เวลา 38 ปี อาจนานพอให้เด็กน้อยเติบโตมาเป็นพ่อแม่ของใครสักคน

เวลา 10 ปี อาจนานพอให้พิสูจน์ว่าคุณจริงจังกับความฝันในวัยเยาว์มากแค่ไหน

เวลา 5 ปี อาจดูเหมือนไม่มากไม่มาย แต่ก็นานพอให้ความสัมพันธ์ของเพื่อนที่จบกันไปได้รับการให้อภัยอีกครั้ง

หลังพูดคุยกับคนต้นเรื่องในวันนี้ เราพบว่าพวกเขาเป็นอีกวงที่ใช้ช่วงเวลาเหล่านั้นได้คุ้มค่าที่สุด 

เชื่อว่าคนที่เติบโตมากับเสียงร้องใส ๆ กับกีตาร์โปร่งอย่างเรา คงมีคำถามติดค้างอยู่ในใจว่า ทำไมช่อง The 38 years ago ถึงได้หยุดเคลื่อนไหวไปตั้งแต่ 5 ปีก่อน

หากยังไม่ทราบ พวกเขาเพิ่งกลับมารวมตัวกันใหม่ภายใต้การดูแลของ LOVEiS ไม่ใช่แค่เพราะวาระครบรอบ 10 ปี แต่เพราะเสียงดนตรีมีความหมายมากกว่านั้น

จากเด็กหญิงในชุดนักเรียนกับมือกีตาร์ต่างวัย กลายเป็นผู้ใหญ่ที่ยิ้มให้กับเรื่องที่เคยเศร้า เล่าเรื่องที่เคยเคล้าน้ำตาด้วยเสียงหัวเราะ และพูดถึงพายุที่เคยโหมกระหน่ำใจราวกับไม่ใช่เรื่องใหญ่ในชีวิต

นับถอยหลังพร้อมกัน แล้วเตรียมตัวพบกับพวกเขา ใน 5 4 3 2 1 

ความสุข-เศร้าระหว่างทางของ The 38 years ago คู่หูในตำนานกับการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปี

พบกันใหม่

คำถามแรกที่ไม่ถามไม่ได้ คุณหายไปไหนมา

อมยิ้ม : เหมือนเราแยกกันไปเติบโตครับ เราพักกันเรื่องเพลง ช่วงนั้นพีชก็เพิ่งเรียนจบ ผมก็เพิ่งเรียนจบปริญญาโทเหมือนกัน ก็แยกย้ายกันไปทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำแล้วค่อยกลับมารวมกันใหม่

พีช : จริง ๆ ตอนนั้นมันเหมือนเป็นการตัดสินใจครั้งสุดท้ายว่า เราจะไปต่อหรือไม่ไป เรารักวงกันมาก แต่มันอาจจะมีปัญหาซ่อนอยู่ที่เราไม่เคยคุยกัน ไม่เคยเคลียร์กัน ตอนที่จบกันไปมันเลยมีความขุ่นเคืองนิดหนึ่ง

อมยิ้ม : ใช้คำว่าพักแล้วกัน ยังไม่จบ (หัวเราะ) เรียกว่าทะเลาะกันเบา ๆ ไม่ได้ทะเลาะกันหนักขนาดนั้น ไม่ได้ถึงขั้นเกลียดขี้หน้ากัน แต่มีความไม่ลงตัวกันในบางเรื่อง

คุณหายไปกี่ปีนะ

อมยิ้ม : เกือบ 5 ปี

ช่วงเวลา 5 ปีนั้นแต่ละคนหายไปทำอะไร

พีช : ช่วงนั้นพีชเรียนจบก็ตั้งใจว่าอยากเป็นพนักงานประจำ ตอนนั้นเราให้เปอร์เซ็นต์การร้องเพลงค่อนข้างเป็นรอง เพราะรู้สึกว่าจริง ๆ มันเป็นสิ่งที่เรารักมาก แต่ยังไม่กล้าเอาตัวเองลงไปเล่นเต็มตัว พีชเรียนสื่อสารสุขภาพ เราอยากทำครีเอทีฟด้านสื่อสุขภาพให้เข้าถึงง่าย ช่วงนั้นได้จับงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมด้วย ก็เลยมีสิ่งนี้ติดแบชเราอีกหนึ่งอันว่าอยากเป็นนักรณรงค์ให้คนมีชีวิตดีขึ้น

เราพักไปหนึ่งปี แล้วก็กลับมาคิดว่าต้องเดินต่อ เราเลยทำช่องตัวเอง เรียนแต่งเพลง ทำเพลงคัฟเวอร์ ไปลองสนามที่เราทำทุกอย่างเองในช่อง Peachpanicha 

อมยิ้ม : ไบรท์ไซด์สุด ๆ ของผมดูดาร์กไซด์ไปเลย (หัวเราะ) พอเราไม่ได้ทำเกี่ยวกับดนตรี มันมีอีกสิ่งหนึ่งที่เราชอบคือการเป็นช่างภาพ ควบคู่กับช่างภาพเราก็ทำบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ได้เล่นดนตรีเลย 

ทำไมถึงไม่เล่นดนตรีเลย

อมยิ้ม : ถ้าเฉพาะเจาะจงลงไป ผมเป็นโรคซึมเศร้าครับ พอไม่ได้ทำวงผมก็ดาร์กไปประมาณครึ่งปี ไม่ทำอะไรเลย จนเจออีกฝั่งหนึ่งคือการเป็นช่างภาพ รู้สึกว่ามันฮีลเราได้ แล้วก็ค่อย ๆ ลืมมันไป

ความสุข-เศร้าระหว่างทางของ The 38 years ago คู่หูในตำนานกับการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปี
ความสุข-เศร้าระหว่างทางของ The 38 years ago คู่หูในตำนานกับการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปี

อะไรทำให้พวกคุณตัดสินใจกลับมารวมวงกันใหม่

พีช : จริง ๆ มันเป็นช่วงกลางปีที่แล้ว ใครจะเล่าก่อนดี (หัวเราะ) 

อมยิ้ม : ผมก่อนแล้วกัน ผมไปเที่ยวจังหวัดน่าน แล้วเจ้าของร้านกาแฟร้านหนึ่งเขาจำผมได้ ให้ผมเล่นดนตรีให้ฟังหน่อย ผมเลยหยิบกีตาร์ของเขามาเล่นเพลง จริง ๆ นะ ซิงเกิลของเรา พอดูคลิปที่เจ้าของร้านถ่ายให้แล้วมันฟีลดี ฝนตก เล่นกีตาร์อยู่ในบ้าน ก็เลยลง Reel ในไอจี

พีช : แคปชันว่า ใครโตมากับวงเราบ้าง 10 ปีแล้ว ไม่เด็กแล้วนะ 

อมยิ้ม : แล้วพีชก็ทักมาว่า ทันค่า 

พีช : ไปแซว ๆ เพราะเราไม่ได้คุยกันเลยตลอด 4 – 5 ปี มีเจอกันบ้างแต่ก็คุยกันน้อยมาก เพราะยังรู้สึกว่ามีอะไรอยู่ในใจ งอนกันอยู่ (หัวเราะ) พอกลับไปดูรูปเก่า ๆ แล้วคิดถึงจัง มันเป็นความทรงจำที่ดีมากเลยเนอะ เลยทักไปแซวเขา เป็นสเตจที่ให้อภัยเขาแล้วนะ โดยที่ยังไม่ได้คุยกันเลย 

อมยิ้ม : ผมเลยถามว่างั้นก็กลับมารวมวงกันไหมล่ะ พีชตอบว่าลองดูก็ได้ ถัดมาอีกอาทิตย์หนึ่งก็เลยมาเจอกัน

พีช : แล้วเกร็งมากวันแรกที่เจอกัน แล้วต้องกลับมาอัดคลิป 

อมยิ้ม : ต้องบอกก่อนว่า เราไม่ได้ไม่พอใจกัน เราทะเลาะกันเรื่องอื่นโดยผ่านคนกลางอีกทีหนึ่ง เหมือนเข้าใจผิดกันไปเอง พอมานั่งเคลียร์กันก็ อ้าว เราเข้าใจผิดกันในบางเรื่อง จริง ๆ แล้วเราสองคนแทบจะไม่มีปัญหากันเลยนี่หว่า (หัวเราะ) 

พีช : จริง ถ้าเรื่องส่วนตัวเราไม่ได้มีปัญหากันเลย แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นมันมีคนหลายคนที่ทำให้เราเข้าใจผิดกัน

อมยิ้ม : ก็รู้สึกว่างั้นเรากลับมาทำกันต่อไหม ตอนนั้นพีชก็กลัวว่าจะกลับไปมีปัญหาเดิมไหม ผมบอกเขาว่าไม่ต้องรีบ อยากทำก็ทำ ไม่ต้องฝืน เอาที่ทำแล้วมีความสุข 

ตอนแรกที่กลับมาทำ ไม่ได้โฟกัสว่าเราจะกลับมาเป็นศิลปินอีกครั้งได้ เราเอาแค่กลับมาสนุกก็พอ พีชก็ไปเคลียร์ของตัวเอง จนเขาพร้อม จนมั่นใจว่าเขาอยากร้องเพลง 

เล่าให้ฟังหน่อยว่าพีชเคลียร์ตัวเองยังไง

พีช : มีช่วงหนึ่งที่พีชรู้สึกเศร้ามาก เราตั้งคำถามว่าเราเกิดมาทำไม เราใช้ชีวิตเพื่ออะไร ช่วงหนึ่งเราหลอกตัวเองว่าไม่ได้อยากเป็นนักร้อง ฉันอยากเป็นผู้บริหาร ทำงานประจำ อยากเติบโต เพราะมันก็เป็นสิ่งที่เรารักเหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้วหัวใจจริง ๆ ของเรา คือการร้องเพลงที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย

เราบอกพี่อมยิ้มว่าเราพร้อมที่จะสละทุกอย่าง ไม่กลัวเรื่องความมั่นคงหรือการงานอะไรแล้ว ตอนที่กลับมาทำวง เรารู้สึกว่าครั้งนี้เราเต็มที่ที่สุด เรารู้สึกว่ามันเป็นโอกาสสุดท้ายที่เราจะให้ใจกับมัน 100 เปอร์เซ็นต์

อมยิ้ม : สละจริง ถึงขั้นบอกว่าจะลาออกจากงานประจำ ผมต้องบอกให้เขาใจเย็น ๆ มันรีบไปนิดหนึ่งนะ (หัวเราะ)

พีช : เรารู้สึกว่าเรากล้ามากขึ้น ที่แต่ก่อนเราไม่อยากร้องเพลงเป็นอาชีพ เพราะเคยคิดว่าถ้าเรายึดแค่สิ่งเดียวที่เรารักและจริงใจกับมันมาก ๆ เราจะกลายเป็นไม่มีความสุขรึเปล่า ถ้าเราต้องร้องเพลงเพื่อหาตังค์ ตั้งแต่อายุ 16 – 27 เราคิดมาตลอดว่าเราจะไปทางไหน โลเล แต่ก็ตกตะกอนได้ว่า ไม่อยากทำอะไรแล้ว อยากร้องเพลงทุกวัน 

ถ้าเลือกได้อยากย้อนเวลากลับไปตอนนั้นเพื่อแก้ไข หรือโอเคกับสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้

อมยิ้ม : ผมว่ามันก็โอเคนะ เวลาผ่านไป หลาย ๆ อย่างก็เคลียร์ของมันเอง

พีช : รู้สึกว่าสุดท้ายเราได้เห็นตัวตนจริง ๆ ด้วยว่าเราต้องการอะไร ในวันที่มีอยู่เราอาจจะมองไม่เห็นคุณค่าของมันขนาดนั้น แต่จนวันที่มันขาดหายไป กลายเป็นเราเห็นคุณค่าของมันมากขึ้นอีก แล้วเราก็ไม่ได้เสียดายกับสิ่งที่มันเกิดขึ้น

อมยิ้ม : ตอนนั้นเรายังเป็นเด็กกันพอสมควร พอเราผ่านช่วงเวลามา ก็ตัดสินใจแบบผู้ใหญ่มากขึ้น โตขึ้นแล้ว

พีช : เรากล้าคุย พูดตรง ๆ ได้ในฐานะเพื่อนร่วมงาน เรานับถือพี่อมยิ้มเหมือนเป็นญาติ เป็นพี่คนหนึ่ง เราผูกพันกันมาก การได้เคลียร์ใจมันเหมือนปลดล็อกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา เพราะวง การร้องเพลง เป็นสิ่งที่เราจริงใจกับมันมาก ๆ เขาอยู่ในชีวิตเราตั้งแต่อายุ 16

อมยิ้ม : 14 ด้วยซ้ำ

ความสุข-เศร้าระหว่างทางของ The 38 years ago คู่หูในตำนานกับการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปี
ความสุข-เศร้าระหว่างทางของ The 38 years ago คู่หูในตำนานกับการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปี

หลังได้กลับมาเคลียร์ใจกันแล้วพบว่ามันเป็นปัญหาเล็กน้อยมาก คุณรู้สึกยังไงกับเวลา 5 ปีที่ผ่านมา

อมยิ้ม : ทำไมเราไม่คุยกันตั้งแต่ปีแรก (หัวเราะ) 

พีช : ใช่ ทำไมมันไม่ถูกคุยหรืออธิบายก็ไม่รู้ คือพี่อมยิ้มก็ไม่กล้าคุย พีชก็ไม่ยุ่งแล้วเพราะรู้สึกผิด รู้สึกไม่ดี ก็เลยไม่เปิดใจให้กัน คิดว่าให้เวลาพาไป แต่ก็ให้นานเหมือนกันนะ (หัวเราะ) 

เรารู้สึกเสียใจที่ไม่ได้บอกแฟน ๆ ช่วงนั้นมันไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่มีการบอกว่าเราจะหายไปนะ สงสารคนที่เขารอเรามาก ในวันนี้ก็เลยรู้สึกดีใจที่พวกเขายังอยู่

อมยิ้ม : มันมีคำถามว่า หรือที่วงแตกเนี่ยเพราะว่าเลิกกัน 

พีช : แต่เราไม่ได้เป็นแฟนกันค่า 

อมยิ้ม : ครั้งนี้มันเหมือนซีซั่น 2 ติดตามซีรีส์เรื่องนี้ต่อได้ครับ 

5 ปีเป็นเวลาที่นานพอสมควร ต้องยอมรับว่าคนรุ่นใหม่ไม่ทันพวกคุณแล้ว ถ้าจะแนะนำตัวเองให้คนรุ่นใหม่รู้จักพวกคุณมากขึ้น ในฐานะวงที่ไม่ใช่แค่เพิ่งสร้าง จะแนะนำว่ายังไง 

อมยิ้ม : สวัสดีครับน้อง ๆ (หัวเราะ) เราเป็นวงแรก ๆ ของประเทศที่ทำเพลงคัฟเวอร์ ในยุคแรก ๆ ของยูทูบ ปัจจุบันเราก็ยังทำคัฟเวอร์อยู่ 

แต่ต้องบอกว่าเราตามน้อง ๆ รุ่นใหม่ไม่ทัน ก็พยายามพัฒนาตัวเองให้น้อง ๆ รู้จักเรามากขึ้น ชอบในสิ่งที่เราทำ เราไม่ใช่วงที่เพอร์ฟอร์มเก่งมากมาย แต่ธีมของเราคือความเป็นธรรมชาติที่สุดเท่าที่จะทำได้ อยากให้ทุกคนสนุกกับดนตรีในรูปแบบของเรา 

พีช : ถ้าใครที่โตมาด้วยกัน เขาจะรู้สึกว่าได้รับพลังบวกกลับไปมากเลย แต่ก่อนมีช่วงหนึ่งที่เราชอบร้องเพลงเศร้ามาก ชอบร้องเพลงช้า แม้ลุคเราจะดูสดใสนะ แต่ตอนนี้เราไม่ค่อยอินแล้ว 

อมยิ้ม : ชีวิตมันดาร์กพอแล้ว (หัวเราะ) เรากลายเป็นวงตลก เล่นโชว์ก็ยังผิด เล่นมุกก็ยังแป้ก แฟนคลับทุกคนลุ้นมากว่าพีชจะเล่นมุกอะไร 

เราเคยบอกพีชว่าวงเราควรมีอะไรตลกบนเวทีหน่อย พีชก็ไปเตรียมมุกมาให้เดือนหนึ่งเลย ทุกคนเตรียมฮา พีชถามบนเวทีว่า ปลาอะไรชอบหาเรื่อง ผมตอบปลาเก๋า อ่าวถูกเฉย จบแล้วเหรอ 

เป็นเพราะไม่ได้เอนเตอร์เทนคนดูนานรึเปล่า

อมยิ้ม : ไม่ครับ มันคือธรรมชาติของเขาเลยครับ (หัวเราะ)

Demo Version

คุณหายจากการทำงานร่วมกันไปนานมาก ตอนกลับมาเจอกันครั้งแรกเป็นยังไง ยังจูนกันติดรึเปล่า

อมยิ้ม : วันแรกเกร็งมาก ต้องทำตัวยังไงวะ เราอัดคลิปกันหลายเทคมาก เพราะในคลิปมันเกร็งมาก แต่พอผ่านวันแรกไปก็ไม่เกร็งแล้ว ผมกับพีชเวลาอัดคลิปเสร็จเราจะนั่งเม้าท์กันนานมาก พอได้คุยก็รู้สึกว่าเราสนิทกันมาก เรายังเป็นเหมือนเดิมกันเลย รู้สึกสนิทกันมากขึ้น เมื่อก่อนพีชไม่ด่าผมเลยนะ เดี๋ยวนี้ด่าแบบ พี่อมยิ้มแม่งแย่ว่ะ

พีช : (หัวเราะ) เมื่อก่อนฉันไม่ด่าเหรอ ไม่เคยรู้เลย

อมยิ้ม : เป็นเด็กมัธยม เกรงใจ เรียบร้อย ไม่มีคำหยาบเลย 

พีช : เออ เราไม่กล้าบอก หลาย ๆ เรื่องไม่อยากพูด ขี้เกรงใจ ตอนนี้เปิดใจหมดเลย รู้สึกยังไงก็พูดกัน 

พอพูดถึงเรื่องอดีตแล้วขอย้อนกลับไปตอนแรกสุด วงของคุณมีจุดเริ่มต้นยังไง

อมยิ้ม : ผมต้องถามว่าจะให้พีชเล่าหรือผมเล่า 

มันไม่เหมือนกันเหรอ

อมยิ้ม : มันเหมือนกันครับ แต่ของพีชจะยาว มีเรื่องที่ไม่ต้องเล่าก็ได้ (หัวเราะ)

ความสุข-เศร้าระหว่างทางของ The 38 years ago คู่หูในตำนานกับการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปี
เรื่องเล่าระหว่างทางของ The 38 years ago หลังการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปีที่ความผูกพันและเสียงดนตรีเป็นกาวประสานใจ

งั้นเอาเวอร์ชันสั้น กระชับ ได้ใจความ 

อมยิ้ม : ผมรู้จักกับพีชเพราะผมเป็นครูสอนดนตรี แล้วพีชก็เป็นนักเรียนของรุ่นพี่ วันหนึ่งพีชขึ้นไปเล่นโชว์บนเวที ตั้งแต่เริ่มเล่นจนจบ พีชแม่งเล่นผิดหมดเลย เราคิดในใจว่า ไอ้เด็กคนนี้แม่งคืออะไรวะ 

ผ่านมา 2 – 3 ปี ก็เริ่มสนิทกันเรื่อย ๆ ช่วงปิดเทอมเราเห็นพีชร้องเพลงอยู่บนหน้าฟีดเฟซบุ๊ก เลยทักไปถามว่าเรารวมวงกันไหม อีกวันก็มาเจอกันที่โรงเรียน 

ผมเอกเปียโน คลิปแรกผมก็เล่นเปียโน พีชร้องเพลง แล้วเสียงมันแตกมากเลยไปยืมกีตาร์ครูคนอื่นมา ซึ่งผมเล่นกีตาร์ได้นิดหน่อย พอตีคอร์ดได้ อัดไว้ 2 คลิปคือ เพลง รักไม่ต้องการเวลา กับ เธอยัง แต่ รักไม่ต้องการ เวลาคลิปมันเสีย เพลงแรกเลยกลายเป็น เธอยัง ไม่ได้กะว่าจะดังอะไรเลย 

ถามพีชว่าตั้งชื่อวงกันไหม พีชก็นำเสนอว่า อมยิ้มพีชไหม ผมก็โอ้ย โคตรสิ้นคิด (หัวเราะ) ไม่มีความครีเอทีฟอะไรเลย ตอนนั้นผมชอบวงที่ชื่อว่า Story of the year เลยอยากเอากิมมิกของปีมาใช้ แล้วก็เอาอายุเรามารวมกัน แก 16 ฉัน 22 เป็น 38 

พีช : ตอนนั้นเราวิ่งไปเรียนภาษาจีน แล้วอยู่ ๆ ก็มีแรงบันดาลใจจากคำว่า อาโก ภาษาจีน (หัวเราะ) เลยคิดว่าถ้าวงนี้ถูกบันทึกไว้ว่าเกิดขึ้นมาเมื่อ 38 ปีที่แล้วมันจะมีความหมายมาก 

มันดู Clickbait มากเลยนะ การกดเข้ามาเจอเด็กใส่ชุดนักเรียนร้องเพลงแต่ชื่อวงว่า 38 ปีที่แล้ว

พีช : (หัวเราะ) ทุกคนสงสัยหมดเลย ไอ้การพูด 5 4 3 2 1 ก็ไม่ใช่กลยุทธ์นะ เพลง เธอยัง มันเป็นเพลงสำรอง เป็นเพลงที่ทดลองอัด เราไม่รู้ว่าจะพูดตอนไหน สวัสดีก็ยังไม่พร้อมกัน เลยลองเคานต์ดาวน์ 5 4 3 2 1 ตอนนี้บางคนก็พูดว่าจะมาสวัสดีอะไรคนรู้จักคุณมาสิบปีแล้ว 

บอกได้ไหมว่าตอนนั้นคุณใช้อะไรอัดคลิป

อมยิ้ม : Canon EOS 550D ไม่มีไมค์ ขาตั้งกล้องก็ไม่มี เราใช้เก้าอี้เปียโนตั้ง ๆ แล้วก็ซ้อนกัน

เป็นแบบนั้นจนถึงคลิปไหน

อมยิ้ม : ตั้งแต่พีชผมสั้นยันผมยาวยันผมสั้นอีกรอบ หลายสิบคลิป จนได้เข้ามาอยู่ใน Warner Music 

ตอนที่ทำแล้วกระแสตอบรับดีขึ้นเรื่อย ๆ คิดอยากเป็นศิลปินจริงจังรึยัง

พีช : ยังเลยนะ ตอนนั้นพี่อมยิ้มยังพูดเลยว่า วันหนึ่งเราอาจจะมีซิงเกิลเป็นของตัวเองก็ได้ พีชตอบว่าเพ้อเจ้อ

อมยิ้ม : เออ ก็เพ้อเจ้อจริง ๆ ใครจะมาชอบเรา แอบหวังเล็ก ๆ แล้วกัน แต่ตอนนั้นมันยังไม่มีใครที่ทำคัฟเวอร์แล้วเป็นศิลปินได้ 

แล้วคุณเข้าไปเป็นศิลปินในค่ายเพลงได้ยังไง

พีช : เราได้ทำงานโปรดิวเซอร์คนหนึ่ง เขาพาไปรู้จักกับ Warner Music 

อมยิ้ม : พอเราเข้าไปก็ โห ที่นี่ไม่มีวงที่เรารู้จักเลย นอกจากคาราบาวกับพี่ปู พงษ์สิทธิ์ ช่วงนั้นเป็นช่วงแรก ๆ มาก ๆ นั่งคุยกับพีชว่า หรือเขาจะให้เราทำเพื่อชีวิตวะ (หัวเราะ) แต่เขาให้อิสระการทำเพลงกับเรามาก ได้ พี่แทน ลิปตา ได้ พี่แอ้ม อัจฉริยา มาช่วยเขียนเพลง

จากวงที่ใช้กล้องเก่า ๆ ตั้งบนเก้าอี้เปียโน วันที่มีซิงเกิลเป็นของตัวเองครั้งแรกรู้สึกยังไง

ทั้งคู่ร้องโอ้โห 

พีช : มันเกินฝันนะ ตอนเด็ก ๆ เราชอบฟังเพลงพี่เบิร์ดมาก ถ้าไม่ได้ฟังก่อนนอนก็จะพูดว่า เบิร์ด ๆ มีพี่เบิร์ดเป็นแรงบันดาลใจ เรานึกไม่ออกเลยว่าเราอยากเป็นอะไร เรามีความฝันเดียวคืออยากเป็นนักร้อง ช่วงที่ทำวงเราก็เดินสายประกวดร้องเพลงด้วย มีความพยายามมากที่จะเป็นนักร้อง วันที่ได้เป็นจริง ๆ ก็ดีใจมาก มันหายเหนื่อย 

อมยิ้ม : ส่วนผมเติบโตมากับดนตรี เมื่อก่อนผมชอบวง Zeal ชอบพี่เป๊กซ์มาก แล้วพอเข้ามหาวิทยาลัยก็ได้พี่เป๊กซ์เป็นพี่รหัส เราก็ฟูลฟิลนะที่ไอดอลกลายมาเป็นพี่รหัสเรา แล้ววันหนึ่งก็ได้เป็นศิลปินเหมือนพี่รหัสตัวเอง 

เรื่องเล่าระหว่างทางของ The 38 years ago หลังการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปีที่ความผูกพันและเสียงดนตรีเป็นกาวประสานใจ

ซูลูปาก้า ตาปาเฮ้

ที่อมยิ้มพูดว่ารอบนี้มันเหมือนซีซั่น 2 ของพวกคุณ แต่จริง ๆ นี่คือการเริ่มต้นใหม่รึเปล่า คุณกลัวบ้างไหม

อมยิ้ม : ในมุมผมก็กลัวเหมือนกันที่จะกลับมาทำ เพราะกลัวว่าปัญหาเดิมมันจะกลับมา พอพีชบอกว่าเคลียร์แล้ว งั้นผมจะแบ่งโฟกัสให้ 50 เปอร์เซ็นต์ ขอดูไปก่อน 

ที่ผมต้องให้แค่นั้นเพราะผมเป็นซึมเศร้าจากเรื่องนี้ ผมก็เลยกลัวมาก ๆ ว่าผมจะเป็นอาการแบบนั้นอีก เหมือนตัวเรามันหายไปแป๊บหนึ่งแล้ว พอกลับมาทำผมก็รู้สึกมีความสุข เหมือนได้ตัวเองกลับมา เรารู้สึกเหมือนตอนอายุเท่านั้นเลยที่เรายังมีความสุขกับการเล่นดนตรี 

ผมเติบโตมาในเส้นทางดนตรีตั้งแต่เด็ก แล้ววันหนึ่งดนตรีมันทำร้ายเรา เลยรู้สึกว่ากลัวมาก ๆ พอวันหนึ่งสิ่งที่เรากลัวมันเริ่มคลาย เราก็เต็มที่และจริงจังกับมันได้เหมือนเดิม เราไม่ได้กลัวว่าจะไม่มีคนฟังนะ แต่การเริ่มต้นใหม่มันท้าทายเราพอสมควร ว่าถ้าเรายังทำในรูปแบบเดิมจะดีไหม หรือถ้าทำรูปแบบใหม่จะมีคนชอบเราไหม 

พีช : ช่วงแรกถือว่ากลัว แต่ตอนนี้มันไม่นึกถึงความกลัวแล้ว เราไม่กลัวอะไรเลย คิดว่าถ้าทำด้วยหัวใจยังไงคนก็สัมผัสได้ เพราะว่าเราทำอย่างนั้นมาตลอดเวลา สิ่งที่จะทำคือก็คือ จะเก่งขึ้น โตขึ้น อุปกรณ์พร้อมมากขึ้น แต่ยังไม่ทิ้งความเป็นธรรมชาติ

ตอนนี้ The 38 years ago ครบรอบกี่ปีแล้วนะ

อมยิ้ม : 10 ปี

เคยย้อนกลับไปดูคลิปแรกของตัวเองไหม รู้สึกยังไงที่มาไกลถึงจุดนี้

อมยิ้ม : รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำ เราชอบ ก็เติบโตมาเป็นสิ่งที่เราต้องการได้ เราตั้งใจไว้แต่แรกว่าจะเล่นให้สนุกที่สุด ตอนนี้ก็ยังสนุก ภาคภูมิใจที่มันงอกเงยมาขนาดนี้ได้

พีช : เป็นความทรงจำที่ดี ต่อให้ระหว่างทางจะมีพายุ มีหินทรายโหมกระหน่ำ หรืออะไรก็แล้วแต่ สุดท้ายเราก็มีความสุขกับมัน

อมยิ้ม : ผมรักวงมาก ผมทำทุกอย่างโดยที่ไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยมาตั้งแต่แรก ดีใจที่วงยังได้ไปต่อ แล้วได้มาอยู่ในค่าย LOVEiS ทุกวันนี้ ขอบคุณพี่ ๆ ทุกคนที่กรุณา ต่อจากนี้จะพยายามทำเพลงในแบบที่เราชอบให้ดีที่สุด ให้ทุกคน แฟนคลับ หรือคนที่ยังไม่เคยรู้จัก ได้รู้จักเรามากขึ้น

บางคนบอกให้เราร้องเพลงอย่างเดียว ไม่ต้องคุยกัน แต่เราว่ามันเป็นการเตรียมความพร้อมของพวกเราเองด้วย คลายความเกร็ง เคยมีคลิปหนึ่งถ่าย 30 เทค จนนิ้วเปื่อย คอแหก 

พีช : เพราะเราไม่คัทเลย เราร้องเพลงกันแบบลองเทค (หัวเราะ)

เห็นแฟนคลับชอบคอมเมนต์ว่าฟังวงนี้มาตั้งแต่ ม.ต้น เรียนจบ จนทำงาน ก็ยังฟังอยู่เลย 

พีช : เราดีใจมาก เพราะเขาก็มีหนทางที่จะไปฟังคนอื่นที่ดีกว่าเรา แต่ทำไมเขายังรักเรา (หัวเราะ) เขายังเลือกเรา ยังจำเราได้ บางคนเคยเปิดเพลงเราฟังในห้องเรียน นี่คือนักดนตรีที่เขารักมากในวัยเด็ก ณ วันนี้เขาก็ยังรักอยู่ ทำไมคนคนหนึ่งรักเราขนาดนี้ได้ยังไง รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งมหัศจรรย์มากเลย ขอบคุณจริง ๆ ที่เขารู้สึกแบบนั้น 

อมยิ้ม : เหมือนเราเป็นสื่อกลางให้กับเขาในบางโมเมนต์ ไม่ต้องไกลตัว น้องสาวแฟนผมก็เคยส่งเพลงเราไปจีบผู้ชาย มีคอมเมนต์หนึ่งบอกว่า แฟนเขาเคยส่งเพลงของเราให้ตอนจีบกัน ปัจจุบันเขาแต่งงานมีลูกแล้ว เหมือนเราเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของเขาเลย

พีช : รู้สึกแล้วว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร มันคือสิ่งนี้แหละ มันมีคุณค่ากับเรามาก

จากการพูดคุยกันมาทั้งหมด ทุกคนต่างมีช่วงเวลาที่ยากลำบากให้ข้ามผ่าน และเสียงดนตรีเป็นสิ่งที่ดึงพวกคุณกลับมา ถามหน่อยว่าเสียงดนตรีมีความหมายยังไงสำหรับคุณ

พีช : สำหรับเรามันคือจิตวิญญาณ ที่ต่อให้ทำงานประจำ เลิกงานแล้วมาร้องเพลงคนเดียว เปิดเพลงฟัง ก็มีความสุขแล้ว เสียงเพลงไม่เคยไปไหน มันอยู่กับเรา และเป็นสิ่งที่ชุบชีวิตเราจริง ๆ เราเห็นคุณค่ามันมากที่สุดในชีวิตตอนนี้ 

อมยิ้ม : อย่างที่บอกว่ามีจุดหนึ่งที่รู้สึกไปเองว่าดนตรีมันทำร้ายเรา เป็นช่วงที่มืดมนที่สุดในชีวิตของเราเลย เราเล่นดนตรีไม่ได้ ฟังเพลงก็ไม่สุนทรีย์ จนเราไปอยู่กับตัวเองครึ่งปี ใช้ชีวิตไปเรื่อยเปื่อย วันหนึ่งหมอก็บอกให้เอาสิ่งที่เรากลัวมาบำบัด เราเริ่มจากที่ตัวเองสะสมไวนิล เริ่มฟังเพลง เริ่มกลับมาเล่นได้ เริ่มไปดูเฟสติวัล คุยกับคนอื่นเรื่องเพลงมากขึ้น จนปัจจุบันนี้เราก็มีความสุขกับการฟังเพลงมาก ๆ รู้สึกว่ามันคือสิ่งที่จรรโลงจิตใจเรา ให้เรายังมีชีวิต

พีช : ดนตรีคือชีวิตเลย มัน Make Life ให้ Alive ไม่งั้นเราคงไม่หายไปจริง ๆ เป็นช่วงเวลาที่เราได้ทบทวนว่าเราจริงใจกับมันจริง ๆ ไหม เราไม่สามารถออกไปในนาม พีช แล้วร้องเพลงคนเดียวได้ เพราะเราไม่อยากให้วงแตก เราไม่อยากร้องคนเดียว

อมยิ้ม : วันสุดท้ายที่ผมกับพีชคุยกันว่าเราจะไม่ทำวงต่อ เราจะพักแล้ว ผมบอกเลยว่าถ้าพีชไม่ได้เป็นนักร้อง ผมก็ไม่ทำวงนี้ต่อนะ ผมไม่รู้สึกว่าจะต้องเอาใครมาแทนพีช แล้วผมก็รักษาคำพูดมาตลอด 

นั่นคือประโยคที่คุณเคยพูดไว้ก่อนพักวง อยากให้พูดอะไรถึงกันและกันอีกครั้งในวันที่กลับมารวมตัวกันใหม่

อมยิ้ม : ผมดีใจนะที่พีชกลับมา ดีใจมาก ๆ ที่ได้กลับมารวมวง ได้เดินต่ออีกครั้ง วงนี้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา เรามีความทรงจำที่ดีมาก ๆ ร่วมกันเยอะ ก็ดีใจที่กลับมา

พีช : ขอบคุณที่เหนื่อยมาด้วยกัน ทุกช่วงเวลามันมีความสุขมาก ๆ ขอบคุณตัวเองด้วยที่สามารถก้าวข้ามความกลัว ทุกความรู้สึก ดีใจที่ได้กลับมา มันมากกว่าคำว่าขอบคุณ บางคนบอกว่าวงเราเป็นแรงบันดาลใจให้เขา แต่เขาต่างหากที่เป็นแรงบันดาลใจให้เรา

อมยิ้ม : อยากขอบคุณคนที่ยังฟังพวกเรา คนที่ยังรอพวกเรา ถ้าไม่มีทุกคนก็ไม่มีพวกเรา ดีใจมาก ๆ ที่คุณยังอยากเห็นพวกเราทำอะไรใหม่ ๆ ขอบคุณจริง ๆ มีคอมเมนต์บอกว่าวงเราเติบโตมา 10 ปีแล้ว เราโตไม่ทันเด็กยุคใหม่ ๆ แล้ว เราก็มานั่งคุยกัน เพราะเราอยากให้ทุกคนได้ฟังเวอร์ชนที่ดีที่สุดในความสามารถของเรา 

เรื่องเล่าระหว่างทางของ The 38 years ago หลังการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปีที่ความผูกพันและเสียงดนตรีเป็นกาวประสานใจ
เรื่องเล่าระหว่างทางของ The 38 years ago หลังการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปีที่ความผูกพันและเสียงดนตรีเป็นกาวประสานใจ

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ลืมเรื่องความสามารถในการทำมือเป็นสัญลักษณ์มินิฮาร์ทไปก่อน เพราะเรารู้สึกว่าสิ่งที่ The TOYS หรือ ทอย-ธันวา บุญสูงเนิน ได้ทำมามีความน่าสนใจกว่านั้น

ลองนึกภาพเด็กคนหนึ่งที่เป็นโปรดิวเซอร์ให้ศิลปินตั้งแต่อายุ 17 ปี ตอนอายุ 19 แต่งเพลง หน้าหนาวที่แล้ว และคว้าแชมป์ Overdrive Guitar Contest มาครองได้โดยที่ขณะนั้นเขาไม่มีแม้กระทั่งกีตาร์เป็นของตัวเอง จนกระทั่งวันหนึ่งได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินในสังกัด What the duck มีเพลงฮิตมากมาย และได้ไปปรากฏตัวเป็นศิลปินรับเชิญบนเวทีตัดสิน Miss Universe Thailand 2017

ล่าสุดเขาเพิ่งคว้ารางวัลจากเวทีใหญ่ระดับเอเชียอย่าง 2018 MAMA Premiere in Korea ในฐานะ Best New Asian Artist Thailand

สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือวงการเพลงบ้านเราช่วงหลังค่อนข้างขาดแคลนเรื่องน่าตื่นเต้น ศิลปินที่เล่นเป็นวงปิดในคอนเสิร์ตยังเป็นหน้าเดิมๆ มาเป็นสิบปี ท่ามกลางความแห้งแล้งนั้น ปรากฏชื่อของ The TOYS ขึ้นในวงการดนตรี และสร้างเสียงฮือฮาอย่างสูงในโลกออนไลน์ วันนี้ในวัย 23 เราเชื่อว่าคงเหลือน้อยคนเต็มทีที่ไม่รู้จักเขา

ด้วยโปรไฟล์ที่ร่ายมา สถานะการเป็นทายาทอดีตนักร้อง นิตยา บุญสูงเนิน และหลานชายของ เจินเจิน บุญสูงเนิน แทบไม่จำเป็นต้องหยิบมาเอ่ยอ้างเพื่อเรียกร้องความสนใจใดๆ เพิ่มเติม

ก่อนที่เขาจะเป็นที่รู้จักในวงกว้างอย่างเช่นวันนี้ ครั้งหนึ่งเราเคยคุยกับเขาถึงความคิดในวันนี้และเส้นทางชีวิตก่อนหน้า และอย่างที่บอกเอาไว้

ลืมเรื่องความสามารถในการทำมือเป็นสัญลักษณ์มินิฮาร์ทไปก่อน เพราะเรารู้สึกว่าสิ่งที่ The TOYS หรือ ทอย-ธันวา บุญสูงเนิน ได้ทำมามีความน่าสนใจกว่านั้น

The TOYS

เห็นตารางงานเดินสายของคุณใน Facebook แทบไม่เห็นวันว่างเลย เดือนนี้คุณได้นับไหมว่าอยู่กรุงเทพฯ กี่วัน

(นับนิ้ว) 4 วันครับ

เคยรู้สึกไหมว่าเรามาถึงจุดนี้เร็วเกินไป

ผมรู้สึกว่าผมเริ่มต้นเร็ว ผมก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าการที่เราอายุเท่านี้แล้วทำไม่ได้ ผมคิดว่านี่แหละสิ่งที่มันควรจะเป็นไป สิ่งนี้แหละถูกแล้ว

คิดว่าตัวเองผ่านโลกมามากพอที่จะทำสิ่งนี้ได้

ใช่ ผมหมายถึงในเรื่องประสบการณ์การทำงานนะ ไม่นับเรื่องของโลกภายนอก เรื่องงานผมไม่ต่างอะไรจากคนที่ทำงานมาเท่ากันไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ซึ่งมีหลายคนเรียนจบดนตรี มาร์เก็ตติ้ง โปรดักชัน หรือธุรกิจดนตรี ทุกคนก็ล้วนแต่จบไปแล้วจึงเริ่มทำงาน แต่ว่าผมมีโอกาสเร็วกว่าคนอื่น คือเราเริ่มที่จะศึกษาจากสิ่งที่เรียกว่าความท้าทาย

แล้วคุณเรียนดนตรีจากไหน

เรื่องของดนตรีผมว่ามันเหมือนภาษา เปรียบเทียบเหมือนคนที่ไม่เคยเรียนภาษาเยอรมันแต่พูดภาษาเยอรมันได้ เพียงแค่เขาไปอยู่ประเทศเยอรมนีเขาก็จะพูดได้โดยที่ไม่ได้เรียนที่ไหนมาก่อน ผมว่ามันเป็นแพตเทิร์นเดียวกันกับที่ผมเป็น ผมเจอดนตรีในหลายรูปแบบ เราต้องเข้าใจว่าดนตรีมันเป็นวัฒนธรรม วัฒนธรรมก็คือสิ่งที่มันถูกถ่ายทอดเรื่อยๆ มันถูกนำเสนอขึ้นมาทุกรูปแบบ เราก็ซึมซับมาเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งเราก็เข้าใจ

เรียนรู้ด้วยตัวเองแล้วรู้ได้ยังไงว่าสิ่งไหนถูก สิ่งไหนผิด

ในดนตรี ผมไม่เคยเจอสิ่งที่เรียกว่าผิด ผมไม่เคยเจออะไรก็ตามแต่ที่แบบ เฮ้ย นั่นผิดนะ มันอาจจะผิดจากทฤษฎี แต่คำว่าดนตรีจริงๆ แล้วคนที่เสพเขาไม่สนใจหรอกว่ามันจะผิดทฤษฎี คุณจะออกนอกแพตเทิร์น ออกนอกความคิด ออกนอกระบบ หรืออะไรก็แล้วแต่ สุดท้ายมันอยู่ที่ระบบประมวลผลในสมองของคนฟัง

The TOYS

แล้วในชีวิตเคยคุยกับคนที่เรียนทฤษฎีมาบ้างไหม คุยกับเขารู้เรื่องหรือเปล่า

ผมเพิ่งมีโอกาสเป็นวิทยากรรับเชิญที่มหาวิทยาลัยมหิดล ไปพูดให้นักศึกษาปริญญาโททั้งห้องฟัง ผมรู้สึกว่าผมเกร็งมาก ที่ต้องพูดทฤษฎีที่หลายๆ คนมีความรู้มากกว่าผม

เราไม่ได้นั่งอยู่ในห้องบรรยายนั้น แต่อยากรู้ว่าคนอายุ 21 ที่ไม่ได้เรียนดนตรีมาพูดอะไรให้คนเรียนปริญญาโทฟัง

ผมบอกทุกคนว่าจริงๆ แล้วในห้องนี้เป็นห้องที่ผมอยากเข้ามาอยู่ที่สุด ตอนเด็กผมอยากเรียนดนตรีที่สุดแล้วในชีวิต เพียงแต่ว่าด้วยปัญหาทางบ้าน มันทำให้เราไม่ได้รับโอกาสในการศึกษาดนตรี ในห้องนี้ทุกคนได้รับโอกาสที่ผมไม่เคยได้รับมาก่อน แล้วผมอยากให้ทุกคนเข้าใจว่ามันมีค่ามาก

บางคนอาจจะบอกว่าค่าเทอมแพง เรียนจบไปกี่ชาติกว่าจะได้คืน บางคนอาจจะเรียนไปทั้งหมดแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่รู้ว่าเส้นทางชีวิตจะเป็นยังไงต่อ แล้วดันไปทำอย่างอื่นต่อ หรือว่าไปทำแค่ 10 เปอร์เซ็นจากความรู้ที่เรียน ผมก็เลยพูดแนวทางที่มันสามารถต่อยอดได้ ในแต่ละสาขาที่เขาเรียน

จริงๆ คนเราเข้าใจผิดว่านักดนตรีไส้แห้ง ที่เขาไส้แห้งเพราะว่าเขาไม่ได้เจ๋งจริง ผมว่ามันก็เหมือนกับเสื้อผ้า ถ้าคุณรับเสื้อผ้ามาขายแล้วคุณไม่อัพเดทคอลเลกชันของมัน คุณก็จะขายได้แค่เดือนเดียว ทำไมพี่บอย โกสิยพงษ์ ถึงมีอาชีพที่มั่นคง ดำรงชีวิตไปจนประสบความสำเร็จ ผมว่ามันก็เหมือนคนทำงานทุกอาชีพก็คือการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด

The TOYS The TOYS

เห็นว่าคุณดร็อปเรียนเอาไว้ เป็นเพราะคุณคิดว่าปริญญาหรือการเรียนไม่สำคัญหรือเปล่า

จริงๆ ปริญญาความรู้มันสำคัญสำหรับทุกคน แต่ว่าที่ผมดร็อปไว้เพราะเรื่องเวลา ผมไม่สามารถเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยได้ ถ้าเราทำอย่างงั้น เราต้องไปเรียนอีกแบบหนึ่งซึ่งผมไม่ชอบเลย ผมไม่ชอบการที่เราแค่ไปสอบ ผมชอบการที่เราได้ไปรับความรู้จริงๆ ผมเลยเลือกที่จะแยกไปเลย ปีนี้ทำงานๆ แล้วเราค่อยไปเรียนตอนที่พร้อมดีกว่า

ที่ว่าที่บ้านไม่ค่อยสนับสนุนให้เรียนดนตรี เขาให้เหตุผลกับคุณว่าอะไร

เหตุผลก็คือเรียนจบไปแล้วจะทำอะไร ซึ่งคงเป็นเหตุผลที่ทุกวันนี้ทุกคนคงต้องเจอ ผมคิดว่าเขาเจอกับตัวเองมากกว่าว่ามันไม่ยั่งยืน ด้วยเหตุผลบางอย่างเช่นรสนิยมที่เปลี่ยนไป การฟังเพลงของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เหตุผลอะไรบางอย่างที่มันไม่นิ่ง ทุกอย่างมันมีการเปลี่ยนแปลง มันเสี่ยง ไม่มั่นคง ซึ่งมันก็คงเป็นเรื่องจริง 50 เปอร์เซ็นต์ แต่อีก 50 เปอร์เซ็นต์ มันเป็นมุมที่เขายังไม่เคยเห็นหรือเปล่า เราก็แค่อยากลองทำในมุมของเรา

ซึ่งตอนนั้นคุณก็ตอบเขาไม่ได้ว่าจบไปทำอะไร

คือเขาบอกว่าค่าเทอมเป็นแสน เรียนจบไปกี่ปีจะคืนทุน ตอนนั้นไม่ได้ตอบ ได้แต่อึ้ง แต่ว่าเขาเริ่มปล่อยหลังจากที่ผมได้เริ่มทำงานแรก คือผมจะดื้อในสิ่งที่ผมไม่เชื่อ แต่ในสิ่งที่ผมเชื่อว่ามันเป็นจริงหรือเป็นสิ่งที่ผมพิสูจน์ได้ว่ามันไม่ดี ผมฟัง เราจะต้องการพิสูจน์อะไรบางอย่างที่มันไม่จริง แต่คุณเชื่อไปแล้วว่ามันจริง

ป้าเจินเจิน บุญสูงเนิน เคยตั้งสเตตัสพูดถึงคุณว่า “หลานชายที่มีพรสวรรค์ของฉัน” ในครอบครัวคุณปกติชื่นชมกันแบบนี้อยู่แล้วไหม

ไม่เลย เขาปล่อยให้ไปลุยเอง เขาไม่ค่อยชมกัน มีบ้างที่ให้เราทำตามที่เขาบอก แต่เราก็ไม่ค่อยทำ เลยรู้สึกว่าเขาไม่ค่อยชมเราเลย แต่ว่าไม่ใช่ดื้อนะ เพียงแต่ว่าผมชอบเส้นทางที่ผมเดิน

The TOYS The TOYS

นอกจากป้าเจินเจินของคุณ คนมักพูดว่าทอยเป็นนักดนตรีที่มีพรสวรรค์ คุณเคยนึกเถียงในใจมั้ยว่าจริงๆ แล้วมันเกิดจากการทำงานหนัก

ผมไม่มีพรสวรรค์อะไรทั้งนั้น ผมไม่รู้สึกถึงพรสวรรค์เลย พรสวรรค์คือสิ่งที่เกิดมาแล้วสามารถสร้างสรรค์ หรือทำอะไรก็ได้ แต่ว่าผมไม่มี ผมไม่รู้สึก ไม่ได้ยินเสียงพรสวรรค์อะไรในหัวเลย ผมแค่อยากทำอะไรให้มันสำเร็จ เรียกว่าพรแสวงหรือเปล่าที่เขาเรียกกัน

ในขณะที่บางคนจับกีตาร์มาซ้อมเล่นทั้งวันทั้งคืน แต่คุณในวัยเพียง 19 ปี ไม่มีแม้กระทั่งกีตาร์ของตัวเองตอนไปแข่งเวที Overdrive Guitar Contest แล้วได้แชมป์ สิ่งนี้ไม่ใช่พรสวรรค์เหรอ

มันเป็นเรื่องมุมมอง มันเหมือนมีโจทย์ ผมจะทำการบ้านก่อนว่าผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด เอาเพลงอะไรมาเล่น แล้วทำให้ผมได้รู้ว่าคนส่วนใหญ่เอาเพลงร็อกมา แต่ความจริงบางคนเก่งกว่าผมด้วยซ้ำ แต่ว่าผมทำการบ้านมาดี ผมได้เห็นแต่ละคนว่า 7 คนที่เข้ารอบสุดท้ายเขาเอาร็อกมา เราก็แค่ไม่เล่นเพลงร็อก แม้ว่าเราจะลงจากเวทีไปแล้วอย่างน้อยกรรมการก็จำเราได้ มันเป็นการวางแผน ไม่เกี่ยวกับพรสวรรค์เลย

คุณดูเป็นคนถ่อมตัวมาก

ผมว่ามันคือเรื่องจริง เราไม่ได้เก่ง มันไม่มีอยู่แล้วในวงการเพลงหรือว่าในดนตรีทุกแบบ ผมยังตามหาสิ่งนี้ไม่ได้ สมมติคนบอกว่าคนนั้นเก่งมาก คนนี้เก่งมาก เก่งอยู่ตรงไหน อะไรจุดที่ทำให้คนบอกว่าคนนั้นเก่ง คือดนตรีมันเป็นแค่การสร้างความสุขเล็กๆ น้อยๆ มันเป็นเรื่องของรสนิยม 80 เปอร์เซ็นต์ อีก 20 เปอร์เซ็นต์เป็นเรื่องของการถ่ายทอดมากกว่า บางคนถ่ายทอดได้ดี บางคนถ่ายทอดได้ใหม่ บางคนถ่ายทอดได้แปลก แค่นั้น

ถ้าความเก่งไม่มีจริง นักดนตรีคนหนึ่งจะประสบความสำเร็จจากอะไร

การประสบความสำเร็จมีหลายรูปแบบมาก อย่างบางคนตั้งใจจะเป็นนักร้องเพื่อมีชื่อเสียง บางคนตั้งใจจะเป็นนักร้องเพื่อหารายได้ น้อยคนที่จะคิดว่าเราเดินเข้ามาสร้างผลงานใหม่ๆ ให้กับโลกใบนี้

The TOYS

แล้วอย่างคุณเป็นแบบไหน

ตอนแรกผมไม่ได้ตั้งใจจะเป็นนักร้องจริงๆ ผมชอบทำดนตรี แต่งเพลง เรียบเรียงเพลง ผมไม่ได้มีความคิดว่าชีวิตหนึ่งจะต้องมาเป็นนักร้อง หรือว่าเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ ผมคิดว่าผมอยู่ในรูปแบบที่เรียกว่าสนองตัณหาตัวเองด้วยการทำเพลงขึ้นมา

คือในขณะที่บางคนอาจจะฟังเพลงเราไม่ค่อยรู้เรื่องตั้งแต่ครั้งแรก แต่ว่าตัวผมเองผมชอบเพลงต่างชาติหรือสากลที่ฟังไม่รู้เรื่องตั้งแต่ครั้งแรกเหมือนกัน ก็เลยเอามาใช้ ถ้าผมเปรียบเทียบก็อาจจะเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ร้องเพลงเกาหลี เราไม่รู้หรอกว่าเขาร้องอะไรในตอนแรก แต่เพลงมีคุณค่าเมื่อเราอยากรู้ เราจะไปตามหาว่ามันแปลว่าอะไร เช่นเดียวกัน ผมว่าอารมณ์น่าจะใกล้ๆ กับสิ่งที่ผมตามหาตรงนั้นอยู่

เห็นว่าเพลง หน้าหนาวที่แล้ว เคยถูกปฏิเสธจากค่ายเพลงหนึ่งในตอนแรกด้วย

การปฏิเสธไม่ใช่เรื่องที่บอกว่าเราเฟล ที่บอกว่าเราแพ้ มันเหมือนเราเลิกกับแฟน บางทีเราเลิกกับแฟนคนนี้ ชีวิตดีเลย เรามองว่าการถูกปฏิเสธคือบันได เหมือนเราขี่จักรยาน เราล้ม มันไม่ได้บอกว่าการล้มแล้วคุณจะขี่ต่อไปไม่ได้ ตรงข้ามกันเลย เวลาคุณล้ม คุณปั่นได้เก่งขึ้น

ถ้าให้ย้อนมอง คุณเป็นคนที่ล้มบ่อยไหม

ล้มทุกวัน บ่อยมาก เพราะเราเจออะไรเยอะ โจทย์ที่ผ่านมามันก็มีทุกแบบ แผลเต็มตัว

มันมีโมเมนต์ไหนมั้ยที่รู้สึกว่าพิสูจน์ตัวเองได้แล้ว

รู้สึกอย่างนั้นครั้งเดียว คือตอนทำงานแรก แล้วผมซื้อรถให้แม่ นั่นเป็นงานแรกที่ผมอยากพิสูจน์ให้ที่บ้านเห็น ผมก็เลยซื้อรถให้แม่เอาไปใช้ตอนอายุ 17 แม่ก็ถามว่าไปทำอะไรมา ผมก็บอกว่าทำโปรดักชันมา ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่ามันเยอะ เขาก็ถามว่าใครให้ทำ ไปทำได้ยังไง ผมก็เล่าให้ฟัง

ด้วยความที่ผมเป็นคนไม่สนใจว่าใครจะว่าผมอายุน้อยแล้วผมจะทำไม่ได้ คือผมหน้าด้าน ก็เดินเข้าไปตามบริษัทยื่นใบสมัคร ว่าผมมีความสามารถอะไร ผมยื่นไปหลายที่มาก น้อยคนที่จะกล้าวัดกับเรา แล้วมีโปรเจกต์นึงที่มีคนเขาตามหาอะไรใหม่ๆ พอดี ผมเลยได้ลองทำงานแรก จากนั้นเราก็ได้โปรดิวซ์เพลงมาเรื่อยๆ

The TOYS The TOYS

ที่บอกว่าน้อยบริษัทที่จะยอมเสี่ยงให้คุณทำ คุณคิดว่าเป็นเพราะเรื่องของฝีมือหรือเรื่องของอายุ

ผมว่าเพราะผมเด็ก คือเรารู้กันอยู่แล้วว่าทุกคนไม่ไว้ใจในการให้เด็กทำอะไร สมมติเด็กอายุ 7 ขวบจะเดินไปหยิบกีตาร์ยังโดนตีเลย เฮ้ย อย่าจับ แต่ถ้าเราคิดกลับกัน ปล่อยให้เด็กคนนั้นหยิบกีตาร์มาเล่น วันรุ่งขึ้นเขาชอบ 2 ปีผ่านไปเขาเก่ง เขาสามารถที่จะเป็นอาจารย์ต่อได้นะ

คุณมีปัญหากับการอยู่ในสังคมที่คนส่วนใหญ่มักตัดสินคนด้วยวัยไหม

ปัญหามันมี แต่ว่ามันก็มีวิธีรับมือ อย่างครั้งแรกที่ไปค่ายเพลงค่ายหนึ่ง ผมชอบผลงานค่ายนี้ ผมชอบศิลปิน ผมอยากเจอศิลปินที่ผมชื่นชอบ อยากเจอศิลปินที่ตอนเด็กเราฟังเพลงเขา ก็เดินใส่ชุดนักเรียนเข้าไปบอกว่าผมมายื่นใบสมัครงาน พี่เขาก็ถามว่ามาสมัครอะไร ยกของเหรอ

คือเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ถ้าเราเห็นเด็กคนหนึ่งใส่ชุดนักเรียนเดินเข้ามา เราจะคิดยังไง มันจะมาเป็นโปรดิวเซอร์เหรอ บ้า แล้วตอนนั้นเราก็ได้ทำจริงๆ ได้ยกของ ยกน้ำ ซึ่งก็เป็นธรรมดา ผมไม่ได้รู้สึกแย่อะไร มันก็ตื่นเต้นดี ผมได้เจอศิลปินที่ผมชอบ

นึกขอบคุณคนที่ไว้ใจเราให้ทำงานแรกมั้ย

บ้าดีที่กล้ารับ (ยิ้ม) มันต้องเป็นคนที่ใจเด็ดเท่านั้น ถึงจะกล้าวัดอะไรกับเด็ก

ทุกวันนี้พูดได้หรือยังว่าวัยไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไปสำหรับคุณ

แน่นอน

แล้วสมมติวันหนึ่งคุณเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วเจอเด็กที่โดนปฏิเสธมาแบบคุณ คุณอยากจะบอกอะไรกับเขา

ถ้าเขาล้มเหลวแล้วเขาเดินหันหลัง ผมก็จะสมน้ำหน้าเขา คือมันต้องลุกขึ้นมา เจอใครต้องเดินเข้าใส่ แค่นั้น เจอคนต่อยเรา เรายังต่อยเขากลับเลย มันไม่มีคำว่าชนะหรือแพ้ มีแต่เข้าใกล้ไปเรื่อยๆ เข้าใกล้อะไรบางอย่างมากขึ้นเรื่อยๆ ผมไม่เชื่อว่าเราจะแพ้ เพราะถ้ามองดีๆ มันไม่มีอะไรเสียหายเลย อาจจะเสียอย่างเดียว คือเสียหน้า เขินจังเลยวันนี้ โดนปฏิเสธ โดนคนมองอย่างนี้อีกแล้ว แต่เราไม่แคร์ไง เราจะเดินเข้าไป

The TOYS

 

ขอบคุณสถานที่
REC. Vinyl Records and Cafe

Writer

นันท์นภัส พลเศรษฐเลิศ

เด็กฝึกงานที่กำลังรอรับปริญญา ใช้ชีวิตไปมาๆระหว่างกรุงเทพฯ-ศรีสะเกษ รักการอยู่บ้าน พอๆกับการอยู่นอกบ้าน ยังไม่ชัดว่าจะได้ประกอบอาชีพอะไร แต่ตั้งใจจะหัดขีดเขียนให้ดี

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load