“สุมไฟให้แรง เหล็กก็แดงคุโชน เรายกมันขึ้นทั่ง เตรียมทั้งแรงปูดโปน เราลงพะเนินบนเหล็กแดงด้วยไฟ ตีเข้าไป ตีเข้าไป ดัดแปลงรูปใดย่อมเสร็จได้ด้วยแรง

“ทุ่มกาย ทุ่มใจ เพื่อให้ไทยเป็นไทย ต้องสร้างด้วยไฟ ที่ลุกโชนโชติแดง มารวมพลัง สร้างสังคมที่ดี ตีเข้าไป ตีเข้าไป สร้างโลกสดใส ย่อมเสร็จได้ด้วยเรา”

เราพิมพ์คำว่า ‘ช่างตีเหล็ก’ ลงบนช่องค้นหาในกูเกิลก่อนเขียนบทความนี้ แทนที่จะพบประวัติศาตร์ซึ่งใครหลายคนเล่าไว้เรียงต่อกัน แต่ในหน้านั้น กลับคั่นด้วยเพลง คนตีเหล็ก ของ หงา คาราวาน

เรากดฟัง และอ่านเพื่อค้นหาความหมายในเนื้อเพลงช้าๆ

ไต่สุ่นอั้น โรงตีเหล็กแห่งสุดท้ายของภูเก็ตที่ยังไม่มีใครสานต่อ

น่าใจหาย

เมื่อรู้ว่า โรงตีเหล็กด้วยมือเหลือเป็นแห่งสุดท้ายบนถนนดีบุก อดีตย่านเหมืองแร่ของเมืองทุ่งคา

“จะเลิกทำแล้วครับ ไม่มีคนสานต่อ ไม่มีคนซื้อ สู้โรงงานไม่ไหว”

ยิ่งหายใจไม่ทั่วท้องกว่าเก่า หลังชายอายุเกินครึ่งคน สวมแต่กางเกงยีนส์ตัวเก่า พูดพร้อมเดินไปจุดเตาเผาเหล็กขนาดสูงใหญ่จรดเพดาน ซึ่งตั้งอยู่หน้าโรงงานเล็กๆ 1 คูหา ‘ไต่สุ่นอั้น’

กวาดสายตาไปรอบๆ แท่งตีเหล็ก ถังน้ำ เครื่องตัดเจียน เครื่องหลอม ค้อน ทั่ง เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ วางใกล้เตาเผาในมุมที่หยิบจับถนัด ข้างฝาห้อยเหล็กกล้าตีสำเร็จหลากชนิด บางชิ้นอายุนับหลายสิบปีที่เลิกผลิตแล้ว บางชิ้นเป็นเหล็กที่เพิ่งตีขึ้นรูปเสร็จพร้อมขาย

กลิ่นควันและเขม่าสีดำทั่วบ้าน ทำหน้าที่บันทึกร่องรอยความรุ่งโรจน์นับ 100 ปีของบ้านเลขที่ 2

เช่นเดียวกับบทความนี้ ที่ตั้งใจบันทึกเรื่องราวของ โกโป้-มนูญ หล่อโลหะการ ช่างตีเหล็กวัย 68 ผู้สืบทอดกิจการโรงตีเหล็กรุ่นสุดท้ายไว้ หากวันใด เขาอาจพบคนสานต่อหลังอ่านจบ

01

อดีต มณฑลภูเก็ตเป็นแหล่งแร่ดีบุกที่อุดมสมบูรณ์มาตั้งแต่โบราณกาล ปรากฏบันทึกการซื้อขายแร่ดีบุกกับฮอลันดาและฝรั่งเศสในยุคแผ่นดินพระนารายณ์มหาราช ขนาด ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ (Simon de La Loubère) ราชทูตคนที่ 2 ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เขียนบันทึกขณะเดินทางมาเจริญสัมพันธไมตรีไว้ว่า “ไม่มีประเทศใดจะมีชื่อเสียงว่าร่ำรวยด้วยเหมืองแร่ดีบุกมากกว่าประเทศสยาม”

ไต่สุ่นอั้น โรงตีเหล็กแห่งสุดท้ายของภูเก็ตที่ยังไม่มีใครสานต่อ

การขุดแร่ ร่อนแร่ดีบุก ต้องใช้น้ำล้างแยกดินทรายออกจากแร่ ดั้งนั้น ใครจะขุด จำต้องคิดหาแหล่งน้ำก่อน เมื่อพบและปักหลัก จึงเรียกบริเวณนั้นว่า ‘เหมือง’ และเรียกการขุดแร่ดีบุกว่า ‘ทำเหมือง’

ในยุคกิจการเหมืองแร่ดีบุกเฟื่องฟู กอปรกับช่วงถนนดีบุกใกล้แถวน้ำ ที่นี่จึงกลายเป็นย่านโรงตีเหล็ก หล่อเหล็ก ทำอุปกรณ์เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ รวมถึงกงล้อเกวียน กลอน กุญแจ ตะปู ชะแลง เหล็กปอกมะพร้าว ซึ่งทำกันเป็นล่ำเป็นสัน 

หนึ่งในนั้นคือโรงตีเหล็กไต่สุ่นอั้น ที่ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2467 โดยรุ่นอากงผู้โล้สำเภาจากจีนแผ่นดินใหญ่มายังเกาะภูเก็ต และนำความรู้วิชาการตีเหล็กมัดติดเสื่อข้ามทะเลมาด้วย

โกโป้เล่าให้เห็นภาพความเจริญในตอนนั้นว่า ถนนเส้นสั้นๆ เพียง 500 เมตรนี้มีอีกราว 5 โรงงานเกิดขึ้นพร้อมกัน โดยแต่ละที่จะมีสัญลักษณ์เป็นของตัวเองเพื่อตีตราแหล่งที่มา ของไต่สุ่นอั้นเป็นตราดาบ

“ทำมาตั้งแต่รุ่นอากง (ปู่) ส่งให้อาแปะ (พี่ชายของพ่อ) สืบทอดก่อน แล้วก็มาเป็นของอาป๋า (พ่อ) แล้วจึงเป็นผม จำความได้ก็ตีเหล็กแล้ว ตอนนั้นอยู่ปอห้า ปอหก ไม่ได้เรียนหนังสือต่อ พ่อเรียกมาช่วยทำงาน เริ่มหัดเองจากการตีเล็กๆ น้อยๆ ฝึกมาเรื่อยๆ จนได้เป็นช่างตีเหล็กเต็มตัวตอนอายุสิบห้าสิบหก นี่ทำมาห้าสิบกว่าปีแล้ว ” ทายาทรุ่นที่ 3 หยุดเล่า ก่อนสอนให้เราจับด้ามค้อนให้มั่น มือถนัดอยู่ล่าง ง้างขึ้นสูงประมาณไหล่ ปั่กๆๆ ทุบเต็มแรงด้วยความเร็วและถี่สม่ำเสมอ หากช้าเหล็กจะหายร้อน ตีต่อไม่ได้

02

หลังสงครามโลก แร่ก็เริ่มร่อยหรอ ประกอบกับเศรษฐกิจซบเซา 

ไม่นาน ยุคอวสานเหมืองแร่ดีบุกก็มาถึง หลายโรงงานล้มหาย บ้างตายจาก บ้างย้ายไปทำกิจการตีเหล็กที่อื่น มีเพียงไต่สุ่นอั้นที่ยืดหยัดผ่านกาลเวลาได้ถึง 2 ศตวรรษ แต่ก็เปลี่ยนกิจการมารับตีเหล็กเฉพาะอุปกรณ์ช่างและอุปกรณ์ก่อสร้าง-ซ่อมแซมท่อ

ไต่สุ่นอั้น โรงตีเหล็กแห่งสุดท้ายของภูเก็ตที่ยังไม่มีใครสานต่อ

03

ปัจจุบัน ที่ไต่สุ่นอั้นยังตีเหล็กด้วยวิธีแบบโบราณ ใช้แรงงานคนเป็นหลัก เริ่มจากดึงลมเป่าเพื่อจุดไฟในเตาโบราณขนาดใหญ่ ก่อนนำเหล็กเข้าไปเผาให้แดงและอ่อนตัว จากนั้นออกแรงตีขึ้นรูปทรง จับคมด้วยค้อน ถู ชุบน้ำ หากยังไม่ได้รูป ต้องนำกลับไปเผาและตีใหม่ไปเรื่อยๆ ขั้นตอนต่อไปจึงตัดแต่งและเจียเพื่อลับให้คม หากชิ้นไหนต้องเสริมด้าม ก็นำไปเชื่อมหลังบ้านเป็นอันจบกระบวนการ โดยมีดพร้า 1 เล่ม ใช้เวลาตีถึง 1 ชั่วโมงเลยทีเดียว

“ผมตีมาจนตอนนี้อายุหกสิบแปด หลังๆ มาไม่ค่อยได้ทำมาก เพราะใช้แรงเยอะ ถ้ามีลูกค้าสั่งทีถึงได้ทำ ถือว่าเป็นการออกกำลังกาย เหลือที่ยังทำอยู่ก็พวกจอบ มีด พร้า ขวาน เครื่องมือทำสวน ก่อสร้าง เครื่องมือช่าง” ชายสูงวัยในชุดกางเกงยีนส์ว่า แล้วตีเหล็กต่อด้วยท่าทางทะมัดทะแมง

04

เมื่อเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ชาวชุมชนท่องเที่ยวย่านเมืองเก่าภูเก็ตร่วมมือกันเป่าลมหายใจโรงตีเหล็กแห่งนี้ให้กลับมาคึกคักในฐานะพิพิธภัณฑ์มีชีวิต เพื่อเป็นเส้นทางการท่องเที่ยวโดยชุมชน ให้แวะฟังโกโป้เล่าเรื่องวิถีชีวิตชาวเหมือง ศาสตร์การตีเหล็กแบบดั้งเดิม ตลอดจนสาธิตวิธีการตีให้ชม และถ้าใครพลังเหลือล้นจะลองเป็นช่างตีเหล็กดูบ้าง เขาก็ยินดีสอน โดยมีค่าจุดเตาและอุปกรณ์เล็กน้อยพอให้จุนเจือกิจการ

ไต่สุ่นอั้น โรงตีเหล็กแห่งสุดท้ายของภูเก็ตที่ยังไม่มีใครสานต่อ

แต่ท้ายที่สุด นอกจากการพึ่งพาการท่องเที่ยว โกโป้ยังหวังลึกๆ ว่า หากโรงงานตีเหล็กแห่งนี้สร้างรายได้อย่างยั่งยืน สม่ำเสมอ และยืดหยัดด้วยตัวเองได้อีกครั้ง เขาอาจไม่เลิกกิจการ

“แม้หลายอย่างเปลี่ยนไป แต่ผมก็ภูมิใจที่อย่างน้อยอาชีพตีเหล็กทำให้มีเงินส่งเสียลูกเรียนจนจบ ส่วนตอนนี้ได้ช่วยอนุรักษ์วิถีดั้งเดิมของคนภูเก็ต และถ่ายถอดให้คนรุ่นหลังได้เห็นการตีเหล็กแบบโบราณ”

บทสนทนาจบลง

ไฟยังลุกโชนอยู่อย่างนั้น

ราวกับรอวันเวลาให้ใครสักคนมองเห็นคุณค่าและเข้ามาต่อยอด หลอมความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ๆ รวมกับเหล็กร้อน เพื่อให้ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไม่เลือนหายไปก่อนกาล

และเห็นทีจะต้องรวมพลัง อย่างที่เพลง คนตีเหล็ก ว่า

ไต่สุ่นอั้น โรงตีเหล็กแห่งสุดท้ายของภูเก็ตที่ยังไม่มีใครสานต่อ

The Iron Factory ไต่สุ่นอั้น 

เลขที่ 2 ถนนดีบุก ย่านเมืองเก่าภูเก็ต เทศบาลเมือง อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต (แผนที่)

สนใจเข้าชมกรุณาติดต่อ คุณสมยศ ชุมชนท่องเที่ยวย่านเมืองเก่าภูเก็ต 

โทรศัพท์ 08 4305 3960

*มีค่าใช้จ่าย หากต้องการตีเหล็ก

Writer

Avatar

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

Avatar

ธาม โรจนอุดมวุฒิกุล

อดีตช่างภาพอิสระ คิดว่าการเล่าเรื่องด้วยภาพสำคัญไม่แพ้ตัวอักษร ชอบกินกาแฟในวันที่นอนเยอะ และกินโกโก้ในวันที่นอนน้อย แพ้แมวเวลาทำเสียงกรน ในอนาคตอยากทำเพลงของตัวเองสักเพลง (ถ้าเป็นไปได้)

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

เราเดินทางมาถึง ‘The Wall KhonKaen Family Space’ ก่อนเวลานัดหมายเล็กน้อย เพื่อเดินสำรวจหมู่บ้านขนาดย่อมกลางเมืองขอนแก่น มีผู้คนหลากวัยตั้งแต่เด็กจิ๋วยันผู้ใหญ่เดินกันขวักไขว่ มีร้านรวงหลายประเภท มีพื้นที่ให้นั่งหย่อนใจรับลมสบาย ๆ ก่อนสองเท้าจะเดินมาหยุดหน้าพิพิธภัณฑ์พระธรรมขันธ์โอสถ ที่ร้อยเรียงเรื่องราวจากพระธรรมขันธ์โอสถ สู่ The Wall KhonKaen Family Space 

The Wall Khonkaen : เปลี่ยนโรงงานยาแผนโบราณเก่าแก่เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ใจกลางขอนแก่น

เป็นโอกาสดีที่เรานั่งสนทนากับ เอิร์ธ-วชิระ ตราชู ผู้ก่อตั้งโครงการแห่งนี้ พ่วงตำแหน่งทายาทรุ่นสี่กิจการยาแผนโบราณ ถึงการเดินทางของ The Wall พื้นที่สร้างสรรค์สำหรับทุกคนในครอบครัว โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อสร้างความสุขให้ผู้มาเยือน การเดินทางของเอิร์ธครั้งนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ทว่าขวากหนามก็หาใช่อุปสรรค แต่กลับเป็นบทเรียนให้เขาและสถานที่ตรงหน้าเรียนรู้และเติบโต

The Wall Khonkaen : เปลี่ยนโรงงานยาแผนโบราณเก่าแก่เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ใจกลางขอนแก่น

เท้าความสักนิด ธุรกิจพระธรรมขันธ์โอสถเริ่มต้นในรุ่นทวดที่เดินทางพร้อมเสื่อผืนหมอนใบจากประเทศจีน จนทายาทรุ่นสอง (ปู่โบ ตราชู) ได้รับตำรายาจากพระธุดงค์ ท่านเป็นคนชอบทดลองและศึกษา จึงมุ่งเน้นศึกษาสมุนไพรจนสอบแพทย์แผนโบราณได้ สู่การตั้งห้างขายยาพระธรรมขันธ์โอสถ แรกเริ่มทำเลเดิมอยู่โกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม และย้ายกิจการมาจังหวัดขอนแก่น, สมัยก่อนคนละแวกนี้เรียกพื้นที่ตรงนี้ว่า พระธรรมขันธ์ทุ่งนา ซึ่งกิจการของครอบครัวดำเนินไปด้วยดี ตีตลาดด้วยการเร่ฉายหนังขายยา เป็นที่รู้จักในหลายประเทศ จากโรงงานผลิตยาแผนโบราณ พัฒนาต่อยอดสู่โรงพิมพ์พระธรรมขันธ์ (เพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์เอง) ที่ยังดำเนินสายพานการผลิตจวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 85 ปี 

The Wall Khonkaen : เปลี่ยนโรงงานยาแผนโบราณเก่าแก่เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ใจกลางขอนแก่น

“ถ้า The Wall คือการเดินทาง ภาพที่พวกเราเห็นทุกวันนี้เป็นภาพที่เสร็จแล้ว แต่ว่าเรื่องราวความงามมันอยู่ระหว่างทาง เราผ่านอะไรมาเยอะครับ ส่วนหนึ่งธุรกิจยาแผนโบราณก็ดี ธุรกิจโรงพิมพ์ก็ดี ได้รับผลกระทบ ช่วงที่ถูก Disruption เยอะ ๆ ทำให้เรารู้ว่า เราจะอยู่เหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว”

The Wall Khonkaen : เปลี่ยนโรงงานยาแผนโบราณเก่าแก่เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ใจกลางขอนแก่น
The Wall Khonkaen : เปลี่ยนโรงงานยาแผนโบราณเก่าแก่เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ใจกลางขอนแก่น

เมื่อเดินทางมาถึงจุดหนึ่ง เอิร์ธทบทวนกับตัวเองว่าพื้นที่ที่มีจะกลายเป็นอะไรต่อ

“พ.ศ. 2558 เรามีความคิดอยากรีโนเวตพื้นที่ แต่ในความคิดก็มีความกลัว การจะก้าวผ่านอะไรสักอย่างเป็นเรื่องยากเสมอ โดยเฉพาะการที่เรามีคนรอบข้างอยู่ด้วย เราก็เลยตัดสินใจใช้วิธีถาม

“คนแรกที่เราต้องถามคือ พ่อ เพราะพ่อมีความเป็นเจ้าของ เป็นทายาท เขาเห็นการเปลี่ยนแปลงมาตลอด เราถามพ่อว่า ถ้าวันหนึ่งที่นี่ไม่เหมือนเดิม พ่อคิดเห็นยังไง สิ่งหนึ่งที่ได้ยินจากปากพ่อ พ่อบอกว่า พ่อไม่ได้ยึดติดเลยนะ พ่อเข้าใจทุกอย่าง ขออย่างเดียว ถ้าทำ แค่เดินเข้าห้องพระ จุดธูปไหว้ปู่แล้วบอกปู่ว่าจะทำ – เคลียร์ ต่อมาคนที่สองที่ต้องถามคือ แม่ คนที่สามที่ต้องถามคือ ภรรยา เราถามเขาว่า อยากให้พื้นที่ตรงนี้เป็นอะไร เขาบอกว่าอยากให้เป็นพื้นที่การศึกษา และ คนสุดท้ายที่ต้องถามคือ ตัวเราเอง เราถามตัวเองว่า แล้วเราจะทำพื้นที่แบบไหนกันที่มันยังให้แรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิตอยู่”

The Wall Khonkaen : เปลี่ยนโรงงานยาแผนโบราณเก่าแก่เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ใจกลางขอนแก่น
The Wall Khonkaen : เปลี่ยนโรงงานยาแผนโบราณเก่าแก่เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ใจกลางขอนแก่น

แม้เผลอเดินหลงทางในขวบปีแรกจนกิจการเจ๊ง เพราะคิดทำเหมือนคนอื่นเขาทำกัน แต่เอิร์ธก็ได้รับคำแนะนำจากรุ่นพี่คนสนิทให้หันกลับมาสำรวจตัวเอง ว่ามีอะไร ชอบอะไร และรักอะไร 

“พอรุ่นพี่มาแนะนำ เราก็เห้ย ทำไมตอนแรกเราต้องทำเหมือนคนอื่นด้วย เราก็เลยกลับมาที่เรื่องราวของบ้านเรานี่แหละ พอพูดเท่านี้ พ่อเอานู่น เอานี่ที่เราไม่เคยเห็นมาให้ดู ทั้งรูปโรงพิมพ์เก่า ฉลากยาเก่า แผ่นเสียงเก่า นี่แหละคือสิ่งที่เราจะต้องทำ เพราะเรารู้จักและเข้าใจมันดีที่สุด”

ในวันที่คุณพ่อเอาทุกอย่างมากางให้ดู คุณเห็นความเป็นไปได้อะไรบ้าง – เราถาม

“เห็นรากเหง้าของตัวเอง สารภาพเลยนะ เมื่อก่อนไม่เคยคิดสนใจเลยว่าประวัติตระกูลเรามาแบบไหน หลังจากนั้นเราเห็นความภูมิใจ เห็นความตั้งใจของปู่ เห็นความพยายามของพ่อ เห็นความพยายามของแม่ที่เลี้ยงลูก 3 คน ที่สำคัญ ไม่มีใครมีเหมือนบ้านเรา ใครบ้างมีพื้นที่แบบนี้ มีโรงงานยาแบบนี้ มีโรงพิมพ์แบบนี้ แถมอยู่ในทำเลดีแบบนี้ โจทย์มีแค่ว่าจะทำยังไงกับมันแค่นั้นเอง 

“แล้วอีกอย่าง เราจะเลือกเป็นตัวเองหรือจะเลือกเป็นคนอื่น” – เขาเลือกข้อแรก

The Wall Khonkaen : เปลี่ยนโรงงานยาแผนโบราณเก่าแก่เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ใจกลางขอนแก่น

ทำเลที่ว่าตั้งอยู่ใจกลางเมือง เป็นพื้นที่ปิดสำหรับสายพานการผลิต ไม่เคยมีคนนอกเข้ามายลโฉม เมื่อคนในย่านทราบข่าวการปรับพื้นที่เก่าแก่ทำเลทอง พรรคพวกมากมายขอเช่าพื้นที่ แน่นอนว่าหนีไม่พ้นธุรกิจกิน ดื่ม เที่ยว – แต่นั่นเป็นความคิดของคนอื่น และเอิร์ธตัดสินใจแล้วว่าเขาเชื่อคนข้างกาย

ตอนเริ่มต้นรีโนเวตเอิร์ธรับหน้าที่สถาปนึก พื้นที่ในโครงการก่อร่างจากไม้เก่าที่เคยมี ชวนศิลปินท้องถิ่นมาเพนต์กำแผงด้วยเรื่องราวของผู้คนในพื้นที่ เขาได้แรงบันดาลใจจากสตรีทอาร์ตปีนัง

The Wall Khonkaen : เปลี่ยนโรงงานยาแผนโบราณเก่าแก่เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ใจกลางขอนแก่น

เขาออกแบบให้ The Wall KhonKaen Family Space เป็นหมู่บ้าน เพราะเขาเคยประทับใจตอนเดินทางท่องเที่ยวในหมู่บ้านแถบเนปาลที่สัมผัสความเป็นท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง ภายในโครงการมีบ้านขนาดย่อมหลายหลัง จัดวางตามความตั้งใจของเอิร์ธ แซมด้วยสวนสารพัดพันธุ์ไม้ฝีมือพ่อกับลูกชาย และเขาตั้งเป้าหมายให้ที่นี่เป็นพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับทุกคนจริง ๆ พร้อมกลับไปด้วยความสุขและรอยยิ้ม 

The Wall Khonkaen : เปลี่ยนโรงงานยาแผนโบราณเก่าแก่เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ใจกลางขอนแก่น

การชักชวนร้านรวงที่เข้ามาอยู่ภายในพื้นที่ก็เลือกจากคนที่มีความเชื่อเหมือนกัน หมายรวมถึงแรงบันดาลใจและการดำเนินชีวิตด้วย นอกจากร้านค้า โรงเรียนสอนศิลปะ ที่นี่ยังมีมุมจัดแสดงภาพถ่ายและเรื่องราวของโรงพิมพ์พระธรรมขันธ์และธรรมขันธ์โอสถ ตลอดจนแกลเลอรีขนาดกะทัดรัด

The Wall Khonkaen : เปลี่ยนโรงงานยาแผนโบราณเก่าแก่เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ใจกลางขอนแก่น
การเดินทางของ The Wall KhonKaen Family Space พื้นที่สร้างสรรค์ที่รีโนเวตจากโรงงานผลิตยาแผนโบราณและโรงพิมพ์ จ.ขอนแก่น

“เราอยากมีสักพื้นที่หนึ่งที่เรามีความสุขกับมัน นั่นคือแกลเลอรี การทำแกลเลอรีทำให้เรามีโอกาสกลับไปหาเพื่อน ๆ กลุ่มช่างภาพที่รู้จักกันมาเป็นสิบ ๆ ปี ซึ่งเราคิดว่ามันเป็นพื้นที่ที่ดีนะ เป็นพื้นที่หาคอนเนกชัน เป็นพื้นที่ให้ศิลปินในขอนแก่น เป็นพื้นที่ให้เพื่อน ๆ มาทดลองทำอะไรสนุก ๆ ด้วยกัน”

การเดินทางของ The Wall KhonKaen Family Space พื้นที่สร้างสรรค์ที่รีโนเวตจากโรงงานผลิตยาแผนโบราณและโรงพิมพ์ จ.ขอนแก่น
การเดินทางของ The Wall KhonKaen Family Space พื้นที่สร้างสรรค์ที่รีโนเวตจากโรงงานผลิตยาแผนโบราณและโรงพิมพ์ จ.ขอนแก่น

การเกิดขึ้นของหมู่บ้านเดอะวอลล์ทำให้ย่านรื่นรมย์กลับมาคึกคัก พื้นที่สร้างสรรค์ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสัมพันธ์คนทุกวัย และเป็นพื้นที่ที่สมาชิกในครอบครัวมาใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน

“การมีพื้นที่สร้างสรรค์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ดีนะ แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่เคารพซึ่งกันและกัน แบ่งปันซึ่งกันและกัน และต้องไม่เอาเปรียบกัน เพราะเรามองว่านี่คือหลักการของการอยู่ร่วมกัน

“เราอยากให้คนมาพื้นที่ของเราได้รับความสุขกลับไป เราชอบหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง ชื่อว่า คนนอก ของ อัลแบรต์ กามูส์ เป็นหนังสือที่สั่นสะเทือนความรู้สึกเรามาก เขาพูดถึงกฎแห่งความสุข 4 ข้อ หนึ่ง อยู่ในที่ที่อากาศปลอดโปร่ง สอง ละจากความทะยานอยาก สาม ทำงานสร้างสรรค์ และ สี่ รักใครสักคน – เราคิดว่าคนที่มาเขาต้องโดนสักข้อในกฎของอัลแบรต์ กามูส์” เจ้าบ้านหัวเราะน้อย ๆ

การเดินทางครั้งนี้ของคุณและเดอะวอลล์ ตอบโจทย์ 4 ข้อของอัลแบรต์ กามูส์หรือยัง

“เราว่าเราทำข้อสอบถูกทุกข้อนะ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงมีสุข

“แน่นอนว่าระหว่างทางมันมืด มันตัน และมักมีเข็มทิศของคนอื่นมายัดใส่มือเราเสมอ แต่เราดันเชื่อเข็มทิศของตัวเอง เข็มทิศที่ว่าคือแรงบันดาลใจ คือความเชื่อ คือสัญชาตญาณ”

และเข็มทิศนั้นยังคงพาสถานที่ใจกลางเมืองขอนแก่นแห่งนี้ดำเนินต่อไปโดยไม่หลงทาง 

การเดินทางของ The Wall KhonKaen Family Space พื้นที่สร้างสรรค์ที่รีโนเวตจากโรงงานผลิตยาแผนโบราณและโรงพิมพ์ จ.ขอนแก่น
The Wall KhonKaen Family Space
  • 95 12 ถนนรื่นรมย์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น (แผนที่)
  • เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 23.00 น. 
  • 08 9710 8382
  • The Wall KhonKaen Family Space

Writer

Avatar

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load