นักลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง Cryptocurrency คงเคยได้ยินแนวความคิด Decentralized คำศัพท์ใหม่ที่ผุดขึ้นมาเพื่ออธิบายวงการการเงินแห่งอนาคต ลดความเป็นศูนย์กลางของระบบแล้วกระจายความเป็นเจ้าของไปสู่มือทุกคน แต่เราไม่ได้จะโฆษณาชวนให้ทุกท่านลงทุนแต่อย่างใด เพราะคอลัมน์หมู่บ้านครั้งนี้ จะเล่าถึงแนวความคิดไร้ตัวกลางในมุมมองของที่อยู่อาศัยในอนาคตต่างหาก ที่สำคัญ อาจเปลี่ยนโลกนี้ไปเลยก็ได้

สถานที่แห่งนั้นมีชื่อว่า ‘The Aardehuizen’ ในเมือง Olst ซึ่งแปลตรงตัวว่า บ้านดิน หมู่บ้านอีโค่แห่งแรกในเนเธอร์แลนด์ที่ทำแบบ Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของ นอกจากความไฮเทค ยังรักษ์โลกเป๊ะทุกอณู ตั้งแต่ใช้ขยะและวัสดุธรรมชาติมาสร้างบ้าน โดยคนอยู่ต้องมาช่วยกันทำ ผลิตไฟฟ้าจนแบ่งกันได้ ใช้น้ำรีไซเคิลซึ่งถูกกรองแบบธรรมชาติสุดๆ ไปจนถึงเก็บเกี่ยวอาหารตามหลักการ Permaculture ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อสร้างวิถีชีวิตกินอยู่อย่างยั่งยืน

ว่าแล้วก็ลองไปเคาะประตูดูสักหน่อยดีกว่า ว่าหมู่บ้านแห่งนี้ทำได้อย่างไร ทำไมใครๆ ถึงยกให้เป็นต้นแบบที่อยู่อาศัยในอนาคต

ระบบการใช้ชีวิตในอนาคต 

ความคิดแรกเริ่มที่ชาวเนเธอร์แลนด์ผันตัวมาสร้างต้นแบบย่านยั่งยืนหลายแห่ง เพราะเป้าหมายตามอนุสัญญาปารีส ที่รัฐบาลประกาศหนักแน่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 80 – 90 เปอร์เซ็นต์ ภายใน ค.ศ. 2050 ซึ่งแผนการของพวกเขาคือ การเปลี่ยนให้เกิดเป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนขึ้น

ซึ่งตามอนุสัญญานี้ เราเลยได้เห็นโปรเจกต์หลากหลายจากอีกฟากฝั่ง ทั้ง SchoonSchip เมืองลอยน้ำอัจฉริยะ จนถึง De Ceuvel พื้นที่สังสรรค์ด้วยเทคโนโลยีสะอาด สร้างเป็นต้นแบบเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านสภาพอากาศอย่างที่ตั้งใจ

โดยจุดร่วมของโครงการทั้ง 2 โครงการและ The Aardehuizen คือการใช้ระบบไมโครกริด (Microgrid) 

The Aardehuizen หมู่บ้านพึ่งตัวเองในเนเธอแลนด์ ผลิตไฟฟ้าใช้เองและไม่ทิ้งภาระให้โลก

ระบบไฟฟ้าแบบปันกัน

ความเก๋ของเจ้าไมโครกริด หรือเรียกในหน่วยย่อยว่า SIDE (Smart Integrated Decentralized Energy) คือระบบการบริหารไฟฟ้าที่สร้าง จำหน่าย และควบคุมได้ภายในพื้นที่เดียวให้มากที่สุด 

นักวิจัยต่างบอกว่าเทคโนโลยีไมโครกริดทำให้ท้องถิ่นมีพลังงานแบบหมุนเวียนได้ถึงร้อยละ 90 และมีศักยภาพที่จะพึ่งพาตนเองอย่างเต็มที่ในอนาคต การสำรองไฟฟ้ามากเกินไปเป็นการเพิ่มต้นทุนและเสียเปล่าของพลังงาน ถ้าติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพิ่ม จะกินไฟที่ผลิตแค่ร้อยละ 30 ส่วนพลังงานที่เหลือจากการแบ่งจ่ายก็กลับคืนสู่กริดกลางเพื่อเก็บไว้ใช้ได้

 และเมื่อไฟฟ้าถูกผลิตและส่งต่อไปยังบ้านเรือน ทุกคนในหมู่บ้านก็จะกลายเป็นเจ้าของร่วมกัน ทั้งมีพอให้ใช้ เก็บสำรองได้เมื่อเหลือ และมีสิทธิ์เผื่อแผ่ไปยังเพื่อนบ้านหรือหมู่บ้านใกล้เคียงได้อีกด้วย เจ๋งดีแท้!

ซึ่งเขายังคาดการณ์กันอีกว่า ในอีก 29 ปี ครึ่งหนึ่งของบ้านเรือนในสหภาพยุโรปจะหันมาผลิตพลังงานหมุนเวียนแบบนี้เป็นของตัวเองเช่นกัน เป็นกุญแจสำคัญที่พาเราไปสู่เมืองสีเขียวในอีกหลายปีข้างหน้า

The Aardehuizen หมู่บ้านพึ่งตัวเองในเนเธอแลนด์ ผลิตไฟฟ้าใช้เองและไม่ทิ้งภาระให้โลก

ระบบออกแบบบ้านกันเอง

หมู่บ้านแห่งนี้สร้างตั้งแต่ 6 ปีที่แล้ว ได้แรงบันดาลใจมาจาก Earthships หรือบ้านที่ออกแบบจากบรรดากระป๋องน้ำอัดลมและขยะรีไซเคิลของ ไมเคิล อี. เรย์โนลส์ (Michael E. Reynolds) เมื่อ ค.ศ. 1970 ซึ่งถือว่าล้ำมากๆ ในยุคนั้น

ด้วยแนวคิดเดียวกัน จึงกลายมาเป็นบ้าน 23 หลังที่ใช้วัสดุยั่งยืน ซึ่งปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับชาวดัตช์มากขึ้น ตั้งแต่สร้างกำแพงจากยางรถยนต์เหลือทิ้ง ก่อด้วยดินและฟางเพื่อให้โครงสร้างแข็งแรง แถมยังใส่ใจถึงการออกแบบหลังคาให้เอียง 9 องศา เพื่อรับแสงมากในหน้าหนาว และรับแสงน้อยในหน้าร้อน พร้อมติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ด้านบน ตกแต่งโดยรอบด้วยแผ่นเก็บพลังงานแสงอาทิตย์และหม้อต้มไอน้ำไฟฟ้า สำหรับสร้างพลังงานไฟฟ้าและความร้อนเอง เพื่อลดการใช้แก๊สและเชื้อเพลิงต่างๆ 

The Aardehuizen หมู่บ้านพึ่งตัวเองในเนเธอแลนด์ ผลิตไฟฟ้าใช้เองและไม่ทิ้งภาระให้โลก
The Aardehuizen หมู่บ้านพึ่งตัวเองในเนเธอแลนด์ ผลิตไฟฟ้าใช้เองและไม่ทิ้งภาระให้โลก

ส่วนระบบน้ำบาดาล ก็จะได้รับการกรองขาเข้าและทดสอบคุณภาพอย่างสม่ำเสมอว่าพร้อมดื่มใช้ ส่วนน้ำทิ้งก็ต้องถูกกรองขาออก ก่อนปล่อยลงสู่ดินเช่นกัน

ของเสียทั้งหลายเขาก็ไม่ปล่อยให้เสียของ เพราะทุกครัวเรือนใช้ระบบสุขาแบบปุ๋ยหมักสุขี คือเก็บสิ่งปฏิกูลไว้เป็นปุ๋ย ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำดื่มเพื่อกดชักโครกหนึ่งครั้งได้หลายพันลิตรต่อปี และปุ๋ยนี้เก็บแร่ธาตุล้ำค่าไว้เต็มเปี่ยม เอาไปใช้เพาะปลูกต่อได้

หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน
ภาพ : Finding A Better Way To Live
หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน

สำคัญที่สุดคือ บ้านทุกหลังต้องสร้างกันเอง!

โครงการนี้เป็นการพัฒนาที่อยู่อาศัยส่วนบุคคล ซึ่งได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการก่อสร้างที่พักอาศัยอย่าง CPO (Collectief Particulier Opdrachtgeverschap) ให้คนอยู่ออกแบบและสร้างหมู่บ้านตามใจนึก คือหาผู้รับเหมาหรือสถาปนิกเองได้ และบางส่วนก็ยังได้อาสาสมัครนับพัน ทั้งชาวดัตช์และหลายประเทศที่อยากมาเรียนรู้หมู่บ้านแห่งนี้ ช่วยลงมือก่อผนัง วางหลังคา คิดกันว่าอยากให้ออกมารูปแบบไหน ด้วยเหตุนี้เราเลยได้เห็นบ้านถึง 23 แบบ 

หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน
หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน
หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน

จากการลงมือสร้างเอง บ้านในโครงการนี้เลยนับว่าใช้ต้นทุนน้อยกว่าบ้านทั่วไปมาก ทั้งยังใช้วัสดุเหลือทิ้งและไม้ที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่น มีเพียงค่าใช้จ่ายส่วนของแผงโซลาร์เซลล์ ตัวกรองน้ำ และอุปกรณ์ต่างๆ เพิ่มเติมเท่านั้นเอง 

ระบบกระจายอำนาจ

ความน่าสนใจอีกอย่างของหมู่บ้านแห่งนี้คือ ผู้อยู่อาศัยทุกคนจัดการทุกอย่างได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งส่วนกลาง จึงเอื้อให้เกิดโครงข่ายเศรษฐกิจแบบแบ่งปันกัน แถมยังได้เป็นเจ้าของพลังงานหมุนเวียนแบบระบบสังคมประชาธิปไตย (Sociocracy)

หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน

ไม่ว่าจะดำเนินกิจกรรมใดๆ ทุกคนต้องพูดคุยจนเห็นพ้องต้องกัน และมีการแบ่งชุมชนดูแลรับผิดชอบในส่วนต่างกันออกไป ทั้งการก่อสร้างไปจนถึงการเงิน 

หลายคนอาจเกิดถามในใจ เมื่อต้องลงความเห็นกันทุกเรื่องแบบนี้ แถมแบ่งกันดูแลจะซับซ้อนไปหรือเปล่า แต่เชื่อไหมว่าระบบโครงสร้างระบบสังคมแบบ The Aardehuizen ทำให้หมู่บ้านนี้ลดความขัดแย้งไปได้เยอะ และเกิดการเคารพซึ่งกันและกันมากขึ้นเสียอีก ซึ่งเป็นตัวอย่างอันดีให้ชุมชนอื่นศึกษาและทำตามในอนาคตได้แน่นอน

หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน

ระบบหมู่บ้านแห่งอนาคต

ระบบหมู่บ้านอีโค่แห่งนี้ จะเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เนเธอร์แลนด์ช่วยลด Carbon Footprint และเข้าใกล้เป้าหมายในการลดการปล่อยคาร์บอนลงถึง 95 เปอร์เซ็นต์ได้ในอีก 2 ทศวรรษ 

โดยนำร่องให้โครงการน้องใหม่อย่าง SmartHoods ที่กำลังวางแผนและต่อยอดภายใต้การดูแลของทีมงานอย่าง Florijn de Graaf ผู้เชี่ยวชาญด้าน Smart Grid Expert และ Simon Goddek ผู้เชี่ยวชาญด้าน Aquaponics ครอบคลุมทั้งระบบไฟฟ้าในรูปแบบ Blockchain ให้ซื้อขายและบริหารกันได้เองแบบ Peer-to-peer รวมถึงระบบน้ำแบบ Aquaponics ที่เปลี่ยนน้ำเสียให้กลายเป็นน้ำดีเวียนไปเรื่อยๆ 

และพวกเขายังคิดไปถึงการเปลี่ยนน้ำเสียปนเปื้อนสิ่งปฏิกูล (Black Water) และน้ำทิ้ง (Gray Water) ไปผลิตก๊าซชีวภาพ แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนและพลังงานไฟฟ้า ส่วนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากการผลิต นำไปใช้ประโยชน์ในเรือนเพาะชำของระบบอควาโปนิกส์ต่อ เพื่อให้พวกมันโตเร็วขึ้น

ที่ว้าวไปกว่านั้น SmartHoods จะสร้างระบบอาหารได้เอง โดยยึดหลักวัฏจักรฟอสฟอรัสแบบปิด (Closed Phosphate Cycle) ทำให้สารตั้งต้นที่สำคัญต่อกระบวนการของสิ่งมีและไม่มีชีวิต เกี่ยวเนื่องกับระบบห่วงโซอาหาร อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการ หมุนเวียนกลับมาสร้างความมั่นคงทางอาหารได้ไม่รู้จบ 

แล้ววันหนึ่งที่นี่จะมีพลังงานหมุนเวียนเองได้แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ และกลายเป็นศูนย์กลางระบบกระจายอำนาจของทรัพยากรต่างๆ อย่างทั่วถึง

หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน
หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน

ส่วนข้อแนะนำสำหรับอนาคตอันไกลที่ทีมผู้สร้างมองเห็น หมู่บ้านแห่งนี้จะไม่ใช่หยุดแค่ภายในประเทศ แต่อยากขยายไปเป็นระดับทวีปจนถึงระดับโลก ซึ่งแต่ละประเทศก็ต้องลองศึกษาทั้งนโยบายและข้อบังคับด้านพลังงานดูว่า จะปรับใช้ระบบนี้ในหมู่บ้านได้มากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าเป็นพื้นที่ที่น้ำไฟเข้าถึงยากหรือมีค่าใช้จ่ายสูง เราว่าระบบนี้ก็เป็นตัวเลือกที่ดีทีเดียว นอกจากช่วยให้เราอยู่อย่างพึ่งตัวเองได้แล้วยังช่วยรักษาโลกใบนี้ให้อยู่อย่างดีได้นานขึ้น

ขอบคุณภาพและข้อมูลอ้างอิง

www.aardehuis.nl 

amsterdamsmartcity.com

smarthoods.nl

www.overgrowthesystem.org

Graaf, Florijn. (2018). New strategies for Smart Integrated Decentralised Energy Systems.

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

“คุณอยากสนิทกับเพื่อนบ้านหรือเปล่า?”

เช้าเดินไปซื้อกับข้าวกับพี่ข้างบ้าน บ่าย ๆ ไปธุระก็ฝากลูกไว้กับป้าบ้านตรงข้าม พลบค่ำตั้งวงนั่งเล่นกีต้าร์ร้องเพลงในซอย

เขาว่ากันว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม แต่ไหนแต่ไร เผ่าพันธุ์ของพวกเรามักจะรวมตัวตั้งถิ่นฐานเป็นกลุ่มเป็นก้อน ญาติพี่น้องอยู่ด้วยกัน คนเชื้อสายใกล้เคียงกันอยู่ด้วยกัน

เวลาผ่านไป ความเป็นเมืองและเทคโนโลยีคืบคลานเข้ามาในหลายพื้นที่ เราจึงดำรงชีวิตกันอย่างปัจเจกชนมากขึ้น มากเสียจนเราอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนข้างบ้านชื่ออะไร ตรงกันข้าม เราอาจสนิทชิดเชื้อกับเพื่อนที่อาศัยอยู่ห่างไป 100 กิโลเมตรมากกว่าเสียอีก

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

“เราสนใจแนวคิดเรื่องชุมชนมาตั้งแต่เริ่มตั้งสถาบันครับ” ทวี เรืองฉายศิลป์ จากสถาบันอาศรมศิลป์เล่าย้อน

“จนกระทั่งปี 2010 เราริเริ่มโครงการ Co-housing ‘บ้านเดียวกัน’ ขึ้น” เขาพูด Co-housing ที่ว่า หมายถึงชุมชนที่เกิดขึ้นโดยผู้คนที่ตั้งใจจะอาศัยอยู่ร่วมกัน มีกลุ่มบ้านส่วนตัวรายล้อมพื้นที่ส่วนกลางที่ใช้ร่วมกัน “ตอนนั้นแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างชุมชน หรือคำว่า Co-housing เป็นที่รับรู้ขึ้นในไทยมากกว่าสมัยก่อนหน้า แต่ก็ยังไม่ได้แพร่หลายเป็นวงกว้างในสังคม แม้จะมีโครงการบ้างแล้วก็ตาม”

วันนี้ กลุ่มสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์ ภาณุมาศ ชเยนทร์, ธนา อุทัยภัตรากูร, ปิยะ พรปัทมภิญโญ, วริศรา ไกรระวี, ทวี เรืองฉายศิลป์ และ ยิ่งยง ปุณโณปถัมภ์ จะมาพูดคุยเกี่ยวกับ ‘Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp’ โปรเจกต์ใหม่ที่กำลังเปิดรับสมัครสมาชิก ซึ่งคล้ายจะเป็นหนังภาคต่อของบ้านเดียวกันเมื่อ 10 กว่าปีก่อน แต่แตกต่างด้วยวันเวลา สังคม และความเข้าใจของคนสมัยใหม่ที่เพิ่มมากขี้น

ถึงเวลาแล้วที่ ‘เชียงดาว’ เมืองธรรมชาติสวยแห่งเชียงใหม่จะมีชุมชนที่ผู้คนต่างที่มาร่วมกันสร้าง

Co-housing ที่พวกเขากำลังปลุกปั้นกันในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการปฏิเสธสังคมที่วิวัฒน์ไปข้างหน้า หากแต่เป็นอีกลักษณะของการอยู่อาศัย ที่จะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับสังคมไทยต่อไปได้

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp
สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

มองหาความเป็นไปได้

“Co-housing เกิดจากกลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันมาก่อน แต่อยากอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน เลยมาร่วมกันออกแบบที่อยู่อาศัยของตัวเอง” ยิ่งยงเริ่มอธิบายนิยามของลักษณะการอยู่อาศัยที่ยังไม่มีคำแปลตายตัวในภาษาไทย

“จริง ๆ มีได้หลายรูปแบบเลยนะครับ” ทวีเล่าด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น “จะเป็นแก๊งเพื่อนที่รู้จักกันอยู่แล้วก็ได้ หรือเป็นญาติพี่น้องที่ชวนกันไปอยู่ก็ได้ครับ คล้าย ๆ ครอบครัวขยายในอดีต แต่แนวคิดการอยู่ร่วมกันในรูปแบบนี้ เปิดโอกาสว่าไม่จำเป็นต้องเป็นเครือญาติกัน แค่มีความสนใจบางอย่างตรงกันก็อยู่อาศัยร่วมกันได้”

“Co-housing แตกต่างจากบ้านจัดสรรตรงเราเลือกคนที่จะมาอยู่ด้วยกันได้” ภาณุมาศพูดถึงข้อดี “ถ้าเราซื้อบ้านจัดสรร ก็แค่เดินดูบ้านที่อยากได้ทำเลนั้น ๆ แล้วไปวัดดวงกันว่า คนที่อยู่ในซอยย่อยเดียวกับเรา ข้างบ้านเราจะเป็นใคร แต่พอเราทำแบบนี้ เราได้คุย ได้รู้จักกันก่อน และลดต้นทุนการผลิตด้วยการแชร์พื้นที่ส่วนกลางบางส่วนร่วมกันได้”

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

แนวคิด Co-housing ถือกำเนิดครั้งแรกที่เดนมาร์ก ในช่วงปี 1970 โดยเริ่มที่ Saettedammen เป็นแห่งแรก จากนั้นก็ออกเดินทางไปสู่ประเทศอื่น ๆ ที่มาที่ไปของแนวคิดนี้คือ มีคนบางกลุ่มเชื่อว่าธรรมชาติของมนุษย์ต้องการอยู่ร่วมกัน จึงเริ่มรวมกลุ่มเพื่อสร้างชุมชน การรวมกลุ่มนี้ตอบโจทย์พวกเขาหลายอย่าง ทั้งในแง่ของวิถีชีวิตที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จิตวิญญาณของการอยู่อาศัย การแชร์ทรัพยากร-สิ่งอำนวยความสะดวกร่วมกัน และในแง่เศรษฐกิจ ช่วยทำให้แต่ละคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไปพร้อม ๆ กับประหยัดค่าใช้จ่าย

หลายปีต่อมา จากโลกตะวันตกก็มาสู่เอเชีย Co-housing เริ่มเกิดขึ้นทั้งในจีน ญี่ปุ่น รวมถึงในประเทศไทย อาศรมศิลป์เองก็ริเริ่มโครงการ ‘บ้านเดียวกัน’ ขี้นมาในรูปแบบ Co-housing แม้ว่าแนวคิดในลักษณะนี้จะยังเป็นเรื่องใหม่ที่คนไทยไม่คุ้นชินก็ตาม พวกเขาคิดว่าสังคมไทยมีประสบการณ์ร่วมกันที่ว่าสมัยก่อนก็อยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวขยาย อยู่กันเป็นชุมชน จึงน่าจะประยุกต์รูปแบบของ Co-housing เข้ามาใช้ได้

ถึงตรงนี้เราก็ตั้งข้อสงสัยว่า แนวคิดแบบ Co-housing นั้นดูจะแตกต่างจากการอยู่ร่วมกันของชุมชนไทยสมัยก่อนไหมนะ แถมวิถีชีวิตคนในปัจจุบันก็เปลี่ยนไปมากด้วย

“เราไม่ได้คิดว่าอยากเอาของไทยสมัยก่อนกลับมา” ยิ่งยงอธิบายให้ชัดเจน “เราแค่คิดว่าความเป็นชุมชนไทยน่าจะฝังอยู่ใน DNA ความทรงจำ หรือความรู้สึกนึกคิดของเรา มันน่าจะมีต้นทุนที่เอาเรื่องนี้กลับมาได้”

“แล้วถ้านำ Co-housing เข้าไปอยู่ในแนวคิดของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มันน่าจะตอบโจทย์ความต้องการของสังคม” ซึ่งโครงการบ้านเดียวกันนี้ เป็นทั้งวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาโท สถาบันอาศรมศิลป์ และเป็นทั้งโครงการที่ลงทุนจริง สร้างจริง มีผู้คนเข้าไปอยู่อาศัยด้วยกันจริง ๆ

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp
สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

บทเรียนจากบ้านเดียวกัน

‘บ้านเดียวกัน’ เป็นชื่อโครงการที่เป็นร่มใหญ่ ซึ่งมีโครงการย่อยในหลายรูปแบบ โครงการหนึ่งเป็นกลุ่มบ้านที่ออกแบบให้พี่น้องที่เคยอยู่ด้วยกันตอนเด็ก ได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งในวัยชรา โครงการหนึ่งก็เป็นหมู่บ้านใกล้ที่ทำงานของเหล่าพนักงาน มีกระบวนการให้แต่ละคนออกแบบวิถีการอยู่อาศัยร่วมกัน อีกโครงการหนึ่งเป็นกลุ่มบ้านของผู้ปกครอง-เด็กโรงเรียนรุ่งอรุณ ที่ต้องการอยู่ใกล้โรงเรียน และสุดท้ายคือโครงการคอนโด Low-rise 8 ยูนิตย่านลาดพร้าว

สังเกตได้ว่า Co-housing ในความหมายของอาศรมศิลป์ ไม่ค่อยจำกัดรูปแบบอาคารเท่าไหร่ กลับกันคือ พวกเขาพยายามผลักดันให้เกิดความหลากหลายขึ้น โดยมีแนวคิดของการอยู่ด้วยกัน เกื้อกูลกัน แชร์ทรัพยากรซึ่งกันและกันเป็นจุดร่วม

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp
สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

“บ้านเดียวกัน มีบางโครงการที่ก่อสร้างจนสำเร็จ ในขณะที่บางโครงการก็ไม่” ยิ่งยงว่า

เป็นเรื่องปกติที่ระหว่างกระบวนการจะมีการเปลี่ยนหน้าสมาชิก เมื่อเงื่อนไขในชีวิตของบางคนเปลี่ยน ก็ต้องมีการหาสมาชิกใหม่มาแทนให้ครบ ทำให้ไม่ใช่ทุกโครงการจะประสบความสำเร็จจนได้ก่อสร้างจริง

“ตอนนั้นเราสรุปบทเรียนอยู่ 2 เรื่อง” ยิ่งยงสะท้อนหลังจากที่ผ่านเวลานั้นมาราวสิบปี

“อย่างแรกคือทักษะการคลี่คลายความขัดแย้ง การอยู่บนความแตกต่างของคนไทยที่ยังไม่มากพอ”

“บทเรียนที่ 2 คือ ยุคนั้นมันมีข้อจำกัดในการสื่อสาร ตอนทำบ้านเดียวกัน ช่องทางการสื่อสาร โซเชียลมีเดียยังไม่แพร่หลาย” เราคิดตาม ใช่ แม้ในปี 2010 จะมีอินเทอร์เน็ตใช้แล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าผู้คนทุกเพศทุกวัยไม่ได้ไลน์หากันเช้าเย็นอย่างถนัดมือเหมือนทุกวันนี้

นอกเหนือจาก 2 เรื่องที่มีปัจจัยมาจาก ‘คน’ ก็มีเรื่องการประชาสัมพันธ์อีกเรื่องที่ยิ่งยงได้สะท้อนออกมา

“ตอนนั้นเราประชาสัมพันธ์โครงการผ่านช่องทางเดียวกับตลาดทั่วไปเลย ออกงานแฟร์ โปรโมตแบบโครงการบ้านอสังหาริมทรัพย์เลยครับ” สถาปนิกจากอาศรมศิลป์พูด “เราคิดว่าเราประชาสัมพันธ์โครงการไปไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายของเราจริง ๆ คนไม่ค่อยรู้กัน ทีนี้พอมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นระหว่างกระบวนการ ก็หาคนเข้ามาทดแทนเพื่อไปต่อไม่ได้”

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

ครั้งใหม่ที่เชียงดาว

จนเมื่อปี 2021 มาถึง ก็มีสมาชิกในกลุ่มมะขามป้อมที่เชียงดาว ต้องการขายที่ดินขนาดประมาณ 5 ไร่ เพื่อหารายได้สนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม ด้วยมิตรภาพที่มีให้กันมาอย่างยาวนานของสมาชิกท่านนั้นและ แบน-ธีรพล นิยม ผู้ก่อตั้งสถาบันอาศรมศิลป์ ประกอบกับเห็นว่าเป็นการนำเงินไปใช้ประโยชน์กับกิจกรรมทางสังคม แบนจึงรับซื้อไว้ด้วยความเต็มใจ ซึ่งเมื่อเขาได้ไปดูที่ดินด้วยตาของตัวเอง ก็เล็งเห็นว่าที่ดินน่าจะมีศักยภาพในการขับเคลื่อนให้เกิดชุมชนแห่งการแบ่งปันและเกื้อกูลอย่าง Co-housing ได้

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

“มันเป็นจังหวะที่เรารู้สึกว่า ผ่านมา 10 ปี สังคมก็เปลี่ยนไป สมัยนู้นตอนพูดว่า Co-housing เป็นสิ่งที่เฉพาะกลุ่มมาก ๆ แต่ยุคนี้คนทั่วไปเริ่มรู้จักแล้ว กลุ่มคนที่มีความต้องการเฉพาะก็มีมากขึ้น โซเชียลมีเดียเองก็เข้าถึงกลุ่มคนได้หลากหลายมากขึ้น เราเลยอยากทดลองดูว่า ถ้าเอาแนวคิดนี้มาทำในยุคสมัยนี้จะเกิดขึ้นจริงได้ไหม”

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

ไซต์นี้อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของตัวเมืองเชียงดาว มีท้องไร่ท้องนา มีทุ่งน้ำนูนีนอยอยู่ใกล้ ๆ ดอยหลวงเชียงดาวซึ่งมองได้จากไซต์ ก็เป็นพื้นที่ที่ยูเนสโกเพิ่งประกาศให้เป็นพื้นที่สงวนทางชีวมณฑลแห่งล่าสุดของประเทศไทย เพราะตีนดอยเป็นเขตร้อน และบนดอยเป็นเขตอบอุ่น ทำให้พืชพรรณและสัตว์ต่าง ๆ ที่นี่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก

ย่านนั้นเป็นพื้นที่ที่คนหลงรักเชียงดาวเข้ามาลงหลักปักฐานกัน โดย ‘Makhampom Art Space’ ของกลุ่มละครมะขามป้อม และ ‘มาลาดาราดาษ’ ที่เปิดเวิร์กชอปเกี่ยวกับศิลปะ เป็นหนึ่งในกัลยาณมิตรที่อยู่ในชุมชนนั้น การรวมตัวกันของทุกคนก็มีข้อดี ทำให้ได้พึ่งพาอาศัยกัน และที่สำคัญคือได้ใช้สาธารณูปโภคร่วมกันด้วย

เมื่อคิดภาพตามที่ยิ่งยงเล่า ทั้งวิวท้องนากว้างใหญ่ วิวภูเขาสวย ๆ ทั้งสังคมโดยรอบและกิจกรรมที่เกิดขึ้น ตัวเราเองก็คงมีความสุขทีเดียวที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในบรรยากาศแบบนั้นทุกวัน

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

ขยับทีละขั้นตอน

การที่ Co-housing สักที่จะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ (รวมถึงที่เชียงดาวนี้ด้วย) จะต้องมีกระบวนการที่ประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอนหลัก ๆ

ขั้นตอนแรกก็คือ การรวมกลุ่ม (Forming Group)

ทวีเล่าว่า ตอนที่เดนมาร์กเริ่มมี Co-housing ในยุค 60 – 70 เขาจะเริ่มจากการรวมกลุ่มสมาชิกที่คิดแบบเดียวกัน จากนั้นก็ศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนด้วยการปรึกษานักอสังหาริมทรัพย์ นั่นคือเริ่มต้นด้วยการไม่มีที่ดิน

“โดยทั่วไป บางโครงการก็เริ่มต้นโดยไม่มีสถาปนิก อย่างโครงการหนึ่งที่เราทำอยู่ ชื่อว่า ‘สวนปันสุข’ เป็นกลุ่มเพื่อนวัยเกษียณที่เชียงใหม่อยากสร้างบ้านอยู่รวมกันในช่วงบั้นปลายชีวิต ซึ่งเริ่มจากเขามีที่ดินที่หางดง แล้วหาสมาชิกกันเอง พอเขาหาข้อมูล ก็เจอโครงการบ้านเดียวกันแล้วติดต่อเรามาโดยตรง” แต่สำหรับโปรเจกต์เชียงดาวของอาศรมศิลป์นั้น เริ่มมาด้วยที่ดินและสถาปนิก ก่อนที่จะเสาะหาสมาชิกมาร่วมแก๊ง

“ทุกวันนี้ในบางประเทศ จะมีพวกเว็บไซต์กลางของ Co-housing อยู่ค่ะ” วริศราพูดขึ้นมา “เราเข้าไปเริ่มโปรเจกต์ได้ บอกคร่าว ๆ ว่าอยากอยู่ย่านตรงไหน และอยากให้บ้านของเราเน้นไปที่อะไร”

วริศราบอกว่าส่วนหนึ่งที่สำคัญของการรวมกลุ่ม คือการตั้งวิสัยทัศน์ (Vision) เพื่อเรียกคนที่เหมือน ๆ กันมารวมตัวกัน แล้วเธอก็ยกตัวอย่างวิสัยทัศน์ที่กลุ่มอื่น ๆ เคยตั้ง อย่างเช่นที่เดนมาร์ก มีกลุ่มที่รวมตัวสร้าง Co-housing จากไอเดียว่า ‘เด็ก 1 คนไม่ควรถูกเลี้ยงมาด้วยพ่อแม่คู่เดียว’ และ ‘ผู้หญิงไม่ควรต้องเลือกระหว่างเลี้ยงลูกหรือไปทำงาน’ ซึ่งที่นั่นก็เป็นสังคมของคนมีลูก ที่ช่วยกันดูแลลูกได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้เธอยังพูดถึง Co-housing ที่เยอรมนี ที่เน้นเรื่องการประหยัดพลังงาน ซึ่งเมื่อคนที่มีอุดมการณ์เดียวกันมาอยู่รวมกันแล้ว ก็ทำให้ต้นทุนถูกลง

วิสัยทัศน์ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน หากจะกำหนดกว้าง ๆ ว่าเป็นเรื่องเกษตร พลังงาน สังคม ก็ไม่มีปัญหา เป็นไปตามความสนใจของสมาชิกแต่ละกลุ่ม

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

ได้สมาชิกกันแล้ว ขั้นตอนต่อมาก็คือ กระบวนการออกแบบ (Design Process) ขั้นตอนนี้นี่แหละที่เราคิดว่าสนุกและคงวุ่นวายใช่เล่น โดยเฉพาะเมื่อเหล่าสมาชิกไม่ได้รู้จักมักจี่กันมาก่อน

สิ่งแรกที่พูดคุยกันในขั้นนี้คือการออกแบบวิถีชีวิต ทั้งเรื่องส่วนตัว และเรื่องส่วนรวม ซึ่งเรื่องเหล่านี้จะมากับบุคลิก นิสัย ความชอบ หรืออาชีพของสมาชิกของแต่ละคน จากนั้นก็ถกกันเรื่องสภาพแวดล้อม ว่าอยากให้ Co-housing ที่จะสร้างนี้หน้าตาเป็นอย่างไร แล้วปิดท้ายด้วยเรื่องของการศึกษากฎหมาย กรรมสิทธิ์ และข้อตกลงของการอยู่ร่วมกัน

“อย่างของบ้านเดียวกัน 2 ที่เป็นของผู้ปกครองและเด็กโรงเรียนรุ่งอรุณ เราก็เริ่มจากนัดกินข้าวกันก่อน” ทวีเริ่มยกตัวอย่างถึงขั้นตอนกระบวนการออกแบบที่เคยเกิดขึ้นกับเคสเก่า เขาบอกว่าการกินข้าวร่วมกันนั้นสำคัญ เพราะถือเป็นการทดลองใช้ชีวิตร่วมกัน แม้แต่การเอาน้องหมามาทำความคุ้นเคยก็สำคัญไม่แพ้กัน (บางคนเขาก็กลัวหมานะ)

“ตอนนั้นเราให้แต่ละคนพรินต์รูปบ้านมาคุยกัน ส่วนเด็ก ๆ ก็จะเป็นเวิร์กชอปให้วาดรูปบ้าน

“การเอาบ้านมาคุยกันมันเป็นเหมือนกระบวนการที่ได้รู้จักกันมากขึ้น เหมือนเล่าว่าบ้านในฝันของเรามันมีวิถีชีวิตยังไง เราก็จะเห็นจุดร่วมและจุดต่าง โดยโครงการบ้านเดียวกัน 2 จุดร่วมของเขาคืออยากให้ชุมชนตรงนี้เน้นเรื่องธรรมชาติ”

ธนาสรุปการพูดคุยของโครงการนี้ว่า ทำให้ได้ข้อตกลงเรื่องพื้นที่สาธารณะที่จะใช้ร่วมกัน อย่างชานไม้หลังบ้านริมน้ำตลอดแนว และการกำหนดพื้นที่จอดรถ ซึ่งการกำหนดพื้นที่สาธารณะนั้นเป็นไปได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความเห็นชอบของสมาชิก บางทีก็มีห้องรับแขกกลางไว้ใช้ร่วมกัน บางทีก็มีครัวกลางสำหรับจัดปาร์ตี้สนุก ๆ เชื่อมความสัมพันธ์ คล้าย ๆ กับ Clubhouse ของหมู่บ้านใหญ่

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp
ชานไม้หลังบ้านของ ‘บ้านเดียวกัน 2’
สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

“ในฐานะที่เป็นกระบวนกร เราต้องตั้งคำถามและการดีไซน์ให้ไปสู่คำถามที่เขาไม่กล้าถาม” ภาณุมาศเผยเคล็ด “คือบางทีนั่งอยู่ด้วยกันไม่กล้าถาม เราก็ต้องเป็นคนถามให้ว่า ที่คนนี้บอกว่าต้องการให้มีสเปซแบบนี้ พี่รู้สึกยังไงบ้าง”

นอกจากนี้พวกเขาก็ย้ำว่า แม้ Co-housing จะเป็นพื้นที่ในการอยู่อาศัยร่วมกัน แต่ก็ต้องแบ่งชัดระหว่างส่วนตัวกับส่วนรวม ไม่คลุมเครือทั้งในแง่การใช้งานในชีวิตประจำวัน และในแง่กรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งหากใช้โฉนดร่วมเป็นผืนเดียว สุดท้ายแล้วจะมีข้อจำกัดเกิดขึ้น วันหนึ่งหากใครจะนำบ้านไปจำนองเพื่อกู้เงินทำธุรกิจ ก็จะไม่ยืดหยุ่นมากพอ

เราถามถึงขั้นตอนกระบวนการออกแบบที่จะเกิดขึ้นกับโปรเจกต์เชียงดาว ธนาบอกว่าตอนนี้ได้กำหนดไว้เพียงคร่าว ๆ จะต้องดูก่อนว่าสมาชิกที่มาเป็นแบบไหน แต่ตอนเริ่มทุกคนจะได้เยี่ยมชมโครงการบ้านเดียวกัน พร้อมพูดคุยกับคนที่อยู่จริงมาก่อน เพื่อหาคำตอบว่าบ้านในลักษณะนี้เหมาะหรือไม่เหมาะกับตัวเองกันแน่

“แล้วเราก็ต้องพาเขาไปเชียงดาว ให้เขาเห็นความเป็นกายภาพ และได้ใช้เวลาซึมซับบรรยากาศอย่างน้อย 24 ชั่วโมง ทั้งตอนเช้า หัวค่ำ ตอนพัฒนาแบบร่วมกันจะได้อ้างอิงถึงสิ่งที่มีประสบการณ์ร่วมกันได้” ทวีบอกด้วยว่าเมื่อถึงจุดหนึ่ง สมาชิกก็ควรจะนัดรวมตัวกันเองโดยไม่มีสถาปนิกเป็นระยะ ๆ เพื่อทำความรู้จักกันให้มากขึ้น ก่อนได้เป็นเพื่อน(ร่วม)บ้านกันจริง ๆ

และเมื่อกระบวนการออกแบบจบลงแล้ว ก็ไปถึงขั้นตอนท้ายสุด คือการก่อสร้าง (Construction) ซึ่งหลังจากขั้นตอนนี้ บางกรณีที่สมาชิกยังไม่ครบ อาจต้องมีกระบวนการตามหาสมาชิกที่เหลือผ่านทางช่องทางต่าง ๆ ต่อด้วย

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

พลังวิเศษในผู้คน

ตอนนี้ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp กำลังอยู่ในช่วงเปิดรับสมัครสมาชิกในบ้าน เริ่มมีผู้ที่สนใจพากันยื่นใบสมัคร ทางอาศรมศิลป์ก็ปลื้มใจ และได้ติดต่อกลับไปพูดคุยกับเขาเหล่านั้นเป็นบางส่วนแล้ว 

“มีคนหนึ่งที่เราฟังเขาแล้วรู้เลยว่าเขามีความตั้งใจอยากสร้างชุมชนที่ดีจริง ๆ” ทวีเล่า เมื่อเราถามถึงความประทับใจที่ได้เริ่มทำโปรเจกต์นี้ “จากที่อยู่กันอย่างปัจเจก ผมเชื่อว่าถ้าได้มาที่นี่ทุกคนอาจจะได้มีโอกาสใหม่ ๆ ในชีวิต อาจจะได้ไปทำงานที่นั่น และมีคนในชุมชนที่พร้อมจะซัพพอร์ตกัน”

“อย่างที่เราพูดเรื่องวิสัยทัศน์ไป เรื่องช่วยกันเลี้ยงลูก หรือดูแลกันยามเจ็บป่วย เราว่าการอาศัยอยู่ร่วมกันในรูปแบบนี้ มันน่าประทับใจตรงที่สามารถช่วยแก้ปัญหาสังคมได้ในหลาย ๆ ส่วนค่ะ” วริศราพูดบ้าง

“โครงการนี้มันท้าทายที่จะแสดงให้เห็นพลังของคำว่าชุมชน การที่คนมารวมกัน มันมีพลังในตัวของมันอยู่แล้ว” ปิยะเชื่อแบบนั้น เขาบอกว่า Co-housing ในสังคมไทย อาจชวนให้คนหันกลับมามองพลังของคนตัวเล็ก ๆ ที่รวมกลุ่มกันทำอะไรบางอย่าง สำหรับเขาแล้ว นี่เป็นโครงการที่ท้าทายสำหรับผู้คนที่จะมาสมัครด้วย

พูดถึงความท้าทายของผู้อยู่อาศัยไปแล้ว แล้วอะไรคือความท้าทายสำหรับสถาปนิกล่ะ-เราถามต่อด้วยความอยากรู้

“ในมุมสถาปนิกเรามองเรื่องพื้นที่ เราอยากสร้าง ‘พื้นที่บังเอิญเจอกัน’ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพบปะ ส่งเสริมความเป็นชุมชน เราต้องคิดว่ากายภาพแบบไหนที่ทำให้คนรู้สึกว่าชีวิตไม่ได้ขาดออกจากกันและดูมีชีวิตชีวา” ปิยะตอบอย่างมุ่งมาด ทำให้ยิ่งยงที่ฟังอยู่เสริมว่า การออกแบบสถาปัตยกรรมไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ศิลปินหนึ่งคนรังสรรค์ขึ้นมา แต่มันเป็นปฏิบัติการทางสังคม เพราะสถาปัตยกรรมส่งผลต่อชีวิตคนมากกว่าแค่ความสวยงาม

“อาจารย์ที่อาศรมศิลป์ชอบพูดว่า คนสร้างสรรค์สถาปัตยกรรม แล้วสถาปัตยกรรมก็ย้อนกลับมาสร้างความเป็นคนของเรา” ยิ่งยงกล่าว

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

งานครั้งนี้สถาปนิกมีหน้าที่ ‘ฟัง’ เพื่อจับความต้องการของสมาชิกซึ่งเป็นนามธรรม แล้วออกแบบเป็นรูปธรรม เรียกว่าจริง ๆ แล้วสมาชิกเป็นผู้ออกแบบ แล้วสถาปนิกมาร่วมเป็นกระบวนกร ท้ายที่สุดแล้วชาวอาศรมศิลป์ก็อยากให้โปรเจกต์นี้สำเร็จลุล่วง และเป็นต้นแบบให้โปรเจกต์อื่น ๆ ต่อไปในอนาคตได้

“ไม่อยากให้รู้สึกว่าฉันไม่มีพื้นฐานด้านออกแบบ ฉันจะร่วมไม่ได้ เราล้วนมีความเป็นนักออกแบบในตัวอยู่แล้วครับ” ปิยะทิ้งท้ายให้ผู้อ่านทุกคนที่สนใจร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกของ Co-housing หลังใหม่แห่งเชียงดาว

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp
สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load