นักลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง Cryptocurrency คงเคยได้ยินแนวความคิด Decentralized คำศัพท์ใหม่ที่ผุดขึ้นมาเพื่ออธิบายวงการการเงินแห่งอนาคต ลดความเป็นศูนย์กลางของระบบแล้วกระจายความเป็นเจ้าของไปสู่มือทุกคน แต่เราไม่ได้จะโฆษณาชวนให้ทุกท่านลงทุนแต่อย่างใด เพราะคอลัมน์หมู่บ้านครั้งนี้ จะเล่าถึงแนวความคิดไร้ตัวกลางในมุมมองของที่อยู่อาศัยในอนาคตต่างหาก ที่สำคัญ อาจเปลี่ยนโลกนี้ไปเลยก็ได้

สถานที่แห่งนั้นมีชื่อว่า ‘The Aardehuizen’ ในเมือง Olst ซึ่งแปลตรงตัวว่า บ้านดิน หมู่บ้านอีโค่แห่งแรกในเนเธอร์แลนด์ที่ทำแบบ Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของ นอกจากความไฮเทค ยังรักษ์โลกเป๊ะทุกอณู ตั้งแต่ใช้ขยะและวัสดุธรรมชาติมาสร้างบ้าน โดยคนอยู่ต้องมาช่วยกันทำ ผลิตไฟฟ้าจนแบ่งกันได้ ใช้น้ำรีไซเคิลซึ่งถูกกรองแบบธรรมชาติสุดๆ ไปจนถึงเก็บเกี่ยวอาหารตามหลักการ Permaculture ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อสร้างวิถีชีวิตกินอยู่อย่างยั่งยืน

ว่าแล้วก็ลองไปเคาะประตูดูสักหน่อยดีกว่า ว่าหมู่บ้านแห่งนี้ทำได้อย่างไร ทำไมใครๆ ถึงยกให้เป็นต้นแบบที่อยู่อาศัยในอนาคต

ระบบการใช้ชีวิตในอนาคต 

ความคิดแรกเริ่มที่ชาวเนเธอร์แลนด์ผันตัวมาสร้างต้นแบบย่านยั่งยืนหลายแห่ง เพราะเป้าหมายตามอนุสัญญาปารีส ที่รัฐบาลประกาศหนักแน่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 80 – 90 เปอร์เซ็นต์ ภายใน ค.ศ. 2050 ซึ่งแผนการของพวกเขาคือ การเปลี่ยนให้เกิดเป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนขึ้น

ซึ่งตามอนุสัญญานี้ เราเลยได้เห็นโปรเจกต์หลากหลายจากอีกฟากฝั่ง ทั้ง SchoonSchip เมืองลอยน้ำอัจฉริยะ จนถึง De Ceuvel พื้นที่สังสรรค์ด้วยเทคโนโลยีสะอาด สร้างเป็นต้นแบบเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านสภาพอากาศอย่างที่ตั้งใจ

โดยจุดร่วมของโครงการทั้ง 2 โครงการและ The Aardehuizen คือการใช้ระบบไมโครกริด (Microgrid) 

The Aardehuizen หมู่บ้านพึ่งตัวเองในเนเธอแลนด์ ผลิตไฟฟ้าใช้เองและไม่ทิ้งภาระให้โลก

ระบบไฟฟ้าแบบปันกัน

ความเก๋ของเจ้าไมโครกริด หรือเรียกในหน่วยย่อยว่า SIDE (Smart Integrated Decentralized Energy) คือระบบการบริหารไฟฟ้าที่สร้าง จำหน่าย และควบคุมได้ภายในพื้นที่เดียวให้มากที่สุด 

นักวิจัยต่างบอกว่าเทคโนโลยีไมโครกริดทำให้ท้องถิ่นมีพลังงานแบบหมุนเวียนได้ถึงร้อยละ 90 และมีศักยภาพที่จะพึ่งพาตนเองอย่างเต็มที่ในอนาคต การสำรองไฟฟ้ามากเกินไปเป็นการเพิ่มต้นทุนและเสียเปล่าของพลังงาน ถ้าติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพิ่ม จะกินไฟที่ผลิตแค่ร้อยละ 30 ส่วนพลังงานที่เหลือจากการแบ่งจ่ายก็กลับคืนสู่กริดกลางเพื่อเก็บไว้ใช้ได้

 และเมื่อไฟฟ้าถูกผลิตและส่งต่อไปยังบ้านเรือน ทุกคนในหมู่บ้านก็จะกลายเป็นเจ้าของร่วมกัน ทั้งมีพอให้ใช้ เก็บสำรองได้เมื่อเหลือ และมีสิทธิ์เผื่อแผ่ไปยังเพื่อนบ้านหรือหมู่บ้านใกล้เคียงได้อีกด้วย เจ๋งดีแท้!

ซึ่งเขายังคาดการณ์กันอีกว่า ในอีก 29 ปี ครึ่งหนึ่งของบ้านเรือนในสหภาพยุโรปจะหันมาผลิตพลังงานหมุนเวียนแบบนี้เป็นของตัวเองเช่นกัน เป็นกุญแจสำคัญที่พาเราไปสู่เมืองสีเขียวในอีกหลายปีข้างหน้า

The Aardehuizen หมู่บ้านพึ่งตัวเองในเนเธอแลนด์ ผลิตไฟฟ้าใช้เองและไม่ทิ้งภาระให้โลก

ระบบออกแบบบ้านกันเอง

หมู่บ้านแห่งนี้สร้างตั้งแต่ 6 ปีที่แล้ว ได้แรงบันดาลใจมาจาก Earthships หรือบ้านที่ออกแบบจากบรรดากระป๋องน้ำอัดลมและขยะรีไซเคิลของ ไมเคิล อี. เรย์โนลส์ (Michael E. Reynolds) เมื่อ ค.ศ. 1970 ซึ่งถือว่าล้ำมากๆ ในยุคนั้น

ด้วยแนวคิดเดียวกัน จึงกลายมาเป็นบ้าน 23 หลังที่ใช้วัสดุยั่งยืน ซึ่งปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับชาวดัตช์มากขึ้น ตั้งแต่สร้างกำแพงจากยางรถยนต์เหลือทิ้ง ก่อด้วยดินและฟางเพื่อให้โครงสร้างแข็งแรง แถมยังใส่ใจถึงการออกแบบหลังคาให้เอียง 9 องศา เพื่อรับแสงมากในหน้าหนาว และรับแสงน้อยในหน้าร้อน พร้อมติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ด้านบน ตกแต่งโดยรอบด้วยแผ่นเก็บพลังงานแสงอาทิตย์และหม้อต้มไอน้ำไฟฟ้า สำหรับสร้างพลังงานไฟฟ้าและความร้อนเอง เพื่อลดการใช้แก๊สและเชื้อเพลิงต่างๆ 

The Aardehuizen หมู่บ้านพึ่งตัวเองในเนเธอแลนด์ ผลิตไฟฟ้าใช้เองและไม่ทิ้งภาระให้โลก
The Aardehuizen หมู่บ้านพึ่งตัวเองในเนเธอแลนด์ ผลิตไฟฟ้าใช้เองและไม่ทิ้งภาระให้โลก

ส่วนระบบน้ำบาดาล ก็จะได้รับการกรองขาเข้าและทดสอบคุณภาพอย่างสม่ำเสมอว่าพร้อมดื่มใช้ ส่วนน้ำทิ้งก็ต้องถูกกรองขาออก ก่อนปล่อยลงสู่ดินเช่นกัน

ของเสียทั้งหลายเขาก็ไม่ปล่อยให้เสียของ เพราะทุกครัวเรือนใช้ระบบสุขาแบบปุ๋ยหมักสุขี คือเก็บสิ่งปฏิกูลไว้เป็นปุ๋ย ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำดื่มเพื่อกดชักโครกหนึ่งครั้งได้หลายพันลิตรต่อปี และปุ๋ยนี้เก็บแร่ธาตุล้ำค่าไว้เต็มเปี่ยม เอาไปใช้เพาะปลูกต่อได้

หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน
ภาพ : Finding A Better Way To Live
หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน

สำคัญที่สุดคือ บ้านทุกหลังต้องสร้างกันเอง!

โครงการนี้เป็นการพัฒนาที่อยู่อาศัยส่วนบุคคล ซึ่งได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการก่อสร้างที่พักอาศัยอย่าง CPO (Collectief Particulier Opdrachtgeverschap) ให้คนอยู่ออกแบบและสร้างหมู่บ้านตามใจนึก คือหาผู้รับเหมาหรือสถาปนิกเองได้ และบางส่วนก็ยังได้อาสาสมัครนับพัน ทั้งชาวดัตช์และหลายประเทศที่อยากมาเรียนรู้หมู่บ้านแห่งนี้ ช่วยลงมือก่อผนัง วางหลังคา คิดกันว่าอยากให้ออกมารูปแบบไหน ด้วยเหตุนี้เราเลยได้เห็นบ้านถึง 23 แบบ 

หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน
หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน
หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน

จากการลงมือสร้างเอง บ้านในโครงการนี้เลยนับว่าใช้ต้นทุนน้อยกว่าบ้านทั่วไปมาก ทั้งยังใช้วัสดุเหลือทิ้งและไม้ที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่น มีเพียงค่าใช้จ่ายส่วนของแผงโซลาร์เซลล์ ตัวกรองน้ำ และอุปกรณ์ต่างๆ เพิ่มเติมเท่านั้นเอง 

ระบบกระจายอำนาจ

ความน่าสนใจอีกอย่างของหมู่บ้านแห่งนี้คือ ผู้อยู่อาศัยทุกคนจัดการทุกอย่างได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งส่วนกลาง จึงเอื้อให้เกิดโครงข่ายเศรษฐกิจแบบแบ่งปันกัน แถมยังได้เป็นเจ้าของพลังงานหมุนเวียนแบบระบบสังคมประชาธิปไตย (Sociocracy)

หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน

ไม่ว่าจะดำเนินกิจกรรมใดๆ ทุกคนต้องพูดคุยจนเห็นพ้องต้องกัน และมีการแบ่งชุมชนดูแลรับผิดชอบในส่วนต่างกันออกไป ทั้งการก่อสร้างไปจนถึงการเงิน 

หลายคนอาจเกิดถามในใจ เมื่อต้องลงความเห็นกันทุกเรื่องแบบนี้ แถมแบ่งกันดูแลจะซับซ้อนไปหรือเปล่า แต่เชื่อไหมว่าระบบโครงสร้างระบบสังคมแบบ The Aardehuizen ทำให้หมู่บ้านนี้ลดความขัดแย้งไปได้เยอะ และเกิดการเคารพซึ่งกันและกันมากขึ้นเสียอีก ซึ่งเป็นตัวอย่างอันดีให้ชุมชนอื่นศึกษาและทำตามในอนาคตได้แน่นอน

หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน

ระบบหมู่บ้านแห่งอนาคต

ระบบหมู่บ้านอีโค่แห่งนี้ จะเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เนเธอร์แลนด์ช่วยลด Carbon Footprint และเข้าใกล้เป้าหมายในการลดการปล่อยคาร์บอนลงถึง 95 เปอร์เซ็นต์ได้ในอีก 2 ทศวรรษ 

โดยนำร่องให้โครงการน้องใหม่อย่าง SmartHoods ที่กำลังวางแผนและต่อยอดภายใต้การดูแลของทีมงานอย่าง Florijn de Graaf ผู้เชี่ยวชาญด้าน Smart Grid Expert และ Simon Goddek ผู้เชี่ยวชาญด้าน Aquaponics ครอบคลุมทั้งระบบไฟฟ้าในรูปแบบ Blockchain ให้ซื้อขายและบริหารกันได้เองแบบ Peer-to-peer รวมถึงระบบน้ำแบบ Aquaponics ที่เปลี่ยนน้ำเสียให้กลายเป็นน้ำดีเวียนไปเรื่อยๆ 

และพวกเขายังคิดไปถึงการเปลี่ยนน้ำเสียปนเปื้อนสิ่งปฏิกูล (Black Water) และน้ำทิ้ง (Gray Water) ไปผลิตก๊าซชีวภาพ แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนและพลังงานไฟฟ้า ส่วนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากการผลิต นำไปใช้ประโยชน์ในเรือนเพาะชำของระบบอควาโปนิกส์ต่อ เพื่อให้พวกมันโตเร็วขึ้น

ที่ว้าวไปกว่านั้น SmartHoods จะสร้างระบบอาหารได้เอง โดยยึดหลักวัฏจักรฟอสฟอรัสแบบปิด (Closed Phosphate Cycle) ทำให้สารตั้งต้นที่สำคัญต่อกระบวนการของสิ่งมีและไม่มีชีวิต เกี่ยวเนื่องกับระบบห่วงโซอาหาร อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการ หมุนเวียนกลับมาสร้างความมั่นคงทางอาหารได้ไม่รู้จบ 

แล้ววันหนึ่งที่นี่จะมีพลังงานหมุนเวียนเองได้แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ และกลายเป็นศูนย์กลางระบบกระจายอำนาจของทรัพยากรต่างๆ อย่างทั่วถึง

หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน
หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน

ส่วนข้อแนะนำสำหรับอนาคตอันไกลที่ทีมผู้สร้างมองเห็น หมู่บ้านแห่งนี้จะไม่ใช่หยุดแค่ภายในประเทศ แต่อยากขยายไปเป็นระดับทวีปจนถึงระดับโลก ซึ่งแต่ละประเทศก็ต้องลองศึกษาทั้งนโยบายและข้อบังคับด้านพลังงานดูว่า จะปรับใช้ระบบนี้ในหมู่บ้านได้มากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าเป็นพื้นที่ที่น้ำไฟเข้าถึงยากหรือมีค่าใช้จ่ายสูง เราว่าระบบนี้ก็เป็นตัวเลือกที่ดีทีเดียว นอกจากช่วยให้เราอยู่อย่างพึ่งตัวเองได้แล้วยังช่วยรักษาโลกใบนี้ให้อยู่อย่างดีได้นานขึ้น

ขอบคุณภาพและข้อมูลอ้างอิง

www.aardehuis.nl 

amsterdamsmartcity.com

smarthoods.nl

www.overgrowthesystem.org

Graaf, Florijn. (2018). New strategies for Smart Integrated Decentralised Energy Systems.

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

รถบัสจอดลงช้าๆ ที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ฉันไต่บันไดเตาะแตะลงมาพบกับไอร้อนระอุ 38 องศาเซลเซียสแบบไม่ทันตั้งตัว สายลมอุ่นที่พัดผ่านมาเป็นระลอกทำให้ใบหน้าร้อนผ่าวคล้ายจะเป็นไข้แดด

โอซาก้าในฤดูร้อน ร้อนมาก!

ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่เพียงครู่เดียว ชายญี่ปุ่นคนหนึ่งก็เปิดประตูบ้านออกมาทักทายด้วยสำเนียงคันไซ พร้อมเชื้อเชิญให้เข้าไปในบ้านสีขาวสะอาด หน้าตามินิมอล หลังกะทัดรัดตรงหน้า

บ้านหลังนี้ คือ MUJI Window House

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

ภายในบ้านขนาด 100 ตร.ม. มีคนอัดกันอยู่เกือบๆ 30 คน ประกอบไปด้วยคณะสื่อมวลชนและน้องๆ นักศึกษาฝึกงานในโครงการ AP Open House ที่ AP Thailand ตั้งใจพามาศึกษานวัตกรรมการออกแบบพื้นที่ใช้สอยและการก่อสร้างบ้านสำเร็จรูป ไกลถึงเมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น

หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า แบรนด์ที่ไม่มีแบรนด์อย่าง ‘MUJI’ ผู้จำหน่ายสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่ข้าวของเล็กๆ ในมือ เครื่องเขียน เครื่องสำอาง เสื้อผ้า จักรยาน ไปจนถึงรถยนต์ และยังมีของแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ มากมาย พวกเขาสร้างบ้านขายด้วย

จากการสำรวจด้วยสายตาอย่างคร่าวๆ ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าสู่ความเย็นฉ่ำภายใน MUJI Window House บ้านหลังนี้คงความเป็นมูจิไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยม ทั้งความงามแสนเรียบง่าย สีสันของวัสดุที่กลมกล่อมไปกับธรรมชาติ และการดีไซน์สเปซที่ให้ความรู้สึกน้อยแต่มาก แบบเดียวกับข้าวของชิ้นอื่นๆ ของแบรนด์มูจิเปี๊ยบ

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

“ขอให้ทุกคนมารวมตัวกันข้างหน้าต่างนะครับ” คุณสุสุมุ ซาโต้ Dwelling Space Operation Division แห่ง MUJI House ส่งเสียงบอก หลังจากปล่อยให้พวกเราเดินด้อมๆ มองๆ ตื่นตาตื่นใจไปกับมุมต่างๆ ภายในบ้านพักใหญ่

ฉันหันซ้ายหันขวามองหาจุดรวมตัว และเพิ่งสังเกตว่าบ้านหลังนี้มีหน้าต่างเยอะสมชื่อ Window House เลย

บ้านที่ไม่มีห้อง

“มูจิเริ่มโครงการบ้านมาตั้งแต่ปี 2000 หลังมีเสียงจากลูกค้าจำนวนมาก เสนอเข้ามาว่า อยากอยู่ในบ้านที่มูจิออกแบบ แต่กว่าจะค้บพบรูปแบบบ้านที่ตอบโจทย์คนญี่ปุ่น มูจิใช้เวลาพัฒนาบ้านต้นแบบ ลองผิดลองถูก อยู่กว่า 4 ปี จนในที่สุดก็เริ่มสร้างบ้านออกขายในปี 2004” คุณซาโต้เริ่มอธิบาย

ในช่วงแรกๆ ของการก่อตั้ง MUJI Good House Store ใช้ระบบสร้างบ้านตามใจผู้อยู่ คือลูกค้าต้องการใช้ชีวิตอย่างไร มูจิก็สร้างบ้านให้แบบนั้น แต่ปัญหาที่ตามมาเมื่อเวลาผ่านไป คือ เมื่อครอบครัวขยายขึ้น สมาชิกในครอบครัวและรูปแบบการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป บ้านเหล่านั้นก็ไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอีกต่อไป

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

เมื่อบ้านไม่ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัย เราก็ไม่มีทางเลือกที่จะต้องทุบหรือรีโนเวตบางส่วนของบ้านใหม่ ไอเดียหลักในการแก้ปัญหานี้คือ จะทำอย่างไรให้เราสามารถอยู่บ้านหลังเดิมไปได้ตลอด โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร

ในท้ายที่สุดมูจิก็ได้ข้อสรุปออกมาว่า สิ่งที่ควรทำคือการไม่กั้นห้อง เพื่อให้สเปซภายในบ้านเชื่อมต่อกันเป็นสเปซใหญ่สเปซเดียว และผู้อยู่อาศัยสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานแต่ละพื้นที่ในบ้านได้ โดยไม่ต้องมีการทุบ รื้อ ถอนใดๆ

“เมื่อบ้านไม่ถูกกั้นห้อง การสื่อสารของคนในครอบครัวก็จะมีมากขึ้น เพราะถึงไม่ได้พูดคุยกันตลอดเวลา แต่คนในบ้านต่างเห็นการมีอยู่ของกันและกัน”

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

อย่างที่รู้กันดีว่าประเทศญี่ปุ่นนั้นเต็มไปด้วยภัยพิบัติ ดังนั้น การสร้างบ้านที่สแปนเสากว้าง ไม่มีการกั้นห้อง เพื่อให้บ้านดูโล่ง โปร่ง โดยที่ยังแข็งแรงทนทานต่อพายุไต้ฝุ่นและแผ่นดินไหว จึงเป็นอีกความท้าทายของมูจิ

หน่วยวัดระดับแผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่นใช้คือ ชินโดะ แบ่งความรุนแรงเป็น 7 ระดับ อย่างระดับที่ทำให้เกิดสึนามิคือระดับ 7 ซึ่งถือว่ารุนแรงมาก โดยกฎหมายญี่ปุ่นกำหนดให้โครงสร้างของบ้าน ต้องสามารถรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้ถึงชินโดะ 6 และบ้านของมูจิทุกหลังสามารถรับแรงสั่นสะเทือนได้มากกว่าระดับที่กฎหมายกำหนด

“15 ปีนับตั้งแต่สร้างบ้านมูจิหลังแรก ประเทศญี่ปุ่นเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ขึ้น 3 ครั้ง และบ้านมูจินับพันหลังที่กระจายอยู่ทั่วประเทศไม่เคยได้รับความเสียหายเลย” คุณซาโต้พูดพร้อมรอยยิ้ม

บ้านที่เต็มไปด้วยช่อง

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

คุณซาโต้บอกว่า สิ่งที่มูจิให้ความสำคัญคือความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกัน ระหว่างพื้นที่ภายในและภายนอก หน้าต่างบานใหญ่บริเวณห้องนั่งเล่น จึงมีไว้ให้คนในบ้านสามารถมองออกไปเห็นบรรยากาศนอกบ้านได้อย่างอิสระ

“หน้าต่างก็เหมือนกรอบรูปภาพที่มีชีวิต” ทุกคนในห้องพยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วย พลางมองออกไปยังต้นบ๊วยต้นเล็กที่กำลังสยายกิ่งก้านพลิ้วไหวไปกับสายลมหน้าร้อน

Window House จึงเป็นบ้านที่มีหน้าต่างเป็นหลัก ซึ่งสามารถปรับตำแหน่งของหน้าต่างให้เหมาะสมกับพื้นที่ๆ บ้านหลังนั้นตั้งอยู่ได้ เช่น ถ้าบ้านอยู่ติดกับภูเขา ทีมออกแบบของมูจิจะปรับตำแหน่งหน้าต่างให้สามารถมองเห็นภูเขาได้ หรือถ้าบ้านตั้งอยู่ในพื้นที่ๆ ค่อนข้างแออัด ก็สามารถปรับให้หน้าต่างอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้นหรือเล็กลงได้

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

เมื่อบ้านมีหน้าต่างเยอะ การรักษาอุณหภูมิภายในบ้านจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ทั้งการรักษาความเย็นช่วงหน้าร้อน และความอบอุ่นในหน้าหนาว

สิ่งที่ทำให้ฉันทึ่งมาก คือบ้านหลังนี้มีเครื่องปรับอากาศแค่ 2 ตัวเท่านั้น ชั้นบนและชั้นล่างอย่างละตัว

“เพราะหน้าต่างของบ้านมูจิมีขนาดใหญ่ การกันความร้อนความเย็นของกระจกหน้าต่างจึงเป็นสิ่งจำเป็น นวัตกรรมที่มาช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ คือ Tripple Glass หรือการซ้อนกระจก 3 ชั้น เพื่อเป็นฉนวนรักษาอุณหภูมิ เมื่อสามารถควบคุมความร้อนและความเย็นภายในบ้านได้ เครื่องปรับอากาศจึงไม่จำเป็น มีแค่ 2 ตัวก็เพียงพอแล้ว เพื่อประหยัดพลังงานและลดค่าไฟฟ้าในบ้าน”

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

คุณซาโต้ชี้ให้ดูช่องเปิดขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ที่เชื่อมพื้นที่ชั้นบนและชั้นล่างของบ้านเข้าหากัน พร้อมเอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดี “ช่องเปิดตรงนี้ช่วยถ่ายเทและทำให้อากาศในบ้านหมุนเวียน ไม่ได้เจาะรูเพดานแค่เท่ๆ นะครับ ทุกอย่างทำเพื่อฟังก์ชัน”

บ้านที่สร้างจากโรงงาน

“บ้านหลังนี้มีพื้นที่ประมาณ 100 ตร.ม. ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐานโดยเฉลี่ยของบ้านคนญี่ปุ่นในปัจจุบัน โดยมีราคาประมาณ 20.9 ล้านเยน หรือ 7 ล้านบาท เฉพาะค่าก่อสร้างบ้านไม่รวมค่าที่ดิน” คุณซาโต้เล่าต่อ

ถ้าเทียบกับประเทศไทย ราคานี้อาจทำให้ใครหลายคนสะดุ้ง แต่ที่ญี่ปุ่น บ้านราคาประมาณนี้ เทียบกับฟังก์ชันและคุณภาพของวัสดุต่างๆ ที่ลูกค้าได้รับ ถือว่าราคาเป็นมิตรทีเดียว

ที่มูจิสามารถลดต้นทุนการก่อสร้างบ้านลงมาได้ขนาดนี้ เพราะบ้านมูจิเป็น ‘บ้านสำเร็จรูป’ หรือ Prefabricated House ที่มีข้อดีคือสามารถสร้างเสร็จได้ในเวลาระยะสั้น และอยู่ในระดับราคาที่เอื้อมถึง แทบทุกองค์ประกอบในบ้าน ตั้งแต่สายไฟ ท่อ ไม้ เหล็กต่างๆ ตัดเป็นขนาดพอดีมาจากโรงงาน จากนั้นเอามาประกอบที่หน้างานเฉยๆ

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

“เมื่อทุกอย่างผลิตสำเร็จรูปมาจากโรงงาน ทำให้แรงงานที่ใช้น้อยลง ข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นก็ลดลงไปด้วย ทำให้ผลลัพธ์ในการก่อสร้างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และที่สำคัญคือไม่มีเศษวัสดุเหลือใช้เลย”

คุณซาโต้อธิบายว่า หลังปี 2009 คนญี่ปุ่นเจเนอเรชันใหม่ต่างให้ความสนใจเรื่องภาวะโลกร้อนและ Footprint ที่เราทิ้งไว้กับโลก รวมถึงใส่ใจเรื่องการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

แนวคิดของมูจิในออกแบบผลิตภัณฑ์รวมถึงสร้างบ้านที่ลดการเพิ่มขยะและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงได้ใจคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ไปเต็มๆ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาคนก็เริ่มให้การยอมรับบ้านมูจิ

“บ้านที่คนเคยสบประมาทว่าสวยแต่อยู่ไม่ได้ ปัจจุบันสร้างถึงปีละ 300 หลังทั่วญี่ปุ่น ด้วยทีมออกแบบเพียงแค่ 10 คนเท่านั้น”

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

บ้านมูจิใช้เวลาดำเนินการทั้งสิ้นประมาณ 11 เดือน นับตั้งแต่วันแรกที่ลูกค้าเดินเข้ามาบอกให้สร้างบ้านให้

5 เดือนแรกเป็นขั้นตอนการออกแบบ เพราะถึงแม้จะเป็น Prefabricated House แต่บ้านทุกหลังผ่านการ Customize ปรับบางส่วนให้ตอบสนองความต้องการของผู้เป็นเจ้าของบ้าน และให้เข้ากับพื้นที่ตั้งของบ้าน

1 เดือนครึ่งต่อมา เป็นขั้นตอนการคำนวณและตัดวัสดุที่ใช้ประกอบบ้านทั้งหมดในโรงงาน

และ 4 เดือนต่อมา เป็นขั้นตอนการประกอบบ้าน ซึ่งคุณซาโต้แอบกระซิบบอกว่า ไซต์งานก่อสร้างบ้านของมูจินั้นเนี้ยบนิ้ง สะอาดเอี่ยมมาก แทบไม่มีฝุ่นหรือคราบสกปรกเลย เพราะทุกอย่างทำสำเร็จมาแล้วจากโรงงาน

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

พวกเราโค้งขอบคุณคุณซาโต้ที่เดินออกมาส่งหน้าประตู

ทันทีที่ก้าวเท้าออกมาจากบ้าน สายลมอุ่นๆ ปะทะหน้าอีกครั้ง ตลอดเวลา 1 ชั่วโมงใน MUJI Window House ฉันลืมไปเสียสนิทว่าที่นี่คือ โอซาก้าในฤดูร้อน ที่ร้อนมาก!

แหงนหน้ามองท้องฟ้า หลังคาบ้านรูปสามเหลี่ยมสีขาวตัดกับสีฟ้าสดใส ดวงอาทิตย์ดูจะเจิดจ้ากว่าที่ประเทศไทยเสียอีก

‘เล็ก เรียบง่าย งดงาม’ นั่นล่ะคือคอนเซปต์ของบ้านหลังนี้

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

AP Open House คือโครงการที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาฝึกงานได้เข้ามาเรียนรู้กระบวนการทำงาน ผ่านการปฏิบัติงานจริง ภายใต้การดูแลของ AP Academy สถาบันเพื่อการเรียนรู้ครบวงจรด้านอสังหาริมทรัพย์แห่งแรกในประเทศ โดย AP Thailand

จากผู้สมัครกว่า 3,000 จาก 77 สถาบันการศึกษา น้องๆ ทั้ง 50 คนที่ได้รับการคัดเลือก จะได้รับการฝึกอบรมความรู้ทั้งด้านนวัตกรรมการออกแบบก่อสร้าง และกระบวนการขายสินค้าอสังหาริมทรัพย์ผ่านแพลตฟอร์มใหม่ๆ โดยมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด

โดยน้องๆ ทั้ง 4 คนที่ได้ไปเยี่ยม MUJI Window Hose ที่เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น คือตัวแทนนักศึกษาจากโปรแกรมวิศวกรรมโยธา และโปรแกรมการตลาดและการขาย ที่มีผลงานการฝึกงานโดดเด่นตลอดระยะเวลา 2 เดือนของโครงการ

Writer & Photographer

Avatar

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load