11 พฤษภาคม 2562
15 K

“มองไปทางไหนก็เขียวไปหมด” นักท่องเที่ยวพูดกับเพื่อนที่อยู่ด้วยกันในลิฟต์

‘ขนาดนั้นเลยเหรอ’ เราคิดในใจ  

มันจะเหมือน Garden by the Bay ไหม ประเทศนี้ยังมีห้างไม่มากพออีกหรอ แล้วครั้งนี้มันจะต่างกับห้างติดสนามบินของประเทศอื่นยังไง นี่คือคำถามที่เกิดขึ้นในใจ

สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวอยู่มากในตัวเมือง เพียงแค่นักท่องเที่ยวแวะเปลี่ยนเครื่องที่นี่ และมีเวลาว่างตั้งแต่ 5 ชั่วโมงครึ่งถึง 24 ชั่วโมง ก็ลงทะเบียนไปชมเมืองกับไกด์แบบฟรีๆ ได้ภายในเวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง

ชวนคนไปเที่ยวเมืองสิงคโปร์ไม่น่ายาก โจทย์ที่ยากกว่าก็คือ ทำยังไงถึงจะดึงดูดความสนใจของคนจากทั่วโลกให้มาลองใช้บริการสนามบินชางงี (Changi) ของสิงคโปร์

ในเมื่อสิงคโปร์ขึ้นชื่อเรื่องพื้นที่สีเขียวอยู่แล้ว ถึงขนาดเปลี่ยนสโลแกนจาก เมืองที่เต็มไปด้วยสวน (A Garden City) มาเป็น เมืองในสวน (City in a Garden) แล้วทำไมไม่ลองยกสวนมาในไว้สนามบินเพื่อเพิ่มความสนใจบ้างล่ะ

Jewel Changi Airport Jewel Changi Airport

เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้น 5 ของ Jewel Changi Airport สวนสาธารณะที่อยู่กลางสนามบิน แล้วเดินออกมาเจอพื้นที่ขนาด 14,000 ตารางเมตร ของ Canopy Park ก็รู้สึกว่า โอ้โห นี่มันป่าขนาดย่อมๆ เลยนะเนี่ย

พอเดินตามเสียงน้ำตกเข้าไปก็พบว่ามันเขียวไปหมดจริงๆ เป็นความเขียวจากเหล่าต้นไม้น้อยใหญ่ในเขตร้อนชื้นนับแสนต้น กว่า 120 ชนิด ซึ่งนำเข้ามาจากประเทศไทย ออสเตรเลีย จีน มาเลเซีย สเปน และอเมริกา แล้วใช้เวลาดูแลปรับสภาพให้เข้ากับอากาศภายโดมธรรมชาติแห่งนี้เป็นระยะเวลาเกือบ 3 ปี

Jewel Changi Airport Jewel Changi Airport

วิวจากความเขียวที่ลดหลั่นกันไปตามขั้นบันไดตรงหน้าดูเหมือนทางลาดชันของภูเขา ให้ประสบการณ์ที่แปลกตายิ่งนัก จนบางทีก็แอบคิดไปว่าหรือว่านี่คือสวนในอนาคตที่มนุษย์จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน มีพื้นที่ให้คนทุกเพศทุกวัย

พื้นที่สีเขียว แหล่งช้อปปิ้ง สวนสนุกเล็กๆ โรงภาพยนตร์ โรงแรม และห้องจัดนิทรรศการ (Visual Experience Studio) อยู่รวมกันภายใต้พื้นที่สีเขียวเข้มแห่งนี้ได้อย่างไม่แย่งซีนกัน

มันเขียวจนไม่ควรเรียกว่า ‘สวนในห้าง’ แต่ต้องเรียกว่า ‘ห้างในสวน’

Jewel Changi Airport Jewel Changi Airport Jewel Changi Airport Jewel Changi Airport

ใครพลังเยอะหน่อยก็เดินไต่ไหล่เขา (หรือขั้นบันไดนั่นเอง) ลงไปเรื่อยๆ จนถึงชั้น 1 ส่วนเด็กๆ ก็มีที่ให้ปล่อยของ ปลดปล่อยจินตนาการ ได้หลากหลายแบบ เช่น สวนหย่อมเขาวงกต (Hedge Maze) เขาวงกตกระจก (Mirror Maze) สวนตาข่ายกระโดดเบาน์ซิงเน็ตและสวนตาข่ายวอล์กกิ้งเน็ต (Bouncing and Walking Net) สะพานคาโนปี้ (Canopy Bridge) สะพานกระจกใสวิวแบบพาโนรามาที่สูงจากพื้น 23 เมตร สวนหมอก (Foggy Bowls) และสไลเดอร์ 4 ทิศทาง (Discovery Slides) สีเงินเมทัลลิกรูปร่างประหลาดที่สะท้อนพื้นไม้สีทองเพิ่มสีสันของตัวเครื่องเล่นได้แบบแปลกตายิ่งนัก

จุดต่างๆ เหล่านี้จะเปิดให้ใช้บริการอย่างเป็นทางการวันที่ 10 มิถุนายนนี้ และต้องเสียค่าเข้าใช้บริการทั้งหมด ที่ฟรีมีแค่การชมวิวของน้ำตก (Rain Vortex) เท่านั้น ส่วนคนที่อยากจะใช้บริการ Skytrain ซึ่งผ่านหน้าน้ำตกนั้นจะต้องเป็นผู้โดยสารที่ใช้บริการสนามบินชางงีขาเข้าและออกประเทศ โดยต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองแล้วเท่านั้น เพราะรถไฟดังกล่าวเชื่อมระหว่างอาคาร 2 และ 3

Jewel Changi Airport Jewel Changi Airport Jewel Changi Airport

โมเช่ ซาฟได (Moshe Safdie) ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าทีมสถาปนิกผู้ออกแบบสวนในสนามบินแห่งนี้ คือผู้ออกแบบตึกชื่อดังอย่าง Marina Bay Sand เขาพูดถึงการออกแบบ Jewel Changi Airport ว่า สวนสนุกแบบยูนิเวอร์แซลสตูดิโอและดิสนีย์แลนด์ ไม่นานคนก็เลิกสนุกกับมัน เขาอยากสร้างสิ่งที่เวลาไม่สามารถทำลายได้ และให้ความรู้สึกเหมือนเป็นสวนที่อยู่ในสวรรค์จริงๆ เขาจึงลงมือออกแบบ Jewel โดยมีแรงบันดาลใจเป็นหนังเรื่อง Avatar

ภาพเห็นตรงหน้าบอกเราว่า Jewel คือประติมากรรมทางวิศวกรรมดีๆ นี่เอง

โดมกระจกรูปโดนัทที่มีน้ำตกอยู่ในตำแหน่งห่างออกจากจุดศูนย์กลางเล็กน้อยไม่ใช่งานหมูๆ เลย เพราะต้องใช้คานรับน้ำหนักรูปสามเหลี่ยมที่ออกแบบมาเป็นพิเศษประกอบกันเพื่อรับน้ำหนักของกระจกรวมทั้งมวลน้ำมหาศาล ซึ่งเปิดใช้งานวันละกว่า 8 ชั่วโมง

Jewel Changi Airport Jewel Changi Airport Jewel Changi Airport Jewel Changi Airport Jewel Changi Airport

เพลงคลาสสิกที่บรรเลงคลอการชมน้ำตกฝีมือมนุษย์ความสูง 40 เมตร ไม่อาจกลบเสียงของน้ำตกซึ่งเกิดจากน้ำปริมาณ 38,000 ลิตรต่อนาที ตกจากยอดโดมที่ชั้น 5 ลงสู่ชั้นใต้ดิน (B2) เป็นเสียงที่ดังในระดับที่ทำให้เรากับคู่รักข้างๆ ต่างมีพื้นที่ส่วนตัว และรู้สึกสงบผ่อนคลายมากพอจนจินตนาการได้ขยับตัวบ้าง (จะไม่สงบก็ตรงมีคนมาขอให้ถ่ายรูปให้เป็นระยะๆ นี่แหละ)

Jewel Changi Airport Jewel Changi Airport

Jewel Changi Airport Jewel Changi Airport

นอกจากความสวยงามแล้ว กระจกจำนวน 9,000 ชิ้นยังทำหน้าที่ควบคุมแสงที่ส่องลงมา ไม่ให้อุณภูมิภายในโดมร้อนเกินจนนักท่องเที่ยวอึดอัด แต่ต้องให้แสงเข้ามามากพอสำหรับเหล่าต้นไม้ในสวนแห่งนี้ทั้งหมด ที่พิเศษยิ่งไปกว่านั้น กระจกเหล่านี้ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้เกิดการสะท้อนที่รบกวนการจราจรทางอากาศ และมีช่องอากาศขนาด 16 มิลลิเมตรเพื่อลดเสียงจากเครื่องบินขึ้นและลงอีกด้วย

นอกจากความมหัศจรรย์ในเรื่องของการสร้างบรรยากาศให้ Jewel เป็นมากกว่าแค่ตึกที่เชื่อมอาคารโดยสารทั้ง 3 (Terminal1-3) เข้าด้วยกัน มันยังปรับปรุงและเพิ่มความพิเศษให้รถไฟฟ้าที่เชื่อมระหว่างอาคารผู้โดยสาร (Skytrain) ด้วยการอัพเกรดเป็นรถชมวิวน้ำตกแบบระยะประชิด

ช่วงแรกของโครงการก่อสร้าง ตัวรถไฟฟ้าถือเป็นหนึ่งในอุปสรรคหลักของงานโครงสร้าง เพราะทีมสถาปนิกวางแผนจะให้น้ำตกสาดผ่านขบวนรถที่เคลื่อนผ่าน แต่เต็มไปด้วยปัญหาจนต้องตัดสินใจออกแบบให้น้ำตกเบี่ยงออกจากจุดศูนย์กลางเล็กน้อยเพื่อหลบการเคลื่อนที่ของรถไฟฟ้า และกลายเป็นการเพิ่มความเป็นเอกลักษณ์ให้กับ Jewel มากขึ้น

แน่นนอนว่างานยากถูกผลักให้เป็นภาระของฝั่งโครงสร้างแทน เนื่องด้วยน้ำหนักกระจกที่มากกว่า 6,000ตัน (ใกล้เคียงกับเครื่องบินแอร์บัส A3800 10 ลำ) งานโครงสร้างจึงต้องใช้เสา 14 ต้น รวมกับคานวงแหวนเพื่อรองรับน้ำหนักกระจกดังกล่าว หนักจริงเชียว

เราลองเดินลงไปสำรวจชั้นใต้ดินอีก 2 ชั้นเพื่อฟังว่าเสียงจะดังมากแค่ไหน พอค่อยๆ เดินผ่านบันไดเลื่อนลงไป เสียงน้ำกระทบกลับค่อยๆ เบาลงจนกระทั่งเงียบสนิท เฮ้ย!

สิ่งที่อยู่ตรงหน้านอกเหนือจากร้านอาหารที่ล้อมรอบน้ำตกอยู่แล้วก็คือ กระจกหนาชิ้นใหญ่ที่เป็นเหมือนกระบอกน้ำที่รวมให้น้ำปริมาณมากไหลรวมกันลงไปยังระบบหมุนเวียนด้านล่าง เพื่อกลับไปใช้เป็นน้ำตกอีก และใช้หล่อเลี้ยงต้นไม้นานาพันธุ์ในอาคารแห่งนี้ ซึ่งหากฝนตกลงมาก็จะลงไปรวมกับน้ำตกขนาดใหญ่นี้ด้วย

เราพบว่ากระจกแก้วหนามาก เอาหูแนบก็ยังไม่ได้ยินเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมา เด็กน้อยรอบๆ แลดูสนุกสนาน โดดเล่นไปมาและประหลาดใจเมื่อมองหน้าขึ้นไปดูน้ำที่กระทบขอบกระจกหายลงไปที่ไฟด้านล่าง

Jewel Changi Airport

พอพระอาทิตย์เริ่มคล้อย แสงไฟที่ตกแต่งต้นไม้โดยรอบก็เริ่มเปล่งสีสัน ม่วงบ้าง เขียวบ้าง เพื่อรอเวลารอบการแสดงแสงสีเสียงที่มีทุกวันทุกชั่วโมงตั้งแต่ทุ่มครึ่งจนถึงเที่ยงคืนครึ่ง แล้วน้ำตกก็จะหยุดพัก จนกระทั่ง 8 โมงเช้าวันถัดไป

Jewel Changi Airport Jewel Changi Airport Jewel Changi Airport

ถ้าใครจะมาเยี่ยมชมน้ำตก ขอแนะนำให้มาก่อนการแสดงรอบสุดท้าย มิฉะนั้นจะเหลือแค่ศูนย์อาหารชั้นล่างสุด (B2) เป็นเพื่อนเล่นในยามวิกาล เพราะเป็นเพียงโซนเดียวที่เปิดบริการตลอดเวลา

ต้องยอมรับว่าสิงคโปร์มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการแสดงแสงสีเสียงผ่านม่านน้ำ ดังจะเห็นได้จากจุดท่องเที่ยวอื่นๆ ของประเทศ เช่น บริเวณหน้า Marina Bay Sand จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าโชว์ระยะเวลา 4 นาทีจะทำได้ดีเพียงใด

ขอแนะนำว่าให้ยืนชมไฟจากด้านข้างบริเวณชั้นลอยที่เป็นจุดชมน้ำตก จะได้ภาพประดับอินสตาแกรมที่อลังการกว่าการยืนจากลานด้านล่าง แต่หากไม่ชอบความแออัด พื้นที่ด้านล่างน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า อ้อ เตรียมตัวเปียกเล็กน้อยด้วยนะ

Jewel Changi Airport

หลังจากสูดอากาศจากสวนในเมืองแห่งนี้จนเต็มปอด ก็ได้เวลาแยกย้ายกันไปตามอาคารผู้โดยสารของตนเองเพื่อเดินทางกลับบ้าน อาคารโดยสารทั้งสามแห่งเชื่อมต่อกันด้วยสะพานเชื่อมอย่างไร้ที่ติ (อาคารผู้โดยสารที่ 4 ต้องนั่งรถต่อจากอาคารผู้โดยสารที่ 2)

เมื่อเรามองลงมาจากมุมสูงบนเครื่องบินจะพบว่า การลงทุน 1.7 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์เพื่อเนรมิตป่าในห้างครั้งนี้ ทำให้สนามบินสิงคโปร์ชางงีเหมาะกับตำแหน่งสนามบินที่ดีที่สุดในโลกจริงๆ

(สิงคโปร์ชางงีได้รับรางวัลสนามบินที่ดีที่สุดในโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 7 แล้ว)

Jewel Changi Airport

www.jewelchangiairport.com

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

ส้มฉุน มะลิกุล

สาวโสดชาวไทยผู้จับพลัดจับผลูมาทำงานติดเกาะสิงคโปร์ เคยตั้งใจจะรีบทำงานเก็บเงินกลับบ้าน แต่หลังจาก 7 ปีก็เปลี่ยนเป็นเที่ยวให้รู้ กินให้สุข และลิ้มโกปี๊ (ดื่มกาแฟ) ก่อนที่เข่าและข้อเท้าจะไม่อำนวยให้ออกเดินทาง เย่!

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

3 กุมภาพันธ์ 2566
373

คงต้องเกริ่นก่อนว่า ผมเป็นเด็กกรุงเทพฯ ที่ขึ้นมาใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยอยู่ที่เชียงใหม่เป็นเวลากว่า 1,131 วัน ท่องเที่ยวไปมาหลายแห่ง บุกป่าฝ่าดง หอบข้าวของขึ้นไปกางเต็นท์ก็หลายจุด เพียงแต่ปลายทางในครั้งนี้เห็นจะเป็นสถานที่อีกแห่งที่ผมยังไม่เคยมีโอกาสได้ไป แต่เมื่อแบรนด์กาแฟอย่าง ‘อินทนิล’ ทำกาแฟดริปแบบ Single Origin ออกมาวางจำหน่ายเมื่อช่วงปีใหม่ ผมจึงอยากรู้ว่า 3 แหล่งที่อินทนิลเลือกมามีความพิเศษยังไง

Single Origin ของอินทนิลคราวนี้ประกอบด้วย กาแฟแม่แจ๋ม (Fruity Taste) จากจังหวัดลำปาง กาแฟป่าแป๋ (Nutty Taste) และกาแฟเทพเสด็จ (Special Taste) จากจังหวัดเชียงใหม่ ย้อนไปเมื่อหลายปีที่ผ่านมา อินทนิลเคยออกกาแฟออร์แกนิกดริปมาแล้ว เป็นเมล็ดออร์แกนิกอาราบิก้าแบบเดียวกับที่ใช้ในร้าน ซึ่งมาจาก 2 แหล่งเพาะปลูกหลัก คือ ป่าแป๋และแม่แจ๋ม สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ทำไมอินทนิลถึงเลือก กาแฟเทพเสด็จ มาใช้กับ Single Origin ในครั้งนี้ และดูเหมือนว่าจะเป็นตัวไฮไลต์เสียด้วย

แม้ว่าการเดินทางไปยังดอยสะเก็ด เพื่อขึ้นไปดูไร่กาแฟ 2 แห่งที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านปางบงและหมู่บ้านแม่ตอนหลวง ตำบลเทพเสด็จ อําเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ จะไม่ได้อยู่ในแผนการชีวิตใกล้เรียนจบของผมแม้แต่น้อย แต่การเดินทางครั้งนี้ก็ทำให้ผมได้รู้จักกับหมู่บ้านกาแฟ รวมไปถึงเรื่องราวหลังบ้านของเกษตรกรเจ้าของไร่กาแฟที่น้อยคนจะรู้มาก่อน

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
#01

หมู่บ้านปางบง

ความสูงอยู่ที่ประมาณ 1,000 – 1,200 เมตร

เอาเข้าจริงแล้ว การเยือนไร่กาแฟในครั้งนี้ไม่ค่อยยากลำบากอย่างที่เด็กกรุงเทพฯ ผู้ใช้ชีวิตรอบล้อมไปด้วยต้นไม้คอนกรีตหรือเสาไฟฟ้าอย่างผมคาดการณ์ไว้ 

การเดินทางไปหมู่บ้านปางบงไม่ถึงกับต้องขึ้นเขาลงห้วย (ถ้าไม่นับการนั่งรถขึ้นดอยนะ) หรือเดินทางไกลอะไรมากมาย แถมยังได้นั่งจิบกาแฟดริป ชิมบรรยากาศรับลมหนาว พักสายตาด้วยสายธารด้านล่าง และรับกลิ่นโชยของป่าเขา ณ ร้านดอยปางบง กาแฟ & ฟาร์มสเตย์ ของ คุณนนท์-อานนท์ พวงเสน เจ้าของไร่กาแฟในหมู่บ้าน ก็นับว่าเป็นอะไรที่สะดวกสบายและผ่อนกายคลายใจได้พอสมควร

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ที่สำคัญ คุณนนท์เจ้าของไร่แห่งนี้มีดีกรีเป็นถึงผู้ชนะการประกวดสุดยอดกาแฟไทย (Thai Coffee Excellence) ด้วยกระบวนการ Wet Process ในปี 2021 และ Honey Process ในปี 2022 อีกด้วย

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

คุณนนท์อธิบายความหมายของ Honey Process ให้ผมผู้มีความรู้เรื่องนี้เป็นศูนย์เข้าใจอย่างง่ายว่า ในกระบวนการแปรรูปผลกาแฟสดจาก ‘กะลา’ ให้กลายเป็น ‘เมล็ดกาแฟ’ (สารกาแฟ) นั้น มี 3 กรรมวิธีที่คนนิยมกัน ได้แก่ 

1. Wet / Washed Process คือการนำผลกาแฟที่สุกจากต้นมากะเทาะเปลือก แล้วจึงนำตัวกะลาไปแช่น้ำกำจัดเมือกแล้วตากให้แห้ง ซึ่งหากเปรียบกับข้าว กะลาเหมือนเปลือกข้าวที่ยังไม่ได้สี จึงต้องผ่านกระบวนการทำให้พร้อมเป็นเมล็ดกาแฟสำหรับคั่ว

2. Dry Process คือการนำผลกาแฟไปตากให้แห้งทั้งเปลือก แล้วค่อยนำไปสีเอาเปลือกออก

3. Honey Process วิธีนี้ไม่ได้มีน้ำผึ้งเป็นส่วนประกอบแต่อย่างใดนะครับ แต่เป็นการนำกะลาไปตากทันทีหลังจากกะเทาะเปลือกแล้ว โดยข้ามขั้นตอนแช่น้ำขจัดเมือก กาแฟที่ผ่านกรรมวิธีนี้จะมีความเปรี้ยวต่ำ (Lower Acidity) และติดรสละมุนจากความหวานซึ่งจางอ่อนตามธรรมชาติมากกว่าเมล็ดทั่วไป

วกกลับมาที่การเดินทาง หลังจากเสพบรรยากาศจนอิ่มหนำสำราญ กินกาแฟคั่วกลางและอ่อนพอให้ได้สัมผัสรสชาติ จากนั้นผมก็กลับขึ้นรถเพื่อไปยังที่พัก แต่ระหว่างทางลงดอย เมื่อร่างกายกระทบกับเบาะนิ่ม ๆ ก็เหมือนระลึกได้และเลิกหลอกตัวเองในทันทีว่า มันก็เหนื่อยใช้ได้เลยเหมือนกัน

ไหนจะทางลาดชันอันขรุขระ ที่หากรองเท้าไม่พร้อม คงมีลำบากกันไปข้างสองข้าง หรือจะเป็นการต้องมุดดงพงไพรตามคุณนนท์เข้าไปในไร่ เดินไป คุยไป ทั้งกรรมวิธีการปลูก เก็บ และการต่ออายุต้นกาแฟ เรียกได้ว่าแกขยันเดินให้เราตามไปทุกหนแห่งที่พอจะไปได้จริง ๆ

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

“ที่นี่เดินง่ายกว่าสวนอื่นอีกนะ” คุณนนท์ว่า ส่วนผมนั้นได้แต่คิดว่า ไม่อยากจินตนาการถึงสวนอื่นเลยครับ

ระหว่างทางเป็นที่ร่มและโล่งแจ้งสลับกันไปตามความสูงใหญ่ของต้นไม้ในพื้นที่ คุณนนท์บอกว่า การปล่อยให้ต้นกาแฟสูงขึ้นเรื่อย ๆ มีแต่จะส่งผลเสีย เพราะสารอาหารจะน้อยลง และผลผลิตก็จะน้อยลงตาม ด้วยเหตุนี้ เหล่าคนทำไร่กาแฟจึงจำเป็นต้องทำสาวหรือตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้ออกมาเป็นกิ่งใหม่และไม่สูงจนเกินไป แต่การทำอย่างนั้นก็ส่งผลให้ไม่สามารถเก็บผลผลิตในช่วง 1 – 2 ปีแรก ก่อนที่จะกลับมามีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวอีกครั้งในปีที่ 3 – 4

“ข้อดีกับข้อเสียมันบาลานซ์กันครับ” คุณนนท์ว่า

พูดถึงที่ร่มกับที่โล่งแจ้ง ตรงส่วนนี้ก็มีผลกับกาแฟนะครับ คุณนนท์บอกว่าที่โล่งแจ้งมีโอกาสจะได้ผลผลิตมากกว่า เพราะผลกาแฟจะสุกไว ในทางกลับกัน ต้นไม้ก็มีโอกาสที่จะติดโรคตามธรรมชาติได้มากกว่า

ในขณะที่การปลูกในพื้นที่ร่ม คุณภาพของผลผลิตย่อมดีกว่า แต่ก็แลกมาด้วยปริมาณน้อยลงจากระยะเวลาที่แต่ละผลจะสุกช้าลงเช่นกัน 

ทว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดนั้นไม่ใช่โรค แมลง หรือสภาพอากาศ หากแต่เป็นสิ่งที่ผมเองก็เพิ่งทราบ มันนับเป็นปัญหาที่หากเกิดแล้วจะแก้ไขได้ยาก และจะส่งผลกระทบต่อไร่กาแฟไม่มากก็น้อย 

สิ่งนั้นคือ ปัญหาแรงงาน

คุณนนท์ยืนยันว่า ‘เป็นปัญหาที่น่ากลัวที่สุด’ เนื่องจากถ้าในหมู่บ้านไม่มีแรงงาน เมื่อถึงช่วงฤดูเก็บเกี่ยวก็ต้องไปจ้างคนจากข้างล่างขึ้นมา แต่ปัญหาคืออย่างในปีนี้ แรงงานไม่ค่อยขึ้นมากันแล้ว เนื่องจากหากเก็บผลผลิตได้ไม่มากพอ พวกเขาว่าไม่คุ้มค่าแรง แถมการเก็บผลกาแฟจำเป็นต้องทำอย่างละเอียด เก็บกันทีละลูก ค่อย ๆ คัด ค่อย ๆ หาลูกที่สุกสมบูรณ์

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ที่สำคัญ ฤดูเก็บเกี่ยวของกาแฟดันไม่เหมือนใครเพื่อนในวงการพืชผลทางการเกษตรอื่น ๆ และไม่ได้จบในการเก็บเกี่ยวเพียงครั้งเดียว

โดยแบ่งออกได้ 4 ช่วง

ช่วงที่ 1 : พฤศจิกายน เป็นช่วงที่ผลกาแฟเพิ่งสุกใหม่ และเป็นช่วงสำหรับคัดอันที่เป็นโรคทิ้ง

ช่วง 2 และ 3 : ธันวาคม-มกราคม เป็นช่วงที่ผลกาแฟสุกสมบูรณ์ที่สุด

ช่วงที่ 4 : กุมภาพันธ์ เรียกกันว่า ช่วงรูด นั่นคือการเก็บทั้งผลที่สุกและไม่สุกออกจากต้นให้หมด เพื่อไม่ให้ทับกับดอกของกาแฟที่กำลังจะบาน

“กาแฟเป็นพืชที่เอาใจยาก (หัวเราะ)” ผมเห็นด้วยกับคุณนนท์ทุกประการ บนเส้นทางที่เดินลำบากแล้ว พืชผลระหว่างทางกลับเอาใจและดูแลยากกว่าอีกครับ 

แต่ในความยากลำบากของกาแฟ คุณนนท์ก็พยายามตามใจพวกมันอย่างสุดความสามารถ ไม่อย่างนั้นแล้วเขาคงไม่คว้ารางวัลจากการประกวดสุดยอดกาแฟไทยมาได้ ซึ่งสำหรับผมที่ยังไม่ใช่คอกาแฟ (อนาคตก็ไม่แน่) ตอนที่ได้ลิ้มรสกาแฟดริปของคุณนนท์ นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ชวนให้รู้สึกละมุนลิ้น รับรู้ได้ถึงรสเปรี้ยว และเมื่อกินน้ำเปล่าตามก็ยังมีความหวานค้างอยู่ในปาก

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
#02

หมู่บ้านแม่ตอนหลวง

ความสูงอยู่ที่ประมาณ 1,300 – 1,500 เมตร

สำหรับวันที่ 2 ณ หมู่บ้านแม่ตอนหลวง ตำบลเทพเสด็จ และจังหวัดเชียงใหม่เช่นเคย มันคือความลำบากอย่างที่จินตนาการไว้แล้วครับ เรียกได้ว่าก้าวพลาดหนึ่งก้าว โน้มตัวผิดองศา ขาพันกันแม้เพียง 1 ม้วน ก็มีโอกาสกลิ้งหลายตลบม้วนลงทางลาด ไปนอนหยอดน้ำข้าวต้ม เขียนบทความนี้อยู่ในโรงพยาบาลแน่นอน

เพราะที่นี่คือไร่กาแฟของ ลุงเทียม-บุญเทียม ขันเป็ง ซึ่งมีขนาด 38 ไร่ ส่วนบน 28 กับส่วนล่างอีก 10 ไร่ ซึ่งแน่นอนว่าผมได้ขึ้นไปข้างบน

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

บันไดธรรมชาติสูงชันและน่ากลัว นั่นคือคำแรกที่โผล่เข้ามาในหัวหลังจากเห็นทางขึ้นไปยังไร่ส่วนบน เอาเข้าจริงไม่ใช่บันไดด้วยซ้ำ มันคือทางดินลาดชันที่สึกกร่อนตามธรรมชาติจนมีลักษณะคล้ายบันได ส่วนความสมประกอบคงไม่ต้องอธิบายให้มากความ เพราะสภาพเหมือนจงใจให้เราก้าวพลาดได้โดยไม่ยากเย็น

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล
ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

เมื่อขึ้นมาถึงข้างบน ผมได้พบกับไร่ขนาดใหญ่ของลุงเทียมที่ก็ลาดชันเหมือนเดิม เป็นไร่กาแฟขนาดใหญ่ที่หากดูไกล ๆ คงเหมือนเนินเขาสีเขียวทั่วไป แถมยังไม่มีทางเดินไว้รองรับรอยเท้าของมนุษย์แม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่ต้องทำสำหรับผู้มาเยือนอย่างเรา คือทำใจและระมัดระวังทุกฝีก้าว เพราะถึงคุณลุงจะบอกว่าเดินขึ้นลงตรงไหนก็ได้ แต่พอพินิจพิเคราะห์ด้วยสายตาตัวเอง ผมว่ามันก็ลื่นไถลตรงไหนก็ได้เหมือนกัน

ระหว่างทางลุงเทียมให้ทั้งข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับการทำไร่กาแฟ ซึ่งประเด็นต่างไปจากไร่ของคุณนนท์ตรงอายุของต้นกาแฟ เพราะต้นกาแฟของคุณลุงเทียมมีอายุน้อยกว่า ผลที่ได้รับจึงมีขนาดใหญ่กว่าแบบสังเกตเห็นได้

เวลาส่วนใหญ่ที่เราใช้ไปในวันนี้คือการปีนป่ายให้ทันตามคุณลุง ทั้งจับพื้น ตะกุยดิน คว้ารากต้นไม้ข้างทาง เพื่อเดินขึ้นไปเรื่อย ๆๆๆ ให้ทันลุงเทียมที่เดินขึ้นไปอย่างง่ายดายเหมือนขึ้นสะพานลอย

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

และมีคำเตือนมาฝาก หากมีโอกาสได้ไปท่องเที่ยวในไร่กาแฟที่มีสภาพภูมิศาสตร์เช่นเดียวกับผม อย่าจับหรือคว้าต้นกาแฟเพื่อดึงตัวเองขึ้นไปโดยเด็ดขาด เพราะผลกาแฟนั้นร่วงจากต้นง่ายมาก ซึ่งลูกที่ร่วงจะถูกนับเป็นคนละเกรดกับลูกที่เก็บสด ๆ จากต้น ฉะนั้น ถ้าไม่อันตรายถึงชีวิตจริง ๆ อย่าไปทำพืชผลเขาเสียหายนะครับ

อีกสิ่งที่แตกต่างระหว่างไร่ของคุณนน์กับลุงเทียมคือเรื่องแรงงาน ลุงเทียมยังคงหาแรงงานขึ้นมาช่วยเก็บกาแฟได้ แต่เป็นค่าแรงในราคากิโลกรัมละ 12 บาท ซึ่งปรับขึ้นมาจากแต่ก่อนที่ราคากิโลกรัมละ 7 – 8 บาท

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

เมื่อค่าแรงเพิ่มขึ้น ราคาการรับซื้อกาแฟเองก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน เราได้ข้อมูลจากสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนามาว่า ผลกาแฟ 5 กิโลกรัม ได้กะลา 1 กิโลกรัม ตอนนี้ราคารับซื้อผลกาแฟขึ้นมาประมาณ 15% ส่วนราคากะลาขึ้นมาประมาณ 40% และยังคงมีวี่แววจะสูงขึ้นอีกเรื่อย ๆ

ในปีหน้าจะเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ราคาคงเพิ่มขึ้นอีกแน่นอน เพราะด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะฝนหลงฤดูที่ทำให้ผลกาแฟหล่นลงพื้น จนปริมาณเก็บเกี่ยวลดลง อย่างที่บอกไปครับว่า กาแฟที่ดีต้องเด็ดสด ๆ จากต้น

หลังจากที่ลุงเทียมอธิบายและพาผมเดินไปยังทางลง ความสงสัยก็ผุดขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย จนเกิดเป็นคำถามที่ว่า “เคยมีคนไหลตกลงไปบ้างไหมครับ”

ลุงเทียมหัวเราะ และคำตอบของลุงก็ชวนให้ผมเพิ่มความระมัดระวังเป็นเท่าตัว

และแล้วก็มาถึงทางลงที่ดูจะปลอดภัยกับผู้มาเยือนมากขึ้น แล้วลุงเทียมก็พูดขึ้นว่า “จริง ๆ ขึ้นทางนี้ก็ได้ มันง่ายกว่า” พูดไม่ออก บอกไม่ถูก เอาเป็นว่าอย่างน้อยผมก็ได้มีเรื่องราวความลำบากมาเขียนแล้วกัน

ก่อนที่จะเดินทางกลับ ผมได้นั่งท้ายรถกระบะมาเยี่ยมเยียนบ้านคุณลุงในหมู่บ้านแม่ตอนหลวง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ลุงเทียมทั้งโม่ (กะเทาะเปลือก) แช่ และตากกาแฟทั้งหมดจากไร่ของตัวเอง

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล
ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

น่าเสียดายที่ลุงเทียมส่งกาแฟทั้งหมดไปขายแล้ว เราจึงไม่มีโอกาสได้ชิม แต่จากการปลูก ณ จุดสูงสุดของตำบลเทพเสด็จที่ผนวกรวมเข้ากับธรรมชาติรอบข้าง ไม่ได้โล่งแจ้งจนชวนให้กังวลว่าผลผลิตจะติดโรค และไม่ได้ร่มรื่นจนยากที่จะสุกทันฤดูเก็บเกี่ยว เรียกได้ว่าไร่ของลุงเทียมเพียบพร้อมไปด้วยปัจจัยมากมายที่จะทำให้ผลกาแฟนั้นออกมาดีมากถึงมากที่สุด  

ใครจะไปคิดครับว่า แม้ราคารับซื้อผลกาแฟจะมากขึ้น แต่ชาวไร่กาแฟกลับต้องประสบทั้งปัญหาขาดแคลนแรงงาน จำนวนผลผลิตที่ลดลงจากฝนหลงฤดูในช่วงปลายปีก่อน และอีกหลายปัญหาที่อาจส่งผลต่อทั้งวงการในระยะยาว

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

อย่างไรก็ตาม คุณภาพกาแฟของทั้ง 2 หมู่บ้านเป็นข้อพิสูจน์แล้วว่า ‘ยิ่งสูงยิ่งดี’ หมายถึงยิ่งปลูกกาแฟในที่สูง คุณภาพก็จะออกมาดีตามได้ ซึ่งในฐานะที่ผมได้ไปเห็นกระบวนการและปัญหาตั้งแต่ต้นเปลือกยันปลายกะลา การันตีได้เลยครับว่า คุณภาพและธรรมชาติที่อยู่อย่างเป็นมิตรกับผู้ดื่ม ทำให้กาแฟจากทั้ง 2 หมู่บ้านมีคุณค่าและทุกคนควรได้ลิ้มลองสักครั้งจริง ๆ สำหรับใครที่สนใจกาแฟของคุณนนท์และคุณลุงเทียม รวมถึงผลผลิตจากหมู่บ้านต่าง ๆ ของตำบลเทพเสด็จ โดยกลุ่มสมาชิกสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนา ที่ได้รับการสนับสนุนและพัฒนาผลผลิตกาแฟ จากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) ไปลิ้มรสชาติ Single Origin Drip Coffee Special Series กาแฟดริปใหม่ล่าสุดจากอินทนิลกันได้แล้ววันนี้ และไม่ว่าในอนาคต เราอาจได้ชิมกาแฟจากเทพเสด็จที่ร้านอินทนิลในรูปแบบเมล็ดกาแฟชงสด ๆ ก็เป็นได้

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ทำความรู้จักกับรสชาติของ Single Originดริปคอฟฟี่ซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

  • Mae Jaem กาแฟออร์แกนิกดริป แม่แจ๋ม จากหมู่บ้านแม่แจ๋ม ต.แจ้ซ้อน อ.แม่ปาน จ.ลำปาง
  • Pa Pae กาแฟออร์แกนิกดริป ป่าแป๋ จาก ต.ป่าแป๋ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
  • Thep Sadet กาแฟดริปเทพเสด็จ จากเขตโครงการหลวงป่าเมี่ยง ต.เทพเสด็จ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ โดยสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนา

พบกับ Single Origin ทั้ง 3 แหล่งได้แล้ว ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นไปที่ร้านอินทนิล

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

Avatar

ศรีภูมิ สาส่งเสริม

ช่างภาพเชียงใหม่ ชอบอยู่ในป่า มีเพื่อนเป็นช้าง และชาวเขาชาวดอย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load