ข้อมูลจากสำนักงานสวนสาธารณะ สำนักสิ่งแวดล้อม ระบุว่าปริมาณพื้นที่สีเขียวในรูปแบบสวนสาธารณะกับสวนหย่อมในเมืองกรุงเทพฯ ที่บันทึกได้ใน พ.ศ. 2561 มีปริมาณราว 23,000 ไร่ หรือคิดเป็นสัดส่วนต่อประชากรเท่ากับ 6.7 ตารางเมตรต่อคน

แม้จะยังต่ำกว่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้ว่า แต่ละเมืองควรมีอัตราส่วนปริมาณพื้นที่สีเขียวมากว่า 9 ตารางเมตรต่อคน แต่ในทุกปี ก็ยังมีความพยายามเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองให้กับคนกรุงเทพฯ อยู่บ้าง หรืออย่างน้อย ก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นจาก 5 ปีที่แล้วที่เคยมีเพียงราว 5 ตารางเมตรต่อคนเท่านั้น

ปริมาณพื้นที่สีเขียวที่ยังคงเป็นเรื่องคับอกคับใจ ทำให้ยากจะพูดได้ว่า ในแต่ละวันคนกรุงฯ จะมีโอกาสได้ใกล้ชิดธรรมชาติดีๆ มากเท่าที่ต้องการไหม ในหลายการพัฒนาโครงการโดยภาคเอกชน จึงปรากฏการนำพื้นที่สีเขียวมาไว้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ไม่ว่าจะเป็นในบรรดาห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์ และรวมถึงโครงการที่อยู่อาศัย

เราจะพาคุณไปทำความรู้จักโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แห่งสำคัญ ที่กำลังจะเกิดขึ้นภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า คือโครงการ The Forestias โดย MQDC หรือบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์คอร์ปอเรชั่น จำกัด บนที่ดินขนาดเกือบ 400 ไร่ ริมถนนบางนา-ตราด กิโลเมตรที่ 7 

The Forestias ผืนป่าใจกลางกรุงเทพฯ กับระบบนิเวศสมบูรณ์ที่รวมพืชพื้นถิ่นหลายพันต้นไว้มากกว่า 300 สปีชีส์

นอกจากขนาดของโครงการที่ใหญ่จนเรียกได้ว่าเป็นการสร้างเมืองขนาดย่อมๆ แล้ว สิ่งใหม่ที่ได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวางและหลายๆ คนตั้งตารอคอย คือความพยายามสร้าง ‘ผืนป่า’ ของจริง รวมไว้เป็นหนึ่งเดียวกับเมือง

นอกจากการสร้างสภาพแวดล้อมที่เน้นพื้นที่สีเขียวแล้ว The Forestias ก็ยังให้ความสำคัญในเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวของคนเมือง เพราะนับวันขนาดครอบครัวยิ่งเล็กลงๆ เวลาที่แต่ละคนจะได้เห็นหน้าค่าตากันก็ยิ่งน้อยลงไป ไม่ว่าจะจากปัญหาเรื่องปัจจัยการเดินทางหรืออะไรก็ตาม 

 ในเมืองใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ความสัมพันธ์ที่ดีกับคนใกล้ชิด และการพาสมาชิกในครอบครัวจากหลากหลายเจเนอเรชันให้มาอยู่ใกล้ชิดกัน เป็นอีกสิ่งที่ The Forestias จะนำมาสู่โครงการที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ของพวกเขา ด้วยพื้นที่พบปะของคนทุกเพศทุกวัยที่เข้าถึงได้ง่ายจากทุกส่วนในโครงการ และด้วยกิจกรรมภายใต้ร่มเงาขนาดใหญ่ของผืนป่า

ที่ที่ยืนยันว่าจะเป็นป่าของจริง มีสัตว์และระบบนิเวศที่ธรรมชาติจะดำเนินไปในทิศทางของมัน

เป็นป่า ที่เริ่มปลูกกันแล้วจริงๆ บนที่ดินเปล่า จากต้นกล้า และเมล็ด

The Forestias ผืนป่าใจกลางกรุงเทพฯ กับระบบนิเวศสมบูรณ์ที่รวมพืชพื้นถิ่นหลายพันต้นไว้มากกว่า 300 สปีชีส์

01

คนกับป่า

ภายในที่ดินทั้งหมด 398 ไร่ ‘ป่า’ ที่จะปลูกขึ้นใหม่ใน The Forestias มีขนาดราว 30 ไร่ หรือเปรียบเทียบให้เห็นภาพคือพอๆ กับขนาดของอุทยานเบญจสิริ สวนสาธารณะในย่านพร้อมพงษ์

 “ในพื้นที่โครงการทั้งหมดประมาณสามร้อยไร่ แต่ละที่ของโครงการก็จะมีต้นไม้หนาแน่นมากๆ อยู่แล้ว” คุณกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ ผู้อำนวยการโครงการ The Forestias โดย MQDC เล่าถึงแนวคิดเกี่ยวกับป่าที่จะเกิดขึ้น

คุณกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์

“เราใช้ต้นไม้กว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ในพื้นที่ส่วนที่ไม่ใช่ป่า เฉพาะส่วนที่เป็นป่านั้น ความหนาแน่นจะอยู่ที่หนึ่งตารางเมตร มีสี่ต้น เพราะฉะนั้นเราจะปลูกลงไปไม่ต่ำกว่าสี่หมื่นห้าพันต้น ตามแผนของการปลูกต้นไม้ของเรา”

คุณกิตติพันธุ์ยังเล่าว่า ต้องใช้หลายปัจจัยในการปลูกป่าบนที่ดินบางนาที่ไม่เคยเป็นป่าทึบใดๆ มาก่อนให้สำเร็จ ส่วนหนึ่งคือการใช้ทฤษฎีการปลูกต้นไม้ ของ ศาสตราจารย์ ดร.อาคิระ มิยาวากิ ศาสตราจารย์เกียรติคุณแห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติโยโกฮาม่า และผู้อำนวยการสถาบันการเรียนรู้ด้านนิเวศวิทยานานาชาติประจำประเทศญี่ปุ่น ผู้เป็นที่ยอมรับด้านวิธีการปลูกป่าอย่างรวดเร็วและได้ผลสูง รวมถึงเป็นที่ปรึกษาเรื่องการปลูกป่าธรรมชาติในที่ต่างๆ จนประสบความสำเร็จมาแล้วในหลายแห่งทั่วโลก 

โดยวิธีการนี้ คุณกิตติพันธุ์เล่าว่าจะทำให้ได้ป่าที่สมบูรณ์อย่างรวดเร็วมากพอภายในระยะเวลา 3 ปี ก่อนการเข้าอยู่ในวันแรกสุดของลูกบ้าน รวมถึงต้นไม้เหล่านั้นจะเติบโตอย่างยั่งยืนไปตามธรรมชาติของผืนป่าเอง หลังจากที่โครงการใช้อยู่อาศัยต่อไปถึงหลัก 10 ปีในอนาคต

The Forestias ผืนป่าใจกลางกรุงเทพฯ กับระบบนิเวศสมบูรณ์ที่รวมพืชพื้นถิ่นหลายพันต้นไว้มากกว่า 300 สปีชีส์
The Forestias ผืนป่าใจกลางกรุงเทพฯ กับระบบนิเวศสมบูรณ์ที่รวมพืชพื้นถิ่นหลายพันต้นไว้มากกว่า 300 สปีชีส์

ส่วนต่อมา คือการให้ความสำคัญกับความหลากหลาย และการคำนึงถึงดินฟ้าอากาศที่เป็นจริงตามที่ตั้ง โดยใช้การสำรวจและวิจัย เพื่อให้ได้องค์ความรู้ที่เป็นจริงและใช้ในการพัฒนาต่อได้ ซึ่งโครงการคาดการณ์ไว้ว่าจะนำต้นไม้ที่เหมาะกับท้องถิ่นมากกว่า 300 สปีชีส์มาปลูกลงในพื้นที่ ทั้งหมดนี้จะเน้นที่การเริ่มปลูกตั้งแต่เป็นเมล็ดและต้นกล้า ซึ่งคุณกิตติพันธุ์กล่าวว่า จะทำให้ได้ผืนป่าที่สมบูรณ์โดยแท้ และเป็นระบบนิเวศที่ก่อร่างขึ้นมาด้วยตัวเองอย่างแข็งแรงตั้งแต่ต้น

“การทำงานของเราเป็นหลักการของทาง MQDC ก่อนที่เราจะเริ่มทำอะไรกับไซต์ เราต้องส่งทีมงานซึ่งเป็นทั้งนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญในเรื่องสิ่งแวดล้อมลงไป เข้าไปศึกษาก่อนที่เราจะเข้ามาทำอะไรกับพื้นที่

“เราต้องศึกษาถึงต้นไม้ที่เคยมีมาในอดีต ทีมงานยังต้องไปอ่านพงศาวดารหรือนิราศต่างๆ ที่เคยเขียนไว้ ว่านั่งเรือผ่านแถวนี้เคยเห็นต้นอะไร ซึ่งตรงนั้นเป็นบันทึกที่เรานำมาใช้ไปติดตามต่อได้ เพราะฉะนั้นในทีมจึงต้องมีความรู้เรื่องนี้ชัดเจน ว่าต้นไม้อะไรที่เราจะนำกลับมาปลูก หมายความว่าต้นไม้ต้องเหมาะกับสภาพดิน ดินบางนาเป็นดินที่มีความเค็ม ฉะนั้นต้องเป็นต้นไม้ที่ทนความเค็มได้สูง และต้องเป็นต้นไม้ที่สามารถยึดเกาะดินได้แน่น

The Forestias ผืนป่าใจกลางกรุงเทพฯ กับระบบนิเวศสมบูรณ์ที่รวมพืชพื้นถิ่นหลายพันต้นไว้มากกว่า 300 สปีชีส์

“เราวางแผนไว้ว่า เราอยากทำเป็นป่าดิบแล้ง เราจะทำป่าดิบแล้งให้ได้ ซึ่งอาจจะต้องช่วยให้น้ำบ้างในช่วงแรก แต่หลังจากนั้นเขาจะเติบโตได้โดยธรรมชาติ

“โดยเราจะเริ่มปลูกจากต้นกล้าและเมล็ด ต้นกล้าที่เพาะจากเมล็ดยังมีรากแก้วอยู่ จุดสำคัญที่สุดในการเติบโตของต้นไม้คือการมีรากแก้ว หากเราปลูกต้นไม้ที่เป็นต้นกล้า ซึ่งมีความสูงไม่เกินสี่สิบเซนติเมตร จะทำให้เขาเติบโตได้อย่างรวดเร็วและโตขึ้นอย่างสมบูรณ์ เป็นเหมือนต้นไม้ที่อยู่ในป่าทั่วไป

“ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นหลักง่ายๆ ว่า ธรรมชาติมันเติบโตแบบไหน เราก็ทำให้เขามีสภาวะแวดล้อมที่เหมาะกับการเติบโตตามธรรมชาติ”

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า The Forestias จะเน้นให้ความสำคัญกับป่าและพื้นที่สีเขียว แต่การปลูกต้นไม้ก็หาใช่ความสำคัญเดียวในระบบนิเวศที่จะถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่แห่งนี้ แน่นอนว่ายังรวมไปถึงสัตว์และความสัมพันธ์อื่นๆ เพื่อที่ระบบนิเวศนี้จะถูกเติมเต็มโดยสมบูรณ์

02

คนกับสัตว์

ในพื้นที่ป่าทั้งหมด 30 ไร่ ภายในนี้แบ่งพื้นที่ 6 ไร่ ให้เป็น ‘ป่าลึก’ หรือเป็นที่ที่ปล่อยให้ระบบนิเวศดำเนินไป โดยไม่อนุญาตให้คนเข้าถึง

“มันมีโอกาสที่สัตว์หลายๆ ประเภท จะมีชีวิตอยู่ในป่าของเราได้” คุณกิตติพันธุ์เล่าต่อถึงภาพที่สมบูรณ์ของป่าผืนใหม่ในที่ดินบางนา และความเป็นไปได้ของการอยู่ร่วมกันระหว่างบรรดาสิ่งมีชีวิต

“เราระวังอย่างมากเรื่องระยะเวลาในการเติบโตของป่า สัตว์บางประเภทต้องรอให้ป่าอุดมสมบูรณ์ถึงจุดหนึ่งก่อนถึงจะเข้ามาอยู่ได้ ฉะนั้นในจุดเริ่มต้น ป่าของเราจะประกอบด้วยสัตว์ที่เกิดขึ้นเอง เป็นสัตว์ที่บินเข้ามาและอยู่อาศัยเอง หลังจากนั้นเมื่อป่ามีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น จำนวนสัตว์ก็จะเพิ่มขึ้นเอง 

“เราไม่ได้เน้นว่าจะมีใครมาอยู่ แต่เราเชื่อว่าจากการวิจัยของเรา จะมีสัตว์ที่เพิ่มใหม่ไม่ต่ำกว่าสามสิบถึงสี่สิบสปีชีส์ต่อเดือน ฉะนั้นจะเป็นเรื่องที่ต้องใช้การศึกษาต่อไปว่า เมื่อเราสร้างระบบนิเวศแบบนี้ขึ้นมาแล้ว จะทำให้เกิดสัตว์ชนิดต่างๆ เข้ามาตามธรรมชาติได้อย่างไร”

คุณกิตติพันธุ์ยังเล่าต่อว่า จากงานวิจัยพบว่า ในอดีตพื้นที่แห่งนี้เคยมีสัตว์ใหญ่อย่างกระจงกับเนื้อทรายอาศัยอยู่ หากแต่จุดประสงค์ของโครงการคงไม่ใช่การบังคับนำสัตว์ที่ต้องการใดๆ เข้ามาในพื้นที่อย่างทันทีทันใด ทั้งหมดจำเป็นต้องใช้ระยะเวลา และอาศัยสภาพความสมบูรณ์ของผืนป่าตามความเป็นจริงเข้าช่วย 

ซึ่งเป็นหน้าที่ของนักนิเวศวิทยาที่จะเป็นผู้ดูแลคุณภาพของน้ำและความสมบูรณ์ของอาหารต่อไป แต่ประเด็นที่สำคัญกว่าและน่าพูดถึง คือความเป็นไปได้ของการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับสัตว์ ไม่ว่าจะสัตว์ใหญ่หรือสัตว์เล็ก ซึ่งในเรื่องนี้ การออกแบบและการระบุขอบเขตให้ชัดเจนระหว่างกัน จะทำให้ระบบนิเวศที่สมบูรณ์และยั่งยืนนั้นดำเนินต่อไปได้

“มันมีทฤษฎีเรื่องพื้นที่ของสัตว์อยู่เหมือนกัน คือระยะที่เขาจะรู้สึกว่าไม่ถูกรบกวน” คุณกิตติพันธุ์ว่า “คือการเว้นถอยออกมาสามสิบเมตรจากบริเวณที่คนอยู่ เพราะฉะนั้นป่าลึก หรือ Deep Forest ของเรา จึงนับจากจุดที่เป็นทางเดินใกล้ที่สุดที่คนจะเดินผ่าน แล้วเว้นออกไปสามสิบเมตร ก็จะเพียงพอที่ทำให้สัตว์ในนั้นไม่ถูกรบกวน

“เราไม่ได้ทำสวนสัตว์ ฉะนั้นจึงไม่มีการขัง ส่วนมากเป็นสัตว์ท้องถิ่นที่เข้ามาเอง เราไม่ได้สร้างที่อยู่สัตว์เพื่อให้คนให้อาหาร การอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติ คือสัตว์ก็มีชีวิตของเขา เราก็มีชีวิตของเรา เราอยู่อย่างเกื้อกูลซึ่งกันและกัน 

“เราอาจจะนั่งทานข้าวอยู่ในห้องรับประทานอาหารของเรา มองออกไปที่ต้นไม้ใกล้ๆ ได้เห็นนกทำรัง แต่คงไม่ใช่ภาพว่าเราไปให้อาหารนก  เราไปให้อาหารกวาง ตรงนั้นไม่ใช่ภาพที่เรามองว่าเป็นการอยู่ร่วมกัน” 

The Forestias ผืนป่าใจกลางกรุงเทพฯ กับระบบนิเวศสมบูรณ์ที่รวมพืชพื้นถิ่นหลายพันต้นไว้มากกว่า 300 สปีชีส์
The Forestias ผืนป่าใจกลางกรุงเทพฯ กับระบบนิเวศสมบูรณ์ที่รวมพืชพื้นถิ่นหลายพันต้นไว้มากกว่า 300 สปีชีส์

เพราะแท้ที่จริงแล้ว แม้ผืนป่าขนาดย่อมแห่งนี้จะเป็นเรื่องใหม่และท้าทาย แต่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนิยามคำว่า ‘ชีวิตที่เป็นสุข’ อันเป็นจุดประสงค์หลักของ The Forestias เพราะอีกส่วนหนึ่งนั้น คือความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันของคนที่จะขาดไปไม่ได้ ไม่ว่าจะนอกหรือในระบบนิเวศแห่งใหม่ที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่ ดังที่คุณกิตติพันธุ์กล่าวว่า

“จริงๆ ป่าไม่ใช่เป็นหัวใจหลักของโครงการ ป่าเป็นส่วนที่จะเติมให้แนวคิดของโครงการมีความใกล้เคียงกับเป้าหมายของเรามากขึ้น เพราะเป้าหมายจริงๆ ของการสร้างโครงการนี้ คือเราอยากสร้างเมืองหนึ่งเมือง ที่เน้นให้ผู้อยู่อาศัยมีความสุข เน้นให้ผู้อยู่มีสุขภาพที่ดีขึ้น อันนี้คือหัวใจสำคัญว่าจริงๆ แล้ว ‘The Forestias’ คืออะไร”

03

คนกับคน

“การที่จะทำให้คนมีความสุข สำหรับเรา มันแตกแขนงออกไปอีก” คุณกิตติพันธุ์กล่าวต่อถึงอีกจุดมุ่งหมายของโครงการ “เราพบว่า คนจะมีความสุขถ้าได้อยู่กับคนที่เรารัก ซึ่งคำว่า ‘คนที่เรารัก’ ประกอบไปด้วยใครบ้าง ญาติพี่น้องที่เราสนิทใจ หรือรวมถึงเพื่อน ฉะนั้นเรากำลังพูดถึงเมืองที่จะทำให้ผู้อยู่อาศัยที่อายุแตกต่างกัน อยู่ร่วมกันได้”

The Forestias ผืนป่าใจกลางกรุงเทพฯ กับระบบนิเวศสมบูรณ์ที่รวมพืชพื้นถิ่นหลายพันต้นไว้มากกว่า 300 สปีชีส์

ภายในโครงการ นอกจากคอนโดมิเนียมและบ้านพักอาศัยที่ประกอบด้วยจำนวนคร่าวๆ ราว 2,000 ยูนิต ส่วนที่เหลือจะออกแบบให้เป็นโครงการเชิงพาณิชย์ เปิดให้สำหรับบุคคลทั่วไป เช่น พื้นที่สำนักงาน สปอร์ตคอมเพล็กซ์ โรงแรม ศูนย์สุขภาพ ร้านค้า ร้านอาหารต่างๆ และรวมไปถึง การมี Town Center หรือพื้นที่ส่วนกลางของเมือง The Forestias สำหรับการรวมตัวทำกิจกรรมของชุมชนลูกบ้านและคนภายนอก ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมตลาดนัดหรือกิจกรรมตามเทศกาลงานประจำปี ก็จะมีเกิดขึ้นให้เห็นในที่นี่

ในขณะที่ในส่วนของป่าในโครงการก็มีการวางแผนเปิดรับคนนอก ในลักษณะสวนของชุมชนคนบางนา และเปิดให้เป็นศูนย์การเรียนรู้

“เรามองอย่างนี้ครับว่า หลักๆ The Forestias เป็นเมืองที่ไม่ได้สร้างไว้แค่เพื่อให้ผู้อยู่อาศัย” คุณกิตติพันธุ์กล่าวต่อ “แต่เราเป็นเมืองที่อยากจะสร้างให้เกิดความเปลี่ยนแปลง หรือเกิดการรับรู้ในสังคมในวงกว้าง ฉะนั้นกิจกรรมต่างๆ เราจะเชิญคนนอกให้เข้ามาร่วมได้ ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วม

“จาก Commercial Zone เข้ามาก็จะเริ่มใกล้ป่ามากขึ้นเรื่อยๆ เราก็จะควบคุมมากขึ้น จนถึงประตูทางเข้าของป่า จะมีศูนย์กลางในการควบคุมคน อาจมีการลงทะเบียน และเป็นศูนย์การเรียนรู้ คือมาเรียนรู้ชนิดของพันธุ์พืช เรียนรู้วิธีการปลูกต้นไม้ เรียนรู้วิธีการป้องกันโลกร้อน เรียนรู้วิธีการที่เอกชนจะช่วยกันรณรงค์เพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวกลับเข้ามา เป็นลักษณะของป่าที่ให้คนเข้าได้ในบางพื้นที่ ในลักษณะที่ได้มาเรียนรู้”

นอกจากนั้นแล้ว หัวใจของการสร้างพื้นที่เพื่อให้คนมาเจอกัน คุณกิตติพันธุ์กล่าวว่า พบได้จากความพยายามในการออกแบบทุกพื้นที่ให้ง่ายต่อการเข้าถึงของคนทุกเพศทุกวัย หรือใช้การออกแบบภายใต้แนวคิด Universal Design ในทุกพื้นที่ 

เริ่มตั้งแต่แบ่งการสัญจรของรถยนต์ออกจากคน และแบ่งการสัญจรของคน เช่น แบ่งทางเคลื่อนที่เร็วอย่างจักรยานหรือทางคนวิ่งออกกำลังกาย ออกจากทางคนเดินหรือทางวีลแชร์หรือเด็ก ให้ไม่เกะกะขวางทางจนเกิดอันตราย

The Forestias ผืนป่าใจกลางกรุงเทพฯ กับระบบนิเวศสมบูรณ์ที่รวมพืชพื้นถิ่นหลายพันต้นไว้มากกว่า 300 สปีชีส์

การให้ความสำคัญกับทางสัญจร ยังพบได้จากการออกแบบให้มีสะพานเดินเชื่อมภายใน อันเป็นสะพานสูงราว 8 – 12 เมตร เพื่อเชื่อมผู้คนต่างวัย ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ คนวัยทำงาน หรือเด็ก ให้สัญจรถึงกันได้โดยง่าย เป็นมิตร และปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง 

เพื่อให้มั่นใจว่าการไปมาหาสู่กันระหว่างครอบครัวใหญ่จะไม่มีอุปสรรค และปู่ย่าจะได้เจอหลานๆ ทุกเมื่อ ครอบครัวจะได้พบกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา โดยไม่ต้องเดินทางข้ามเมือง หรือใช้เพียงโอกาสในบางเทศกาลเท่านั้น

“The Forestias จะต้องเป็นเมืองที่ทำให้คนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงผู้สูงอายุได้อยู่ร่วมกัน” คุณกิตติพันธุ์กล่าวเสริม “คือ ผู้คนจะมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันได้ นั่นคือพื้นที่ส่วนกลาง ที่เราเน้นในเรื่องของการทำพื้นที่ให้คนทุกเพศทุกวัยมาอยู่ด้วยกันได้

“มันคือความสุขที่จะเกิดขึ้นในเมืองแบบที่เราเชื่อว่า เวลาเราอยากจะพบปู่ย่าตายาย เราก็แค่เดินไปพบท่าน ท่านอยากจะมาเยี่ยมเรา ก็เดินมาได้อย่างปลอดภัย และยังได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่มีระบบนิเวศที่ดี มีสิ่งแวดล้อมหลากหลาย 

“และเกิดมาจากธรรมชาติจริงๆ ด้วย”

คุณกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์

Writer

กรกฎ หลอดคำ

เขียนเรื่องบ้านและงานออกแบบเป็นงานประจำ สนใจเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมในงานสถาปัตยกรรมเป็นพิเศษ

Photographer

ธันวา ลุจินตานนท์

หุ้นส่วนร้านล้างฟิล์มที่ถูกทักเสมอว่าไม่เห็นอยู่ร้าน ชอบถ่ายรูปผู้คนเพราะสนุกเวลาได้ฟังหรือพูดคุยกับเค้า และชอบแดดฤดูหนาวเพราะความคมกับโทนของมันช่างสวยงามแต่คนรอบข้างไม่มีใครเข้าใจ

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

60 

  เห็นตัวเลขนี้ทีไรก็นึกถึงอายุขวบปีที่ต้องเกษียณออกจากงานที่ทำสู่คำว่าผู้สูงวัย แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น เราจะใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างไรให้มีความสุข 

เราพบอีกหนึ่งโครงการน่าสนใจอย่าง ‘จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ (Jin Wellbeing County)’ ซึ่งความพิเศษแรกอยู่ตรงที่ นี่คือคอนโดมิเนียม Wellness Mixed Use 7 ชั้น 5 อาคาร ขนาด 494 ยูนิตเพื่อผู้สูงวัยโดยเฉพาะ ความพิเศษข้อต่อมาคือได้ผู้มีประสบการณ์ด้านโรงพยาบาลและการแพทย์กว่า 40 ปีอย่าง ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป (THG) มาเป็นผู้พัฒนาโครงการ จนกลายเป็นความพิเศษข้อที่สาม คือการนำสุขภาพแบบบูรณาการ หรือ Integrated Healthcare มาผนวกกับที่พักอาศัย (Active Living) จนสร้างที่อยู่ทางเลือกแห่งนี้ได้สำเร็จ 

แต่ความเจ๋งแจ๋วยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ เพราะเราพาไปคุยกับ ทิมโมตี้ เลิศสมิติวันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทธนบุรี เวลบีอิ้ง จำกัด ผู้ดำเนินการโครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ถึงที่มาที่ไปและแนวคิดการออกแบบให้ชาวสูงวัยอยู่ดีทั้งกายและใจในช่วงบั้นปลายอย่างแท้จริง 

Jin Wellbeing County คอนโดมิเนียมทางเลือกใหม่เพื่อชาวสูงวัย ดีไซน์เพื่อวัยเกษียณสนุก

เปลี่ยนหมู่บ้านสูงวัยในภาพจำ

ไม่บอกก็คงพอเดาได้ ว่าทำไมประเทศไทยถึงยังต้องการโครงการที่พักอาศัยเพื่อวัยเกษียณ

เพราะจากกราฟสถิติ พบว่าประชากรที่อายุเกิน 60 ปีขยายเพิ่มขึ้นมากถึง 13 ล้านคน แต่เมื่อเทียบกับจำนวนหมู่บ้านที่รองรับผู้สูงอายุได้ กลับมีจำนวนน้อยมาก นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ Jin Well Being กลายเป็นโครงการที่อยู่อาศัยที่อยากทำหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจรเป็นแห่งแรก ๆ ในไทย

“แม้เราจะเห็นโรงพยาบาลเปิดใหม่เยอะขึ้น แต่เราเห็นว่าโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้หรือในโครงการที่พักเพื่อผู้สูงอายุยังไม่มาก ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป ซึ่งทำเรื่องโรงพยาบาลมา 55 ปี เห็นความสำคัญข้อนี้ เลยอยากสร้างหมู่บ้านผู้สูงอายุโดยเฉพาะ เพราะเรารู้ว่าประชากรในส่วนนี้กำลังโตขึ้นเรื่อย ๆ ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 6 – 7 ปีที่ผ่านมา” คุณทิมโมตี้เกริ่นถึงที่มา 

  คงปฏิเสธไม่ได้กับข้อเท็จจริงดังกล่าวเรื่องแนวโน้ม Aging Society ที่เกิดขึ้น แต่ถ้าถามกันตามตรง วัยเก๋าและลูกหลานหลายคนคงส่ายหัว ถ้ารู้ว่าต้องไปอยู่บ้านพักคนชราหรือแม้กระทั่งหมู่บ้านสำหรับผู้สูงอายุ อาจด้วยความเชื่อดั้งเดิมที่ว่าการเป็นลูกต้องกตัญญูและเลี้ยงดูพ่อแม่ในยามแก่เฒ่า ห้ามปล่อยให้พวกเขาไปอยู่โครงการเพื่อผู้สูงวัย กลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับโครงการ ซึ่งคุณทิมโมตี้บอกว่าเผชิญกับความท้าทายนี้เช่นกัน

“คนไทยหลายคน พอได้ยินเรื่องหมู่บ้านผู้สูงอายุครั้งแรก ก็บอกว่าไม่มีทางไปแน่นอน ต่อต้านก่อน แต่ถ้าลองคิดอีกมุม ในบ้านที่มีผู้สูงอายุ เราให้เขานั่งติดวีลแชร์อยู่เฉย ๆ ในบ้าน ลูกหลานไม่ให้ออกไปไหนเพราะห่วงไปหมด พอคนแก่ต้องอยู่ติดบ้านทุกวันเป็นเวลาหลายปี เขาก็เบื่อ หรือไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้อง คิดในอีกแง่ ถ้าเขาได้เจอเพื่อนคนวัยเดียวกัน ได้อยู่ในการดูแลของแพทย์ ได้ทำกิจกรรมที่ชอบ พวกเขาก็จะสนุกและมีชีวิตชีวาขึ้น” 

เปิดบ้านทดลองอยู่

คำถามต่อมาคือ แล้วโครงการนี้เปลี่ยนความคิดของพวกเขาอย่างไร คำตอบก็น่าสนใจมาก นั่นคือทางโครงการให้คนมาทดลองใช้ชีวิตจริง ๆ ก่อนซื้อได้

“อีกกรณีคือ บางครั้งพ่อแม่ที่เป็นผู้สูงอายุไม่อยากมาเอง แต่ลูกอยากให้มา เขาก็ไม่รู้ว่าจะพูดยังไง เดี๋ยวจะโดนหาว่าพาเขาไปทิ้งหรือเปล่า เราก็เลยเริ่มจากการชวนมาทำกิจกรรมก่อน เช่น เรามีวันเก็บผัก ชวนแวะมาแบบไปเช้าเย็นกลับ ให้เขาได้มาเจอเพื่อน ๆ แล้วเราก็มีกิจกรรม Open House กันทุกเดือน ให้เชิญพ่อแม่มานอนที่นี่ เราเปิดห้องให้ทดลองมาอยู่ฟรี มีอาหารบริการ ลองอยู่ก่อนได้ในวันเสาร์และอาทิตย์” 

คุณทิมโมตี้บอกว่าพอเริ่มให้พวกเขาคุ้นชินและสนุก เหล่าชาวสูงวัยก็จะอยากกลับไปที่โครงการเองเพราะเริ่มมีเพื่อน ส่วนคนที่ติดใจก็ซื้อที่พักเข้ามาอยู่เลย และอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้สูงวัยหลายคนไม่อยากซื้อบ้านหลังปลดระวาง เพราะเมื่อเกษียณตัวไปก็ต้องกลับบ้านต่างจังหวัด เพื่อกลับไปหาญาติหรือเพื่อนที่มีอยู่ดี

“เราเลยพยายามสร้างเพื่อนใหม่ ให้เขาได้เจอสังคมใหม่ รวมทั้งยังรักษาเพื่อนเก่าเขาให้ยังอยู่ อย่างถ้ามีเพื่อนมาจากต่างจังหวัด ก็นัดแก๊งเพื่อนมาเจอกันที่นี่ จะเก็บผัก เล่นเกม หรือทำกิจกรรมที่ดีด้วยก็ได้ เพื่อน ๆ ของลูกบ้านที่ดีเขาก็ดีใจที่ได้เจอกัน มันเลยไม่เหงา” คุณทิมโมตี้กล่าวถึงความตั้งใจของโครงการในการสร้างคอมมูนิตี้ชาวสูงวัย

สร้าง Hybrid Lifestyle 

แต่กว่าจะออกมาเป็นโครงการที่พักเพื่อผู้สูงอายุได้เช่นนี้ ต้องผ่านการลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน จากตอนแรกที่คิดออกแบบอย่างคนทำโรงพยาบาลกลับไม่ตอบโจทย์ หรือคิดแบบคนทำอสังหาริมทรัพย์ก็ยังไม่เวิร์ก 

“เราทดสอบมาทุกแบบแล้ว เพราะหมู่บ้านผู้สูงอายุแบบนี้ยังไม่มีใครที่มาสอนเราได้ จะเลียนแบบใครก็ยาก เลยต้องลองผิดลองถูกจนได้ประสบการณ์ และทุกคนที่เข้ามาบอกว่าใช่ ก็ค้นพบว่าต้องสร้างโครงการนี้แบบ Hybrid ทั้งกึ่งโรงแรม กึ่งคอนโดมิเนียม กึ่งโรงพยาบาล และกึ่งโรงเรียน” เมื่อเดินสำรวจพื้นที่ ก็พบว่าที่นี่ออกแบบอย่างที่คุณทิมโมตี้ว่าจริง ๆ

ภายในโครงการขนาด 140 ไร่ การออกแบบที่พักอาศัยของ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ภายใต้อาคาร Low Rise 7 ชั้น ประกอบด้วยพื้นที่กิจกรรมมากมาย แถมยังอนุญาตให้เดินทางสะดวกใกล้ย่านชานเมืองแบบมีรถไฟฟ้าเข้าถึง ผนวกกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่คิดมาเพื่อความปลอดภัย 

Jin Wellbeing County คอนโดมิเนียมทางเลือกใหม่เพื่อชาวสูงวัย ดีไซน์เพื่อวัยเกษียณสนุก
Jin Wellbeing County คอนโดมิเนียมทางเลือกใหม่เพื่อชาวสูงวัย ดีไซน์เพื่อวัยเกษียณสนุก

ประกอบด้วยจำนวน 5 อาคารชื่อคล้องจองและความหมายดี แบ่งเป็นคลัสเตอร์ 1 คือ อาคารสิริ และอาคารสราญ รวมทั้งคลัสเตอร์ 2 ได้แก่ อาคารรุ่งเรือง อาคารร่มเย็น และอาคารรื่นรมย์

แม้จะมีห้องพักให้เลือกทั้งแบบ 1 ห้องนอน และ 2 ห้องนอน แต่ฟังก์ชันด้านในก็ออกแบบมาให้โปร่ง โล่ง กว้าง ไม่ต่างกัน โดยห้องพักมีแสงธรรมชาติเข้าถึงและระบายอากาศได้ดี ด้วยเหตุผลที่ว่าหากมีลูกหลานหรือเพื่อนฝูงแวะมานอนค้างด้วย หรือแวะมาทำกิจกรรมร่วมกันในพื้นที่ส่วนกลาง ก็จะได้ไม่แออัด สมกับเป็นคอนโดฯ ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการของชาวสูงวัยมากกว่า 

แถมยังคิดมาแล้วว่าต้องไม่มีพื้นต่างระดับ รวมถึงไม่มีธรณีประตู เพื่อลดความเสี่ยงการสะดุดหกล้ม ใช้วัสดุกันลื่นสำหรับพื้นห้อง จนถึงระบบไฟในห้องที่เป็นระบบเซ็นเซอร์อัตโนมัติ ให้ผู้สูงอายุเดินเหินตอนกลางคืนได้ปลอดภัย และถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินเมื่อไหร่ ก็กดปุ่มบนหัวเตียงเพื่อเรียกเจ้าหน้าที่พยาบาลได้ตลอดเวลา

Jin Wellbeing County คอนโดมิเนียมทางเลือกใหม่เพื่อชาวสูงวัย ดีไซน์เพื่อวัยเกษียณสนุก
Jin Wellbeing County คอนโดมิเนียมทางเลือกใหม่เพื่อชาวสูงวัย ดีไซน์เพื่อวัยเกษียณสนุก

และถ้าสำรวจดี ๆ ภายในห้องน้ำก็ใช้วัสดุกันลื่นเช่นกัน พร้อมติดตั้งราวจับเพื่อช่วยในการทรงตัว ส่วนบานประตูแบบเลื่อน ออกแบบมาเพื่อป้องกันผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคความจำเสื่อม อาจเปิดประตูไม่ได้หรือล้มหมดสติ และไม่ต้องแปลกใจหากห้องน้ำมีขนาดใหญ่ ก็เพื่อรองรับรถเข็นในกรณีที่ผู้สูงวัยนั่งวีลแชร์ได้ด้วย 

นอกจากนี้ ความกึ่งโรงพยาบาลยังอยู่ที่การออกแบบทุกอย่างในโครงการให้เป็นแบบ Universal Design ทุกพื้นที่ต้องให้รถวีลแชร์เข้าถึงได้ทั้งหมด ไม่มีโค้งหักศอกหรือห้องเล็ก ๆ ที่เดินยาก ทั้งยังมีโรงพยาบาลธนบุรีอยู่ภายในพื้นที่โครงการ และหากลูกบ้านเจ็บป่วยฉุกเฉิน ทีมแพทย์จะเข้าช่วยเหลือได้ภายใน 3 นาที มีหน่วยพยาบาลเตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง และหากเกิดเหตุฉุกเฉินใด ๆ Tracking บริเวณข้อมือจะส่งสัญญาณไปยังห้องฉุกเฉินทันที

ตัวโรงพยาบาลเองนอกจากรักษาอาการเจ็บป่วยทั่วไป ยังออกแบบมาเพื่อดูแลสูงวัยในระยะยาว โดยดูแลสุขภาพแบบบูรณาการ (Integrated Healthcare) เพื่อผู้สูงวัยโดยเฉพาะ และหากเป็นผู้ป่วยติดเตียง หรือมีโรคประจำตัวที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ก็มีบุคลากรทางการแพทย์คอยให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด เรียกได้ว่าใกล้มือหมอสุด ๆ 

ใครสนใจขยับแข้งขาเคลื่อนไหว ก็มี จิณณ์ เวลเนส (Jin Wellness) ศูนย์เสริมสร้างสุขภาพเวชศาสตร์ชะลอวัย ช่วยออกแบบโปรแกรมเพื่อป้องกันและชะลอโรคภัยต่าง ๆ เฉพาะบุคคล เช่น การตรวจความยืดหยุ่น การทรงตัว รวมทั้งสุขภาพกายและใจ จนถึงออกกำลังกายภายใต้การดูแลของนักวิทยาศาสตร์การกีฬาเตรียมเอาไว้ให้ด้วย ดูแลกันเรื่องสุขภาพโดยลูกหลานไม่ต้องคอยนั่งกังวลเลย

Jin Wellbeing County คอนโดมิเนียมทางเลือกใหม่เพื่อชาวสูงวัย ดีไซน์เพื่อวัยเกษียณสนุก

Active Living, Active Learning

แนวคิดการออกแบบที่สำคัญอีกข้อก็คือ Active Living and Learing ซึ่งเป็นตัวกำหนดพื้นที่สีเขียวและกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในโครงการนี้ เพราะความตั้งใจสร้าง Active Aging Society สังคมผู้สูงวัยให้ยังกระปรี้กระเปร่า

ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา

ยกตัวอย่างเช่น การออกแบบ Landscape ในพื้นที่ จากปกติโครงการที่อยู่อาศัยถูกกำหนดให้มีสวนเพียง 20 – 30 เปอร์เซ็นต์ แต่ที่นี่กลับเลือกขยายไปถึง 50 เปอร์เซ็นต์ หรือครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งหมด 

“เราอยากสร้างสวนให้ผู้สูงอายุจริง ๆ ไม่ใช่แค่ความร่มรื่นหรือความสวยงาม แต่อยากเอื้อประโยชน์ต่อการใช้งาน เราไปคุยกับผู้สูงอายุแล้วเขาบอกว่า อยากมีสวนไว้เดิน ไว้นัดเจอเพื่อน หรือบางทีก็แก้เครียด พวกเขาควรได้ใช้งานพื้นที่สีเขียว อีกอย่าง เราไม่อยากให้คนอยู่แต่บ้าน เราจะสร้างความท้าทายให้พวกเขาขยับและมีกิจกรรมทำตลอด” คุณทิมโมตี้เล่าความตั้งใจในการสร้างสวนขนาดใหญ่กลางโครงการ 

ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา
ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา

สวนแห่งนี้ได้รับการออกแบบโดยบริษัทภูมิสถาปนิกอย่าง Shma Company Limited ซึ่งได้รับรางวัลการันตีจากหลายเวที ทำให้สวนแห่งนี้มีทางเดินยาวที่ปลอดภัยสำหรับออกกำลังกายท่ามกลางธรรมชาติ ส่งผลดีต่อการบำบัดและฟื้นฟูร่างกายของผู้สูงวัย เพราะทำให้ออกกำลังกายได้นานขึ้น รวมถึงมีสวนหินบำบัด ช่วยปรับสมดุลร่างกายให้ผู้สูงวัยรู้สึกสดชื่นขึ้นเมื่อเดินเท้าเปล่า 

นอกจากนี้ ยังสร้างให้ความกว้างของทางเดินใหญ่กว่าทางเดินปกติ (ประมาณ 1.5 – 2 เมตร) มากพอที่จะให้รถเข็นวีลแชร์เข็นผ่านสะดวก มีราวจับอย่างน้อย 1 ด้านตลอดเส้นทาง โดยออกแบบให้กลมกลืนไปกับตัวสวน เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดิน พร้อมจุดนั่งพักทุก ๆ 30 – 50 เมตร ที่สำคัญคือ มีกล้องวงจรปิดกระจายอยู่ทั่วทั้งสวน พร้อมกับเจ้าหน้าที่ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งหมดนี้ก็ย้ำความตั้งใจในการออกแบบเพื่อมวลชนอย่างที่บอกไปข้างต้นได้เป็นอย่างดี 

อีกหนึ่งข้อสำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือการเป็นโครงการที่พักอาศัยกึ่งโรงเรียน

ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา
ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา

ไม่ว่าคุณจะอยากทำกิจกรรมอะไร แค่บอกมา ที่นี่ก็มีให้ ทั้งห้องคาราโอเกะ ห้องเกม ห้องอเนกประสงค์ ศาลาสมาธิในสวนไม้ไผ่ สระออกกำลังกาย ฟิตเนส ไปจนถึงลานกิจกรรมกลางแจ้ง

ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา
ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา

“เราบอกแล้วว่าจะท้าทายคุณไปเรื่อย ๆ เราจะให้ลูกบ้านออกไป Jin Wellbeing Farm ฟาร์มผักออร์แกนิก เดินออกไปทะเลสาบด้านหลัง แล้วถ้าเราทำเลนจักรยานรอบ ๆ เสร็จในระยะถัดไป ก็จะให้คุณขี่ไปหรือจะเดินรอบหมู่บ้านได้ กิจกรรมเยอะมากจนคุณจะไม่ได้อยู่เฉย ๆ” 

เราพาเดินมายังด้านหลังโครงการเฟสแรก พบกับแปลงกระบะผักสวนครัวทดลอง ที่ทางโครงการอนุญาตให้ลูกบ้านแต่ละหลังจับจองพื้นที่เป็นของตัวเองได้ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมคลายเหงาให้ชาวสูงวัย 

ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา
ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา

คุณทิมโมตี้ยังเสริมอีกว่า ยังมีคลาสสอนทำอาหาร คลาสพาไปวิ่ง จนถึงพาไปเที่ยวทริปทำบุญต่างจังหวัดแบบที่วัยเกษียณชอบใจ โดยมีคุณหมอคอยตามไปดูแลด้วย เรียกได้ว่าใส่ใจทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจกันทุกส่วน เพื่อสร้างสุขภาวะที่ดีอย่างครบองค์ในที่เดียว

ใส่ใจกันในทุกจุดขนาดนี้ ขนาดเราไม่ใช่คนสูงวัยยังอยากจับจองพื้นที่เอาไว้บ้าง เพราะทั้งร่มรื่นและน่าอยู่มากจริง ๆ

เตรียมตัวเกษียณ

ในอนาคต คุณทิมโมตี้บอกว่าพื้นที่ส่วนแรกด้านหน้าสุด พัฒนาเป็นโรงพยาบาลธนบุรี 3 ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ รองรับการรักษาได้เหมือนโรงพยาบาลทั่วไป และคาดว่าในเฟสต่อไป จะขยายหมู่บ้านเพื่อชาวสูงวัยออกไปยังจังหวัดท่องเที่ยวอื่น ๆ เพิ่มเติม ซึ่งก็คงต้องติดตามกันต่อไป

ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา

คนในวัยที่เริ่มนับถอยหลังอายุเข้าใกล้ 60 ปีหรือที่เกษียณแล้วก็ตาม เราคาดเดาเอาเองอย่างคนในวัยนี้ว่า หากแก่ตัวไป บ้านหลังใหญ่แต่เงียบเหงาอาจไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ แต่อาจเป็นบ้านขนาดพอดีที่ตอบโจทย์ความต้องการให้เราแก่แล้วยังเก๋าอยู่ ได้เจอเพื่อนวัยเดียวกัน ยังได้ทำในสิ่งที่รักและชอบ รวมทั้งยังดูแลสุขภาวะกายและใจให้แข็งแรงอยู่ได้มากกว่าหรือเปล่า

เราคงไม่กล้าตอบแทนใคร แต่เชื่อว่าความตั้งใจของโครงการ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ (Jin Wellbeing County) ได้สร้างอีกทางเลือกที่อยู่อาศัยของผู้สูงวัยในไทย ให้กลายเป็นสังคมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังได้ไม่มากก็น้อย

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load