*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์

ที่พักเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ในการเดินทางท่องเที่ยว การเลือกที่พักแรมของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป ตามวิถีการท่องเที่ยวที่ไม่เหมือนกัน 

บางคนมองที่พักเป็นเพียงจุดเชื่อมต่อจากจุด A ไปยังจุด B เหมือนในหนังจีนกำลังภายในหรือหนังฝรั่งยุคกลาง ที่จอมยุทธ์และอัศวินจะเข้าไปพักแรมในโรงเตี๊ยมหรือโรงเหล้า เพื่อพักอาศัยค้างคืนระหว่างการเดินทางอันเหน็ดเหนื่อย 

บางคนมองที่พักเป็นจุดหมายปลายทาง สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ในสถานะผู้ให้บริการที่คอยเติมเต็มความสุขและความสะดวกสบายในการพักผ่อน

ทุกวันนี้รูปแบบของที่พักเกิดขึ้นหลากหลาย ตอบโจทย์การเดินทางของผู้คนที่ไม่เหมือนกัน ตั้งแต่โรงแรมหรูห้าดาว โรงแรมธุรกิจเครือข่าย โรงแรมชั้นประหยัด โรงแรมแคปซูลตู้นอน บูทีคโฮเทล รีสอร์ต บังกะโล โฮสเทล จนไปถึงการเปลี่ยนที่อยู่อาศัยของคุณให้เป็นที่พักบนแพลตฟอร์มต่างๆ นิยามเหล่านี้เกิดขึ้นและปรับไปตามสภาพบริบทของสังคม และวิถีการเดินทางท่องเที่ยวของผู้คนที่แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา 

ทัวร์สถาปัตยกรรม The Grand Budapest Hotel ใน ค.ศ.1932 และ 1968 สะท้อนวิถีชีวิตและรูปแบบการเดินทางที่เปลี่ยนไปของคนสองยุค

กาลครั้งหนึ่งมีโรงแรมหรูสไตล์ยุโรปตะวันออกสีชมพูพาสเทลสุดอลังการ ตกแต่งด้วยศิลปะอาร์ตนูโวจากช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ตั้งอยู่บนยอดเขาของเมืองสปาตากอากาศ Nebelsbad ของสาธารณรัฐ Zubrowka แม้สถานประกอบการที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรืองและโด่งดัง เหล่าชนชั้นสูงและแขกผู้มีฐานะต่างแวะเวียนมาใช้บริการ ก็ไม่อาจต้านทานกาลเวลาและความเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคม จนสุดท้ายโรงแรมแห่งนี้ก็เหลือไว้เพียงในความทรงจำ

ทัวร์สถาปัตยกรรม The Grand Budapest Hotel ใน ค.ศ.1932 และ 1968 สะท้อนวิถีชีวิตและรูปแบบการเดินทางที่เปลี่ยนไปของคนสองยุค
สิ่งที่ Wes Anderson บอกเล่าผ่านสถาปัตยกรรมโรงแรม The Grand Budapest Hotel

ความ ‘เวส แอนเดอร์สัน’

ใช่แล้วครับ ผมกำลังเล่าถึงฉากโรงแรมสุดอลังการบนภูเขาของ The Grand Budapest Hotel (2014) ภาพยนตร์แนวตลก-ดราม่า ที่เขียนและกำกับโดย เวส แอนเดอร์สัน (Wes Anderson) โรงแรมในจินตนาการ กับควันหลงและกลิ่นอายของอดีตที่ผู้ดูแลโรงแรมพยายามรักษาไว้ 

เป็นเวลานานกว่าครึ่งศตวรรษที่โรงแรมแห่งนี้ประกอบกิจการอยู่ในสาธารณรัฐสมมติ Zubrowka ทุกรายละเอียดไม่ว่าจะเป็นแบบอักษร ธงชาติ เครื่องแต่งกาย ธนบัตร ปกหนังสือ สมุด พาสปอร์ต หนังสือพิมพ์ ภาพวาด กล่องของร้านขนมท้องถิ่นที่มีชื่อเสียง ตั๋วรถไฟ รายงานการจับกุมของตำรวจ หรือแสตมป์บนพัสดุ ถูกออกแบบขึ้นเพื่อสร้างโลกเสมือนจริงนี้ขึ้นมา

เสน่ห์ในภาพยนตร์ของแอนเดอร์สันคือวิธีการดำเนินเรื่องของตัวละครที่ผลัดกันเข้ามาบอกเล่าเรื่องราวของพวกเขา หลายๆ ฉากตัวละครมองตรงไปที่กล้องเพื่อสนทนากับคนดู การจัดวางองค์ประกอบภาพคำนึงถึงความสมดุล แอนเดอร์สันไม่กลัวที่จะทิ้งรอยนิ้วมือของการกำกับไว้ในภาพยนตร์ เขาเผยให้เห็นการวางแผน การควบคุม และการตกแต่ง ในรายละเอียดที่พิถีพิถันของโครงเรื่อง ลำดับภาพ แสงไฟ มู้ดแอนด์โทน สิ่งของที่เอามาประกอบฉาก การแสดงของตัวละคร รวมถึงทั้งการตัดต่อ ขนาดของเลนส์กล้อง ดนตรีและเสียงเอฟเฟกต์ประกอบ เป็นต้น

สิ่งที่ Wes Anderson บอกเล่าผ่านสถาปัตยกรรมโรงแรม The Grand Budapest Hotel
ร้าน Mendl’s pastry สาธารณรัฐ Zubrowka
สิ่งที่ Wes Anderson บอกเล่าผ่านสถาปัตยกรรมโรงแรม The Grand Budapest Hotel

ภาพยนตร์ The Grand Budapest Hotel ถ่ายทอดเรื่องราวของนักเขียนใน ค.ศ. 1985 ถึงสิ่งที่เขาได้ฟังมาจากเจ้าของโรงแรม Zero Moustafa เมื่อ 17 ปีก่อนหน้า (ค.ศ.​ 1968) เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงแรมในการดูแลของ Monsieur Gustave H. ใน ค.ศ. 1932 ซึ่งในปัจจุบันเหล่าแฟนคลับของนักเขียนก็ยังแวะเวียนไปรำลึกถึงเขาที่สุสานเก่าในเมือง Lutz โดยหนังสือเล่มนี้กลายเป็นวัตถุที่บันทึกความทรงจำในอดีต ถึงความยิ่งใหญ่อลังการของสถานประกอบการณ์แห่งนี้ หลังจากที่อาคารนั้นถูกรื้อถอนไปในเวลาต่อมา

สถาปัตยกรรมโรงแรม

สิ่งที่ Wes Anderson บอกเล่าผ่านสถาปัตยกรรมโรงแรม The Grand Budapest Hotel
สิ่งที่ Wes Anderson บอกเล่าผ่านสถาปัตยกรรมโรงแรม The Grand Budapest Hotel

ทันทีที่ภาพยนตร์เริ่มต้นเราก็รู้ว่า ยุคแห่งความรุ่งโรจน์ของโรงแรมได้สิ้นสุดลงแล้ว ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางสถาปัตยกรรมทั้งภายนอกและภายในอาคาร จากโรงแรมสีชมพูนมเย็นในทศวรรษที่ 1930 สถาปัตยกรรมอาร์ตนูโวสุดหรูหรา องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมเลียนแบบลวดลายจากธรรมชาติ จนทำให้คุณรู้สึกว่าคุณเป็นแขกสำคัญของที่นี่ สู่โรงแรมยุคหลังสงครามในทศวรรษที่ 1960 ซึ่งถูกปรับโฉมเป็นสถาปัตยกรรมในยุคโมเดิร์นนิสม์ ลอกสีผนัง เปลี่ยนทรงหลังคา และเครื่องตกแต่งออกจากตัวอาคาร เหลือไว้แค่ความธรรมดาสามัญของรูปทรงเรขาคณิตในตัวอาคารและหลังคาแบนราบ 

ส่วนภายนอกอาคารคลุมด้วยหินสีน้ำตาลดิบเรียบ ดูเผินๆ ไม่แน่ใจว่า ที่นี่คือตึกออฟฟิศ โรงพยาบาล ค่ายทหาร หรือโรงแรม กันแน่ 

การปรับปรุงของโรงแรมไม่เพียงสื่อให้เห็นถึงรูปแบบของการบริการที่เปลี่ยนไป และยังบอกเป็นนัยๆ ถึงสภาพสังคมและความเร็วในการเดินทางท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปอีกด้วย

สิ่งที่ Wes Anderson บอกเล่าผ่านสถาปัตยกรรมโรงแรม The Grand Budapest Hotel
สิ่งที่ Wes Anderson บอกเล่าผ่านสถาปัตยกรรมโรงแรม The Grand Budapest Hotel

ใน ค.ศ.1932 โรงแรมอยู่ในช่วงพยุงตัว พยายามรักษากลิ่นอายของอดีตและระดับการบริการหรูหราเอาไว้ ณ ขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่แขกที่มาพักในโรงแรมยังส่วมใส่ชุดสูททักซิโด้ ชุดราตรี สวมใส่เครื่องเพชรเครื่องประดับ แบบที่เรียกได้ว่าจัดเต็ม เช่นเดียวกันกับการตกแต่งภายใน การจัดวางข้าวของ พื้นในห้องโถงต้อนรับปูด้วยพรมสีแดง และการบริการของตัวโรงแรมที่มีความใส่ใจเป็นพิเศษ ซึ่งในเวลานั้น Monsieur Gustave H. ทำหน้าเป็นหัวหน้าผู้ดูแล 

สิ่งที่ Wes Anderson บอกเล่าผ่านสถาปัตยกรรมโรงแรม The Grand Budapest Hotel

ส่วนมากแล้วแขกขาประจำโรงแรมจะเป็นแม่ม่ายสูงอายุ ผู้มีฐานะร่ำรวย โดดเดี่ยว บริบทของการเดินทางในสมัยนั้นแตกต่างจากสมัยนี้ตรงที่แขกส่วนใหญ่มักจะพักระยะยาว อย่างน้อยๆ ก็หนึ่งเดือนเต็ม อย่าง Madame D. ผู้ล่วงลับนั้นก็มักเข้าพักตลอดช่วงฤดูกาล และกลับมาที่นี่ทุกปี 

พนักงานโรงแรมก็เป็นหน้าเดิมที่แขกประจำจะคุ้นหน้า และเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตการทำงานบริการของ Zero Moustafa พนักงานหน้าล็อบบี้ที่ทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ เริ่มต้นตอนตี 5 และจบลงตอนเที่ยงคืน 

“หน้าที่ล็อบบี้บอยเหมือนไม่มีตัวตนในอาคาร แต่ต้องอยู่ในสายตาของแขกเสมอเมื่อถูกเรียกใช้ หน้าที่ของเขาคือต้องจำสิ่งที่ผู้คนเกลียด และคาดการณ์ความต้องการของลูกค้า ก่อนความต้องการจะเกิดขึ้น” 

และนั่นคือสิ่งที่หัวหน้าผู้ดูแลสอนเขา

ฉากรูปด้านของโรงแรมใน ค.ศ. 1932
The Palace Bristol Hotel เมือง Karlovy Vary สาธารณรัฐเช็ก
The Palace Bristol Hotel เมือง Karlovy Vary สาธารณรัฐเช็ก

กว่าจะได้ฉากรูปด้านของโรงแรมใน ค.ศ. 1932 มา แอนเดอร์สันและ อดัม สต็อคเฮาเซน (Adam Stockhausen) หัวหน้าทีมโปรดักชัน ต้องค้นคว้าข้อมูลจากภาพถ่ายโรงแรมต่างๆ ในหอสมุด และเดินทางไปยังยุโรปตะวันออกเพื่อสืบหาสถานที่ถ่ายทำ แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็ไม่พบที่ที่เข้าตา จึงตัดสินใจสร้างโมเดลจำลองขนาดใหญ่สูงกว่า 2.74 เมตร เพื่อใช้ในการทำถ่ายทำฉากภายนอกของตัวโรงแรมของทั้งสองยุคสมัย ใน ค.ศ.1932 และ 1968 รูปด้านของตัวโรงแรมในยุค 1930 ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากโรงแรม Grandhotel Pupp ที่สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1701 และ The Palace Bristol Hotel ที่อยู่ใกล้ๆ กันในเมือง Karlovy Vary สาธารณรัฐเช็ก

ล็อบบี้ที่เปลี่ยนไป

ฉากรูปด้านของโรงแรมใน ค.ศ. 1932
ฉากรูปด้านของโรงแรมใน ค.ศ. 1932

แม้ฉากภายนอกของโรงแรมจะเป็นโมเดลสามมิติจำลอง ฉากภายในของตัวอาคารนั้นถ่ายทำในสถานที่จริง ในห้างสรรพสินค้าเก่าอย่าง Görlitz Warenhaus ในเมือง Görlitz ประเทศเยอรมนี ซึ่งสร้างขึ้นใน ค.ศ.1913 โดยได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมอาร์ตนูโวเยอรมนีที่เรียกว่า Jugendstil หรือ Youth Style ในภาษาอังกฤษ อันเปรียบสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในเป็นงานศิลปะ ประติมากรรม การทำให้โครงสร้างของอาคารกลายเป็นสิ่งตกแต่ง Ornament ที่มักนำแรงบันดาลในการออกแบบมาจากธรรมชาติ ห้องโถงใหญ่หินอ่อนสีเหลืองสูงเท่าตึก 6 ชั้น พร้อมกับเพดานกระจกสี (Stained Glass) และบันไดเอกแบบ 2 แฉกที่เรียกว่า Bifurcate ล้วนเป็นลักษณะที่กลายมาเป็นส่วนประกอบสำคัญให้กับฉากล็อบบี้ของโรงแรม

ฉากรูปด้านของโรงแรมใน ค.ศ. 1932
แปลนโรงแรมจากยุค 1960

ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ภาพยนตร์ถ่ายทอดให้ผู้ชมเห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวโรงแรมใน ค.ศ. 1932 และ ค.ศ. 1968 จึงทำให้ทีมงานต้องสร้างฉากของทั้งสองช่วงเวลาซ้อนทับกันไว้ภายในห้างสรรพสินค้า สังเกตจากแปลนในช่วง 1960 (ไฮไลต์ด้วยสีแดงในภาพ) เราจะเห็นว่าพื้นที่โถงใหญ่ในล็อบบี้ถูกบีบให้แคบกว่าเก่า พื้นที่สาธารณะและที่นั่งก็ถูกปรับลด 

ฉากรูปด้านของโรงแรมใน ค.ศ. 1932
แปลนโรงแรมจากยุค 1930

เมื่อมองตรงจุดนี้ เรารับรู้ได้ว่าจำนวนแขกน้อยลง ขณะที่ความเป็นส่วนตัวต้องมากขึ้น หลายๆ ซีนแขกไม่ต้องการสุงสิงกับใคร เพราะต่างมีกิจกรรมของตนเอง ซึ่งต่างกับแปลนในช่วง 1930 (ไฮไลท์ด้วยสีฟ้าในภาพ) พื้นชั้นล่างให้ความรู้สึกถึงพื้นที่สาธารณะบนท้องถนนที่ครึกครื้น มีสิ่งอำนวยความสะดวกกระจายตัวอยู่รอบๆ ไม่ว่าจะเป็นที่เก็บเสื้อคลุม ร้านตัดผม บาร์ เคาน์เตอร์แผนกต้อนรับ และพนักงานยืนประจำตามจุดต่างๆ

ทัวร์สถาปัตยกรรม The Grand Budapest Hotel ใน ค.ศ.1932 และ 1968 สะท้อนวิถีชีวิตและรูปแบบการเดินทางที่เปลี่ยนไปของคนสองยุค
ทัวร์สถาปัตยกรรม The Grand Budapest Hotel ใน ค.ศ.1932 และ 1968 สะท้อนวิถีชีวิตและรูปแบบการเดินทางที่เปลี่ยนไปของคนสองยุค
ทัวร์สถาปัตยกรรม The Grand Budapest Hotel ใน ค.ศ.1932 และ 1968 สะท้อนวิถีชีวิตและรูปแบบการเดินทางที่เปลี่ยนไปของคนสองยุค

การตกแต่งในห้องโถงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ แผงผนังเฉดสีชมพูฉลุลายตัดกับพรมมีลวดลายสีแดง ภาพวาดขนาดใหญ่ โคมไฟ เฟอร์นิเจอร์ไม้คสาสสิก และของประดับตกแต่ง แทนที่ด้วยแผงผนังผิวพสาสติกสีเหลืองที่แบ่งด้วยตัวโครงเหล็กอะลูมิเนียม ตู้อัตโนมัติขายอาหาร เครื่องดื่ม ขนม บุหรี่ นำมาวางแทนที่พนักงาน ตู้คุยโทรศัพท์ส่วนตัวต่อเติมใต้บันไดทางขึ้นในห้องโถง ป้ายคำสั่งและป้ายข้อมูลที่กระจายติดไว้ทั่วทุกส่วนของโรงแรม แจ้งเวลาเปิด-ปิด เวลาเช็กอินเช็กเอาต์ ค่าปรับ กฎข้อห้าม คำเตือนต่างๆ พร้อมกับเฟอร์นิเจอร์โต๊ะเก้าอี้หน้าตาไม่เป็นมิตรจากยุคโมเดิร์น 

ฉากทั้งสองแสดงรูปแบบการบริการของทั้งสองยุคสมัย สถาปัตยกรรมเปลี่ยนแปลงราวกับว่าความงามไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป การเน้นเฉพาะประโยชน์ใช้สอย ละเลยความใส่ใจในการบริการหรือสร้างประสบการณ์ต่อแขกที่มาพัก เมื่อโรงแรมต้องขับเคลื่อนด้วยเงิน การปรับตัวให้เข้ากับบริบทของสังคมและวิถีการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

Nostalgia ‘โหยหาอดีต’

ทัวร์สถาปัตยกรรม The Grand Budapest Hotel ใน ค.ศ.1932 และ 1968 สะท้อนวิถีชีวิตและรูปแบบการเดินทางที่เปลี่ยนไปของคนสองยุค

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบวนเวียนกลับไปยังสถานที่เดิมๆ เพียงเพราะเคยมีความทรงจำที่ดีๆ หรืออาจเพราะไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง คุณยังโหยหาอดีต ประสบการณ์เดิมๆ รสชาติดั้งเดิม การบริการแบบเดิมๆ ก็คงเข้าใจถึงความรู้สึกของตัวละครและแขกที่ยังกลับไปใช้บริการที่โรงแรมแห่งนี้ แม้ว่าตัวสถานที่นั้นจะได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว
เหมือนกับที่ Zero Moustafa ซื้อโรงแรมนี้ไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้ช่วงเวลาดีๆ ที่เขาและภรรยาผู้ล่วงลับเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ หรือที่ Monsieur Gustave H. รักษามาตรฐานบริการของโรงแรม ในแบบที่เขาอยากจะจดจำมัน 

หากวิเคราะห์จากภาพยนตร์ อิทธิพลของสถาปัตยกรรมจากทั้งสองยุคสมัยสะท้อนบรรยากาศของโรงแรม รูปแบบการบริการ และประสบการณ์ของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป นัยยะหนึ่ง การปรับตัวละทิ้งคุณค่าเก่า นำความโมเดิร์นและความร่วมสมัยเข้ามา ได้เปลี่ยนนิยามจากการให้บริการลูกค้ามาเป็นการที่ลูกค้าเข้ามาใช้บริการ ขณะเดียวกันการเก็บรักษาความทรงจำและคุณค่าในอดีต ก็สู้กับค่าแรงและสภาวะเศรษฐกิจที่ผันแปรไม่ได้ 

ทัวร์สถาปัตยกรรม The Grand Budapest Hotel ใน ค.ศ.1932 และ 1968 สะท้อนวิถีชีวิตและรูปแบบการเดินทางที่เปลี่ยนไปของคนสองยุค

ผลกระทบของการควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในปัจจุบัน ก็กำลังเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินกิจการของธุรกิจโรงแรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงสร้างนิยามใหม่ๆ ให้กับการใช้ชีวิต การทำงาน การเดินทาง และการท่องเที่ยว 

บางกลุ่มคนที่มีทางเลือก อาจเลือกทำงานไปพร้อมกับพักผ่อนในสถานที่ท่องเที่ยว และเข้าพักระยะเวลาที่นานขึ้นในรูปแบบของ Workcation หรือบางคนอาจติดใจการทำงานจากที่บ้าน และหันมาต่อเติมปรับปรุงบ้านครั้งใหญ่จนไม่ค่อยได้ออกจากบ้าน

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่เข้าถึงตัวเลือกเหล่านี้ สำหรับบางคน อาจจะไม่มีโอกาสคิดถึงคำว่า ‘ท่องเที่ยว’ หรือ ‘พักผ่อน’ เลยด้วยซ้ำ 

ข้อมูลอ้างอิง

Anderson, W. (Director), & Anderson, W., Rudin, S., Rales, S., & Dawson, J. (Producers). (2014). The Grand Budapest Hotel [Motion picture]. United States: Fox Searchlight Pictures.

Seitz, M. Z., Anderson, W., Fiennes, R., Canonero, M., Desplat, A., Stockhausen, A., . . . Bordwell, D. (2015). The Wes Anderon collection: The Grand Budapest Hotel. New York: Abrams.

www.ultraswank.net

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

Set Design

ทฤษฎีสถาปัตยกรรมในภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องสังคม ความเชื่อ และยุคสมัย

บานประตูสีม่วงลาเวนเดอร์และกรอบสีทองรอบตาแมวของประตู อาจทำให้ใครหลายๆ คนคิดถึงเสียงหัวเราะ และความฮาของเหล่าเพื่อนร่วมห้องที่อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์จากซีรีส์ซิตคอมสุดคลาสสิกยุค 90 เรื่อง FRIENDS 

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 กันยายน ใน ค.ศ. 1994 วันที่ซีรีส์เรื่องนี้ออนแอร์บนจอแก้วเป็นครั้งแรก และฉายต่อเนื่องหลังจากนั้นมาตลอดทศวรรษ รวมทั้งหมด 236 ตอน การรับชมในสมัยนั้นผ่านสัญญาณโทรทัศน์แบบแอนะล็อก ไม่เหมือนการรับชมทีวีในยุคดิจิทัลและการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต ถ้าพลาดแล้วพลาดเลย ซึ่งในสมัยนั้น FRIENDS คือซิตคอมสุดฮิตที่มีผู้ชมกว่า 25 – 30 ล้านคนต่อสัปดาห์ 

หากคุณเคยมีรูมเมตหรือแชร์ห้องอยู่กับเพื่อนในช่วงเวลาหนึ่ง เชื่อว่าซิตคอมเรื่องนี้จะทำให้คุณหวนคิดถึงวีรกรรมเก่าๆ เสียงหัวเราะ ความทุกข์ ความสุข ที่พวกคุณเคยแบ่งปันให้กันและกัน ทำให้คุณอดคิดถึงสภาพหน้าตาหรือบรรยากาศในห้องชุด อพาร์ตเมนต์ บ้านเช่า หรือโต๊ะในร้านประจำ ที่จะถูกเว้นไว้เสมอราวกับว่ามีป้ายจองวางเอาไว้ 

เพลงไตเติ้ลของซีรีส์ FRIENDS ร้องไว้ว่า “I’ll be there for you” บอกเล่ามิตรภาพและเรื่องราวของเพื่อน 6 คนในวัย 20 กลางๆ ที่โชคชะตาและเหตุผลต่างแตกต่างกัน พาพวกเขาให้มาใช้ชีวิตร่วมกัน

ความน่าสนใจของแนวคิดแบ่งปันที่อยู่อาศัยหรือที่เรียกกันว่า Co-living และ Collective Housing ในสมัยนั้นเกิดขึ้นจากสภาวะที่อาจเรียกได้ว่าจำยอม ตามบริบทของสังคมที่ผู้คนต้องเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ สภาวะเศรษฐกิจที่ค่าเช่าห้องและค่าแรงวิ่งสวนทางกัน จากสถาปัตยกรรมห้องชุดเดี่ยวสำหรับหนึ่งครอบครัว กลายเป็นห้องเช่าสำหรับคนสองคนที่มีพื้นที่ส่วนกลางไว้แบ่งปันกัน การเสียสละความเป็นส่วนตัวในการใช้พื้นที่ แลกมากับทำเลที่ตั้งของที่อยู่อาศัย เพื่อการเข้าถึงความสะดวกสบายและสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ป้ายรถเมล์ใหม่ สวนสาธารณะ คลอง และอื่นๆ 

เอาเข้าจริงๆ แล้ว หากวันหนึ่งเราสามารถลดเวลาในการเดินทางกลับบ้านเพียงวันละแค่เพียง 15 นาที ผมเชื่อว่าทุกคนคงจะรู้สึกถึงคุณภาพชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างแน่นอน

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่
อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

ภายนอกอาคารนั้นถ่ายทำจากสถานที่จริง อยู่บนถนนเลขที่ 90 Bedford ในย่าน West Village เมืองนิวยอร์ก และความพิเศษของย่านนี้ คือการที่กริดเส้นแบ่งผังเมืองไม่ได้เป็นเส้นตรงเหมือนย่านอื่น แต่มีการตัดเอียงเป็นเส้นทแยงมุม โดยแต่ละบล็อกมีความออร์แกนิกเหมือนเมืองขนาดย่อมๆ ในยุโรป ส่วนฉากภายในของห้องพักทั้งสองเป็นฉากสมมติสร้างขึ้นและถ่ายทำในสตูดิโอของ Warner Bros ในเมืองแคลิฟอร์เนีย โดย จอห์น แชฟเนอร์ (John Shaffner) คือหนึ่งในผู้ออกแบบและวางแปลนฉากห้องพักรวมถึงการตกแต่งภายใน และเป็นผู้นําเทรนด์ผนังเฉดสีม่วงในห้องของมอนิกา ซึ่งยังเป็นที่จดจำของผู้ชมมาจนถึงทุกวันนี้

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

แปลนของอพาร์ตเมนต์ทั้งสอง แบ่งแยกโซนพื้นที่ส่วนตัวกับพื้นที่ส่วนรวมของแต่ละห้องอย่างชัดเจน ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก และห้องน้ำ คือจุดศูนย์กลางตรงด้านหน้าของตัวบ้าน ที่รูมเมตทุกคนจะเดินผ่านก่อนเข้าไปยังส่วนพื้นที่ส่วนตัวบริเวณด้านหลังของตัวห้อง และมี 2 ห้องนอนสำหรับการอยู่อาศัย 2 คน 

แต่ละห้องไม่มีห้องน้ำส่วนตัว ทำให้ทุกครั้งที่จะเข้าห้องน้ำ ตัวละครต้องเดินผ่านฉากของพื้นที่ส่วนร่วมทั้งหมด มากไปว่านั้น ประตูทุกบานถูกจัดวางให้เปิดมาเจอกันที่ห้องนั่งเล่นตรงกลาง ซึ่งการออกแบบในลักษณะนี้ เพิ่มโอกาสที่ผู้อยู่อาศัยนั้นจะพบปะและพูดคุยกัน เป็นส่วนในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในการอยู่อาศัยร่วมกัน

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่
อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่
ห้องมอนิกา-เรเชล

ห้องเลขที่ 20 ทางด้านขวาคือห้องของผู้หญิง เรเชลและมอนิกา เพื่อนสมัยเรียนที่กลายมาเป็นเพื่อนร่วมห้อง อพาร์ตเมนต์นี้มอนิการับช่วงต่อสัญญาเช่ามาจากคุณยาย ซึ่งมีการควบคุมค่าเช่า Landlord จึงไม่สามารถขึ้นค่าเช่าตามราคาตลาดที่แพงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ตราบใดที่สัญญาเช่ายังไม่หมด นั่นเป็นเหตุผลที่มอนิกา เชฟที่เคยตกงานมาก่อน และราเชล ที่เคยเป็นพนักงานร้านกาแฟอยู่พักใหญ่ สามารถเช่าอพาร์ตเมนต์ใน West Village นี้ได้

จุดเด่นสำคัญของห้องนี้ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือรายละเอียดการตกแต่งภายในที่เผยให้เห็นถึงเสน่ห์ของยุค 90 อาจจะเรียกได้ว่าเป็นแนวผสมผสานของสไตล์ทั้งหลายเข้าด้วยกัน หรือในวงการสถาปัตยกรรมเรียกว่า ยุคแห่ง Eclecticism (คตินิยมสรรผสาน) 

ในห้องของมอนิก้าและเรเชล คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดถึงความมิกซ์และความแมตช์บ้างไม่แมตช์บ้างของเฟอร์นิเจอร์กับสีที่เลือกใช้ การบิลด์อินผนังแบบยุโรปคลาสสิกแล้วทาด้วยสีม่วงลาเวนเดอร์ รวมเข้ากับความดิบของอิฐ เหล็กกล้า กระจก กับตึกในยุคอุตสาหกรรมของเมืองนิวยอร์ก โคมไฟเวนิสสไตล์อิตาเลียนที่วางคู่กับโซฟานวมสีครีมออกแนวโมเดิร์นหน่อยๆ บนพรมลายดอกไม้ขนาดใหญ่ที่วางอยู่บนพื้นไม้ปาเก้ซึ่งเล่นแพตเทิร์นไปมา เคาน์เตอร์ไม้สีฟ้าอมเขียวโซนห้องครัว พร้อมกับเหล่าผลิตภัณฑ์โฆษณาจากยุคโมเดิร์นที่แอบจัดวางไว้อย่างเนียนๆ โต๊ะทานข้าวกับเก้าอี้ไม้พร้อมเบาะรองนั่งลายดอกไม้ที่แต่ละตัวไม่เหมือนกัน แอบให้ความรู้สึกถึงบ้านตากอากาศในชนบท ผ้าม่านลายดอกไม้สีเหลือง ให้กลิ่นอายของความเป็นยุโรปที่สร้างเฟรมให้กับหน้าต่างบานใหญ่ในห้องนั่งเล่น

เหล่านี้เองที่เป็นลักษณะพิเศษของฉากซิตคอมเรื่องนี้ และเมื่อมาคิดดีๆ แล้ว ก็ไม่แปลกเลยที่ในสมัยนั้น ของต่างๆ จะผสมกันเข้ามาในบ้านหนึ่งหลัง หากเรามองย้อนกลับไปในยุคที่ร้านค้าและผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์หลายใหญ่ยังไม่ถือกำเนิด เราอาจต้องเดินทางไปหลายร้าน เพื่อตามหาของให้ครบทุกรายการ ลองจินตนาการถึงตลาดนัดของมือสอง (Flea Market) ของฝรั่ง หรือในประเทศไทยอาจจะคล้ายตลาดนัดจตุจักร แต่ละร้านขายของเป็นประเภทๆ ไป ซึ่งแน่นอนว่าไม่เหมือนทุกวันนี้ ที่อุปกรณ์ตกแต่งบ้านและเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ผ่านการคัดสรรมาจัดวางในที่เดียวกันอย่างเป็นระบบแบบแผนจากบริษัทเจ้าใหญ่ๆ เรียกได้ว่าไปที่เดียวได้ออกมาครบทุกอย่าง

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่
อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่
ห้อง แชนด์เลอร์-โจอี

ต่อมาห้องหมายเลข 19 ทางด้านซ้ายคือห้องผู้ชาย โจอี นักแสดงตกอับผู้มีใจรักในงานของตัวเอง และแชนด์เลอร์ นักธุรกิจที่เราไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเขามีอาชีพอะไรกันแน่ รู้เพียงแต่ว่าพวกเขาทั้งสองสามารถดูทีวีอยู่บนโซฟาเลซีบอย โซฟานวมที่ปรับระดับการเอนถึง 3 ระดับได้ทั้งวัน 

ห้องของผู้ชายแตกต่างจากห้องของผู้หญิงโดยสิ้นเชิง ด้วยโทนสีที่เข้าและกลมกลืนกันจนไม่มีอะไรโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นสีของพื้นไม้ ตู้ และเคาน์เตอร์ครัวสีครีม กับเครื่องใช้ไฟฟ้า ตู้เย็นสีขาว เหมือนแทบไม่ได้ตกแต่งอะไรเพิ่มเติม

ในตอนที่มอนิก้าและเรเชลแพ้เดิมพันจากการเล่นเกมวัดความรู้ใจ ทำให้ทั้งคู่ต้องสลับอพาร์ตเมนต์กับแชนด์เลอร์และโจอี ฝ่ายมอนิก้าเป็นคนเจ้าระเบียบมาก ชอบทำอาหารเช้าให้ทุกคนกิน และยังจัดปาร์ตี้เชิญเพื่อนๆ มาเสมอ ด้วยเหตุนี้ เธอพยายามจัดห้องเดิมของผู้ชาย ให้เป็นสไตล์เหมือนกับห้องเก่าของเธอ ด้วยสิ่งของและเฟอร์นิเจอร์ที่เธอมี ในทางกลับกัน แชนด์เลอร์กับโจอีไม่ได้ย้ายอะไรมาก มีเพียงโต๊ะฟุตบอลมือหมุนแทนโต๊ะทานข้าว และโซฟาปรับเอนเลซีบอยทั้งสองอันไปวางในห้อง ในฉากนี้สะท้อนความสำคัญของการแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมาผ่านการตกแต่งภายใน ในบางครั้งการเลือกในสิ่งที่เราชอบ ที่บ่งบอกเอกลักษณ์ส่วนตัวนั้น ก็อาจจะสำคัญกว่าการเลือกไปตามกระแสหรือสไตล์การตกแต่งที่กำลังอยู่ในสมัยนิยม

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่
อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

ปัญหาของอพาร์ตเมนต์เก่าถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่ารักในหลายๆ ซีน อย่างฉากที่รอสส์ขนโซฟาขึ้นห้อง ต้องคอยตะโกนว่า “Pivot Pivot Pivot” สั่งให้เพื่อนค่อยยกและหมุนโซฟาเพื่อให้พ้นช่วงหักสอกของตัวบันได แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถ รวมถึงปัญหาเรื่องเสียงของผู้อยู่อาศัยชั้นบน ซึ่งเราก็ต้องไปถาม Mr.Hackles ผู้ล่วงลับถึงความน่ารำคาญนี้ ในหลายๆ ซีนเขาใช้ไม้กวาดกระทุ้งเพดาน หรือเดินขึ้นมาเคาะห้องของมอนิกา เพื่อบอกให้เธอและเพื่อนๆ ลดเสียงลง นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องทัศนียภาพและความเป็นส่วนตัว เพื่อแลกกับแสงแดดและวิว หน้าต่างของห้องพักจำเป็นต้องเปิดไว้ จึงทำให้บ่อยครั้งที่เพื่อนๆ ทั้งหก เผลอไปเห็นหรือตั้งใจสอดแนมเพื่อนบ้านที่ชอบแก้ผ้าล่อนจ้อนในบ้านว่าเขาทำอะไรอยู่

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

ในช่วงปลายของซิตคอมเรื่องนี้ ก่อนทีวีซีรีส์เรื่องนี้จะลาจอไปใน ค.ศ. 2004 แชนด์เลอร์และมอนิกาตัดสินใจหันหลังให้การใช้ชีวิตในนิวยอกซิตี้ ละทิ้งห้องอพาร์ตเมนต์ที่พวกเขาอยู่ และมุ่งสู่เมืองเวสต์เชสเตอร์ เมืองชนบทที่อยู่ห่างจากแมนแฮตตันประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า เพราะต้องการให้ลูกเติบโตในชนบทห่างจากความวุ่นวาย ในบ้านเดี่ยวพร้อมที่ดิน สนามหญ้าสีเขียว และชุดชิงช้า

ในต่างประเทศ เมื่อผู้คนย้ายออกไปแล้ว ก็มักที่ใช้เวลาช่วงวันหยุดพักผ่อนในละแวกใกล้ๆ มากกว่าจะขับรถไปกลับเป็นชั่วโมงเพื่อมาทำกิจกรรมในเมือง เพื่อนในกลุ่มพยายามหว่านล้อมไม่ให้พวกเขาย้ายออก และเรเชลพูดขึ้นมาว่า “เลี้ยงลูกในเมือง มันผิดตรงไหน” 

ความตลกร้ายอยู่ที่ครั้งหนึ่งผู้คนต่างแห่กันเข้ามาในเมืองเพื่อทำงานหาเงิน ใช้ชีวิตเร่งรีบ สู้กับมลพิษ โดยหวังจะพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่พอเริ่มมีเงินและตั้งตัวได้ กลับอยากออกไปมีบ้านนอกเมือง และกลับเข้ามาในตัวเมืองเป็นครั้งคราว ซึ่งนี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศ ไม่ว่าจะยุโรปทางตอนเหนือหรือในเมืองนิวยอร์กเอง 

แน่นอนว่าภาพในหัวของคำว่า ชานเมือง หรือ ชนบท ของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน บางคนนึกถึงภาพของหมู่บ้านจัดสรรและคอมมูนิตี้มอล บางคนคิดถึงภาพความกันดาร การกลับสู่ธรรมชาติ ที่ที่ไฟฟ้าและน้ำประปาเข้าถึงยาก บางคนนึกภาพเทคโนโลยีสุดล้ำในงานเกษตรกรรมที่เกิดขึ้นในชนบท แต่หากเรามองให้ลึกไปกว่านั้น โดยเริ่มตั้งคำถามว่า ชนบทคืออะไร อะไรคือชนบท ชนบทต้องเป็นเมืองที่ไม่เจริญเสมอไปหรือไม่ ชนบทต้องเป็นเมืองที่รอคอยการพัฒนาให้เจริญหรือไม่ หรือแท้ที่จริงแล้วชนบทคือพื้นที่ที่ไม่มีเมือง ไม่มีผู้คน มีแต่ธรรมชาติ แล้วถ้าเมืองชนบทนั้นค่อยๆ เจริญขึ้น ผู้คนต่างต้องการที่จะเข้ามาอยู่อาศัย มีรถไฟฟ้าและถนนหนทางค่อยกระจายตัว ถึงตอนนั้นเรายังจะเรียกเมืองนั้นว่าเป็นชนบทได้อีกไหม 

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

คำถามเหล่านี้ต่อยอดมาจากงานนิทรรศการของ Rem Koolhaas และ Samir Bantal สถาปนิกและนักวิจัย เจ้าของบริษัทสถาปนิก OMA และ บริษัทวิจัย AMO ที่พิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ นครนิวยอร์ก เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 2020 เพื่อสะท้อนให้ผู้คนเห็นความสำคัญของชนบทที่ค่อยป้อนทรัพยากรให้กับตัวเมือง

ด้วยผลพวงของมาตรการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลในช่วงสถานการณ์ COVID-19 ทำให้คนในนิวยอร์กต้องเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต การทำงานจากบ้านกลายเป็นกิจวัตรที่เคยชิน การหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น สิ่งเหล่านี้ช่วยกระตุ้นให้นิวยอร์กเกอร์เริ่มทยอยขายบ้าน และย้ายออกจากตัวเมืองไปอยู่อาศัยแถบชานเมืองแทน เพื่อที่พวกเขาจะได้มีพื้นที่ที่กว้างขวางมากพอสำหรับการทำงานและอยู่อาศัย ซึ่งหลายๆ สำนักข่าว รวมทั้งสำนักข่าว The New York Times รายงานถึงจำนวนประชากรที่ลดลงในตัวเมือง และจำนวนความต้องการบ้านชานเมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สวนทางกับรายงานขององค์การสหประชาชาติที่คาดการณ์ไว้เมื่อ ค.ศ. 2018 ก่อนช่วงการระบาดของโรคว่า จำนวนประชากร 68 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลกจะย้ายเข้าไปอยู่ในตัวเมือง 

อนาคตและคำนิยามของคำว่า ‘ตัวเมือง’ กับ ‘ชนบท’ นั้นจะเป็นอย่างไร เมื่อผู้คนเริ่มมีตัวเลือกและอิสระในการเลือกที่อยู่อาศัยกับสภาพแวดล้อมที่เขาอยากใช้ชีวิตและทำงาน

แม้ว่าการแยกจากกันจะเหมือนเป็นจุดจบของบางอย่าง แต่มันก็เป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพที่ยั่งยืน ดังซีรีส์ซิตคอมเรื่อง FRIENDS ที่กำลังจะกลับมารียูเนียนให้เหล่าแฟนๆ ให้หายคิดถึงกัน หลังจากที่ต้องรออย่างยาวนานมาถึง 17 ปี กับตอนพิเศษที่มีกำหนดฉายในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ ในชื่อตอน “The One Where They Got Back Together” ซึ่งต้องมาลุ้นกันว่า สุดท้ายแล้วเราจะได้เห็นมอนิก้าจะกลับไปอยู่ที่ห้องอพาร์ตเมนต์หลังเก่า หรือฉากบ้านใหม่ในชนบทของซิตคอมเรื่องนี้กันแน่

*ขอบคุณข้อมูลจากน้องสาวของข้าพเจ้า กรกนก แซ่แต้ แฟนคลับผู้ดูซิตคอมเรื่องนี้วนไปวนมา และไม่รู้ว่าจะหยุดดูได้เมื่อไร

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

ข้อมูลอ้างอิง

www.refinery29.com

www.nytimes.com

www.nytimes.com

www.guggenheim.org

www.cnbc.com

www.un.org

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load