11 พฤษภาคม 2562
14 K

“มองไปทางไหนก็เขียวไปหมด” นักท่องเที่ยวพูดกับเพื่อนที่อยู่ด้วยกันในลิฟต์

‘ขนาดนั้นเลยเหรอ’ เราคิดในใจ  

มันจะเหมือน Garden by the Bay ไหม ประเทศนี้ยังมีห้างไม่มากพออีกหรอ แล้วครั้งนี้มันจะต่างกับห้างติดสนามบินของประเทศอื่นยังไง นี่คือคำถามที่เกิดขึ้นในใจ

สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวอยู่มากในตัวเมือง เพียงแค่นักท่องเที่ยวแวะเปลี่ยนเครื่องที่นี่ และมีเวลาว่างตั้งแต่ 5 ชั่วโมงครึ่งถึง 24 ชั่วโมง ก็ลงทะเบียนไปชมเมืองกับไกด์แบบฟรีๆ ได้ภายในเวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง

ชวนคนไปเที่ยวเมืองสิงคโปร์ไม่น่ายาก โจทย์ที่ยากกว่าก็คือ ทำยังไงถึงจะดึงดูดความสนใจของคนจากทั่วโลกให้มาลองใช้บริการสนามบินชางงี (Changi) ของสิงคโปร์

ในเมื่อสิงคโปร์ขึ้นชื่อเรื่องพื้นที่สีเขียวอยู่แล้ว ถึงขนาดเปลี่ยนสโลแกนจาก เมืองที่เต็มไปด้วยสวน (A Garden City) มาเป็น เมืองในสวน (City in a Garden) แล้วทำไมไม่ลองยกสวนมาในไว้สนามบินเพื่อเพิ่มความสนใจบ้างล่ะ

Jewel Changi Airport Jewel Changi Airport

เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้น 5 ของ Jewel Changi Airport สวนสาธารณะที่อยู่กลางสนามบิน แล้วเดินออกมาเจอพื้นที่ขนาด 14,000 ตารางเมตร ของ Canopy Park ก็รู้สึกว่า โอ้โห นี่มันป่าขนาดย่อมๆ เลยนะเนี่ย

พอเดินตามเสียงน้ำตกเข้าไปก็พบว่ามันเขียวไปหมดจริงๆ เป็นความเขียวจากเหล่าต้นไม้น้อยใหญ่ในเขตร้อนชื้นนับแสนต้น กว่า 120 ชนิด ซึ่งนำเข้ามาจากประเทศไทย ออสเตรเลีย จีน มาเลเซีย สเปน และอเมริกา แล้วใช้เวลาดูแลปรับสภาพให้เข้ากับอากาศภายโดมธรรมชาติแห่งนี้เป็นระยะเวลาเกือบ 3 ปี

Jewel Changi Airport Jewel Changi Airport

วิวจากความเขียวที่ลดหลั่นกันไปตามขั้นบันไดตรงหน้าดูเหมือนทางลาดชันของภูเขา ให้ประสบการณ์ที่แปลกตายิ่งนัก จนบางทีก็แอบคิดไปว่าหรือว่านี่คือสวนในอนาคตที่มนุษย์จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน มีพื้นที่ให้คนทุกเพศทุกวัย

พื้นที่สีเขียว แหล่งช้อปปิ้ง สวนสนุกเล็กๆ โรงภาพยนตร์ โรงแรม และห้องจัดนิทรรศการ (Visual Experience Studio) อยู่รวมกันภายใต้พื้นที่สีเขียวเข้มแห่งนี้ได้อย่างไม่แย่งซีนกัน

มันเขียวจนไม่ควรเรียกว่า ‘สวนในห้าง’ แต่ต้องเรียกว่า ‘ห้างในสวน’

Jewel Changi Airport Jewel Changi Airport Jewel Changi Airport Jewel Changi Airport

ใครพลังเยอะหน่อยก็เดินไต่ไหล่เขา (หรือขั้นบันไดนั่นเอง) ลงไปเรื่อยๆ จนถึงชั้น 1 ส่วนเด็กๆ ก็มีที่ให้ปล่อยของ ปลดปล่อยจินตนาการ ได้หลากหลายแบบ เช่น สวนหย่อมเขาวงกต (Hedge Maze) เขาวงกตกระจก (Mirror Maze) สวนตาข่ายกระโดดเบาน์ซิงเน็ตและสวนตาข่ายวอล์กกิ้งเน็ต (Bouncing and Walking Net) สะพานคาโนปี้ (Canopy Bridge) สะพานกระจกใสวิวแบบพาโนรามาที่สูงจากพื้น 23 เมตร สวนหมอก (Foggy Bowls) และสไลเดอร์ 4 ทิศทาง (Discovery Slides) สีเงินเมทัลลิกรูปร่างประหลาดที่สะท้อนพื้นไม้สีทองเพิ่มสีสันของตัวเครื่องเล่นได้แบบแปลกตายิ่งนัก

จุดต่างๆ เหล่านี้จะเปิดให้ใช้บริการอย่างเป็นทางการวันที่ 10 มิถุนายนนี้ และต้องเสียค่าเข้าใช้บริการทั้งหมด ที่ฟรีมีแค่การชมวิวของน้ำตก (Rain Vortex) เท่านั้น ส่วนคนที่อยากจะใช้บริการ Skytrain ซึ่งผ่านหน้าน้ำตกนั้นจะต้องเป็นผู้โดยสารที่ใช้บริการสนามบินชางงีขาเข้าและออกประเทศ โดยต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองแล้วเท่านั้น เพราะรถไฟดังกล่าวเชื่อมระหว่างอาคาร 2 และ 3

Jewel Changi Airport Jewel Changi Airport Jewel Changi Airport

โมเช่ ซาฟได (Moshe Safdie) ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าทีมสถาปนิกผู้ออกแบบสวนในสนามบินแห่งนี้ คือผู้ออกแบบตึกชื่อดังอย่าง Marina Bay Sand เขาพูดถึงการออกแบบ Jewel Changi Airport ว่า สวนสนุกแบบยูนิเวอร์แซลสตูดิโอและดิสนีย์แลนด์ ไม่นานคนก็เลิกสนุกกับมัน เขาอยากสร้างสิ่งที่เวลาไม่สามารถทำลายได้ และให้ความรู้สึกเหมือนเป็นสวนที่อยู่ในสวรรค์จริงๆ เขาจึงลงมือออกแบบ Jewel โดยมีแรงบันดาลใจเป็นหนังเรื่อง Avatar

ภาพเห็นตรงหน้าบอกเราว่า Jewel คือประติมากรรมทางวิศวกรรมดีๆ นี่เอง

โดมกระจกรูปโดนัทที่มีน้ำตกอยู่ในตำแหน่งห่างออกจากจุดศูนย์กลางเล็กน้อยไม่ใช่งานหมูๆ เลย เพราะต้องใช้คานรับน้ำหนักรูปสามเหลี่ยมที่ออกแบบมาเป็นพิเศษประกอบกันเพื่อรับน้ำหนักของกระจกรวมทั้งมวลน้ำมหาศาล ซึ่งเปิดใช้งานวันละกว่า 8 ชั่วโมง

Jewel Changi Airport Jewel Changi Airport Jewel Changi Airport Jewel Changi Airport Jewel Changi Airport

เพลงคลาสสิกที่บรรเลงคลอการชมน้ำตกฝีมือมนุษย์ความสูง 40 เมตร ไม่อาจกลบเสียงของน้ำตกซึ่งเกิดจากน้ำปริมาณ 38,000 ลิตรต่อนาที ตกจากยอดโดมที่ชั้น 5 ลงสู่ชั้นใต้ดิน (B2) เป็นเสียงที่ดังในระดับที่ทำให้เรากับคู่รักข้างๆ ต่างมีพื้นที่ส่วนตัว และรู้สึกสงบผ่อนคลายมากพอจนจินตนาการได้ขยับตัวบ้าง (จะไม่สงบก็ตรงมีคนมาขอให้ถ่ายรูปให้เป็นระยะๆ นี่แหละ)

Jewel Changi Airport Jewel Changi Airport

Jewel Changi Airport Jewel Changi Airport

นอกจากความสวยงามแล้ว กระจกจำนวน 9,000 ชิ้นยังทำหน้าที่ควบคุมแสงที่ส่องลงมา ไม่ให้อุณภูมิภายในโดมร้อนเกินจนนักท่องเที่ยวอึดอัด แต่ต้องให้แสงเข้ามามากพอสำหรับเหล่าต้นไม้ในสวนแห่งนี้ทั้งหมด ที่พิเศษยิ่งไปกว่านั้น กระจกเหล่านี้ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้เกิดการสะท้อนที่รบกวนการจราจรทางอากาศ และมีช่องอากาศขนาด 16 มิลลิเมตรเพื่อลดเสียงจากเครื่องบินขึ้นและลงอีกด้วย

นอกจากความมหัศจรรย์ในเรื่องของการสร้างบรรยากาศให้ Jewel เป็นมากกว่าแค่ตึกที่เชื่อมอาคารโดยสารทั้ง 3 (Terminal1-3) เข้าด้วยกัน มันยังปรับปรุงและเพิ่มความพิเศษให้รถไฟฟ้าที่เชื่อมระหว่างอาคารผู้โดยสาร (Skytrain) ด้วยการอัพเกรดเป็นรถชมวิวน้ำตกแบบระยะประชิด

ช่วงแรกของโครงการก่อสร้าง ตัวรถไฟฟ้าถือเป็นหนึ่งในอุปสรรคหลักของงานโครงสร้าง เพราะทีมสถาปนิกวางแผนจะให้น้ำตกสาดผ่านขบวนรถที่เคลื่อนผ่าน แต่เต็มไปด้วยปัญหาจนต้องตัดสินใจออกแบบให้น้ำตกเบี่ยงออกจากจุดศูนย์กลางเล็กน้อยเพื่อหลบการเคลื่อนที่ของรถไฟฟ้า และกลายเป็นการเพิ่มความเป็นเอกลักษณ์ให้กับ Jewel มากขึ้น

แน่นนอนว่างานยากถูกผลักให้เป็นภาระของฝั่งโครงสร้างแทน เนื่องด้วยน้ำหนักกระจกที่มากกว่า 6,000ตัน (ใกล้เคียงกับเครื่องบินแอร์บัส A3800 10 ลำ) งานโครงสร้างจึงต้องใช้เสา 14 ต้น รวมกับคานวงแหวนเพื่อรองรับน้ำหนักกระจกดังกล่าว หนักจริงเชียว

เราลองเดินลงไปสำรวจชั้นใต้ดินอีก 2 ชั้นเพื่อฟังว่าเสียงจะดังมากแค่ไหน พอค่อยๆ เดินผ่านบันไดเลื่อนลงไป เสียงน้ำกระทบกลับค่อยๆ เบาลงจนกระทั่งเงียบสนิท เฮ้ย!

สิ่งที่อยู่ตรงหน้านอกเหนือจากร้านอาหารที่ล้อมรอบน้ำตกอยู่แล้วก็คือ กระจกหนาชิ้นใหญ่ที่เป็นเหมือนกระบอกน้ำที่รวมให้น้ำปริมาณมากไหลรวมกันลงไปยังระบบหมุนเวียนด้านล่าง เพื่อกลับไปใช้เป็นน้ำตกอีก และใช้หล่อเลี้ยงต้นไม้นานาพันธุ์ในอาคารแห่งนี้ ซึ่งหากฝนตกลงมาก็จะลงไปรวมกับน้ำตกขนาดใหญ่นี้ด้วย

เราพบว่ากระจกแก้วหนามาก เอาหูแนบก็ยังไม่ได้ยินเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมา เด็กน้อยรอบๆ แลดูสนุกสนาน โดดเล่นไปมาและประหลาดใจเมื่อมองหน้าขึ้นไปดูน้ำที่กระทบขอบกระจกหายลงไปที่ไฟด้านล่าง

Jewel Changi Airport

พอพระอาทิตย์เริ่มคล้อย แสงไฟที่ตกแต่งต้นไม้โดยรอบก็เริ่มเปล่งสีสัน ม่วงบ้าง เขียวบ้าง เพื่อรอเวลารอบการแสดงแสงสีเสียงที่มีทุกวันทุกชั่วโมงตั้งแต่ทุ่มครึ่งจนถึงเที่ยงคืนครึ่ง แล้วน้ำตกก็จะหยุดพัก จนกระทั่ง 8 โมงเช้าวันถัดไป

Jewel Changi Airport Jewel Changi Airport Jewel Changi Airport

ถ้าใครจะมาเยี่ยมชมน้ำตก ขอแนะนำให้มาก่อนการแสดงรอบสุดท้าย มิฉะนั้นจะเหลือแค่ศูนย์อาหารชั้นล่างสุด (B2) เป็นเพื่อนเล่นในยามวิกาล เพราะเป็นเพียงโซนเดียวที่เปิดบริการตลอดเวลา

ต้องยอมรับว่าสิงคโปร์มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการแสดงแสงสีเสียงผ่านม่านน้ำ ดังจะเห็นได้จากจุดท่องเที่ยวอื่นๆ ของประเทศ เช่น บริเวณหน้า Marina Bay Sand จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าโชว์ระยะเวลา 4 นาทีจะทำได้ดีเพียงใด

ขอแนะนำว่าให้ยืนชมไฟจากด้านข้างบริเวณชั้นลอยที่เป็นจุดชมน้ำตก จะได้ภาพประดับอินสตาแกรมที่อลังการกว่าการยืนจากลานด้านล่าง แต่หากไม่ชอบความแออัด พื้นที่ด้านล่างน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า อ้อ เตรียมตัวเปียกเล็กน้อยด้วยนะ

Jewel Changi Airport

หลังจากสูดอากาศจากสวนในเมืองแห่งนี้จนเต็มปอด ก็ได้เวลาแยกย้ายกันไปตามอาคารผู้โดยสารของตนเองเพื่อเดินทางกลับบ้าน อาคารโดยสารทั้งสามแห่งเชื่อมต่อกันด้วยสะพานเชื่อมอย่างไร้ที่ติ (อาคารผู้โดยสารที่ 4 ต้องนั่งรถต่อจากอาคารผู้โดยสารที่ 2)

เมื่อเรามองลงมาจากมุมสูงบนเครื่องบินจะพบว่า การลงทุน 1.7 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์เพื่อเนรมิตป่าในห้างครั้งนี้ ทำให้สนามบินสิงคโปร์ชางงีเหมาะกับตำแหน่งสนามบินที่ดีที่สุดในโลกจริงๆ

(สิงคโปร์ชางงีได้รับรางวัลสนามบินที่ดีที่สุดในโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 7 แล้ว)

Jewel Changi Airport

www.jewelchangiairport.com

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ส้มฉุน มะลิกุล

สาวโสดชาวไทยผู้จับพลัดจับผลูมาทำงานติดเกาะสิงคโปร์ เคยตั้งใจจะรีบทำงานเก็บเงินกลับบ้าน แต่หลังจาก 7 ปีก็เปลี่ยนเป็นเที่ยวให้รู้ กินให้สุข และลิ้มโกปี๊ (ดื่มกาแฟ) ก่อนที่เข่าและข้อเท้าจะไม่อำนวยให้ออกเดินทาง เย่!

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

จากตัวเมืองเชียงใหม่-อำเภอเชียงดาว จากถนนคอนกรีตเริ่มกลายเป็นถนนลูกรัง ภูเขาน้อยใหญ่สองข้างทาง กับฝนที่โปรยลงมาพอให้ชื่นใจ และ ‘ดอยหลวงเชียงดาว’ สูงตระหง่านอยู่สุดสายตาหลังจากยานพาหนะพาเรามาถึงจุดหมาย ชายวัยกลางคนผมยาวดกดำเดินออกมาต้อนรับ พร้อมเชื้อเชิญเราเข้าไปยังที่พัก

“สำหรับเรา พระอาทิตย์ขึ้น เหมือนการเริ่มต้นวันใหม่ในชีวิตของคนและธรรมชาติ เป็นการตื่นนอนและเดินทางในทุกวันเหมือนดวงอาทิตย์” เนย์-สุริยาวุธ อภิวงค์ เล่าถึงที่มาและการเดินทางของเขา จากจุดเริ่มต้นจนกลายเป็น ‘ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์’

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

พบตะวัน

ตะวันตื่น เริ่มขึ้นจากการเดินทางจากเชียงใหม่ มาดูที่ดินตรงนี้ครั้งแรกกับเพื่อน เราเห็นภูเขาและพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก จากจุดนี้ทำให้เรานึกถึงภาพวาดสมัยเป็นเด็ก” เจ้าบ้านเล่าพร้อมพาเดินชมโดยรอบ

เนย์ตัดสินใจเข้ามาลองใช้ชีวิตอยู่บนที่ดินผืนนี้รวมทั้งหมด 31 ไร่ ที่มีต้นน้ำ (แม่น้ำปิง) ขนาบข้าง พร้อมกับป่าไผ่และป่าเบญจพรรณโอบล้อม ในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

“เราเริ่มเข้ามาใช้ชีวิตที่นี่ เรียนรู้ความเป็นอยู่ของคนในชุมชนก่อน เราคิดว่าต้องเป็นคนที่นี่ให้ได้ก่อนเพื่อที่จะเข้าใจว่าสิ่งไหนควรทำ ไม่ควรทำ”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เพราะเราใช้ชีวิตคลุกคลีกับชาวบ้าน เลยเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในชุมชน จากคนแปลกหน้าเริ่มกลายเป็นครอบครัว พออยู่ที่นี่ครบสามฤดูกาล เราตัดสินใจกับเพื่อนๆ ว่า ควรทำแคมป์กราวนด์ที่มีฟาร์มไก่และร้านกาแฟเล็กๆ” เนย์เล่าด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

ระหว่างบทสนทนา เสียงลมเอื่อยๆ กระทบต้นไม้ใหญ่ริมน้ำ ประกอบกับฝนที่โปรยลงมาเป็นระยะราวกับเสียงดนตรีจากธรรมชาติ และฝนสงบลงตอนเที่ยงวันพอดิบพอดี หลังจากเรากางเต็นท์และเก็บสัมภาระเรียบร้อย เนย์ตะโกนมาจากในครัวที่ทำมาจากไม้ไผ่ทั้งหลัง 

“มื้อเที่ยงวันนี้ผมจะทำ ‘คั่วแฮ่มไก่’ ให้กินนะ” 

หลังพูดจบประโยค เนย์ชักชวนเราเข้ามาในครัว ซึ่งเขากำลังเตรียมวัตถุดิบเพื่อปรุงอาหาร

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้
นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เมนูคั่วแฮ่มไก่ (คั่วแห้งไก่) เป็นอาหารท้องถิ่นของภาคเหนือ แต่ความพิเศษของคั่วแห้งไก่ที่เรากำลังจะทำคือ วัตถุดิบทั้งหมดหามาจากธรรมชาติ พืชผักท้องถิ่นที่ขึ้นเองริมน้ำ เก็บมาปลูกในแปลงที่ทำไว้ในฟาร์มสเตย์ ส่วนไก่ เป็นไก่พื้นเมืองที่เราเลี้ยงไว้เอง” เนย์เล่าปนยิ้มพร้อมทำอาหารต่ออย่างสนุกมือ

“บริเวณรอบๆ ไม่ได้มีแค่พืชผักอย่างเดียว แม่น้ำปิงที่นี่ใสมาก ในฤดูร้อนกับฤดูหนาวใสจนเห็นปลาเลย อยู่ที่นี่ได้กินปลาจนเบื่อ มันว่ายทวนน้ำขึ้นมาตลอด บางทีมันมากันเป็นโขยง ในแต่ละฤดูกาลจะมีปลาแตกต่างกัน อย่างช่วงนี้จะเป็นปลากด เพราะปลากดมากับน้ำขุ่น” เขาเล่าพร้อมตักอาหารใส่จาน และกินอาหารร่วมกันกับพวกเรา

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

หากสังเกตจะพบว่าสิ่งปลูกสร้างที่นี่ล้วนทำมาจากวัสดุธรรมชาติ อีกทั้งยังมีเอกลักณ์เฉพาะ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางหมู่บ้านของชนพื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นห้องครัว ห้องน้ำ ลานกางเต็นท์ และ แปลงผัก ล้วนทำมาจากไม้หลากหลายชนิดที่มีรูปร่างแตกต่างกันไป

“เราไม่ใช่นายทุนที่มีเงินมากมาย ก่อนที่จะมาทำฟาร์มสเตย์ เราเรียนจบทางด้านศิลปะ สาขาจิตรกรรมมาก่อน เลยมีความรัก ความชอบงานศิลปะอยู่แล้ว เลยเริ่มสร้างจากสิ่งเล็กๆ ตอนนั้นในความคิดของเรา คิดแต่ว่าจะทำยังไงให้ชาวบ้านได้ผลประโยชน์ มีรายได้ และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ เลยเก็บวัสดุรอบตัวมาสร้างที่นี่เองทั้งหมด อย่างพวกกิ่งไม้ ต้นไม้ เป็นกิ่งไม้ที่ชาวบ้านตัดทิ้งบ้าง เก็บที่ไหลมาตามแม่น้ำบ้าง เก็บจากต้นไม้ที่โค้นล้มในป่าบ้าง

“มันอยู่ที่มุมมองและอยู่ที่คนที่จะไปจับ แล้วเอามาคิด เอามาทำ เราเคยคิดว่าต้องมีเงินเท่านั้น เท่านี้ ถึงจะสร้างบางสิ่งได้ แต่พอคิดดูดีๆ ขอแค่มีความคิด มีแรงกาย มีแรงใจ บางทีสร้างผลงานที่เรียกว่า Nature Art ขึ้นมาได้ จนหลังๆ เริ่มลดต้นทุนอะไรหลายๆ อย่าง เริ่มมีไอเดียใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ ยิ่งได้อยู่กับธรรมชาติ ยิ่งทำให้ความคิดแล่น”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

แล้วชาวบ้านได้รับการช่วยเหลืออย่างไรบ้าง-เราถาม

“ตอนนี้เราเริ่มจากจุดเล็กๆ ชุมชนเรามีต้นน้ำกับป่าไผ่ ชาวบ้านเลยคิดกันว่าอยากทำล่องแพ เลยลองตัดไม้ไผ่มาทำแพกับชาวบ้าน พานักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักไปล่องแพเป็นกิจกรรม แล้วรายได้จากล่องแพก็ให้ชาวบ้าน

“ตอนนี้ก็กำลังเริ่มทำอีกโครงการ เป็นโครงการปลูกไผ่ซางหม่น กำลังเริ่มเพาะกันอยู่เลย ปกติชุมชนแถวนี้จะตัดไม่ไผ่ขาย แต่ถ้าเราตัดมันไปเรื่อยๆ มันก็จะออกไม่ทัน ด้วยความที่เขตป่าของชุมชนนี้มีเกือบ สองพันไร่ ถ้าเราแบ่งออกเป็นสี่โซน ถ้าตัดโซนที่หนึ่ง ปีหน้าก็ตักโซนที่สอง หมุนเวียนกันไป ก็จะมีผลผลิตให้เราตลอดทุกปี และพอที่จะส่งออกได้เลยนะ ยิ่งผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ตอนนี้กำลังมาแรง ชาวบ้านเขาก็จะมีรายได้ตลอด” เจ้าบ้านเล่าอย่างภูมิใจ

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

ทิศตะวันตก

หลังตะวันค่อยๆ ลับฟ้าไปไม่นาน เจ้าบ้านเริ่มก่อกองไฟริมลานไม้ไผ่ให้พวกเรา ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าครัวเพื่อทำอาหารเย็น อาหารมื้อนี้เป็นอีกมื้อที่เรียบง่าย หลังจากทานอาหารร่วมกันกับเจ้าบ้าน บทสนทนายามดึกของเรายังคงดำเนินต่อไป พร้อมกับแสงของกองไฟดวงเล็กๆ ที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นขึ้นเป็นกอง

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว
ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ท้องฟ้าตรงที่พวกเรานั่งคุยกันอยู่ ถ้ามองขึ้นไปในฤดูล่าทางช้างเผือก ที่นี่มองเห็นทางช้างเผือกด้วยตาเปล่าได้

เลย ปกติทางช้างเผือกจะขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แล้วลับของฟ้าในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ” เจ้าบ้านชี้มือไปบนท้องฟ้าประกอบกับเปิดโทรศัพท์มือถือ และอวดรูปภาพทางช้างเผือกที่เขาเคยถ่ายไว้

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ตอนนี้ยังสร้างไม่เสร็จดี แต่คนตามกันเข้ามาเยอะพอสมควร จนเราประหลาดใจอยู่เหมือนกัน น่าจะบอกปากต่อปากกันไปเรื่อยๆ จนธุรกิจแถวนี้เข้ามาถามตลอดว่า ทำการตลาดยังไง ฐานลูกค้า กลุ่มเป้าหมายเป็นแบบไหน เราให้คำตอบเขาไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ทำการตลาดอะไรเลย แต่นักท่องเที่ยวมาเข้าพักอยู่ตลอด 

“เลยตอบเขาไปว่าเราไม่ได้ขายการบริการ เราขายเรื่องราวกับวิถีชีวิต อยู่ที่นี่เราเป็นตัวเอง คนสมัยนี้จะเสาะหาอะไรที่มันมีเรื่องราวและเรียบง่าย คนที่เข้ามาพักมักถามเราเสมอว่า คิดค่าบริการยังไง เพราะเราไม่ได้แจ้งไว้ในช่องทางไหนเลย เราตอบลูกค้าไปว่า ‘แล้วแต่จะให้’ เราเป็นศิลปิน เราคิดว่าในเมื่อเราสร้างผลงานชิ้นหนึ่ง แล้วมันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เราไม่สามารถประเมินค่ามันได้ เลยบอกลูกค้าไปแบบนั้น” เขาเว้นจังหวะก่อนอธิบายเสริม

“ลูกค้าที่มาเข้าพักที่นี่จะให้มากให้น้อย เราไม่เคยคิดว่าขาดทุนสักครั้ง มันเป็นกำไรชีวิตทั้งนั้น เราคิดซะว่าได้รู้จักผู้คนมากขึ้น มาแบ่งปันเรื่องราว แบ่งปันประสบการณ์กันที่นี่ เราคิดว่านั้นเป็นกำไรของเราแล้วล่ะ” 

เนย์พูดทิ้งท้าย ก่อนพวกเราจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน และเดินทางกลับเชียงใหม่ในตอนเช้าตรู่

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

เดินทางตามตะวันกันต่อที่ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์

ที่ตั้ง : ตำบลเมืองงาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ 50170 (แผนที่

โทรศัพท์ : 09 1810 5009

Facebook : Tawan Tune Farm Stay ตะวันตื่น ฟาร์มสเตย์

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

นภัสรพี ศรีบุญปวน

นักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มีความฝันอยากท่องโลกกว้าง รักการเดินทาง กาแฟอเมริกาโน่ และการพบเจอเรื่องดีๆ ระหว่างการผจญภัยของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ผู้คน สถานที่ หรือความรู้สึก

Photographer

จารุเดช ไชยเลิศ

นักศึกษาวิจิตรศิลป์ สาขาถ่ายภาพ หนุ่มเชียงใหม่ ผู้หลงรัก ต้นไม้ กาแฟ และเสียงดนตรี ใช้กล้องเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร และเป็นข้ออ้างให้ตัวเองออกไปเจอโลก ผู้คน และธรรมชาติ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load