เรารู้จัก กัปตันนัท-ธราพงษ์ รุ่งโรจน์ นักบินและครูสอนการบินเฮลิคอปเตอร์ชาวไทยผ่านตัวอักษรในหน้าเพจ นัทแนะ และหนังสือเล่มแรกของเขาที่มีชื่อว่า Nigeria, here I come

นัทแนะ ธราพงษ์ รุ่งโรจน์ นักบินเฮลิคอปเตอร์ไทยกับชีวิตในประเทศที่นักบินต่างชาติถูกลักพาตัว, อาชีพนักบิน

เขาเล่าเรื่องราวการชีวิตความเป็นอยู่และการทำงานเป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์ที่ปฏิบัติการบินให้กับบริษัทขุดเจาะน้ำมันเหนือน่านน้ำอ่าวกินี ประเทศไนจีเรีย ไว้ในเพจและหนังสืออย่างละเอียด 

เรื่องราวเหล่านั้นแสนตื่นเต้น ไม่ว่าจะเป็นการลักพาตัวนักบินต่างชาติ ไปไหนมาไหนต้องมีบอร์ดี้การ์ดถือปืนอาร์กาคุ้มกัน ไปจนถึงเรื่องราวการทำงานที่ได้เห็นโลกกว้างอันน่าตื่นตาตื่นใจ

ยิ่งอ่านเรื่องเล่าก็ยิ่งชวนให้เรานึกถึงเบื้องหลังความเป็นมาว่า ชายหนุ่มคนนี้มีเส้นทางการมุ่งทะยานสู่ท้องฟ้ากว้างได้อย่างไร

ธราพงษ์ รุ่งโรจน์ นักบินเฮลิคอปเตอร์ไทยกับชีวิตในประเทศที่นักบินต่างชาติถูกลักพาตัว, อาชีพนักบิน

เพราะนักบินเฮลิคอปเตอร์ที่ทำงานในแวดวงธุรกิจน้ำมันนี้ ดูจะเป็นอาชีพที่น่าตื่นตาตื่นใจและแปลกกว่าที่คนทั่วไปจะหาทางเข้าไปได้ง่ายๆ 

รวมไปถึงเส้นทางหน้าที่การงาน ที่ไต่จากนักบินผู้ช่วยเป็นกัปตันที่ถือครองใบอนุญาตบินของ 4 ประเทศ ไปจนถึงการเป็นครูการบินและผู้ทดสอบภาคอากาศนักบินเฮลิคอปเตอร์ของสำนักงานการบินพลเรือน ที่ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกเช่นกัน

และดูเหมือนว่าเขายังมีเป้าหมายท้าทายตัวเองต่อไป โดยไม่มีทีท่าว่าจะตั้งเพดานสูงสุดไว้ให้กับความฝัน

หลายคนอาจคาดหวังคำตอบของการฝ่าฟันที่แสนยากลำบาก แต่สำหรับกัปตันนัทกลับมองทุกอย่างในแง่ดี

ได้ยินคำว่า ‘โชคดี’ จากปากของเขาอยู่บ่อยครั้ง 

แต่ถ้าฟังเรื่องราวของเขาแล้วจะรู้ว่า ความสำเร็จทุกอย่างในวันนี้ไม่ได้มีเพราะโชคช่วยแน่นอน

ธราพงษ์ รุ่งโรจน์ นักบินเฮลิคอปเตอร์ไทยกับชีวิตในประเทศที่นักบินต่างชาติถูกลักพาตัว, อาชีพนักบิน

ร่อนไปตามแรงลม

บ่ายโมงวันอาทิตย์ เรามีนัดสไกป์คุยกับกัปตันนัท ที่อยู่ประจำการอยู่ในเมืองพอร์ท ฮาร์คอร์ท ประเทศไนจีเรีย เวลาท้องถิ่นของที่นั่นช้ากว่าประเทศไทยถึง 6 ชั่วโมง เท่ากับตอนนี้เป็นเวลาเช้าตรู่ของเขา ซึ่งเป็นช่วงเวลาว่างก่อนออกไปบินในตอนบ่ายและทำงานยาวไปถึงช่วงดึกของวัน

เมื่อเปิดหน้าจอทักทาย เขายิ้มแล้วบอกกับเราว่า “ตอนนี้ที่นี่ไฟดับครับ” 

เขาเล่าว่าเป็นเรื่องปกติของเมืองที่เขาอาศัยอยู่ และขอให้ดูว่าอีกสักสองสามนาทีไฟจะมา ซึ่งก็มาตามนั้นจริงๆ

เห็นความไม่แน่นอนเช่นนี้เราก็ไม่รอช้า ขอเริ่มบทสนทนาก่อนจะเกิดเหตุสัญญาณอินเทอร์เน็ตขาดหาย คำถามแรกเริ่มจาก “วัยเด็กคุณอยากทำอาชีพอะไร” เขาหัวเราะและบอกว่าคำตอบช่างน่าอายเหลือเกิน

“ตอนเด็กๆ อายุสักสี่ห้าขวบ ผมอยากเป็นภารโรงเพราะน่าสนุก หรือไม่ก็ดรัมเมเยอร์เพราะชอบเล่นตีกลองกับน้อง” เขาว่า

“ผมไม่เคยรู้จักอาชีพนักบินเฮลิคอปเตอร์ด้วยซ้ำ ไม่รู้จริงๆ ว่าเขาทำงานอะไร อย่างมากก็เคยเห็นที่เขาขับเฮลิคอปเตอร์ตอนวันเด็กเท่านั้น มองย้อนกลับไปชีวิตผมก็คล้ายกับขนนกในเรื่อง Forrest Gump เหมือนกันนะ ขนนกที่มันล่องลอยไปตามลมที่พัดพาไป” 

เด็กชายนัทเกิดและเติบโตในครอบครัวทหาร ที่คุณตา คุณพ่อ และญาติล้วนรับราชการทหารกันทั้งสิ้น ตัวเขาซึ่งเป็นหลานชายคนโตของครอบครัวก็ดำเนินรอยตามเส้นทางนี้เช่นกัน หลังจบมัธยมศึกษาปีที่ 4 เขาสอบเข้าเรียนในโรงเรียนเตรียมทหาร เรียนจบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์จากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และรับราชการเป็นทหารบก ก่อนได้ทุนไปเรียนปริญญาโทด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

เมื่อเรียนจบปริญญาโท เขากลับมารับราชการทหารบก ความก้าวหน้าสายอาชีพดำเนินไปสู่ระดับยศพันตรี แต่ชีวิตนี้ก็ไม่มีอะไรแน่นอน

ธราพงษ์ รุ่งโรจน์ นักบินเฮลิคอปเตอร์ไทยกับชีวิตในประเทศที่นักบินต่างชาติถูกลักพาตัว, อาชีพนักบิน

“วันหนึ่งเพื่อนก็มาชวนให้ไปสอบทุนเรียนเป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์ของบริษัทหนึ่งด้วยกัน พูดง่ายๆ คือผมก็ไปเป็นเพื่อนเขานั่นแหละ ผลสุดท้ายคือผมสอบติดแต่เพื่อนกลับสอบไม่ติด”

ผู้ผ่านการคัดเลือก 4 คนในจำนวนผู้สอบ 300 คน คือผู้ได้รับทุนการศึกษาไปเรียนหลักสูตรนักบินพาณิชย์ตรี (เฮลิคอปเตอร์) ที่ประเทศแคนาดา ก่อนกลับมาเป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์ให้กับบริษัทบริการการบินเฮลิคอปเตอร์ในเขตพื้นที่ขุดเจาะน้ำมันของอ่าวไทย ที่มีแท่นขุดเจาะน้ำมันเรียงรายในน่านน้ำประมาณ 20 แท่น 

ทางแยกสำคัญอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว อยู่ที่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร

“ผมคิดว่าถ้าจะต้องเปลี่ยนเส้นทางต้องทำเสียแต่ตอนนี้ เพราะอายุเพิ่งจะสามสิบ ยังเปลี่ยนสายงานได้ แต่ถ้าไม่ไปก็ต้องอยู่กองทัพอีกยาว สุดท้ายก็คิดว่า ลองดูดีกว่า เป็นนักบินน่าจะสนุกดี” เขาตอบพร้อมรอยยิ้ม

ธราพงษ์ รุ่งโรจน์ นักบินเฮลิคอปเตอร์ไทยกับชีวิตในประเทศที่นักบินต่างชาติถูกลักพาตัว, อาชีพนักบิน

โผบินสู่ท้องฟ้า

ขั้นแรกของการเป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์ คือการเรียนรู้สิ่งใหม่ทั้งหมด ชายหนุ่มวัย 30 ปีต้องทำความรู้จักเฮลิคอปเตอร์และหัดขับบังคับเหนือน่านฟ้าประเทศแคนาดาให้ได้

“ไปวันแรกครูก็พาเดินรอบเฮลิคอปเตอร์เพื่อแนะนำส่วนต่างๆ ของเครื่อง จากนั้นก็พาขึ้นบินเลย” นี่คือการขึ้นบินสู่ท้องฟ้าครั้งแรกโดยไม่ได้ตั้งตัวของเขา 

“ภาพวันนั้นงามจับใจมาก เฮลิคอปเตอร์สำหรับการเรียนการสอนเป็นโดมแก้วที่เรามองวิวทิวทัศน์ได้รอบตัว เห็นวิวอันสวยงามของเทือกเขาที่มีหิมะปกคลุม และเห็นนกอินทรีที่เป็นสัญลักษณ์ของอเมริกาบินโฉบผ่านเราไป” ชายหนุ่มเริ่มหลงรักการบินเข้าแล้ว

“การเรียนบินที่แคนาดาใช้เวลาประมาณหนึ่งปี หลักสูตรของที่นั่นเน้นการปฏิบัติ เน้นว่าการบินคือการใช้สมองและกล้ามเนื้อควบคุมให้ประสานงานกัน เขาจึงเน้นทักษะของมือและเท้าในการบังคับเครื่องอย่างมาก”

ธราพงษ์ รุ่งโรจน์ นักบินเฮลิคอปเตอร์ไทยกับชีวิตในประเทศที่นักบินต่างชาติถูกลักพาตัว, อาชีพนักบิน
ธราพงษ์ รุ่งโรจน์ นักบินเฮลิคอปเตอร์ไทยกับชีวิตในประเทศที่นักบินต่างชาติถูกลักพาตัว, อาชีพนักบิน

เมื่อถามถึงความโหดในการเรียน เขาบอกว่าครูจะจับตามองนักเรียนตลอดว่าแต่ละคนมีคุณสมบัติที่จะเป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์จริงหรือไม่ ระหว่างทางนั้นจึงมีเพื่อนร่วมชั้นที่ไม่ผ่านและถูกคัดออกไปอีก

“ครูบอกเสมอว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นนักบินได้ บางอย่างตอนคัดมายังดูไม่ออก แต่จะดูออกเมื่อเริ่มบินได้สักพักแล้ว”

แล้วคุณสมบัติแบบไหนถึงจะเป็นนักบินได้ เราเริ่มสงสัย

“ต้องเป็นคนที่วุฒิภาวะ และในขณะเดียวกันก็กล้าตัดสินใจ เมื่ออยู่บนฟ้าแล้วนักบินจะลังเลไม่ได้ เราต้องพึ่งตัวเองให้ได้ เพราะช่วงเวลาของการบินเป็นเรื่องของความเป็นความตาย ปกติแล้วนักบินเฮลิคอปเตอร์ใช้เวลาการไต่จากนักบินผู้ช่วยเป็นกัปตันใช้เวลาประมาณห้าปีเท่านั้น ต่างจากนักบินเครื่องบินที่เขาใช้เวลากันเป็นสิบปี มีเวลาสั่งสมประสบการณ์และสร้างความเป็นผู้ใหญ่มากกว่า จึงเห็นได้ว่าคนที่เริ่มเป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์มักจะมีอายุประมาณสามสิบปี”

หลังจบหลักสูตรการบินที่แคนาดา ว่าที่นักบินถูกส่งไปเรียนขับเฮลิคอปเตอร์รุ่นที่ใช้ในการทำงานที่สหรัฐอเมริกาอีกครั้ง ก่อนกลับมาทำหน้าที่เต็มตัว

ธราพงษ์ รุ่งโรจน์ นักบินเฮลิคอปเตอร์ไทยกับชีวิตในประเทศที่นักบินต่างชาติถูกลักพาตัว, อาชีพนักบิน

“สามเดือนแรกในการทำงานผมต้องบินกับครูฝรั่งก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าผมสามารถบินขึ้นลงบนแท่นขุดเจาะน้ำมัน เพราะงานของผม คือการขับเฮลิคอปเตอร์รับส่งคนที่ทำงานบนแท่นขุดเจาะน้ำมันในอ่าวไทย มีหน้าที่บินไปรับส่งพวกเขาระหว่างแท่นเจาะกับสนามบิน หรือระหว่างแท่นด้วยกันในพื้นที่อ่าวไทย

“งานนี้เป็นการเปิดโลกใหม่ให้ผมหลายอย่าง ได้เห็นแท่นขุดเจาะน้ำมันครั้งแรกก็ตื่นเต้นมาก ลองคิดดูว่าเหมือนห้าง MBK ทั้งห้างตั้งอยู่กลางทะเล แล้วผมก็ร่อนเครื่องลงไปจอดบนห้างนั้น ผมได้รู้จักผู้คนหลากหลายอาชีพที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน เวลาไปรับส่งก็จะถามเสมอว่า พี่มาทำอะไรที่แท่นครับ ก็จะได้รู้จักทั้งเจ้าหน้าที่วิทยุ เจ้าหน้าที่ขุดเจาะ ไปจนถึงพ่อครัว”

ทะยานให้สูงที่สุด

เส้นทางของอาชีพนักบินเฮลิคอปเตอร์เริ่มจากการบินนักบินผู้ช่วย (Co-pilot) เพื่อสั่งสมประสบการณ์ ระหว่างทางมีการทดสอบและประเมินความสามารถรอบด้านอยู่ตลอดเวลา และเมื่อทำงานครบ 5 ปีก็จะเข้าสู่การพิจารณาเลื่อนตำแหน่งเป็นกัปตัน ซึ่งหากได้รับพิจารณาบริษัทจะส่งเข้าโปรแกรมอัปเกรด 1 ปี

“เขาพิจารณาอย่างละเอียดและรอบด้าน ทั้งเรื่องทักษะการบิน การตอบรับสถานการณ์ และที่สำคัญคือการทำงานร่วมกับผู้อื่น เพราะนักบินไม่ได้ทำงานแค่บินอย่างเดียว แต่เราต้องเจอกับผู้โดยสาร ทำงานกับช่างซ่อมเครื่อง พนักงานภาคพื้นดิน เจ้าหน้าที่หอบังคับการบิน เขาจะดูว่าเราประสานงานกับคนอื่นได้ดีไหม

“คนมักเข้าใจผิดว่า นักบินเป็นงานง่าย ทำงานกับคนแค่คนเดียว ก็คือกัปตันหรือนักบินผู้ช่วย แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เราทำงานกับคนอีกมาก เคยมีนักบินที่ก้าวร้าว พูดจาไม่ดี ก็จะโดนรีพอร์ตกลับบริษัททันที งานนี้มีคนรอบตัวประเมินเราอยู่ตลอดเวลา”

ธราพงษ์ รุ่งโรจน์ นักบินเฮลิคอปเตอร์ไทยกับชีวิตในประเทศที่นักบินต่างชาติถูกลักพาตัว, อาชีพนักบิน

แท้จริงแล้วความฝันสูงสุดของเขาไม่ได้หยุดเพียงตำแหน่งกัปตัน แต่เขามีเป้าหมายในใจแต่แรกว่าอยากเป็น ‘ครูการบิน’ เพราะประทับใจครูสอนบินของเขาที่ทั้งเก่งและรอบรู้ ประกอบกับความชอบในการถ่ายทอดความรู้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

“ผมอยากเป็นครูการบินต้องทำยังไง” เขาลองถามครูต่างชาติที่สอนตั้งแต่ช่วงสามเดือนแรก คำตอบที่ได้คือ “ต้องเป็นกัปตันให้ได้ก่อน แล้วก็เสนอตัวเองเลยว่าสนใจอยากเป็นครู”

ในวันที่เขาก้าวขึ้นมาเป็นกัปตัน โอกาสที่ไม่คาดฝันมาเร็วกว่าที่คิด 

เมื่อทางบริษัทประกาศหาครูภาคพื้นดินที่สอนวิชาเกี่ยวกับความรู้ด้านเฮลิคอปเตอร์ กัปตันนัทยื่นใบสมัครทันที เขาจึงได้เป็นครูภาคพื้นดินก่อน ต่อมาเมื่อคิดว่าตัวเองมีความพร้อมแล้ว เขาก็เสนอตัวขอเป็นครูภาคอากาศตามคำแนะนำนั้น

“สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานกับบริษัทเอกชนคือ เรารอโอกาสอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องเสนอตัวเลยว่า เราพร้อม จะได้หรือไม่ได้เป็นอีกเรื่อง ต่างจากงานราชการที่ผมเคยทำ ซึ่งต้องรอการเติบโตไปตามเส้นทาง เมื่อถึงเวลาจึงเติบโตต่อไป”

เขาบอกว่า โชคดีที่ได้เจอผู้บริหารระดับสูงของบริษัทที่ให้โอกาสเขาได้แสดงความตั้งใจ

“ตอนนั้นในบริษัทผมไม่มีกัปตันไทยที่เป็นครูสอนภาคอากาศเลย ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เป็นชาวต่างชาติทั้งหมด ผู้บริหารท่านนี้เรียกผมไปคุยว่าอยากเป็นครูจริงๆ เหรอ เขาเองมีความตั้งใจอยากให้มีครูไทยอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นใคร และไม่กล้าเสี่ยง เพราะถ้าเลือกคนที่ไม่พร้อมจริง ครูไปบินกับนักเรียนใหม่อาจทำให้เฮลิคอปเตอร์ซึ่งราคาเครื่องละสามร้อยล้านบาทเสียหายได้ ถ้าเครื่องตกใส่แท่นก็จะพินาศกันทั้งหมด เสียชื่อเสียงบริษัทด้วย”

จากความมุ่งมั่นและประสบการณ์การทำงานที่ดีเยี่ยม กัปตันนัทจึงได้รับความไว้วางใจและรับการทดสอบได้เป็นครูการบินภาคอากาศดังตั้งใจในปีที่ 6 ของการทำงาน

ดูเหมือนเป้าหมายของเขายังไม่หยุดอยู่แค่นั้น เป้าหมายที่สูงกว่าถูกกำหนดให้ท้าทายตัวเองเรื่อยไป ครั้งนี้คือการเป็นผู้ทดสอบภาคอากาศนักบินที่ต้องใช้ทักษะสูงกว่าการเป็นครู

“ครูยังไม่สามารถสอบนักบิน ในปีที่เจ็ดของการทำงานผมจึงได้สอบผ่านเป็นเช็กเกอร์ (Checker) หรือผู้ทดสอบนักบิน ซึ่งตัวเช็กเกอร์เองก็มีระดับต่างๆ เหมือนกัน เมื่อได้เป็นเช็กเกอร์ของบริษัทแล้ว ผมก็ไต่ไปถึงการเป็นเช็กเกอร์ของสำนักงานการบินพลเรือน ที่ทำหน้าที่แทนเจ้าหน้าที่รัฐ”

จุดไฟการผจญภัย

ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีอย่างที่เขาว่า หรือเป็นเพราะโอกาสเข้ามาหาผู้ที่พร้อมเสมอ เมื่อเขาต้องไปสอนและทดสอบนักบินที่เครื่องจำลองการบินที่สหรัฐอเมริกาเป็นประจำทุกปี และในปีที่ 9 ของการทำงาน เขาเดินไปทางไปสอนอีกครั้งและได้พบกับครูการบินชาวอเมริกันและเซาท์แอฟริกันที่ทำงานกับบริษัทเฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำธุรกิจการบินกับบริษัทน้ำมันในประเทศไนจีเรีย

หลังจากได้ทำความรู้จักคุ้นเคยกับเพื่อนร่วมอาชีพ เขาก็ได้รับการชักชวนให้ไปทำงานที่ไนจีเรียด้วยกัน

“ตอนแรกในใจผมปฏิเสธไปทันที เพราะรู้สึกว่าต้องน่ากลัวแน่เลย” เขาว่าพลางหัวเราะ “แต่ฟังไปฟังมาผมกลับรู้สึกว่าตื่นเต้นดีนะ เหมือนจุดไฟการผจญภัยของผมขึ้นมาอีกครั้ง ประกอบกับรายได้ก็ดี ผมจึงลองกลับไปคิดและปรึกษาครอบครัว”

เมื่อทางครอบครัวก็ไม่มีปัญหา เขาจึงตอบตกลง เพียงเท่านี้หัวหน้าครูฝึกชาวอังกฤษก็มาสัมภาษณ์งานที่อเมริกาทันที

“หัวหน้าครูการบินมาสัมภาษณ์ผมเอง เพราะเขาอยากเห็นตัวจริงของผมว่าเป็นคนยังไง เขาให้เหตุผลว่า Nigeria is not for everyone. คนที่แข็งไปก็อยู่ไม่ได้ เพราะคนพื้นเมืองเป็นคนแข็งอยู่แล้ว แต่ถ้าอ่อนมากก็จะโดนข่มเหง เขาอยากได้คนกลางๆ พูดจารู้เรื่องและทำงานด้วยกันได้ ที่สำคัญคืออยากได้คนที่เป็นครูอยู่แล้ว ผมก็มีคุณสมบัติตรงพอดี”

สวัสดีไนจีเรีย

ตอนนี้กัปตันนัทมาทำงานที่ไนจีเรียได้เกือบ 2 ปีแล้ว เขาบอกว่าปีแรกนอนคิดทุกคืนว่า “เรามาทำอะไรที่นี่”

เป็นใครก็คงคิดเช่นนั้น ความเป็นอยู่ในประเทศที่นักบินถูกลักพาตัวได้ง่ายๆ ห้ามนักบินชาวต่างชาติออกไปไหน หลังจากทำงานต้องกลับมาอยู่ในห้องพักที่บริษัทจัดไว้ให้เท่านั้น หากจำเป็นต้องออกไปข้างนอกต้องมีบอดี้การ์ดตามไป 3 คน การใช้ชีวิตต้องระวังยุงเป็นพิเศษ ออกจากห้องต้องทาครีมกันยุง กลางคืนนอนในมุ้ง เพราะถ้าหากเป็นมาลาเรียมีโอกาสเสียชีวิตได้ หรือแม้แต่การเตรียมกระเป๋าสำคัญใบเล็กที่หยิบฉวยได้ทันทีเมื่อมีเหตุต้องออกนอกประเทศโดยฉุกเฉิน

“เราคิดตลอดว่า นี่เลือกถูกไหม แต่ชีวิตก็ต้องเดินต่อไป เราจะบ่นอะไรได้เพราะเราเลือกเอง” เขาเล่าอย่างขำๆ “อะไรที่เคยบ่นตอนอยู่บ้านเรา มันสลายหายไปหมดเลย ทุกอย่างที่เคยหงุดหงิดกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของคนที่นี่ บางคนอยู่ไปโดยไม่มีอนาคต ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเย็นนี้จะมีข้าวกินไหม ผมเคยได้ยินเรื่องพวกนี้ แต่ไม่คิดว่าจะได้มาเห็นเด็กผอมแห้งจนเห็นกระดูก ขณะที่คนรวยก็รวยมาก ความแตกต่างเห็นได้ชัดเจน”

“สิ่งเรียนรู้อีกอย่างคือ คนไนจีเรียเป็นคนจิตใจดี ร่าเริง เหมือนคนไทย เพื่อนร่วมงานชาวไนจีเรียจะถามเสมอว่า ปรับตัวได้หรือยังและคอยช่วยเหลือ เพราะเขารู้ว่าปรับตัวอยู่ที่นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย ผมรู้สึกว่าโชคดีที่ได้มาเจอคนดีๆ รอบตัว”

ธราพงษ์ รุ่งโรจน์ นักบินเฮลิคอปเตอร์ไทยกับชีวิตในประเทศที่นักบินต่างชาติถูกลักพาตัว, อาชีพนักบิน
ธราพงษ์ รุ่งโรจน์ นักบินเฮลิคอปเตอร์ไทยกับชีวิตในประเทศที่นักบินต่างชาติถูกลักพาตัว, อาชีพนักบิน

สำหรับหน้าที่การทำงาน ไม่ต้องปรับตัวมากนักเพราะคล้ายกับการทำงานในประเทศไทย เพียงแต่ที่ไนจีเรียมีแท่นขุดเจาะน้ำมันเยอะมาก เพราะเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยน้ำมันทั้งในทะเลและบนผืนดิน ธุรกิจการขุดเจาะน้ำมันในอ่าวกินีเฟื่องฟู บริษัทน้ำมันทั่วโลกที่คนรู้จักรวมตัวกันอยู่ที่นี่ ขุดเจาะน้ำมันกันมา 60 ปีแล้วก็ยังไม่หมด 

“งานของผมคือการรับส่งคนทำงานบนแท่นขุดเจาะเหมือนเดิม เพียงจะต้องบินบ่อยขึ้น เพราะที่บริษัทที่นี่ร่ำรวย เขาจึงมักใช้บริการเฮลิคอปเตอร์กันตามใจ ทั้งที่บริษัทของผมคิดค่าบริการเที่ยวละหลายแสนบาทเชียวนะ แต่หลายครั้งผมบินเครื่องเปล่าไปรับของ หรือบางครั้งไปถึงผู้โดยสารไม่ยอมมาก็มี วันนั้นผมรู้สึกเหมือน Grab โดนเทยังไงไม่รู้” เขาหัวเราะร่วน 

ธราพงษ์ รุ่งโรจน์ นักบินเฮลิคอปเตอร์ไทยกับชีวิตในประเทศที่นักบินต่างชาติถูกลักพาตัว, อาชีพนักบิน

“ผมเคยบินมากที่สุดคือบินวันละเจ็ดเที่ยว ไปกลับนับเป็นหนึ่ง ใช้เวลาต่อเที่ยวประมาณหนึ่งชั่วโมง เรียกว่าบินกันทั้งวัน”

ตารางการบินของนักบินเฮลิคอปเตอร์ไม่ค่อยแน่นอนนัก คล้ายกับทำงานเป็นกะ อาจจะได้บินตอนเช้าหรือต้องอยู่สแตนด์บายตอนกลางคืนเผื่อมีเหตุฉุกเฉิน ช่วงเวลาการทำงานคือ ทำงานติดต่อกัน 6 สัปดาห์ โดยมีวันหยุดพักระหว่างสัปดาห์ 1 – 2 วัน เมื่อครบเวลาก็จะได้หยุดพักติดต่อกัน 6 สัปดาห์เช่นกัน

นักบินควบตำแหน่งนักเล่า

เวลาว่าง (ที่ออกไปไหนไม่ได้) กัปตันนัทใช้กับงานอดิเรกที่เป็นเหมือนเพื่อนคลายเหงา นั่นคือการเขียนคอนเทนต์เล่าเรื่องราวต่างๆ ลงเพจ ‘นัทแนะ’ 

เขาเขียนเรื่องราวลงเพจนี้มานานหลายปีก่อนมาไนจีเรียแล้ว ด้วยความชอบอ่านหนังสือและเขียนถ่ายทอดเรื่องราว เขามักจะเขียนเล่าเรื่องราวความรู้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความรู้วิทยาศาสตร์ ความรู้ทั่วไป ไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวเสมอ จนวันหนึ่งจึงเปิดเพจ ‘นัทแนะ’ เพราะอยากรวบรวมเรื่องที่เขียนไว้ไม่ให้หายไป เมื่อมาทำงานไนจีเรีย กัปตันนัทจึงเขียนเรื่องราวเหล่านี้ไว้ในเพจด้วย จนสุดท้ายเรื่องเล่าเหล่านี้ได้พิมพ์รวมเป็นหนังสือเล่มชื่อว่า Nigeria, here I come 

“เริ่มเล่าก่อนว่าผมอยากมีหนังสือเป็นของตัวเองจากการที่ได้ทำหนังสืออนุสรณ์ให้กับคุณตา ครั้งนั้นได้รู้ประวัติของท่านเยอะมาก จึงเกิดความคิดว่า ทำไมเรามารู้เรื่องเหล่านี้ตอนท่านแก่มากหรือเสียชีวิตไปแล้ว ชีวิตเราไม่อยากรอจนตายหรอกนะถึงมีคนมาเขียนให้ เราเขียนเองตอนนี้เลยดีกว่า

“พอดีกับช่วงเดือนเมษาที่ผ่านมา ผมบินกลับมาบ้านแล้วกลับไปไนจีเรียไม่ได้เพราะการระบาดของ COVID-19 ทั้งไทยและไนจีเรียปิดประเทศ ผมมีเวลาว่างถึงสี่เดือน เพื่อไม่ให้เสียเวลาเปล่าผมจึงรวมเรื่องที่เขียนทำมาเป็นเล่ม และเปิดพรีออเดอร์ขายในเพจ จากที่คิดว่าคงขายไม่ได้เท่าไหร่ สุดท้ายพิมพ์ไปหนึ่งพันเล่ม ขายไปได้เก้าร้อยกว่าเล่ม

“หนังสือส่วนหนึ่งผมส่งไปให้ห้องสมุดของโรงเรียนต่างๆ โดยเฉพาะโรงเรียนที่อยู่ไกลๆ เพราะอยากให้เด็กได้รู้จักอาชีพของผมบ้าง เหมือนที่ตอนเป็นเด็กที่เราก็อยากรู้จักอาชีพอื่นนอกจากหมอ พยาบาล หรือทหาร ถ้าเด็กสักคนได้แรงบันดาลใจจากหนังสือเล่มนี้ ผมก็ดีใจมากแล้ว” เขายิ้มกว้าง

ธราพงษ์ รุ่งโรจน์ นักบินเฮลิคอปเตอร์ไทยกับชีวิตในประเทศที่นักบินต่างชาติถูกลักพาตัว, อาชีพนักบิน

ชีวิตอยู่บนความไม่แน่นอน

คุยกันถึงตรงนี้ กัปตันนัทบอกกับเราอีกครั้งว่าเขา ‘โชคดี’ ที่บินมาสิบกว่าปี แต่ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์เฉียดตายร้ายแรง มีเพียงเหตุระทึกขวัญครั้งหนึ่งเท่านั้น ซึ่งเป็นเหตุการณ์เครื่องยนต์ดับหนึ่งเครื่องเมื่อครั้งทำงานในอ่าวไทย

“ปกติเฮลิคอปเตอร์ขับเคลื่อนด้วยสองเครื่องยนต์ แต่ครั้งนั้นขณะที่กำลังยกตัวจากแท่นขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งถือเป็นช่วงสามวินาทีที่อันตรายที่สุด ถ้าเกิดเหตุขัดข้องขณะกำลังยกตัว เครื่องจะตกกระแทกพื้นอย่างเดียว และในวินาทีที่สาม ก็เกิดสัญญาณเตือนว่าเกิดปัญหากับเครื่องยนต์หนึ่ง

“เสี้ยววินาทีนั้นผมเสียวสันหลังวาบ เหงื่อเย็นชื้นไปหมด หันไปมองหน้ากัปตันฝรั่ง เขาก็พูดไม่ออกเหมือนกัน ผู้โดยสารก็นั่งกันอยู่เต็มลำ เสี้ยววินาทีนั้นผมคิดอย่างเดียวว่าลงบนพื้นไม่ได้ ต้องไปข้างหน้าอย่างเดียว จึงบินต่อไปให้พ้นทะเล แล้วจัดการกับเครื่องยนต์ที่มีปัญหา ก่อนจะบินด้วยเครื่องยนต์ที่เหลืออยู่และรีบติดต่อขอลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินสมุย เลยโชคดีได้นอนที่สมุยสองคืน” เขาลงเอยด้วยเสียงหัวเราะ 

“จากเหตุการณ์นั้นกัปตันเขียนรายงานชมการทำงานของผม นี่คงเป็นอีกเหตุผลที่ต่อมาผมได้เป็นกัปตัน” 

การทำงานบนฟ้าย่อมมาพร้อมความเสี่ยง ข้อนี้เป็นสิ่งที่นักบินทุกคนรู้อยู่แก่ใจ และพวกเขาถูกฝึกให้ต้องรับมือกับความรู้สึกและความเสี่ยงเหล่านี้ให้ได้

“ทุกครั้งที่มาทำงานที่ไนจีเรีย ผมเขียนพินัยกรรมไว้ที่บ้าน เพราะมันมีความเป็นไปได้” เขาเอ่ยขึ้น “ส่วนความรู้สึกกังวลหรือกลัวต้องตัดออกไปทั้งหมด ผมคิดอย่างเดียวว่ายังไงก็ไม่ตาย ตอนอยู่ไนจีเรียมีครั้งหนึ่งที่ระบบบางอย่างของเครื่องขัดข้อง นักบินผู้ช่วยชาวไนจีเรียหันมามองผมด้วยสีหน้ากังวล ผมบอกเขาไปว่า Don’t worry. Everyone goes home today. เขาฟังแล้วยิ้มเลย เพราะได้กำลังใจว่าต้องผ่านไปให้ได้ ในทุกเหตุการณ์ แม้ใจเราจะเต้นแรงแค่ไหน แต่เราต้องให้กำลังใจทุกคน”

ธราพงษ์ รุ่งโรจน์ นักบินเฮลิคอปเตอร์ไทยกับชีวิตในประเทศที่นักบินต่างชาติถูกลักพาตัว, อาชีพนักบิน

มนุษย์คือผงธุลีในโลกอันกว้างใหญ่

คุยกันถึงตรงนี้ เราถามเขาว่า เสน่ห์ของงานที่เขาได้ทำมาเป็นสิบปีนี้คืออะไร

“เฮลิคอปเตอร์เป็นอากาศยานที่บินได้ตามใจคนขับ หมุนซ้ายก็ได้ หมุนขวาก็ได้ ลอยขึ้นไปนิ่งๆ ก็ได้” เขาบรรยายพร้อมทำมือให้เห็นภาพ “อีกอย่างคือความสุขในการทำงาน นั่นคือการได้เห็นรอยยิ้มของผู้โดยสารบนแท่นขุดเจาะน้ำมันที่กำลังจะได้กลับบ้าน ยิ่งเป็นคนแอฟริกันนี่ยิ้มกว้างเห็นฟันขาวมาแต่ไกล เป็นความสุขที่ผมได้รับและมอบให้เขาได้ทุกวัน”

นอกเหนือจากความสุขที่ว่าแล้ว มีหลายครั้งที่งานนี้ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงคุณค่าของอาชีพที่แสนดีต่อใจ

“ตอนทำงานในอ่าวไทย ผมเคยต้องบินไปรับเคสฉุกเฉิน เพราะคนทำงานบนแท่นขุดเจาะประสบอุบัติเหตุตกลงมาจากที่สูง เขานอนหน้าซีดอยู่บนเปล โดนบล็อกหัวไว้ ผมเห็นแล้วสงสารน้ำตาจะไหล ตามหลักการทำงานแล้วจะไม่ให้นักบินไปยุ่งกับผู้ป่วย แต่ผมรู้ว่าเขาคงทั้งตกใจและเจ็บมาก จึงเดินไปจับมือบอกเขาว่า ผมจะพาไปส่งโรงพยาบาลนะครับ เพื่อให้มั่นใจว่าเขาจะปลอดภัย แล้วก็พาเขาไปส่งโรงพยาบาลในทันที”

“การทำไฟลท์ช่วยผู้ป่วยแบบนี้ช่วยให้เรารู้สึกดีกับตัวเองนะ ทำให้รู้สึกว่าเราเป็นมากกว่าคนที่ขับเฮลิคอปเตอร์รับส่งคนไปทำงานแค่นั้น มันรู้สึกดีต่อใจมากจริงๆ ” เขายิ้มกว้างอีกครั้ง

การทำงานอยู่บนท้องฟ้ากว้างเหนือน่านน้ำทะเลสุดขอบฟ้า หลายครั้งภาพเบื้องหน้าชวนให้เขาหวนนึกถึงเนื้อเพลงที่กินใจเพลงหนึ่งเสมอ

“เมื่อบินอยู่บนฟ้าแล้วมองเห็นผืนน้ำผืนดินข้างล่าง ผมมักจะนึกถึงท่อนจบของเพลง รักคุณเท่าฟ้า ของวงคาราบาวที่ว่า อันความเป็นจริงที่มองเห็นมาจากฟ้าเบื้องบน ฟ้าอยู่ค้ำคน คนไม่อยู่ค้ำฟ้า การทำงานนี้ทำให้ผมเห็นว่าโลกนี้ช่างกว้างใหญ่ ซึ่งเทียบกันแล้วมนุษย์เราเป็นเพียงผงธุลีบนโลกเท่านั้น ยิ่งเนื้อร้องที่ว่า ฟ้าอยู่ค้ำคน คนไม่อยู่ค้ำฟ้า ยิ่งทำให้รู้สึกว่ามนุษย์ช่างบอบบางและไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรเลย”

ธราพงษ์ รุ่งโรจน์ นักบินเฮลิคอปเตอร์ไทยกับชีวิตในประเทศที่นักบินต่างชาติถูกลักพาตัว, อาชีพนักบิน

จุดหมายต่อไป

คนมักพูดกันว่าอาชีพนักบินเป็นของคนเก่งมีความสามารถ แต่สำหรับกัปตันนัท เขากลับถ่อมตัวเสมอว่า การมาถึงจุดนี้ได้เป็นความพยายามควบคู่กับโอกาสเสมอ

“ผมคิดเพียงแค่ว่าต้องทำได้ ไม่เคยมองไปในทางที่ว่าเราจะทำอะไรไม่ได้ ผมไม่เคยมองว่าตัวเองเก่ง ผมเพียงมีเป้าหมายแล้วก็ไขว่คว้าหาความรู้ หาวิธีการว่าต้องทำอย่างไร แล้วก็ทำไปตามนั้น

“และอย่างที่บอกย้ำว่า ผมเป็นคนโชคดีมาก ที่โอกาสมาในจังหวะที่เราพร้อมพอดี บางคนโอกาสมาในจังหวะที่ไม่พร้อมก็ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นพูดง่ายๆ คือ เราต้องแต่งตัวรอไว้ให้ดี”

สำหรับเป้าหมายต่อไปเขามีในใจไว้แล้ว 

“ทุกวันนี้มีความสุขกับการทำงานมาก และอยากทำงานนี้ไปเรื่อยๆ แต่ก็มีเป้าหมายใหม่ในใจอยู่ คืออยากไปบินในทวีปอาร์กติกหรือทวีปแอนตาร์กติกา อยากร่อนลงจอดเฮลิคอปเตอร์ท่ามกลางทิวทัศน์ที่ขาวโพลนไปด้วยน้ำแข็ง 

“ผมพอจะรู้ว่าการจะไปทำงานที่นั่นได้ต้องถือใบอนุญาตนักบินยุโรป ซึ่งตอนนี้ผมมีใบอนุญาตนักบินไทย อเมริกา แคนาดา และไนจีเรีย ตอนนี้ก็หาทางสอบให้ได้ก่อน แล้วถ้ามีบริษัทเปิดรับก็จะยื่นสมัครเข้าไป ช่วงนี้ก็เป็นการแต่งตัวไว้ให้ดี”

เรามั่นใจว่าเขาทำตามความฝันต่อไปได้

เขายิ้มรับ ขอบคุณ และทิ้งท้ายอย่างอารมณ์ดีว่า

“ผมยังมีอีกยี่สิบสองปีก่อนเกษียณที่จะทำงานที่รักนี้ต่อไปและทำตามเป้าหมายให้สำเร็จ” 

ภาพ : ธราพงษ์ รุ่งโรจน์

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“ตีลูกกอล์ฟให้ถึงดวงจันทร์ ถึงพลาดก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว”

ประโยคสุดคลาสสิกจากโฆษณา ‘ทีมกอล์ฟสิงห์’ เมื่อหลายสิบปีก่อน น่าจะเป็นคำที่เหมาะสมที่สุดสำหรับใช้เปิดเรื่องราวของ ธงชัย ใจดี

ไม่มีใครในประเทศไทยไม่รู้จักชื่อของเขา เพราะนี่คือนักกีฬาชายไทยที่ก้าวออกไปเป็นดวงดาวที่ส่องแสงสว่างอยู่ในวงการกอล์ฟอาชีพโลก ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

12 แชมป์เอเชียน ทัวร์ 8 โทรฟี่ยูโรเปียน ทัวร์ และ 1 พีจีเอ ทัวร์ แชมเปียนส์ บนแผ่นดินอเมริกา อีกทั้งยังทำเงินรางวัลสะสมตลอดอาชีพการเล่นกอล์ฟได้ทะลุ 600 ล้านบาท

ประวัติศาสตร์หน้าแล้วหน้าเล่าของวงการกอล์ฟไทย ถูกขีดเขียนโดย ธงชัย ใจดี ทั้งที่เขาเริ่มต้นทุกอย่างช้ากว่าคนอื่น กว่าจะจับก้านเหล็กหวดวงสวิงครั้งแรกก็ตอนอายุ 16 ปีแล้ว แถมออกสตาร์ทเทิร์นโปรตอนวัยแตะเลข 3

ในวันนั้นแทบไม่มีใครเชื่อเลยว่า ธงชัย ใจดี จะมาได้ไกลขนาดนี้ แต่โปรผู้นี้ก็สวมหัวใจสิงห์อันกล้าแกร่ง ออกเดินทางไปสู่การแข่งขันระดับโลกจนประสบความสำเร็จกลับมา และส่งต่อแรงบันดาลใจไม่รู้จบให้แก่นักกอล์ฟไทยในยุคหลังจากนั้น 

3,000

แสงแดดประเทศไทยสาดส่องและแผดเผาผิวหนังของร่างชายคนหนึ่งจนมีริ้วรอยไหม้เกรียม ทว่าตัวเขายังคงปาดเหงื่อที่ไหลริน เดินแบกถุงกอล์ฟด้วยตัวเอง ไปตีลูกให้ลงหลุมแล้วหลุมเล่าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อให้ได้ตัวเลขอย่างที่เขาตั้งใจวันละ 3,000 ครั้ง

เขาปลุกตัวเองตื่นตั้งแต่ตี 5 และซ้อมหนักจนถึง 3 ทุ่มของทุกวันตลอดระยะเวลา 1 ปี โดยมีเป้าหมายและความฝันในการไปคัดตัว สู่การเป็น ‘นักกอล์ฟทีมชาติไทย’

แต่ระหว่างบอกเล่าเรื่องราวในอดีต ธงชัยกลับยิ้มที่มุมปากและเอ่ยว่า “ที่ผมบังคับตัวเองให้ฝึกซ้อมได้หนักขนาดนี้ เพราะชีวิตผมเคยลำบากมากกว่านั้นเยอะ ฝึกแค่นี้สำหรับผมสบายมาก

“ผมเห็นกอล์ฟมาตั้งแต่เกิด เพราะบ้านอยู่ติดกับสนาม แต่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้มีโอกาสมาเล่น เพราะนี่เป็นกีฬาสำหรับคนที่มีเงินมากถึงจะเล่นได้ อีกอย่างตัวผมไม่ได้สนใจกอล์ฟด้วย ผมชอบเล่นฟุตบอลมากกว่า

“สนามกอล์ฟของทหารที่ลพบุรีนี่แหละคือสนามฟุตบอลของผมกับเพื่อน ๆ ตอนดึกผมกับพรรคพวกจะแอบข้ามรั้วเข้าไปเตะบอลกัน เพราะฟุตบอลเป็นกีฬาที่ไม่ต้องใช้เงินมาก ลูกฟุตบอลแค่ลูกเดียวก็เล่นกันได้เป็นกลุ่มแล้ว”

ธงชัยอาจไม่เคยคิดฝันว่าวันหนึ่งจะได้กลายมาเป็น ‘นักกีฬาชาวไทย’ ที่แฟนกอล์ฟทั่วโลกรู้จัก แต่การเติบโตอยู่ข้าง ๆ กรีนหญ้า ก็คงส่งอิทธิพลไม่น้อยให้เขาได้ซึมซับกีฬาชนิดนี้เข้าไปโดยไม่รู้ตัว เริ่มจากการประดิษฐ์ไม้กอล์ฟโดยใช้ไม้ไผ่บ้าง พลาสติกบ้าง เพื่อเล่นสนุกกับเพื่อน ๆ

ไปจนถึงการเข้าไปงมหาลูกที่ตีตกในคลองของสนามกอล์ฟ เพื่อนำมาขายต่อ หาเงินค่าขนมไปโรงเรียน ธงชัยก็เคยทำเป็นประจำมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ

แชมป์ PGA Tour แรกในวัย 52 ของ ‘ธงชัย ใจดี’ โปรระดับโลกที่เริ่มจากงมลูกกอล์ฟในสนามขาย

“ซื้อลูกกอล์ฟไหมครับ” ธงชัยในวัยหนุ่มเอ่ยปากถามลูกค้าที่เข้ามาตีกอล์ฟในสนาม นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้มารู้จักนักธุรกิจในจังหวัดท่านหนึ่ง

“ตอนนั้นผมอายุ 16 ปี เป็นจังหวะเดียวกับที่ข้อเท้าเริ่มมีปัญหา ส่งผลต่อการเล่นฟุตบอล ผมก็เอาลูกกอล์ฟมาขายให้กับนักธุรกิจคนนั้น ท่านเอ่ยปากพูดขึ้นมาว่า ‘ลองตีให้ดูหน่อยสิ’ ผมก็ปฏิเสธไปเพราะผมตีไม่เป็น อุปกรณ์ก็ไม่มี

“แต่ท่านก็ลองให้ผมหัดตีกอล์ฟเรื่อย ๆ บางครั้งก็แอบเดินตามท่านไปตี 4 – 5 หลุม ที่บอกว่าต้องแอบเพราะผมไม่ได้เป็นเมมเบอร์ ถ้าสารวัตรทหารเห็น ผมต้องโดนไล่ออกจากสนามแน่ ไม้กอล์ฟอันแรกในชีวิตผมก็ได้มาจากไม้เก่าของท่าน รวมถึงท่านยังเป็นคนที่เสียค่าสมัครสมาชิกกอล์ฟคลับให้ผมอีกด้วย”

ในความคิดของ ธงชัย ใจดี เขาคิดแค่ว่าเมื่อได้รับโอกาสให้ได้มาสัมผัสกับกีฬาชนิดนี้แล้ว สิ่งเดียวที่คงทำได้ดีที่สุด คือ พยายามตอบแทนด้วยผลงานที่ดีที่สุด เท่าที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งจะทำได้ในทุกรายการที่เดินทางไปแข่ง ทั้งแมตช์การกุศลและตามทัวร์นาเมนต์สมัครเล่น

“ครั้งแรกที่ผมลงแข่งกอล์ฟสมัครเล่นในประเทศไทย ผมเห็นเสื้อแข่งของนักกีฬาหลายคนติดโลโก้ ‘สิงห์’ เพราะสิงห์สนับสนุนวงการกอล์ฟไทยมายาวนาน ผมน่าจะเป็นเจเนอเรชันที่ 2 – 3 ของสิงห์แล้วด้วยซ้ำ จวบจนถึงวันนี้ สิงห์สนับสนุนนักกอล์ฟไทยมาน่าจะเจเนอเรชันที่ 10 แล้วมั้งครับ

“ผมเคยคิดนะว่า ถ้าวันหนึ่งได้มีโลโก้สิงห์มาติดอยู่บนเสื้อแข่งบ้างคงเท่ไม่น้อย จนกระทั่ง พี่เปี๊ยก-ศุภพร มาพึ่งพงศ์ (ผู้บรรยายกีฬา) แนะนำให้ผมรู้จักกับ คุณสันติ ภิรมย์ภักดี นายก็ให้การสนับสนุนผมมาโดยตลอด ตั้งแต่ปี 1995 จนถึงทุกวันนี้ ยาวนานไหมครับ”

อย่างที่ธงชัยบอก ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่มีสปอนเซอร์เป็นสิงห์ แต่เขาพบเห็นนักกีฬาจำนวนมากในไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้รับเงินเดือนจากบุญรอดบริวเวอรี่ รวมถึงการสนับสนุนจนกลายเป็นรากฐานสำหรับการพัฒนากอล์ฟในเมืองไทย เพราะนักกอล์ฟที่ลงแข่งเกือบทั้งหมด ล้วนมีสิงห์เป็นผู้ให้โอกาสและอยู่เคียงข้างพวกเขา

แชมป์ PGA Tour แรกในวัย 52 ของ ‘ธงชัย ใจดี’ โปรระดับโลกที่เริ่มจากงมลูกกอล์ฟในสนามขาย

เรียนรู้จากความลำบาก 

แม้ธงชัยเริ่มต้นจับไม้กอล์ฟครั้งแรกตอนเรียนอยู่ชั้น ม.4 ซึ่งค่อนข้างช้า แต่ความขยันฝึกซ้อม ก็ทำให้ภายในระยะเวลา 3 ปี ธงชัย ใจดี ยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นดาวรุ่งที่ตีกอล์ฟได้ไม่ธรรมดา

เขาจึงได้บรรจุเข้ารับราชการที่ศูนย์สงครามพิเศษ ลพบุรี ในโควตานักกีฬากอล์ฟ เพื่อแข่งขันให้หน่วยในกีฬากองทัพบก และที่นี่เอง ธงชัยได้พบกับบทเรียนชีวิตที่สอนให้เขารู้จักคำว่า ‘อดทน ระเบียบวินัย และการเอาชนะใจตัวเอง’

“ผมไม่ได้นึกถึงการเป็นโปรกอล์ฟเลย คิดแค่ว่ากีฬานี้ทำให้ผมได้เป็นข้าราชการ มีเงินเดือน มีสวัสดิการเลี้ยงดูครอบครัว เลยอยากซ้อมและเล่นให้เต็มที่ ให้คุ้มกับโอกาสที่ได้มา 

“มันยากมากสำหรับผมในตอนนั้น เพราะผมบรรจุแบบไม่ได้ผ่านการเป็นนักเรียนนายสิบมาก่อน ก็เลยต้องปรับตัวค่อนข้างเยอะ เราต้องอดทน มีระเบียบวินัย มีความเข้มแข็งทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพราะสังคมทหารมีแค่เจ้านายกับลูกน้อง เราต้องทนให้ได้ ถ้าไม่ไหวก็ต้องลาออกไป

“ชีวิตการเป็นทหารของผม ทำงานครึ่งวัน อีกครึ่งวันซ้อมกอล์ฟ ถ้าวันไหนเข้าเวรก็ทำงานเต็มวัน ไม่ได้ซ้อม ถ้าช่วงของการฝึก ผมจะไม่ได้ซ้อมเลย ด้วยความที่หน่วยของผมเป็นหน่วยรบ จึงต้องถูกส่งไปฝึกหลักสูตรพลร่ม 1 ปี และหลังจากนั้นก็ถูกส่งไปเรียนหลักสูตรจู่โจม เป็นเวลา 3 เดือนที่ไม่ได้กลับบ้านเลย

“นั่นคือช่วงเวลาที่หนักสุดแล้วในชีวิต ในตอนที่ฝึกหลักสูตรจู่โจม จะกินก็ไม่ได้กิน จะนอนก็ไม่ได้นอน บางวันโดนฝึกแบบ 24 ชั่วโมง บางสัปดาห์ไม่ได้อาบน้ำเลยในช่วงการฝึก เพราะเป็นการจำลองสถานการณ์รบ มีทั้งภูเขา ทะเล และป่าเบื้องต้น

“สิ่งที่ได้เรียนรู้จากวันนั้นคือ ถ้าร่างกายเราไหว เราจะไปถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเจอกับความยากลำบากแค่ไหน ผมก็จะไม่ท้อและถอดใจ

“ตอนที่ฝึกหลักสูตรจู่โจม ผมลำบากมาก เสียเหงื่อไปเป็นโอ่งได้ แต่ก็ผ่านมาแล้ว จนได้เครื่องหมายเสือคาบดาบมาประดับบนอก

“ดังนั้น ทุกเรื่องในชีวิตไม่ว่าจะหนักหนาแค่ไหน เราก็จะต้องผ่านไปให้ได้ ผมนำสิ่งที่ได้เรียนรู้เรื่องความอดทน การดูแลร่างกาย ระเบียบวินัย มาปรับใช้กับตัวเองในตอนเล่นกอล์ฟ

“ผมเคยฝึกซ้อมวันละ 12 – 13 ชั่วโมง ตีวันละ 2,000 – 3,000 ครั้ง เพราะผมอยากติดทีมชาติมาก ซ้อมอย่างนี้อยู่ 1 ปีเต็ม ผมบอกกับตัวเองว่า ต้องทำให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ ถึงแม้จะเหนื่อยมากก็ตาม

“เพราะลำบากกว่านี้ผมก็เคยทำมาแล้ว การเป็นทหารสอนให้เป็นคนที่อดทนจริง ๆ”

แชมป์ PGA Tour แรกในวัย 52 ของ ‘ธงชัย ใจดี’ โปรระดับโลกที่เริ่มจากงมลูกกอล์ฟในสนามขาย

อย่ามองกลับหลัง

ผลพวงจากความสำเร็จในการกวาดเหรียญทองซีเกมส์ 1995 ที่จังหวัดเชียงใหม่ของทีมกอล์ฟชายไทย ทั้งประเภทเดี่ยวและทีม ย่อมสร้างความคาดหวังให้กับคนไทย เมื่อมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ 1998 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเวียนมาถึง บรรยากาศรอบสนามจึงเต็มไปด้วยกองเชียร์ที่แห่เข้ามา เพราะอยากเห็น ‘กอล์ฟชายไทย’ กอบโกยเหรียญระดับทวีปมาครองต่อหน้าคนทั้งชาติ

“จากการฝึกซ้อมหนักตลอด 1 ปี ผมก็ได้ติดทีมชาติไทย ตอนปี 1995 และอยู่ในทีมชุดที่คว้าเหรียญทองซีเกมส์ที่เชียงใหม่

“ช่วงเก็บตัวซ้อมทีมชาติเกือบ 5 ปี ผมได้เรียนรู้หลายอย่าง ผมไม่ใช่นักกอล์ฟที่ทักษะดีมากนัก ช่วงแรกผมตีโดยอาศัยความรู้สึก แต่ก็ได้รับการขัดเกลาและคำแนะนำต่าง ๆ ในทีมชาติมีเก็บสถิติด้วย

“ทำให้ตอนหลังออกสวิงได้ดีขึ้น จนช่วง 1 ปีก่อนแข่งเอเชียนเกมส์ 1998 ตอนนั้นเป็นช่วงพีกที่สุดของผม ซ้อมดีมาก และเริ่มมองถึงการออกไปเป็นโปรกอล์ฟอาชีพแล้ว

“พอถึงช่วงเวลาแข่งเอเชียนเกมส์ ปรากฏว่าเรากดดันตัวเองจนเล่นพลาด เพราะแฟน ๆ กีฬาชาวไทยและสื่อมวลชนเริ่มตั้งความหวังกับกอล์ฟชายไทยว่าไปถึงเหรียญทองได้

“ผมไม่มีประสบการณ์ในการรับมือกับแรงกดดันขนาดนั้น ทุกอย่างในสนามจึงออกมาไม่เหมือนที่เคยทำได้ตอนซ้อม มันจึงเป็นอีกหนึ่งบทเรียนให้ตัวเอง”

จบการแข่งขันเอเชียนเกมส์ในบ้านเราปี 1998 กอล์ฟทีมชาติไทยกลับบ้านแบบมือเปล่า ไม่ได้แม้กระทั่งเหรียญทองแดงติดมือกลับมาเลย

ธงชัย ใจดี ยอมรับว่าเขาผิดหวังและเสียใจกับผลงาน แต่ก็ไม่ปล่อยให้อดีตย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง ความพ่ายแพ้เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องพบเจอ ฉะนั้น เราต่างเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาได้ จงอย่าให้อดีตที่ไม่เป็นดั่งใจ มาฉุดรั้งตัวเราไม่ให้ไปสู่ความสำเร็จในอนาคต

“เป็นธรรมดาถ้าเราตั้งใจทำอะไรสักอย่าง แล้วมันไม่เป็นไปตามที่ตัวเองต้องการก็ย่อมเสียใจ แต่ความพ่ายแพ้ไม่ได้ทำให้เราตาย เรายังมีชีวิตและลมหายใจอยู่

“เราต้องเข้าใจก่อนว่าไม่มีนักกอล์ฟคนไหนในโลกที่ชนะได้ทุกสนาม เราแค่ต้องเรียนรู้กับมัน เติบโตก้าวต่อไป ผมเลยไม่ได้อยู่กับความเสียใจนานนัก เพราะผมจะไม่หันหลังกลับไปมองอดีต มันผ่านไปแล้ว ไม่มีใครย้อนเวลากลับไปได้

“ตอนที่ผมตัดสินใจอยากออกไปเทิร์นโปร ผมรู้ตัวว่าจะต้องเจอกับคนเก่งอีกมากมาย ผมต้องเล่นคนเดียว ไม่เหมือนตอนเป็นมือสมัครเล่นที่ส่วนใหญ่เราเล่นเป็นทีม วันไหนเราเล่นไม่ดี ก็ยังมีเพื่อนร่วมทีมช่วย

“ผมรู้ว่ากอล์ฟอาชีพอาจทำให้ผมต้องพบเจอกับความผิดหวังอีกนับครั้งไม่ถ้วน ยิ่งระดับการแข่งขันสูงขึ้น ก็ยิ่งท้าทายมากขึ้น แต่ผมก็พร้อมที่จะออกเผชิญหน้ากับมัน เพราะมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่า เราอยากพัฒนาตัวเองให้ไปได้ไกลกว่าเดิม”

สวมหัวใจสิงห์

ลมหนาวปลายปี 1999 ผ่านพัดเข้ามากระทบร่างของ ธงชัย ใจดี เหมือนเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า การเริ่มต้นในเส้นทางนักกอล์ฟอาชีพกำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว

ไม่มีใครรู้ว่าชายไทยวัย 30 ปีที่เพิ่งเทิร์นโปรจะไปได้ไกลแค่ไหน แม้กระทั่งตัวเขาเอง รวมถึงผู้สนับสนุนที่กล้าลงทุนเม็ดเงิน เพื่อสานฝันให้ธงชัยเปลี่ยนสถานะจากมือสมัครเล่นมาเป็น ‘โปรกอล์ฟอาชีพ’

แต่ในวันหนึ่งที่ธงชัยเริ่มมีความฝันใหญ่ขึ้น นั่นคือการเทิร์นโปรแข่งในระดับเอเชียน ทัวร์ เขายอมรับว่าลำพังแค่ตัวเขาคนเดียว คงไม่มีทางไปถึงจุดนั้นได้แน่นอน เนื่องจากการเล่นอาชีพมีค่าใช้จ่ายสูง

สันติ ภิรมย์ภักดี จึงเป็นคนที่เขานึกถึง ธงชัยตัดสินใจหอบความฝันไปบอกเล่ากับผู้ใหญ่ที่ตนเรียกว่า ‘นาย’ และบทสนทนาก็จบลงเพียงระยะเวลาสั้น ๆ

พร้อมไหม ถ้าพร้อมแล้วจะรออะไร ทันทีที่สิ้นประโยคนี้จากผู้บริหารบุญรอดบริวเวอรี่ ประตูสู่เวทีระดับโลกของ ธงชัย ใจดี ก็เปิดกว้างออกทันที

“ทุกครั้งที่ผมชนะ ท่านจะเป็นคนแรกที่ส่งข้อความมาแสดงความยินดี บางปีผมอาจทำผลงานได้ไม่ดี ท่านก็มีแต่กำลังใจให้ตลอด ‘สู้ ๆ ไม่เป็นไร ปีหน้าเอาใหม่ เล่นกอล์ฟให้สนุก’

“ทุกครั้งที่ออกไปแข่งขัน ผมจึงพยายามสู้กับทุกอุปสรรคที่ผ่านเข้ามา ไม่ว่าจะยากแค่ไหน ผมก็สู้เต็มที่ให้สมกับที่ได้รับโอกาส

“คุณสันติท่านเป็นคนที่มีแต่ให้ ไม่เคยหวังสิ่งใดตอบแทน ขอให้เรามีอนาคตที่ดี เลี้ยงดูครอบครัวได้ และเป็นคนดีของสังคมก็พอ ท่านไม่ได้ต้องการอะไรอย่างอื่นจากเราเลย

“พวกเราทีมนักกอล์ฟของสิงห์เคยถามคุณสันตินะครับว่า เราจะตอบแทนสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร คุณสันติตอบกลับทุกคนมาว่า ไม่ต้องตอบแทนอะไรท่านเลย เมื่อไหร่ที่ประสบความสำเร็จแล้ว อย่าลืมที่จะส่งต่อโอกาสเหล่านั้นให้กับคนอื่น ๆ ใช้ประสบการณ์ที่มีสร้างคนรุ่นต่อ ๆ ไป” เจ้าของโรงเรียนสอนกอล์ฟธงชัย ใจดี และผู้ก่อตั้งมูลนิธิธงชัย ใจดี เพื่อสานต่อโอกาสให้เด็กยากไร้ได้เล่นกอล์ฟเผย

วงสวิงสู่ดวงดาวของ ‘ธงชัย ใจดี’ จากเด็กงมลูกกอล์ฟในสนามขาย สู่นักกอล์ฟศึกเอเชีย ยุโรป และแชมป์ PGA Tour ในวัย 52 ปี

ชนะใจตัวเองและสนามให้ได้ก่อน

ปีแรกในการเป็นนักกอล์ฟอาชีพในเอเชียน ทัวร์ ของ ธงชัย ใจดี จบลงแบบมือเปล่า ทำได้ดีสุดคือติดท็อป 5 ในบางรายการ

ทว่าเพียงไม่กี่เดือนต่อมาหลังจากนั้น ธงชัยก็พุ่งทะยานขึ้นไปสู่การเป็นมือ 1 ของทัวร์ เดินหน้ากวาดแชมป์ต่อเนื่องแทบทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 รายการ จนทำเงินรางวัลสะสมสูงสุดในฤดูกาลของเอเชียน ทัวร์ ได้ถึง 3 ปี

ไม่เพียงเท่านั้น หนึ่งในรายการที่เขาชนะเลิศ (เมย์แบงก์ มาเลเซียน โอเพ่น ปี 2004) จัดเป็นทัวร์นาเมนต์โคแซงชั่น จึงทำให้ธงชัยได้สิทธิ์ไปเล่นยูโรเปียน ทัวร์ แบบไม่ต้องคัดเลือก ซึ่งเวลานั้นไม่ค่อยมีนักกอล์ฟชายจากภูมิภาคเอเชียที่ได้ไปแข่งในยูโรเปียน ทัวร์ ที่ระดับความเข้มข้นและเงินรางวัลสูงกว่าเอเชียน ทัวร์

“ผมเป็นโปรไทยยุคแรก ๆ ที่ได้เล่นยูโรเปียน ทัวร์ แบบเต็มตัว ปีแรกที่ได้เล่นในยุโรป ผมตกรอบบ่อยมาก เพราะเราไม่เคยเล่นในสภาพอากาศแบบนี้

“บ้านเราฝนตกเม็ดใหญ่ก็เลิกแข่งแล้วใช่ไหม แต่ที่ยุโรป บางวันเจอกับลม ฝน และหนาว เราก็ต้องเล่นให้ได้ อุณหภูมิ 2 องศาเซลเซียสก็ต้องตีต่อ

“ผมท้อเหมือนกันในช่วงปีแรก เคยคิดจะเลิกก็มี แต่มาคิดอีกที ตอนเป็นทหารลำบากกว่านี้ยังทนได้เลย ก็ต้องสู้ต่อไป ตราบใดที่ร่างกายยังไหวอยู่

“อย่างเรื่องภาษา ตอนมาใหม่ ๆ ผมก็ยังพูดไม่ค่อยได้ เวลาเดินทางไปต่างประเทศผมเคยกลัวด่านตรวจคนเข้าเมือง กลัวกรอกข้อมูลไม่ถูก แต่เรื่องภาษาจำเป็นมากหากอยากจะแข่งในยุโรป ผมจึงซื้อหนังสือ เรียนพูดอังกฤษ 96 ชั่วโมงด้วยตนเอง มาอ่าน ศึกษาด้วยตัวเอง ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำ ทุกวันนี้ก็ยังพกติดตัวมาอ่านอยู่

“ผมพยายามสังเกตว่า เวลานักกอล์ฟให้สัมภาษณ์เขาพูดอะไรกันบ้าง ก็ฝึกจากตรงนั้น เรื่องแกรมมาร์ผมอาจไม่เก่ง เพราะผมเน้นจำเป็นประโยค เป็นคำที่ใช้ในการเล่นกอล์ฟมากกว่า แต่ตอนนี้ก็สื่อสารได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว

“ผมเคยใส่เสื้อกันฝนตัวใหญ่ซ้อมกลางแดดบ้านเรานี่แหละ เหงื่อออกท่วมตัวเลย แต่ก็ต้องทนเพื่อให้ตัวเองชินกับเสื้อกันฝน เวลาไปแข่งจริงที่ยุโรป หากต้องหยิบเสื้อกันฝนมาใส่ เราก็จะตีได้ไม่มีปัญหา”

จากที่เคยตกรอบอย่างสม่ำเสมอในปีแรก ธงชัยเริ่มปรับตัวได้ดีขึ้นในปีต่อ ๆ มา จนอันดับดีขึ้นและก้าวขึ้นเป็นอีกหนึ่งนักกอล์ฟแถวหน้าของการแข่งขันในยุโรป ด้วยการกวาดแชมป์ยูโรเปียน ทัวร์ มาครองถึง 8 รายการ

เขายืนยันว่า ทุกความสำเร็จล้วนมาจากการฝึกซ้อมหนักและความกล้าที่จะเดินต่อไป แม้ช่วงเริ่มต้นอาจต้องพบกับความผิดหวังเข้ามารบกวนใจบ่อยครั้ง แต่เขาก็เลือกปักหลักยืนสู้กับมันหลุมแล้วหลุมเล่า จนสุดท้ายก็ปักหมุดหมายของนักกอล์ฟไทยบนทวีปยุโรปได้อย่างเต็มภาคภูมิ

“ผมเป็นคนที่ไม่ได้มีพื้นฐานดี แต่ขยันซ้อม ชอบเรียนรู้ตลอดเวลา และพยายามหาโอกาสให้ตัวเองเสมอ ผมไม่กลัวที่จะก้าวต่อไปในสเต็ปที่ใหญ่ขึ้น ถ้าเราคิดออกมา (เล่นอาชีพในยูโรเปียน ทัวร์) แล้ว เราก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุด มันไม่ตายหรอกครับ เพราะถ้าตาย นักกอล์ฟที่มาแข่งในยุโรปคงตายหมดแล้ว

“อย่าเพิ่งคิดว่าตัวเองสู้ไม่ได้ เราเป็นคนไทย สรีระเป็นรอง หรือเราสู้ไม่ได้ เพราะเราไม่คุ้นกับอากาศ อย่าเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นข้อจำกัดให้ไม่กล้าที่จะออกมา

“เพราะถ้าเราชนะใจตัวเองไม่ได้ เอาชนะสนามไม่ได้ ก็คงเป็นแชมป์ไม่ได้หรอกครับ หากผมมายุโรปแล้วไม่สู้ เล่นแค่หวังเข้ารอบ ผมจะมาทำไม”

ตีลูกกอล์ฟให้ถึงดวงจันทร์

ความสำเร็จและเงินรางวัลที่กอบโกยได้มากมายหลายร้อยล้านบาทในยูโรเปียน ทัวร์ ไม่ได้ทำให้เขาอิ่มตัวกับอาชีพนี้จนหมดความท้าทายและไฟในการแข่งขัน

ตรงกันข้าม สถานการณ์โควิด-19 ที่แพร่ระบาดหนักทั่วยุโรป จนทำให้เขาไม่ได้แข่งขันนานถึง 14 เดือน กลับยิ่งปลุกไฟในตัวธงชัยให้กระหาย อยากไปแสดงความท้าทายใหม่ ด้วยการคว้าแชมป์ในสหรัฐอเมริกา ดินแดนที่เป็นแหล่งรวมตัวของสุดยอดนักกอล์ฟมือดีแถวหน้าของโลก

“ช่วงที่เป็นมือ 1 เอเชีย และติดท็อป 50 ของโลก ผมเคยมีโอกาสไปแข่งขันที่อเมริกาบ้าง ปีละไม่กี่แมตช์ แต่ผลงานของผมไม่ค่อยดีนัก เพราะนักกีฬาเจ้าถิ่นเขาคุ้นสนามมากกว่า อีกทั้งรูปแบบการเล่นก็แตกต่าง ที่อเมริกาต้องตีลูกให้สูง มันยาก

“ไม่เหมือนที่ยุโรป ตอนนี้ผมปรับตัวได้ สนุกกับการแข่งขัน เพราะเรามีประสบการณ์ ผมจึงมีเป้าหมายอยากเอาชนะรายการในอเมริกาให้ได้ จนมาถึงปี 2020 – 2021 โควิด-19 ระบาดหนัก ทำให้ในยุโรปไม่มีทัวร์แข่ง ส่วนที่อเมริกาเริ่มมีการผ่อนปรน

“แล้วก็มีทัวร์สำหรับซีเนียร์ (การแข่งขันสำหรับนักกอล์ฟที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป) เรายิ่งรู้สึกสนุกและอยากเข้าไปเล่น เพราะมีแต่คนเก่ง ๆ หลายคนที่เคยชื่นชม เคยติดตามดูเขามานาน บางคนเราไม่เคยมีโอกาสเล่นกับเขาในยุคที่เขารุ่งเรือง แต่วันนี้เราก็ได้มาแข่งกับเขาในสนามเดียวกัน

“ผมเลยตัดสินใจบินมาอยู่อเมริกา 9 เดือนเต็ม ตั้งแต่เดือนเมษายน-ธันวาคม 2021 เพื่อคัดตัวเข้าร่วมการแข่งขัน ผมต้องเริ่มตั้งแต่ไปคัดตัวกับนักกอล์ฟนับพันคน เพื่อหา 5 คนเข้าไปเล่น เนื่องจากช่วงโควิด-19 มีการจัดอันดับใหม่ ผมจึงต้องมาคัดตัวทุกรายการเพื่อเก็บสะสมคะแนน และหาโอกาสให้ตัวเองได้ลงเล่นในทัวร์แต่ละรายการ”

ธงชัย ใจดี ไม่เคยชนะการแข่งขันอาชีพประเภทเดี่ยวมานานถึง 6 ปีแล้ว นับตั้งแต่ครั้งสุดท้ายได้แชมป์ เฟรนช์ โอเพ่น ปี 2016 ทว่าความพ่ายแพ้ไม่อาจหยุดยั้งให้เขาล้มเลิกหรือคิดแขวนก้านเหล็ก ธงชัยยังคงออกไปคัดตัวและลงแข่งในทุกโอกาสที่มีสิทธิ์

จนมาถึงรายการ American Family Insurance Championship ซึ่งเป็น PGA Tour Champions ที่มีเงินรางวัลสูง ซึ่งผู้ชนะจะได้รับเงินสูงถึง 360,000 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 12.24 ล้านบาท) โปรวัย 52 ปี คัดตัวไม่ผ่านในรอบ Monday Qualifiers เขาจึงตัดสินใจจะกลับไปฝึกซ้อมที่เมืองแอตแลนตา โดยได้จองตั๋วเครื่องบินสำหรับเดินทางแล้ว

วงสวิงสู่ดวงดาวของ ‘ธงชัย ใจดี’ จากเด็กงมลูกกอล์ฟในสนามขาย สู่นักกอล์ฟศึกเอเชีย ยุโรป และแชมป์ PGA Tour ในวัย 52 ปี

กระทั่งทางผู้จัดการแข่งขันแจ้งว่ามีการเปลี่ยนแปลงกฎ ธงชัยจึงได้รับโควตาเข้าร่วมทัวร์นาเมนต์ และเรื่องราวหลังจากนั้นก็เป็นประวัติศาสตร์…

“ในวันที่อายุมากขึ้น แน่นอนว่าสายตาเราไม่คมชัดเหมือนเดิม อ่านไลน์ไม่ขาดเหมือนแต่ก่อน แต่นั่นก็ทำให้เราต้องทำการบ้านเยอะขึ้น สิ่งสำคัญคือการดูแลร่างกายก่อนบินมาแข่งที่อเมริกา ผมใช้เวลาถึง 3 วันในการตรวจร่างกายทุกอย่าง สแกน MRI เพื่อเช็กว่าส่วนไหนบกพร่อง หลังเป็นอย่างไร สมอง ช่องท้อง หัวใจ ทุกอย่างโอเคไหม

“เพราะการจะเป็นแชมป์ คุณต้องฟิตสมบูรณ์พร้อมทั้งสัปดาห์ แข่ง 4 วัน คุณต้องรักษาระดับการเล่นให้สม่ำเสมอ ถ้าไม่พร้อมจริงก็ไม่มีทางเป็นแชมป์ได้เลย ผมไปถึงสนามนี้ ตอนแรกก็ไม่คาดคิดว่าจะเป็นแชมป์หรอก

“แต่พอได้ลองซ้อม ผมยังคุยกับแคดดี้เลยว่า สนามเข้าทางผมมาก ทั้งที่ไม่เคยลงแข่งที่นี่ ผมใช้เวลาในการกลิ้งลูกหาจังหวะ เช็กบนกรีนนานมาก ถ้าเราเปิดดี เราก็มีโอกาส

“ผมโชคร้ายที่หลุมทำคะแนนตีไปติดต้นไม้ ทำให้สถานการณ์ผมตามหลัง แต่ในจังหวะถัดมา ผมทำเบอร์ดี้ได้ยาวทีเดียว ผมจึงพลิกนำ 1 คะแนนก่อนแข่งหลุมสุดท้าย”

ธงชัยได้รับเสียงปรบมือจากผู้ชมทั่วประเทศ ซึ่งต่างชื่นชมในหัวใจอันเป็นนักสู้ของโปรไทยวัย 52 ปี ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากแค่ไหน เขาก็ฝ่าฟันจนได้สัมผัสแชมป์ PGA Tour Champions เป็นครั้งแรกในชีวิต

แม้เป็นการแข่งขันระดับซีเนียร์ แต่ความโหดหินก็ไม่น้อยเลย และนี่คงเป็นอีกหนึ่งย่างก้าวที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเขาได้ส่งต่อแรงบันดาลใจให้โปรไทยรุ่นต่อ ๆ ไป กล้าที่จะออกไปสู่เวทีระดับโลก

“น้อง ๆ รุ่นใหม่พัฒนาขึ้นเยอะ ปัจจุบันเรามีนักกอล์ฟไทยใน LPGA นับ 10 คน ส่วนในเอเชียน ทัวร์ เรามีคนไทยเล่นอยู่เกือบครึ่งของทัวร์ เพราะนักกอล์ฟบ้านเรามีศักยภาพขึ้นมาก และทางสิงห์เองก็ให้การสนับสนุนเด็กไทยมาตลอด ตั้งแต่รุ่นก่อนหน้าผมจนถึงรุ่นใหม่

“อย่าง โปรแพตตี้-ปภังกร ธวัชธนกิจ ก็เป็นแชมป์ระดับเมเจอร์ LPGA มาแล้ว หรืออย่าง น้องทีเค-รัชชานนท์ ฉันทนานุวัฒน์ คนนี้น่าจับตามอง เพราะอายุแค่ 15 ปี แต่น้องขยัน มุ่งมั่นเกินวัย จนเอาชนะในรายการอาชีพของผู้ใหญ่ได้ รอแค่จังหวะและโอกาสเท่านั้น

“ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่น้อง ๆ มีโอกาส อยากให้น้องทุกคนในทีมกอล์ฟของสิงห์ตั้งใจและทำมันให้ได้ เพราะมันอาจเปลี่ยนชีวิตน้องได้เลย เช่น หากได้ลงแข่งในรายการโคแซงชั่น ก็อยากให้น้องพยายามเล่นให้ดีที่สุด เพื่อจะได้คว้าสิทธิ์ไปแข่งในยูโรเปียน ทัวร์ แบบไม่ต้องคัดตัว

“ผมอยากให้น้อง ๆ เด็กไทยรุ่นใหม่ได้ออกมาเล่นทัวร์ใหญ่ ๆ เพื่อนำชื่อเสียงกลับไปสู่ประเทศไทย”

คำโฆษณาของสิงห์ เคยบอกว่า “ตีลูกกอล์ฟให้ถึงดวงจันทร์ ถึงพลาดก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว” คงเป็นไตเติ้ลที่เหมาะสมกับชีวิตของผู้ชายที่ชื่อ ธงชัย ใจดี ในวัย 52 ปี

เขาอาจเริ่มต้นช้าและไม่ได้มีต้นทุนชีวิตที่เป็นแต้มต่อ แต่เพราะความมานะบากบั่น ไม่เคยกลัวล้มเหลวและขยันทุ่มเทให้กับกีฬาชนิดนี้แบบสุดตัวอย่างไม่เปลี่ยนแปลง ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งให้เขามาไกลเกินกว่าจะมีใครจินตนาการ หากมองจากวันแรกที่จับไม้กอล์ฟตอนอายุ 16 ปี

“สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยในตัวผมคือ ผมสู้ ผมไม่ท้อ และมีเป้าหมายชัดเจน ถ้าวันนี้ทำสำเร็จเป้าหมายที่หนึ่ง ผมก็ต้องมองหาเป้าหมายใหม่เพื่อให้ตัวเองได้เดินหน้าต่อไป ผมเหลือแชมป์เมเจอร์ที่ยังไม่เคยได้ ก็ยังเป็นเกียรติยศที่ผมอยากคว้ามาครองให้ได้

“ตราบใดที่ผมยังมีชีวิตอยู่ ผมก็ยังจะเล่นกอล์ฟต่อไป สู้มันไปทุกวัน จนกว่าจะเดินไม่ได้ ผมถึงค่อยเลิกเล่น แต่ถ้าตอนนี้ผมยังเดินไหว ยังตีได้ในระดับนี้ ผมคงไม่มีทางล้มเลิกความฝัน ผมยังคงตื่นมาและพร้อมที่จะสู้กับชีวิตในเช้าวันใหม่เสมอครับ”

Writer

อลงกต เดือนคล้อย

เจ้าของเพจ alongwrite และบรรณาธิการบทสัมภาษณ์แห่ง Main Stand

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load