*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์

ที่พักเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ในการเดินทางท่องเที่ยว การเลือกที่พักแรมของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป ตามวิถีการท่องเที่ยวที่ไม่เหมือนกัน 

บางคนมองที่พักเป็นเพียงจุดเชื่อมต่อจากจุด A ไปยังจุด B เหมือนในหนังจีนกำลังภายในหรือหนังฝรั่งยุคกลาง ที่จอมยุทธ์และอัศวินจะเข้าไปพักแรมในโรงเตี๊ยมหรือโรงเหล้า เพื่อพักอาศัยค้างคืนระหว่างการเดินทางอันเหน็ดเหนื่อย 

บางคนมองที่พักเป็นจุดหมายปลายทาง สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ในสถานะผู้ให้บริการที่คอยเติมเต็มความสุขและความสะดวกสบายในการพักผ่อน

ทุกวันนี้รูปแบบของที่พักเกิดขึ้นหลากหลาย ตอบโจทย์การเดินทางของผู้คนที่ไม่เหมือนกัน ตั้งแต่โรงแรมหรูห้าดาว โรงแรมธุรกิจเครือข่าย โรงแรมชั้นประหยัด โรงแรมแคปซูลตู้นอน บูทีคโฮเทล รีสอร์ต บังกะโล โฮสเทล จนไปถึงการเปลี่ยนที่อยู่อาศัยของคุณให้เป็นที่พักบนแพลตฟอร์มต่างๆ นิยามเหล่านี้เกิดขึ้นและปรับไปตามสภาพบริบทของสังคม และวิถีการเดินทางท่องเที่ยวของผู้คนที่แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา 

ทัวร์สถาปัตยกรรม The Grand Budapest Hotel ใน ค.ศ.1932 และ 1968 สะท้อนวิถีชีวิตและรูปแบบการเดินทางที่เปลี่ยนไปของคนสองยุค

กาลครั้งหนึ่งมีโรงแรมหรูสไตล์ยุโรปตะวันออกสีชมพูพาสเทลสุดอลังการ ตกแต่งด้วยศิลปะอาร์ตนูโวจากช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ตั้งอยู่บนยอดเขาของเมืองสปาตากอากาศ Nebelsbad ของสาธารณรัฐ Zubrowka แม้สถานประกอบการที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรืองและโด่งดัง เหล่าชนชั้นสูงและแขกผู้มีฐานะต่างแวะเวียนมาใช้บริการ ก็ไม่อาจต้านทานกาลเวลาและความเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคม จนสุดท้ายโรงแรมแห่งนี้ก็เหลือไว้เพียงในความทรงจำ

ทัวร์สถาปัตยกรรม The Grand Budapest Hotel ใน ค.ศ.1932 และ 1968 สะท้อนวิถีชีวิตและรูปแบบการเดินทางที่เปลี่ยนไปของคนสองยุค
สิ่งที่ Wes Anderson บอกเล่าผ่านสถาปัตยกรรมโรงแรม The Grand Budapest Hotel

ความ ‘เวส แอนเดอร์สัน’

ใช่แล้วครับ ผมกำลังเล่าถึงฉากโรงแรมสุดอลังการบนภูเขาของ The Grand Budapest Hotel (2014) ภาพยนตร์แนวตลก-ดราม่า ที่เขียนและกำกับโดย เวส แอนเดอร์สัน (Wes Anderson) โรงแรมในจินตนาการ กับควันหลงและกลิ่นอายของอดีตที่ผู้ดูแลโรงแรมพยายามรักษาไว้ 

เป็นเวลานานกว่าครึ่งศตวรรษที่โรงแรมแห่งนี้ประกอบกิจการอยู่ในสาธารณรัฐสมมติ Zubrowka ทุกรายละเอียดไม่ว่าจะเป็นแบบอักษร ธงชาติ เครื่องแต่งกาย ธนบัตร ปกหนังสือ สมุด พาสปอร์ต หนังสือพิมพ์ ภาพวาด กล่องของร้านขนมท้องถิ่นที่มีชื่อเสียง ตั๋วรถไฟ รายงานการจับกุมของตำรวจ หรือแสตมป์บนพัสดุ ถูกออกแบบขึ้นเพื่อสร้างโลกเสมือนจริงนี้ขึ้นมา

เสน่ห์ในภาพยนตร์ของแอนเดอร์สันคือวิธีการดำเนินเรื่องของตัวละครที่ผลัดกันเข้ามาบอกเล่าเรื่องราวของพวกเขา หลายๆ ฉากตัวละครมองตรงไปที่กล้องเพื่อสนทนากับคนดู การจัดวางองค์ประกอบภาพคำนึงถึงความสมดุล แอนเดอร์สันไม่กลัวที่จะทิ้งรอยนิ้วมือของการกำกับไว้ในภาพยนตร์ เขาเผยให้เห็นการวางแผน การควบคุม และการตกแต่ง ในรายละเอียดที่พิถีพิถันของโครงเรื่อง ลำดับภาพ แสงไฟ มู้ดแอนด์โทน สิ่งของที่เอามาประกอบฉาก การแสดงของตัวละคร รวมถึงทั้งการตัดต่อ ขนาดของเลนส์กล้อง ดนตรีและเสียงเอฟเฟกต์ประกอบ เป็นต้น

สิ่งที่ Wes Anderson บอกเล่าผ่านสถาปัตยกรรมโรงแรม The Grand Budapest Hotel
ร้าน Mendl’s pastry สาธารณรัฐ Zubrowka
สิ่งที่ Wes Anderson บอกเล่าผ่านสถาปัตยกรรมโรงแรม The Grand Budapest Hotel

ภาพยนตร์ The Grand Budapest Hotel ถ่ายทอดเรื่องราวของนักเขียนใน ค.ศ. 1985 ถึงสิ่งที่เขาได้ฟังมาจากเจ้าของโรงแรม Zero Moustafa เมื่อ 17 ปีก่อนหน้า (ค.ศ.​ 1968) เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงแรมในการดูแลของ Monsieur Gustave H. ใน ค.ศ. 1932 ซึ่งในปัจจุบันเหล่าแฟนคลับของนักเขียนก็ยังแวะเวียนไปรำลึกถึงเขาที่สุสานเก่าในเมือง Lutz โดยหนังสือเล่มนี้กลายเป็นวัตถุที่บันทึกความทรงจำในอดีต ถึงความยิ่งใหญ่อลังการของสถานประกอบการณ์แห่งนี้ หลังจากที่อาคารนั้นถูกรื้อถอนไปในเวลาต่อมา

สถาปัตยกรรมโรงแรม

สิ่งที่ Wes Anderson บอกเล่าผ่านสถาปัตยกรรมโรงแรม The Grand Budapest Hotel
สิ่งที่ Wes Anderson บอกเล่าผ่านสถาปัตยกรรมโรงแรม The Grand Budapest Hotel

ทันทีที่ภาพยนตร์เริ่มต้นเราก็รู้ว่า ยุคแห่งความรุ่งโรจน์ของโรงแรมได้สิ้นสุดลงแล้ว ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางสถาปัตยกรรมทั้งภายนอกและภายในอาคาร จากโรงแรมสีชมพูนมเย็นในทศวรรษที่ 1930 สถาปัตยกรรมอาร์ตนูโวสุดหรูหรา องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมเลียนแบบลวดลายจากธรรมชาติ จนทำให้คุณรู้สึกว่าคุณเป็นแขกสำคัญของที่นี่ สู่โรงแรมยุคหลังสงครามในทศวรรษที่ 1960 ซึ่งถูกปรับโฉมเป็นสถาปัตยกรรมในยุคโมเดิร์นนิสม์ ลอกสีผนัง เปลี่ยนทรงหลังคา และเครื่องตกแต่งออกจากตัวอาคาร เหลือไว้แค่ความธรรมดาสามัญของรูปทรงเรขาคณิตในตัวอาคารและหลังคาแบนราบ 

ส่วนภายนอกอาคารคลุมด้วยหินสีน้ำตาลดิบเรียบ ดูเผินๆ ไม่แน่ใจว่า ที่นี่คือตึกออฟฟิศ โรงพยาบาล ค่ายทหาร หรือโรงแรม กันแน่ 

การปรับปรุงของโรงแรมไม่เพียงสื่อให้เห็นถึงรูปแบบของการบริการที่เปลี่ยนไป และยังบอกเป็นนัยๆ ถึงสภาพสังคมและความเร็วในการเดินทางท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปอีกด้วย

สิ่งที่ Wes Anderson บอกเล่าผ่านสถาปัตยกรรมโรงแรม The Grand Budapest Hotel
สิ่งที่ Wes Anderson บอกเล่าผ่านสถาปัตยกรรมโรงแรม The Grand Budapest Hotel

ใน ค.ศ.1932 โรงแรมอยู่ในช่วงพยุงตัว พยายามรักษากลิ่นอายของอดีตและระดับการบริการหรูหราเอาไว้ ณ ขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่แขกที่มาพักในโรงแรมยังส่วมใส่ชุดสูททักซิโด้ ชุดราตรี สวมใส่เครื่องเพชรเครื่องประดับ แบบที่เรียกได้ว่าจัดเต็ม เช่นเดียวกันกับการตกแต่งภายใน การจัดวางข้าวของ พื้นในห้องโถงต้อนรับปูด้วยพรมสีแดง และการบริการของตัวโรงแรมที่มีความใส่ใจเป็นพิเศษ ซึ่งในเวลานั้น Monsieur Gustave H. ทำหน้าเป็นหัวหน้าผู้ดูแล 

สิ่งที่ Wes Anderson บอกเล่าผ่านสถาปัตยกรรมโรงแรม The Grand Budapest Hotel

ส่วนมากแล้วแขกขาประจำโรงแรมจะเป็นแม่ม่ายสูงอายุ ผู้มีฐานะร่ำรวย โดดเดี่ยว บริบทของการเดินทางในสมัยนั้นแตกต่างจากสมัยนี้ตรงที่แขกส่วนใหญ่มักจะพักระยะยาว อย่างน้อยๆ ก็หนึ่งเดือนเต็ม อย่าง Madame D. ผู้ล่วงลับนั้นก็มักเข้าพักตลอดช่วงฤดูกาล และกลับมาที่นี่ทุกปี 

พนักงานโรงแรมก็เป็นหน้าเดิมที่แขกประจำจะคุ้นหน้า และเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตการทำงานบริการของ Zero Moustafa พนักงานหน้าล็อบบี้ที่ทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ เริ่มต้นตอนตี 5 และจบลงตอนเที่ยงคืน 

“หน้าที่ล็อบบี้บอยเหมือนไม่มีตัวตนในอาคาร แต่ต้องอยู่ในสายตาของแขกเสมอเมื่อถูกเรียกใช้ หน้าที่ของเขาคือต้องจำสิ่งที่ผู้คนเกลียด และคาดการณ์ความต้องการของลูกค้า ก่อนความต้องการจะเกิดขึ้น” 

และนั่นคือสิ่งที่หัวหน้าผู้ดูแลสอนเขา

ฉากรูปด้านของโรงแรมใน ค.ศ. 1932
The Palace Bristol Hotel เมือง Karlovy Vary สาธารณรัฐเช็ก
The Palace Bristol Hotel เมือง Karlovy Vary สาธารณรัฐเช็ก

กว่าจะได้ฉากรูปด้านของโรงแรมใน ค.ศ. 1932 มา แอนเดอร์สันและ อดัม สต็อคเฮาเซน (Adam Stockhausen) หัวหน้าทีมโปรดักชัน ต้องค้นคว้าข้อมูลจากภาพถ่ายโรงแรมต่างๆ ในหอสมุด และเดินทางไปยังยุโรปตะวันออกเพื่อสืบหาสถานที่ถ่ายทำ แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็ไม่พบที่ที่เข้าตา จึงตัดสินใจสร้างโมเดลจำลองขนาดใหญ่สูงกว่า 2.74 เมตร เพื่อใช้ในการทำถ่ายทำฉากภายนอกของตัวโรงแรมของทั้งสองยุคสมัย ใน ค.ศ.1932 และ 1968 รูปด้านของตัวโรงแรมในยุค 1930 ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากโรงแรม Grandhotel Pupp ที่สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1701 และ The Palace Bristol Hotel ที่อยู่ใกล้ๆ กันในเมือง Karlovy Vary สาธารณรัฐเช็ก

ล็อบบี้ที่เปลี่ยนไป

ฉากรูปด้านของโรงแรมใน ค.ศ. 1932
ฉากรูปด้านของโรงแรมใน ค.ศ. 1932

แม้ฉากภายนอกของโรงแรมจะเป็นโมเดลสามมิติจำลอง ฉากภายในของตัวอาคารนั้นถ่ายทำในสถานที่จริง ในห้างสรรพสินค้าเก่าอย่าง Görlitz Warenhaus ในเมือง Görlitz ประเทศเยอรมนี ซึ่งสร้างขึ้นใน ค.ศ.1913 โดยได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมอาร์ตนูโวเยอรมนีที่เรียกว่า Jugendstil หรือ Youth Style ในภาษาอังกฤษ อันเปรียบสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในเป็นงานศิลปะ ประติมากรรม การทำให้โครงสร้างของอาคารกลายเป็นสิ่งตกแต่ง Ornament ที่มักนำแรงบันดาลในการออกแบบมาจากธรรมชาติ ห้องโถงใหญ่หินอ่อนสีเหลืองสูงเท่าตึก 6 ชั้น พร้อมกับเพดานกระจกสี (Stained Glass) และบันไดเอกแบบ 2 แฉกที่เรียกว่า Bifurcate ล้วนเป็นลักษณะที่กลายมาเป็นส่วนประกอบสำคัญให้กับฉากล็อบบี้ของโรงแรม

ฉากรูปด้านของโรงแรมใน ค.ศ. 1932
แปลนโรงแรมจากยุค 1960

ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ภาพยนตร์ถ่ายทอดให้ผู้ชมเห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวโรงแรมใน ค.ศ. 1932 และ ค.ศ. 1968 จึงทำให้ทีมงานต้องสร้างฉากของทั้งสองช่วงเวลาซ้อนทับกันไว้ภายในห้างสรรพสินค้า สังเกตจากแปลนในช่วง 1960 (ไฮไลต์ด้วยสีแดงในภาพ) เราจะเห็นว่าพื้นที่โถงใหญ่ในล็อบบี้ถูกบีบให้แคบกว่าเก่า พื้นที่สาธารณะและที่นั่งก็ถูกปรับลด 

ฉากรูปด้านของโรงแรมใน ค.ศ. 1932
แปลนโรงแรมจากยุค 1930

เมื่อมองตรงจุดนี้ เรารับรู้ได้ว่าจำนวนแขกน้อยลง ขณะที่ความเป็นส่วนตัวต้องมากขึ้น หลายๆ ซีนแขกไม่ต้องการสุงสิงกับใคร เพราะต่างมีกิจกรรมของตนเอง ซึ่งต่างกับแปลนในช่วง 1930 (ไฮไลท์ด้วยสีฟ้าในภาพ) พื้นชั้นล่างให้ความรู้สึกถึงพื้นที่สาธารณะบนท้องถนนที่ครึกครื้น มีสิ่งอำนวยความสะดวกกระจายตัวอยู่รอบๆ ไม่ว่าจะเป็นที่เก็บเสื้อคลุม ร้านตัดผม บาร์ เคาน์เตอร์แผนกต้อนรับ และพนักงานยืนประจำตามจุดต่างๆ

ทัวร์สถาปัตยกรรม The Grand Budapest Hotel ใน ค.ศ.1932 และ 1968 สะท้อนวิถีชีวิตและรูปแบบการเดินทางที่เปลี่ยนไปของคนสองยุค
ทัวร์สถาปัตยกรรม The Grand Budapest Hotel ใน ค.ศ.1932 และ 1968 สะท้อนวิถีชีวิตและรูปแบบการเดินทางที่เปลี่ยนไปของคนสองยุค
ทัวร์สถาปัตยกรรม The Grand Budapest Hotel ใน ค.ศ.1932 และ 1968 สะท้อนวิถีชีวิตและรูปแบบการเดินทางที่เปลี่ยนไปของคนสองยุค

การตกแต่งในห้องโถงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ แผงผนังเฉดสีชมพูฉลุลายตัดกับพรมมีลวดลายสีแดง ภาพวาดขนาดใหญ่ โคมไฟ เฟอร์นิเจอร์ไม้คสาสสิก และของประดับตกแต่ง แทนที่ด้วยแผงผนังผิวพสาสติกสีเหลืองที่แบ่งด้วยตัวโครงเหล็กอะลูมิเนียม ตู้อัตโนมัติขายอาหาร เครื่องดื่ม ขนม บุหรี่ นำมาวางแทนที่พนักงาน ตู้คุยโทรศัพท์ส่วนตัวต่อเติมใต้บันไดทางขึ้นในห้องโถง ป้ายคำสั่งและป้ายข้อมูลที่กระจายติดไว้ทั่วทุกส่วนของโรงแรม แจ้งเวลาเปิด-ปิด เวลาเช็กอินเช็กเอาต์ ค่าปรับ กฎข้อห้าม คำเตือนต่างๆ พร้อมกับเฟอร์นิเจอร์โต๊ะเก้าอี้หน้าตาไม่เป็นมิตรจากยุคโมเดิร์น 

ฉากทั้งสองแสดงรูปแบบการบริการของทั้งสองยุคสมัย สถาปัตยกรรมเปลี่ยนแปลงราวกับว่าความงามไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป การเน้นเฉพาะประโยชน์ใช้สอย ละเลยความใส่ใจในการบริการหรือสร้างประสบการณ์ต่อแขกที่มาพัก เมื่อโรงแรมต้องขับเคลื่อนด้วยเงิน การปรับตัวให้เข้ากับบริบทของสังคมและวิถีการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

Nostalgia ‘โหยหาอดีต’

ทัวร์สถาปัตยกรรม The Grand Budapest Hotel ใน ค.ศ.1932 และ 1968 สะท้อนวิถีชีวิตและรูปแบบการเดินทางที่เปลี่ยนไปของคนสองยุค

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบวนเวียนกลับไปยังสถานที่เดิมๆ เพียงเพราะเคยมีความทรงจำที่ดีๆ หรืออาจเพราะไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง คุณยังโหยหาอดีต ประสบการณ์เดิมๆ รสชาติดั้งเดิม การบริการแบบเดิมๆ ก็คงเข้าใจถึงความรู้สึกของตัวละครและแขกที่ยังกลับไปใช้บริการที่โรงแรมแห่งนี้ แม้ว่าตัวสถานที่นั้นจะได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว
เหมือนกับที่ Zero Moustafa ซื้อโรงแรมนี้ไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้ช่วงเวลาดีๆ ที่เขาและภรรยาผู้ล่วงลับเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ หรือที่ Monsieur Gustave H. รักษามาตรฐานบริการของโรงแรม ในแบบที่เขาอยากจะจดจำมัน 

หากวิเคราะห์จากภาพยนตร์ อิทธิพลของสถาปัตยกรรมจากทั้งสองยุคสมัยสะท้อนบรรยากาศของโรงแรม รูปแบบการบริการ และประสบการณ์ของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป นัยยะหนึ่ง การปรับตัวละทิ้งคุณค่าเก่า นำความโมเดิร์นและความร่วมสมัยเข้ามา ได้เปลี่ยนนิยามจากการให้บริการลูกค้ามาเป็นการที่ลูกค้าเข้ามาใช้บริการ ขณะเดียวกันการเก็บรักษาความทรงจำและคุณค่าในอดีต ก็สู้กับค่าแรงและสภาวะเศรษฐกิจที่ผันแปรไม่ได้ 

ทัวร์สถาปัตยกรรม The Grand Budapest Hotel ใน ค.ศ.1932 และ 1968 สะท้อนวิถีชีวิตและรูปแบบการเดินทางที่เปลี่ยนไปของคนสองยุค

ผลกระทบของการควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในปัจจุบัน ก็กำลังเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินกิจการของธุรกิจโรงแรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงสร้างนิยามใหม่ๆ ให้กับการใช้ชีวิต การทำงาน การเดินทาง และการท่องเที่ยว 

บางกลุ่มคนที่มีทางเลือก อาจเลือกทำงานไปพร้อมกับพักผ่อนในสถานที่ท่องเที่ยว และเข้าพักระยะเวลาที่นานขึ้นในรูปแบบของ Workcation หรือบางคนอาจติดใจการทำงานจากที่บ้าน และหันมาต่อเติมปรับปรุงบ้านครั้งใหญ่จนไม่ค่อยได้ออกจากบ้าน

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่เข้าถึงตัวเลือกเหล่านี้ สำหรับบางคน อาจจะไม่มีโอกาสคิดถึงคำว่า ‘ท่องเที่ยว’ หรือ ‘พักผ่อน’ เลยด้วยซ้ำ 

ข้อมูลอ้างอิง

Anderson, W. (Director), & Anderson, W., Rudin, S., Rales, S., & Dawson, J. (Producers). (2014). The Grand Budapest Hotel [Motion picture]. United States: Fox Searchlight Pictures.

Seitz, M. Z., Anderson, W., Fiennes, R., Canonero, M., Desplat, A., Stockhausen, A., . . . Bordwell, D. (2015). The Wes Anderon collection: The Grand Budapest Hotel. New York: Abrams.

www.ultraswank.net

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

Set Design

ทฤษฎีสถาปัตยกรรมในภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องสังคม ความเชื่อ และยุคสมัย

การผสมผสานระหว่างสภาพแวดล้อม ตัวละคร และสถาปัตยกรรม ทำหน้าที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ของสถานที่ สร้างบริบท กำหนดยุคสมัยและช่วงเวลาในภาพยนตร์ ฉากหลังในแต่ละซีนช่วยเราประติดประต่อจุดเชื่อมโยง จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง จากโลกแห่งความเป็นจริงสู่โลกแฟนตาซีนแบบ Hyperreality โลกที่อะไร ๆ ก็เป็นไปได้ ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว กว้างใหญ่ตราบเท่าที่ขอบเขตความคิดสร้างสรรค์ของคนคนหนึ่งจะนำไป 

ทุกวันนี้พวกเราคุ้นชินกับโลกแฟนตาซี พลังเหนือธรรมชาติ และเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุดล้ำในวงการภาพยนตร์ โดยเฉพาะในหนังไซไฟและอนิเมะ ความเหนือจริงของฉากในหนังแนวนี้มักริเริ่มสร้างบริบททางสถาปัตยกรรมที่แตกต่างสุดล้ำ ซึ่งในบางครั้งเฟรมหนึ่งเฟรมก็สร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการภาพยนตร์ ถ่ายทอดเรื่องราวและแนวคิดใหม่ ๆ ทางสถาปัตยกรรมได้

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด

ฮะยะโอะ มิยะซะกิ (Hayao Miyazaki) เป็นหนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์แอนิเมชัน นักเขียน นักวาดการ์ตูน ระดับตำนานของญี่ปุ่น และผู้ร่วมก่อตั้ง Studio Ghibli ใน ค.ศ. 1985 บริษัทนี้เป็นรู้จักดีที่สุดจากผลงานภาพยนตร์แอนิเมชัน ด้วยลายเส้นกราฟิกวาดมือที่อบอุ่น การวางองค์ประกอบภาพสุขุม สีสันของต้นไม้ใบหญ้าที่ชักชวนพวกเราให้ออกไปสำรวจความงดงามของธรรมชาติ ความใส่ใจอย่างละเอียดถี่ถ้วนในรายละเอียดที่เล็กที่สุดของฉากสถาปัตยกรรมอย่างฝุ่นบนเสาและคานนั้น ทำให้ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความเก่า 

มากไปกว่านั้น ภาพยนตร์ที่กำกับโดย Miyazaki มักถ่ายทอดวิวัฒนาการของสังคมญี่ปุ่น ระหว่างวิถีชีวิตของมนุษย์ในเมืองและธรรมชาติที่กว้างใหญ่ไพศาล โลกสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนจากเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงการปลีกตัวออกจากระบบนิเวศและสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ 

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด

‘Spirited Away’ ผลงานภาพยนตร์ใน ค.ศ. 2001 ของเขาก็เช่นกัน เรื่องราวของ ชิฮิโระ (Chihiro) เด็กหญิงวัย 10 ขวบและพ่อแม่ของเธอที่หลงเข้าไปในมิติวิญญาณมหัศจรรย์ระหว่างเดินทางย้ายบ้านใหม่ การก้าวผ่านวัยของชิฮิโระในช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต การจากลา และการเติบโตจากทำงานที่โรงอาบน้ำของเหล่าทวยเทพในโลกวิญญาณ ระหว่างที่เธอกำลังหาหนทางช่วยพ่อแม่ที่ถูกสาปให้กลายเป็นหมู หลังจากไปกินอาหารของเหล่าทวยเทพและหาทางกลับสู่โลกของมนุษย์

Miyazaki ถ่ายทอดฉากเมืองในมิติวิญญาณแห่งนี้ตามรากฐานความเชื่อของศาสนาชินโต (Shinto / 神道) ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นแก่นรากฐานของวิถีความเป็นญี่ปุ่น คำว่าชินโต แปลว่า วิถีแห่งจิตวิญญาณ (Way of the Spirits) โดยมีความเชื่อในการบูชาเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตำนานความเชื่อในพลังของธรรมชาติที่มีทั้งด้านสว่างและด้านมืด สิ่งต่าง ๆ ที่มีความบริสุทธิ์ล้วนเป็นที่สถิตของเทพเจ้าได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นภูเขา ทะเล แม่น้ำ ลำธาร สายลม บ้านเรือน สิ่งปลูกสร้าง หรือสรรพสิ่งต่าง ๆ 

ในนัยยะหนึ่ง การหลงเข้าไปในโลกวิญญาณในภาพยนตร์เรื่องนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ขาดการเชื่อมต่อกันระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์ ซึ่งครั้งหนึ่งพวกเราดำรงอยู่ด้วยกันอย่างสมดุลและปรองดอง

1
มิติวิญญาณมหัศจรรย์

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด

ครอบครัวชิฮิโระทะลุไปในโลกแห่ง Spirited Away ผ่านอุโมงค์ซุ้มประตูสีแดงที่ดูคล้ายป้อมปราการร้าง ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ในโลกของความเป็นจริง แม้ภายนอกจะมีเค้าโครงสถาปัตยกรรมญี่ปุ่น ภายในอุโมงค์กลับเผยให้เห็นถึงโครงสร้างซุ้มเสาโค้งแบบโบสถ์สไตล์ยุโรป ลานภายในมีม้านั่งเก้าอี้จัดวางเรียงรายตามผนังและพื้นที่ระหว่างเสา เมื่อเดินมาถึงทางออกของอีกฝั่งหนึ่ง จะพบหอนาฬิกาขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนป้อมปราการ บ่งบอกถึงรูปแบบทางสถาปัตยกรรมของสถานีรถไฟ ซึ่งนำมาใช้เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกทั้งสอง 

นอกจากนี้ เรายังสังเกตได้ถึงจุดเชื่อมต่อเชิงสัญลักษณ์ ในขณะพวกเขากำลังขับรถผ่านซุ้มประตูโทริอิ (Torii) กั้นอาณาเขตของเทพเจ้า และรูปปั้นโดโซจิง (Dōsojin) เทพารักษ์ประจำถนนหนทางที่คอยปกป้องและอวยพรเหล่านักเดินทาง 

การสิ้นสุดลงของทางถนนลาดยาง ตัดเข้าทางถนนลูกรัง ก็สะท้อนสภาพของสังคมที่เปลี่ยนแปลงตนเองอยู่ตลอดเวลาได้อย่างมีนัยยะ สถาปัตยกรรมเป็นส่วนสำคัญของหนังเรื่องนี้ ในขณะที่ภาพยนตร์ของสตูดิโอจิบลิได้รับอิทธิพลจากตะวันตกมากขึ้นเรื่อย ๆ ความท้าทายคือการรักษาและตีความแนวคิดดั้งเดิมของญี่ปุ่นในรูปแบบใหม่ ซึ่งยังคงเอกลักษณ์ประจำชาติไว้

พื้นที่ส่วนใหญ่ในดินแดนวิญญาณปกคลุมด้วยน้ำปริมาณมหาศาล เหล่าภูตและวิญญาณเดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่ได้ด้วยการขึ้นรถไฟทะเล (เที่ยวเดียว) ซึ่งรถไฟจะหยุดพักเมื่อวิ่งไปได้ 6 สถานี อีกวิธีหนึ่งคือการนั่งเรือโดยสารข้ามฟาก ใจกลางเมืองมีย่านร้านอาหารสุดประหลาดตั้งอยู่ ขนาดและสัดส่วนของอาหารใหญ่กว่าในโลกความเป็นจริง เมืองจะคึกคักมากในช่วงเวลากลางคืน ราวกับมีงานมหรสพจัดขึ้นทุกคืน ในทางกลับกัน ผู้คนจะพักผ่อนในตอนกลางวัน ทำให้เมืองเงียบสนิท เหมือนไม่มีใครอยู่เลยสักคน

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด

2
โรงอาบน้ำ Aburaya (油屋)

โรงอาบน้ำ Aburaya (油屋) ฉากสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นสถานที่ชำระความเหนื่อยล้าของเหล่าเทพเจ้า ดูแลและควบคุมโดยแม่มดมนุษย์แม่ Yubaba ตั้งสูงเด่นตระหง่านอยู่ถัดออกมาจากย่านร้านอาหารในตัวเมือง ตัวอาคารสร้างลอยสูงอยู่เหนือบึงน้ำที่แห้งเหือด มองไปเบื้องล่างจะมีรางรถไฟวิ่งตัดเข้าในอุโมงค์ใต้โรงอาบน้ำเพื่อขนส่งถ่านหิน ส่งเสียงคำรามกึกก้องสั่นไหวไปทั่วพื้นที่ขณะวิ่งเข้าออก สะพานสีแดงชาดเชื่อมตัวอาคารกับพื้นดิน เป็นทางเข้าทางออกหลักของโรงอาบน้ำแห่งนี้ ด้านหน้าโรงอาบน้ำมีน้ำตกอยู่ทางด้านขวา ด้านซ้ายมีปล่องควันขนาดใหญ่สูงเท่าตัวอาคาร เชื่อมมาจากห้องหม้อไอน้ำที่ปล่อยควันดำโขม่งไปทั่วบริเวณ

โรงอาบน้ำสูงประมาณตึก 5 – 7 ชั้น ภายนอกออกแบบด้วยองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมสไตล์ญี่ปุ่นอันงดงาม แต่แฝงไปด้วยวิธีก่อสร้างและโครงสร้างแบบชาวตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นฐานคอนกรีตของตัวอาคาร หรือโครงสร้างเหล็กของสะพานทางเชื่อม ซึ่งเป็นสิ่งผู้กำกับ Miyazaki เรียกว่า ‘Pseudo-Western Architecture’ หรือ อาคารญี่ปุ่นปลอม เขามักเน้นย้ำถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ความเป็นญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมในผลงานของเขา

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด

ตัวสถาปัตยกรรมและฟังก์ชันของอาคารออกแบบของตามลำดับชั้นของอาคาร หมายเลขและตัวอักษรกำกับตามระดับความสูง ชั้นบนสุดคือ 天 แปลว่า สวรรค์ และ ชั้นล่างคือ 地 แปลว่า พื้นดิน การแบ่งพื้นที่และการตกแต่งเปลี่ยนไปตามลำดับความสำคัญของผู้ใช้ นับเป็นกระจกเงาที่สะท้อนสภาพการทำงานในสังคมที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด
อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด

พื้นที่ทั้งหมดของโรงอาบน้ำแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ หนึ่ง คือพื้นที่หน้าบ้านที่เป็นโถงรับแขก ห้องอาบน้ำออนเซ็น จากชั้น 1 – 4 เชื่อมต่อด้วยโถงรับแขก ระเบียงบันได และลิฟต์แบบสับคันโยก เมื่อข้ามสะพานเข้ามาในอาคารก็พบกับโถงรับแขกที่นำไปสู่ห้องอาบน้ำแบบเปิดของเหล่าเทพเจ้า อยู่บนพื้นยกระดับกลางโถงกลาง

และหากมองขึ้นไปในส่วน 二天 ของสวรรค์ชั้น 2 ซึ่งนั่นก็คือชั้น 3 และ 4 ของอาคาร จะพบกับโถงทางเดินยาวพร้อมกับห้องรับประทานอาหาร ห้องพักของแขกปูด้วยเสื่อทาทามิ และกั้นห้องด้วยประตูไม้กระดาษสาแบบดั้งเดิม เรียงตัวไปตามรูปทรงของโถงอาคาร ล้อมไปด้วยชานระเบียง 

ในฉากที่ปีศาจไร้หน้า (Kaonashi) แฝงตัวเข้ามาก่อความวุ่นวายในโรงอาบน้ำและห้องอาหาร เราได้เห็นภายในห้องที่ตกแต่งด้วยรูปวาดของเทพเจ้าหลากสีสัน และในเวลาเดียวกัน เราก็ได้รับรู้ถึงจำนวนอาหารเหลือทิ้งมากมายที่กองเรียงรายอยู่ ผีไร้หน้าคือผีเร่ร่อนบนสะพานแดง ความหมายแฝงของตัวละครที่เตือนสติเราไม่ให้หลงไปกับสภาพสังคมที่ชักจูง การไม่มีบุคลิกของตัวเอง การปรับเปลี่ยนตนเองเพียงเพื่อตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบ การเสกสิ่งที่คนอื่นต้องการเพื่อเอาใจเขา แต่แท้ที่จริงแล้วเรากลับไม่รู้ว่าจริง ๆ ตัวเองต้องการอะไร

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด
สถาปัตยกรรมใน Spirited Away รายละเอียดของอุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ ที่ออกแบบเพื่อเล่าเรื่องราวให้ดีที่สุด

ตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่น ออนเซนเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงระหว่างคนกับธรรมชาติ น้ำร้อนที่มาจากภูเขาไฟเต็มไปด้วยแร่ธาตุ มีพลังในการชำระล้างและผ่อนคลายความเครียด และแม้แต่เหล่าเทพเจ้ายังต้องมาใช้บริการโรงอาบน้ำแห่งนี้ 

ในฉากหนึ่ง เทพเจ้าแม่น้ำเข้ามาใช้บริการด้วยเนื้อตัวสกปรกโสโครก ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วโรงอาบน้ำ หลังจากที่ชำระล้างเสร็จ ขยะจำนวนมากทะลักออกมาจากตัวเทพเจ้า ก่อนจะกลายเป็นมังกรบินออกไปจากโรงอาบน้ำ ข้อคิดที่สอดแทรกอยู่นั้นคือการที่มนุษย์เบียดเบียนธรรมชาติ ก่อมลพิษ และทิ้งขยะจำนวนมากลงแม่น้ำ หรือในกรณีของฮาคุ (Haku) ผู้ที่ช่วยเหลือชิฮิโระในโลกแห่งวิญญาณก็เช่นกัน แม้ว่าเขาจะเป็นหนึ่งในเทพแห่งแม่น้ำโคฮาคุ แต่ต่อมาเมื่อแม่น้ำถูกถมเพื่อสร้างอะพาร์ตเมนต์ ทำให้เขากลายเป็นเทพเจ้าไร้บ้าน จนในที่สุดมาอาศัยอยู่ดินแดนวิญญาณรับใช้ยูบาบา

สถาปัตยกรรมใน Spirited Away รายละเอียดของอุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ ที่ออกแบบเพื่อเล่าเรื่องราวให้ดีที่สุด
สถาปัตยกรรมใน Spirited Away รายละเอียดของอุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ ที่ออกแบบเพื่อเล่าเรื่องราวให้ดีที่สุด

อีกส่วนหนึ่งคือพื้นที่หลังบ้าน ซึ่งเป็นเสมือนกับกลไกและฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนโรงอาบน้ำแห่งนี้ คือห้องหม้อไอน้ำสมุนไพรของ Kamajī ผู้ที่ทำงานและพักผ่อนบนแท่นควบคุมของเขาโดยไม่ขยับเขยื้อนไปไหน ซึ่งอยู่ในส่วนล่างสุดของฐานอาคาร ผนังภายในห้องบุด้วยลิ้นชักใส่สมุนไพรสูงขึ้นไปจนติดเพดาน ความร้อนจากเครื่องต้มไอน้ำแผ่กระจายไปทั่วห้อง ถัดออกไปยังมีห้องเก็บเสบียงและห้องครัว เผยให้เราเห็นไส้ในของตัวอาคาร 

พื้นที่ส่วนหลังของโรงอาบน้ำคือที่พักผ่อนของคนงาน โดยแบ่งชั้นกันระหว่างห้องพักชายและหญิง พื้นที่ใช้สอยค่อนข้างคับแคบและจำกัด เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนคนและพื้นที่ของบ้านพักและห้องทำงานของยูบาบาที่อยู่ชั้นบน โดยเหล่าคนงานนอนแออัดกันในห้องเสื่อทาทามิที่ฟูกนอนนั้นปูติดกันจนไม่มีทางเดิน อาจจะเป็นไปได้ว่าเมื่อตำแหน่งหน้าที่การงานสูงขึ้น ก็จะมีห้องพักส่วนตัวเป็นของตนเอง

สถาปัตยกรรมใน Spirited Away รายละเอียดของอุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ ที่ออกแบบเพื่อเล่าเรื่องราวให้ดีที่สุด
สถาปัตยกรรมใน Spirited Away รายละเอียดของอุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ ที่ออกแบบเพื่อเล่าเรื่องราวให้ดีที่สุด

ตั้งแต่ชั้น 5 เป็นต้นไปของโรงอาบน้ำ คือเพนต์เฮาส์และห้องทำงานของยูบาบา แต่ละห้องตกแต่งอย่างหรูหราโอ่อ่าดังสรวงสวรรค์ เรียงรายไปด้วยของสะสม แจกันเซรามิกยักษ์ โคมไฟระย้า พื้นหินอ่อนไล่สีและลวดลาย เตาผิง และเครื่องเรือนมากมาย ห้องทั้งหมดตกแต่งในรูปแบบผสมระหว่างตะวันตกกับตะวันออก แม้ว่ายูบาบาจะดูเป็นคนที่โลภมากและโมโหร้าย แต่เธอก็รักลูกของเธอมาก ๆ เธอสร้างห้องเด็กเล่นขนาดใหญ่ ภายในห้องนั้นเต็มไปด้วยหมอนและของเล่นจำนวนมาก พื้น ขอบเสา และผนังทั้งหมดในห้องหุ้มด้วยวัสดุนุ่มนิ่มเหมือนเบาะของเก้าอี้ เพื่อปกป้องลูกสุดที่รักของเธอประหนึ่งไข่ในหิน 

ฉากสถาปัตยกรรมในผลงานของ Miyazaki มีส่วนสำคัญอย่างมากในการถ่ายทอดวัฒนธรรมและบรรยากาศช่วงหนึ่งของสังคมญี่ปุ่น รายละเอียดที่เขาใส่ในผลงานมีนัยยะในการขับเคลื่อนวงการแอนิเมชันญี่ปุ่น ด้วยการสร้างเอกลักษณ์ที่ทำให้ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความคิดของตัวละคร บริบทสภาพสังคม ประเพณีความเชื่อ และในขณะเดียวกันผู้ชมก็ได้เติบโตไปพร้อม ๆ กับตัวละครด้วย

ฉากในโลกของ Spirited Away บางส่วนได้รับแรงบันดาลใจมาจากสถานที่จริง ซึ่งทางทีมผู้สร้างได้เคยไปพักผ่อนที่ Dogo Onsen ซึ่งเป็นโรงอาบน้ำเก่าแก่มากกว่าร้อยปี ตั้งอยู่ในเมือง Matsuyama บนเกาะ Shikoku และอีกหนึ่งสถานที่ที่เป็นต้นแบบให้กับย่านร้านอาหารและห้องหม้อต้มไอน้ำ คือพิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมกลางแจ้ง Edo-Tokyo ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีชินจูกุเพียง 45 นาที และในขณะนั้นยังอยู่ใกล้ที่ทำงานของ Studio Ghibli

แต่หากยังดื่มด่ำไม่พอ ทุกคนไปเยี่ยมชมมนต์คลั่งจากโลกวิญญาณได้ที่สวนสนุก Ghibli Park ที่เพิ่งเปิดบริการเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2022 ที่ผ่านมาในจังหวัด Nagoya ห่างออกจากเมือง Tokyo ไป 3 ชั่วโมง ที่นั่น เหล่าแฟน ๆ จะได้เข้าไปในห้องทำงานของยูบาบา นั่งรถไฟทะเลกับผีไร้หน้า มากไปกว่านั้น ยังมีฉากอีกมากมายที่สร้างจากผลงานภาพยนตร์ของ Studio Ghibli เรื่องอื่น ๆ

ข้อมูลอ้างอิง  

Miyazaki, Hayao, director. Spirited Away. Studio Ghibli, 2001

Sutajio Jiburi. (2001). The art of spirited away

www.archdaily.com

https://note.com/otaking/n/n7d92ff6f0951

https://blog.govoyagin.com/spirited-away-bathhouse/

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load