อันที่จริงแผนดั้งเดิมของเราในวันนั้นคือการขี่รถมอเตอร์ไซค์จากกิโต (Quito) เมืองหลวงของประเทศเอกวาดอร์ ไปยังเกวงกา (Cuenca) เมืองเล็กๆ บนเทือกเขาแอนดีสทางฝั่งใต้ของประเทศค่ะ

ด้วยระยะทางกว่า 450 กิโลเมตร เรากับคริสเตียนจึงตั้งใจออกจากโรงแรมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดีเพื่อเลี่ยงรถติดในเมืองหลวง และเผื่อเวลาเอาไว้สำหรับการขี่รถบนเส้นทางคดเคี้ยวตามแนวเขาที่มักจะทำความเร็วได้ไม่มาก ตอนนั้นก็ยังคิดว่าถ้าโชคดี เราอาจจะไปถึงที่หมายก่อนพระอาทิตย์ตก และอาจจะพอเหลือแรงให้เดินหาอะไรกินในเมืองก่อนเข้านอนได้บ้าง

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

แต่แล้วแผนของเราก็ล่มตั้งแต่ 50 กิโลเมตรแรกค่ะ เพราะมีก้อนดินขนาดใหญ่ถล่มลงมาปิดถนนเส้นหลัก เราเห็นว่ามีร่องรอยของล้อรถยนต์ที่ขับผ่านไปบ้างแล้ว เลยคิดว่าอาจจะขี่รถตามไปได้ด้วยเหมือนกัน แต่พอลองลงเดินเข้าไปดู ก็พบว่ากองดินด้านหลังสูงกว่าฝั่งนี้พอสมควร แถมทั้งฝนและหมอกก็ทำให้ดินกลายเป็นโคลนเหนียว แค่จะยกขาเดินแต่ละก้าวก็ยังยากลำบาก จะลากรถมอเตอร์ไซค์ที่เต็มไปด้วยสัมภาระผ่านกองดินเหนียวตรงนี้ไป ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆ

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

เราเดินวนเวียนสำรวจกันอยู่สักพัก แล้วก็เลยลองไปถามกลุ่มชาวบ้านที่นั่งคุยกันอยู่ไม่ไกลจากแถวนั้น ได้ความว่าดินถล่มตั้งแต่เมื่อวานเย็น แต่ถนนเส้นนี้ดินโคลนถล่มเป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าไม่มีคนสูญหายหรือบาดเจ็บ ก็อาจจะต้องรอ 2 – 3 กว่าจะมีการขนย้ายดินออกไป 

“ขี่รถอ้อมไปทางอเลาซี (Aluasi) ก็ได้นะ กลับไปทางนี้เจอแยกแล้วเลี้ยวขวา” 

คุณลุงอีกคนที่ตอนแรกง่วนอยู่กับการเช็ดโคลนให้ลูกเจี๊ยบเดินออกมาชี้ทางให้ เราหยิบแผนที่ออกมาดูตามที่ลุงว่า เมืองอเลาซีอยู่ห่างจากจุดดินถล่มไม่ถึง 20 กิโลเมตร แต่การเดินทางย้อนกลับไปจะทำให้เราเสียเวลามากขึ้นพอสมควร คุณลุงคงจะเห็นท่าทางลังเลของเราแล้วนึกขำ ทำนองว่าไม่ไปทางนี้แล้วเธอจะไปทางไหน

“ลุงตัดสินใจให้เอง มาเที่ยวกันไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ แวะไปนั่งรถไฟที่อเลาซีก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ” 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

อเลาซี เมืองสายรุ้งในอ้อมกอดแอนดีส
Aluasi, Ecuador

เรากับคริสเตียนย้อนกลับไปอเลาซีโดยไม่ได้คาดหวังอะไรมากนอกจากจะหาที่ตั้งหลักเพื่อวางแผนก่อน และแม้แต่ตอนไปถึงก็ยังคิดว่าจะหากาแฟกันคนละแก้วแล้วค่อยเร่งออกเดินทางต่อ

อเลาซีเป็นเมืองเล็กๆ สีสันสดใสและล้อมรอบไปด้วยภูเขา ตึกรามบ้านช่องในเมืองดูน่าจะเก่าแก่ไม่น้อย เมื่อขี่รถเข้าไปแล้ว จึงได้เห็นว่าผังเมืองมีลักษณะเป็นบล็อกสี่เหลี่ยม ทำให้ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของเมือง ก็มองเห็นยักษ์ใหญ่สีเขียวที่ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลังถนนเล็กๆ ทุกสายในเมืองได้อย่างชัดเจน 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์
'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

“เมื่อกี้คุณลุงบอกว่ายังไงนะ ให้ไปนั่งรถไฟก่อนใช่ไหม” 

เสียงคริสเตียนแว่วๆ ลอดหมวกกันน็อกมา เรามองตามไปข้างหน้า จึงได้เห็นว่าสถานีรถไฟของที่นี่อยู่ติดกับจตุรัสกลางเมือง ตรงข้ามสถานีมีร้านกาแฟและร้านอาหารให้เลือก 3 – 4 ร้าน เราสองคนจึงจอดรถและแวะเข้าไปในร้านกาแฟที่ใกล้สถานีที่สุด ระหว่างนั้นเจ้าของร้านก็ออกมาชวนคุยด้วย

“มารอขึ้นรถไฟหรือว่าเพิ่งกลับมาจากรอบเช้าคะ วันนี้หมอกเยอะแต่วิวก็น่าจะสวยมาก” 

เราตอบกับพี่เจ้าของร้านว่าแค่บังเอิญผ่านมาเฉยๆ แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรเพิ่มเติม เขาก็ต้องปลีกตัวไปรับลูกค้าใหม่ที่เพิ่งเดินเข้ามา ด้วยความอยากรู้ เราเลยหยิบมือถือมาเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับรถไฟในอเลาซี วันนี้มีแต่คนพูดถึงรถไฟของเมืองนี้

“The Devil’s Nose Train”

“ผลงานชิ้นโบว์แดงทางวิศวกรรมรถไฟในศตวรรษที่ 19”

“รถไฟจมูกปีศาจแห่งเอกวาดอร์”

“ทางรถไฟที่อันตรายที่สุดของโลก”

“สุสานแรงงานจาเมกันในแอนดีส”

ฯลฯ

โอ้โห พอไล่อ่านคร่าวๆ แล้วก็รู้สึกเขินขึ้นมาทันทีเลยค่ะ เรามาถึงเมืองนี้และอยู่ห่างสถานีรถไฟของเขาไม่กี่สิบก้าว แต่กลับไม่รู้เลยว่าอเลาซีเป็นเมืองที่มีรถไฟท่องเที่ยวชื่อเสียงโด่งดังในเอกวาดอร์ พอเจ้าของร้านกาแฟกลับมาจะคุยต่อและรู้ว่าเราสนใจเรื่องรถไฟ เจ้าตัวก็เลยรีบไปหยิบรายละเอียดมาให้ดูเยอะแยะ 

“รถไฟท่องเที่ยวสายนี้ปกติมีวันละสามเที่ยวค่ะ ตอนแปดโมงเช้า สิบเอ็ดโมง แล้วก็บ่ายสามโมง แต่ถ้าวันไหนสภาพอากาศไม่ดีก็อาจจะยกเลิกทุกเที่ยว รถออกจากสถานีอเลาซีไปสถานีซิบัมเบที่อยู่ด้านล่างแล้ววนกลับมาส่งที่เดิม ใช้เวลาทั้งทริปประมาณสองชั่วโมงครึ่ง

“ถ้าอยากไปเที่ยววันนี้ ลองไปถามหาตั๋วช่วงบ่ายอาจจะยังพอมีนะคะ” 

เรารีบทำตามคำแนะนำ วิ่งข้ามถนนไปสถานีรถไฟ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าที่นั่งเต็มแล้ว แต่ก็ให้ลงชื่อรอตั๋วไว้สองใบ และบอกว่าช่วงบ่ายมักมีนักท่องเที่ยวเปลี่ยนใจยกเลิกตั๋วบ่อยๆ แต่ก็ไม่รับปากว่าจะได้ หลังลงชื่อเสร็จก็กลับมานั่งวางแผนเรื่องที่พักกันใหม่ ซึ่งเจ้าของร้านกาแฟก็ช่วยแนะนำโรงแรมใกล้ๆ จตุรัสให้ 2 – 3 แห่ง ตอนแรกปรึกษากันว่าเราควรรอจนกว่าจะได้ตั๋วรถไฟก่อนแล้วค่อยจองโรงแรมดีไหม

“มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ” 

คริสเตียนพยายามเลียนเสียงและท่าทางของคุณลุงที่เจอกันเมื่อเช้าอย่างเต็มที่ แล้วเราสองคนก็อดหัวเราะให้กันไม่ได้ จริงอย่างที่คุณลุงว่า จะรีบไปไหนกันนักหนา มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ สุดท้ายเราก็ตกลงจองโรงแรมไปก่อนเพื่อเอาสัมภาระไปเก็บ และออกมาเดินเล่นในจตุรัสระหว่างรอลุ้นตั๋วรถไฟ 

ตอนนั้นเราเผื่อใจไว้แล้วว่าถ้าไม่ได้ตั๋วก็ไม่เป็นไร (เที่ยว 8 โมงของเช้าวันถัดไปเต็มแล้วเหมือนกันค่ะ และมักจะไม่มีคนยกเลิกตั๋วด้วย) 

ก่อนรถไฟออกประมาณครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีนักท่องเที่ยวยกเลิกตั๋วทั้งหมด 5 ใบ ซึ่งตรงกับจำนวนคนที่มาลงชื่อสำรองของรถไฟเที่ยวบ่ายพอดี อีก 3 คนมาเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกจากนอร์เวย์ค่ะ เราพูดคุยทักทายกันนิดหน่อย แต่เพราะหาภาษากลางที่สื่อสารกันไม่ได้ สุดท้ายก็เลยได้แต่ยิ้มและโบกมือให้กัน

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เส้นทางรถไฟจมูกปีศาจ อเลาซี – ซิบัมเบ 

La Nariz del Diablo, Alausí – Sibambe

หัวรถจักรดีเซลสีดำด้านจอดอยู่ตรงชานชาลา ตามด้วยตู้รถไฟที่ตกแต่งด้วยไม้แบบคลาสสิกอีก 4 ตู้ และมีตู้ขนสัมภาระด้านหลังสุด 1 ตู้ ด้านในจัดเป็นเก้าอี้หันหน้าเข้าหากัน ฝั่งหนึ่งเป็นเก้าอี้เดี่ยว ส่วนอีกฝั่งเป็นเก้าอี้คู่ เจ้าหน้าที่แจ้งตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าทุกคนในรถมีพื้นที่มากพอที่จะลุกขึ้นยืนเพื่อถ่ายรูปได้ทั้งสองด้าน และกระจกหน้าต่างของรถไฟก็เลื่อนเปิดปิดได้ด้วย เพื่อให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปวิวได้โดยไม่มีเงาสะท้อน 

เราสองคนรีบนั่งประจำที่ด้วยความตื่นเต้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เมื่อขบวนรถเริ่มเคลื่อนตัวออกจากสถานี เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่บรรยายก็พาทุกคนบนรถย้อนเวลากลับไปสู่จุดเริ่มต้นของรถไฟในเอกวาดอร์พร้อมๆ กัน

การสร้างรางรถไฟในเอกวาดอร์อย่างจริงจังเกิดขึ้นหลังสงครามประกาศอิสรภาพและสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง ผู้นำประเทศในสมัยนั้นมองว่า ความยากลำบากในการคมนาคมระหว่างเมืองเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศล้าหลัง จึงมีความคิดที่จะเชื่อมต่อเมืองเหล่านั้นด้วยรถไฟ โดยเฉพาะระหว่างกิโต (Quito) ที่เป็นเมืองหลวง กับเมืองกัวยากิล (Guayaquil) ที่เป็นทั้งเมืองท่าและเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เราหยิบแผนที่ในมือถือมากดดู ขนาดเดินทางด้วยถนนในสมัยนี้ กิโตกับกัวยากิลก็ยังอยู่ห่างกันตั้ง 400 กว่ากิโลเมตร เจ้าหน้าที่บอกว่าสมัยก่อนถ้าเดินทางด้วยล่อ ก็จะใช้เวลาประมาณ 2 วัน หรือถ้าหากมีเกวียนสัมภาระไปด้วยก็อาจกินเวลาเป็นสัปดาห์ 

ปัญหาหลักคือ กัวยากิลตั้งอยู่ที่ระดับน้ำทะเล ส่วนกิโตอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 2,800 เมตร และเส้นทางระหว่างสองเมืองนี้ต้องผ่านทั้งแม่น้ำ ป่าทึบ ทางลาดชัน และยอดเขาแอนดีสที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งตลอดปี การเชื่อมกิโตกับกัวยากิลเข้าด้วยกันจึงเป็นงานที่เหนือจินตนาการ เมื่อคำนึงถึงขีดความสามารถของเทคโนโลยีในยุคสมัยนั้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เสียงบรรยายเป็นภาษาสเปนสลับกับอังกฤษดำเนินไป ในขณะที่วิวภูเขาสูงสลับซับซ้อนเคลื่อนผ่านหน้าต่างรถไฟไปอย่างช้าๆ ผู้โดยสารหลายคนเริ่มลุกขึ้นถ่ายรูปวิวที่สวยสมบูรณ์แบบจนแทบจะเหมือนภาพวาด เราเองก็เผลอมองออกไปด้านนอกจนไม่ได้ตั้งใจฟังไปพักใหญ่ เพิ่งจะกลับมามีสมาธิจดจ่ออีกครั้งก็ตอนที่เจ้าหน้าที่อีกท่านเดินเอาขนมกับน้ำส้มมาแจกให้ 

“ในช่วงสิบห้าปีแรกมีการสำรวจและทดลองสร้างรางรถไฟสายนี้หลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จค่ะ จนกระทั่งรัฐบาลเซ็นสัญญาให้บริษัทวิศวกรรมสัญชาติอเมริกันเข้ามาดูแล และการก่อสร้างอย่างเป็นทางการก็เริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1899” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : David Brossard Flickr

ทางรถไฟที่ท้าทายและอันตรายต่อการสร้างที่สุดในโลก

หลังจากนั่งชมวิวกันมาสักพัก รถไฟก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วลงจนจอดนิ่งสนิท เจ้าหน้าที่ชี้ให้ทุกคนมองออกไปที่อาคารด้านล่าง และบอกว่านั่นคือสถานีซิบัมเบ (Sibambe) ซึ่งเป็นสถานีปลายทางที่เราจะลงไปถึงภายใน 15 นาทีนี้ 

“สถานีซิบัมเบอยู่ต่ำลงไปกว่าเราประมาณแปดร้อยเมตรค่ะ ตอนนี้รถไฟของเราจอดอยู่บนรางที่สร้างเลียบหน้าผาหินที่ทำมุมแทบจะตั้งฉากกับพื้น จุดนี้เป็นจุดที่ยากที่สุดในการสร้างรางรถไฟประวัติศาสตร์สายนี้ เพราะต้องเจาะหินเป็นทางลาดชันแบบสลับฟันปลา เพื่อติดตั้งรางรถไฟและให้รถไฟวิ่งแบบซิกแซ็ก คือทั้งเดินหน้าและถอยหลังจนลดและเพิ่มระดับความสูงแปดร้อยเมตรภายในระยะทางสิบสองกิโลเมตรได้” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สิ้นเสียงผู้บรรยาย รถไฟที่เรานั่งอยู่ก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวถอยหลังค่ะ เรารู้ดีว่ารถไฟสายนี้วิ่งเส้นทางนี้มาเป็นหมื่นเป็นแสนรอบแล้ว แต่ก็ยังอดกลั้นหายใจลุ้นไปกับเขาด้วยไม่ได้ และเพราะมุมที่เกือบตั้งฉากของหน้าผาทำให้หลังคาของสถานีปลายทางที่เห็นตอนแรกหายลับไปจากสายตา ยิ่งรถไฟถอยหลังลงไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งมองไม่เห็นอะไรด้านล่างเลยแม้แต่พื้นดินข้างๆ รางจนแทบรู้สึกเหมือนรถไฟทั้งขบวนลอยอยู่บนอากาศ

ตอนนั้นเรารู้สึกได้เลยว่าไม่ได้มีแค่เราคนเดียวที่กลั้นหายใจแน่ๆ เพราะนักท่องเที่ยวทั้งขบวนพร้อมใจกับเงียบและมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างใจจดใจจ่อ สักพักรถที่กำลังเคลื่อนตัวถอยหลังก็ค่อยๆ ชะลอจนหยุด และเริ่มออกเดินหน้าในทิศตรงกันข้ามอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นการลงสู่พื้นระดับเดียวกับสถานีปลายทาง

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“รูปแบบและการทำงานของระบบรางรถไฟส่วนนี้เป็นผลงานชิ้นเอกทางวิศวกรรมระบบรางในศตวรรษที่ 19 แม้แต่แรงงานต่างชาติที่ถูกเกณฑ์มากว่าสี่พันคน ส่วนใหญ่ก็มาจากจาเมก้า เพราะเป็นกลุ่มแรงงานที่มีประสบการณ์การสร้างรางรถไฟร่วมกับวิศวกรชาวอังกฤษในจาเมก้ามาก่อน และบางส่วนก็เคยร่วมสร้างทางรถไฟของประเทศปานามามาก่อนแล้วด้วย” 

  เมื่อลงมาถึงพื้นด้านล่าง รถไฟก็แล่นผ่านสถานีซิบัมเบไปประมาณสองร้อยเมตรและจอดตรงบริเวณที่โล่งกว้าง เจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณให้ทุกคนลงจากรถและไปรวมตัวกันอยู่ด้านข้างรถไฟ 

“กว่ารางรถไฟสายนี้จะสำเร็จ มันก็คร่าชีวิตของแรงงานเหล่านี้เกือบสองพันคน ทั้งจากอุบัติเหตุ แรงระเบิด ไข้เหลือง มาลาเรีย งูพิษ เสือจากัวร์ และสภาพอากาศที่หนาวจัด โดยเฉพาะตรงจุดนี้ซึ่งต้องใช้เวลาในการก่อสร้างนานกว่าส่วนอื่น ทำให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นหลักพัน”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“ตอนนี้คุณมองเห็นจมูกของปีศาจหรือยังคะ” 

ทุกคนไปมองหน้าผาสูงชันที่มีรางรถไฟเลียบผาเรียงสลับกันไปมาอยู่ตรงหน้า เมื่อพยายามจินตนาการอีกนิดหน่อย ก็พอจะมองเห็นว่ามันมีลักษณะคล้ายใบหน้าของคนที่กำลังเงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่ และรางรถไฟบนหน้าผาก็อยู่ตรงบริเวณจมูกของใบหน้านั้นพอดี 

“เดิมภูเขาลูกนี้มีชื่อว่ารังพญาแร้ง (The Condor’s Aerie) แต่เมื่อมีการสร้างรางรถไฟมาถึงที่นี่ ชาวพื้นเมืองก็เชื่อกันว่าเป็นการลบหลู่เทพเจ้าและปีศาจที่คุ้มครองเทือกเขาแอนดีส การที่คนงานและวิศวกรก่อสร้างพากันล้มตายก็เพราะโดนปีศาจลงโทษ โดยเฉพาะบริเวณนี้ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากที่สุด ภูเขาลูกนี้จึงมีอีกชื่อที่เรียกกันว่า Nariz del Diablo หรือจมูกของปีศาจ และเป็นที่มาของชื่อรถไฟสายจมูกปีศาจนั่นเองค่ะ” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สถานีปลายทางซิบัมเบ

หลังทุกคนได้ถ่ายรูปกับ ‘จมูกปีศาจ’ จนหนำใจแล้ว ก็พากันกลับขึ้นรถไฟและมาลงที่หน้าสถานีซิบัมเบ พื้นที่ของสถานีนี้มีขนาดเล็กกว่าสถานีอเลาซี แต่ด้านในก็มีพร้อมทั้งร้านขายของที่ระลึก พิพิธภัณฑ์ และร้านอาหาร นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มชาวพื้นเมืองที่มาคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยการร้องเพลงและแสดงการเต้นรำแบบพื้นเมือง โดยนักท่องเที่ยวทุกคนจะมีเวลาอยู่ที่นี่ประมาณหนึ่งชั่วโมงและเลือกทำกิจกรรมอะไรก็ได้ เรากับคริสเตียนแวะไปดูโชว์เต้นรำแบบพอหอมปากหอมคอ แล้วก็แยกย้ายกันไปหามุมสงบนั่งเรียบเรียงบันทึกการเดินทางจนถึงเวลาที่ต้องขึ้นรถไฟกลับ

ระหว่างทางเจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า รถไฟจากกัวยากิลวิ่งไปถึงกิโตครั้งแรกใน ค.ศ. 1908 ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดเพียง 12 ชั่วโมง และหลังจากนั้นก็เป็นยุคที่การคมนาคมด้วยรถไฟในเอกวาดอร์รุ่งเรืองสุดขีด ทั้งการท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างพื้นที่บนภูเขากับเมืองท่าชายทะเลก็ก้าวหน้าไปอย่างมาก แต่เมื่อมีถนนเข้ามาแทนที่ช่วงปลาย ค.ศ. 1990 รถไฟก็ไม่ได้รับความนิยมอีกต่อไป หลายเส้นทางโดนดินถล่มจนต้องปิดถาวร บางเส้นทางถูกปล่อยทิ้งร้าง

“เกือบยี่สิบปีหลังจากนั้น เส้นทางรถไฟกัวยากิล-กิโต ปิดบริการเกือบทั้งเส้น ยกเว้นเส้นทางจมูกปีศาจระหว่างอเลาซี-ซิบัมเบ เส้นทางเดียวที่ยังเปิดรับนักท่องเที่ยวอยู่ตลอด”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

ต้องขอบคุณเส้นทางสายนี้ค่ะ เพราะทำให้รัฐบาลมองเห็นว่านักท่องเที่ยวยังคงชื่นชอบที่จะเดินทางด้วยรถไฟและยินดีที่จะจ่ายเงินในราคาสูง เพื่อให้ได้ดื่มด่ำกับความสวยงามของเทือกเขาแอนดีสด้วยสายตาตัวเอง ใน ค.ศ. 2008 รัฐบาลทุ่มงบประมาณหลายล้านเหรียญเพื่อปรับปรุงเส้นทางรถไฟใหม่ทั้งหมด และเปิดตัวรถไฟท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่เน้นความหรูหราและความสะดวกสบายจนได้การตอบรับเป็นอย่างดี 

เมื่อรถไฟเทียบเข้าชานชาลาอเลาซี ทั้งพนักงานขับรถไฟ พนักงานดูแลความเรียบร้อย และเจ้าหน้าที่บรรยาย พากันมายืนเรียงแถวจับมือและขอบคุณผู้โดยสารทุกคนที่เดินลงมาจากรถอย่างกระตือรือร้น ส่วนเราเมื่อเสร็จจากที่สถานีแล้วก็แวะไปที่ร้านกาแฟอีกครั้ง เพื่อขอบคุณเจ้าของร้านให้คำแนะนำทั้งเรื่องตั๋วรถไฟและที่พัก 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เช้าวันถัดมาก่อนออกเดินทาง เราถือโอกาสออกไปเดินเล่นดูบรรยากาศในเมือง และบังเอิญเจอกับคุณลุงคนเมื่อวานในตลาด คุณลุงโบกไม้โบกมือทักทายเราสองคนมาแต่ไกล และเดินข้ามถนนเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มกว้าง 

“เป็นยังไง ไปขึ้นรถไฟมารึเปล่า เช้านี้ถนนใช้ได้แล้วนะ จะวิ่งกลับไปทางเดิมก็ได้ หรือว่าติดใจจะอยู่ต่ออีกก็ได้เหมือนกัน” 

ขอบคุณดินถล่มในวันนั้นที่ทำให้เราได้พบกับคุณลุง พี่ร้านกาแฟ รถไฟจมูกปีศาจ และเมืองเล็กๆ ในเทือกเขาแอนดีสแห่งนี้ 🙂 


เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : Beatrice Murch Flickr

สมัยก่อนการนั่งรถไฟท่องเที่ยวสายจมูกปีศาจจะเป็นการนั่งไปบนหลังคาของรถสินค้าค่ะ รอบๆ รถมีราวเหล็กสูงประมาณหน้าอกให้นั่งเกาะได้ แต่เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเดินทางลักษณะนี้ จึงทำให้ต้องยกเลิกและเปลี่ยนมาใช้รถไฟท่องเที่ยวอย่างที่เห็นในปัจจุบันค่ะ

Writer & Photographer

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

ซ้อนมอไซค์ไปขั้วโลก

บันทึกของหญิงสาวผู้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จากยอดทวีปอเมริกาเหนือจบที่ปลายทวีปอเมริกาใต้

ก่อนหน้าจะมาออกทริปมอเตอร์ไซค์เราดื่มกาแฟไม่เป็นเลยค่ะ เพิ่งจะมาฝึกดื่มเป็นเรื่องเป็นราวก็หลังจากที่เกิดอาการ ‘หงายเงิบ’ เพราะเผลอหลับในระหว่างนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ที่กำลังวิ่งอยู่บนไฮเวย์

ครั้งแรกที่เผลอหลับใน ยังพอปลอบใจตัวเองได้ว่าวันนั้นง่วงมากจริงๆ ไม่เคยเป็นมาก่อนเลย แต่พอมีครั้งที่สองก็ต้องยอมหันไปพึ่งพาพลังของคาเฟอีน เพราะกลัวจะไม่แคล้วคลาดอย่างที่ผ่านมาอีก และด้วยความที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ 2 สัปดาห์แรกของทริปนี้ เมื่อการเดินทางยืดยาวออกไปเป็นปี มารู้ตัวอีกที เราก็กลายเป็นคนติดกาแฟอย่างถอนตัวไม่ขึ้นไปเสียแล้ว

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

แน่นอนว่าคนที่ถูกอกถูกใจกับเรื่องนี้มากที่สุดก็คือคริสเตียน เพื่อนร่วมทางของเราค่ะ เพราะเจ้าตัวดื่มกาแฟเหมือนเป็นอายุวัฒนะ เช้า 2 แก้ว บ่าย 2 แก้ว หลังมื้อค่ำอีก 1 แก้ว แม้แต่ที่มาออกทริปมอเตอร์ไซค์ด้วยกันคราวนี้ก็ยังเสียสละพื้นที่ 1 ส่วน 4 ของกระเป๋า ให้กับอุปกรณ์การทำกาแฟและเมล็ดกาแฟที่พกติดไปไหนๆ เพื่อความอุ่นใจอย่างน้อยหนึ่งถุง

ตอนที่เราสองคนเดินทางมาถึงประเทศกัวเตมาลา เป็นช่วงที่เราเริ่มสนุกกับการชิมกาแฟหลากหลายรสพอดี เมื่อคริสเตียนเอ่ยปากชวนไปทัวร์ไร่กาแฟ เราจึงตกปากรับคำแบบไม่ลังเลยค่ะ

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

-1-

แอนติกัว, ประเทศกัวเตมาลา (Antigua, Guatemala) 

จุดเริ่มต้นของการทัวร์ไร่กาแฟในวันนี้อยู่ที่เมืองซานมิเกล เอสโคบาร์ (San Miguel Escobar) ซึ่งห่างจากเมืองแอนติกัว (Antigua) ที่เราพักอยู่ประมาณ 15 นาทีค่ะ เรากับคริสเตียนเลยถือโอกาสทิ้งมอเตอร์ไซค์ไว้ที่โรงแรม และชวนกันไปเรียกหารถตุ๊กตุ๊กที่จอดเรียงรายอยู่แถวนั้น

“จะไปดูไร่กาแฟเหรอครับ” ยังไม่ทันบอกชื่อสถานที่ปลายทางจบ คุณพี่ตุ๊กตุ๊กก็พยักหน้าให้ขึ้นรถอย่างรวดเร็ว

“มาเลย เดี๋ยวลดราคาให้ อยู่แถวบ้านผมเอง” เสียงเพลงจากลำโพงวิทยุเครื่องเล็กที่ติดอยู่ใกล้ที่นั่งคนขับถูกเร่งให้ดังขึ้น พอเราสองคนขึ้นไปนั่งเรียบร้อยดีแล้ว รถสามล้อขนาดเล็กก็วิ่งฉิวไปบนถนนที่ปูพื้นด้วยก้อนหิน เรายกกล้องขึ้นจะเก็บภาพบรรยากาศรอบๆ แต่ก็หาจังหวะที่มือนิ่งพอแทบไม่ได้เลย

“ดีนะที่คุณใส่หมวก ใส่รองเท้าผ้าใบกันมา ไม่งั้นเดินขึ้นไปดูไร่ไม่ไหวหรอก” คุณพี่คนขับตะโกนคุยแข่งกับเสียงเพลงที่ดังจนแตกพร่า “นู่น อยู่บนเขาลูกนู้น” เจ้าตัวชี้ไปทางภูเขาลูกใหญ่ที่โดดเด่นเห็นชัดแต่ไกล 

เราไปถึงที่จุดนัดในเวลาไม่ถึง 10 นาที แม้จะหัวสั่นหัวคลอนกันตลอดทางแต่ก็ถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ

“คุณยืนรอตรงหน้าโบสถ์นี่แหละ เดี๋ยวก็มีคนมารับ มองหาคนที่ใส่เสื้อ De La Gente ไว้นะ” คุณพี่ชี้มือไปที่โบสถ์ใกล้ๆ ฉีกยิ้มกว้างก่อนจะขับรถจากไปพร้อมผิวปากประสานเสียงเพลงจากวิทยุอย่างอารมณ์ดี

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

-2-

กุสตาโว กอนซาเลซ

“สวัสดีครับ ผมชื่อกุสตาโว กอนซาเลซ เป็นเจ้าของไร่กาแฟจากกลุ่มสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟแห่งซานมิเกล เอสโคบาร์ (San Miguel Escobar Cooperative) ครับ” กุสตาโวยื่นมือมาทักทายด้วยท่าทางคล่องแคล่ว วันนี้นอกจากเรากับคริสเตียนแล้ว ก็ยังมีล่ามภาษาอังกฤษของกุสตาโว กับเพื่อนใหม่จากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อีกสองคนที่จะมาเปิดโลกกาแฟด้วยกัน

“ไร่กาแฟของผมอยู่ตรงทางขึ้นภูเขาไฟอากัว (Agua) ใช้เวลาเดินประมาณสี่สิบนาที ถ้าไม่ชินกับระดับความสูงอาจจะเหนื่อยนิดหน่อย ค่อยๆ เดินไปคุยกันไปแบบสบายๆ แล้วกันนะครับ”

กุสตาโวเป็นลูกชายของหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่มสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟแห่งซานมิเกล เอสโคบาร์ เจ้าตัวบอกว่าเดิมทีไม่ได้ตั้งใจจะสานต่อกิจการครอบครัว และหันไปทำอาชีพเพนต์ลายรถประจำทางเป็นงานหลักอยู่ช่วงหนึ่ง จนกระทั่งแต่งงานและได้รับมรดกเป็นที่ดินขนาดหนึ่งไร่จากฝั่งภรรยา จึงตัดสินใจกลับมาปลูกกาแฟอีกครั้ง

“สมัยก่อนแถวนี้มีแต่ไร่กาแฟใหญ่ๆ เป็นของนายทุนไม่กี่เจ้า ชาวบ้านรวมทั้งพ่อผมทำงานเป็นคนงานในไร่ คอยดูแลต้นกาแฟและเก็บผลกาแฟสด พอทำไปนานๆ เลยกลับมาลองปลูกต้นกาแฟในที่ดินของตัวเองดูบ้าง ปรากฏว่าติดดอกออกผลดี แต่เราไม่มีความรู้ความชำนาญในเรื่องการแปรรูปกาแฟเลย ผมจำได้ว่าตอนเด็กๆ ต้องไปช่วยพ่อเก็บผลกาแฟสดใส่กระสอบไปขายให้พ่อค้ารับเหมา ถ้าเหลือก็เอาไปขายที่ตลาด ได้กิโลกรัมละสี่บาทบ้าง หกบาทบ้าง บางทีเก็บได้น้อยเขาก็ไม่รับซื้อ หรือถ้ามันเน่าก่อนจะขายได้ก็ต้องทิ้ง

“ตอนนั้นผมไม่อยากทำเพราะมันเป็นงานที่ทั้งหนักทั้งเหนื่อยแต่ค่าตอบแทนไม่คุ้มเลย”

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

เรา 6 คนเดินเท้าห่างออกมาจากจตุรัสเรื่อยๆ ผ่านย่านตลาดร้านค้า ย่านชุมชนที่อยู่อาศัย บ้านหลายหลังเกาะกลุ่มกันหนาแน่นและค่อยๆ บางตาลงจนเหลือแค่แนวต้นไม้สีเขียวสดทั้งเล็กใหญ่ตลอดริมข้างทาง

“ทางลัดไปไร่ผมอยู่ตรงนี้ครับ”

กุสตาโวชี้ให้ดูทางเดินเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในแนวต้นไม้ข้างทางก่อนจะเลี้ยวนำเข้าไป จากพื้นราบเปลี่ยนเป็นทางลาดชันที่ดูด้วยสายตาแล้วไม่น่าจะเดินลำบากสักเท่าไหร่ แต่ด้วยแสงแดดที่ร้อนแรงและอากาศที่เบาบางลงทำให้ขาเริ่มหนักขึ้นทุกที หันไปมองคนอื่นๆ ก็อยู่ในสภาพเดียวกัน กุสตาโวที่ยังเดิน ‘คุยสบายๆ’ เหมือนจะรู้ใจ เลยเลือกร่มไม้ให้ทุกคนได้หยุดพัก

“บริเวณที่เรายืนกันอยู่ตรงนี้มีภูเขาไฟล้อมรอบเราอยู่ถึงสามลูก ลูกที่เรากำลังเดินขึ้นไปคือภูเขาไฟอากัว (Agua) อีกสองลูกข้างๆ คือภูเขาไฟอาคาเตนังโก (Acatenango) กับภูเขาไฟฟูเอโก (Fuego) ซึ่งเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ปะทุบ่อยและรุนแรงที่สุดในกัวเตมาลา”

จากที่เหนื่อยๆ เรารู้สึกมีแรงเดินขึ้นมาทันที แต่ก็ยังอดถามต่อไม่ได้ว่าแล้วภูเขาไฟอากัวที่อยู่ใกล้เราที่สุดในตอนนั้น ปะทุครั้งล่าสุดเมื่อไหร่

กุสตาโวที่น่าจะยิ้มเป็นครั้งแรกของวันนี้ตอบเราทันทีว่า “ล่าสุดเมื่อเกือบห้าร้อยปีที่แล้วครับ ไม่ได้ปะทุแบบมีลาวา มีแต่โคลนถล่มลงมา ว่ากันว่าไหลเชี่ยวและแรงเหมือนน้ำจนบ้านเมืองเสียหาย คนตายเยอะ เลยได้ชื่อว่าภูเขาไฟ ‘อากัว’ (Agua) ที่แปลว่าน้ำครับ”

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

จากเส้นทางที่แทบจะต้องต่อเดินแถวเรียงหนึ่งมาสู่ทางที่กว้างขึ้น ร้อนขึ้น ส่วนระดับความชันยังคงที่ ระหว่างทางเราเจอชาวบ้านที่ขี่ม้าขึ้นและลงเขาเพื่อขนข้าวของจากไร่ กุสตาโวหยุดแวะทักทายกับหนึ่งในนั้นสักครู่ ก่อนจะเดินยิ้มแป้นกลับมาบอกพวกเราว่า

“เดี่ยวเราเดินไปดูไร่ของเพื่อนผมแทนก็ได้ อยู่ใกล้ๆ นี่เลย จะได้ไม่ต้องเดินขึ้นไปถึงข้างบนนู้น วันนี้แดดแรงมากจริงๆ”

เพื่อนชาวนิวซีแลนด์ที่ตอนนี้โดนแดดเผาจนหน้าแดงก่ำค่อยยิ้มออกบ้าง

 ต้นกาแฟของเพื่อนกุสตาโวในส่วนที่เราไปดูกัน มีอายุประมาณ 4 ปีกว่าแล้วค่ะ สูงพอสมควรเลย เรานึกว่าต้นกาแฟจะมีความสูงไม่มาก แต่กุสตาโวบอกว่ายังสูงได้อีกเยอะและปกติจะต้องคอยตัดยอดอยู่เรื่อยๆ ไม่งั้นจะสูงจนเก็บลูกไม่ได้

“พันธ์ุกาแฟที่เราปลูกในบริเวณนี้ทั้งหมดคือกาแฟอาราบิก้า ผลอ่อนของมันจะเป็นสีเขียว เมื่อสุกเต็มที่จะกลายเป็นสีแดง เราเรียกผลของกาแฟสดว่า เชอรี่กาแฟ (Coffee Cherry)”

เราหันมองรอบๆ ก็เจอแต่ลูกเชอรี่กาแฟอ่อนที่เป็นสีเขียว กุสตาโวเดินหายไปในพุ่มไม้ด้านหลังก่อนจะกลับมาพร้อมกับผลเชอรี่กาแฟสีแดงสดสองสามลูกในมือ

“ถ้ามันสุก เราจะใช้มือบีบให้เมล็ดออกมาได้ง่ายๆ แบบนี้”

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

เราลองรับมาบีบดูบ้าง เมล็ดกาแฟสีเหลืองอ่อนสองเมล็ดหลุดออกมาพร้อมกับเมือกเหนียวๆ กุสตาโวทำท่าให้ลองชิมเนื้อเชอรี่ ทุกคนก็ทำตามอย่างว่าง่าย ผลที่เราชิมเปลือกนอกติดขมนิดหน่อยแต่เนื้อข้างในหวานฉ่ำ

“ลูกเชอรี่ที่ให้กาแฟรสดีที่สุดคือลูกที่สุกเต็มที่ เพราะฉะนั้นเราจะใช้มือเก็บเฉพาะลูกสีแดงสด โดยเลือกเก็บต้นที่มีสีแดงมากกว่าครึ่ง ปล่อยลูกสีเขียวไว้ให้สุกก่อนแล้วค่อยๆ ทยอยกลับมาเก็บจนกว่าจะสุกครบทั้งต้น ใช้เวลาทั้งหมดประมาณสามสี่วัน ไร่ใหญ่หน่อยก็อาจจะถึงสิบวัน ถ้าคนในครอบครัวช่วยกันเก็บไม่ทัน ก็ได้เพื่อนๆ จากสหกรณ์มาช่วยเก็บด้วย ถึงเวลาไร่ของเขาพร้อมเก็บ เราก็กลับไปช่วยเขา ลูกเชอรี่กาแฟที่ได้จะต้องรีบเอากลับไปเริ่มกระบวนการแปรรูปภายในวันเดียวกัน ถ้าปล่อยไว้รสชาติจะไม่ดี”

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

การปลูกกาแฟมีหลายปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง ทั้งระดับความสูงจากน้ำทะเล ระดับอุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ แร่ธาตุจากดิน ปริมาณแสงแดดและน้ำฝนในระหว่างที่รอให้ผลเชอรี่สุก

“ไร่กาแฟกาแฟที่ปลูกอยู่แถบนี้สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณหนึ่งพันสี่ร้อยถึงหนึ่งพันเจ็ดร้อยเมตร อุณหภูมิคงที่ประมาณสิบเก้าถึงยี่สิบสององศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าอากาศค่อนข้างเย็น ผลเชอรี่จึงต้องใช้เวลานานกว่าจะสุก ทำให้มีเวลาที่จะดูดซับแร่ธาตุและสารอาหารจากดินภูเขาไฟได้มากกว่ากาแฟที่ปลูกในสภาพอากาศอบอุ่น รสชาติของกาแฟที่ได้จึงมีความเข้มข้นและซับซ้อนกว่ากาแฟของที่อื่น”

ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวประจำปีของที่นี่จะอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคมค่ะ แล้วแต่ระดับความสูงของแต่ละไร่ ในระหว่างที่รอกาแฟผลิดอกออกผล ชาวบ้านก็นิยมปลูกข้าวโพด พืชตระกูลถั่ว กล้วยและแครอทแทรกระหว่างแปลงไป ไม้ผลขนาดใหญ่หลายต้นบนนั้นก็ถูกปลูกขึ้นเพื่อทำหน้าที่บังแดดให้กับต้นกาแฟด้วยเช่นกัน

“ปัจจัยทางธรรมชาติที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ทำให้กาแฟจากภูมิภาคแอนติกัวมีรสและมีกลิ่นรสเฉพาะตัว จึงเป็นที่ชื่นชอบอันดับต้นๆ ของคนดื่มกาแฟทั่วโลก”

เราทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยกับกุสตาโวอย่างไม่มีข้อแม้

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

เราใช้เวลาอยู่บนไร่ของเพื่อนกุสตาโวประมาณ 2 ชั่วโมงค่ะ ในระหว่างที่คุยเรื่องกาแฟ ก็ยังได้ชิมผลไม้แปลกๆ จากในสวน และได้เห็นนกหลากหลายสายพันธ์ุที่อาศัยอยู่ในไร่ด้วย กุสตาโวน่าจะมีความชื่นชอบนกเป็นพิเศษ เพราะเล่าถึงนกตัวนู้นตัวนี้ได้อย่างละเอียดพอๆ กับเรื่องกาแฟ

หลังทำความรู้จักกับนกในไร่จนคิดว่าน่าจะครบหมดแล้ว เราก็พากันออกไปขอบคุณเจ้าของไร่ที่ใจดีให้ใช้สถานที่และมุ่งหน้าไปที่บ้านของกุสตาโว ซึ่งเราจะได้เห็นกระบวนการแปรรูปกาแฟหลังจากที่ได้ผลเชอรี่กาแฟสดๆ มาจากไร่ ขาเดินลงเขาคราวนี้ใช้เวลาไม่ถึง 20 นาทีค่ะ บ้านของกุสตาโวอยู่ในชุมชนที่เราเดินผ่านกันมาตั้งแต่ตอนแรกนั่นเอง

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

-3-

De la Gente

จากมือเราถึงมือคุณ

ยังจำที่พี่ตุ๊กตุ๊กบอกให้มองหาคนใส่เสื้อที่มีคำว่า De la Gente ได้ไหมคะ พอเรามาถึงบ้านขอกุสตาโวก็เห็นกระสอบที่มีข้อความเดียวกันนี้แขวนอยู่ที่หน้าบ้าน

กุสตาโวเล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปว่า ประมาณ 15 ปีก่อน คุณพ่อกับเพื่อนๆ เกษตรกรชาวไร่กาแฟในหมู่บ้าน รวมตัวกันตั้งกลุ่มสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟแห่งซานมิเกล เอสโคบาร์ (San Miguel Escobar Cooperative) ตอนนั้นทุกคนเอาผลเชอรี่กาแฟมารวมกัน ทำให้ขายได้ปริมาณมากขึ้นและไม่ถูกพ่อค้าคนกลางกดราคาต่ำกว่ามาตรฐานมากเกินไป แต่ก็ยังแปรรูปกาแฟเองไม่ได้ และในระหว่างที่พยายามหาช่องทางและตลาดใหม่ๆ ก็ได้เจอกับนักอาสาพัฒนาชุมชนชาวสหรัฐฯ คนหนึ่ง ที่เข้ามาทำงานในกัวเตมาลาช่วงนั้นพอดี

“เขามาให้ความรู้เรื่องการแปรรูปกาแฟ มาช่วยคิด ช่วยหาวิธี ว่าจะเอาเครื่องมือแบบไหนมาใช้ในแต่ละขั้นตอนด้วยต้นทุนที่ไม่สูงมาก ทุกบ้านที่ปลูกกาแฟจะได้แปรรูปเชอรี่กาแฟเองที่บ้าน ก่อนจะเอามารวมกันที่สหกรณ์”

กุสตาโวชี้ให้เราดูเครื่องมือต่างๆ ที่วางเรียงรายอยู่ในรั้วบ้าน เช่น เครื่องสีเปลือกกาแฟขนาดเล็ก ตะแกรงสำหรับแยกขนาดของเมล็ดกาแฟ ฯลฯ หลายอย่างเห็นชัดว่าเป็นของที่ประยุกต์เอาจากเครื่องใช้ภายในบ้าน

“ลองผิดลองถูกกันอยู่หลายปีจนเริ่มเข้าที่เข้าทาง พอเราแปรรูปกาแฟเองได้สำเร็จ ก็ขายเมล็ดกาแฟดิบ (กาแฟสาร, Green Coffee) ให้กับร้านกาแฟและลูกค้ารายย่อยได้โดยตรง ตอนแรกเรามีสมาชิกสหกรณ์ตั้งต้นแค่เจ็ดคน ถึงตอนนี้มีเพิ่มมารวมแล้วเกือบสามสิบคน ผมก็เป็นหนึ่งในคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ได้ไม่นานครับ” 

เมื่อสหกรณ์เริ่มอยู่ตัว องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร เด ลา เกนเต้ (De la Gente) ก็ถือกำเนิดขึ้นโดยกลุ่มสมาชิกก่อตั้งสหกรณ์ดั้งเดิม เพื่อให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนกลุ่มสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟในภูมิภาคอื่นๆ ของกัวเตมาลาในรูปแบบเดียวกัน กุสตาโวบอกว่าตอนนี้มีสหกรณ์ 5 กลุ่มจากภูมิภาคที่ขึ้นชื่อเรื่องกาแฟในกัวเตมาลาที่มาร่วมงานกับ เด ลา เกนเต้ และมีชาวเกษตรกรเป็นสมาชิกรวมทั้งหมดเกือบ 300 คนแล้ว

“เด ลา เกนเต้ คอยดูแลเรื่องมาตรฐานของกาแฟที่มาจากทุกบ้าน ดูแลเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ที่เท่าเทียมกันอย่างโปร่งใส ช่วยวางแผนด้านการตลาดและเป็นตัวกลางในการสื่อสารระหว่างลูกค้าที่อยู่ต่างประเทศกับสมาชิกในสหกรณ์ นอกจากนี้ก็ยังมีกองทุนสนับสนุนและกองทุนเงินกู้ให้ ถ้าหากมีครอบครัวไหนที่อยากปลูกกาแฟแต่ไม่มีที่ดิน ก็สามารถไปกู้เงินจาก เด ลา เกนเต้ และขอเรียนรู้วิธีการปลูกต้นกาแฟ การแปรรูปกาแฟจากกลุ่มสหกรณ์ได้ด้วยครับ” 

เราเองก็ติดต่อเรื่องการทัวร์ไร่กาแฟผ่าน เด ลา เกนเต้ เหมือนกันค่ะ ตอนแรกเรานึกว่าเป็นชื่อบริษัทนำเที่ยวทั่วไปและมีไกด์นำเที่ยวพาไปดูไร่กาแฟ แต่วันนั้นพอรู้ว่าการมาครั้งนี้ได้มีส่วนในการช่วยสนับสนุนเกษตรกรท้องถิ่นโดยตรงแม้จะเล็กน้อย แต่ก็ทำให้รู้สึกประทับใจและชื่นชมมากกว่าเดิมอีก

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

-4-

ไม่ใช่แค่กาแฟแต่เป็นวิถีชีวิต

บ้านของกุสตาโวมีคุณยาย ภรรยา และลูกชายหนึ่งคน ทุกคนออกมาให้การต้อนรับพวกเราทั้งหมดเป็นอย่างดี แม้แต่ตอนที่กุสตาโวเล่าเรื่องขั้นตอนการแปรรูปกาแฟให้ฟัง ทั้งครอบครัวก็ออกมานั่งฟังอย่างตั้งใจด้วย 

“ลูกเชอรี่ที่ได้มาจากสวน ต้องเอาไปล้าง แยกใบไม้ แยกขยะ เลือกเอาลูกที่ลอยน้ำออก แล้วใส่ลงเครื่องสีที่จะทำหน้าที่แยกเปลือกกับเมล็ดออกจากกัน”

‘เครื่องสี’ ที่ว่า ครึ่งหนึ่งหน้าตาไม่แปลกประหลาดเท่าไหร่ แต่อีกครึ่งที่มีส่วนของจักรยานดูน่าสนใจ กุสตาโวลองให้เราสลับกันขึ้นไปปั่น เจ้าหนูน้อยลูกชายที่นั่งมองอยู่มุมห้องแอบหัวเราะคิกคัก จะว่าไปท่าทางของเราแต่ละคนก็ดูเก้ๆ กังๆ จนน่าขำจริงๆ สมแล้วที่โดนเด็กหัวเราะใส่

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

“เมล็ดกาแฟที่ได้จากตรงนี้จะยังมีส่วนของเปลือกแข็งและเมือกติดอยู่ เราต้องเอาไปแช่น้ำประมาณยี่สิบสี่ถึงสามสิบหกชั่วโมงแล้วใช้มือช่วยทำความสะอาดเมือกออก ถ้าล้างเมือกพวกนี้ไม่หมด เมล็ดกาแฟจะมีกลิ่นเหม็น เมื่อล้างสะอาดดีแล้วก็เอาไปตากแห้งแดดอีกห้าถึงสิบสี่วัน และต้องคอยเกลี่ยกองกาแฟอยู่เรื่อยๆ เพราะความชื้นจะทำให้เริ่มกระบวนการหมัก ซึ่งจะทำลายกลิ่นและรสชาติของเมล็ดกาแฟได้”

กุสตาโวหันไปหยิบตะกร้าที่เต็มไปด้วยเมล็ดกาแฟที่มีเปลือกแข็งมายื่นให้เรา

“แบบนี้เรียกว่ากาแฟกะลา คือเมล็ดกาแฟที่ล้างเมือกออกจนสะอาดแล้ว ตากแห้งสนิทดีแล้ว แต่ยังมีเปลือกแข็งข้างนอกอยู่ เราจะเอากาแฟกะลาแบบนี้ไปสีกะลาออกด้วยเครื่องสีพลังงานแสงอาทิตย์ที่สหกรณ์ แล้วก็เอากลับมาเลือกเมล็ดที่มีตำหนิทิ้งไป เสร็จแล้วจะคัดแยกขนาดด้วยตะแกรง ก่อนจะบรรจุใส่ถุงหรือลงกระสอบส่งขาย หรือถ้าจะขายให้กับร้านกาแฟในเมืองหรือลูกค้าตามบ้าน ก็เอาไปคั่วกับเครื่องที่สหกรณ์ก็ได้”

กุสตาโวเอาเมล็ดกาแฟเมล็ดกาแฟดิบที่กะเทาะกะลาออกแล้วมาเทลงบนโต๊ะให้ดู ก่อนจะบอกให้เราลองใช้เวลาประมาณ 5 นาทีกับการนั่งเลือกเมล็ดกาแฟที่มีตำหนิออกจากกองบนโต๊ะ เป็น 5 นาทีที่ยาวนานมากจริงๆ ค่ะ ถ้านานกว่านั้นอีกหน่อยอาจจะต้องหาแว่นใส่

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

นั่งเลือกเมล็ดกาแฟกันไปพอหอมปากหอมคอ แอนโตเนียตา ภรรยาของกุสตาโวก็เดินออกมาจากครัวและชวนให้เราไปลองคั่วเมล็ดกาแฟดิบ ทันทีที่เมล็ดกาแฟสัมผัสกับความร้อน กลิ่นกาแฟก็ฟุ้งไปทั่วบ้าน เราไม่เคยได้กลิ่นกาแฟที่หอมขนาดนี้มาก่อนเลยค่ะ เรารับไม้พายมาเกลี่ยเมล็ดกาแฟอย่างที่แอนโตเนียตาสอน “กวนไปเรื่อยๆ นะคะ ถ้าหยุดมันจะไหม้”

เมื่อมีน้ำมันกาแฟออกมาได้ที่แล้ว แอนโตเนียตาก็ยกถาดลงมาวางใกล้ๆ กับแท่นหินภูเขาไฟในครัว และใช้ช้อนตักเมล็ดกาแฟสีดำที่คั่วแล้วมาวางบนแท่นหินแบนครั้งละหนึ่งช้อน ก่อนจะลงมือบดด้วยการหมุนก้อนหินด้านบนขึ้นลงซึ่งมีลักษณะเป็นแท่งกลมคล้ายสากหินแต่ขนาดใหญ่กว่ามาก

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

ตอนดูเขาทำก็ไม่น่าจะยากค่ะ แต่พอมือสมัครเล่นอย่างพวกเราทำ ก็ได้รู้ซึ้งว่าต้องใช้พลังแขนและหลังมากกว่าที่คิด ที่สำคัญถ้าบดไม่ระวังก็จะโดนหนีบนิ้วเอาได้ง่ายๆ เรา 4 คนวนเวียนกันอยู่ 2 – 3 รอบ เมล็ดกาแฟแตกกระจัดกระจาย หล่นพื้นบ้าง กระเด็นบาง กว่าจะได้ผงกาแฟแต่ละช้อนชาก็เหงื่อตกกันไปเบาๆ แอนโตเนียตาคงจะรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วถึงได้คั่วแบบเผื่อเหลือซะเยอะเลย

เจ้าหนูน้อยที่ยืนยิ้มกริ่มอยู่ข้างประตูรอจนเราทุกคนยอมแพ้ แล้วก็เดินเข้ามาหยิบสากไปบดเมล็ดกาแฟอย่างคล่องแคล่วไม่แพ้คุณแม่ ปริมาณเมล็ดกาแฟใกล้เคียงกันแต่ผงกาแฟที่ได้ต่างกันเกินครึ่ง ทุกคนปรบมือให้หนูน้อยด้วยความชื่นชม

แอนโตเนียตาหยิบแก้วกาแฟใบเล็กๆ มาแจกจ่าย เราตักผงกาแฟแบ่งกันคนละนิดคนละหน่อย ก่อนจะเทน้ำร้อนลงไปผสม หนูน้อยยื่นแก้วตัวเองเข้ามาด้วยอีกคน เราถามกุสตาโวด้วยความทึ่งว่าน้องดื่มกาแฟรสจัดขนาดนี้ไหวจริงๆ หรือ

“กินเก่งพอๆ กับกินนม แถมกินแล้วหลับสนิทด้วย”

เจ้าตัวแสบทำหน้าทะเล้นใส่เราแล้วก็เดินประคองแก้วกาแฟตัวเองไปนั่งอีกมุม

แอนโตเนียตา ยกถาดที่มีทั้งนม ทั้งน้ำผึ้งและน้ำตาลมาให้ แต่ไม่มีใครหยิบอะไรมาใส่เพิ่มเลย น่าจะเป็นเพราะทุกคนก็อยากจะดื่มด่ำกับกาแฟที่มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นจนจบ แม้จะเป็นการจับตรงนั้นนิด หยิบตรงนั้นหน่อย แต่ก็มากกว่าที่เคยคิดว่าจะได้ลองทำจริงๆ

เราจำไม่ได้เหมือนกันค่ะว่ามันขมซ่อนเปรี้ยว หอมช็อกโกแลต มีกลิ่นอัลมอนต์ หรือมีรสเข้มข้นขนาดไหน แต่ที่จำไม่ลืมคือความรู้สึกที่ว่ากาแฟแก้วนั้นเป็นกาแฟที่อร่อยที่สุดในชีวิตของเราเลยค่ะ 🙂

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

Writer & Photographer

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load