คำว่า ‘หนังสือการ์ตูน’ มักตามมาด้วยความรู้สึกขบขันหรือเรื่องราวสมัยเด็ก แต่นิยามนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเราได้อ่านหนังสือปกแดงเล่มหนา ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ โดย นิโคลาส เวร์สแตปเปิน (Nicolas Verstappen) ซึ่งแม้ว่าหนังสือเล่มนี้พึ่งออกจากโรงพิมพ์มาไม่นาน เรากลับได้ยินเสียงตอบรับและพูดถึงหนังสือเล่มนี้อย่างล้มหลาม 

วงการศิลปะนั้นตื่นเต้นกับภาพของการ์ตูนเก่าหายากที่ถูกนำมารวบรวมไว้อย่างงดงาม วงการวิชาการให้ความสนใจกับแง่มุมว่าที่เชื่อมโยงการ์ตูนเข้ากับการเมืองไทยและสากล และคนนอกวงการจำนวนไม่น้อยไม่อยากจะเชื่อว่า อาจารย์ฝรั่งจากเบลเยียมคนหนึ่งจะรวบรวมและเขียนข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การ์ตูนไทย ที่แม้แต่คนไทยเองก็ลืมเลือนไปแล้ว

ว่าแล้วเราเลยขอนัดสัมภาษณ์พูดคุยกับผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ เพื่อทำความเข้าใจที่มาที่ไปของทั้งตัวเขาและหนังสือเล่มนี้ให้มากขึ้น นิโคลัสตอบตกลงทันที

ในวันที่เราเจอกัน เขาเซ็นหนังสือให้เราด้วยท่าทีนอบน้อม รอยยิ้มของเขาทำให้เรานึกถึงตัวการ์ตูนสักตัวในความทรงจำ มันทำให้เรารู้สึกอบอุ่นข้างในตั้งแต่แรกเริ่มบทสนทนา

เรียนประวัติการ์ตูนไทยกับ Nicolas Verstappen อาจารย์เบลเยียมผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Comics

หมายเหตุ : บทสัมภาษณ์นี้แปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ศัพท์บางคำ อาทิ Comics ถูกทับศัพท์หรือแปลด้วยคำไทยที่หลากหลาย เนื่องจาก คำว่า ‘การ์ตูน’ อย่างเดียวนั้น ไม่ครอบคลุมทุกประเทศของสิ่งพิมพ์ ‘คอมมิค’ ที่รวม Zines, Graphic Novels, Manga ไว้ด้วยกัน เป็นต้น 

เริ่มเล่าให้ฟังหน่อยว่าชีวิตที่บรัสเซลส์เป็นยังไงบ้าง

 “ผมเกิดและโตที่บรัสเซลส์ ผมเลือกเรียนประวัติศาสตร์ศิลปะที่ Université Libre de Bruxelles จากนั้นต่อปริญญาโทด้านภาพยนตร์ อันที่จริงผมรักคอมมิคมาตลอด แต่ตอนนั้นยังไม่มีการศึกษาระดับสูงด้านนี้โดยเฉพาะ อย่างไรก็ดี ประสบการณ์ระหว่างการเรียนจิตรกรรมและภาพยนตร์นั้น ทำให้ผมมีพื้นฐานเพื่อศึกษาด้วยตัวเองไม่มากก็น้อย

“ในวันที่ผมส่งวิทยานิพนธ์เสร็จ ผมตัดสินใจแวะไปร้านขายหนังสือการ์ตูนร้านโปรดเพื่อคลายเครียด ปรากฏว่าพอเปิดประตูเข้าไปปุ๊บ เจ้าของร้านถามผมว่าอยากมาทำงานช่วงฤดูร้อนที่นั่นไหม เขาต้องการคนช่วยอยู่พอดี แล้วบังเอิญว่าผมเป็นลูกค้าขาประจำคนแรกที่เดินเข้าร้านในวันนั้น แน่นอนว่าผมตอบตกลง และจับพลัดจับผลูทำงานที่นั้นต่อมาถึงสิบห้าปี มันเป็นงานในฝันของผมเลย ผมสามารถเข้าถึงคอมมิคทุกชนิดที่ถูกพิมพ์จากทั่วโลก ตั้งแต่มังงะจากญี่ปุ่น การ์ตูนจากอาร์เจนตินา ซีนทางเลือกจากแถบสแกนดิเนเวีย ฯลฯ และอ่านฟรีด้วย!”

จากนั้นเส้นทางบนถนนวงการการ์ตูนของเขาก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ นิโคลัสเริ่มทำสิ่งพิมพ์ของตัวเองกว่าสามสิบฉบับ เป็นการรวบรวมบทสัมภาษณ์นักเขียนการ์ตูนคนโปรดของเขาจากทั่วทุกมุมโลก

เรียนประวัติการ์ตูนไทยกับ Nicolas Verstappen อาจารย์เบลเยียมผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Comics

“ผมตั้งชื่อมันว่า XeroXed และแจกฟรีให้กับลูกค้าที่ซื้อหนังสือโดยนักเขียนคนนั้นๆ ในร้าน บทสัมภาษณ์ของผมส่วนมากมักจะเกี่ยวกับนิยายภาพ ที่ว่าด้วยความสัมพันธ์หรือปมบาดแผลในใจ” 

มีลูกค้าประจำคนหนึ่งที่เป็นจิตแพทย์ถึงกับเชิญเขาไปพูดในวงเสวนาหลายแห่ง จนในที่สุดนิโคลัสก็จัดงานเสวนาขึ้นมาเองในหัวข้อ ‘การ์ตูนในฐานะเครื่องสื่อสารสำหรับอาการเนื่องจากบาดแผลทางจิตใจ’ (Comics as a Language of Symptoms of Psychic Trauma) แถมเขายังจัดรายการวิทยุเดือนละครั้งกับทีม Radio Grandpapier และจัดแสดงผลงานของนักเขียนมากหน้าหลายตาเป็นนิทรรศการในร้านด้วย อาทิ งานออริจินัลของ David Lloyd 

“คนที่วาด V for Vendetta ไงล่ะ!” เขาเล่าอย่างภูมิใจ

 “ด้วยวุฒิการศึกษาของผม ผมอาจจะหางานที่ ‘มีเกียรติ’ กว่านี้ได้ แต่ผมไม่เคยนึกเสียดายเลยนะ ผมรักที่จะแนะนำนักสือการ์ตูนให้กับคนที่เข้ามาในร้าน ได้พบเจอและเป็นเพื่อนกับศิลปิน ได้ใช้เวลาหลายปีพัฒนาตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญจากการศึกษาหนังสือคอมมิคเป็นพันๆ เล่ม มันทำให้ผมเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนของคนคอเดียวกัน ที่มองเห็นว่าการ์ตูนเป็นสิ่งลึกซึ้ง เป็นศิลปะแขนงหนึ่งในการแสดงออกของความเป็นมนุษย์“

ถ้าย้อนไปอีกนิด อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้คุณเริ่มชอบหนังสือการ์ตูนตั้งแต่เด็ก

นิโคลัสหยุดคิดสักครู่ก่อนตอบ “น่าจะเริ่มจากกระดาษนะ ผมไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ตั้งแต่เด็กจนทุกวันนี้ ผมจะล้อมรอบตัวเองไปด้วยกระดาษและหนังสือเพื่อให้ตัวเองรู้สึกปลอดภัย มันเป็นเซฟโซนของผมก็ว่าได้

“ความรู้สึกของเนื้อกระดาษบนนิ้วมือ กลิ่นของหนังสือเก่า น้ำหนักของรูปเล่ม ผมเรียนรู้ธรรมชาติผ่านหนังสือ โดยเฉพาะหนังสือที่มีภาพประกอบ ตอนอายุประมาณเก้าขวบ ผมตกหลุมรักกับหนังสือภาพว่าด้วยอารยธรรมโบราณ (La Vie Privée des Hommes) ซึ่งมีภาพประกอบโดย ปีแยร์ โจเบิร์ต (Pierre Joubert) และหนังสือการ์ตูนชื่อ Yakari: The Secret of Little Thunder โดย Job and Derib ซึ่งเนื้อหาค่อนข้างมืดมน บางครั้งถึงขั้นโหดร้าย แต่ผมก็ไม่รู้สึกกลัวหรือตะขิดตะขวงนะ

เรียนประวัติการ์ตูนไทยกับ Nicolas Verstappen อาจารย์เบลเยียมผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Comics

“ผมเป็นเด็กอ่อนโยน และต้องเรียนรู้บทเรียนที่เจ็บปวด ว่าโลกใบนี้ทำร้ายเราได้อย่างสาหัส หนังสือการ์ตูนเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผมเข้าใจเรื่องนี้ ในจังหวะของผมเองอย่างช้าๆ จากหน้าหนึ่งไปอีกหน้าหนึ่ง ไม่มีดนตรีประกอบน่ากลัว ไม่มีการโผล่ออกมาให้ตกใจตัวโยนเหมือนเวลาดูหนัง อีกทั้งภาพวาดของหนังสือการ์ตูนก็ช่วยตรึงจินตนาการของผมไว้บางส่วน มันไม่เตลิดไปในความมืด เหมือนเวลาที่ผมอ่านแค่ตัวหนังสือของวรรณกรรม

“หนังสือการ์ตูน ตั้งแต่นั้นจวบจนทุกวันนี้ เลยเป็นสมดุลที่เพอร์เฟกต์ระหว่างสิ่งที่ถูกวาดให้เห็นในช่อง และสิ่งที่ถูกละไว้สำหรับจินตนาการในความว่างระหว่างช่อง การ์ตูนอาจจะไม่เล่าเรื่องที่หดหู่เท่ากับการเล่านิทานสมัยก่อน ที่สอนเด็กๆ ว่าชีวิตอาจจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบหรือเที่ยงตรงอยู่เสมอ แต่ก็ยังเป็นวิธีส่งต่อเรื่องเล่าของพื้นถิ่น นักวาดการ์ตูนคือผู้เล่าเรื่องรอบกองไฟของยุคสมัยนี้ 

“ด้วยการ์ตูนและนิยายภาพอย่าง Batman: The Dark Knight Returns ของ แฟรงก์ มิลเลอร์ (Frank Miller), Arkham Asylum ของ แกรนต์ มอร์ริสัน (Grant Morrison) และ เดฟ แมคคีน (Dave McKean), Maus ของ อาร์ต สปีเกลแมน (Art Spiegelman), Dogs and Water ของ แอนเดอส์ นิลเซน (Anders Nilsen), The Man Without Talent ของ โยชิฮารุ สึเกะ (Yoshiharu Tsuge), หรือ Daddy’s Girl ของ เดบบี เดร็คสเลอร์ (Debbie Drechsler) หนังสือเหล่านี้ล้วนช่วยให้ผมเข้าใจ หรืออย่างน้อยก็ได้เผชิญหน้ากับมุมมืดที่สุดของความเป็นมนุษย์”

เรียนประวัติการ์ตูนไทยกับ Nicolas Verstappen อาจารย์เบลเยียมผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Comics
เรียนประวัติการ์ตูนไทยกับ Nicolas Verstappen อาจารย์เบลเยียมผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Comics

ในไทย คำว่า ‘หนังสือการ์ตูน’ มักถูกสงวนไว้สำหรับเด็ก ซึ่งต่างลิบลับกับประสบการณ์ที่คุณเล่ามา 

“ผมว่าไม่ใช่แค่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ประเทศส่วนใหญ่เลยล่ะที่มองว่าคอมมิคหรือหนังสือการ์ตูน มีไว้ให้เด็กๆ อ่านเล่นเวลาว่าง ซึ่งมาจากหลายเหตุผล เหตุผลแรก ถ้าให้ผมเดานะ มาจากสังคมตะวันตกที่หมกมุ่นอยู่กับอักขระ พวกเขาเชื่อว่า ในวัยเด็กเราจะมองภาพก่อน จากนั้นเป็นภาพที่มีข้อเขียนประกอบ จากนั้นพัฒนาเป็นการอ่านหนังสือภาพ และในที่สุดก็จะอ่านหนังสือที่ไม่มีภาพได้ 

“การที่คนเราจะมี ‘อารยะ’ หรือ ‘การศึกษา’ จะต้องทิ้งหนังสือภาพไปเสีย ในหัวพวกเขา ภาพประกอบทำหน้าที่เป็นหมือนล้อขาไถสำหรับจักรยานเด็ก ต้องเอาออกไปเมื่อเขาขี่ได้แข็งแล้ว อันนี้น่าจะมาจากความคิดยุคเรเนสซองส์ที่ศิลปินตัดสินใจห้ามผสมภาพและตัวอักษรเข้าด้วยกัน (ศาสตร์แต่ละแขนงต้องบริสุทธิ์และเป็นเอกเทศ) ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นในยุคกลางเป็นเรื่องปกติมาก 

“จากนั้นมา แนวคิดนี้เหมือนจะแพร่หลายไปทั่วโลก การผสมข้อเขียนและภาพเข้าด้วยกันอย่างในคอมมิคกลายเป็นเรื่องศิลปะด้อยค่า ชั้นต่ำ แต่ไม่ใช่สำหรับสังคมมุสลิมหรือประเทศแถบทวีปเอเชียอย่างญี่ปุ่น รวมถึงเบลเยียม อาจจะเพราะเป็นทางแพร่งระหว่างวัฒนธรรมละตินและวัฒนธรรมโบราณ (Germanic Culture) 

“กล่าวคือ เราไม่หมกมุ่นกับ ‘ศิลปะชั้นสูง’ เหมือนประเทศแทบยุโรปอื่นๆ เราเป็นเหมือน ‘หม้อซุป’ ที่เป็นแรงบันดาลใจของการผสมผสานแบบเหนือจริงให้ศิลปินอย่าง เรอเน มากริต (René Magritte)” นิโคลัสตั้งข้อสังเกต 

“เราผสมสิ่งต่างๆ อย่างอิสระ ข้อเขียนกับภาพก็ด้วย โดยไม่ไปตีกรอบมันว่าเป็นของชั้นต่ำหรือสำหรับเด็กเท่านั้น จะเห็นว่าในวงการของเบลเยียมมีงาน อย่าง The Adventures of Tintin โดย แอร์เฌ (Hergé) หรือ The Smurfs โดย เปโย (Peyo) อีกทั้งนักเขียนท้องถิ่นที่ประสบความสำเร็จอีกมาก และปู่ย่าของผมก็อ่านสิ่งเหล่านี้ เขาส่งต่อให้รุ่นพ่อแม่ผม และพ่อแม่ก็ส่งต่อมาให้ผม มันเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมของเราไปแล้ว

  “ตรงนี้ผมว่าคล้ายกับเมืองไทยนะ เพราะที่นี่อยู่ตรงเส้นตัดของวัฒนธรรมจีน ชวา และอินเดีย ชาติพันธุ์ ‘ไท’ มีการผสมกับชาวมอญและเขมรในศตวรรษที่ผ่านๆ มา พื้นที่ตรงนี้จึงมีความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมอย่างมาก จนมาถึงศตวรรษที่ 20 รัฐบาลพยายามสร้างมาตรการเพื่อสร้างอัตลักษณ์ของชาติไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับแค่บางกลุ่มนี่แหละ ตั้งแต่ภาพจิตรกรรมฝาผนังในวัดพระแก้ว ไปจนถึงผ้าผะเหวด 

“เราจะเห็นว่าชาวสยามเล่าเรื่องด้วยภาพเสมอ แม้แต่รัชกาลที่ 5 ก็ทรงเขียนการ์ตูนและสนับสนุนการเผยแพร่ศิลปะแขนงนี้ สมัยรัชกาลที่ 6 ก็มีการ์ตูนตีพิมพ์ในสื่ออย่าง ดุสิตสมิต การเขียนการ์ตูนถูกมองว่าเป็นศิลปะที่สำคัญมาจนถึงช่วงปี 70 ซึ่งที่นี่เคยมีศิลปินอย่าง เหม เวชกร หรือ ประยูร จรรยาวงษ์ มีผู้อ่านส่วนมากเป็นผู้ใหญ่ที่สนใจชั้นเชิงในการเล่าเรื่องของพวกเขา เสียดายที่สังคมกลับไปให้นิยมขนบธรรมเนียม การสร้างพลเมืองชนชั้นกลาง ไปจนถึงการศึกษาแบบสูตรสำเร็จ และความพยายามกลับไปสู่ ‘รากเหง้า’ ของวัฒนธรรมชั้นสูงในวัง 

“ทั้งหมดนี้ทำให้การ์ตูนถูกละทิ้ง และถูกโทษว่าเป็นสิ่งสร้างพฤติกรรมที่ไม่ดีงามสำหรับเด็ก คล้ายกับที่เกิดขึ้นที่หลายๆ ประเทศทั่วโลก รวมทั้งอเมริกาด้วย”

เรียนประวัติการ์ตูนไทยกับ Nicolas Verstappen อาจารย์เบลเยียมผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Comics
เรียนประวัติการ์ตูนไทยกับ Nicolas Verstappen อาจารย์เบลเยียมผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Comics
เรียนประวัติการ์ตูนไทยกับ Nicolas Verstappen อาจารย์เบลเยียมผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Comics

แล้วทำไมคุณถึงย้ายมาเมืองไทย

“หลังจากสิบห้าปีที่ผมทำงานในร้านหนังสือการ์ตูนกับภรรยาของผม ตลาดของมันเปลี่ยนไปและถึงจุดอิ่มตัว หนังสือการ์ตูนและนิยายภาพถูกพิมพ์ในจำนวนมหาศาล เกินความต้องการผู้อ่าน เราขนกล่องเข้าออกร้านตลอด จนไม่มีเวลาพูดคุยหรือแนะนำผู้อ่าน เราสองคนเลยตัดสินใจเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เราเคยมาประเทศไทยแล้วตอนพักร้อน จึงตกหลุมรักทั้งประเทศและผู้คนที่นี่” นิโคลัสยิ้ม

“เมื่อย้ายมาแล้ว ผมก็นึกถึงการสอนมากขึ้นเรื่อยๆ เลยร่อนใบสมัครไปที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และแล้วก็ได้สอนที่นี่มาตลอด” ถึงตรงนี้ เนื่องจากเรารู้สึกว่าเรากำลังนั่งในห้องเรียนวิชาคอมมิค จากนี้ไปจะขอเปลี่ยนสรรพนามของเขาเป็น ‘อาจารย์นิค’ แทน 

เริ่มทำหนังสือ ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ ได้อย่างไร

“ช่วงปีแรกที่สอนที่คณะ ผมถูกขอให้ทำงานวิจัยวิชาการ เนื่องจาก จุฬาฯ เป็นมหาวิทยาลัยที่ให้ความสำคัญกับงานวิจัยมาก ผมเริ่มจากการไปคลุกคลีกับวงการการ์ตูนกระแสรอง เพราะผมมีโอกาสได้รู้จักกับศิลปินนักวาดการ์ตูนอย่าง สุทธิชาติ ศราภัยวานิช ทำให้ผมสนใจการพัฒนาของวงการนี้ในช่วงยี่สิบห้าปีที่ผ่านมา จากนั้นทางคณะได้ขอให้ผมสำรวจงานที่เก่ากว่านั้นด้วย ก่อนจะโยงมาถึงรูปแบบของการ์ตูนในปัจจุบัน 

“บอกตามตรงว่าตอนแรกผมคาดว่ามันคงไม่ยากนัก เพราะการ์ตูนไทยเท่าที่เห็นมีจำนวนจำกัด แต่เอาเข้าจริง ผมค้นพบว่ามีช่องโหว่อยู่ในประวัติศาตร์ของการ์ตูนไทย ในช่วงศตวรรษที่ 20 การ์ตูนและนิยายภาพเคยเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย แต่ถูกกลืนไปด้วยการเข้ามายึดตลาดโดยการ์ตูนญี่ปุ่น ผมประหลาดใจมากกับสิ่งนี้ และตัดสินใจทุ่มเทการทำวิจัย เพื่อค้นหาข้อมูลจากแต่ละยุคที่หายไปของการ์ตูนไทยในอดีต

“หนึ่งปีผ่านไป ผมได้รู้จักกับ ซาราห์ รูเนย์ (Sarah Rooney) เธอเป็นบรรณาธิการอยู่ที่สำนักพิมพ์ River Books หลังจากที่เธอมาฟังงานเสวนาที่ผมจัดที่คณะ เธอทาบทามให้ผมแปรงานวิจัยเป็นรูปเล่มหนังสือกับสำนักพิมพ์ของเธอ

“ผมตอบตกลง เพราะนึกว่ามันคงใช้เวลาไม่นาน แต่ผมคิดผิด ทุกๆ ครั้งที่ผมเจออะไรบางอย่าง มันเปิดประตูไปสู่ศิลปินชั้นครู และงานชิ้นสำคัญที่โผล่ขึ้นมาเรื่อยๆ ระหว่างทาง การตามหาการ์ตูนที่สูญหายก็ใช้เวลามาก เพราะมันกระจัดกระจายไปหมด กว่าจะได้ภาพสแกนที่ชัดเจนของแต่ละเล่ม ผมต้องใช้ความอดทนอย่างมาก ต้องค้นหาทั้งในตลาดและออนไลน์ เพื่อจะได้การ์ตูนทุกๆ เล่มที่เป็นตัวแทนเส้นประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ ค.ศ. 1907 มาจนถึงปัจจุบัน”

เรียนประวัติการ์ตูนไทยกับ Nicolas Verstappen อาจารย์เบลเยียมผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Comics
เข้าคลาส ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ กับอาจารย์นิค-นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ชาวเบลเยียมที่ใช้เวลา 6 ปีค้นคว้าและเขียนประวัติการ์ตูนไทย

ช่วยเล่าเกี่ยวกับการสืบเสาะการ์ตูนเก่าหายากให้เราฟังหน่อย คุณหาของเหล่านี้เจอได้ยังไง ทั้งๆ ที่คุณเองพูดภาษาไทยก็ไม่คล่อง

“อย่างที่คุณว่า น่าเศร้าที่ภาษาไทยผมยังไม่เอาถ่าน แต่ผมก็ไปลงคอร์สเรียนให้พออ่านและเขียนภาษาไทยพื้นฐานได้นะ สำหรับบทความ ผมเรียนคำศัพท์ที่เกี่ยวกับหนังสือการ์ตูนและสิ่งพิมพ์ พอที่จะกวาดตาอ่านและหาย่อหน้าที่ผมสนใจได้ ผมสามารถหาบันทึกวันเดือนปีและชื่อนักเขียนได้ (สังเกตพวกตัวการันต์หรือตัวอักษรแปลกๆ เอาน่ะ) 

“และถ้าไม่แน่ใจ ผมก็จะถามคุณเบิร์ด ผู้ช่วยของผมให้ช่วยคอนเฟิร์มรายละเอียดต่างๆ หรือหาข้อมูลเพิ่มเติมให้ และถ้ามันน่าสนใจจริงๆ ผมจะส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยแปล เพื่อจะได้ถอดคำต่างๆ อย่างสมบูรณ์ที่สุด แต่ถ้าเป็นพวกหนังสือการ์ตูน ลำดับและภาษาภาพของมันจะช่วยผมอยู่แล้ว จะว่าไป ผมว่าภาษาที่ผมเชี่ยวชาญที่สุดคือ ‘ภาษาการ์ตูน’ อันนี้เชี่ยวชาญกว่าภาษาฝรั่งเศสที่ผมพูดด้วยซ้ำ โดยรวมลักษณะไวยากรณ์ และความเป็นกวีของภาพ อีกทั้งโครงสร้างและการวาดซ้ำสัญญะที่ส่งสารอย่างชัดเจน ไม่ว่าผู้วาดจะมีสไตล์ส่วนตัวหรือไม่ก็ตาม”

อาจารย์นิคบอกว่า เขาเป็นเพื่อนกับคนขายการ์ตูนมือสอง “เขาจะรู้ว่าผมกำลังตามหาอะไร วันหนึ่งเขาเจอการ์ตูนช่องที่ถูกตัดออกจากหนังสือพิมพ์ในช่วง ค.ศ. 1930 กว่าพันชิ้น! ปรากฏว่าเป็นผลงานของนักวาดระดับตำนานอย่าง จำนงค์ รอดอริห์” 

นอกจากนี้เขายังอยู่ในกลุ่มนักสะสมการ์ตูนเก่าในเฟซบุ๊กหลายกลุ่ม เมื่อสมาชิกในกลุ่มเหล่านั้นเห็นว่าเขามีความตั้งใจที่จะอนุรักษ์และศึกษาสิ่งนี้อย่างจริงจัง พวกเขาก็ช่วยเหลืออาจารย์ด้วยเช่นกัน

เข้าคลาส ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ กับอาจารย์นิค-นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ชาวเบลเยียมที่ใช้เวลา 6 ปีค้นคว้าและเขียนประวัติการ์ตูนไทย
เข้าคลาส ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ กับอาจารย์นิค-นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ชาวเบลเยียมที่ใช้เวลา 6 ปีค้นคว้าและเขียนประวัติการ์ตูนไทย

“สำหรับศิลปินนักวาดการ์ตูนร่วมสมัย ผมพยายามไปงานเปิดนิทรรศการ หรือร่วมกิจกรรมต่างๆ ของพวกเขาให้ได้มากที่สุด เกิดเป็นมิตรภาพที่สานต่อกันไปเรื่อยๆ ศิลปินไทยจะดีใจมากเมื่อมีคนมาเห็นความสำคัญในสิ่งที่พวกเขาทำอยู่ โดยเฉพาะนักวิชาการต่างชาติ เพราะเหมือนว่าพวกเขาจะได้รับการยอมรับน้อยเหลือเกินจากสังคมและภาครัฐที่นี่”

ขณะที่อาจารย์นิคเปิดพลิกหน้าหนังสือของเขาให้ดู เราสังเกตเห็นว่า ในเส้นเวลาที่ร้อยเรียงประวัติและยุคสมัยของการ์ตูนไทยไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ ผู้เขียนได้สอดแทรกตัวอย่างเปรียบเทียบระหว่างการ์ตูนไทยกับการ์ตูนตะวันตกไว้พอสมควร โดยเฉพาะจากประเทศเบลเยียม

“อย่างที่ผมเกริ่นไปว่า เบลเยียมเป็นเหมือนจุดตัดของหลายวัฒนธรรม ถ้าจะดูตัวอย่างชัดๆ ศิลปินอย่าง Hergé ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากลายเส้นของศิลปินอเมริกัน มันทำให้เขาสร้างผลงานชื่อดัง The Adventures of Tintin ขึ้นมาใน ค.ศ. 1929 แต่สไตล์ของเขาพัฒนาขึ้นอีกขั้น เมื่อเขาได้เจอกับนักศึกษาชาวจีนที่บรัสเซลส์ ผู้สอนเขาเกี่ยวกับศิลปะตะวันออกและปรัชญาที่ว่า ‘แต่ละองค์ประกอบล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน’ 

“เมื่อเขาผสมลายเส้นแบบอเมริกันและวาดทุกๆ รายละเอียดด้วยความใส่ใจที่เท่าเทียมกัน เขาจึงได้สไตล์เส้นที่เรียบง่ายและทรงพลัง สร้างเป็นโลกที่ซับซ้อน และในขณะเดียวกันก็เชื่อมโยงหากันและกัน”

เข้าคลาส ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ กับอาจารย์นิค-นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ชาวเบลเยียมที่ใช้เวลา 6 ปีค้นคว้าและเขียนประวัติการ์ตูนไทย
เข้าคลาส ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ กับอาจารย์นิค-นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ชาวเบลเยียมที่ใช้เวลา 6 ปีค้นคว้าและเขียนประวัติการ์ตูนไทย
เข้าคลาส ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ กับอาจารย์นิค-นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ชาวเบลเยียมที่ใช้เวลา 6 ปีค้นคว้าและเขียนประวัติการ์ตูนไทย

“ช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ใน ค.ศ. 1932 สวัสดิ์ จุฑะรพ ก็ทำสิ่งที่คล้ายกัน นั่นคือเขาเอาลายเส้นแบบอเมริกันจาก Popeye ของ อี.ซี.เซการ์​ (E.C.Segar) มาใช้ แต่ก็ให้ความสำคัญกับทุกๆ องค์ประกอบในภาพตั้งแต่ตัวละครจวบจนพื้นหลัง ทั้ง Hergé และ สวัสดิ์ ผสานโลกตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกันอย่างเสรี เนื่องจากพวกเขาเป็นส่วนหนังของสังคมพหุวัฒนธรรม” 

อาจารย์นิคโยงให้เราคิดถึงเส้นขนานระหว่างการ์ตูนไทยและสากลอีกหลายตัวอย่าง อาทิ งานที่ว่าด้วยศาสนาและปรัชญาพุทธของ เหม เวชกร สะท้อนกับงานที่ว่าด้วยศาสนาและปรัชญาคริสต์ของ Jijé ซึ่งทั้งคู่ถือเป็นจุดเปลี่ยนของวงการในประเทศของตน หรือ เรื่อง JOE the SEA-CRET Agent ของ สุทธิชาติ ศราภัยวานิช ที่ได้แรงบันดาลใจอย่างมากจาก Akira โดย คัตสึฮิโระ โอโตโมะ (Katsuhiro Otomo) ฯลฯ

เข้าคลาส ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ กับอาจารย์นิค-นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ชาวเบลเยียมที่ใช้เวลา 6 ปีค้นคว้าและเขียนประวัติการ์ตูนไทย
เข้าคลาส ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ กับอาจารย์นิค-นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ชาวเบลเยียมที่ใช้เวลา 6 ปีค้นคว้าและเขียนประวัติการ์ตูนไทย

 “ตอนที่ผมเซ็นสัญญา ตกลงกับสำนักพิมพ์ไว้ว่าหนังสือจะมีความยาวประมาณสองร้อยหน้า แต่สุดท้ายปาไปสองร้อยแปดสิบแปดหน้า ซึ่งผมตัดอะไรได้ไม่เลยจริงๆ มันเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องรวบรวมการ์ตูนไทยด้วยนิยามที่เปิดกว้าง หนังสือขำขันอย่าง ขายหัวเราะ ก็สำคัญ เช่นเดียวกับการ์ตูนเล่มละบาท หรือเหล่า Zine เชิงทดลอง และการ์ตูนโจมตีคอมมิวนิสต์ที่ถูกตีพิมพ์โดยฝั่งอเมริกันช่วงสงคราม ทั้งหมดล้วนเล่าเรื่องบางอย่างเกี่ยวกับบทบาททางสังคมของศิลปะชนิดนี้ในประเทศไทย

“กรอบเดียวที่ผมจำกัดตัวเองไว้คือ เลือกเฉพาะการ์ตูนที่ถูกพิมพ์ออกมาเท่านั้น (จึงไม่มีพวกการ์ตูนออน์ไลน์) ผมก็สงสารกองบรรณาธิการเล่มเหมือนกันนะ ที่ต้นฉบับมันยืดยาวขึ้นทุกเดือนๆ” อาจารย์นิคหัวเราะ เขาบอกว่าสุดท้ายหนังสือเล่มนี้ใช้เวลา 6 ปีในการเขียนและเรียบเรียงจนสมบูรณ์

 มองย้อนกลับไป คุณเรียนรู้อะไรบ้างระหว่างทางของการทำหนังสือเล่มนี้

“โอ้โห เยอะมากเลย เนื่องจากหนังสือการ์ตูนไทยนั้นเป็นจุดตัดของหลากหลายศาสตร์ (งานออกแบบ ละคร กวีนิพนธ์ วรรณกรรม การเมือง ความเชื่อ ฯลฯ) ทำให้ผมต้องศึกษาเยอะมากเกี่ยวกับหลายแง่มุมของวัฒนธรรมที่นี่ แต่ถ้าให้เลือกสิ่งที่อะเมซิ่งมากที่ผมค้นพบคือ ‘การ์ตูน ลิเก’ โดย ประยูร จรรยาวงษ์ มันทำให้ผมต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ เพื่อศึกษาเกี่ยวกับโรงละครลิเกและประเพณีที่ผู้ชมมีส่วนร่วมไปกับนักแสดงบนเวทีได้ แถมบ่อยครั้งยังสอดแทรกข้อคิดทางสังคมและการเมืองเข้าไปในละครด้วย ซึ่ง ประยูรผนวกการเล่นละครนี้เข้ากับสื่อของหนังสือการ์ตูนอย่างชาญฉลาด 

“การ์ตูนของเขามีเส้นเรื่องที่ซ้อนทับกันหลายเส้น บางทีตัวเอกลิเกก็จะเล่าเรื่องนิทานพื้นบ้านของตัวเอง จนเขาถูกดึงกลับมาเล่าเรื่องบนเวทีด้วยเสียงร้องของผู้ชม ทุกๆ สามสี่หน้าเราจะกระโดดไปมาระหว่างหลังม่านและหน้าม่าน วิธีการเล่าเรื่องแบบนี้ผมไม่เคยพบเจอที่ไหนในโลกในยุคนั้น เรียกได้ว่า ประยูร จรรยาวงษ์ เป็นอัจฉริยะด้านการเล่าเรื่องผ่านการ์ตูนอันดับต้นๆ ของโลกตอนนั้น แต่คนรู้จักเขาน้อยมากทั้งในไทยและต่างประเทศ นี่แค่ตัวอย่างหนึ่งเท่านั้นนะ” 

แล้วถ้ามองไปข้างหน้า คุณคิดว่าหนังสือเล่มนี้จะต่อยอดวงการการ์ตูนหรือการรับรู้ของคนเกี่ยวกับวงการนี้อย่างไรในอนาคต

“นอกเหนือการค้นคว้าในฐานะงานวิจัย ปณิธานตั้งต้นของผม คือการสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วม (Belonging) หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกที่ทำขึ้นเพื่อนักเขียนการ์ตูนรุ่นนี้ ซึ่งอาจจะไม่รู้ประวัติศาสตร์อันยาวนาน และความรุ่มรวยของวงการการ์ตูนที่มีคุณภาพในเมืองไทยตลอดศตวรรษที่ผ่านมา พวกเขาทำงานในวงการที่ถูกมองว่าด้อยค่า ทำเป็นกลุ่มเล็กๆ แยกจากกัน 

“ผมหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะสร้างความเป็นปึกแผ่น และเชื่อมโยงพวกเขาเข้ากับวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ สร้างแรงบันดาลใจและความภาคภูมิใจ เพื่อจะยอมรับหรือต่อยอดประเพณีและแนวคิดที่เคยผ่านมา” อาจารย์นิคกล่าว 

“ถ้าเรารู้รากเหง้าว่าเรามากจากไหน มันจะง่ายขึ้นที่จะเข้าใจจุดยืนของเราในปัจจุบันและทิศทางในอนาคต แน่นอนว่ามีเรื่องของความสนใจจากต่างชาติด้วย (หนังสือเล่มนี้พิมพ์ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ) ผมหวังว่านักเขียนชั้นครูของเมืองไทยจะได้การยอมรับที่พวกเขาคู่ควร อีกทั้งรัฐบาลจะหันมาให้ค่ากับหนังสือการตูนในฐานะมรดกทางวัฒนธรรม และมีงบสนับสนุนคนในวงการนี้ 

“ผมหวังว่านักวาดการ์ตูนจะได้มีพื้นที่ในงานศิลปะระดับชาติ หวังว่านักวิชาการในเมืองไทยจะหันมาศึกษาประวัติศาสตร์การ์ตูนไทยในหลากหลายแง่มุมมากขึ้น ใช่แล้ว ผมหวังโน่นนี่เยอะเลยล่ะ” อาจารย์นิคหัวเราะ 

“แต่สุดท้าย ผมคงไม่ริอาจบอกว่าหนังสือเล่มหนึ่งจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรอก ผมเป็นแค่แขกคนหนึ่งในประเทศของคุณ สำหรับผม หนังสือเล่มนี้ก็เหมือนบานประตู คุณจะเปิดมันและก้าวไปต่อหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง”

เมื่อจบบทสนทนากับเรา อาจารย์นิคปิดหน้าสุดท้ายหนังสือ แต่เรารู้สึกว่าเรื่องราวของเขากับวงการการ์ตูนไทยพึ่งเริ่มต้นเท่านั้น

เข้าคลาส ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ กับอาจารย์นิค-นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ชาวเบลเยียมที่ใช้เวลา 6 ปีค้นคว้าและเขียนประวัติการ์ตูนไทย
เข้าคลาส ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ กับอาจารย์นิค-นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ชาวเบลเยียมที่ใช้เวลา 6 ปีค้นคว้าและเขียนประวัติการ์ตูนไทย

 ขอบคุณสถานที่ นิทรรศการ ‘ไอ้ผีเล่มละบาท’ หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน

และ ภาพบางส่วนจาก นิโคลาส เวร์สแตปเปิน, มูลนิธิประยูร จรรยาวงษ์

หนังสือ การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ River Books วางขายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ หรือสั่งซื้อได้ทาง Facebook : River Books

Writer

โอ๊ต มณเฑียร

ศิลปินวาดรูปนู้ด แม่มด คนรักพิพิธภัณฑ์ และนักเขียนหนังสือ 'London Scene' กับ 'Paris Souvenir'

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ณ ตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ที่เป็นแบบอย่างของการทำเกษตรอินทรีย์ได้ เพราะการทำเกษตรอินทรีย์ทุกกระบวนการเกิดขึ้นที่นี่ และยังเป็นชุมชนที่ยกระดับตัวเองจากชุมชนตกสำรวจ ดินไม่ดี มีสารเคมีจากยาฆ่าแมลง รายได้จากผลผลิตไม่เป็นธรรม สู่การจัดตั้ง ‘สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา จำกัด’ ยึดหลักการพึ่งพาตัวเองอย่างยั่งยืน

การทำเกษตรอินทรีย์จากน้ำพักน้ำแรงของชาวบ้านเกิดขึ้นมาแล้วกว่า 30 ปี มีปัญหายิบย่อยระหว่างทางบ้าง จนกระทั่งในตอนนี้ มีผู้ที่เข้ามาช่วยพัฒนาและสนับสนุน ส่งเสริมให้การเกษตรอินทรีย์ที่แม่ทาเป็นไปด้วยความราบรื่นและขยายวงกว้างมากขึ้น นั่นคือ ‘เซ็นทรัล ทำ (Central Tham)’ โครงการเพื่อสังคมภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล

เซ็นทรัล ทำ

ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นในทุกภาคส่วน เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ไขไม่ได้ด้วยใครคนใดคนหนึ่ง หรือคนกลุ่มหนึ่ง หรือวิธีใดวิธีหนึ่ง การแก้ให้เกิดมวลสั่นสะเทือนต้องแก้ที่ตัวแปรสำคัญอย่างระบบเศรษฐกิจและการเมือง

ถึงอย่างนั้น การลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ก็ย่อมดีกว่าไม่ทำอะไรเลย 

เซ็นทรัล ทำ จึงส่งเสริมให้ทุกคนลงมือทำเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham
โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

สิ่งนี้เองคือความตั้งใจที่ ‘เซ็นทรัล’ กำลัง ‘ทำ’

ภายใต้ 6 แนวทางการขับเคลื่อน ได้แก่ แนวทางแรก ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาส อย่างเท่าเทียม แนวทางที่สอง ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพ และบรรเทาสาธารณภัย แนวทางที่สาม พัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ในส่วนของแนวทางที่ 4 5 6 เป็นเรื่องทางด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและการบริหารจัดการขยะมูลฝอย ลดการสูญเสียอาหารในกระบวนการผลิตและลดปริมาณขยะอาหาร รวมถึงฟื้นฟูสภาพอากาศ ลดมลภาวะ และผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน

ครั้งนี้ที่แม่ทา เซ็นทรัล ทำ กำลังช่วยสนับสนุนศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรอินทรีย์และการท่องเที่ยวชุมชน (พื้นที่ข่วงชีวิต วิถียั่งยืน) การทำการเพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ (ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนท) และการส่งเสริมด้านการตลาด (สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทาจำกัด) การพัฒนากระบวนการผลิตเกษตรอินทรีย์ ได้แก่ การสนับสนุนโรงบรรจุผักและรถห้องเย็นขนผัก เพื่อควบคุมอุณหภูมิในการขนส่งผลิตผล

พื้นที่ข่วงชีวิต วิถียั่งยืน

“หัวใจสำคัญคือ ต้องเรียนรู้ก่อนว่าพื้นที่ของคุณเป็นยังไง”

ก้าวแรกก่อนลงมือทำ คือการศึกษาข้อมูล ทำความเข้าใจกับสิ่งที่ต้องการจะทำก่อน การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชนจึงเกิดขึ้น เพื่อให้ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ โดยเริ่มตั้งแต่ศูนย์ว่าพื้นที่แบบนี้ต้องปลูกอะไรแบบไหน การเพาะเมล็ดอินทรีย์ต้องทำยังไง ไปจนถึงเรื่องที่ว่า ถ้าได้ผลผลิตมาแล้วจะขายที่ไหน ขายให้ใคร ซึ่ง อั๋น-อภิศักดิ์ กำเพ็ญ ผู้ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์กรีนเนท ตัดสินใจไม่สอนเรื่องนี้ในรูปแบบคอร์สเรียนระยะสั้น เพราะเขามองว่า

“สมมติถ้าจะสอนทุกเรื่องภายใน 3 วันจบ มันก็จะได้แค่ Input เข้าไป เดี๋ยวกลับบ้านก็ลืม มันต้องมีการฝึก การเรียนรู้ และค่อย ๆ ซึมซับรายละเอียดจากการลงมือทำ เลยทำเป็นการเรียนรู้แบบระยะยาวครับ”

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

การเรียนรู้ระยะยาวในแบบที่อั๋นว่า คือการเรียนรู้ที่ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ ทุกคนแค่มาเจอกันแล้วใครอยากรู้เรื่องอะไรก็ลงพื้นที่ไปทำสิ่งนั้นจริง ๆ ไม่ใช่การเรียนรู้ในรูปแบบให้สาร รับสาร กลับบ้าน

อย่างเช่นเรื่องการจัดการดิน ผู้เรียนก็ต้องลองไปเดินสำรวจดิน หยิบดินขึ้นมาดูว่าเป็นยังไง แล้วลองมาวิเคราะห์องค์ประกอบของดินว่ามีอะไรบ้าง การจะทำให้ดินดีขึ้นมาต้องเริ่มมาจากอะไร สอนในทฤษฎีเบื้องต้นและให้ชาวบ้านกลับไปทำกับพื้นที่ของตัวเอง หากมีปัญหาอะไรก็มาคุยกันได้ตลอด

“นิยามความยั่งยืน คือการส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้กับรุ่นลูกรุ่นหลาน” อั๋นว่า เขาจึงเน้นกระจายความรู้สู่คนรุ่นใหม่ สอนให้เข้าใจพื้นฐาน เพื่อให้พวกเขาต่อยอดเทคนิคต่อไปได้เอง

“ถ้าคุณเข้าใจตัวเอง คุณจะปลูกอะไร พื้นที่คุณเป็นแบบไหน มันเป็นเรื่องที่เราอยากให้คนได้ตระหนัก เพราะภาคอีสานก็จะเป็นแบบหนึ่ง ภาคใต้แบบหนึ่ง ภาคกลางก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ภาคเหนือเองก็ต่างกัน เช่น ภาคเหนือที่นี่ เหนือเชียงรายหรือเหนือแพร่ก็ยังต่างกัน ถ้าคุณเข้าใจตรงนี้ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็จะเห็นหนทางสร้างความยั่งยืนในพื้นที่นั้น ๆ ได้” 

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

นอกจากนี้ ด้านหลังพื้นที่สอน ยังมีที่ว่างสำหรับเด็ก บางทีพ่อแม่มาเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ก็พาลูกมาด้วยได้ ให้เด็ก ๆ มาวิ่งเล่นกัน มาไถสเก็ตบอร์ด วาดรูป เล่นกับควาย เลี้ยงไก่ เพราะอั๋นหวังสร้างบรรยากาศ สร้างการเรียนรู้ ให้ที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ให้กับเด็ก ๆ ได้ด้วย และอีกนัยหนึ่งคือการแทรกซึมวิถีธรรมชาติให้เข้าไปอยู่ในชีวิตคน 

และคนที่ว่านั้น ต้องไม่ใช่ใคร กลุ่มใด หรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่หมายถึงทุก ๆ คน

“เราไม่ชอบทำโปรเจกต์ที่ทำแล้วจบ แต่เราชอบที่จะทำไปด้วยกัน ถ้าวันหนึ่งที่เราโตได้ เราก็จะไปช่วยเพื่อนข้างเคียง ตำบลข้างเคียง เคยอยู่ที่นี่มาก่อนแล้วเขาก็ย้ายไปพัฒนาที่อื่นต่อ เพราะแม่ทาเริ่มอยู่ได้ มีสหกรณ์ เริ่มมีเงินหมุนเวียน เมื่อเราช่วยให้เขาอยู่ได้ เขาก็จะพัฒนาไปทำเรื่องอื่น ๆ ต่อไปได้”

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนท

จากศูนย์การเรียนรู้ของอั๋น ส่งต่อมาที่ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนทของ ปุ้ย-มัทนา อภัยมูล ผู้จัดการศูนย์เกษตรอินทรีย์กรีนเนท ที่ทำเกษตรอินทรีย์มาตั้งแต่หลังเรียนจบ นับช่วงเวลาได้ประมาณ 18 – 19 ปี

“ครอบครัวเราทำประเด็นอินทรีย์ พ่อเราเป็นผู้นำชุมชน ก่อตั้งกลุ่มทำเกษตรอินทรีย์มาก่อนในตอนเริ่มต้น ด้วยความที่เราสัมผัสกับยุคบุกเบิกมาตั้งแต่ 6 ขวบ ในยุคพ่อแม่คือที่ดินไม่พอ น้ำไม่พอใช้ ป่าโดนทำลาย สารเคมีเข้าสู่ชุมชน ตอนนี้เลยถึงเวลาที่เป็นยุคต่อยอดครอบครัว”

เมื่อเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นอินทรีย์ งดใช้สารเคมี ดินและระบบนิเวศจึงถูกทำลายน้อยลง ณ ตอนนี้เรียกได้ว่าแม่ทาคือต้นแบบความออร์แกนิกร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้แต่บ้านเรือนที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการวิสาหกิจชุมชนโดยตรง ก็ปลูกพืชสร้างรายได้ เลี้ยงชีพตัวเองกันเป็นกิจวัตร

การเพาะพันธุ์เมล็ดเกษตรอินทรีย์เริ่มต้นจากการสำรวจและรวบรวมเมล็ดพันธุ์ในชุมชนตัวเองก่อน โดยมองจุดเด่นของชุมชนว่ามีเมล็ดพันธุ์ไหนน่าสนใจ และน่าจะเป็นพืชที่สร้างอาชีพให้กับกลุ่มได้ หลังจากนั้นก็เอามาวิจัยและคัดพันธุ์ โดยการศึกษาทดลองปลูกดูลักษณะพันธุ์ รวมถึงขยายพันธุ์ให้เกษตรกรในชุมชน

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

ปัจจุบันเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตที่นี่ทั้งหมดเป็นแบบยั่งยืน นั่นคือการเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ไม่เปลี่ยนพันธุกรรมเดิม คัดเลือกพันธุ์ที่แข็งแรง เข้ากับสภาพอากาศบ้านเราได้ เพราะปุ้ยมองว่า “เรามองที่ความยั่งยืนของเกษตรกรมากกว่าจะลดต้นทุน สร้างรายได้” 

ตอนแรกปุ้ยก็ทำแค่เมล็ดพันธุ์ แต่นับจากนั้น 2 ปี เธอก็เริ่มผลิตต้นกล้าจำหน่ายด้วย เพราะมีกลุ่มเชื่อมกับทางสหกรณ์อยู่แล้ว ประกอบกับมีคนในชุมชนหรือนอกชุมชนเองที่ต้องการต้นกล้า ง่ายต่อการนำไปปลูกมากกว่าการเพาะเมล็ดเอง ซึ่งในเรื่องกระบวนการ ทุกอย่างต้องอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เซ็นทรัล ทำ เข้ามาช่วยสนับสนุน 

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

“ทางเซ็นทรัล ทำ มาช่วยในระหว่างทางที่เราต้องการ ช่วยด้านการจำหน่าย โดยจัดให้มีโรงเรือน เพราะบางครั้งพืชเจอปัญหาฟ้าฝน ปลูกมา 5 – 6 เดือน สุดท้ายเสียหาย แล้วก็มีโรงแพ็กและเครื่องเป่าทำความสะอาด พอมาทำเรื่องเมล็ดแล้วมันก็จะสัมพันธ์กับเรื่องกฎหมาย จึงต้องมีอาคารที่ชัดเจน มีพื้นที่แพ็กชัดเจน มีอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์เงื่อนไขของกฎหมาย ซึ่งเซ็นทรัล ทำ เขามาสนับสนุนในส่วนนี้” 

การที่เซ็นทรัล ทำ เข้ามาช่วยสนับสนุนในครั้งนี้ เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและผลผลิตเป็นอย่างมาก และมากไปกว่านั้น เมื่อชาวบ้านเห็นว่าสิ่งนี้ทำแล้วเลี้ยงชีพได้และไปได้ดี จึงก่อเกิดเป็นคลื่นที่พัดพาคนในชุมชนให้มาทำด้วยกัน

“พอเป็นสิ่งที่เรารัก ที่เราชอบอยู่แล้ว แล้วเราดันมีกลุ่ม เพื่อนฝูง น้อง ๆ กลับมารวมตัวกัน ยิ่งเหมือนเพิ่มพลังให้เรา ถึงจะท้อบ้างบางช่วงแต่เราก็ยังมีเพื่อน ที่สำคัญคือเรามีเครือข่าย เรามีโซนอีสาน โซนใต้ และอีกหลาย ๆ เครือข่ายที่มีใจเดียวกัน คิดแนวทางเดียวกัน และอีกสิ่งที่เราคิดว่าเป็นสัญญาณที่ดีมาก คือการมีคนรุ่นใหม่มาร่วมด้วย”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

แม่ทาถือว่าเป็นโมเดลตัวอย่างหนึ่งของการทำเกษตรอินทรีย์ให้แก่ชุมชนอื่นได้เป็นอย่างดี เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะทุกคนต่างมาเรียนและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ซึ่ง ณ ตอนนี้ มวลความรู้เกษตรอินทรีย์แม่ทาได้ขยายวงกว้างต้อนรับคนรุ่นใหม่ที่หันมาให้ความสนใจ มีนักศึกษาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาขอฝึกงานที่นี่ เพื่อลองดูว่าการทำเกษตรอินทรีย์ตอบโจทย์หรือสร้างโอกาสให้ชีวิตอย่างไรได้บ้าง

“พี่ว่าสิ่งนี้มันยั่งยืนกับทั้งตัวเอง สิ่งแวดล้อม และสังคม เพราะการทำเกษตรอินทรีย์พ่วงไปกับหลายมิติ เศรษฐกิจ ชุมชน สังคม อย่างที่เขาว่ากัน มันสัมพันธ์กันหมด พี่คิดว่าสิ่งที่ทำสร้างแรงบันดาลใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับคนที่มาพบเจอ อย่างน้อยก็เป็นจุดเล็ก ๆ ที่จะไปสะกิดใจเขา แล้วแต่ว่าจะเป็นประเด็นไหนของแต่ละคน เพราะทุกคนมาจากครอบครัวหรือพื้นที่ต่างกัน อาจจะเติมฝันให้เขาได้ไปคิดต่อ” 

นี่คือมุมมองความยั่งยืนและความเชื่อมั่นในการขยายผลของดีที่มีในบ้านเกิด จากคนที่โตที่แม่ทามาทั้งชีวิต

“พี่คิดว่าเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ยั่งยืนที่สุด คือยั่งยืนในความสุขของพี่ พี่เติบโตมาแนวนี้ พี่ชอบวิถีชีวิตแบบนี้ ได้อยู่กับธรรมชาติ อยู่ชุมชนที่มีพื้นที่ปลอดภัย มีอาหารปลอดภัย รู้ที่ไปที่มาของวัตถุดิบ มีผู้คนที่เข้าใจเรา รู้สึกเลยว่าฉันอยู่ที่นี่สุดยอดแล้ว เชียงใหม่มีความสุขที่สุดแล้ว”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา

หากต้นน้ำคือการให้ความรู้ กลางน้ำคือการลงมือเพาะพันธุ์เมล็ด ปลายทางก็คือการทำให้ผลผลิตเหล่านั้นขายได้

“กว่าจะฝ่าฟันอุดมการณ์ว่าการทำเกษตรอินทรีย์เลี้ยงครอบครัวได้จริง แค่ด่านแรกก็ยากแล้วกับการเปลี่ยนใจคน” โด้-สราวุธ วงศ์กาวิน เจ้าหน้าที่การตลาดรวบรวมผลผลิตอินทรีย์แม่ทา เปรยความในใจถึงด่านแรก ก่อนที่ทุกสิ่งจะเกิดขึ้นกระทั่งวันนี้ 

อย่างที่รู้กันดีว่าการดิ้นรนมาทำงานในสังคมเมือง ดูมั่นคง เลี้ยงตัวเองได้ เป็นมายาคติที่คงอยู่ในหลายพื้นที่ต่างจังหวัด เพราะปัจจัยคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานกระจายไปไม่ทั่วถึง อย่างเรื่องดินน้ำสะอาด ไฟฟ้าทั่วถึง การคมนาคมสะดวก ฯลฯ ในบางพื้นที่ยังเป็นเรื่องหาได้ยากหรืออาจจะยังไม่เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้หลายคนต้องหาทางสร้างตัว หาทางไปสู่ความสบายมากกว่าจุดที่เป็นอยู่ หลายครั้งไม่ใช่พวกเขาไม่อยากอยู่บ้านหรือสร้างอาชีพจากทรัพยากรที่มี แต่เป็นเพราะไม่รู้จะเริ่มยังไง ทำแล้วจะไปต่อได้ไหม วิธีที่ยั่งยืนคืออะไร

เมื่อก่อนประเทศส่งเสริมอุตสาหกรรมปฏิวัติเขียว ใช้สารเคมีเร่งผลผลิต เลยทำให้ดินเสื่อมโทรม “ตอนผมเล็ก ๆ เห็นปลาในน้ำเป็นโรค เราไม่รู้เกิดจากอะไร พอโต อ้อ ยาฆ่าแมลง ซึ่งพวกเราเองก็กินเข้าไปด้วย” 

โด้เล่าว่าองค์ความรู้ของคนรุ่นก่อนไม่ได้มีมากเหมือนในปัจจุบัน เนื่องจากสมัยนี้มีสื่อให้ความรู้ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ประจวบกับจังหวะที่คนเริ่มป่วยเยอะขึ้นจากการกินอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมี เขาเลยเริ่มทำสิ่งนี้จากศูนย์ เริ่มโดยที่ยังไม่รู้ว่าต้องทำยังไง มีเพียงเป้าหมายเดียว คือทำยังไงก็ได้ให้ผลผลิตพวกนี้ขายได้ เขาตัดสินใจอย่างไม่ลังเลด้วยเซนส์ที่ว่า “เรารู้สึกว่าเรามาถูกทาง” 

“เรื่องการทำการตลาดที่ผมทำอยู่ตอนนี้ คือผมจบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมันคนละโลกกันเลย ไม่มีพื้นฐานอะไรเลย แต่ผมมีใจรัก ผมคิดว่าทำยังไงก็ได้ให้ขายได้ แค่นั้นเลยจริง ๆ ผมไม่มีพื้นฐานเลยว่าจะต้องทำโปรโมชันอย่างนั้นอย่างนี้ เราทำไปโดยอัตโนมัติ สิ่งที่ได้ทุกวันนี้จึงมาจากการสั่งสมประสบการณ์”

ในตอนแรก เขาเริ่มจากการผลิตกินเอง เหลือกินก็ค่อยเอาไปขาย พอการสื่อสารไวขึ้น การตลาดเปิดกว้างมากขึ้น ชาวชุมชนทั้งหลายเลยมานั่งจับเข่าคุย สรุปบทเรียนว่าขาดเรื่องอะไร ทำมานานจะ 30 ปีแล้ว ทำไมยังขยายผลได้ไม่มากพอ

“เมื่อก่อนเราผลิตไม่เป็น จะไปบอกใครว่านี่เป็นผลผลิตที่ดีนะ ออร์แกนิกนะ ซื้อเถอะ ซึ่งผู้บริโภคยังไม่ค่อยเข้าถึง การขยายผลเลยน้อย ต้องวางแผนการผลิตแต่แรก ไม่ใช่ปลูกไปก่อนเดี๋ยวขายได้เอง เพราะสุดท้ายภาระจะตกที่เกษตรกร ทั้งต้นทุนที่เสียไป แรงงาน ผลผลิตเหลือทิ้ง” หลังจากตกผลึกได้ ทีมสหกรณ์ก็ขยับขยายหาช่องทางโมเดิร์นเทรด ซึ่งนั่นเป็นจังหวะเดียวกับที่กลุ่มเซ็นทรัลเข้ามา ช่วยทำให้ผักได้รับการยอมรับและมีมาตรฐาน

“เซ็นทรัลมาถูกจุดมาก เป็นจุดคอขวดที่แม่ทาขาด มันเป็นเรื่องของการตลาด การค้าขาย และเรื่องของการสนับสนุน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

หลังจากผลผลิตส่งมาถึงที่นี่ ก็เข้าสู่กระบวนการแพ็ก โดยหัวใจสำคัญคือ ผักต้องสะอาดมาจากแปลง อันไหนสะอาดแล้วก็แบ่งตามออเดอร์เพื่อไปเข้าแพ็ก ซึ่งอุณหภูมิในห้องต้องเย็นพอสำหรับรักษาอายุผัก “เมื่อก่อนเราคัดแยกกันในห้องธรรมดา ไม่มีแอร์ ทีมเซ็นทรัล ทำ เห็นเขาก็บอกว่าต้องเย็นทั้งผักและคน เขาเลยสนับสนุนติดแอร์ให้ มาทีละอย่างตามความเหมาะสม”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

จากการมีห้องเย็นสำหรับแพ็กผัก ทำให้ยืดอายุผักได้นานขึ้นเป็นเท่าตัวจาก 3 เป็น 6 วัน และต่อมาก็ได้รับการสนับสนุนรถห้องเย็นขนผักแทนการใช้ซาเล้ง ซึ่งมีอุณหภูมิความเย็นเพียงพอ ทำให้ผักสดคงคุณภาพไปได้ถึงปลายทาง ถือเป็นการสร้างมาตรฐานของสหกรณ์ และลดปริมาณพืชผักเสียหาย

ตั้งแต่ผลผลิตได้วางขายที่ท็อปส์ การขายก็กระจายไปเยอะ เหมือนได้รับการยอมรับระดับหนึ่ง

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

“พอสินค้าแม่ทาขึ้นห้าง คนก็รู้จักเยอะขึ้น พอการตลาดดีขึ้น คนทำก็มากขึ้น พื้นที่ก็ขยายไปหลายครอบครัว”

การสนับสนุนปัจจัยที่จำเป็นในด้านการตลาดที่เซ็นทรัล ทำ ส่งผลแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ไม่ได้หยุดแค่ผักไม่เหี่ยวหรือคนมีรายได้เสถียรขึ้น

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ไม่มีผลผลิตหรือธุรกิจไหนมั่นคงไปตลอด เรื่องนี้เป็นสิ่งที่โด้และทีมเข้าใจดี เขาจึงมีความคิดที่เปิดกว้างอยู่เสมอ “อีก 5 ปี 10 ปี สมมติเขาประกาศว่าน้ำมันพืชหรือน้ำมันหมูมันกินไม่ได้นะ มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าเกิดว่ามีประกาศห้ามกินมันหวานขึ้นมา ก็ต้องเปลี่ยนไปกินอย่างอื่น คือเราพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนไปกับมัน เรามีดิน มีน้ำ มีอากาศ เราไม่กลัวอะไร เพราะอาหารสำคัญที่สุด ท้ายที่สุดก็ต้องกิน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน
ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

จะขายอะไรก็ได้ มีแค่สิ่งเดียวที่ทีมตั้งเป้าคือ ‘ทำยังไงก็ได้ทุกวิถีทางให้สิ่งนั้นขายออกได้อย่างมีคุณภาพ’

“ผมไม่เคยคิดว่ามันอยู่ตัวแล้วแหละ ไม่เคยคิด ยิ่งผมทำเรื่องการตลาดยิ่งเข้าใจเรื่องนี้เลย ไม่มีอะไรแน่นอนในโลก คิดว่าที่ผมปลูกมันหวานญี่ปุ่น มันจะเป็นตัวยั่งยืนของแม่ทาไปตลอดเหรอ ไม่ใช่เลย มันก็เป็นแค่ช่วงนี้ แล้วผมก็จะทำมันให้ดีที่สุด แค่นั้นแหละ” 

การท่องเที่ยววิถีชุมชน

สุดท้ายสิ่งใหม่ที่กำลังอยู่ในกระบวนการคิดและลงมือทำ คือการทำให้ตำบลแม่ทาเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชนครบครันทั้งเรื่องอาหาร กิจกรรม ไปจนถึงที่พัก

“พวกเราต้องการพัฒนาที่นี่ให้เป็นฟาร์มสเตย์ เป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่ใช้ความร่วมมือกันของคนในชุมชน พาคนในชนบทกับคนในเมืองมาเจอกัน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

วิวทิวเขาเบื้องหลังลานกว้างในภาพตรงหน้านี้ คือพื้นที่ของโฮมสเตย์ในรูปแบบฟาร์มสเตย์ที่จะสร้างขึ้นในอนาคต “เมืองกับชนบทมันเริ่มใกล้เข้ามา และคนเมืองก็จะมาเรียนรู้ได้ เช่น ไปเดินป่า เชื่อเลยว่าที่นี่เป็น Hiking แบบ Hidden Place คุณจะได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ที่ตรงนี้ไม่เคยมีใครมา ไม่ได้มีแลนด์มาร์ก ไม่มีน้ำตกสวยอะไรหรอก แต่มันมีธรรมชาติที่เป็นอยู่แบบนี้”

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เกิดขึ้นเพราะต้องการดึงศักยภาพพื้นที่ พัฒนาสร้างอาชีพให้คนกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านได้ เพราะทุกพื้นที่มีของดีไม่แพ้กัน แต่ปัญหาคือการกระจายความเจริญและคุณภาพชีวิตที่เท่าเทียมเข้าไม่ถึงทุกคน คนในพื้นที่เลยต้องลุกขึ้นมาทำอะไรที่พอทำได้ โดยชุมชนแม่ทาได้รับการสนับสนุนจาก ‘เซ็นทรัล ทำ’ ทำร่วมกันเพื่อหวังขับเคลื่อนให้สังคมเกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load