9 กุมภาพันธ์ 2564
6 K

“คุณพ่อชอบใครมากที่สุดใน The Beatles”

“ตอบไม่ได้หรอก” คุณพ่อหัวเราะ “เราชอบคนละอย่าง เรื่องคาแรกเตอร์ชอบ จอร์จ แฮร์ริสัน (George Harrison) เขามีคาแรกเตอร์ที่สุขุม ฮิปปี้ เรื่องความคิดชอบ จอห์น เลนนอน (John Lennon) ชอบความคิดทางการเมือง มีความขบถ ความฉลาดต้องเป็น พอล แม็กคาร์ตนีย์ (Paul McCartney) เขาฉลาด เขาอ่านหนังสือเยอะ ส่วน ริงโก สตาร์ (Ringo Starr) ชอบความตลก แต่น่าสงสาร เพราะคนจะคิดถึงริงโกหลังสุด”

เรารู้อย่างแน่ชัดตั้งแต่ยังไม่ทันได้ก้าวเท้าเข้าบ้านของครอบครัวฉัตรกุล ณ อยุธยา ว่าบ้านนี้คือแฟนคลับตัวยงของ The Beatles และที่รู้มาว่า คุณพ่อป๊อก-ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา เป็นนักสะสมของทุกอย่างเกี่ยวกับวงดูเหมือนจะน้อยเกินไป

นักสะสม The Beatles ตั้งแต่ใบไม้จากบ้านสี่เต่าทอง ถึงสร้างสวนศิลปะบีทเทิลส์ข้างบ้าน

ถ้าบอกว่านี่คือพิพิธภัณฑ์ศิลปะ The Beatles เราก็คงจะเชื่อสนิท มันเป็นมากกว่าบ้านนักสะสมรวมของอย่างแผ่นเสียง หนังสือ หรือของที่ระลึก เพราะหลายอย่างก็ไม่ใช่สิ่งที่หาซื้อมาได้ทั่วไป ทั้งใบไม้แห้งจากบ้านของสี่เต่าทองในลิเวอร์พูล หรือรูปคู่กับสมาชิก The Beatles คนที่ 5 ในทางกลับกัน ของที่คุณพ่อมีก็ไม่ใช่ของหายากราคาแพง แต่เป็นสิ่งที่คุณพ่อลงมือทำเองกับมือจากความหลงใหล อย่างงานอาร์ตบนบันได The Beatles Song Garden ที่ปรับปรุงจากที่ร้างข้างบ้าน และทางม้าลายสีรุ้งหนั้ารั้วที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Abbey Road 

ก่อนอื่นขอชวนทุกคนเปิดเพลงจาก Let It Be อัลบั้มโปรดของคุณพ่อป๊อกคลอไปด้วย แล้วไปอ่านเรื่องราวของนักสะสมคนนี้พร้อมๆ กัน

Love, Love Me Do

คุณพ่อเริ่มรู้จักสี่เต่าทองตั้งแต่สมัยยุค 1970 ตอนที่ยังเรียนมัธยมอยู่ โดยได้รับอิทธิพลมาจากพี่ข้างบ้านและนักจัดรายการเพลงรุ่นแรกๆ ที่เป็นเพื่อนของพ่อ เพลงแรกๆ ที่ได้ฟังคือ Love Me Do และ She Loves You

“เพลงเขาเพราะ แล้วก็สนุก เรารับ The Beatles อ้อมมาจากฝั่งอเมริกา เพราะเป็นช่วงที่อเมริกันเข้ามาตั้งฐานทัพในเมืองไทย พอ The Beatles ไปดังที่อเมริกา แล้วถึงจะมาดังที่ไทย ไม่ใช่ดังโดยตรงมาจากที่อังกฤษ ตอนแรกก็เริ่มจากความชอบแบบคนทั่วไป เขาดูเท่ วงนี้ดังมาพร้อมๆ กับ The Rolling Stones แต่จะเป็นแนวเรียบร้อย ใส่สูท พวกผู้ใหญ่ก็จะชอบเขา คาแรกเตอร์ของเขาก็พัฒนาเรื่อยๆ จากบอยแบนด์มาจนถึงตอนวงแขก เขาเป็นผู้ใหญ่ ไม่ใช่บอยแบนด์แบบเดิมแล้ว เขามีความขบถ มีการต่อต้านสังคม อยากจะเปลี่ยนแปลงสังคม อยากมีส่วนร่วม”

นักสะสม The Beatles ตั้งแต่ใบไม้จากบ้านสี่เต่าทอง ถึงสร้างสวนศิลปะบีทเทิลส์ข้างบ้าน

คุณพ่อเล่าให้เราฟังพลางเปิดหนังสือดนตรีที่พูดถึงวง The Beatles ครั้งแรกๆ มันเป็นคอลัมน์ที่พูดถึงอนาคตของดนตรี คาดการณ์ความสำเร็จของวงต่างประเทศที่เข้ามาในบ้านเรา

“The Beatles พ่อนักร้องสี่เกลอหัวแข็ง ไม่มีวันจะมาฮิตในเมืองไทยได้” เนื้อความในหนังสือเขียนไว้แบบนั้น

ผู้เขียนคนนั้นประเมินผิด

เพลงของ The Beatles โด่งดังต่อเนื่องทั่วโลกแม้จะยุบวงไปแล้ว ด้วยผลงาน 12 อัลบั้มเต็ม อีพี และซิงเกิ้ลอีกนับไม่ถ้วน คุณพ่อชื่นชมเขาในฝีมือ ความทุ่มเท และผลงานที่ออกมาไม่ขาดสาย และก็เหมือนวัยรุ่นทั่วไปที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักดนตรีแบบนั้น จนถึงขั้นไปเจรจากับพ่อว่าอยากหยุดเรียนเพื่อเล่นดนตรีในตำแหน่งมือเบส แต่พ่อไม่อนุญาต

“เป็นมือเบสเหมือนพอล แม็กคาร์ตนีย์ เลย” – เราว่า

“ใช่ แต่เราเล่นมือขวา”

นักสะสม The Beatles ตั้งแต่ใบไม้จากบ้านสี่เต่าทอง ถึงสร้างสวนศิลปะบีทเทิลส์ข้างบ้าน

I’ll Send All My Loving to You

เพราะเติบโตมาในครอบครัวตระกูลเก่าแก่ มีคุณย่าเป็นนักเก็บของผู้ไม่เคยทิ้งอะไรเลยสักชิ้น คุณพ่อจึงถูกปลูกฝังว่า ถ้าชอบอะไรต้องไปให้ลึก ต้องเก็บ ต้องสะสม เวลาชอบอะไรจึงพยายามหาความรู้ผ่านแง่มุมต่างๆ ให้ได้มากที่สุด 

“สมัยก่อนไม่มีอินเทอร์เน็ต ต้องไปหาซื้อหนังสือ เราเป็นคนชอบประวัติศาสตร์อยู่แล้ว พอเริ่มทำงานก็เริ่มหาของมาเก็บ เจออะไรเกี่ยวกับ The Beatles ต้องหามาเก็บไว้ แล้วเราก็ชอบเขียนรูปด้วย แต่เขียนอยู่อย่างเดียวคือ The Beatles กับรูปครอบครัว”

ของสะสมชิ้นแรกของคุณพ่อคือหนังสือเพลง มีทั้ง I.S. Song Hits, Current Song Hits หรือถ้ามีนิตยสารเพลงฉบับพิเศษสำหรับ The Beatles โดยเฉพาะ ก็ต้องซื้อมาเก็บไว้ จนขยับมาเป็นของกระจุกกระจิกอย่างตุ๊กตา ผ้า พรม ตามด้วยเทป แผ่นเสียงที่คุณพ่อตามเก็บครบทุกอัลบั้ม ไปจนถึงเครื่องดนตรีที่ได้แรงบันดาลใจมาจากวงนี้

“ถ้าแต่ก่อนจะซื้อของสะสมที่คลองถม ที่ตลาดนัดจตุจักร ต้องค่อยๆ เดิน โชคดีก็เจอ ถ้าเป็นหนังสือเพลง เจอจะซื้อเลย เพราะชอบหนังสือเพลง อย่างแผ่นเสียงก็มีร้านประจำชื่อ เจ๊หมวย คนจะไปแย่งซื้อกัน เจ๊หมวยแกอ่านภาษาอังกฤษไม่ออกเลยนะ แต่จำได้หมดว่าแผ่นนี้ของใคร คือใคร จนตอนหลังเจ๊หมวยก็เลิกกิจการไป อย่างตลาดจตุจักร เมื่อก่อนมีร้านหนึ่งทำรูปปั้น เพราะเจ้าของร้านชอบ The Beatles เหมือนกัน”

ทุกครั้งที่ไปต่างประเทศ คุณพ่อจะต้องหาเวลาไปดูของเก่าเพื่อเลือกซื้อของสะสมมาเก็บไว้ และก็เหมือนแฟนคลับของวงคนอื่นๆ ที่มีสหราชอาณาจักรเป็นหมุดหมายหนึ่งของการเดินทางในชีวิต ครั้งแรกที่เขาได้ไปยังบ้านเกิดของสี่เต่าทองนั้น คุณพ่อทำตารางของตัวเองอย่างตั้งใจ โดยมีแผนการเดินทางไปสามเมืองใหญ่ 

ลิเวอร์พูล บ้านเกิด 

ลอนดอน เมืองที่ทำให้มีชื่อเสียง

และแมนเชสเตอร์ ที่ที่พวกเขาเคยไปเล่นคอนเสิร์ตหลายต่อหลายครั้ง

นักสะสม The Beatles ตั้งแต่ใบไม้จากบ้านสี่เต่าทอง ถึงสร้างสวนศิลปะบีทเทิลส์ข้างบ้าน

It’s Been A Hard Day’s Night

แม้เวลาจะผ่านมาหลายสิบปีนับตั้งแต่ที่ The Beatles ออกอัลบั้มสุดท้ายร่วมกันทั้งสี่คน บรรยากาศในเมืองลิเวอร์พูลก็ยังมีเรื่องราวของพวกเขาซ้อนไว้ทุกหนทุกแห่ง ในผับ บนถนน หรือแม้กระทั่งบทเพลงของนักดนตรีเปิดหมวก
หลังจากที่ลูกสาว (ป่าน-ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา หรือ Juli Baker and Summer) ไปเที่ยวลิเวอร์พูลช่วงที่ไปเรียนต่อ ก็กลับมาบอกพ่ออย่างหนักแน่นว่า ‘พ่อต้องไปให้ได้’

“มันเหมือนเราได้ย้อนไทม์แมชชีนไปเลย ได้ไปเจอคนรุ่นเดียวกันจากทั่วโลก สำหรับแฟนคลับได้มาครั้งหนึ่งก็นอนตายตาหลับแล้ว

“ก่อนไปเรารีเสิร์ชเลยว่าจะเริ่มตรงไหนดี ที่ไหนเป็นประวัติศาสตร์ของวง เราจะไปให้ครบ เช่น จุดนี้คือจุดที่พอลเจอกับจอห์นครั้งแรกนะ หลุมศพในโบสถ์นี้เป็นแรงบันดาลใจให้เขาแต่งเพลง Eleanor Rigby นะ ที่นี่อยู่ในเพลง Strawberry Fields Forever นะ เขามี Walk Tour ที่ไกด์จะนำเราไปตามจุดต่างๆ เราไปกับเขาก่อน แล้วถ้าอยากเจาะลึกค่อยไปทีหลัง”

เพราะทริปนั้นเองที่ทำให้คุณพ่อมีของสะสมมากขึ้นเป็นกอง หนึ่งในนั้นคือสิ่งที่เราตื่นเต้นที่จะเล่ามากที่สุด มันคือใบไม้และกิ่งไม้แห้งที่คุณพ่อบรรจงเก็บมาจากบ้านของจอห์น พอล จอร์จ และริงโก ก่อนจะนำกลับมาเมืองไทยใส่ขวดโหลอย่างประณีต 

นักสะสม The Beatles ตั้งแต่ใบไม้จากบ้านสี่เต่าทอง ถึงสร้างสวนศิลปะบีทเทิลส์ข้างบ้าน

“เหมือนเมื่อกี้ที่บอกไปว่าริงโกน่าสงสาร คนคิดถึงหลังสุด แต่มีหนังหลายเรื่องที่ตัวละครบอกว่าชอบริงโกกัน อย่าง (500) Days of Summer น้องป่านชอบเรื่องนั้น เลยติดเข็ม I Love Ringo Starr ไป Beatles Tour ทีนี้คุณลุงที่เป็นไกด์เขาเห็น พอไปถึงบ้านริงโก เขาก็เอาค้อนไปทุบกำแพงบ้าน แล้วให้เศษอิฐน้องป่านมาก้อนหนึ่ง เป็นของที่ระลึกสำหรับคนที่รักริงโก พอตาเรา เราก็เตรียมเลยว่าจะไปเก็บของที่ระลึกมาบ้าง” เขาหัวเราะพร้อมหยิบขวดโหลที่ว่ามาให้ดูใกล้ๆ

Oh, I Believe in Yesterday

ของสะสมของคุณพ่อมีราคาตั้งแต่หลักสิบ ไปจนของทำมือที่ประเมินมูลค่าไม่ได้ อย่างรูปวาด บอร์ดไทม์ไลน์ชีวิตของวง ภาพฝาผนัง อูคูเลเล่และกีตาร์เพนต์ลายเอง บันไดบ้านที่ทำขึ้นเป็นพิเศษ การตกแต่งทั้งภายนอกและภายในบ้านที่มีเนื้อเพลงและรูปของ The Beatles ซ่อนอยู่ Beatles Park และ The Beatles Song Garden ที่ดัดแปลงจากพื้นที่รกร้างข้างบ้านมาทำให้มีความหมายและน่ามองมากยิ่งขึ้น

ถามสมาชิกในบ้าน ต่างก็บอกคุณพ่อทำเองทั้งหมด

อัลบั้มโปรดของคุณพ่อคือ Let It Be แม้ใครจะมองว่า Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band คืออัลบั้มที่เห็นพัฒนาการของวงมากที่สุด และเขาไม่เคยคิดว่า โยโกะ โอโนะ (Yoko Ono) เป็นสาเหตุให้วงแตกเหมือนที่หลายทฤษฎีว่ากัน

“เพราะว่าเขาเก่งกันทุกคน มันถึงเวลาหนึ่งเขาอิ่มตัวแล้ว เราจะเห็นว่าเขาเริ่มเป็นตัวของตัวเอง แต่ละคาแรกเตอร์ ความสามารถของแต่ละคนไม่สามารถทำให้เขาอยู่ด้วยกันต่อไป ความสนใจแตกต่างกันด้วย และสไตล์เพลง เขาเริ่มทะเลาะกันเริ่มบอกว่าจะเอาเพลงใครใส่ในอัลบั้ม อย่างพอแยกวง ปรากฏว่าจอร์จได้ออกอัลบั้มเร็วกว่าเพื่อน เพราะเพลงเขาได้อยู่ในอัลบั้มแค่เพลงสองเพลงต่ออัลบั้มเอง”

คุณพ่อเล่าเรื่องบีทเทิลคนที่ 5 ให้เราฟังต่ออย่างมีความสุข พร้อมเดินนำเราไปยังชั้นหนังสือที่ซ่อนของสะสมอันเป็นที่รักไว้หลายชิ้น เขาชี้ให้เราดูสวน The Beatles ที่ทำเองกับมือทุกขั้นตอนนอกหน้าต่าง และการเลือกของรักมาแค่ไม่กี่ชิ้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องยาก เพราะไม่ว่าจะมุมไหนของห้อง ก็มีของสะสมวางเรียงรายเต็มไปหมด
แต่คุณพ่อได้พยายามอย่างเต็มความสามารถ คัดเลือกของ 8 ชิ้นต่อไปนี้

The Beatles : Yesterday and Today

นักสะสม The Beatles ตั้งแต่ใบไม้จากบ้านสี่เต่าทอง ถึงสร้างสวนศิลปะบีทเทิลส์ข้างบ้าน

“อัลบั้มนี้หายาก ตามหามานานกว่าจะได้ เป็นอัลบั้มที่โดนแบนเพราะมีภาพรุนแรง พอโดนแบนก็มีการเปลี่ยนหน้าปก แต่อันนี้น้องป่านได้มาจากประเทศอิตาลี”

รูปคู่กับพีท เบสต์

นักสะสม The Beatles ตั้งแต่ใบไม้จากบ้านสี่เต่าทอง ถึงสร้างสวนศิลปะบีทเทิลส์ข้างบ้าน

“ตอนไปทัวร์ย้อนรอย The Beatles เมื่อสามปีก่อน เราไปเดินที่ Matther Street ซึ่งเป็นที่ตั้งของ The Cavern Club ผับที่วงเคยไปแสดง เราเดินสวนกับ พีท เบสต์ (Pete Best) เขาเป็นมือกลองรุ่นก่อนที่ริงโก สตาร์ จะเข้าวง เขาโดนเชิญให้ออกเพราะโปรดิวเซอร์ไม่ค่อยพอใจกับฝีมือ แล้วจากที่ศึกษามา เหมือน The Beatles อีกสามคนก็ไม่ค่อยชอบเขา เพราะเขาหล่อมาก ได้รับความนิยมที่สุดในวง แฟนคลับเยอะ นอกจากนี้ เขายังไม่ยอมทำผมทรง Mop Top แบบคนอื่น

“ตอนเจอกันเราจำเขาได้เพราะเคยดูสารคดี เข้าไปทัก เขาก็ดีใจมาก ถ่ายรูปคู่เก็บไว้ เขากำลังจะทำพิพิธภัณฑ์ The Beatles Museum ของตัวเอง แต่ตอนเราไปยังไม่เปิด กำลังตกแต่งอยู่ แล้วปีถัดมาเขาก็เปิดจริง”

หนังสือ Lennon Legend

นักสะสม The Beatles ตั้งแต่ใบไม้จากบ้านสี่เต่าทอง ถึงสร้างสวนศิลปะบีทเทิลส์ข้างบ้าน

“ถ้าถามถึงหนังสือที่ชอบมากที่สุดเล่มแรกของ The Beatles จริงๆ เราชอบเล่มนี้ เล่มนี้ได้มาจากคลองถมนานแล้ว เป็นประวัติของเลนนอน เป็นเล่มแรกๆ ที่ผมเจอหนังสือที่รายละเอียดเยอะๆ มีแผ่นเสียงข้างใน มีผลการเรียน มีโปสเตอร์ ตอนหลังๆ หนังสือแบบนี้คนทำกันเยอะ”

The Beatles Timeline Board

นักสะสม The Beatles ตั้งแต่ใบไม้จากบ้านสี่เต่าทอง ถึงสร้างสวนศิลปะบีทเทิลส์ข้างบ้าน

“อันนี้เป็นไทม์ไลน์ที่เราทำเอง ทำมาตั้งแต่ตอนอยู่บ้านเก่า จะเห็นตั้งแต่จอห์นเจอกับพอลวันที่ 6 เดือน 7 ได้เล่นคอนเสิร์ตครั้งแรกในฐานะวง The Quarrymen จนแยกวงใน ค.ศ. 1970 มันเป็นประวัติศาสตร์เล่าเรื่องราวของ The Beatles ที่เราค่อยๆ ทำไป มีแม่เหล็ก มีตั๋วที่เขาทำจำลองขึ้นมามาติดไว้ด้วย”

Song Parade หนังสือดนตรีที่พูดถึงสี่เต่าทองครั้งแรก

นักสะสม The Beatles ตั้งแต่ใบไม้จากบ้านสี่เต่าทอง ถึงสร้างสวนศิลปะบีทเทิลส์ข้างบ้าน
นักสะสม The Beatles ตั้งแต่ใบไม้จากบ้านสี่เต่าทอง ถึงสร้างสวนศิลปะบีทเทิลส์ข้างบ้าน

“เล่มที่ภูมิใจคือเล่มนี้ ที่เขาพูดถึง The Beatles เป็นครั้งแรก เขาบอกว่าจะไม่ดัง” คุณพ่อหัวเราะ

หนังสือทำมือ

นักสะสม The Beatles ตั้งแต่ใบไม้จากบ้านสี่เต่าทอง ถึงสร้างสวนศิลปะบีทเทิลส์ข้างบ้าน
นักสะสม The Beatles ตั้งแต่ใบไม้จากบ้านสี่เต่าทอง ถึงสร้างสวนศิลปะบีทเทิลส์ข้างบ้าน

“อันนี้ทำเองตั้งแต่เมื่อสี่ห้าเดือนที่แล้ว ตั้งใจจะเอาไปให้ผู้ที่เป็นแฟน  The Beatles เป็นประวัติวงตั้งแต่ที่ยังเป็นวง The Quarrymen มีรูปโบสถ์ที่เขาแสดง บ้านที่ฮัมบูร์ก แล้วก็ The Cavern Club จนมายุค ‘Beatlemania’ ที่คนคลั่งเขามากๆ มีเรื่องตอนไปอเมริกา และ The Beatle คนที่ 5 มีหน้าหนึ่งรวมผู้หญิงของ The Beatles”

The Beatles กับประชาธิปไตย

นักสะสม The Beatles ตั้งแต่ใบไม้จากบ้านสี่เต่าทอง ถึงสร้างสวนศิลปะบีทเทิลส์ข้างบ้าน

“อันนี้เป็นภาพ Abbey Road ที่เราวาดเอง เราชอบเรื่องประชาธิปไตย ไม่ชอบเผด็จการทหาร เลยเอาสองเรื่องที่ตัวเองชอบมารวมกัน จะเห็นว่าแบกกราวนด์มีรถถัง มีโซ่ล้อมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไว้”

The Beatles Song Garden

นักสะสม The Beatles ตั้งแต่ใบไม้จากบ้านสี่เต่าทอง ถึงสร้างสวนศิลปะบีทเทิลส์ข้างบ้าน
นักสะสม The Beatles ตั้งแต่ใบไม้จากบ้านสี่เต่าทอง ถึงสร้างสวนศิลปะบีทเทิลส์ข้างบ้าน

ของชิ้นนี้ใหญ่กว่าชิ้นอื่น เพราะเป็นพื้นที่ข้างบ้านที่ว่างไม่ได้ทำอะไร

“เดิมที่ข้างๆ บ้านเป็นที่ว่าง แล้วคนชอบเอาขยะมาทิ้ง เรามาคิดว่าจะทำยังไงให้มันสวย คนจะได้ไม่เอาขยะมาทิ้ง ก็เลยทำเป็นสวนขึ้นมาชื่อ The Beatles Song Garden ซึ่งอิฐที่วางไว้แต่ละอันจะมีชื่อเพลงของวงอยู่ เขามีเพลงทั้งหมดสองร้อยสิบสามเพลง เราเขียนไปเยอะแล้ว แต่ยังไม่ครบ

“หลังจากนั้นก็ไม่มีคนเอาขยะมาทิ้งอีก เราก็ทำไปเรื่อยๆ กำแพงข้างบ้านก็เพนต์เหมือนกัน เพราะเจ้าของที่ชอบมาก หลานบ้านข้างๆ ก็อยากให้ไปเพนต์กำแพงบ้านให้ ก็บอกไป ถ้าจะวาด จะวาดแต่ The Beatles อย่างเดียว”

There Will be an Answer, Let It Be

ความชอบของคุณพ่อส่งต่อมายังป่าน ลูกสาวในวัยเลขสองที่หลงรักวงดนตรีรุ่นปู่เป็นชีวิตจิตใจ เวลาใครไปไหนเจออะไรก็จะซื้อกลับมาฝากอีกฝ่าย

“ตอนเขาเล็กๆ เขาไม่ชอบ เราก็ฟังตามใจเขาบ้าง แต่สุดท้ายก็วนมาฟังเพลงในเพลย์ลิสต์เราอยู่ดี พอวันหนึ่งเขาเริ่มมาตั้งใจฟังแล้วก็ชอบ เพลงที่ถูกใจเขาแรกๆ น่าจะเป็นเพลงของพอล รู้สึกจะเป็น Here, There and Everywhe

จากเพลย์ลิสต์เพลงเก่าของพ่อ กลายเป็นความสนใจที่ของสองพ่อลูกแบ่งปันซึ่งกันและกัน ทุกวันนี้เราจึงเห็นองค์ประกอบบางอย่างเกี่ยวกับ The Beatles ในงานของป่าน ขณะที่คุณพ่อป๊อกก็ยังใช้ฝีแปรงแต่งเติมส่วนต่างๆ ในบ้านอยู่ทุกวัน

ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น

“ถ้างานไหนป่านไม่ว่าง ให้พ่อทำแทนได้เลย” ป่านที่เดินมาแวะทักทายพูดติดตลก

รั้วของบ้านครอบครัวฉัตรกุล ณ อยุธยา ปกคลุมด้วยเฉดสีนับร้อยและเนื้อเพลงของวง The Beatles พร้อมจิตรกรรมฝาผนังฝีมือคุณพ่อ และสองพ่อลูกยังตั้งใจจะทำหนังสือด้วยกันในเร็ววันนี้

นักสะสม The Beatles ตั้งแต่ใบไม้จากบ้านสี่เต่าทอง ถึงสร้างสวนศิลปะบีทเทิลส์ข้างบ้าน

“เราเป็นคนที่ถ้าชอบอะไรจะให้เวลากับมัน สิ่งที่เราทำทำให้คนอื่นรู้จักวง The Beatles มากขึ้น เพราะเขามีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ดนตรี

“ส่วนของสะสมก็ยังหาอยู่เรื่อยๆ มีความคิดอยากให้ประเทศไทยมีพิพิธภัณฑ์ดนตรีเหมือนที่เราไป The Beatles Story ที่ลิเวอร์พูล เราอยากเห็นพิพิธภัณฑ์ดนตรีของไทย อาจจะเริ่มตั้งแต่สุนทราภรณ์ในช่วงสงครามโลก ไล่มาถึงยุคฮิปฮอป อาจจะมีจำลองสถานที่เที่ยวสมัยคุณปู่อย่างไนต์คลับโลลิต้า วังสราญรมย์ เหมือนที่ The Beatles Story จำลองผับที่สมาชิกพบกันครั้งแรก”

คุณพ่อลุกขึ้นไปหยิบคอสตูมจากปกอัลบั้ม Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club มาสวมตามคำขอของเรา คอสตูมสีสดที่เพิ่งซื้อจาก Alibaba เมื่อไม่นานมานี่

“จริงๆ มีสี่ชุด ตอนนี้เรามีสอง ค่อยๆ ซื้อเก็บไป”

นักสะสม The Beatles ตั้งแต่ใบไม้จากบ้านสี่เต่าทอง ถึงสร้างสวนศิลปะบีทเทิลส์ข้างบ้าน

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

The Collector

คอลเลกชันความหลงใหลของนักสะสมนานาประเภท

สุพรรณหงส์ 3 ตัวยืนเด่นบนโต๊ะทำงานของ นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ไม่นับรวมรางวัลอื่น ๆ ที่เรียงรายอยู่ในห้องทำงานในสตูดิโอย่านลาดพร้าว แต่ถ้าลองเพ่งพินิจออฟฟิศของเธอดูดี ๆ จะเห็นได้ว่าหิ้งเหนือศีรษะ ชั้นวางของข้างตัว และสารพัดกล่องบนโต๊ะมุมห้อง อัดแน่นด้วยขวดน้ำหอมนับร้อย ๆ ขวด ซึ่งตัวนุชี่เองก็ไม่ได้นับจำนวนไปนานแล้วว่ามีทั้งหมดเท่าไหร่ 

คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาคือ ทำไมน้ำหอมถึงไม่อยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งที่บ้าน แต่ไพล่มาจัดแสดงเป็นมิวเซียมน้อย ๆ ในออฟฟิศผู้กำกับภาพยนตร์

“เราเก็บน้ำหอมไว้ที่ทำงาน เพราะว่าถ้าไว้ที่บ้าน ห้องนอนอยู่ชั้นสอง มันร้อน ที่นี่อยู่ชั้นล่าง มันเย็นกว่า แล้วก็เอาไว้ดมตอนทำงานด้วย” นักสะสมน้ำหอมวินเทจตอบตรงไปตรงมา 

นิยามของ Vintage คือของที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ในปัจจุบันคือยุคโบราณถึงปี 1970 แต่นุชี่เลือกเก็บตั้งแต่น้ำหอมอายุ 10 ปีขึ้นไป ซึ่งเปลี่ยนวัตถุดิบหรือปรับปรุงกลิ่นไปจนหาแบบเดิมไม่ได้แล้ว หรือน้ำหอมที่เลิกผลิต อนุชาตระเวนสะสมน้ำหอมตามตลาดมือสอง ทั้งตลาดน้ำหอมและตลาดทั่วไปทั้งที่ญี่ปุ่น อินเดีย และยุโรป ห้างสรรพสินค้าเก่า ๆ (บางขวดได้จากห้างไนติงเกล พาหุรัด) บางทีคนก็มาขายให้ หรือส่วนมากไปประมูลจากอเมริกาทางอินเทอร์เน็ต เพราะเป็นแหล่งน้ำหอมวินเทจสำคัญ ธุรกิจน้ำหอมไหน ๆ ต้องมาเปิดในประเทศใหญ่นี้ น้ำหอมวินเทจตกค้างที่อเมริกาเยอะมาก จนเลือกซื้อได้หลากหลาย

ความอุตสาหะเสาะหาของหอมนี้มีที่มาอย่างไร ทำไมน้ำหอมวินเทจถึงน่าหลงใหลจนต้องค้นหาไปทั่วโลก มาฟังคำตอบจากอนุชา

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

Blow my mind

“จุดเริ่มต้นเกิดจากความสงสัยใคร่รู้ค่ะ เวลาไปดมน้ำหอมตามเคาน์เตอร์ เราก็สงสัยว่ากลิ่นอะไร พอเขาบอกกลิ่นหญ้าแฝก กลิ่นซีดาร์วูด กลิ่นมัสก์ กลิ่น Ambergris ดมไปก็แยกไม่ออก ของเหล่านี้จริง ๆ กลิ่นเป็นยังไงกันแน่ ก็เลยเริ่มซื้อวัตถุดิบกลิ่นเดี่ยวต่าง ๆ มาดม กลิ่นมะนาว กลิ่นมะกรูดแคริบเบียน กลิ่น Bitter Orange ต่างจากส้มอื่นยังไง เริ่มไปตามหมวดไม้ ดอกไม้ ผลไม้ต่าง ๆ พอเราเริ่มเรียนปรุงน้ำหอม ก็คิดว่าน้ำหอมวินเทจน่าจะเป็นแหล่งความรู้ที่ดี กลิ่นคลาสสิกที่ได้รับการยกย่องว่ามี Composition ดียอดเยี่ยมเป็นอย่างไร เราก็เริ่มหาน้ำหอมที่ใกล้เคียงปีที่ผลิตตอนแรกมากที่สุด หาจากอีเบย์ก่อน สั่งมา 2 กลิ่นก่อน คือ Joy by Jean Patou (1930) และ Shalimar by Jacques Guerlain (1921)

“พอเขาส่งของมา เราเปิดกล่องแล้วกลิ่นมันหอมฟุ้งไปทั้งบ้าน ไม่เคยดมน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ที่มีกลิ่นยอดเยี่ยมเช่นนี้ มีวัตถุดิบที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ มันมีความสมบูรณ์”

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

นุชี่อธิบายว่าคอมโพสิชันของกลิ่นไม่ต่างจากดนตรีที่มีเสียงเครื่องสาย เสียงเครื่องเป่า เสียงกลอง ซึ่งฟังแล้วอาจไม่ได้ชอบที่สุด แต่รับรู้ได้ว่าการสอดประสานของดนตรีซับซ้อน ยอดเยี่ยม มีคุณภาพ น้ำหอมก็เหมือนกัน ฝึกดมแล้วก็เริ่มรู้ว่าอะไรดีไม่ดี

“กลิ่นชาลิมาร์มัน Blow my mind เป็นศิลปะการปรุงน้ำหอมที่ยอดเยี่ยม คุณภาพวัตถุดิบก็หาไม่ได้ในปัจจุบัน หลังจากนั้นเราก็เริ่มซื้อน้ำหอมวินเทจเลย เพราะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เลอค่า เริ่มจากกลิ่นที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นกลิ่นแนวต่าง ๆ ที่ยอดเยี่ยม หรือเป็นน้ำหอมมีชื่อ เหมือนสะสมแผ่นเสียงของนักร้อง หรือภาพวาดศิลปิน เราก็สะสมงานของนักทำน้ำหอมบางคน อย่าง Edmond Roudnistka, Jean Carles, Guy Robert เพื่อศึกษาผลงานชิ้นเอกของเขา แล้วหากลิ่นที่ใกล้เคียงต้นกำเนิดในยุคนั้นที่สุด คุณภาพดีที่สุด เราเลือกสะสม Extrait de Parfum หรือน้ำหอมประเภทที่เข้มข้นที่สุดเสมอ เพราะจะได้วัตถุดิบที่ดีที่สุดมากที่สุด เพื่อจะได้รู้ว่าคุณภาพที่ดีเป็นยังไง

“หลังจากนั้นก็หยุดไม่ได้ เก็บน้ำหอมสำคัญ ๆ ทั้งหลายไว้ ซึ่งน้ำหอมก็ไม่ค่อยกลิ่นเพี้ยนนะ ถึงเสื่อมไปบ้าง น้ำหอมอายุเป็นร้อยปีก็ยังหอม บางคนเขาใช้ขี้ผึ้งอุดไว้ กลิ่นก็แทบไม่เปลี่ยนเลย สิ่งที่จะเปลี่ยนกลิ่นน้ำหอมคือแสงแดด อากาศ ความชื้น ความร้อน 

“Top Note เป็นกลิ่นแรกที่ไปก่อน แต่ Heart Note และ Base Note แทบไม่หายไป โดยเฉพาะ Base Note ที่ยากจะถูกทำลาย อย่างมากคือกลิ่นแปร่งในช่วง 15 นาทีแรก แต่หลังจากนั้นเมื่อกลิ่น Heart Note และ Base Note ทำงาน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญจากวัตถุดิบที่ไม่มีแล้ว ก็ยังทำให้เราศึกษาคอมโพสิชันของน้ำหอมได้อยู่ดี โดยเราจะใช้วิธีอ่านเอาว่า Top Note เป็นอย่างไร ส่วนมากก็คือกลิ่นตระกูลซิตรัส อัลดีไฮด์ กลิ่น Floral หรือ Fruity”

นุชี่แถมเกร็ดว่า Jean Carles ผู้เป็นเสมือนอาจารย์ใหญ่ในสถาบันการทำน้ำหอม เป็นคนสอนเรื่องพีระมิดกลิ่นโน้ตต่าง ๆ ที่ทำให้ทั้งผู้ปรุงและผู้ใช้น้ำหอมเข้าใจลักษณะน้ำหอมฝรั่งเศสที่ซับซ้อน ซึ่งตั้งแต่ยุค 90 เป็นต้นมา คอนเซ็ปต์การปรุงน้ำหอมก็เปลี่ยนไป น้ำหอมบางกลิ่นอาจเสถียรถาวร กลิ่นแทบไม่เปลี่ยนเลยตั้งแต่ฉีดครั้งแรกก็มี

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ศิลปะความทรงจำ

เมื่อถามว่ากลิ่นแบบไหนที่ชอบ นุชี่ตอบอย่างมั่นใจว่าชอบกลิ่นทุกตระกูล สะสมน้ำหอมวินเทจทุกแบบ ความทรงจำกลิ่น Olfactory Memory มีพลังมากอย่างน่าทึ่ง

“กลิ่นอะไรหอมหรือเหม็นขึ้นอยู่กับความทรงจำของเรา และเป็นผัสสะที่กระตุ้นความทรงจำได้มากที่สุด เวลาได้กลิ่นหอประชุมจุฬาฯ ทีไร เราจะเห็นฉากละครที่เราทำขึ้นมาชัด เพราะเราอยู่ในนั้นเป็นเดือน ๆ ได้กลิ่นแล้วเห็นภาพก่อนเห็นหอประชุมจุฬาฯ จริงๆ ซะอีก ส่วนกลิ่นดิน Earthy Aroma คือกลิ่นแรกที่ทำให้เราสนใจว่า เราจะผลิตกลิ่นนี้ออกมาได้อย่างไร แต่พอศึกษาก็พบว่าเราเอาดินมาสกัดกลิ่นไม่ได้ แต่มีสารที่ให้กลิ่นเหมือนดินหลังฝนตกได้ เอากลิ่นไม้ กลิ่นเครื่องเทศต่าง ๆ มาผสมได้ 

“เราเก็บเพื่อศึกษากลิ่น ไม่ได้เก็บเพื่อสะสมขวด ดังนั้นกลิ่นที่ได้มาจะถูกเปิดและดมเพื่อเรียน แล้วก็ให้คำปรึกษา สอน ทำเป็นงานอดิเรกได้ งานปรุงน้ำหอมต้องเข้าใจเคมี เข้าใจวิทยาศาสตร์ด้วย ดังนั้นจึงเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่หาคนเข้าใจได้ยากเหมือนกัน ไม่เหมือนภาพวาดที่เรามองเห็นสีแต่ละสี ดนตรีที่เราได้ยินเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น พอบอกวัตถุดิบกลิ่นน้ำหอม บางมีมันยากที่จะแยกแยะ มันขึ้นอยู่กับ Olfactory Memory ถ้าเราไม่เคยดมหญ้าแฝก ดอกเจอราเนียม หรือไม้กฤษณา ก็แยกไม่ออก ไม่เข้าใจว่านี่คือกลิ่นอะไร 

“กลิ่นเป็นสิ่งที่ทรงพลังมากไม่แพ้ศิลปะอื่น ๆ และเป็นเรื่องน่าค้นหา ถึงจะยาก แต่มันน่าทำความรู้จัก เสียดายที่ในเมืองไทย น้ำอบน้ำปรุงมีองค์ประกอบหลักเป็นน้ำ ไม่ใช่แอลกอฮออล์ อายุของน้ำหอมอยู่ได้ไม่นานเท่า การศึกษากลิ่นน้ำหอมไทยจากตัวอย่างจริงในอดีตจึงทำได้ยาก ทั้งที่น่าสนใจและน่านำมาพัฒนาได้อยู่”

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง
กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

เสน่ห์วินเทจ

“ยิ่งอายุมากขึ้น จะชอบกลิ่นหลากหลายมากขึ้น สมัยก่อนก็ไม่ค่อยชอบกลิ่นสังเคราะห์ แต่เดี๋ยวนี้ก็เห็นคุณค่ามันมากขึ้น สิ่งที่เราสนใจควบคู่กับน้ำหอม คือแต่ละกลิ่นสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไร สะท้อนความนิยมหรืออะไรในสังคมยุคนั้น”

เธอขยายความรู้ประวัติศาสตร์น้ำหอมให้ฟังว่า น้ำหอมตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 – ต้นศตวรรษที่ 20 เริ่มใช้วัตถุดิบสังเคราะห์ และเป็นต้นกำเนิด Modern Perfumery น้ำหอมที่สกัดจากธรรมชาติ เช่น น้ำมันกุหลาบ เป็นน้ำหอมออร์แกนิกที่มีกลิ่นซับซ้อนตามธรรมชาติ กลิ่นไม่ชัดเหมือนน้ำหอมสังเคราะห์ แต่ใช้เป็นวัตถุดิบให้เกิดความกลมกลืน นุ่มนวล หรือความลึกมากขึ้น 

เนื่องจากวัตถุดิบธรรมชาติมีต้นทุนสูงมาก ทั้งพื้นที่เกษตร เวลา แรงงาน และทรัพยากรต่าง ๆ ผู้ผลิตและผู้บริโภคส่วนใหญ่รับต้นทุนไม่ไหว ปัจจุบันโครงกระดูกของน้ำหอมส่วนใหญ่จึงเป็นกลิ่นสังเคราะห์ซึ่งอยู่ได้นาน และปรับใช้เฉดต่าง ๆ ได้ดั่งใจ 

ขณะที่น้ำหอมยุคเก่าที่ผลิตจำนวนน้อย ผู้บริโภคจำนวนไม่มาก ไม่ได้แพร่หลายอย่างปัจจุบัน การทำน้ำหอมไม่มีการประนีประนอมคุณภาพ วัตถุดิบที่ใช้จึงดีกว่าโดยธรรมชาติ ไม่มีข้อจำกัดแบบยุคนี้ 

“ไม่ได้หมายความว่าน้ำหอมสังเคราะห์ไม่มีคุณภาพ เหมือนดนตรี เครื่องดนตรีสังเคราะห์อย่างซินธิไซเซอร์ก็มีคุณค่าแบบของมัน ไม่ได้แปลว่าไวโอลินดีกว่าเสมอไป มันใช้งานต่างกันมากกว่า เราเองก็เป็นทั้งคนใช้น้ำหอมและคนปรุงน้ำหอมเองด้วย เลยเห็นคุณค่าของวัตถุดิบทุกอย่างไม่ว่าถูกหรือแพง หาง่ายหรือหายาก มันมีหน้าที่ที่ต่างกันออกไป

“อีกเหตุผลที่เราชอบน้ำหอมวินเทจมาก เพราะมันมีความซับซ้อนสูง มีสเตทเมนต์ของผู้ทำ มีคาแรกเตอร์จัด คนที่ใช้น้ำหอมก็ต้องมีคาแรกเตอร์แบบนี้ บางกลิ่นก้ำกึ่งว่าจะหอมหรือเหม็นกันแน่ แนวทางมันสุดโต่งชัดเจน แต่ยุคปัจจุบันน้ำหอมเป็นสิ่งที่คนใช้กันทั่วไป จะทำกลิ่นแปลก ๆ ยาก ๆ มีสเตทเมนต์มาก ๆ บางทีก็ไม่ตอบโจทย์ตลาด แบรนด์ใหญ่ ๆ ก็ต้องทำกลิ่นที่คนส่วนใหญ่จะชอบได้ กลิ่นอ่อนหวาน กลิ่นเย้ายวน แต่ความตื่นเต้นหวือหวาน้อยกว่าสมัยก่อน ยกเว้นพวกแบรนด์ Niche ที่กลิ่นแปลกพิสดาร ถ้าลองสังเกตดูจะเห็นว่าน้ำหอมยุคนี้ส่วนผสมน้อยลง เข้าใจง่ายมากขึ้นกว่ายุคก่อน”

จากน้ำหอมกลิ่นแรกที่ใช้คือ CHANEL Allure Homme (1999) นุชี่ขึ้นไทม์แมชชีนแห่งกลิ่น ศึกษาย้อนดมลึกขึ้นไปเรื่อย ๆ 

“Allure Homme เป็นกลิ่นแนว Oriental ของผู้ชาย โดยมากน้ำหอมผู้ชายในยุค 90 ไม่ได้มีตัวเลือกเยอะมาก เป็นกลิ่น Fougère หรือที่คนไทยเรียกว่ากลิ่นสปอร์ต กลิ่นมอส กลิ่นที่ให้ความรู้สึกสะอาด เย็น ความเป็นผู้ชาย เราไม่ชอบ อยากได้กลิ่นที่มีความหวาน กลิ่นนี้เปิดด้วยซิตรัส มีวานิลลา เป็นกลิ่นที่ซับซ้อน หวาน ๆ แรด ๆ น่ะ”

เธอเริ่มผจญภัยเปลี่ยนมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาเจอน้ำหอมวินเทจแล้วใช้มายาว ๆ นุชี่เลือกใช้น้ำหอมโดยไม่ได้สนใจว่าเป็นกลิ่นของผู้ชายหรือผู้หญิง แต่ส่วนมากเลือกน้ำหอมผู้หญิงเพราะมีความลุ่มลึกซับซ้อนมากกว่า ขณะที่น้ำหอมผู้ชายจะเน้นความคลาสสิก 

หอมกลิ่นไทม์ไลน์

นุชี่หยิบน้ำหอมมาบรรจงวางเรียงทีละขวด ไล่ตามขวบปีที่พวกมันถูกรังสรรค์ขึ้นในแต่ละทศวรรษ บางกลิ่นมาจากปีนั้น ๆ และบางกลิ่นก็ซื้อในเวลาไล่เลี่ยกับปีที่ออกจำหน่ายไม่นาน ความรู้จักความรักคลั่งไคล้น้ำหอมของเธอลอยอ้อยอิ่งอยู่บนไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์น้ำหอม

อย่าแปลกใจที่มีสัดส่วนแบรนด์ Guerlain อยู่ในคอลเลกชันมากเป็นพิเศษ เพราะเธอมองว่าแบรนด์นี้สร้างตำนานสุดยอดน้ำหอมในประวัติศาสตร์หลายต่อหลายกลิ่น

ดึกดำบรรพ์ – 1910

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

Fougère Royale by Houbigant (1882) ซึ่งนุชี่บอกว่าเป็นกลิ่นแรกของ Modern Perfume เนื่องจากใช้กลิ่นสังเคราะห์ ขวดนี้ได้จากมุมไบ ประเทศอินเดีย 

นอกจากนี้ยังมี Jicky by Aimé Guerlain (1889) ที่ได้ชื่อว่าเป็นน้ำหอมยูนิเซ็กซ์แรกในประวัติศาสตร์ 

Idéal by Houbigant (1900), Après L’Ondée by Jacques Guerlain (1906), Pompeia by L.t. Piver (1907),

Narcisse Noir by Caron (1911), Chypre by Coty (1917) และ Émeraude by Coty (1921) 

หมวดนี้เรียกได้ว่า Ancient เพราะหลายขวดอายุนับร้อยปีแล้ว 

1920 ยุค Art Deco

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ในยุคสาว ๆ แฟลปเปอร์เฉิดฉาย ศิลปะ Art Deco รุ่งเรือง น้ำหอมแห่งยุคนี้คือ Chanel N°5 ที่ยังเป็นตำนานขายดีตลอดกาลจนถึงปัจจุบัน ชาแนลเป็นห้องเสื้อแรกที่ผลิตน้ำหอม ขวดใหญ่นุชี่ได้จากญี่ปุ่น ส่วนขวดเล็กเก่ากว่ามาก ดูได้จากฉลากและจุกฝาแก้ว ซึ่งแตกต่างจากยุคหลัง ๆ นอกจากนี้ยังมี Mitsouko by Jaques Guerlain (1919), Tabac Blond by Caron (1919), Shalimar by Jacques Guerlain (1921) ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความคลั่งไคล้กลิ่นวินเทจของเธอ และ Bellodgia by Caron (1927)

1930 ยุค The Great Depression

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

น้ำหอมที่โด่งดังที่สุดคือ Joy by Jean Patou (1930) เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำในช่วงนี้ ของชุบชูใจสีชมพู Shocking Pink และกลิ่นดอกไม้หรูหราเป็นสิ่งปลอบประโลมใจชั้นยอด นอกจากนี้ยังมี Vol de Nuit by Jacques Guerlain (1933), Fleur de Rocaille by Caron (1934) และ Shocking (1937) กับ Sleeping (1940) by Schiaparelli ที่ขวดอลังการพิสดารพันลึกตามเอกลักษณ์ของห้องเสื้อที่เปิดในยุค 30 และหายไปนานก่อนกลับมาเปิดใหม่ในปัจจุบัน

1940 ยุคสงครามโลก

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ยุคนี้เริ่มมีนักทำน้ำหอมหญิงอย่าง Germaine Cellier รุ่นบุกเบิก ผู้ออกแบบน้ำหอมให้แบรนด์ต่าง ๆ ทั้ง Bandit by Robert Piguet (1944) และ Vent Vert by Pierre Balmain (1947) นอกจากนี้ยังมี Femme by Marcel Rochas (1948) ทรวดทรงขวดโค้งเว้า ขับเน้นความเฟมินีนตามสมัยนิยม แบบ Mae West ดาราหนังชื่อดัง และ Ma Griffe by Carven (1946)

1950 ยุคกระโปรงบาน 

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ยุคหลังสงคราม กระโปรง New Look ฮิตไปทั่ว น้ำหอมกลับไปมีความเป็นหญิงจ๋า ๆ แต่คงคงามสง่างาม อิทธิพลของทศวรรษที่แล้วยังมีอยู่ ทั้ง Miss Dior by Christian Dior (1947) และขวดสำคัญรูปนก L’Air du Temps by Nina Ricci (1948) ที่สื่อถึงสันติภาพ

“L’Air du Temps คือกลิ่นที่แม่เราใช้ เป็นกลิ่น Floral ที่ดมแล้วนึกตอนที่แม่จะไปเมืองนอก ได้กลิ่นนี้ทีไรจะเห็นภาพแม่ใส่สูทสีน้ำตาล ผูกผ้าพันคอ เตรียมจะไปเมืองนอก จำความรู้สึกได้ว่าเราจะไม่ได้เจอแม่แล้ว ทั้งเสียใจแล้วก็กลัว”

ตัวอย่างสำคัญในยุคนี้ยังมี Youth-Dew by Estée Lauder (1953) และ Diorissimo by Christian Dior (1956) ที่ออกแบบโดย Edmond Roudnistka

1960 ยุคบุปผาชน

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

ยุคนี้แม้แฟชั่นจะเปลี่ยนไป แต่คาแรกเตอร์หญิงหวาน ๆ สง่างามยังคงมีอยู่ในน้ำหอม ทั้ง Madame Rochas by Rochas (1960), Bal à Versailles by Jean Desprez (1962), Chant d’Aromes by Jean-Paul Guerlain (1962), Chamade by Jean-Paul Guerlain (1969) 

1970 ยุคปลดแอก

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

นุชี่นิยามน้ำหอมยุคนี้ว่า “หญิงใส่สูท มั่นใจ Cold-heart Business Women” กลิ่นต่าง ๆ เริ่มเปลี่ยนไปจากยุคหกศูนย์ จากความสง่างามไปเป็นความมั่นใจ และอิสระเสรีมากขึ้น ทั้ง Ô de Lancôme by Lancôme (1969) ที่มีความหวาน แต่ไม่ได้หวานจ๋า ไปจนถึงความก๋ากั่นแบบ Rive Gauche by Yves Saint Laurent (1969) ที่สะท้อนความเฟมินิสต์เต็มขั้น น้ำหอมผู้หญิงต่าง ๆ แสดงความมั่นใจของหญิงยุคใหม่ ทั้ง Chanel N°19 by Chanel (1970) และ Amazone by Hermès (1974)

จุดสังเกตน้ำหอมยุคเก่าคือหัวสเปรย์ ถ้าเป็นจุกสแปลชคือของเก่าแท้ และถ้าเป็นหัวสเปรย์อัดแก๊สก็เป็นของเก่าเช่นกัน เพราะใส่สาร CFC ทำลายชั้นบรรยากาศ เดี๋ยวนี้กฎหมายห้ามจึงเลิกใช้แล้ว

1980 ยุค Big Perfume

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“ยุคนี้น้ำหอม Flamboyant ใส่แล้วฟุ้งกระจายกระจุย หอมไปสามบ้านแปดบ้าน ระเบิดเถิดเทิง” 

ทศวรรษนี้นักสะสมน้ำหอมเลือกตัวหลักแห่งยุคมา 3 ตัว 

Opium by Yves Saint Laurent (1977) “เปิดมาแล้วเปรี้ยวมาก โอ๊ย เว่อร์มาก” 

Poison by Dior (1985) “กลิ่นเหมือนดอกไม้ผสมแอปเปิ้ลเน่า ๆ เหมือนขยะเปียก แต่หอมนะ” 

และ Obsession by Calvin Klein (1985) กลิ่น Amber Spicy ของผู้หญิงที่มีแท็กไลน์โด่งดังว่า Between love and madness lies Obsession

1990 ยุคสะอาดสังเคราะห์

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

แม้ Cool Water by Davidoff (1988) ผลิตก่อน แต่นุชี่มองว่านี่คือกลิ่นที่เป็นนิยามของยุค 90 เป็นกลิ่นแรก ๆ ที่เป็นกลิ่นแนว Aquatic ของน้ำหอมผู้ชาย ยุคนี้น้ำหอมผู้ชายเน้นกลิ่นเหมือนเพิ่งอาบน้ำมาใหม่ ให้ความรู้สึกสะอาด 

“ภาพ Interior Design ยุคนี้คือความโมเดิร์น ขาว ๆ คลีน ๆ กริบ เอาอะไรรก ๆ ไปวางคือเสียเลย น้ำหอมยุคนี้เลยสะท้อนออกมาเช่นกัน หลายกลิ่นไม่ใส่วัตถุดิบธรรมชาติอะไรเลย เพราะธรรมชาติจะตุ ๆ หน่อย กลิ่นต่าง ๆ น่ะโคตรไม่ธรรมชาติเลยคุณ”

นุชี่ฉีดตัวอย่างให้ลองดม ทั้ง Trésor by Lancôme (1990) CK one by Calvin Klein (1994) และ Pleasures by Estée Lauder (1995) กลิ่นดอกไม้ขาวจั๊วะที่สะอาดเนี้ยบ ไม่มีกลิ่นอับ กลิ่นสาบตามธรรมชาติ ซึ่งยุคนั้นถือว่าทันสมัย 

นอกจากนี้ยังมี Angel by Mugler (1992) น้ำหอมขวดรูปดาวที่ดังถึงยุค 2000 เป็นกลิ่นที่ช็อกฮือฮาทั้งวงการ อาจหาญด้วยความหวานเหมือนขนมหวาน ซึ่งต่างจากน้ำหอมเดิม ๆ ที่ไม่มีกลิ่นแบบอาหาร ตามมาด้วยกลิ่นหวานน้ำตาลคาราเมลอีกหลายกลิ่น กลายเป็นน้ำหอมกลิ่น Oriental ในยุคใหม่ เมื่อย้อนกลับไปดมกลิ่นตระกูลเดียวกันอย่าง Shalimar by Jacques Guerlain (1921) จะเห็นการเดินทางของกลิ่นน้ำหอมที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน 

5 กลิ่นน้ำหอมสำคัญของ อนุชา บุญยวรรธนะ

Joy by Jean Patou (1930)

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“เป็นกลิ่น Floral ที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติเยอะมาก ทั้งกุหลาบ มะลิ และดอกไม้อื่น ๆ แพงมาก และเป็นกลิ่นที่ได้รับการโหวตว่าเป็นน้ำหอมแห่งศตวรรษ ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำในปี 1929 กลิ่นนี้คือกลิ่นที่ปลอบประโลมลูกค้าชนชั้นสูงที่เสียทรัพย์สินมหาศาล ดมแล้วนึกถึงยุคที่ดีงาม ร่ำรวย ทุกวันนี้การออกแบบกลิ่นปัจจุบันก็พยายามสร้างสัดส่วนให้ใกล้เคียงเดิม”

Shalimar by Jacques Guerlain (1921) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“เป็นน้ำหอมกลิ่น Oriental ที่หวานแบบโบราณ รุ่มรวย มีการใช้วานิลลาเยอะมาก แต่ตัดด้วยกลิ่นเครื่องหนัง”

L’heure bleue by Jacques Guerlain (1912) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“มันเป็นน้ำหอมที่สร้างก่อนช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 สภาวะตอนนั้นคนวิตกกังวล ลังเล ไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิต น้ำหอมนี้เลยสร้างมาเพื่อพูดถึงความรู้สึก In Between ระหว่างความรุ่งโรจน์ในอดีตและความไม่มั่นใจต่ออนาคต เป็นกลิ่นแนว Floral-Oriental มีดอกไม้ในยุคนั้นและความหวาน เป็นกลิ่นที่อาจดมแล้วเชยนะ แต่มันมีเอกลักษณ์มาก ไม่เหมือนใคร อาจจะสื่อถึงปารีสในช่วงเวลานั้น

“เราหยิบทั้งชื่อและคอนเซ็ปต์ของน้ำหอม มาเป็นแรงบันดาลใจของหนังเรื่อง อนธการ หรือ The Blue Hour (2015) ที่พูดเรื่องกึ่ง ๆ ความดีงามกับความชั่ว เรื่องของเด็กที่อยากฆ่าพ่อแม่ตัวเอง มีลักษณะกึ่งจริงกึ่งฝัน

Vol de Nuit by Jacques Guerlain (1933) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

กลิ่นเขียว ๆ ชวนให้นึกถึงป่ารกชัฏ และมีความซับซ้อนในตัว ตัวขวดเป็นรูปใบพัด สื่อถึงชื่อ Vol de Nuit (Night Flight) เป็นแรงบันดาลใจให้นุชี่ทำหนังเรื่อง มะลิลา หรือ Malila: The Farewell Flower (2017) ซึ่งตัวน้ำหอมเอง ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากนิยายอีกทีหนึ่ง Jacques Guerlain อุทิศน้ำหอมกลิ่นนี้ให้หญิงที่กล้าผจญภัย อย่างนักบินหญิง Hélène Boucher ที่มีที่หยัดยืนในโลกของผู้ชาย แต่ก็ไม่เสียตัวตนความเป็นผู้หญิงไป 

“กลิ่นมันดาร์ก ๆ หน่อย ทำให้เราคิดออกว่าองค์ประกอบภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ควรประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เรายังขาดอะไร ควรใส่อะไรลงไป แต่ไม่ใช่ดมแล้วออกมาเป็นหนังเลยนะคะ น้ำหอมมันเป็นนามธรรมมาก ๆ แต่บางคนเขาก็บอกว่าดูหนังเราแล้วก็รู้สึกถึงกลิ่นได้เหมือนกันนะ”

Opium by Yves Saint Laurent (1977) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

เราชอบความเว่อร์ องค์ประกอบดี เป็นกลิ่นที่ชอบมากเลยเก็บมาหลายรุ่นและหลายขนาดด้วย ขวดที่ใหญ่ที่สุดเป็นขวดสำหรับตั้งโชว์นะคะ ไม่มีน้ำหอมอยู่ในนั้น เอามาถือเป็นกระเป๋าเล่น ๆ เฉย ๆ ค่ะ” (หัวเราะ) 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load