The Game Changer (2019)

ประเภท Documentary

ประเทศ United States of America

ผู้กำกับ Louie Psihoyos

ผู้เขียนบท Shannon Kornelsen, Mark Monroe และ Joseph Pace

นักแสดงนำ James Wilks, Arnold Schwarzenegger, Patrik Baboumian และ Scott Jurek

ความยาว 86 นาที

The Game Changers เป็นภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับการกินแบบละเว้นเนื้อสัตว์ (Plant-Based Diet) เรื่องแรกที่ทำให้ใจฉันเต้นรัว และทันทีที่ดูจบก็หันไปมองหน้าแฟน แล้วตัดสินใจเปลี่ยนมากินมังสวิรัติด้วยกันตั้งแต่วันนั้นเลย ดังนั้นฉันขอให้สิบเต็มกับสารคดีเรื่องนี้ ในแง่ความทรงพลังของการเล่าเรื่อง เพราะจริงๆ นี่ไม่ใช่สารคดีแนวนี้เรื่องแรกที่เคยดู 

เรื่องดังๆ อย่าง Cowspiracy: The Sustainability Secret, Forks Over Knives, Dominion หรือ Live and Let Live ก็เคยผ่านตามาแล้วทั้งนั้น ทำให้พอจะรู้อยู่บ้างว่าการกินแบบละเว้นเนื้อสัตว์นั้นดีอย่างไร แต่ไม่ทำให้ฉันรู้สึกอยากเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและลงมือทำทันทีได้อย่าง The Game Changers พูดให้แฟร์ คงเพราะถูกที่ถูกเวลาด้วยที่สารคดีเรื่องนี้โผล่มาตอนฉันวัยใกล้ 30 ที่ทุกการรับรู้ถูกหมักบ่มมาหลายปี 

The Game Changers ภาพยนตร์สารคดีสุดโด่งดังที่เปลี่ยนฉันเป็นมังสวิรัติทันทีที่ดูจบ, The Game Changers รีวิว, The Game Changers Netflix

ตลอดเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่ง สารคดีเรื่องนี้ตะล่อมคนดูอย่างอยู่หมัดด้วยข้อมูลมากมายที่ไม่ดราม่า คือที่ผ่านมา สารคดีเกี่ยวกับพฤติกรรมการกินส่วนใหญ่มักเล่นกับอารมณ์สะเทือนใจของคนดู เช่น เผยภาพความโหดร้ายของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ หรือเปิดโปงการฮั้วกันระหว่างรัฐบาลและบริษัททุนนิยมยักษ์ใหญ่ ในการบิดเบือนความจริงเรื่องอาหาร 

แต่เอาเข้าจริง ฉันคิดว่าคนส่วนใหญ่จะพยายามทำความเข้าใจและยินยอมเปลี่ยนพฤติกรรม ก็ต่อเมื่อข้อมูลนั้นชี้ให้เห็นความเป็นความตายในเชิงปัจเจกบุคคลมากกว่า พูดง่ายๆ คือข้อมูลที่บอกว่า “เอ็งตายไม่ดีแน่ ถ้ายังกินแบบนี้ต่อไป” นี่แหละคือหมัดฮุกที่จะทำให้คนวางเบอร์เกอร์เนื้อชิ้นนั้นลง 

อย่างฉันเองเลิกกินอาหารฟาสต์ฟู้ดได้เด็ดขาด ไม่ใช่จากสารคดี FOOD, INC ในตำนาน แต่เป็นหลังดูสารคดีบ้าดีเดือดเรื่อง Super Size Me ที่ว่าด้วยชายผู้ทดลองกินอาหารฟาสต์ฟู้ดทุกมื้อเป็นเวลาหนึ่งเดือนต่างหาก ใครสนใจไปหามาดูนะ สารคดีเก่าหลายสิบปีแล้ว แต่โคตรเก๋า แค่เดือนเดียวสุขภาพยังพังพินาศขนาดนั้น ถ้ากินสะสมไปทั้งชีวิตไม่ต้องคิดเลยว่าจะวายป่วงขนาดไหน 

The Game Changers ภาพยนตร์สารคดีสุดโด่งดังที่เปลี่ยนฉันเป็นมังสวิรัติทันทีที่ดูจบ, The Game Changers รีวิว, The Game Changers Netflix
The Game Changers ภาพยนตร์สารคดีสุดโด่งดังที่เปลี่ยนฉันเป็นมังสวิรัติทันทีที่ดูจบ, The Game Changers รีวิว, The Game Changers Netflix

เลิกค่ะ เลิกกินฟาสต์ฟู้ดถาวร!

*เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์สารคดี*

01

เรื่องราวของ The Game Changers เริ่มต้นเมื่อ เจมส์ วิลก์ส (James Wilks) ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะการต่อสู้ระยะประชิด การต่อสู้แบบของเจมส์รุนแรงจนถูกแบนจากสนามต่อสู้กีฬา แต่ก็เป็นประโยชน์มากและใช้ได้จริงหากถูกทำร้ายในชีวิตประจำวันไปจนถึงในสงคราม เขาได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้จนเส้นเอ็นเข่าฉีกขาด ทำให้เขาต้องพักการฝึกซ้อมนานกว่า 6 เดือน 

ด้วยความว่างและอยากหายจากการบาดเจ็บ เจมส์เลยใช้เวลาเป็นพันชั่วโมง (ท่าจะว่างจริง) ศึกษาบทความทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการฟื้นฟูและโภชนาการ เพื่อหาทางให้ตัวเขากลับสู่สังเวียนได้เร็วที่สุด จุดเปลี่ยนมันอยู่ตรงนี้ เขาไปเจอข้อมูลที่ชี้ว่า นักต่อสู้โรมันในตำนานหรือที่เรียกกันว่า Gladiators นั้นเป็นมังสวิรัติ จากการที่นักวิจัยนำกระดูกที่ขุดพบไปวิเคราะห์ 

เจมส์อึ้ง เพราะข้อมูลนี้สวนทางกับความเชื่อของคนยุคปัจจุบัน ที่เราถูกป้อนข้อมูลมาแต่ไหนแต่ไรว่าเนื้อสัตว์เป็นแหล่งโปรตีน นั่นจึงเป็นที่มาของการเดินทางเพื่อค้นหานักกีฬาที่ละเว้นเนื้อสัตว์ เพราะเจมส์อยากพิสูจน์ว่าการกินแต่ผักเนี่ย มันทำให้คนแข็งแกร่งได้จริงหรือ

สก็อตต์ จูเร็ก (Scott Jurek) หนึ่งในสุดยอดนักวิ่งระยะไกล (Ultramarathon) ตลอดกาล สก็อตต์ทำลายสถิติมาแล้วมากมาย ในการปฏิบัติภารกิจแต่ละครั้ง เขาต้องวิ่งวันละหลายร้อยกิโลเมตร ผ่านเส้นทางโหดหิน ทั้งทะเลทราย เทือกเขา ป่าชื้น ซึ่งเขาก็พิชิตมาได้ทั้งหมดจากการกินแค่ธัญพืช ผัก และผลไม้ เท่านั้น 

The Game Changers ภาพยนตร์สารคดีสุดโด่งดังที่เปลี่ยนฉันเป็นมังสวิรัติทันทีที่ดูจบ, The Game Changers รีวิว, The Game Changers Netflix

02

เจมส์ยังไม่เชื่อว่ามันจะเป็นไปได้ เขาเลยไปคุยกับแพทย์ประจำทีมผู้อยู่เบื้องหลังแชม์ World Series และ Super Bowl เลยได้รู้ความจริงที่น่าตกใจว่า ข้อมูลโภชนาการที่เราท่องจำกันอยู่ทุกวันนี้ค่อนข้างล้าสมัย 

จริงๆ แล้วพลังงานสำหรับการออกกำลังกายส่วนใหญ่มาจากคาร์โบไฮเดรตในรูปแบบไกลโคเจนที่มนุษย์สะสมไว้ในกล้ามเนื้อ และถ้าเราพยายามเปลี่ยนแคลอรี่จากคาร์โบไฮเดรต มาเป็นแคลอรี่จากโปรตีนแทน สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ คุณจะขาดคาร์โบไฮเดรตและไกลโคเจนเรื้อรัง และนั่นจะทำให้คุณอ่อนเพลียเรื้อรังด้วย

The Game Changers พาเราไปรู้จักนักกีฬามืออาชีพอีกหลายคนที่ประสบความสำเร็จ และเพิ่มประสิทธิภาพร่างกายตัวเองได้อย่างไม่น่าเชื่อ จากการเปลี่ยนมากินมังสวิรัติ

เช่น มอร์แกน มิตเชล (Morgan Mitchell) แชมป์วิ่ง 400 เมตร 2 สมัยชาวออสเตรเลีย ดอตซี่ เบาช์ (Dotsie Bausch) แชมป์ปั่นจักรยาน 8 สมัยในสหรัฐอเมริกา และเป็นหนึ่งในนักกีฬาไม่กี่คนในประวัติศาสตร์ที่ได้แชมป์โอลิมปิกตอนอายุเกือบ 40 ปี

The Game Changers ภาพยนตร์สารคดีสุดโด่งดังที่เปลี่ยนฉันเป็นมังสวิรัติทันทีที่ดูจบ, The Game Changers รีวิว, The Game Changers Netflix

เคนดริก แฟริส (Kendrick Farris) นักกีฬายกน้ำหนักชาวอเมริกันเล่าให้ฟังอย่างติดตลกว่า ก่อนหน้านี้คนชอบแซวว่าการที่เขากินแต่หญ้า ไม่มีทางมีเรี่ยวแรงพอจะยกน้ำหนักเป็นร้อยกิโลกรัมได้ เขาเลยตบหน้าขาเม้าด้วยการติดทีมชาติ 3 สมัย และคว้าแชมป์โอลิมปิกเสียเลย

อีกคนคือ แพทริก บาบูเมียน (Patrik Baboumian) ชายผู้ทำลายสถิติมนุษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกมาแล้วหลายครั้ง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าชายคนนี้ยกรถยนต์แล้วพลิกมันกลิ้งตลบได้ด้วยสองมือเปล่า และแน่นอนว่าเขาเป็นมังสวิรัติอย่างเคร่งครัดมาตั้งแต่ปี 2005 อยากให้ไปดูเรื่องของชายคนนี้แบบเต็มๆ ในสารคดี โคตรเหนือมนุษย์

นี่แค่ส่วนหนึ่ง ยังมีนักกีฬามืออาชีพอีกหลายคนที่ตบเท้ากันเข้ามา บอกเล่าเรื่องราวแสนน่าทึ่งในการเปลี่ยนมากินมังสวิรัติของพวกเขาใน The Game Changers ความสำเร็จของพวกเขาไม่ได้อาศัยแค่พลังงาน (Energy) แต่ต้องมีพละกำลังที่แข็งแกร่ง (Strength) ด้วย 

The Game Changers ภาพยนตร์สารคดีสุดโด่งดังที่เปลี่ยนฉันเป็นมังสวิรัติทันทีที่ดูจบ, The Game Changers รีวิว, The Game Changers Netflix

03

พละกำลังที่แข็งแกร่งมาจากโปรตีน ที่ถูกทำให้เชื่อมาตลอดว่าส่วนใหญ่มาจากเนื้อสัตว์อย่างที่เล่าไปข้างต้น สเต๊กหรือแฮมเบอร์เกอร์ที่คุณกิน ผลิตมาจากวัว แล้ววัวกินอะไร ก็กินพืช ดังนั้นว่ากันแบบตรงๆ ง่ายๆ โปรตีนที่คุณได้รับก็มาจากพืชนั่นแหละ สัตว์ที่เรากินเหล่านั้นเป็นแค่พ่อค้าคนกลางเท่านั้น 

คุณอาจไม่เคยรู้ว่า ถั่วเลนทิลต้มสุกหนึ่งถ้วยหรือแซนด์วิชเนยถั่วหนึ่งชิ้น มีปริมาณโปรตีนเท่ากับเนื้อ 85 กรัมหรือไข่ไก่ฟองใหญ่ 3 ฟอง

ไม่ใช่แค่โปรตีน ในสารคดีมีการเชิญนักกีฬา 3 คนมาร่วมทดสอบให้เห็นความแตกต่างของสภาพไขมันจากสัตว์และพืชที่ไหลเวียนอยู่ในโลหิตมนุษย์ โดยวันแรกให้กินเนื้อสัตว์และวันที่สองให้กินมังสวิรัติ ผลปรากฏว่าเมื่อนำเลือดไปแยกพลาสมาออกมา ไขมันในพลาสมาของวันที่กินมังสวิรัติใสแจ๋ว ในขณะวันกินเนื้อไขมันมีสภาพขุ่นข้นจนน่าตกใจ ไขมันเหล่านี้ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการไหลเวียนโลหิต

เมื่อนักกีฬาเห็นสภาพไขมันจากสัตว์ที่ไหลเวียนอยู่ในเลือดตัวเอง ถึงกับหน้าเหวอและอุทานออกมาว่า “It’s gross to see”

The Game Changers ภาพยนตร์สารคดีสุดโด่งดังที่เปลี่ยนฉันเป็นมังสวิรัติทันทีที่ดูจบ, The Game Changers รีวิว, The Game Changers Netflix
The Game Changers ภาพยนตร์สารคดีสุดโด่งดังที่เปลี่ยนฉันเป็นมังสวิรัติทันทีที่ดูจบ, The Game Changers รีวิว, The Game Changers Netflix

สิ่งที่ฉันชอบมากในสารคดีเรื่องนี้ คือข้อมูลทางวิทยาศาสตร์แบบเจาะลึก ตอบทุกข้อสงสัยในใจเกี่ยวกับสารอาหารที่ร่างกายจะขาดไปหากเปลี่ยนมากินมังสวิรัติ รวมถึงบอกเหตุผลว่าทำไมพืชผักถึงขาดสิ่งนั้นไป และจะต้องแก้ไขอย่างไรร่างกายถึงจะยังได้รับสารอาหารครบถ้วนสมบูรณ์ 

และประเด็นที่เจมส์สนใจมากที่สุดคือการซ่อมแซมร่างกาย (Recovery) ที่โปรตีนจากพืชสร้างประสิทธิภาพได้มากกว่าโปรตีนจากสัตว์หลายเท่า จากการปรับสภาพการเจริญเติบโตของเส้นเลือด ไปจนถึงเนื้อเยื่อที่เสียหาย แถมยังมีผลพลอยได้เป็นการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันอีก 

ข้อมูลส่วนนี้สารคดีอธิบายไว้ละเอียดมาก แต่ขอไม่เล่าในบทความนี้ เพราะเนิร์ดเกิน ไปดูเองน่าจะได้ข้อมูลครบถ้วนที่สุด

The Game Changers ภาพยนตร์สารคดีสุดโด่งดังที่เปลี่ยนฉันเป็นมังสวิรัติทันทีที่ดูจบ, The Game Changers รีวิว, The Game Changers Netflix

04

อีกหนึ่งไฮไลต์ของสารคดีคือการไปนั่งคุยกับ อาร์โนลด์ ชวาสเนกเกอร์ (Arnold Schwarzenegger) อดีตนักเพาะกายมืออาชีพ นักการเมืองและนักแสดงชื่อดัง ผู้เปลี่ยนมากินมังสวิรัติถาวร เขาบอกว่าสมัยหนุ่มๆ เขากินเนื้อสัตว์เยอะมาก กินไข่ไก่ถึงวันละ 15 ฟอง เพื่อสร้างโปรตีนในการเพาะกาย 

จนเมื่อแก่ตัวลง ได้ศึกษาเรื่องโภชนาการอย่างจริงจัง เขาจึงเพิ่งค้นพบความจริงว่า มนุษย์ไม่จำเป็นต้องกินเนื้อสัตว์เพื่อสร้างโปรตีน อาร์โนลด์ในวัย 72 ปีเล่าอย่างกระฉับกระเฉงว่า ทุกวันนี้เขาหลงรักพืชมากกว่าเนื้อสัตว์เสียอีก และเขาไม่กังวลเรื่องคอเลสเตอรอลอีกต่อไป

The Game Changers ภาพยนตร์สารคดีสุดโด่งดังที่เปลี่ยนฉันเป็นมังสวิรัติทันทีที่ดูจบ, The Game Changers รีวิว, The Game Changers Netflix

ในสังคมอเมริกัน คนถูกหล่อหลอมด้วยค่านิยมว่าความเป็นชายชาตรี และความแข็งแกร่งนั้นต้องมาจากการกินเนื้อ อย่างที่เห็นได้จากโฆษณาชวนเชื่อของฟาสต์ฟู้ดเจ้าดัง การตลาดที่ยอดเยี่ยมของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ อาโนบอกว่าเขารู้ซึ้งถึงสิ่งนี้ดี เพราะเลยหลงอยู่ในโลกใบนั้นมากกว่าครึ่งชีวิต

เมื่อพูดถึงความเป็นชายชาตรี เจมส์เลยพาคนดูไปเข้าร่วมทดลองสมรรถภาพทางเพศ ร่วมกับนักกีฬามหาวิทยาลัยหนุ่ม 3 คน ด้วยให้นักกีฬากินเนื้อสัตว์และผัก จากนั้นวัดความถี่ของการแข็งตัว และขนาดขององคชาตตอนที่แข็งตัวระหว่างนอนหลับ 

ผลปรากฏว่าค่ำคืนหลังอาหารมื้อผัก องคชาตของนักกีฬาทั้ง 3 มีขนาดใหญ่ขึ้นเมื่อแข็งตัว แถมยังแข็งตัวนานขึ้น อธิบายให้เห็นภาพคือสมรรถภาพทางเพศของทุกคนพุ่งสูงทะลุ 300 เปอร์เซ็นต์ (เฮ้ย อึ้ง ทึ่ง กันเลยทีเดียว)

The Game Changers ภาพยนตร์สารคดีสุดโด่งดังที่เปลี่ยนฉันเป็นมังสวิรัติทันทีที่ดูจบ, The Game Changers รีวิว, The Game Changers Netflix

ถ้าการกินแบบละเว้นเนื้อสัตว์มันดีขนาดนี้ ทำไมเรื่องนี้ยังเป็นแค่ Niche Market ล่ะ 

เจมส์เล่าว่าปู่ของเขาตายด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวตอนอายุแค่ 63 ปีเท่านั้น หลังจากสูบบุหรี่มาเป็นเวลานานกว่า 40 ปี ทหารสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ติดบุหรี่ เนื่องจากสมัยนั้นคนหนุ่มถูกทำให้เชื่อว่าการสูบบุหรี่ดีต่อสุขภาพ 

อุตสาหกรรมยาสูบใช้ความโด่งดังของนักกีฬามาเป็นตัวหล่อหลอมความเชื่อว่าบุหรี่คือสัญลักษณ์ของความฟิตและสุขภาพดี เป็นหลายสิบปีให้หลังจึงเริ่มมีงานวิจัยออกมาทำลายความเชื่อนั้น แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว 

ในช่วงท้ายๆ ของยุครุ่งเรืองของอุตสาหกรรมยาสูบ อุตสาหกรรมใหม่ก็ก้าวขึ้นมาแทนที่ และเริ่มเล่นเกมการตลาดแบบเดียวกัน อุตสาหกรรมปศุสัตว์ อาหารแปรรูป และอาหารฟาสต์ฟู้ดนั่นเอง

The Game Changers ภาพยนตร์สารคดีสุดโด่งดังที่เปลี่ยนฉันเป็นมังสวิรัติทันทีที่ดูจบ, The Game Changers รีวิว, The Game Changers Netflix

05

แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดทำให้ฉันตัดสินใจเปลี่ยนมากินมังสวิรัติ คือความจริงที่ว่าทุกวันนี้ 3 ใน 4 ของพื้นที่เกษตรกรรมทั่วโลกใช้ไปเพื่อทำปศุสัตว์ ซึ่งสร้างผลเสียมากมายในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

การทำฟาร์มเนื้อ ฟาร์มนม ฟาร์มไข่ และฟาร์มปลา ใช้พื้นที่การเกษตรในโลกถึง 83 เปอร์เซ็นต์ แต่ให้ปริมาณแคลอรี่กับมนุษย์ที่กินมันแค่ 18 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เหตุผลที่ปศุสัตว์ใช้พื้นที่มาก เพราะอย่างที่เล่าไปข้างต้นอีกนั่นแหละว่าสัตว์เป็นแค่พ่อค้าคนกลาง มันต้องกินพืชผักปริมาณมหาศาลเพื่อสร้างโปรตีน

The Game Changers ภาพยนตร์สารคดีสุดโด่งดังที่เปลี่ยนฉันเป็นมังสวิรัติทันทีที่ดูจบ, The Game Changers รีวิว, The Game Changers Netflix

หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่ามีสัตว์กว่า 7 แสนล้านตัวถูกบริโภคในแต่ละปี อาหารสำหรับเลี้ยงพวกมันจึงต้องใช้พื้นที่มากมาย และนี่เองเป็นสาเหตุหลักๆ ของการเผาทำลายบุกรุกผืนป่า แถมยังใช้น้ำมหาศาลในการเพาะปลูกอีกด้วย

เชื่อไหม เนื้อในเบอร์เกอร์หนึ่งชิ้น ใช้น้ำ 2,400 ลิตรในการผลิต!

เท่านั้นยังไม่พอ มูลสัตว์ยังถูกปล่อยลงสู่ธรรมชาติ ทำลายสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศแบบครบวงจร อุตสาหกรรมปศุสัตว์สร้างมลพิษ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสาเหตุของโลกร้อน มากกว่ายานพาหนะทุกประเภทในโลก เครื่องบินทุกลำ รถยนต์ รถไฟ รวมกัน

The Game Changers ภาพยนตร์สารคดีสุดโด่งดังที่เปลี่ยนฉันเป็นมังสวิรัติทันทีที่ดูจบ, The Game Changers รีวิว, The Game Changers Netflix

ข้อมูลต่างๆ ที่เคยได้รู้มาทั้งชีวิต และที่ปรากฏในภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ตลอดเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่ง มันเพียงพอแล้ว ที่จะทำให้ฉันยอมเปลี่ยนพฤติกรรมการกินแบบเดิมที่ทำมาทั้งชีวิต ในเมื่อการกินแบบละเว้นเนื้อสัตว์ (Plant-Based Diet) มันดีต่อเราตัวเอง ดีต่อโลกที่เราอาศัยอยู่ แล้วทำไมเราจะไม่ทำล่ะ จริงไหม

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

วัยรุ่นคือวัยที่เต็มไปด้วยกำลังวังชา ความสดใสร่าเริง มีหนทางข้างหน้าหลายเส้นให้เลือกเดิน แต่เป็นเรื่องโชคร้ายเมื่อหนทางเหล่านั้นปิดลงเพราะพวกเขาเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย 

เด็ก 8 คนจากหลากที่มา ต่างรวมตัวกันเพื่อรอความตายที่บ้านพักผู้ป่วย Brightcliffe จากนั้นสัญญากันว่าจะผลัดกันเล่าเรื่องสยองขวัญทุก ๆ เที่ยงคืน โดยหากคนใดคนหนึ่งตายไป จะพยายามติดต่อคนที่ยังมีชีวิตอยู่จากฝั่งโลกคนตาย

The Midnight Club (TV Series 2022– ) คือผลงานซีรีส์เรื่องล่าสุดของผู้สร้าง Mike Flanagan จาก The Haunting of Hill House, The Haunting of Bly Manor และ Midnight Mass ที่ทำร่วมกับ Netflix อีกครั้ง ครั้งนี้เป็นการร่วมงานกับผู้สร้างอีกคนคือ Leah Fong และยังเป็นเรื่องแรกของ Mike ที่จะสร้างหลายซีซั่น ไม่ใช่มินิซีรีส์หรือซีซั่นเดียวจบอย่างที่ผ่านมา โดยเป็นการหยิบยกเอาผลงานเลื่องชื่อของ Christopher Pike กับเรื่องอื่น ๆ ของเขาอีก 28 เรื่องมาดัดแปลงอยู่ในเรื่องเดียว ในรูปแบบของเรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่า พื้นหลังเป็นยุค 90 ซึ่งนอกจากนี้ยังได้ผู้แต่งหนังสือต้นฉบับมาทำหน้าที่โปรดิวซ์ซีรีส์ และ Mike ยังเผยด้วยว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Are You Afraid of the Dark? ที่เป็น Anthology Series ของ Nickelodeon ซึ่งเป็นซีรีส์ที่มีองค์ประกอบเหมือนกัน คือ วัยรุ่นกับเรื่องสยองขวัญอีกด้วย

แน่นอนครับ ที่ขาดไม่ได้ คือความสยองสไตล์ Mike Flanagan ที่ถึงแม้เอพิโซดแรกจะทำสถิติ Guinness World Records ซีรีส์ที่มีฉากจั๊มป์สแคร์หรือที่บ้านเราเรียกว่าตุ้งแช่ไปมากถึง 21 ครั้ง (เรียกได้ว่าเป็นตุ้งแช่ที่น่าจะถี่และต่อเนื่องที่สุดในโลกก็ว่าได้ครับ มุกค่อนข้างใหม่มาก) แต่เรื่องราวกลับพูดถึงปรัชญา ชีวิต ปัญหา ความตาย และความสยองที่ลึกซึ้ง พร้อมแทรกสัญลักษณ์กับการสื่อสารแบบให้คนดูคิด วิเคราะห์ ตีความระหว่างดูและหลังดูจบจนเกิดการตกตะกอนกันอีกเช่นเคย

The Midnight Club ซีรีส์ที่มีฉากสะดุ้งมากสุดในโลกจากผู้สร้าง The Haunting of Hill House

ก่อนพูดถึงเนื้อหา อยากเล่าที่มาสักนิดว่าทำไมเรื่องนี้ถึงเป็นผลงาน Passion Project ที่ Mike Flanagan ต้องการดัดแปลงตั้งแต่ 20 ปีที่แล้วและไม่เคยลืม จนในที่สุด The Midnight Club ก็กลายมาเป็นซีรีส์ได้ในที่สุด

ทั้งหมดเริ่มต้นในยุค 90 (ยุคเดียวกับในซีรีส์) ก่อนที่จะมาเป็นผู้กำกับและผู้สร้างที่หลายคนขนานนามว่า ‘อัจฉริยะแห่งวงการสยองขวัญ’ Mike Flanagan เป็นแฟนคลับตัวยงนิยาย Goosebumps ของ R.L. Stine, Stephen King กับ Henry James และต่อมาในปี 1994 เขาได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่ทำให้ถึงกับร้องไห้ออกมา ใช่แล้วครับ หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า The Midnight Club ที่เจ้าตัวเผยว่าทีแรกตั้งใจจะอ่านเพื่อเสพความน่ากลัว แต่กลับได้รับรู้เรื่องราวชีวิตของวัยรุ่น นั่งคุยกันเรื่องชีวิต ความตาย ที่ทัชใจเขามาก ๆ Mike นิยามว่า “นิยายเล่มนี้ของ Christopher Pike เล่าสิ่งที่พ่อแม่ของเด็ก ๆ จะไม่รู้ว่ามีสิ่งเหล่านี้อยู่ในหนังสือด้วย” เนื่องจากมันเป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้แนวสยองขวัญพูดเรื่องซีเรียส แทนที่จะหลอกให้คนกลัวหรืออ่านไปขนลุกไปเฉย ๆ

Mike Flanagan ที่อยู่ในช่วงเรียนฟิล์มสมัยมหาวิทยาลัยจึงนั่งลงและพูดกับตัวเองว่า “The Midnight Club จะต้องกลายเป็นหนัง” จากนั้นเขาจึงลงมือเขียนบทซะดิบดี ทบทวนแล้วทบทวนอีก แก้แล้วแก้อีก จนกระทั่งมั่นใจแล้วว่ามันเป็นบทที่ดีชนิดที่พร้อมสร้าง จึงได้ทำการระดมทุน แต่ด้วยความที่ขาดประสบการณ์ เขาลืมสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือขอลิขสิทธิ์จากสำนักพิมพ์และผู้แต่ง หลังจากที่ติดต่อไป สำนักพิมพ์ไม่อนุญาตให้สร้าง เขาอกหักอย่างจัง เท่านั้นยังไม่พอ ด้วยความกลัวว่าจะถูกฟ้อง จึงได้ทำลายทั้งตัวบทที่เป็นกระดาษกับเอกสารรูปแบบดิจิทัล

จากนั้นราว ๆ 20 ปีต่อมา Mike Flanagan ที่ฝึกวิทยายุทธจนได้รับการขนานนามว่าเป็นปรมาจารย์แห่งยุทธภพหนังผี ผู้มีกระบวนท่าอันไม่ซ้ำใคร และดูไกล ๆ จากยอดตึกยังรู้ว่าเขาเป็นผู้กำกับ (โทนภาพเขียว ๆ ก็เป็นหนึ่งในนั้น) เขาได้ติดต่อ Christopher Pike ด้วยตัวเอง ทั้งคู่คุยกันร่วม 3 ชั่วโมงเลยครับ ผลในทีแรกเจ้าของผลงานที่ไม่ได้รู้จักและไม่เคยดูหนังซีรีส์ของ Mike มาก่อนก็ลังเลอยู่เหมือนกัน จนกระทั่งได้ยินการ Pitch แบบสั้น ๆ ได้ใจความว่า Mike ต้องการ “นำ The Midnight Club ไปดัดแปลงเป็นซีรีส์ โดยที่เด็ก ๆ ในเรื่องเล่าผลงานเรื่องอื่น ๆ ของ Christopher Pike” พอได้ยินดังนั้น เขาก็ซื้อไอเดียทันที

The Midnight Club ซีรีส์ที่มีฉากสะดุ้งมากสุดในโลกจากผู้สร้าง The Haunting of Hill House

อีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กันและปนน่าเศร้าที่อยากให้ทราบคือ ที่มาของหนังสือ The Midnight Club ครับ Christopher Pike เขียนเรื่องนี้โดยมีแรงบันดาลใจมาจากแฟนหนังสือของเขาที่ได้เจอกันในปี 90 เธอเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้ายและบอก Christopher ว่าเธอกับคนไข้คนอื่น ๆ มักจะมารวมตัวกันในชมรมหนังสือแล้วพูดคุยเรื่องผลงานของเขา แต่เมื่อ The Midnight Club แต่งเสร็จ แฟนหนังสือคนนี้ก็จากโลกนี้ไปก่อนที่จะมีโอกาสได้อ่านหนังสือที่นางเอกของเรื่องอย่าง Ilonka มีเธอเป็นต้นแบบ

The Midnight Club ซีรีส์ที่มีฉากสะดุ้งมากสุดในโลกจากผู้สร้าง The Haunting of Hill House

ทีนี้ว่าด้วยเรื่องเนื้อหา ผลงานที่ผ่าน ๆ มาของ Mike Flanagan ดูเหมือนเขาจะได้รับอิทธิพลและแนวทางจากผลงานของ Christopher Pike ไม่น้อยเลยครับ ในการนำตระกูลสยองขวัญ/เรื่องผี ๆ มาบอกเล่าแก่นบางอย่างหรือประเด็นบางประเด็นที่เจ้าตัวต้องการจะพูด จนเรียกได้ว่าหากไม่มีเรื่องนี้ ก็ไม่แน่เหมือนกันที่อาจไม่มี Mike ในวันนี้

ซีรีส์ของเขามักจะพูดเรื่องถึงความสัมพันธ์และมุมมองเชิงปรัชญาต่อโลก ชีวิต และวิถีชีวิต ไม่ก็ความตายเสมอ หากให้ไล่เรียง Hill House เป็นเรื่องของครอบครัวพี่น้องแนว Family-drama ที่โดดเด่นจนสร้างชื่อให้ผู้กำกับและผู้สร้างคนนี้จนมีเรื่องต่อ ๆ มาตามมา Bly Manor พูดเรื่องพี่น้อง คนรัก และคนที่ผูกพันแม้ไม่ใช่สายเลือด Midnight Mass ว่าด้วยความสัมพันธ์ระดับชุมชน ความเชื่อ ลัทธิ มุมมองต่อพระเจ้า และความตาย ซึ่งเมื่อสังเกตดูดี ๆ จะเห็นว่าระดับความสัมพันธ์เริ่มขยับออกมาเรื่อย ๆ จากครอบครัวสู่คนรัก จากคนรักเป็นกลุ่มคนในชุมชนและลัทธิ

และใน The Midnight Club คือเรื่องของ Ilonka, Kevin, Anya, Sandra, Spencer, Cheri, Natsuki, Amesh เด็ก ๆ 8 คนต่างพื้นเพ ปูมหลัง เพศ รสนิยมทางเพศ เชื้อชาติ สีผิว นิสัย ครอบครัว เต็มไปด้วยความหลากหลาย เมื่อมารวมตัวกันเพื่อเล่าเรื่องราวตอนเที่ยงคืน ก็เกิดเป็นสายใยขึ้นโดยไม่รู้ตัว โดยนักแสดงในนี้นอกจากจะมี Igby Rigney กับ Annarah Cymone 2 ตัวละครเด่นจาก Midnight Mass แล้ว ยังมี Zach Gilford กับ Samantha Sloyan หรือ Riley Fynn และ Bev Keane จากเรื่องเดียวกันมาร่วมแสดงอีกด้วย

The Midnight Club ซีรีส์ที่มีฉากสะดุ้งมากสุดในโลกจากผู้สร้าง The Haunting of Hill House

ในมุมมองของผม มนุษย์มักรู้จักกัน สนิทกัน เชื่อมโยงและเห็นอกเห็นใจกันได้ด้วยเรื่องเล่าเสมอ เราจะไม่มีทางรู้จักใครดีพอเลยหากไม่ได้รู้เรื่องราวหรือปูมหลังของเขาทั้งหมด หรืออย่างน้อย ๆ ก็มากพอ และเรื่องเล่าเหล่านี้ที่ดูเหมือนเป็นเรื่องแต่งก็จริง แต่ทั้งหมดเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาโดยแฝงไปด้วยข้อความบางอย่าง และได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริงในแง่มุมใดแง่มุมหนึ่งเสมอ ภายใต้ทั้งความสยองขวัญ ลึกลับฆาตกรรมแฟนตาซี สืบสวน ยันไซไฟต่าง ๆ ที่เด็ก ๆ ผลัดกันเล่า จะมีทั้งตัวละคร สัญลักษณ์ และเหตุการณ์เรื่องราวในนั้นที่ทำให้คนอื่น ๆ มองเห็นตัวตน ที่มา สิ่งที่เผชิญ สิ่งที่เป็นอยู่ สิ่งที่อยากจะแก้ไข ไปจนถึงสิ่งที่ตัวละครนั้นปรารถนาจะทำ

ยังไม่อยากสปอยล์อะไรมากแต่มี 2 เคสที่อยากพูดถึง เคสแรกคือเรื่องเล่าของ Anya และอีกเคสคือเรื่องเล่าของ Natsuki ที่ผมลงความเห็น (กับตัวเอง) ว่านี่คือ 2 เรื่องที่ดีที่สุด เพราะทั้งสองเป็นเรื่องที่บ่งบอกความเป็น Mike Flanagan ได้ดีและคมคายที่สุดครับ โดยเรื่องแรกเกี่ยวกับเด็กหญิงที่ต้องการมีชีวิตอีกด้านตรงกันข้าม จึงขายวิญญาณให้ปีศาจ ซีรีส์บอกเล่าเรื่องนี้ด้วยความแปลกใหม่และมีสไตล์ กับทำหน้าที่ในการทำให้ผู้ชมในเรื่องรู้จักตัวละคร Anya สาวไร้ขาข้างขวามากขึ้นในความปรารถนาชีวิตอีกด้านและความเสียใจภายหลัง ในขณะที่เรื่องหลังของ Natsuki พูดถึงโรคซึมเศร้าผ่านการขับรถเจอคนแปลกหน้าอย่างน่าสะเทือนใจและทำออกมาได้ดีไม่แพ้กัน จากที่ตอนแรกงง ๆ เราจะเข้าใจเองว่าเรื่องนี้ต้องการจะสื่ออะไร และยอดเยี่ยมปนหดหู่ขนาดไหน

เรื่องที่อยากจะบอกคือเรื่องราวของ Natsuki นั้น ผู้สร้างร่วมที่ชื่อ Leah Fong ได้รับแรงบันดาลใจมาจากครอบครัวเอเชียที่ไม่เชื่อว่าโรคซึมเศร้ามีอยู่จริง อีกทั้งจากสถิติแล้วเด็กเอเชีย-อเมริกันเป็นประชากรที่เติบโตเร็วที่สุด แต่ขอความช่วยเหลือด้านสภาพจิตใจน้อยที่สุดเนื่องจากผู้ปกครองไม่เชื่อ และเด็กไม่อยากถูกมองว่าแปลก ซีรีส์จึงหยิบจับตรงนี้มาบอกเล่าผ่านตัวละคร Natsuki ครับ เพื่อให้เห็นว่าเธอเจออะไรมา พ่อแม่เป็นยังไง สถานการณ์ของเธอเป็นยังไง และโรคซึมเศร้าน่ากลัวแค่ไหน

นี่เป็นแค่ 2 เรื่องจากเรื่องเล่าอีกมากมายที่หยิบยกมาแนะนำเป็นน้ำจิ้มเพื่อชวนให้ไปดูตาม พร้อม ๆ กันที่ทุก ๆ เอพิโซดจะมีเรื่องเล่าน่าสนใจเสมอ เรื่องทั้งหมดยังครอบไปด้วยเนื้อเรื่องแนวสืบสวนลึกลับ Ilonka ผู้เป็นตัวเอกของเรื่องต้องการไขคำตอบของการที่เธอมาที่นี่ให้ได้ว่าอะไรทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยอยู่ที่นี่และใกล้ตาย หายเป็นปลิดทิ้ง ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวกับข้องลัทธิประหลาดบูชาเทพเจ้ากรีกปี 30 ที่เกี่ยวข้องกับชมรมสยองขวัญที่มีมาเนิ่นนานรุ่นสู่รุ่นอีกที

The Midnight Club ซีรีส์ที่มีฉากสะดุ้งมากสุดในโลกจากผู้สร้าง The Haunting of Hill House

อีกประเด็นหนึ่งที่อยากพูดถึงคือความตายที่สวนทางกับความเป็นวัยรุ่นวัยกำลังโตและมีอนาคตสดใสรออยู่ เด็ก ๆ ในซีรีส์ The Midnight Club มายังที่แห่งนี้ด้วยความสิ้นหวัง แต่สายสัมพันธ์ผ่านเรื่องเล่า การเรียนรู้จากเรื่องราวของผู้อื่น และการทบทวนเรื่องราวชีวิตตัวเองผ่านการเล่าเอง ทำให้ต่างก็ตกตะกอนและมีความหวังว่าจะมีชีวิตอยู่ หรือชีวิตอันไม่แฟร์เช่นนี้จะต้องไม่ใช่จุดจบ นำไปสู่ความเชื่อว่ามีโลกหน้ารออยู่ และมันดูจะเป็นความหวังที่ทำให้พวกเขาอยากมีชีวิตอยู่ต่อและได้ใช้ช่วงเวลาในอีกภพ เนื่องจากภพนี้พวกเขาเหลือเวลาอีกไม่มาก พอ ๆ กับ The Paragon ลัทธิประหลาดที่เกี่ยวข้องกับบ้านพัก Brightcliffe แห่งนี้

นอกจากนี้ที่น่าสนใจและน่าสนใจเสมอเมื่อมันเป็นซีรีส์ของ Mike Flanagan คือความคลุมเครือที่ว่าเรื่องราวนี้ตกลงแล้วมีผีจริง ๆ หรือเป็นผีที่จินตนาการ หรือผีที่มาในเชิงสัญลักษณ์เพื่อบอกบางอย่างกันแน่ ซีรีส์ของ Mike สำหรับบางตัวละคร จะมีผีตามหลอกหลอนเสมอ ซึ่งเขาดูจะพูดเป็นนัยในซีรีส์ทุกเรื่องว่า “ผีมักมาในหลายรูปแบบ” ฉะนั้น เรากับตัวละครในเรื่องจึงไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าสิ่งที่เห็นและปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นนั้น อย่างไหนหลอนไปเอง คิดไปเอง อย่างไหนของจริง หรือคำถามในภาพใหญ่คือ พวกเขาคิดไปเองหรือไม่ว่ามีเรื่องเหนือความเข้าใจอยู่จริง ๆ (ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องหาคำตอบกัน) อย่างเช่นเงาดำที่ตามตัวละคร ก็อาจทั้งมีจริงและอาจสื่อได้ว่ามันคือความกลัวตายของเด็ก ๆ ที่บางคนหลับตาปี๋ ส่ายหน้า แล้วบอกมันว่า “Not Today” และบางคนยอมจำนนต่อโชคชะตาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง (Inevitable Fate)

สุดท้ายที่อยากพูดถึงคือข้อเสียของซีรีส์เรื่องนี้ ว่ากันอย่างสัตย์จริง The Midnight Club ไม่ใช่ผลงาน Top Tier ของ Mike Flanagan ครับ และคงต้องบอกว่าหากให้เทียบกับ 3 เรื่องก่อนหน้า นี่น่าจะเป็นเรื่องที่ความแข็งแรงด้านบท ความเฉียบคมกับการกำกับ ทำให้โดยรวมแล้วอยู่อันดับที่ 4 เลยล่ะ เนื่องจากซีรีส์ค่อนข้างจะสตาร์ทติดช้า (ไม่ช้าเท่า Midnight Mass แต่ก็ถือว่าช้าพอสมควร) มีโทนและจังหวะการเล่าที่ไม่คุ้น มีบทพูดที่ไม่จำเป็นและยาวเกินไปอย่างมากในช่วงแรก ๆ และใช้เวลาอยู่พักใหญ่กว่าจะทำให้คนดูรู้สึกรัก ผูกพัน และยึดโยงกับความรู้สึกตัวละครได้ (แต่เมื่อสตาร์ทติดแล้วจะไปต่อได้อย่างราบรื่น)

แต่สาเหตุที่อยากมาแนะนำและไม่อยากให้พลาด โดยเฉพาะคนที่เป็นแฟนคลับ Mike Flanagan เพราะหลังจากที่ดูไปเรื่อย ๆ ก็ได้ค้นพบว่า Mike Flanagan ยังคงเป็น Mike Flanagan วันยันค่ำ สไตล์ของผู้สร้างคนนี้ยังคงชัด และยังคงแทรกไปด้วยความคมคายเช่นเคย ซึ่งเมื่อไหร่ที่ได้ฟังเรื่องเล่าของตัวละครเหล่านั้นแล้ว ความผูกพันและความอินจะเกิดขึ้นตามลำดับ ซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละคนอีกที สิ่งที่บอกได้มีเพียงแค่ว่า ไม่ว่าเนื้อเรื่องใหญ่ด้านสืบสวน ความตายที่กำลังมาเยือน และความสัมพันธ์ระหว่างเด็ก ๆ กันเอง กับเด็ก ๆ และครอบครัวจะดีร้ายแค่ไหน หรือน่าสนใจมากน้อย ความเจ๋งตามลำพังคือเรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่าที่ทั้งสนุกและหลากหลายรสชาติ ทำให้หากต้องแนะนำหนังหรือซีรีส์แนว ๆ นี้เมื่อมีใครสักคนถามหา เรื่องนี้จะเป็นหนึ่งในนั้นครับ โดยรวมแล้วนับว่าเป็นซีรีส์ที่สนุกและดีอีกเรื่องของ Mike Flanagan และระหว่างดูก็ได้คิดตามและหันกลับมามองชีวิตตัวเอง กับแง่มุมต่าง ๆ ของชีวิตตัวเองไม่น้อย

เนื่องจากอย่างที่ Mike Flanagan ตั้งใจ เขาตั้งใจจะพูดบางอย่างโดยใช้เรื่องสยองหรือความเป็น Genre สยองขวัญเป็นเปลือกนอก และเราได้เห็นแก่นสารเหล่านั้นจากการฟังเรื่องราวที่กะเทาะเปลือกเรื่อย ๆ พร้อม ๆ กับภาพและเสียงบอกเล่า ทำให้ยิ่งดูจะยิ่งเอ็นจอยกับซีรีส์เรื่องนี้ เช่นเดียวกันหรือไปพร้อม ๆ กับที่ตัวละครในเรื่องเองก็กะเทาะเปลือกจนมองเห็นแก่นและสร้างสายสัมพันธ์มิตรภาพระหว่างกัน

The Midnight Club เปรียบเทียบเรื่องเล่าและสมาคมสยองขวัญเที่ยงคืนกับ ‘นาฬิกาทราย’ ที่ไม่ว่าใครจะจากไป หรือหน้าเก่าจากไป หน้าใหม่เข้ามาบ่อยแค่ไหน เรื่องเล่าจะยังคงมีต่อไป เพราะนั่นคือความหมายของชีพจรและการมีชีวิต ซึ่งหวังเช่นกันว่าหลังจากที่จบอย่างค้างคา ผสม what? ซีรีส์เจาะลึกมุมมองวัยรุ่นด้วยฟิลเตอร์ความสยองลี้ลับเรื่องนี้จะได้ไปต่อซีซั่น 2 หรือได้สร้างจนกว่าจะครบซีซั่นตามที่ผู้สร้างทั้งสองตั้งใจไว้ เพราะมีบางคำถามต้องการคำตอบจากตอนจบที่จบแบบ Cliffhanger สุด ๆ

ข้อมูลอ้างอิง

Netflix , Vanityfair , inverse

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load