วันหยุดนี้ หากไม่รีบร้อน อยากชวนผู้อ่านเดินเข้าห้างชั้นเสื้อผ้าผู้ชาย

ตรงไปที่กระเป๋าหนังและเครื่องหนัง มองหาแบรนด์ที่ชื่อว่า ‘Albedo’ หยิบสักใบมาถือไว้ในมือ

หน้าตาเรียบ ๆ ราคาก็ไม่ถูก คุณรู้สึกอย่างนั้นใช่มั้ย 

แต่กระเป๋าที่อยู่ในมือคุณเป็นแบรนด์ที่คนทั่วโลกยกย่อง เป็นผู้นำในตลาดเครื่องหนังไทยมาหลายทศวรรษ แต่เป็นแบรนด์ที่คนไทยไม่น้อยไม่รู้จัก

ธวัฒน์ จิว เป็น Fighter คนหนึ่งในวงการ เขาทำแบรนด์ Albedo ร่วม 30 ปี รู้ดีว่าคนส่วนมากมักมองข้ามกระเป๋าหนังที่ทำอย่างประณีตของเขา ทั้งยุคแรกที่ไปพิสูจน์ตัวเองในตลาดต่างประเทศ มาถึงยุคปัจจุบันที่ต้องปรับตัวกับตลาดเมืองไทย เขาสู้ไม่ถอย

“อาจจะเป็นความกดดันตั้งแต่เด็ก ผมไปรู้มาว่าตัวเองเป็นเด็กที่พ่อแม่เอามาเลี้ยง แล้วคนจีนเมื่อก่อนอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ ญาติชอบพูดเปรียบเทียบ บ้านเขามี 4 คน ผมเป็นลูกคนเดียว 4 รุม 1 ถ้าเราไม่ไฟต์ก็คงอยู่ไม่ได้”

ตลาดค้าปลีกปัจจุบันแข่งขันสูง อุปสรรคสำคัญคือสินค้าต้นทุนต่ำจากจีน (ไม่ว่าจะจีนแดงหรือจีนเทา) ปัญหาเหล่านี้ถาโถมจนเจ้าของแบรนด์ไทยทดท้อแทบทุกวงการ 

ธวัฒน์เคยฝ่าฟันคลื่นลมเช่นนี้มา เขาเปิดร้านนั่งลงแบ่งปันบทเรียนให้เจ้าของธุรกิจรุ่นหลังฟัง

นักสู้วงการเครื่องหนัง

Albedo เป็นแบรนด์แรกในอาเซียนที่ได้รางวัลจาก Mipel Fair งานที่เป็นเหมือนโอลิมปิกของวงการเครื่องหนัง จัดที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี 

ที่สำคัญ เขาได้รางวัลนี้ถึง 2 ครั้งในปี 2011 หมวดสินค้าคุณภาพดีเด่น และปี 2014 หมวดความคิดสร้างสรรค์ ทำสินค้าที่มีความเป็นต้นตำรับไม่เหมือนใคร

ธวัฒน์หยิบประเป๋ารุ่นที่เขาภูมิใจที่สุด คือ Moreno เป็นกระเป๋าหนังทนน้ำ ซ่อนเฉดสีส้มในกระเป๋าอันเป็นจุดเด่นของรุ่นนี้ 

“หนังมีโครงสร้างของมัน หนังที่แข็งแรงต้องแข็ง ทนรอยขูดขีด แต่หนังนิ่ม ๆ โดนนิดเดียวก็ไปแล้ว กระเป๋าชุดนี้เราพัฒนาหนังที่แข็งแรงจนนิ่ม แล้วยังทนรอยขูดขีด ทนน้ำ เราทำงานเยอะมาก” ธวัฒน์อวดอย่างภูมิใจ

กระเป๋าของ Albedo ทุกใบผลิตในเมืองไทย มีนวัตกรรมแปรรูปหนังที่สะสมมาหลายสิบปี ใช้วัตถุดิบคุณภาพแบบไม่ประนีประนอม นั่นเป็นเหตุผลที่กระเป๋าราคาสูง

“เราก็มีทางของเรา ถ้าคุณไปเดินห้าง จะเห็นแบรนด์หนึ่งที่บ้าไม่ลดราคา ผมเคยบอกคนของห้างว่าสินค้าคนอื่นมาจากจีน ต้นทุนไม่ถึงครึ่งของผม เขาจะลดราคายังไงก็ได้ แบรนด์เก่ง ๆ ออกสินค้ามา 6 เดือน ถ้าขายไม่หมดต้องรีบลด ภายใน 1 ปีสินค้าต้องโละแล้ว แต่ของเราไม่ใช่ เราเรียนรู้ผ่านบทเรียนพวกนี้เยอะมาก” เขาเล่า

Albedo มีหลักในการทำสินค้า 3 ข้อ หนึ่ง คือมีรายละเอียดที่แน่น กระเป๋า 1 ใบมีชิ้นส่วนราว 70 – 100 ชิ้นมาประกอบด้วยมือผสมเครื่องจักร ผ่านขั้นตอนอีก 200 – 300 ขั้น 

สอง มีการออกแบบที่เน้นตอบโจทย์การใช้งาน และสุดท้ายคือมีนวัตกรรมใหม่ ๆ คิดไปข้างหน้าเสมอ

ลูกค้าของ Albedo ในไทยมักเป็นผู้ใหญ่ อายุประมาณ 40 ขึ้นไป ในตลาดต่างประเทศอายุของผู้ใช้จะกว้างกว่านี้ แต่โดยรวมพวกเขาคือคนที่ชอบสินค้ามีคุณภาพ ไม่ได้ชอบแต่งตัว แต่ชอบดูแลตัวเองให้ดูดี หน้าตาของกระเป๋าจึงเน้นตอบโจทย์ผู้ใช้ ไม่หวือหวา แต่ดูมีราคา

ธวัฒน์เล่าว่า Albedo แบบกระเป๋าทุกใบมาจากการสังเกตพฤติกรรมผู้ใช้ ทุกปีเขาจะส่งทีมงานออกมาสำรวจตลาด ไม่ได้แปลว่าเดินเข้าร้านกระเป๋าแล้วดูแบบของคู่แข่ง แต่เดินไปดูผู้คนบนรถไฟฟ้า ป้ายรถเมล์ ที่จอดรถ สังเกตว่าคนมีวิธีถือกระเป๋าอย่างไร จากนั้นก็นำข้อมูลเหล่านี้มาออกแบบ

“เราลงแรงเยอะกว่าคนอื่น แต่ได้น้อยกว่าคนอื่น” ธวัฒน์เล่าอย่างขำขื่น 

ด้วยวิถีการทำธุรกิจแบบ Old School เราจึงไม่ได้เห็นชื่อของ Albedo บนโฆษณาตามแพลตฟอร์มมากนัก ธวัฒน์เน้นทำตลาดโดยไม่ได้พุ่งเข้าหาใคร มุ่งผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ สร้างนวัตกรรมใหม่ให้กระเป๋าและเครื่องหนัง 

คุณสมบัติเหล่านี้ มองดูให้ดีล้วนมีที่มาจากเส้นทางชีวิตของเขาเองเช่นกัน

เด็กเยาวราชที่เห็นคุณค่าของการเรียน

“ผมเป็นคนเดินเยอะมาตั้งแต่เกิด”

ธวัฒน์โตในบ้าน 7 ชั้นย่านเยาวราช อยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ เขาได้เงินจากบ้านต่อวันไม่ถึง 2 บาท เขาขอใช้วิธีเดินไปไหนต่อไหน เก็บเงินไว้ซื้อขนมหรือเที่ยวเต็มเม็ดเต็มหน่วยแบบคุ้ม ๆ ดีกว่า

คนจีนสมัยก่อนเชื่อว่า ไม่ต้องเรียนเยอะก็ได้ รีบลาออกมาค้าขายจะดีกว่า ถ้าไม่รู้จะขายอะไร เดินไปสำเพ็งเดี๋ยวก็รู้เอง

ธวัฒน์ไม่ได้เชื่อเช่นนั้น เขาหาทางใหม่ด้วยการลองสมัครทุนการศึกษา ACC School of Commerce ของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้ไปเรียนต่อเมือง Memphis สหรัฐอเมริกา ด้วยหลักสูตร 3 ปี ด้วยช่วงเวลาที่ไม่นานมาก ทำให้เขาเจรจากับที่บ้านเพื่อไปเรียนได้สำเร็จ

การได้เรียนทำให้รู้ว่าโลกนี้ยิ่งใหญ่เพียงใด มีวิธีทำธุรกิจอีกมากที่ไม่ใช่การเดินเข้าสำเพ็ง เมื่อกลับมาเมืองไทย เขาทำงานประจำบริษัทเอกชน ไต่เต้าจากผู้ประสานงานมาเป็นหัวหน้าฝ่ายขาย ถูกชวนมาสอนวิชาธุรกิจที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ไปช่วยให้คำปรึกษาและร่วมหุ้นทำบริษัทเฟอร์นิเจอร์แห่งหนึ่ง ต่อมากลายเป็นแบรนด์ Modernform ที่หลายคนรู้จักดี 

จุดเปลี่ยนของธวัฒน์เริ่มจากการมีครอบครัว มีลูก ความรับผิดชอบพร้อมค่าใช้จ่ายเริ่มถามหาหนักขึ้น เขาปรึกษาเพื่อนสมัยเด็กเพื่อหาลู่ทาง จนมองเห็นว่าบริษัทที่ทำเครื่องใช้สำนักงานขายที่มีคุณภาพไม่ค่อยดี เขาจึงหาทางพัฒนาจนได้เปิดเป็นแบรนด์ Ausfie ผลิตเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้สำหรับโต๊ะผู้บริหาร

ธวัฒน์เปรียบธุรกิจในยุคเดียวกับเขาว่า เป็นเหมือน ‘สามล้อถูกหวย’ เพราะตลาดเริ่มย้ายการผลิตจากญี่ปุ่นเพราะปัญหาค่าแรงสูง ไต้หวันและจีนเจอปัญหาการเมืองภายใน ถนนทุกสายมุ่งมาสู่ประเทศไทย ยอดสั่งซื้อสินค้าจำนวนมากจึงหลั่งไหลเข้ามาหาธุรกิจไทย กลายเป็นยุคที่หลายแบรนด์สร้างเนื้อสร้างตัวในตอนนั้น 

คำสอนของพ่อแม่อันเรียบง่ายที่มีผลกับธวัฒน์มาก คือห้ามโกหกและห้ามโกงใคร นั่นเป็นเหตุผลที่เขาไม่เคยหมกเม็ดเรื่องวัสดุการผลิต Ausfie ขึ้นชื่อเรื่องสินค้าคุณภาพ ทำให้แบรนด์ก้าวไปข้างหน้าได้ไกล ส่งออกในประเทศอย่างสหรัฐฯ และตะวันออกกลาง

แม้ธุรกิจดี แต่ธวัฒน์เริ่มเห็นสัญญาณบางอย่าง เขาขยายธุรกิจไปฝั่งญี่ปุ่นและยุโรป เพื่อกระจายความเสี่ยง ไม่นานนักปี 1997 เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ธุรกิจหายไปเกือบค่อนประเทศ ธวัฒน์เริ่มลำบากเพราะอยู่ในช่วงขยายกิจการ ในขณะที่ยอดการซื้อสินค้าเครื่องใช้สำนักงานตกลง การแข่งขันสูงขึ้น เขาต้องหาน่านน้ำใหม่ที่คนยังไม่เคยทำมาก่อน

Albedo แปลงจากภาษาฝรั่งเศส แปลว่าแสงแรกของวันใหม่ นั่นอาจเป็นความรู้สึกเดียวกับเขาในตอนนั้น ธวัฒน์เห็นว่าธุรกิจเครื่องหนังยังไม่มีคนทำของมีคุณภาพในไทย เขาจึงลงทุนหาทางไปเรียนด้านหนังในยุโรป ตระเวนออกงานจนได้ยอดผลิตแบบ OEM จากหลายแบรนด์ดังทั้งในอเมริกาและยุโรป

เขามีกฎอยู่ข้อหนึ่ง คือในฐานะผู้ผลิต OEM เป็นปกติที่ลูกค้าจะมาขอออกแบบร่วมกับบริษัท ถ้ามีใครสนใจ ธวัฒน์จะไม่เอาต้นแบบที่ทำกับลูกค้าเจ้านั้นมาขาย แต่จะแนะนำให้ลูกค้าไปคุยต่อกันเอง หรือเริ่มออกแบบให้ใหม่จากศูนย์

“ผมไม่มีวิธีเจรจาธุรกิจ เราเป็นคนตรงไปตรงมา ยกตัวอย่างสักเคส มีอยู่ครั้งหนึ่งลูกค้าเอากล่องแบบในหนัง James Bond 007 มาให้ทำ เราดูก็รู้แล้วว่ายูไปทำที่อื่นมา ทำไม่เสร็จแล้วมาให้เราช่วย ผมก็บอกว่า ยูก็บอกเขาไปตรง ๆ ก็จบแล้ว คุยให้รู้เรื่อง ไม่ต้องมาให้เราทำ” ธวัฒน์ปฏิเสธดีลนั้นอย่างเต็มใจ

ธรรมชาติของตลาดนี้ คือหากผลิตสินค้าให้แบรนด์ถึงจุดการผลิตน่าพอใจ เขาจะหาทางย้ายผู้ผลิตใหม่เพื่อลดต้นทุน ธวัฒน์เข้าใจเงื่อนไขนี้ บวกกับเห็นสินค้าจำนวนมากในโกดัง ความรู้ในการผลิตก็มีมาก เขาจึงหาช่องทางสร้างแบรนด์ตัวเอง ด้วยชื่อแบรนด์ที่เป็นทั้งแสงสว่างในธุรกิจและชีวิตครอบครัวของเขาเช่นกัน 

พิสูจน์ตัวเองด้วยคุณภาพ

“วินาทีแรกที่ผมจะทำเครื่องหนัง อย่างแรกที่คุณต้องมีคือคุณภาพ ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น” ธวัฒน์พูดอย่างแน่วแน่

Albedo ในยุคแรกโตอย่างออร์แกนิก จนกระทั่งได้รางวัล ออกสื่อโฆษณาจนคนรู้จัก วันหนึ่งธวัฒน์ตัดสินใจยกเลิกการโฆษณาแทบจะทั้งหมด เหลือเฉพาะด้านที่จำเป็น 

เหตุผลของเขาคือ แม้ Albedo จะผลิตสินค้าดี มีเอกลักษณ์ แต่ด้วยระบบที่ไม่แข็งแรงทำให้มีสินค้าก๊อบปี้ออกมาเยอะมาก ถ้าโฆษณาไป ผู้ชมบางคนที่ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องแบรนด์อาจเข้าใจผิด ซื้อแบรนด์ผิด กลายเป็นการทำลายธุรกิจไปในทางอ้อม

“จริง ๆ เราอยู่เมืองไทยยาก เพราะบ้านเราบางครั้งไม่ค่อยเข้าใจเรื่องเทรนด์ ถ้าคนสังเกตจะรู้

เราบอกว่าเปลี่ยนเป้าหมายเถอะ ทำยังไงให้เราอยู่ได้ ขายได้ ไม่ต้องขายเยอะแต่ขอให้มันยั่งยืน ผมเลยหันกลับไปปรับปรุงเรื่องการผลิต” ธวัฒน์เล่า

Albedo ลงทุนจ้างช่างเครื่องหนังจากอิตาลีมาให้คำปรึกษา ในยุคที่บ้านเรายังมีความรู้การผลิตหนังน้อยกว่าประเทศอื่น ลงทุนซื้อเครื่องตัดหนังอัตโนมัติหลักหลายล้านมาใช้เป็นบริษัทแรก 

กลับมาที่ปัญหาเรื่องการก๊อบปี้ ธวัฒน์หมดหวังกับการเจรจากับแบรนด์และตัวกลาง เขากลับมาคิดถึงคำสอนของพ่อแม่ในวัยเด็ก

“ผมบอกทีมหลังบ้านว่า สิ่งดี ๆ ไม่เกิดขึ้นพรุ่งนี้หรอก ค่อย ๆ สร้าง คนที่เคยใช้กระเป๋าเราเขาก็รู้เอง ทุกคนในองค์กรผมรู้ เราพูดแต่เรื่องจริง ไม่โกหก”

ปัญหาเรื่องสินค้าจากจีน ในฐานะผู้ผ่านมาก่อน เขาคิดอย่างนี้

“เมื่อก่อนมีคนญี่ปุ่นมาซื้อกระเป๋าเป็นแสนใบ กระเป๋าหนีบ 7 – 8 หมื่นใบ เดี๋ยวนี้ออร์เดอร์พวกนี้อยู่จีนหมด โครงสร้างและค่าแรงเขาถูกกว่าหมด ผมขายของก็ถูกกว่า ต้นทุนเขาถูกกว่าเราครึ่งหนึ่ง ไม่ต้องไปแข่งเลย 

“ผมบอกกับพรรคพวกในวงการว่า ยังไงก็สู้เขาไม่ได้ จะให้อยู่รอด ดูว่าเขาทำอะไร แล้วหลีกอย่าไปทำให้เหมือนเขา คนจีนต้องทำทุกอย่างให้แมส เพราะฉะนั้นคนจีนต้องการออร์เดอร์ กระเป๋าสั่งที 500 ใบ ของเรา 50 ใบก็ขาย หาจุดขายแบบนี้ดีกว่า”

“เราสู้ราคาอินเดียและจีนไม่ได้ จะทำยังไง เราก็ต้องไปหา Business Matching ที่เขาไม่แคร์เรื่องราคาอย่างเดียว เขาแคร์เรื่องคุณภาพด้วย เราค้าขายกับอิตาลี ญี่ปุ่น ยังมีตลาดในประเทศกลุ่มนี้ที่ไม่ได้สนใจเรื่องราคา 

“เราจะไปเจอคนเหล่านั้นได้ยังไง แล้วแต่คนนะ บางคนก็ใช้อินเทอร์เน็ต แต่ผมไม่เชื่อเท่าไหร่ ผมเชื่อเรื่องการออกงาน ไปเจอตัวดีกว่า” ธวัฒน์กลับมาหาวิถี Old School อีกครั้ง

วันนี้ลูกทั้ง 3 คนของธวัฒน์กลับมาช่วยดูแลธุรกิจเต็มตัว ทุกคนลงความเห็นว่าจะไม่เข้าตลาดหลักทรัพย์ในตอนนี้ เพราะอยากเติบโตอย่างยั่งยืนมากกว่าเน้นความเร็วและยอดขาย 

ธวัฒน์เล่าว่า วันที่ตัดสินใจแบบนั้น เป็นวันที่เขามีความสุข เพราะครอบครัวเชื่อเรื่องการเติบโตที่ก้าวอย่างมั่นคงมากกว่า

ถึงกระนั้น ธวัฒน์ก็ยังทำงานทุกวัน เขาเดินมาที่ร้านสาขาใหม่ ดูกระเป๋ารุ่นใหม่ที่เพิ่งวางขายอย่างภูมิใจ

“แบรนด์คุณโดนดูถูกเยอะ มีวิธีพิสูจน์ตัวเองยังไง” เราถาม

“ยากนะ แต่คิดว่าทำไปเรื่อย ๆ จนเขาตื่นมาวันหนึ่งก็จะเห็นเอง” ธวัฒน์ยิ้มเหมือนคนที่ได้เห็นแสงแรกอันงดงามของวันใหม่

10 Things you never know

Thawat Chiu

1.  กระเป๋าใบที่ชอบที่สุด

กระเป๋าเป้แบ็กแพ็ก

2.  ยี่ห้อรองเท้าหนังที่ใส่ตอนนี้

Doucal’s

3.  สีที่ชอบ

เขียว

4.  สิ่งแรกที่ทำตอนตื่นนอน

โยคะ

5.  สถิติการวิ่งที่ดีที่สุด

มาราธอน 6 ชั่วโมง ฮาล์ฟมาราธอน 2.47 ชั่วโมง

6.  คำแนะนำเวลาลูกน้องเจอปัญหา

ถามกลับไปให้เขาคิดว่า ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นอีกครั้ง จะทำยังไง

7.  คำพูดเวลามีลูกค้าถามว่า ของแพงจัง

ทำไมคุณถึงคิดว่าแพง

8.  คำสอนที่จำขึ้นใจ

ห้ามโกหก ห้ามโกงคนอื่น

9.  เมนูที่ชอบที่สุด

พาสตา

10.  กินข้าวเที่ยงกับใคร

กับลูก ๆ กินที่ออฟฟิศ

Writer

ศิวะภาค เจียรวนาลี

ศิวะภาค เจียรวนาลี

บรรณาธิการที่ปั่นจักรยานเป็นงานหลัก เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล