดอะไนท์คาเฟ่ถูกเสิร์ฟตรงหน้า บนโต๊ะไม้หน้าผนังแห่งประวัติศาสตร์ (ชื่อเล่นที่เราแอบตั้งให้ผืนกำแพงในร้านชั้น 1 ซึ่งมีภาพถ่ายเก่าแขวนไว้อย่างมีระเบียบ)

The Knight House ตึกเก่าร้อยปีของเจ้าจอมมารดาชุ่มสู่ VIP Homestay แห่งแพร่งภูธร

“สมัยโน้นนนนน” เจ้าตัวลากเสียงยาวจนเราเชื่อว่านานจริง 

“อาม่าท่านขายก๋วยเตี๋ยว แต่ไม่ใช่ตรงนี้นะ เป็นตึกอีกห้องของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งอยู่ถัดไปไม่ไกล พอกิจการตกทอดมาสู่รุ่นคุณแม่ของมนท่านเลือกไม่สืบทอดต่อ”

เจ้าตัวเล่าเรื่องฉะฉานราวกับเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน พอเรื่องดำเนินมาถึงรุ่นของแม่ฮวงไน้ (ไม่ใช่ชื่อร้านขายขนมหม้อแกงแถวเพชรบุรีนะ) เราจับสายตาเธอได้ว่ามีประกายขึ้นมาทันควัน เหมือนกำลังพูดถึงนักร้องสักคนผู้เป็นแรงบันดาลใจด้านการร้องเพลงให้เธอมาตลอดชีวิต

สาวเจ้าถิ่นขยายความต่อพลางชี้ไม้ชี้มือออกท่าทาง พอคุณแม่เรียนพื้นฐานการตัดผมจากไทยได้นิดหน่อย ก็ตัดสินใจบินไปตายดาบหน้าเอายังแดนผู้ดี สะสมประสบการณ์ใส่กระเป๋าด้วยการฝึกทำงานตามร้าน อาศัยครูพักลักจำจนชำนาญ

The Knight House ตึกเก่าร้อยปีของเจ้าจอมมารดาชุ่มสู่ VIP Homestay แห่งแพร่งภูธร

“คุณแม่ไปประกวดทำผมทรงเจ้าหญิงไดอาน่าชนะได้อันดับหนึ่งเชียวนะ”

เราละสายตาจากหน้ากระดาษซึ่งเต็มไปด้วยชุดคำถาม แล้วขมวดคิ้วแสดงความสงสัยให้คู่สนทนารู้

“ใช่ ชนะคนอังกฤษแท้ๆ เลย ไม่มีสเปรย์ไม่มีอะไรทั้งนั้น มีไดร์เป่าผมอันเดียว”

ภาพหลักฐานซึ่งเป็นประจักษ์พยานชิ้นสำคัญ ยืนยันความสตรองของคุณฮวงไน้ที่เราจิตนาการจากคำบอกเล่าของมนว่าอยู่ในดีกรีไม่ผิดเพี้ยน เธอเดินทางกลับไทยพร้อมชื่อภาษาปะกิดสุดเก๋จากเพื่อนฝรั่งว่า ‘Knight’ แล้วเปิดร้านทำผมตรงตึกห้องเดิมของอาม่า ไม่นานก็ได้พบกับโจรขโมยหัวใจในคราบลูกค้าหนุ่ม จีบกันด้วยเทคนิคพิเศษฉบับช่างทำผม คือแกล้งดัดผมให้หยิกเพื่อจะได้กลับมาแก้และเจอกันอีก ค่อยๆ เลื่อนสถานะจนมีมนขึ้นมา

“นี่มันละครโทรทัศน์ชัดๆ” เราคิดในหัวขณะเผลอยิ้มเขินใส่นักร้องสาวตรงข้าม

กิจการดำเนินไปได้ไม่นาน เธอก็ขยับขยายย้ายมายังตึกตั้งเดอะไนท์เฮ้าส์ปัจจุบัน แม้แปลงร่างเป็นโรงแรมสุดเท่แล้ว แต่เก้าอี้ทำผมตัวเก่ายังตั้งเด่นหราอยู่หน้าร้านเหมือนเดิม คราวนี้มันไม่ได้มีหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่ช่างทำผมเหมือนก่อน ผันมารับจ๊อบเป็นพนักงานต้อนรับ คอยบอกเล่าเรื่องราวในอดีตทั้งหมดให้แขกไปใครมาโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำใดแม้คำเดียว

The Knight House, มน Monik

เปิดโฉนด

อายุอานามของช่างทำผมเก๋าประสบการณ์ล่วงผ่าน เปิดโอกาสให้เธอได้พบกับวัยแห่งการพักผ่อน มนเสนอไอเดียเปลี่ยนร้านซาลอนที่เธอเคยวิ่งซนไปมาอย่างสนุกสนานด้วยความผูกพันมาแต่เล็ก เป็นแลนด์มาร์กใหม่ใจกลางกรุง

ไฟเขียว!

ปกติพอไฟจราจรผัดจากสีเหลืองสู่สีเขียว ก็ต้องรีบกดคันเร่งให้รถโจนทะยานไปด้านหน้าให้ไว้ที่สุด แต่เมื่อนักร้องสาวได้ไฟเขียวจากครอบครัว เธอกลับพิถีพิถันค่อยๆ เฟ้นหาอาคิเต็กในดวงใจ ก่อนพบ อิงอร ประจันนวล แห่ง IDEALIST STUDIO นักออกแบบเนื้อคู่เพียงมองตาก็รู้กัน มาช่วยรังสรรค์เดอะไนท์เฮ้าส์ทั้งหมด

“เราไม่ได้รีโนเวตแต่ทุบแล้วสร้างใหม่เลย โครงสร้างเดิมเป็นไม้ขัดทั้งหมด ไม่มีตะปู ไม่มีเสาเข็ม แล้วตึกตั้งอยู่ริมถนน เลยกังวลเรื่องความแข็งแรง เพราะทำที่พักให้คนอื่นมานอน ต้องชัวร์ว่าปลอดภัย”

The Knight House ตึกเก่าร้อยปีของเจ้าจอมมารดาชุ่มสู่ VIP Homestay แห่งแพร่งภูธร

แม้ตั้งอยู่หัวถนนสายแรกของประเทศกลางย่านเมืองเก่า แต่การดัดแปลงแก้ไขล้วนเป็นไปตามต้องการ เพราะเป็นทรัพย์สินของเอกชน

คราวทำเอกสารเพื่อแจ้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงแก่ราชการ มนบังเอิญได้เห็นโฉนดที่ดินแล้วพบว่าเจ้าของคนแรก สองสามบรรทัดก่อนหน้าชื่อ ‘ฮวงไน้’ คือเจ้าจอมมารดาชุ่มในรัชกาลที่ 5 สตรีสูงศักดิ์ผู้ขึ้นชื่อว่าแต่งกายอย่างฝรั่งได้เหมือนเปี๊ยบ จนหลายคนออกปากว่า ‘แต่งแหม่มขึ้น’ ทั้งยังพูดภาษาอังกฤษคล่องปร๋อ ถือว่าก้าวหน้ากว่าผู้หญิงคนใดๆ ในสยามขณะนั้น จึงเป็นที่โปรดปรานของพระปิยมหาราช (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) สุดๆ ถึงขนาดโปรดฯ ให้ตามเสด็จประพาสชวาถึง 2 ครั้ง

ถ้าพูดตามประสาชาวบ้าน เจ้าจอมมารดาท่านนี้นับว่าเป็นตัวอย่างของหญิงเก่งหัวก้าวหน้าแห่งยุคสมัยคนหนึ่ง

The Knight House ตึกเก่าร้อยปีของเจ้าจอมมารดาชุ่มสู่ VIP Homestay แห่งแพร่งภูธร

ตึกหญิงไทยแต่งแหม่ม

พอทาง IDEALIST STUDIO รู้ว่ามีเรื่องราวประวัติศาสตร์เข้ามาแต้มเติมสีสันให้งานนี้ด้วยก็ใจฟูสุดๆ พร้อมกระตือรือล้นทำรีเสิร์ชอย่างหนัก จนได้คอนเซปต์การออกแบบแสนน่ารักออกมา

“มนให้อิสระทีมออกแบบทุกอย่างเลยเพราะตกหลุมรักผลงานเขามาตลอด บรีฟอย่างเดียวคือขอให้คนขับรถผ่านแล้วต้องหันมอง

“เขาตีความออกมาเป็น ‘ตึกหญิงไทยแต่งแหม่ม’ เป็นสัญลักษณ์แห่งความก้าวหน้าของเพศหญิง เพราะที่ดินนี้มีผู้หญิงสามรุ่นเป็นเจ้าของ แล้วแต่ละคนแสบทรวงทั้งนั้น เป็นไปได้อย่างไรที่เจ้าจอมมารดาชุ่มพูดภาษาอังกฤษได้เมื่อร้อยกว่าปีก่อน เป็นไปได้อย่างไรที่คุณแม่เด็ดเดี่ยว กล้าบินไปหัดทำผมถึงอังกฤษคนเดียว ส่วนเราก็แหวกขนบออกมาร้องเพลงหากิน”

เพียงฟังไอเดีย เจ้าบ้านก็ยกนิ้วโป้งกดไลก์ ไม่คิดขัดคอแม้แต่นิดเดียว เปิดให้นักออกแบบสาดความคิดสร้างสรรค์ใส่อาคารเต็มแม็กซ์ ผสมผสานตัวตนลงไปได้อย่างมีอิสระ จนออกมาเป็นตึกหลังคาจั่วลายฉลุอย่างเรือนขนมปังขิงของไทย เปรียบเป็นคนก็คงคล้ายสาวชาววังสมัย ร.5 ขณะเดียวกันก็แฝงกลิ่นอายของบ้านช่องแบบโคโลเนียลฝรั่งตามสีสันลวดลาย ราวกับว่าจับสตรีผู้นั้นมาแต่งองค์ทรงเครื่องเป็นแหม่ม

The Knight House

The Knight House ตั้งตระหง่านอยู่กลางเขตเมืองเก่าด้วยความเคารพวิถีดั้งเดิม

กลิ่นอายแห่งวันวานสอดแทรกกระจายตัวอยู่ระหว่างแถวอิฐ ซึ่งเร้นกายอยู่บนผนังเพื่อนบ้านตรงสวนขนาดมินิด้านหน้า แขกเหรื่อได้เห็นเป็นพึงใจ ไม่กี่ก้าวจากทางเท้าก็ถึงภายในชั้น 1 ที่ตั้งของเดอะไนท์คาเฟ่ กลยุทธ์การเอาตัวรอดจากไวรัสตัวร้ายของนักร้องสาว เจ้าตัวยอมรับว่าใส่ใจลงไปมากไม่แพ้โรงแรมเชียวแหละ

“เมื่อแขกมาถึง จะมีเจ้าหน้าที่นำแท็บเล็ตมาให้เพื่อใช้เป็นกุญแจเข้า-ออก พร้อมให้เลือกอาหารเช้าได้ตามอัธยาศัย จะเลือกอาหารไทยโลคอลชนิดข้าวเหนียวหมูปิ้ง ไก่ย่าง ไข่กระทะ โจ๊ก ข้าวต้ม เพื่อสัมผัสความเป็นไทย หรือเซ็ตมาตรฐานโรงแรมอย่างขนมปัง ครัวซองต์ รับประกันว่าจัดชุดใหญ่ไฟกะพริบให้แน่นอน เติมพลังรับวันใหม่อย่างจุกๆ”

The Knight House ตึกเก่าร้อยปีของเจ้าจอมมารดาชุ่มสู่ VIP Homestay แห่งแพร่งภูธร

นักร้องสาวเจ้าถิ่นเล่าเรื่องราวอย่างคล่องแคล่ว สเต็ปบายสเต็ปจนเรานึกภาพในหัวตามได้ไม่ยาก อดอิจฉาว่าที่ผู้พักของเดอะไนท์เฮ้าส์ไม่ได้ ถ้าโดนเอาอกเอาใจอย่างนี้เข้าจริงจะแฮปปี้ขนาดไหน

มนเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวก ครบครันตามมาตรฐานทุกประการ เพราะวางตัวเป็นวีไอพีโฮมสเตย์ เพิ่มความพิเศษใส่ไข่ด้วยจำนวนห้องพักเพียง 2 ห้อง ซึ่งตั้งอยู่คนละชั้นแยกกันต่างหาก ถูกใจคนรักความไพรเวตสุดๆ

แขกคนไหนเป็นสายชอบเดินเท้าสำรวจย่าน เดอะไนท์เฮ้าส์ยินดีพร้อมให้คำแนะนำ หรืออยากเติมเต็มประสบการณ์ด้วยยวดยานประจำถิ่นอย่างสามล้อตุ๊กตุ๊ก ก็ประสานงานหาไกด์ท้องถิ่นให้ได้สมใจหมาย ยามบ่ายหนีร้อน มาพักกาย เติมพลังด้วย Afternoon Tea เดอะไนท์คาเฟ่ก็ยินดีให้บริการถึงห้องพัก

เจ้าบ้านนำเสน่ห์ของย่านมาปรุงเป็นมนตร์วิเศษแล้วร่ายใส่ไว้ทั่วอาณาบริเวณโรงแรม ได้ฟีลโฮมสเตย์เต็มๆ แต่ก็ไม่ทิ้งความสบายไว้ข้างหลัง รับรองว่าถ้าใครสมัครมาเป็นลูกค้าต้องได้สัมผัสความอบอุ่น นอนสูดวิถีชีวิตดั้งเดิมของแพร่งภูธรจนฉ่ำปอดแน่นอน

“เราเอาชื่อภาษาอังกฤษของแม่มาตั้งเป็น The Knight House เพื่อแสดงความเคารพและความผูกพันธ์ พอจะตั้งชื่อห้องพักทั้งสอง ก็เลยเล่นภาษากับคำว่า ‘ฮวงไน้’ ในภาษาจีนแต้จิ๋วซึ่งแปลว่าดอกบัว”

The Knight House ตึกเก่าร้อยปีของเจ้าจอมมารดาชุ่มสู่ VIP Homestay แห่งแพร่งภูธร

คู่สนทนายังไม่ทันได้จบประโยค เราก็เสียมารยาทแทงกลางปล้อง ขอให้เธอนำชมห้องไปเล่าไปเพื่ออรรถรสที่ดีกว่า (อดรนทนรอไม่ไหวจริงๆ นี่นา)

ห้องสัตตบุษย์

The Knight House ตึกเก่าร้อยปีของเจ้าจอมมารดาชุ่มสู่ VIP Homestay แห่งแพร่งภูธร

ห้องบัวขาวตั้งอยู่บนชั้น 2 แม้ไม่ได้วิวเมืองจากมุมสูง แต่หมัดเด็ดคือความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับชุมชนโดยแท้ แถมมีระเบียงจิ๋วอยู่ท้ายห้อง เหมาะจะนั่งชิลล์ดื่มกาแฟอ่านหนังสือพิมพ์ยามเช้า หรือจะเอนหลังจิบน้ำชายามบ่ายเคล้าทิวแถวหลังคาบ้านเก่าก็ตามสะดวก

The Knight House ตึกเก่าร้อยปีของเจ้าจอมมารดาชุ่มสู่ VIP Homestay แห่งแพร่งภูธร

ถ้าเลือกห้องนี้จะได้นอนดื่มด่ำทำความรู้จักแพร่งภูธรจริงๆ ปล่อยให้ตึกรามบ้านช่องโดยรอบโอบกอดรัดกาย ภายใต้กอบัวสีขาวสะอาดตา รับประกันว่าหลับปุ๋ยฝันดีแน่นอน

ห้องบัวหลวง

The Knight House ตึกเก่าร้อยปีของเจ้าจอมมารดาชุ่มสู่ VIP Homestay แห่งแพร่งภูธร

ห้องบัวหลวงสีชมพูอ่อนอยู่บนชั้น 3 ของอาคาร ถัดขึ้นมาเพียงชั้นเดียวแต่วิวที่ได้นั้นโรแมนติกกว่าหลายเท่า พอตกกลางคืนยิ่งไม่ต้องพูดถึง นอนชมเมืองจากเตียงกลางกอบัวหลวงจนผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัวเชียวแหละ กลเม็ดเด็ดพรายของห้องนี้คือระยะฝ้าซึ่งสูงขึ้น แม้เพียงนิดเดียวแต่สร้างความโอ่อ่าโปร่งโล่งขึ้นถนัดตา

ห้องพักฝาแฝดทั้งสองตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์นำเข้าจากเมืองนอกเหมือนกัน ดูหรูหราขึ้นมาจากบ้านเก่าถนัดตา สมกับเป็นวีไอพีโฮมสเตย์ประจำถิ่นนี้อันดับหนึ่งในใจเรา ขณะเดียวกันก็ได้กลิ่นอายน้ำอบน้ำปรุงอย่างไทยจากโคมไฟ กลอนตู้เสื้อผ้า และพัดลมเพดานสุดคลาสสิค คอยย้ำเตือนว่านี่คือที่ไหน

เดอะไนท์เฮ้าส์มัดใจเราด้วยเครื่องใช้ในห้องน้ำกลิ่นดอกบัวเจือจางอ่อนๆ สูตรลับเฉพาะของที่นี่เท่านั้น พอลองใช้ตามคำท้าของมนแล้ว เรายอมรับทันทีว่าสมราคาคุยอย่างที่เจ้าตัวโม้เอาไว้หนักหนาตั้งแต่นั่งคุยกันข้างล่างจริงๆ ลบภาพจำผลิตภัณฑ์เครื่องหอมกลิ่นดอกบัวเข้มข้นผสมกลิ่นเขียวไปได้เลย

ความน่ารักอีกจุดคืออ่างล้างหน้าทรงแปลกตาของทั้งสองห้อง ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่านี่คืออดีตซาลอนชื่อดังจริงๆ

“ไม่แน่นะคะ อ่างนี้อาจจะเคยสระผมท่านบรรหารมาแล้วก็ได้” 

ไกด์ชั่วคราวของเราหยอกเอินทีเล่นทีจริง แต่เรียกเสียงหัวเราะจากเราและช่างภาพได้ไม่น้อย ไม่นานเธอก็เดินฉับไปหยิบเซ็ตสิ่งอำนวยความสะดวกเฉพาะกิจ มีหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ สเปรย์แอลกอฮอล์ และรองเท้าสำหรับเปลี่ยน มาอวด ก่อนเฉลยว่าตั้งใจบริการทั้งหมดนี้ไว้ให้ผู้เข้าพักฟรีๆ จนกว่าโควิดตัวการจะโบกมือลามนุษย์ไป

เราเดินคุยกันลงบันไดจากชั้น 3 สู่ชั้นแรกหลังจากชมห้องจนอิ่มหนำ นั่งลงพักจิบกาแฟบนเก้าอี้ตัวเดิมที่นั่งคุยกับเธอครู่หนึ่งพอคลายร้อน มนก็ชวนเราข้ามถนนไปยังฝั่งตรงข้าม เพื่อชี้ให้ดูว่ามีดอกบัวปูนปั้นอยู่บนหลังคาอีกหนึ่งจุด

The Knight House ตึกเก่าร้อยปีของเจ้าจอมมารดาชุ่มสู่ VIP Homestay แห่งแพร่งภูธร

“นี่คือสัญลักษณ์ว่าเราเทิดทูนคุณแม่ไว้สูงสุด”

เธอพูดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยแทรกเสียงรถราซึ่งวิ่งขวักไขว่ไปมาไม่ขาด ดวงตาทั้งคู่เบิกโพลงส่งแววแห่งความภูมิใจออกมาอย่างชัดเจน

เราก้าวถอยหลังมานิดจนเห็น The Knight House ทั้งหลังถูกพันธนาการด้วยบรรยากาศอันมีมนต์ขลังของย่าน หยุดนิ่งมองอยู่ครู่ใหญ่เพื่อประทับรอยภาพลงบนหัวใจเราให้ได้นานที่สุดโดยปราศจากบทสนทนา

กิริยาการท่วงท่าของอาคารซึ่งปรากฏตรงหน้าเราตอนนี้ช่างสวยงามสะกดใจเสียเหลือเกิน

The Knight House ตึกเก่าร้อยปีของเจ้าจอมมารดาชุ่มสู่ VIP Homestay แห่งแพร่งภูธร

The Knight House Bangkok

ที่ตั้ง : 21 ถนนบำรุงเมือง แขวงศาลเจ้าพ่อเสือ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 (แผนที่)

Facebook : The Knight House Bangkok

Instagram : theknighthouse_bangkok

โทรศัพท์ : 09 5569 4194

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

beautiful and bittersweetly

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Have a Nice Stay

รวมที่พักแนวคิดดีที่น่าไปนอนทำความรู้จัก

ที่พักหายใจ

คือคำที่เกิดขึ้นในความคิดหลังจากมา ‘บ้านกรอด้าย’ เกสต์เฮาส์เล็กๆ บนเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา 

และไม่มีคำไหนจะเหมาะกับที่นี่ไปมากกว่านี้ เพราะความคิดที่แตกต่างของ อ้อ-กฤตยา พรรคอนันต์ และ ป๊อน-บุณยวัฒน์ สมทัศน์ ทำให้เธอและเขาตัดสินใจเปลี่ยนโรงงานทอผ้าเก่าแก่ของครอบครัวบนเกาะเมืองอยุธยา เป็นเกสต์เฮาส์ที่ทำให้ผู้เข้าพักได้พบความสงบผ่านลมหายใจ และสงบมากพอที่ร่างกายและจิตใจได้หยุดพัก

อ้อ-กฤตยา พรรคอนันต์ และ ป๊อน-บุณยวัฒน์ สมทัศน์

อ้อ และ ป๊อน เป็นคู่รักที่ค้นพบความสงบผ่านแนวทางการเจริญสติและปฏิบัติธรรม เมื่อ 3 ปีที่แล้วทั้งคู่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำที่กรุงเทพฯ และกลับมาใช้ชีวิตสงบเรียบง่าย ด้วยการเปิดเกสต์เฮาส์ที่เมืองพระนครศรีอยุธยาบ้านเกิดของอ้อ โดยนำหลักเจริญสติและปฏิบัติธรรมมาเป็นไอเดียหลักในการออกแบบที่พักของพวกเขาด้วย

“เราสองคนชอบเรื่องการปฏิบัติธรรม การเจริญสติ และต้องการใช้ชีวิตที่สงบ พอมีโอกาสกลับมาอยู่อยุธยา เราเลยอยากเลือกอาชีพที่ส่งเสริมกับแนวทางการปฏิบัติของเรา มองหาอาชีพที่ไม่ต้องใช้ความคิดเยอะ ไม่มีความซับซ้อนหรือมีกลยุทธ์อะไรมาก และมอบชีวิตที่เรียบง่ายให้กับเราได้ เลยเกิดความคิดที่จะทำเกสต์เฮาส์ขึ้นมา” 

ชายหนุ่มเริ่มต้นอธิบายจุดเริ่มต้นของบ้านกรอด้าย, เดิมทีสถานที่แห่งนี้เคยเป็นโรงงานทอผ้าเก่าแก่ของอยุธยา ซึ่งเคยผลิตผ้าขาวม้าและผ้าซิ่นจำนวนมากภายใต้ตรา ‘สิงห์เดี่ยว’ ก่อตั้งโดย คุณยายสุมล สุขปรีชา

บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ
บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ

“เดิมเคยเป็นโรงทอผ้าของคุณยายอ้อค่ะ ตอนแรกโรงงานเคยตั้งอยู่ที่ตลาดหัวรอ ชื่อโรงงานทอผ้าไทย ต่อมาเขาไม่ให้มีเครื่องจักรอยู่ตรงนั้น เลยย้ายโรงงานมาตั้งที่นี่ตอน พ.ศ. 2497 แล้วก็จดทะเบียนชื่อ ห้างหุ้นส่วนสุมลการทออยุธยา เป็นชื่อของคุณยายอ้อเอง ต่อมาทางจังหวัดประกาศห้ามไม่ให้ใช้สารเคมีย้อมผ้าบนตัวเกาะ ตัวโรงงานก็เลยต้องย้ายอีก

“คราวนี้ย้ายไปอยู่ที่ตลาดแกรนด์ พื้นที่ตรงนี้เลยกลายเป็นโรงเก็บไม้และเก็บของต่างๆ จนช่วงประมาณ พ.ศ. 2538 ธุรกิจทอผ้าที่อยุธยาเริ่มซบเซา เพราะการนำเข้าผ้ามีราคาถูกกว่า หลายโรงงานก็เริ่มปิดตัว รวมถึงโรงงานของเราด้วย พื้นที่ตรงนี้เลยกลายเป็นโรงเก็บของที่ถูกปล่อยรกร้างเกือบยี่สิบปี”

“ตอนอ้อยังเด็กก็เข้ามาช่วยงานคุณยายที่โรงงานบ่อยๆ คอยเป็นเด็กกรอด้าย ซึ่งเป็นคำที่ฟังแล้วไพเราะดีนะ เลยเอามาตั้งเป็นชื่อเกสต์เฮาส์ว่าบ้านกรอด้าย” อ้อเล่าความทรงจำของเธอต่อสถานที่นี่ให้ฟัง 

จนกระทั่งทั้งคู่นำไอเดียของบ้านกรอด้ายไปปรึกษากับสถาปนิก

“คอนเซปต์ใหญ่ๆ คือเราต้องการให้ที่นี่โปร่ง สบาย ประหยัดพลังงาน เป็นบ้านที่มีใต้ถุนสูง เพื่อใช้พื้นที่ด้านล่างปฏิบัติธรรม โดยสถานที่ก็ช่วยส่งเสริมการปฏิบัติธรรมด้วยงบเท่าที่เรามี” ป๊อนส่งไอเดียออกแบบให้สถาปนิก

บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ

ในที่สุดความคิดของพวกเขาก็แปลงร่างให้กลายเป็นความจริง

บ้านกรอด้ายเป็นอาคารยกสูงสีขาวสะอาดตา เมื่อเดินผ่านโถงทางเดินเข้ามาข้างใน เราจะพบกับพื้นที่สีเขียวสงบกลางอาคารรูปทรงตัว L โดยมีบ้านไม้หลังเก่าตั้งอยู่ด้านในสุดของสวน หากตั้งใจเงี่ยหูฟังให้ดี เราจะค่อยๆ ได้ยินเสียงน้ำไหล ประกอบกับเสียงนกนานาพันธุ์ที่ขับร้องอยู่บนกิ่งก้านของต้นไม้ชนิดต่างๆ และหากลองตั้งใจสังเกตลมหายใจให้ดี เราจะค่อยๆ พบกับกลิ่นหอมบางๆ ของดอกชมนาดที่ปลูกไว้ในสวน ส่งกลิ่นหอมให้ชื่นหัวใจ

บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ

“เพราะผมเคยบวชมาก่อน ผมเลยพอจะเข้าใจว่าบรรยากาศแบบไหนเอื้อให้เกิดความสงบ ส่งเสริมการเจริญสติ ซึ่งส่วนตัวเราชอบฟังเสียงน้ำ ไม่จำเป็นต้องเห็นแม่น้ำหรือตัวน้ำก็ได้ ขอแค่ได้ยินเสียงน้ำไหลเบาๆ ก็ทำให้รู้สึกสงบลงได้ ส่วนสีเขียวก็ช่วยให้เกิดความสงบ เลยทำให้มีจุดที่มองออกจากตัวอาคารแล้วเห็นสวน ได้เจอกับสีเขียวของต้นไม้ บริเวณสวนตรงกลางเราก็ทำทางไว้เดินจงกรม เราตั้งใจให้ทางเดินเป็นดิน เพื่อให้ความรู้สึกเหมือนวัดป่า

“สังเกตว่าที่นี่มีความโปร่ง นอกจากช่วยให้ลมพัดเย็นสบายแล้ว ยังทำให้พื้นที่ไม่ดูแน่นหรือวุ่นวายจนเกินไป ของบางอย่างที่วางชิดกัน ถ้าเราวางแยกให้มันเกิดพื้นที่ว่างระหว่างกัน มันก็เกิดเป็นอีกอารมณ์หนึ่ง เราเลยพยายามให้ที่นี่มีพื้นที่ว่างค่อนข้างเยอะ” ป๊อนค่อยๆ อธิบายอย่างใจเย็น ขณะพาเราเดินชมส่วนต่างๆ ของเกสต์เฮาส์

บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ
บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ

ด้วยความที่แต่เดิม สถานที่แห่งนี้เคยเป็นโกดังเก็บไม้และของเก่าจากโรงงานมาก่อน ไม้และของหลายอย่างที่เคยถูกเก็บไว้จนรกร้างก็ถูกนำออกมาใช้ เหมือนชุบชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง เผยให้เห็นความทรงจำที่เคยซ่อนอยู่ในพื้นที่ตรงนี้มาก่อน เราเลยได้เห็นป้ายของโรงงานทอผ้าในยุคต่างๆ นำมาแขวนประดับบนผนัง แถมตัวผนังก็เกิดจากการนำไม้ที่ใช้กับเครื่องสืบผ้า ซึ่งมีรอยบากให้แหว่งเป็นช่องสำหรับเส้นด้าย นำมาวางเรียงจนเกิดเป็นแพตเทิร์นสวยงาม แผ่นไม้ต่างๆ ที่เคยถูกเก็บไว้จนรกร้าง ก็นำมาประกอบเป็นตั่งและเป็นพื้นทางเดินต่างๆ ภายในเกสต์เฮาส์

“ตอนแรกเราและสถาปนิกอยากเก็บโครงสร้างเดิม เพื่อคงความเป็นโรงงานทอผ้าเอาไว้ แต่พอเข้ามาดูโครงสร้างแล้วทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะโครงสร้างเริ่มเก่าจนผุ รับน้ำหนักไม่ไหว เลยตัดสินใจเก็บไว้บางส่วน เช่น แนวเสาต่างๆ รวมถึงบ้านไม้ในสวนที่เราทำเป็นห้องพระ หรือ ‘ห้องไม่ปรุงแต่ง’ เพื่อให้คนเข้ามานั่งสมาธิหรือใช้พื้นที่สงบ 

“เดิมบ้านไม้หลังนั้นเคยเป็นที่พักคนงาน หน้าต่างที่อยู่ระดับเดียวกับพื้นก็เป็นของเดิม แต่ก็มีบางบานที่เราต้องใช้ของใหม่เพิ่มเข้าไป เพื่อช่วยเสริมโครงสร้างให้แข็งแรง” ชายหนุ่มเล่าการทำงานร่วมกับสถาปนิก

บ้านกรอด้าย เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ
บ้านกรอด้าย เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

บ้านกรอด้ายมีห้องพักทั้งหมด 6 ห้อง แบ่งเป็นห้องพักสำหรับ 2 คน จำนวน 4 ห้อง เลือกได้ทั้ง Twin Beds และ Double Bed ส่วนห้องพักครอบครัว สำหรับ 4 คน จำนวน 2 ห้อง ซึ่งทั้งหมดอยู่บริเวณชั้นบนของอาคาร 

แต่ละห้องมีชื่อของตัวเองที่ป๊อนและอ้อตั้งใจตั้งชื่อเอาไว้

“เราตั้งชื่อห้องเรียงไปตั้งแต่ Peacefulness, Joyfulness, Happiness, Emptiness, Mindfulness และ Awareness” อ้ออธิบาย ก่อนป๊อนช่วยเสริม “คนที่เคยเจริญสติรู้ดีว่าการเจริญสติใหม่ๆ จะได้ความรู้สึกสงบก่อน แล้วเกิดความปีติ เกิดความสุขจากความว่าง เริ่มเกิดสติและความรู้ตัว ชื่อเหล่านี้เป็นลำดับการรับรู้จากการเจริญสติครับ”

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

นอกจากชื่อห้อง เรายังสังเกตว่าตามจุดต่างๆ ของบ้านกรอด้ายมีป้ายตัวอักษรที่มีกิมมิกน่ารักๆ ให้คนได้มีสติกับตัวเองผ่านลมหายใจ อย่างป้าย Breath Refill Here เป็นเหมือนจุดเติมลมหายใจ หรือตรงขั้นบันไดก่อนเดินเข้าห้องพักติดตัวอักษร Breath & Mind The Step ให้คนได้หยุดหายใจและมีสติกับตัวเอง ณ ขณะนั้น

ทุกรายละเอียดของทุกอย่างภายในบ้านกรอด้ายล้วนได้รับการออกแบบอย่างใส่ใจ เพื่อให้ผู้มาพักได้หยุดอยู่กับลมหายใจตัวเอง และขณะที่เรากำลังพูดคุยกับอ้อและป๊อน จู่ๆ ก็มีเสียงระฆังไพเราะดังขึ้นเป็นเวลาชั่วครู่

เราทั้งหมดหยุดฟัง

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

“เราได้ไอเดียจากหมู่บ้านพลัมครับ ที่นั่นทุกๆ สิบห้านาทีจะมีเสียงระฆังดัง ให้เราหยุดสิ่งที่ทำ เพื่อเตือนให้ตัวเรากลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ พอเสียงจบก็ค่อยกลับมาทำสิ่งที่ทำอยู่ต่อ” ป๊อนเล่าที่มาให้ฟังหลังสิ้นเสียงระฆัง

ภายในห้องพักก็มีการออกแบบมาเพื่อให้เกิดความสงบเช่นเดียวกัน 

นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ทุกห้องภายในบ้านกรอด้ายไม่มีโทรทัศน์เลยสักห้อง รวมถึงตู้เย็นก็เช่นกัน

“เหตุผลที่เราไม่มีตู้เย็นให้ในห้อง เพราะเราอยากให้ที่นี่มีความรู้สึกของบ้าน เราเลยวางตู้เย็นไว้ใต้ถุน ให้เกิดความรู้สึกการแบ่งปัน ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ภายในห้อง เราอยากให้มีการเดินมาใช้พื้นที่ส่วนกลาง ขนมกับกาแฟที่วางไว้ตรงส่วนกลาง เราก็ให้ทุกคนที่มาพักหยิบทานได้ตลอด โดยไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายใดๆ บางทีก็มีน้ำผลไม้และน้ำผักที่อ้อทำมาวางไว้ หรือใครที่รู้สึกอยากแบ่งปันให้คนอื่นๆ ก็นำมาวางด้วยกันได้ 

“ส่วนของส่วนตัวที่ผู้พักต้องการนำมาแช่ในตู้เย็น เราก็มีสติกเกอร์แปะเลขห้องแยกไว้ให้ด้วยค่ะ อาหารของที่นี่เราจะซื้อจากร้านในอยุธยา เพราะเราพยายามแนะนำร้านดีๆ ของคนท้องถิ่นให้ผู้มาพักได้รู้จัก และลองไปทานด้วยตัวเองเมื่อมีโอกาส” อ้ออธิบายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

“ก่อนจะเปิดเกสต์เฮาส์ เรามีโอกาสเข้าไปขอคำปรึกษากับ อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ถ้าเราจะทำธุรกิจอย่างนี้เราควรวางใจยังไง ท่านก็กรุณาแนะนำว่า หากเราปรารถนาให้คนมาที่นี่แล้วเกิดความสุข ทุกอย่างก็จะดีเอง เราก็จะโฟกัสกับความสุขของคนที่มาพัก ไม่ใช่โฟกัสว่าเราจะได้เงินจากเขาเท่าไหร่ แต่ไม่ใช่โฟกัสที่ความสุขของเขาอย่างเดียวจนตัวเราต้องทุกข์ใจ ก็ไม่ใช่นะครับ ตัวเราต้องมีความสุขก่อนด้วย เราถึงจะทำให้คนอื่นมีความสุขได้ 

“เราต้องรักษาความสุขของเราไว้ด้วย เลยเป็นที่มาของคอนเซปต์การให้บริการของที่นี่ และที่นี่ไม่มีคนแปลกหน้า มีแต่กัลยาณมิตร สำหรับผมและอ้อ เรามองทุกคนที่มาที่นี่เป็นเพื่อน ทุกครั้งที่มีคนมาพัก เราเหมือนได้เพื่อนใหม่ครับ เขาเองก็รู้สึกเหมือนกันกับเรา 

“เด็กบางคนที่มาพักกับครอบครัวอยู่กันห้าถึงหกวัน บางคนเอาเกมมานั่งเล่นกับเรา พอจะกลับเขายกให้เราเลย บางคนช่วยงานแม่บ้านก็มีนะครับ ช่วยยกของต่างๆ เป็นบรรยากาศน่ารักๆ หลังจากเขากลับไปแล้ว บางคนก็ยังติดต่อกันตลอดเหมือนเพื่อน” ป๊อนพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนอ้อจะช่วยเสริม “บางคนส่งเมล็ดดอกไม้มาให้เราปลูกด้วย เราก็ไม่น้อยหน้า ส่งเมล็ดผักกลับไปให้เขาปลูกบ้าง” เจ้าบ้านหัวเราะอารมณ์ดี

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ
เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

“แม้ว่าทุกๆ อย่างของที่นี่จะเกี่ยวข้องกับการเจริญสติ แต่เราก็ไม่ได้บังคับให้ผู้ที่มาพักต้องทำตามทุกคนนะครับ สิ่งสำคัญที่สุดคือ การที่เขาเข้ามาที่นี่แล้วรู้สึกสบายใจ การเจริญสติเบื้องต้นก็คือความสงบ แต่โจทย์ของมันจริงๆ คือการยอมรับในทุกๆ สถานการณ์ เพราะชีวิตจริงมีขึ้นมีลง ไม่ต่างอะไรกับธรรมชาติที่มีฝนตก มีแดดออก ซึ่งหลายอย่างเราก็ไม่อาจควบคุมได้ แต่เราสามารถกลับมาอยู่กับลมหายใจ เห็นความคิดของตัวเราเอง จะช่วยให้เรารู้สึกสงบลง ช่วยให้เรามองเห็นชัดขึ้น และเราหวังว่าคนที่มาพักกับเรา เขากลับจากบ้านกรอด้ายไป เขาจะเกิดความสบายใจ และใช้ชีวิตข้างหน้าต่อไปได้ดียิ่งขึ้น” ป๊อนพูดทิ้งท้าย ขณะเขาและอ้อเดินมาส่งเรากลับด้วยรอยยิ้ม

การค้นพบที่พักหายใจ ทำให้เราสงบลงและมีกำลังใจมากขึ้นกับการใช้ชีวิตในลมหายใจต่อๆ ไปเช่นกัน

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

บ้านกรอด้าย

ที่ตั้ง : 23/5 ถนนอู่ทอง ตำบลหอรัตนไชย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดนครพระนครศรีอยุธยา 13000 (แผนที่)

โทรศัพท์ : 09 6771 7177

*บ้านกรอด้ายจัดกิจกรรมเจริญสติที่เกสต์เฮาส์ด้วย สำหรับผู้ที่สนใจเข้ามาลองปฏิบัติกันได้ ติดตามรายละเอียดและการสมัครได้ทาง Facrbook : บ้านกรอด้าย

Writer & Photographer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load