24 ธันวาคม 2565
881

“เห็นดาวทองส่องสีรุจีแจ้ง

บอกเหตุสำแดงถึงพระบุตรา

ว่าพระองค์ทรงธรรมอันล้ำเลิศ

ลงมาบังเกิด ณ พื้นพสุธา”

ท่วงทำนองและเนื้อร้องของบทเพลง เห็นดาวทอง’ที่แปลจากต้นฉบับ Les anges dans nos campagnes ในภาษาฝรั่งเศส บรรเลงในความรู้สึกทุกคราที่โลกโคจรใกล้ครบรอบอีกคำรบ 

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

นานกว่า 2,000 ปีแล้ว ที่พระบุตรของพระเจ้าเสด็จลงมาบังเกิดยังคอกสัตว์ในเมืองเบธเลเฮม

ยามเที่ยงคืนของราตรีดึกสงัด บรรดาทูตสวรรค์ต่างขับร้องบทเพลงสดุดีต่อพระเป็นเจ้าที่ประสูติใหม่ในร่างทารกน้อยนามว่า ‘เยซู’ พลันอัศจรรย์ทั้งหลายก็ทยอยเกิดตามลำดับ

หนึ่งในนั้นคือการปรากฏขึ้นของดาวประจำพระองค์ที่ส่องแสงโชติช่วงกว่าดาวดวงใดบนแผ่นฟ้า

แสงสว่างของดาวดวงนั้นส่องไกลไปถึงทิศตะวันออก อันเป็นถิ่นฐานของโหราจารย์ 3 ท่าน ทั้งหมดมองเห็นดาวที่น่าอัศจรรย์ใจขึ้นทางตะวันตก จึงพากันติดตามแสงดาวมาถึงบ้านที่ประทับของพระกุมารเยซู ซึ่งที่นั่น ทั้งสามก็ได้ถวายของขวัญล้ำค่าประกอบด้วยทองคำ กำยาน และมดยอบแด่พระองค์

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

เพราะเหตุนี้ ‘ดาว’ จึงกลายเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงการประสูติของพระเยซูเจ้าที่เราพบเห็นได้หนาตาช่วงเทศกาลคริสต์มาส ในรูปแบบของสิ่งประดับตกแต่งทั้งหลาย ทั้งบนยอดต้นสน ฝาผนัง ชายคา หรือเป็นลวดลายบนผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งในประเทศไทยยังมีสถานที่หนึ่งที่ให้ความสำคัญกับดาวคริสต์มาสมากถึงขั้นจัดงานแห่ดาวจนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกด้วย

ที่แห่งนี้มีนามว่า ‘ท่าแร่’ ซึ่งคนท้องที่ภาคอีสานออกสำเนียงว่า ‘ท่าแฮ่’

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

ตำบลท่าแร่ อำเภอเมืองสกลนคร แบ่งการปกครองออกเป็น 8 หมู่บ้าน มีถึง 7 หมู่บ้านที่ลูกบ้านนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ด้วยจำนวนประชากรชาวคริสต์กว่า 12,000 คน คิดเป็นร้อยละ 90 ของประชากรทั้งตำบลนี้ ท่าแร่จึงขึ้นชื่อว่าเป็นชุมชนชาวคริสต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในไทยอย่างไร้ข้อสงสัย

บรรพบุรุษของชาวท่าแร่ส่วนใหญ่เป็นชาวญวนคาทอลิกที่อพยพมาจากตัวเมืองสกลนครเมื่อราว ค.ศ. 1884 (ตรงกับ พ.ศ. 2427) โดยอาศัยแพลำใหญ่ที่ คุณพ่อซาเวียร์ เกโก บาทหลวงชาวฝรั่งเศส กับครูเณรชาวญวนชื่อ ครูทัน ร่วมกันต่อขึ้นมา พวกเขาล่องแพลำนั้นข้ามทะเลสาบหนองหารขึ้นมาทางเหนือเพื่อหลบหนีการเบียดเบียนทางศาสนา ในกาลนั้นเหล่าคริสตชนได้รวมตัวกันตั้งหมู่บ้านแห่งใหม่ ซึ่งภายหลังได้พัฒนาเป็นตำบลท่าแร่แห่งนี้

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

ความสำคัญของชุมชนชาวคริสต์ที่นี่เห็นจะวัดได้จากการจัดเขตการปกครองของคริสตจักรโรมันคาทอลิกในประเทศไทย ซึ่งได้ยกท่าแร่ขึ้นมาในระดับสูงสุดของประเทศ

ตรงนี้ขออธิบายเพิ่มเติมสักนิด ว่าคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกแต่ละชาติจะนิยมแบ่งการปกครองทางศาสนาออกเป็น Diocese ที่ภาษาไทยนิยมแปลว่า ‘สังฆมณฑล’ หรือ ‘มุขมณฑล’ ทว่าคนทั่วไปมักเรียกตามคำเก่าที่เพี้ยนมาจากภาษาโปรตุเกสว่า เขตมิสซัง (Missão) ปกครองโดยประมุขซึ่งเรียกว่า มุขนายก หรือ บิชอป (Bishop)

ทุกเขตมิสซังจะมีอาสนวิหารหรือโบสถ์ใหญ่ประจำตำแหน่งบิชอปเสมอ โดยอาสนวิหารมักตั้งอยู่ในจังหวัดที่มีจำนวนประชากรชาวคริสต์สูงสุดในแถบนั้น เช่น เขตมิสซังจันทบุรี อาสนวิหารของเขตมิสซังนี้คืออาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล ริมคลองจันทบุรี โบสถ์คาทอลิกแห่งอื่น ๆ ในจังหวัดจันทบุรี ตราด ระยอง ชลบุรี ปราจีนบุรี สระแก้ว รวมทั้งบางส่วนของฉะเชิงเทราและนครนายก ก็ขึ้นกับเขตมิสซังนี้

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล โบสถ์ใหญ่ประจำเขตมิสซังท่าแร่-หนองแสง

ทำนองเดียวกับ “หลายอำเภอรวมกันเป็นจังหวัด” เมื่อเขตมิสซังหลาย ๆ เขตมารวมกัน ก็จะได้หน่วยการปกครองที่ใหญ่ขึ้นไปอีก เรียกว่า ‘ภาคคริสตจักร’ หรือ แขวงฝ่ายพระศาสนจักร (Ecclesiastical Province)

ในระดับภาคคริสตจักร เขตมิสซังที่มีประวัติความเป็นมาและจำนวนประชากรมากกว่าเขตมิสซังอื่น ๆ จะถูกยกเป็น ‘อัครสังฆมณฑล’ หรือ ‘เขตมิสซังใหญ่’ (Archdiocese) เป็นเสมือนผู้นำประจำภาค เขตมิสซังอื่น ๆ เป็นแค่บริวาร หรือ ‘ปริมุขมณฑล’ ประมุขของเขตมิสซังใหญ่จะไม่เรียกแค่ ‘บิชอป’ เฉย ๆ แต่จะเป็นอัครมุขนายก ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า อาร์ชบิชอป (Archbishop)

ประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 ภาคคริสตจักร ได้แก่ ภาคกรุงเทพฯ และ ภาคท่าแร่-หนองแสง

ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ทุกเขตมิสซังขึ้นตรงต่อภาคกรุงเทพฯ ศูนย์กลางอยู่ที่โบสถ์อัสสัมชัญ

ส่วนภาคอีสานทั้งหมดขึ้นกับภาคท่าแร่-หนองแสง มีศูนย์กลางอยู่ที่ท่าแร่ จังหวัดสกลนครนี่เอง

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

ทันทีที่ตัวเราย่างเข้าเขตท่าแร่ สิ่งแรก ๆ ที่จะได้เห็นก็คือสิ่งปลูกสร้างพร้อมป้ายชื่อที่บ่งบอกถึงคริสต์ศาสนานิกายคาทอลิกอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์ บ้านเณร คอนแวนต์ ฯลฯ ขนาดบ้านช่องของคนธรรมดาก็ยังมีร่องรอยการนับถือคริสต์อยู่ทุกหลัง เป็นต้นว่า ไม้กางเขน ภาพวาดพระเยซู แม่พระ ตลอดจนนักบุญที่เจ้าของบ้านหลังนั้นเคารพบูชา

หากมาท่าแร่ในช่วงเดือนธันวาคม-เดือนแห่งการสมโภชพระคริสตสมภพ สิ่งที่จะมีเพิ่มมาก็คือของตกแต่งในเทศกาลคริสต์มาส โดยเฉพาะดวงดาวที่ประดับประดาอยู่บนอาคารบ้านเรือนทุกแห่ง

ดาวเหล่านี้คือเสน่ห์ประจำตำบลท่าแร่ที่ชักนำผู้คนมากมายให้หลั่งไหลมาสู่ตำบลนี้ในวันคริสต์มาส เฉกเช่นเดียวกับโหราจารย์ที่ติดตามดาวประจำพระองค์เมื่อสองพันกว่าปีก่อนก็ปานกัน

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

ในยุคแรกก่อตั้งชุมชนชาวคริสต์ ธรรมเนียมการแห่ดาวยังไม่ถือกำเนิด เมื่อเทศกาลคริสต์มาสวนมาถึง บรรดาพระสงฆ์และชาวบ้านเพียงแต่จุดเทียนเวียนรอบ ‘อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล’ ซึ่งเป็นศูนย์รวมใจของคริสต์ศาสนิกชนตำบลนี้ ก่อนเข้าไปประกอบศาสนพิธีในวัดเท่านั้น

แต่แล้วในยุคต่อมา คนในชุมชนก็ได้มีการประดิษฐ์ดาวขนาดเล็ก เรียกว่า ‘ดาวมือถือ’ ทำจากไม้ไผ่ห้าแฉกเป็นโครงรูปดาว ใส่เทียนเอาไว้ตรงกลางเพื่อให้แสงสว่าง เดินแห่ไปรอบ ๆ หมู่บ้าน ควบคู่กับการขับคลอเพลงคริสต์มาสและบทสวดภาวนาของผู้เข้าร่วมพิธีทั้งหลาย นอกจากนี้ยังมีการนำดาวบางส่วนไปตกแต่งตามอาคารสถานที่จนกลายเป็นรูปแบบเฉพาะของท่าแร่

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

ล่วงเลยถึง ค.ศ. 1982 (พ.ศ. 2525) พระอัครมุขนายกลอเรนซ์ คายน์ แสนพลอ่อน ประมุขแห่งอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสงในเวลานั้น มีความประสงค์ยกระดับการจัดงานแห่ดาวให้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก จึงคิดประดิษฐ์ ‘ดาวใหญ่’ ที่ใช้วัสดุหลากหลายขึ้น เช่น ไฟนีออน โฟม กระดาษสี และนำขึ้นยานพาหนะเช่นรถแห่ ออกแห่แหนไปรอบหมู่บ้าน แทนที่จะเวียนอยู่แค่รอบวัดเช่นการแห่ดาวมือถือแบบเดิม

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

คริสต์มาสปีนั้น ประเพณีแห่ดาวไม่ได้มีเฉพาะที่บ้านท่าแร่ที่เดียว แต่ยังขยายไปที่ตัวเมืองสกลนครที่พระคุณเจ้าคายน์ได้ย้ายไปสร้างสำนักแห่งใหม่ด้วย โดยวันที่ 24 ธันวาคมเป็นคิวแห่ของตำบลท่าแร่ ในขณะที่เมืองสกลนครแห่ทีหลังในวันที่ 25 ธันวาคม

อย่างไรก็ดี การแห่ดาวใหญ่ในปีแรก ๆ กลับไม่ประสบผลสำเร็จสักเท่าไร ด้วยผู้คนยังไม่คุ้นเคยกับรูปแบบประเพณีที่เปลี่ยนแปลงใหม่ รถที่เข้าร่วมขบวนแห่ยังมีน้อยคัน ดูไม่ดึงดูดสายตาเท่าที่ควร ทว่าพระคุณเจ้าคายน์ก็ยังยืนหยัดจะจัดงานแห่ดาวทั้งที่ท่าแร่และเมืองสกลนครเรื่อยมา โดยปรับปรุงรถและขบวนแห่ให้วิจิตรอลังการยิ่งขึ้น รวมถึงจัดให้มีการประกวดดาว เมื่อนั้นหมู่บ้าน ห้างร้าน และองค์กรต่าง ๆ จึงส่งรถแห่และดาวใหญ่มาร่วมขบวนมากขึ้น จนเป็นงานประเพณีที่คุ้นเคยของชาวจังหวัดสกลนคร

อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร

และใน ค.ศ. 2003 (พ.ศ.2546) ประเพณีแห่ดาวคริสต์มาสก็มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งหนึ่ง เมื่อภาครัฐเข้ามามีบทบาทในงานนี้ คุณปานชัย บวรรัตนปราณ ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนครขณะนั้นได้บรรจุงานแห่ดาวให้เป็นประเพณีประจำจังหวัด เป็นเหตุให้งานนี้เป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ เริ่มดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศมาเยี่ยมชมงานคริสต์มาสที่จังหวัดสกลนครนับตั้งแต่นั้น

อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร

ยามนี้ประเพณีแห่ดาวของสกลนครถือได้ว่าพัฒนาต่อยอดมาถึงยุคโลกาภิวัตน์แล้ว จากที่มีงานเฉลิมฉลองแค่วันที่ 24 – 25 ธันวาคม ผู้มีส่วนร่วมในการจัดงานก็ได้ขยายเป็นวันที่ 21 – 25 ธันวาคม มีการออกร้านขายของที่ถนนคนเดินท่าแร่ต่อเนื่องทุกวัน แม้บางวันจะไม่มีขบวนแห่ก็ตาม

ค.ศ. 2021 นับเป็นวาระสุดพิเศษ เมื่อตำบลท่าแร่ได้เพิ่มงาน ‘สีสันแห่งหนองหาร’ โดยแห่ดาวทางน้ำ จัดแสดงแสง สี เสียง ในหนองหารเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ในวันที่ 22 ธันวาคม

และทำท่าจะเพิ่มสีสันขึ้นอีกทุกปี ๆ เพราะในปี 2022 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมในวันที่ 20 ธันวาคมเลยทีเดียว

อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร

งานแห่ดาวใหญ่ของตำบลท่าแร่ได้เลื่อนมาเป็นคืนวันที่ 23 ธันวาคม ถึงแม้ในช่วงปีนี้ประเทศไทยและทั่วโลกจะยังต้องเผชิญกับสภาวะการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 แต่ด้วยความยิ่งใหญ่ตระการตาของขบวนรถบุษบกที่ตกแต่งดาวดวงใหญ่ด้วยไฟหลากสี สร้างท้ายรถเป็นถ้ำพระกุมาร มีนักแสดงแต่งกายเป็นซานต้า ซานตี้ หรือเทวดานางฟ้าคอยโปรยขนมแจกคนที่อยู่รายทอง เหล่านี้ก็ยังมีแรงดึงดูดมากพอให้คนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวมาชื่นชมขบวนแห่อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร
อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร

แม้ว่าประเพณีแห่ดาวในปัจจุบันจะเปลี่ยนไปมากเพื่อตอบสนองด้านการท่องเที่ยว หากแต่ชาวบ้านท่าแร่ก็ยังไม่ละทิ้งจารีตประเพณีที่สืบทอดกันมาแต่บรรพกาล

ค่ำคืนวันที่ 24 ธันวาคม ไม่กี่ชั่วโมงก่อนเวลาประสูติของพระคริสต์ แสงสีและความคึกคักในรูปแบบสมัยใหม่ของคืนก่อนหน้า ก็จะถูกกลบกลืนไปด้วยบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์ของขบวนแห่ดาวมือถือแบบดั้งเดิม ซึ่งชาวบ้านตลอดจนคริสตชนจากต่างถิ่นจะพร้อมใจกันตั้งแถวตอนยาว ถือดาวประดิษฐ์เสียบไม้หรือผูกเชือกห้อย เวียนรอบโบสถ์ตามหลังคณะพระสงฆ์ พลางประสานสำเนียงขับขานบทเพลงสรรเสริญพระเยซูเจ้าด้วยจิตศรัทธาเต็มเปี่ยม ก่อนที่ทั้งขบวนจะยาตราเข้าไปประกอบพิธีมิสซาภายในวัด

อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร
อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร

เพราะรูปแบบการเฉลิมฉลองคริสต์มาสของอาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล ท่าแร่ มากด้วยเอกลักษณ์ ทั้งการประดับดาวกระดาษตามสถานที่ การแห่ดาวใหญ่ขึ้นรถ รวมถึงการแห่ดาวมือถือเดินเท้า ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก หากประเพณีแห่ดาวจะส่งอิทธิพลต่อโบสถ์อื่นและจังหวัดข้างเคียงอย่างมุกดาหารและนครพนมด้วย

อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร

คริสต์มาสที่นี่อาจจะไม่มีปอยหิมะ สโนว์แมน ตุ๊กตาขนมปังขิง หรือแม้แต่ปล่องไฟให้ซานตาคลอสโรยตัวลงมาแจกของขวัญแก่เด็กดี เหมือนในภาพจำที่เราทั้งหลายได้รับมาจากโลกตะวันตก

แต่ที่นี่ก็ยังอบอุ่นด้วยลมเย็นจากทะเลสาบหนองหาร การแสดงแสงสีในขบวนแห่ พิธีกรรมแสนขลัง รอยยิ้มและเสียงหัวร่อต่อกระซิกของเด็ก ๆ ตลอดจนคำอวยพรสำเนียงอีสานที่คนในชุมชนมอบแก่กัน อันประกอบกันเป็นบรรยากาศคริสต์มาสแบบคริสตชนคนเมืองสกล

เหนืออื่นใด คือดารานับร้อยนับพันดวงที่สว่างไสวด้วยแรงศรัทธาต่อพระคริสตเจ้าผู้สถิตอยู่ในใจชาวบ้านท่าแร่ตราบนานเท่านาน

อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร
อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ติ๊ด ๆๆๆ เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น ปลุกผมให้ลืมตาตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่

“วันนี้ที่ ‘หมู่บ้านชิราคาวาโกะ’ จะมีหิมะตกมามั้ย” ประโยคคำถามเดิม ๆ ที่ผมอยากรู้ตลอดในช่วงหลายวันที่ผ่านมา กับการเดินทางมาท่องเที่ยวยังภูมิภาคชูบุ (Chubu) ประเทศญี่ปุ่น โดยมีความฝันอยากมาชมวิวที่นั่นท่ามกลางหิมะสีขาวให้เต็มสองตาสักครั้งในชีวิต

“หวังว่าวันนี้จะได้ยินข่าวดี” ผมแอบลุ้นในใจ (หลังจากกินแห้วไปแล้ว 2 วันก่อนหน้า) พร้อมกับรีบกดมือถือเข้าไปดูบรรยากาศผ่าน Shirakawa-go Live

ตึกตัก ๆ เสียงหัวใจของผมกำลังเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น เมื่อมองเห็นภาพที่ปรากฏผ่านหน้าจอมือถือสี่เหลี่ยมตรงหน้า กับภาพหิมะสีขาวที่กำลังตกลงมายังหมู่บ้านชิราคาวาโกะอย่างไม่ลืมหูลืมตา ผมยิ้มให้กับภาพตรงหน้าด้วยความดีใจ ก่อนลุกไปทำธุระส่วนตัว ลงไปทานอาหารเช้า พร้อมกับเช็กเอาต์ออกจากที่พัก

“นับว่ายังโชคดีที่พอจะมีแต้มบุญเหลืออยู่บ้าง” ผมกระซิบบอกกับตัวเองในใจ ก่อนรีบเดินต่อไปยังสถานีรถบัส

เริ่มต้นออกเดินทางตามความฝัน

ภาพเบื้องหน้าในตอนนี้เนืองแน่นไปด้วยกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มารอขึ้นรถบัสไปยังจุดมุ่งหมายเดียวกัน ผมรู้ได้เลยว่านักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ ก็คงเฝ้ารอวันนี้เช่นกัน ไม่รอช้า ผมรีบเดินไปต่อท้ายแถว ก่อนหยิบเอาตั๋วใบสี่เหลี่ยมขึ้นมา และตรวจสอบเส้นทางการเดินทางให้แน่ใจอีกครั้ง

ภายหลังที่ยืนรอและมองเห็นคนตรงหน้าค่อย ๆ ทยอยเดินขึ้นรถบัสไปคันแล้วคันเล่า ในที่สุดผมก็ได้ยืนตำแหน่งหัวแถว พร้อมกับรีบยื่น SHORYUDO Bus Pass (ตั๋วแบบเหมาสำหรับท่องเที่ยวด้วยรถบัสแบบไม่จำกัดเที่ยว ในระยะเวลาและเส้นทางที่กำหนด) ที่กำลังจะหมดอายุวันนี้พอดี ให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบ ก่อนจัดเก็บสัมภาระและหาที่นั่ง โดยระยะทางจากเมืองทาคายาม่า (Takayama) ที่ผมอยู่ตอนนี้ไปยังหมู่บ้านชิราคาวาโกะใช้เวลาเดินทาง 50 นาที โดยประมาณ

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือในจังหวัดกิฟุ (Gifu) ประกอบไปด้วยบ้านเรือนรูปร่างแปลกตาที่มีอายุเก่าแก่กว่า 200 – 300 ปี กระจายไปในแนวเหนือ-ใต้ ตามที่ราบแคบ ๆ ขนานไปกับแม่น้ำโชกาวะ (Shokawa River) โดยมีบ้านลักษณะเฉพาะ เรียกว่า ‘บ้านแบบกัสโชสึคุริ’ (Gassho-Zukuri) ซึ่งเป็นบ้านแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม

ชื่อนี้ได้มาจากคำว่า ‘กัสโช’ ซึ่งแปลว่า พนมมือ ตามรูปแบบของบ้านที่หลังคาชันถึง 60 องศา มีลักษณะคล้ายสองมือที่พนมเข้าหากัน ทั้งนี้ เนื่องจากทำเลที่ตั้งอยู่ในหุบเขาที่มีภูเขาสูงล้อมรอบทุกด้าน ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ชาวบ้านแถบนี้จึงพัฒนาสังคมและวิถีชีวิตแตกต่างไปจากชุมชนอื่นในญี่ปุ่นมาช้านาน โดยในอดีตชุมชนแห่งนี้ยังชีพด้วยการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย

ในปี 1995 หมู่บ้านนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมโดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ที่นี่จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของภูมิภาค บ้านเรือนต่าง ๆ แปรสภาพกลายเป็นร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ และบ้านพักค้างคืนแบบโฮมสเตย์ เรียกว่า Minshuku เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์และสัมผัสความเป็นอยู่ของชาวบ้าน

เที่ยวชมรอบหมู่บ้าน

หลังจากตื่นตาตื่นใจไปกับภาพบรรยากาศสวย ๆ ระหว่างทาง ในที่สุดรถบัสก็พาผมมาถึงยังจุดหมาย ซึ่งภายหลังจากนำสัมภาระไปเก็บที่จุดบริการรับฝากสิ่งของแล้ว ก็ถึงเวลาเริ่มเดินทางสำรวจพื้นที่รอบ ๆ หมู่บ้าน

เมื่อได้เดินชมบ้านไม้โบราณที่อยู่ตรงหน้า ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคงเป็นความรู้สึกทึ่งในการออกแบบโครงสร้างของตัวบ้านซึ่งงดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะ ภายใต้หลังคาทรงสูงจากภายนอก เมื่อเข้าไปข้างในจะแบ่งเป็นชั้น ๆ ตั้งแต่ 2 – 4 ชั้น เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอย ส่วนชั้นล่างเป็นที่อยู่อาศัย

ส่วนหลังคา ชาวบ้านใช้วัสดุท้องถิ่นที่หาได้ไม่ยากมาใช้มุงหลังคา ประกอบด้วยเศษไม้ ต้นไผ่ ดินเหนียว และหญ้า โดยอาจมีความหนาถึง 1 เมตร เพื่อรองรับน้ำหนักหิมะและป้องกันไม่ให้น้ำซึมทะลุเข้ามาในบ้าน และเนื่องจากหลังคาพวกนี้ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่ในทุก 20 – 30 ปี ซึ่งการมุงหลังคาใหม่จะทำในช่วงฤดูใบไม้ผลิ หลังจากที่หิมะละลายหมดแล้ว โดยอาศัยแรงงานจากชาวบ้านช่วยกัน

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย
หลังคาบ้านที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ ออกแบบเป็นทรงแหลมสูงลาดลงด้านข้าง เพื่อช่วยให้หิมะและน้ำฝนไหลลงมาตามหลังคา

ท่ามกลางอากาศหนาวและมีหิมะตกลงมาเป็นระยะ ๆ ทางเดินบนถนนในตอนนี้จึงเต็มไปหิมะสีขาวโพลนตลอดเส้นทาง หลังจากที่ผมเดินสัมผัสความนุ่มของเกล็ดหิมะฟู ๆ มาได้สักพัก ก็เดินมาพบกับสถานที่สำคัญของหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง นั่นคือ ‘ศาลเจ้าชิรากาวะ ฮาจิมัง’ (Shirakawa Hachiman Shrine) ซึ่งเป็นศาลเจ้าชินโต เมื่อได้เข้าไปแล้วก็รู้สึกว่าที่นี่เงียบสงบและร่มรื่นมาก

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย
หิมะสีขาวโพลนที่เต็มไปด้วยรอยเท้าของนักท่องเที่ยว
เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย
ศาลเจ้าชิรากาวะ ฮาจิมัง (Shirakawa Hachiman Shrine)

สำหรับไฮไลต์ของสถานที่ท่องเที่ยวในหมู่บ้านนี้ที่ไม่ควรพลาดอีกที่ นั่นคือบ้านโบราณ 3 หลังที่เรียงติดกัน เป็นจุดเช็กอินที่นักท่องเที่ยวพากันมาแวะเวียนไม่ขาดสาย ในช่วงที่ผมเดินไปถึงมีหิมะตกลงมาพอดี จึงได้ภาพบรรยากาศที่งดงามไปอีกแบบ นอกจากนี้ยังมี ‘บ้านโบราณวาดะ’ (Wada House) ซึ่งเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาและเรียนรู้การใช้ชีวิตของคนท้องถิ่นในอดีต

ทั้งนี้ แม้ว่าบ้านหลายหลังในหมู่บ้านชิราคาวาโกะจะเปิดให้เข้าชมเป็นสาธารณะ แต่อีกหลายหลังก็เป็นพื้นที่ส่วนบุคคล และดำรงวิถีชีวิตเหมือนดั่งในอดีต

บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
ภาพบรรยากาศบ้านเรือนในระหว่างเดินชมหมู่บ้านที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ
บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
บ้านโบราณ 3 หลัง (Shirakawa-go Three Houses)
บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
บ้านโบราณวาดะ (Wada House)

จุดชมวิว

ภายหลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบ ๆ หมู่บ้านจนอิ่มอกอิ่มใจแล้ว ผมเดินต่อไปยังจุดชมวิว ซึ่งต้องเดินขึ้นเนินชัน จึงต้องบังคับให้ตัวเองค่อย ๆ ก้าวเดินช้า ๆ เพื่อทรงตัวไม่ให้ลื่นล้มบนพื้นถนนที่เต็มไปด้วยหิมะ

บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
กิ่งไม้และต้นไม้แต่งแต้มไปด้วยหิมะสีขาว

หลังจากใช้เวลาเดินขึ้นเนินมาได้สักพักใหญ่ ในที่สุดผมก็มาถึงจุดชมวิว ซึ่งที่นี่ในแต่ละฤดูจะมีความงดงามแตกต่างกันไป เช่น ช่วงฤดูใบไม้ผลิ จะมองเห็นต้นซากุระสีชมพูบานสะพรั่ง หรือในฤดูใบไม้ร่วง จะมองเห็นใบไม้เปลี่ยนสี ช่วยแต่งแต้มสีสันไปทั่วทั้งภูเขา 

และในช่วงฤดูหนาว จะมีการจัดงานประดับไฟที่หมู่บ้านชิราคาวาโกะ (Shirkawa-go Light Up) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของการท่องเที่ยว จัดขึ้นเฉพาะวันอาทิตย์ ช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์เท่านั้น และต้องจองล่วงหน้าก่อนเข้าชม

สายลมพัดโชยเอาเกล็ดหิมะที่กำลังตกลงมาลอยละล่องในอากาศอีกครั้ง หมู่บ้านชิราคาวาโกะในตอนนี้เต็มไปด้วยหิมะสีขาวโพลน แม้ว่าตัวเลขอุณหภูมิจะลดต่ำลงไปเรื่อย ๆ จนร่างกายสัมผัสได้ถึงความเหน็บหนาว แต่ภายในใจของผมตอนนี้กลับอบอุ่น เมื่อได้ใช้เวลาดื่มด่ำไปกับภาพตรงหน้าที่กว้างไกลสุดสายตา ก่อนที่ผมจะเผลอยิ้มออกมาด้วยความสุขใจ

บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
ภาพแห่งความทรงจำ
ข้อมูลอ้างอิง
  • องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น 
  • Shirakawa village office
  • Gifu Prefecture Tourism Federation 
  • สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ธนวันต์ วนาภรณ์

ธนวันต์ วนาภรณ์

เภสัชกรที่ชอบความเป็นธรรมชาติ ชอบเวลาได้เดินทาง เพราะจะได้เรียนรู้โลกกว้าง และชอบการเป็นครูอาสา จึงทำเพจของตัวเองที่มีชื่อว่า ครูอาสานอกห้องเรียน (The Journey Memory)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load