“สุมไฟให้แรง เหล็กก็แดงคุโชน เรายกมันขึ้นทั่ง เตรียมทั้งแรงปูดโปน เราลงพะเนินบนเหล็กแดงด้วยไฟ ตีเข้าไป ตีเข้าไป ดัดแปลงรูปใดย่อมเสร็จได้ด้วยแรง

“ทุ่มกาย ทุ่มใจ เพื่อให้ไทยเป็นไทย ต้องสร้างด้วยไฟ ที่ลุกโชนโชติแดง มารวมพลัง สร้างสังคมที่ดี ตีเข้าไป ตีเข้าไป สร้างโลกสดใส ย่อมเสร็จได้ด้วยเรา”

เราพิมพ์คำว่า ‘ช่างตีเหล็ก’ ลงบนช่องค้นหาในกูเกิลก่อนเขียนบทความนี้ แทนที่จะพบประวัติศาตร์ซึ่งใครหลายคนเล่าไว้เรียงต่อกัน แต่ในหน้านั้น กลับคั่นด้วยเพลง คนตีเหล็ก ของ หงา คาราวาน

เรากดฟัง และอ่านเพื่อค้นหาความหมายในเนื้อเพลงช้าๆ

ไต่สุ่นอั้น โรงตีเหล็กแห่งสุดท้ายของภูเก็ตที่ยังไม่มีใครสานต่อ

น่าใจหาย

เมื่อรู้ว่า โรงตีเหล็กด้วยมือเหลือเป็นแห่งสุดท้ายบนถนนดีบุก อดีตย่านเหมืองแร่ของเมืองทุ่งคา

“จะเลิกทำแล้วครับ ไม่มีคนสานต่อ ไม่มีคนซื้อ สู้โรงงานไม่ไหว”

ยิ่งหายใจไม่ทั่วท้องกว่าเก่า หลังชายอายุเกินครึ่งคน สวมแต่กางเกงยีนส์ตัวเก่า พูดพร้อมเดินไปจุดเตาเผาเหล็กขนาดสูงใหญ่จรดเพดาน ซึ่งตั้งอยู่หน้าโรงงานเล็กๆ 1 คูหา ‘ไต่สุ่นอั้น’

กวาดสายตาไปรอบๆ แท่งตีเหล็ก ถังน้ำ เครื่องตัดเจียน เครื่องหลอม ค้อน ทั่ง เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ วางใกล้เตาเผาในมุมที่หยิบจับถนัด ข้างฝาห้อยเหล็กกล้าตีสำเร็จหลากชนิด บางชิ้นอายุนับหลายสิบปีที่เลิกผลิตแล้ว บางชิ้นเป็นเหล็กที่เพิ่งตีขึ้นรูปเสร็จพร้อมขาย

กลิ่นควันและเขม่าสีดำทั่วบ้าน ทำหน้าที่บันทึกร่องรอยความรุ่งโรจน์นับ 100 ปีของบ้านเลขที่ 2

เช่นเดียวกับบทความนี้ ที่ตั้งใจบันทึกเรื่องราวของ โกโป้-มนูญ หล่อโลหะการ ช่างตีเหล็กวัย 68 ผู้สืบทอดกิจการโรงตีเหล็กรุ่นสุดท้ายไว้ หากวันใด เขาอาจพบคนสานต่อหลังอ่านจบ

01

อดีต มณฑลภูเก็ตเป็นแหล่งแร่ดีบุกที่อุดมสมบูรณ์มาตั้งแต่โบราณกาล ปรากฏบันทึกการซื้อขายแร่ดีบุกกับฮอลันดาและฝรั่งเศสในยุคแผ่นดินพระนารายณ์มหาราช ขนาด ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ (Simon de La Loubère) ราชทูตคนที่ 2 ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เขียนบันทึกขณะเดินทางมาเจริญสัมพันธไมตรีไว้ว่า “ไม่มีประเทศใดจะมีชื่อเสียงว่าร่ำรวยด้วยเหมืองแร่ดีบุกมากกว่าประเทศสยาม”

ไต่สุ่นอั้น โรงตีเหล็กแห่งสุดท้ายของภูเก็ตที่ยังไม่มีใครสานต่อ

การขุดแร่ ร่อนแร่ดีบุก ต้องใช้น้ำล้างแยกดินทรายออกจากแร่ ดั้งนั้น ใครจะขุด จำต้องคิดหาแหล่งน้ำก่อน เมื่อพบและปักหลัก จึงเรียกบริเวณนั้นว่า ‘เหมือง’ และเรียกการขุดแร่ดีบุกว่า ‘ทำเหมือง’

ในยุคกิจการเหมืองแร่ดีบุกเฟื่องฟู กอปรกับช่วงถนนดีบุกใกล้แถวน้ำ ที่นี่จึงกลายเป็นย่านโรงตีเหล็ก หล่อเหล็ก ทำอุปกรณ์เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ รวมถึงกงล้อเกวียน กลอน กุญแจ ตะปู ชะแลง เหล็กปอกมะพร้าว ซึ่งทำกันเป็นล่ำเป็นสัน 

หนึ่งในนั้นคือโรงตีเหล็กไต่สุ่นอั้น ที่ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2467 โดยรุ่นอากงผู้โล้สำเภาจากจีนแผ่นดินใหญ่มายังเกาะภูเก็ต และนำความรู้วิชาการตีเหล็กมัดติดเสื่อข้ามทะเลมาด้วย

โกโป้เล่าให้เห็นภาพความเจริญในตอนนั้นว่า ถนนเส้นสั้นๆ เพียง 500 เมตรนี้มีอีกราว 5 โรงงานเกิดขึ้นพร้อมกัน โดยแต่ละที่จะมีสัญลักษณ์เป็นของตัวเองเพื่อตีตราแหล่งที่มา ของไต่สุ่นอั้นเป็นตราดาบ

“ทำมาตั้งแต่รุ่นอากง (ปู่) ส่งให้อาแปะ (พี่ชายของพ่อ) สืบทอดก่อน แล้วก็มาเป็นของอาป๋า (พ่อ) แล้วจึงเป็นผม จำความได้ก็ตีเหล็กแล้ว ตอนนั้นอยู่ปอห้า ปอหก ไม่ได้เรียนหนังสือต่อ พ่อเรียกมาช่วยทำงาน เริ่มหัดเองจากการตีเล็กๆ น้อยๆ ฝึกมาเรื่อยๆ จนได้เป็นช่างตีเหล็กเต็มตัวตอนอายุสิบห้าสิบหก นี่ทำมาห้าสิบกว่าปีแล้ว ” ทายาทรุ่นที่ 3 หยุดเล่า ก่อนสอนให้เราจับด้ามค้อนให้มั่น มือถนัดอยู่ล่าง ง้างขึ้นสูงประมาณไหล่ ปั่กๆๆ ทุบเต็มแรงด้วยความเร็วและถี่สม่ำเสมอ หากช้าเหล็กจะหายร้อน ตีต่อไม่ได้

02

หลังสงครามโลก แร่ก็เริ่มร่อยหรอ ประกอบกับเศรษฐกิจซบเซา 

ไม่นาน ยุคอวสานเหมืองแร่ดีบุกก็มาถึง หลายโรงงานล้มหาย บ้างตายจาก บ้างย้ายไปทำกิจการตีเหล็กที่อื่น มีเพียงไต่สุ่นอั้นที่ยืดหยัดผ่านกาลเวลาได้ถึง 2 ศตวรรษ แต่ก็เปลี่ยนกิจการมารับตีเหล็กเฉพาะอุปกรณ์ช่างและอุปกรณ์ก่อสร้าง-ซ่อมแซมท่อ

ไต่สุ่นอั้น โรงตีเหล็กแห่งสุดท้ายของภูเก็ตที่ยังไม่มีใครสานต่อ

03

ปัจจุบัน ที่ไต่สุ่นอั้นยังตีเหล็กด้วยวิธีแบบโบราณ ใช้แรงงานคนเป็นหลัก เริ่มจากดึงลมเป่าเพื่อจุดไฟในเตาโบราณขนาดใหญ่ ก่อนนำเหล็กเข้าไปเผาให้แดงและอ่อนตัว จากนั้นออกแรงตีขึ้นรูปทรง จับคมด้วยค้อน ถู ชุบน้ำ หากยังไม่ได้รูป ต้องนำกลับไปเผาและตีใหม่ไปเรื่อยๆ ขั้นตอนต่อไปจึงตัดแต่งและเจียเพื่อลับให้คม หากชิ้นไหนต้องเสริมด้าม ก็นำไปเชื่อมหลังบ้านเป็นอันจบกระบวนการ โดยมีดพร้า 1 เล่ม ใช้เวลาตีถึง 1 ชั่วโมงเลยทีเดียว

“ผมตีมาจนตอนนี้อายุหกสิบแปด หลังๆ มาไม่ค่อยได้ทำมาก เพราะใช้แรงเยอะ ถ้ามีลูกค้าสั่งทีถึงได้ทำ ถือว่าเป็นการออกกำลังกาย เหลือที่ยังทำอยู่ก็พวกจอบ มีด พร้า ขวาน เครื่องมือทำสวน ก่อสร้าง เครื่องมือช่าง” ชายสูงวัยในชุดกางเกงยีนส์ว่า แล้วตีเหล็กต่อด้วยท่าทางทะมัดทะแมง

04

เมื่อเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ชาวชุมชนท่องเที่ยวย่านเมืองเก่าภูเก็ตร่วมมือกันเป่าลมหายใจโรงตีเหล็กแห่งนี้ให้กลับมาคึกคักในฐานะพิพิธภัณฑ์มีชีวิต เพื่อเป็นเส้นทางการท่องเที่ยวโดยชุมชน ให้แวะฟังโกโป้เล่าเรื่องวิถีชีวิตชาวเหมือง ศาสตร์การตีเหล็กแบบดั้งเดิม ตลอดจนสาธิตวิธีการตีให้ชม และถ้าใครพลังเหลือล้นจะลองเป็นช่างตีเหล็กดูบ้าง เขาก็ยินดีสอน โดยมีค่าจุดเตาและอุปกรณ์เล็กน้อยพอให้จุนเจือกิจการ

ไต่สุ่นอั้น โรงตีเหล็กแห่งสุดท้ายของภูเก็ตที่ยังไม่มีใครสานต่อ

แต่ท้ายที่สุด นอกจากการพึ่งพาการท่องเที่ยว โกโป้ยังหวังลึกๆ ว่า หากโรงงานตีเหล็กแห่งนี้สร้างรายได้อย่างยั่งยืน สม่ำเสมอ และยืดหยัดด้วยตัวเองได้อีกครั้ง เขาอาจไม่เลิกกิจการ

“แม้หลายอย่างเปลี่ยนไป แต่ผมก็ภูมิใจที่อย่างน้อยอาชีพตีเหล็กทำให้มีเงินส่งเสียลูกเรียนจนจบ ส่วนตอนนี้ได้ช่วยอนุรักษ์วิถีดั้งเดิมของคนภูเก็ต และถ่ายถอดให้คนรุ่นหลังได้เห็นการตีเหล็กแบบโบราณ”

บทสนทนาจบลง

ไฟยังลุกโชนอยู่อย่างนั้น

ราวกับรอวันเวลาให้ใครสักคนมองเห็นคุณค่าและเข้ามาต่อยอด หลอมความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ๆ รวมกับเหล็กร้อน เพื่อให้ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไม่เลือนหายไปก่อนกาล

และเห็นทีจะต้องรวมพลัง อย่างที่เพลง คนตีเหล็ก ว่า

ไต่สุ่นอั้น โรงตีเหล็กแห่งสุดท้ายของภูเก็ตที่ยังไม่มีใครสานต่อ

The Iron Factory ไต่สุ่นอั้น 

เลขที่ 2 ถนนดีบุก ย่านเมืองเก่าภูเก็ต เทศบาลเมือง อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต (แผนที่)

สนใจเข้าชมกรุณาติดต่อ คุณสมยศ ชุมชนท่องเที่ยวย่านเมืองเก่าภูเก็ต 

โทรศัพท์ 08 4305 3960

*มีค่าใช้จ่าย หากต้องการตีเหล็ก

Writer

Avatar

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

Avatar

ธาม โรจนอุดมวุฒิกุล

อดีตช่างภาพอิสระ คิดว่าการเล่าเรื่องด้วยภาพสำคัญไม่แพ้ตัวอักษร ชอบกินกาแฟในวันที่นอนเยอะ และกินโกโก้ในวันที่นอนน้อย แพ้แมวเวลาทำเสียงกรน ในอนาคตอยากทำเพลงของตัวเองสักเพลง (ถ้าเป็นไปได้)

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

ครั้งสุดท้ายที่เราบรรจงเขียนตัวอักษรอย่างประณีตลงบนกระดาษด้วยปากกาหมึกซึมคือเมื่อไหร่

เป็นคำถามที่เราตอบไม่ได้เหมือนกัน เพราะนานมากแล้วจนจำไม่ได้ และดูเหมือนจะไม่ค่อยมีร้านที่ขายปากกาหมึกซึมโดยเฉพาะให้เราเลือกซื้อเท่าไหร่แล้ว ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

แต่บางครั้ง ยุคสมัยก็เปลี่ยนความหลงใหลและความรักต่อบางสิ่งไม่ได้

ตอนนี้เรากำลังยืนอยู่หน้าร้านขายเครื่องเขียนขนาดกะทัดรัดชวนอบอุ่นหัวใจ ที่รวบรวมปากกาหมึกซึม ปากกาคอแร้ง หมึก กระดาษ และเครื่องเขียน ที่มีคุณภาพจากหลากหลายประเทศทั่วโลกไว้ในย่านใจกลางกรุงอย่างสีลม เปิดบริการเพื่อต้อนรับพลพรรคที่รักการขีดเขียนให้ได้มาเยี่ยมชมกันในห้องสีน้ำเงินสบายตา

เราพร้อมจะค้นหาเสน่ห์ปลายตวัดของปากกาหมึกซึมและอุปกรณ์ต่างๆ และย้อนความทรงจำวันวานไปกับร้าน The PIPS Cafe’ แห่งนี้แล้ว

ร้าน The PIPS Cafe’ ร้าน The PIPS Cafe’

จุดเริ่มต้นของร้าน The PIPS Cafe’ เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว ในยุคสมัยที่ร้านขายปากกาหมึกซึมเลือนหายไปตามกาลเวลาที่เปลี่ยนไป เอ็ม ชายหนุ่มผู้หลงใหลในการขีดเขียนตัวอักษร ตัดสินใจนำเข้าปากกาหมึกซึม หมึก และกระดาษ จากต่างประเทศ ทั้งญี่ปุ่น ไต้หวัน อเมริกา และยุโรป เพื่อมาขายผ่านช่องทางออนไลน์ โดยหวังที่จะแบ่งปันความรู้สึกสุดพิเศษที่ตัวเองได้รับจากการเขียนนี้ให้แก่ผู้คน

“ในสมัยนี้ความจำเป็นในการใช้ปากกามันน้อยลงมาก สมัยก่อนเราจะจำลายมือของเพื่อนเราได้ แต่เดี๋ยวนี้เราจำลายมือและตัวอักษรของกันและกันไม่ได้แล้วนะ เพราะเราใช้การพิมพ์มากกว่าการเขียน ถ้าเราหันมาใช้ปากกาหมึกซึม มันจะทำให้เราได้ประสบการณ์อีกแบบหนึ่งที่การพิมพ์ไม่มีทางให้ได้ และมันทำให้เราระลึกถึงวันเก่าๆ ที่ถูกครูบังคับให้เขียนด้วย (หัวเราะ) พอมาใช้เราก็จำความรู้สึกนั้นได้ดี”

แต่ช่องทางออนไลน์จำกัดการถ่ายทอดความรู้สึกนี้ได้ผ่านการพิมพ์ตัวอักษรกับลูกค้าเท่านั้น ประสบการณ์ที่ได้รับจะไม่มีวันเทียบเท่ากับการได้ลองจุ่มหมึกเขียนหนังสือ และสนทนากันเพื่อเฟ้นหาสินค้าที่ถูกใจลูกค้าที่สุด เอ็มจึงตัดสินใจขยับขยายมาเปิดหน้าร้านเล็กๆ ที่ตึกธนิยะ สีลม เมื่อเดินเข้ามาจะเห็นหมึกหลายร้อยสีจากสารพัดยี่ห้อถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ปากกาหมึกซึมหลากทรงหลายสิบด้าม สมุดกระดาษเนื้อดีที่คัดสรรคุณภาพ และสินค้าน่าหยิบจับอื่นๆ เช่น ปากกาขนนกสารพัดสี สีน้ำ และของเล่นน่าตื่นตาสำหรับคนรักเครื่องเขียน

ร้านเครื่องเขียน สี ร้านเครื่องเขียน

แม้ร้านนี้จะไม่ได้สมเหตุสมผลทางธุรกิจในมุมมองเสียเท่าไหร่นัก แต่เขามองว่ามันเติมเต็มความรู้สึกและสามารถสร้างพื้นที่ที่เป็นศูนย์รวมของคนรักปากกาหมึกซึม ให้สามารถเข้ามานั่งเล่น พูดคุย แลกเปลี่ยน และทดลองอุปกรณ์คู่ใจของกันและกันได้ เหมือนในต่างประเทศเช่นญี่ปุ่นหรืออังกฤษที่มีร้านเครื่องเขียนเฉพาะทางแบบนี้มากมาย การปรากฏตัวของร้าน The PIPS Cafe’ ถูกบอกเล่าปากต่อปากผ่านลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และกลุ่มลูกค้าของเขามีตั้งแต่วัยประถมที่หาเครื่องเขียนไปโรงเรียน จนถึงวัยเกษียณที่คิดถึงอุปกรณ์สไตล์วินเทจเมื่อตนเองยังเป็นหนุ่มสาว

“เวลาคนรักปากกาเจอกัน บทสนทนาด้วยคำพูดจะน้อยมาก ส่วนมากเราจะคุยกันผ่านการเขียน ต่างคนต่างลองปากกาของอีกคนแล้วแชร์ความรู้สึกกัน และนี่แหละคือเสน่ห์ ต่อให้ใช้ปากกาด้ามเดียวกัน หมึกสีเดียวกัน แต่ละคนเขียนก็จะได้ผลลัพธ์ที่ไม่เหมือนกัน เพราะกระดาษที่ไม่เหมือน ขนาดหัวปากกาที่ไม่เท่ากัน น้ำหมึกที่ไม่เท่ากัน มันเป็นเสน่ห์ ของแบบนี้ต้องเป็นคนหลงใหลในปากกาหมึกซึมด้วยกันเท่านั้นถึงจะเข้าใจ”

ปากกา ปากกา

แม้จะมีหน้าร้านให้ลูกค้าได้เข้ามาพบปะพูดคุยและทดลองแล้ว ความท้าทายอีกอย่างหนึ่งคือความหลากหลายของตัวปากกาที่ต่างกันในด้านระบบการทำงานและการเติมหมึก มีตั้งแต่แบบสูบ แบบสุญญากาศ แบบเติมในตัวปากกา และสีหมึกที่มีมากมายหลายเฉดสีเสียเหลือเกิน หากมีใครสักคนเดินเข้ามาบอกเพียงให้ช่วยเลือกหมึกสีน้ำเงินให้ นั่นถือเป็นโจทย์สุดหินทันที เพราะการค้นหาสีที่ใช่ที่สุดในบรรดาเฉดสีกว่าร้อยๆ สีไม่ใช่เรื่องง่าย แต่แน่นอนว่าวิธีแก้ที่น่าสนใจนั้นมีอยู่เสมอ

“ผมอยากแนะนำให้ลูกค้าได้มาลองเลือกดูด้วยตัวเอง ใช้เวลาได้เต็มที่เลย สิ่งที่ผมทำได้คือพยายามเอาหมึกหลากหลายรูปแบบมาเขียนให้ลูกค้าดูจริงๆ ว่าเวลาเขียนแล้วจะออกมาเป็นยังไง ความต่างของสีอาจจะมีแค่ 5% แต่ว่าลูกค้า 2 คนก็จะชอบไม่เหมือนกัน ก็ลองไปได้เรื่อยๆ ผมไม่ได้มองว่าเราเป็นคนซื้อคนขาย แต่มองว่าเป็นเพื่อนเล่นปากกาด้วยกัน ต่อให้ร้านเราปิดทุ่มครึ่ง หลายๆ ครั้งเราก็นั่งเล่นกันถึง 4 ทุ่มเป็นเรื่องปกติ” เจ้าของร้านฝากถึงเพื่อนเล่นปากกาทุกท่านด้วยความต้อนรับ

ปากกา สีน้ำ ร้าน The PIPS Cafe’

เมื่อเราสนทนากันไปสักพักหนึ่ง ก็ถึงเวลาที่เราจะได้เป็นผู้เข้าร่วมการทดลองการใช้ปากกา ปากกาหมึกซึมหลากหลายรูปแบบถูกนำมาจัดวางบนโต๊ะให้เราเลือกสรร พร้อมใบคอลเลกชันสีนับร้อยที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างและความพิเศษของแต่ละสีที่มาพร้อมกับชื่อที่เป็นเอกลักษณ์ชองตัวเองอย่างเช่น Spearmint Diva, Autumn Oak หรือ Fire Engine Red

และเราเห็นด้วยที่ว่าบทสนทนาจะน้อยลง เพราะตอนนี้สมาธิของเราจดจ่ออยู่ที่ปลายปากกาและกระดาษที่แต่งแต้มไปด้วยสีสัน

เขียน

ระหว่างที่เราขีดเขียนและค้นพบว่าลายมือเราแม้มีอุปกรณ์ชั้นดี แต่ก็ไม่ได้สวยงามน่าชื่นตามากนัก ต่างจากภาพวาดและลายมืองดงามเขียนสดที่ติดทั่วผนังร้าน ซึ่งชวนให้เราจ้องมองและนึกคิดว่าเป็นผลงานของใคร ทำไมถึงบรรจงเขียนออกมาได้สวยงามถึงขั้นนั้น เอ็มเลยเฉลยว่าเป็นของศิลปินมากหน้าหลายตาที่เวียนมาที่ร้านและจารึกรอยน้ำหมึกไว้ลงบนกระดาษที่นี่ ทุกคนดูผ่านการฝึกปรือ คัดลายมือมาอย่างหนักหน่วง ซึ่งเอ็มก็บอกว่าต้องเป็นอย่างนั้น

“การใช้ปากกาหมึกซึมก็เหมือนการเล่นกีฬาหรือดนตรี ต้องซ้อมอย่างสม่ำเสมอ ยิ่งซ้อมลายมือเราก็จะสวยขึ้น ของแบบนี้ไม่สามารถเร่งรัดได้ ต้องใช้สมาธิ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป มันจะมีเลอะเทอะบ้างเป็นธรรมดาของคนใช้ปากกาหมึกซึม แต่มือเลอะนี่คือความความสุขของคนเล่นปากกาหมึกซึมเลยแหละ วันไหนมือไม่เลอะจะรู้สึกเหมือนวันนี้ไม่ได้มาทำงาน แล้วถ้าเราห่างมันนานๆ ทิ้งไว้ไม่หัดเขียน กลับมาเขียนใหม่ก็จะมือแข็ง ลายมือไม่เข้าที่เข้าทางเหมือนเดิม ต้องเริ่มกลับมาวอร์มใหม่ตั้งแต่ต้น”

ความเป็นกันเองของเอ็มในการแนะนำสินค้าและให้เวลากับเรา ทำให้เราลืมไปชั่วคราวว่าที่นี่คือร้านปากกา และเข้าใจแล้วว่าใครต่อใครถึงกลับมาบรรจงเลือกสินค้าและคัดลายมือที่นี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความจริงใจของนักเล่นปากกาคนนี้ทำให้ที่นี่เป็นแหล่งรวมตัวเพื่อแลกเปลี่ยนบทสนทนาและประลองลายมือของคนรักปากกาหมึกซึม มีหลายคนที่ได้พบปะเพื่อนคู่เขียนคนใหม่ในสถานที่แห่งนี้ และกำลังรอพลพรรคนักเขียนทุกท่านก้าวเท้าเข้ามาแบ่งปันประสบการณ์กัน

ประสบการณ์ที่ต้องเข้ามาลองด้วยตัวเองถึงจะเข้าใจ

ร้าน The PIPS Cafe’ ร้าน The PIPS Cafe’

The PIPS Cafe’

Location: ชั้นล่าง ตึกธนิยะ BTS Wing สีลม บางรัก กรุงเทพมหานคร, 13.728522, 100.533934
Nearby: สถานีรถไฟฟ้า BTS ศาลาแดง (ทางออกหมายเลข 1), สถานีรถไฟฟ้า MRT สีลม
เปิดทุกวันจันทร์-เสาร์ เวลา 11.00-19.30 น.
Facebook: The PIPS Cafe’

Writer

Avatar

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load