“พี่มีเวลาชั่วโมงเดียวนะ”

ฐปนีย์ เอียดศรีไชย บอกทางโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ พร้อมกับบอกให้เราไปเจอเธอที่ร้านอาหารของเธอ ธุรกิจส่วนตัวที่กินเวลาของเธอในสัดส่วนที่เท่าๆ กับการเป็นนักข่าว

ในแต่ละวันเธอเป็นนักข่าวภาคสนามรายการโทรทัศน์ ผู้ก่อตั้งสำนักข่าวออนไลน์ The Reporters เจ้าของร้านอาหารใต้ และหัวหน้าครอบครัวของหลานๆ ตารางชีวิตของเธอในแต่ละวันถูกกำหนดเดดไลน์เป๊ะๆ ไม่ต่างจากเดดไลน์ของข่าว ธรรมชาติของการเป็นนักข่าวที่ต้องเร็ว ทันเวลา ถูกนำมาใช้กับชีวิตส่วนตัวที่มีภาระและความรับผิดชอบมากมาย

‘ชั่วโมงเดียว’ ของเรากับเธอจึงต้องกระชับ ได้ใจความ เนื้อๆ เน้นๆ ในสิ่งที่อยากจะรู้

เพราะในวันเสาร์อย่างนี้ เธอกำลังเตรียมตัวไปรายงานข่าวที่ท้องสนามหลวงในวันพ่อแห่งชาติ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ เป็นองค์ประธานจุดเทียนมหามงคลเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

สำนักข่าวออนไลน์ The Reporters ก่อตั้งขึ้นมากว่า 1 ปี และได้รับการติดตามมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับที่กำลังเกิดปรากฏการณ์ทางการเมืองครั้งสำคัญของไทย ปัจจุบัน The Reporters มีผู้ติดตามกว่า 1 ล้าน 2 แสนคน เป็นจำนวนที่มากพอๆ กับสำนักข่าวใหญ่ๆ ที่คนรู้จักมาเป็นเวลานาน

โมเดลฐปนีย์ต้องอยู่ในทุกเหตุการณ์สำคัญ ยังถูกใช้กับปรากฏการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ 

ทุกการเคลื่อนไหวของแต่ละฝักฝ่าย ทุกแพลตฟอร์ม ทีวี ออนไลน์

ฐปนีย์ เอียดศรีไชย รายงาน

วันนี้เป็นอีกวันที่สำคัญ คุณต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง

วันนี้เป็นวันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันพ่อ เดี๋ยวนี้ข่าวการเมืองมันก็หมายรวมถึงกลุ่มประชาชนที่เรียกตัวเองว่าเป็นกลุ่มรักสถาบัน กับกลุ่มราษฎร ที่มีข้อเรียกร้องต้องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้นในการทำข่าว เราต้องเข้าใจธรรมชาติของการเมือง สถานการณ์ ปรากฏการณ์ ความแตกต่างทางความคิด และวาทกรรมทางการเมืองที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัย

นี่คืออีกยุคสมัยที่สถานการณ์การเมืองไทยเปลี่ยนแปลง มีชุดวาทกรรมใหม่ไม่เหมือนกับยุคสมัยก่อน เราอาจเคยได้ยินว่ามีคนเสื้อแดง คนเสื้อเหลือง คนรักทักษิณ คนไม่รักทักษิณ อาจเปลี่ยนมาเป็นกลุ่มคนที่ไม่เอารัฐประหาร เพราะรักประชาธิปไตย แต่ปัจจุบันเป็นกลุ่มปกป้องสถาบันและกลุ่มราษฎรที่ต้องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ 

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

เราต้องรายงานทุกๆ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างครบถ้วน เราต้องรายงานทุกความคิดทางการเมือง ทุกความคิดเห็นที่เกิดขึ้นของแต่ละกลุ่มการเมือง นักข่าวมักถูกถามหาความเป็นกลางมาโดยตลอด ก็เป็นคำเรียกร้องที่ถูกต้อง คนเขาอยากเห็นนักข่าวรายงานในสิ่งที่เป็น อยากเห็นนักข่าวรายงานเรื่องราวความคิดของตน คนเรียกร้องความเป็นกลางหมายถึงเรียกร้องให้รายงานความคิดของกลุ่มตัวเอง

ในสถานการณ์ที่มีความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น ความเป็นกลางมีอยู่จริงไหม

ความเป็นกลางมีอยู่จริง เรายังต้องมองแบบนั้น เพราะยิ่งเราทำงานในความขัดแย้ง ความเป็นกลางคือเราต้องรายงานคู่ขัดแย้งให้ครบถ้วน บางครั้งในหนึ่งข่าว โดยเฉพาะข่าวที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม คู่ขัดแย้งมันไม่ได้มีแค่สองฝ่าย มันอาจจะมีสามฝ่าย สี่ฝ่าย ความเป็นกลางก็คือต้องทำข่าวของทุกฝ่ายนั่นเอง 

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

จริงๆ แล้วเรามองว่าความเป็นกลางไม่ใช่ทำให้เท่ากัน แต่ว่าต้องทำให้ครบถ้วน นำเสนอสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างครบถ้วน แล้วก็มากกว่านั้นคือต้องรายงานอย่างมีทิศทางและมีเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย

ทิศทางและเป้าหมายของการรายงานข่าวปรากฏการณ์ทางการเมืองครั้งนี้คืออะไร

ตั้งแต่ตอนที่เริ่มมีสถานการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ เราวางเป้าหมายทางการเมืองไว้ชัดว่า The Reporters ต้องเป็น Peace Media หรือสื่อเพื่อสันติภาพ

ดังนั้นพื้นที่สื่อของเราต้องรายงานอย่างไรให้ส่งเสริมการใช้กระบวนการสันติวิธี เพราะเป็นวิธีการอย่างหนึ่งในกระบวนการสันติภาพ ส่งเสริมการชุมนุมที่สงบโดยปราศจากอาวุธหรือสันติวิธีอย่างที่ผู้ชุมนุมประกาศ เราก็ต้องนำเสนอด้วยว่า การชุมนุมอย่างสันติปราศจากอาวุธเป็นอย่างไร หรือว่าถ้ามีการใช้อาวุธหรือความรุนแรง เราก็ต้องรายงานในลักษณะที่ไม่ยุยงส่งเสริมให้เกิดความรุนแรงหรือความขัดแย้ง 

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

เริ่มจากการใช้ภาษาข่าว สำคัญมาก ข่าวของเราทุกแบบ ไม่ว่าจะเป็นข่าวเขียนหรือรายงานข่าว จะต้องใช้ภาษาที่เป็นภาษาข่าว ไม่ใช่ภาษาที่เป็นความรู้สึกหรือความคิดเห็น นี่คือจุดเริ่มต้นสำคัญในเรื่องของการใช้ภาษา ไม่ใช้ถ้อยคำที่ยุยงปลุกปั่น บิดเบือน หรือสร้างความเข้าใจผิด

เราต้องมีพื้นที่ข่าวให้คู่ขัดแย้งทุกกลุ่ม ทุกหุ้นส่วนของความขัดแย้งต้องได้มีพื้นที่ในข่าวอย่างครบถ้วน ให้ทุกคนมาอยู่ในกล่องนี้ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลทุกด้าน และทุกคู่ขัดแย้งก็ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกัน เมื่อเขามีโอกาสได้รับรู้ เขาก็จะเกิดกระบวนการของการคิดและทำความเข้าใจ เกิดการถกเถียง ไม่เห็นด้วยกันได้ แต่ว่าเขาจะมีข้อมูลทุกๆ ด้านมาเพื่อประกอบในการคิดและตัดสินใจ หรือสรุปความเห็นของตัวเอง ไม่ว่าจะคิดไม่ตรงกันหรือเห็นไม่ตรงกัน 

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

นอกจากนี้ เราต้องมีคนที่พูดเรื่องสันติวิธี หรือกระบวนการสร้างสันติภาพอยู่ในสัดส่วนของข่าวของเราด้วย ถ้าเรามีพื้นที่สำหรับเรื่องนี้ แล้วเรามีเป้าหมายชัดเจนข่าวของเราจะมีทิศทางว่าเราจะทำเรื่องอะไร หรือเราจะเสนออะไร

เราไม่อยากให้เกิดสงครามกลางเมืองหรือเกิดรัฐประหาร แม้ว่าจะแตกต่างกัน แต่เราอย่าไปถึงจุดที่เหมือนกับซีเรีย ต้องฆ่ากันเอง หรือเกิดปัญหาที่เป็นความขัดแย้งทางการเมืองแบบเมียนมา ซึ่งใช้เวลาเจ็ดสิบปีแล้ว ก็ยังไม่สามารถที่จะสร้างกระบวนการสันติภาพได้เลย 

แล้วถ้าความรุนแรงมาจากรัฐ หรือเกิดรัฐประหารที่คุณบอกไม่อยากให้เกิด หน้าที่ของสื่อคืออะไร

รายงานในสิ่งที่เกิดขึ้นในทุกๆ เรื่องอย่างชัดเจนและถูกต้อง การกระทำใดๆ ที่เกิดขึ้นโดยรัฐก็ต้องกล้าที่จะบอกว่านั่นคือการกระทำโดยรัฐ หากรัฐใช้วิธีการต่างๆ ที่ไม่เหมาะสม เราต้องกล้าพูดว่าเป็นการกระทำที่มาจากรัฐ แต่ทั้งหมดก็ต้องมาจากพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง

ถ้าเรามั่นใจในหลักฐาน เราเห็น หรือเรามีข้อมูลที่ชัดเจน เราก็รายงานได้อย่างตรงไปตรงมา นั่นคือหน้าที่สำคัญของสื่อด้วยซ้ำที่จะต้องพูดแทนประชาชน เราต้องรายงานข่าวเพื่อมวลชน เป็นกระบอกเสียงของประชาชนเช่นเดียวกัน เราตีแผ่ความจริงเพื่อให้สังคมยังอยู่ภายใต้กฎหมายหรือสิ่งที่ถูกต้อง คือสื่อมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ

ทำข่าวการเมืองมากว่า 20 ปี การเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

จริงๆ กว่ายี่สิบปีที่เป็นนักข่าว เราอยู่ในห้วงประวัติศาสตร์ทางการเมืองมาตั้งแต่ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ เต็มใบ แล้วก็มารัฐประหารถึงสองครั้งในปี พ.ศ. 2547 และ พ.ศ. 2557 อยู่ในทุกเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่กลุ่มพันธมิตร ยุคของนปช. เสื้อแดง การชุมนุมของกลุ่ม กปปส. และจนถึงรัฐประหารใน พ.ศ. 2557 เราผ่านสมรภูมิของความขัดแย้งที่มีการใช้อาวุธ มีผู้คนเสียชีวิตจากเหตุการณ์ทางการเมือง

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยเติบโตมาพร้อมกับความขัดแย้ง และในการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งล่าสุดมันเหมือนย้อนไปที่ พ.ศ. 2475 (ปีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่ระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญและปกครองโดยรัฐสภา) คือในห้วงแปดสิบแปดปีที่ผ่านมา มันแทบจะต้องย้อนกลับไปสู่ที่เดิม ทั้งๆ ที่ตลอดแปดสิบแปดปีมันมีพัฒนาการทางการเมือง มันก็เป็นไปตามทิศทางของประชาธิปไตยแล้ว แต่ว่าสุดท้ายก็วกกลับมาเหมือนหลัง พ.ศ. 2475 ซึ่งสื่อก็ต้องตั้งคำถามเหมือนกันว่า ทำไมถึงเกิดความคิดแบบนี้ในกลุ่มคนไทย ในยุคสมัยที่มันผ่านการเปลี่ยนแปลงมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง 

รัฐประหารอาจเกิดมาพร้อมๆ กับการที่คนไทยไม่เห็นด้วยกับการใช้ทุนสามานย์ มองว่านายทุนอาจจะเป็นสิ่งที่เลวร้ายน่ากลัว และพอมายุคหนึ่งคนไทยก็ต่อสู้กับทหารหรือรัฐประหารเผด็จการ เพราะมองว่าเป็นตัวการทำลายประชาธิปไตย แต่ปัจจุบันมันถูกพัฒนาไปสู่ความคิดในการเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ เรามองว่าในพื้นฐานของคนไทยแล้ว คนไทยทุกคนรักและเคารพในสถาบันของพระมหากษัตรย์ในรากเหง้าของวัฒนธรรม 

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

เท่าที่เราไปสัมผัสทั้งสองกลุ่มมา เราเห็นถึงความรู้สึกนี้ของคนไทย เพียงแต่ว่าในข้อเรียกร้องของกลุ่มนักศึกษาหรือคนรุ่นใหม่ อาจมีรายละเอียดบางอย่างที่เขาต้องการให้ปรับปรุงเพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เขามองว่าในโครงสร้างการเป็นประชาธิปไตยแล้ว สถาบันฯ ต้องเป็นอย่างไร พวกเขาทำแบบนี้ คิดแบบนี้ เป็นการล้มล้างหรือไม่ เรามองว่าถ้าเปิดใจและรับฟังเหตุและผล ก็เชื่อมั่นว่าเราน่าจะมีทางออกในการแก้ไขปัญหานี้ได้

การเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งไหนที่เปราะบางและยากที่สุดต่อการรายงานข่าว

ตอนนี้ (ตอบทันที) และก็ท้าทายมาก คือมันละเอียดละอ่อนต่อความรู้สึกของคนไทย เราลำบากใจมากในการรายงานข่าวต่างๆ แต่ว่าอย่างไรก็ตาม หน้าที่ของนักข่าวคือการรายงานตามข้อเท็จจริง ถ้าเราไม่รายงานว่ามีคนกลุ่มหนึ่งกำลังคิดและต้องการแบบนี้ มันก็ถือว่าไม่ใช่การทำหน้าที่ของนักข่าว เพราะนี่คือปรากฏการณ์

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

แต่ในขณะเดียวกัน การรายงานข่าวลักษณะนี้ก็เสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง หรือการละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้น เรามองว่าช่วงนี้แหละเป็นช่วงเวลาของการทำข่าวที่ยากที่สุดสำหรับนักข่าวทุกคน ที่เราต้องยืนอยู่บนเส้นของการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ ถึงบอกว่า ถ้าเรามีหลักคิดว่าเราต้องการทำข่าวเพื่อสันติภาพ เราก็ต้องหาแนวทางที่จะทำยังไงเพื่อสื่อสารให้คนในสังคมเข้าใจถึงเหตุและผลซึ่งกันและกัน

คุณมีวิธีรายงานหรือพยายามเสนอปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างไรบ้าง

ตั้งแต่ครั้งแรกที่มีการพูดถึงเรื่องนี้บนเวทีแฮร์รี่ พอตเตอร์ ในวันที่ 3 กรกฎาคม จนถึงเวทีที่ธรรมศาสตร์ในวันที่ 10 สิงหาคม เราน่าจะเป็นสื่อจะคนแรกที่รายงานว่ามีข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์บนโทรทัศน์

สื่อออนไลน์รายงานเรื่องนี้ แต่การรายงานข่าวนี้บนโทรทัศน์ เราน่าจะเป็นคนแรก เพราะเมื่อเกิดปรากฏการณ์ที่มีข้อเรียกร้องนี้ด้วย เราไม่พูดคำนี้ไม่ได้ และในสื่อโทรทัศน์เราจะรายงานยาวไม่ได้ เราต้องสรุปความ ดังนั้นในวันที่เราเริ่มต้นรายงานข่าวเรื่องนี้ เราต้องฟังเขา มานั่งฟัง มานั่งอ่านสิ่งที่เขาเรียกร้อง มานั่งดู ทำความเข้าใจว่าคำพูดต่างๆ ที่เขาพูดกันมีความหมายอย่างไร และเราต้องสรุปความอย่างไร ให้ได้ทั้งหน้าที่ของเราในการรายงานข้อเท็จจริง และในขณะเดียวกันเราก็ต้องระมัดระวังเรื่องข้อกฎหมาย เพราะเป็นสิ่งใหม่ 

อะไรที่ทำให้คุณมั่นใจว่ารายงานเรื่องนี้บนโทรทัศน์ได้

จริงๆ ตอนวันเวทีแฮร์รี่ พ็อตเตอร์ ยังไม่มั่นใจเลยค่ะ เพราะฟังแล้วก็ยังไม่รู้ว่าอะไรพูดได้ไม่ได้ ก็ต้องมานั่งฟังแล้วฟังอีก ทำความเข้าใจว่าสิ่งที่เขานำเสนอเป็นอย่างไร แล้วก็หารือกับนักกฎหมายบ้าง จนสุดท้ายได้คำตอบว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นข้อเสนอ ซึ่งเรารายงานได้

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

การรายงานเรื่องนี้บนโทรทัศน์มีทั้งแรงกดดันจากนายทุนและทั้งกลัวไปเอง บางที่เลยเซ็นเซอร์ตัวเองไปเลยดีกว่า ไม่อยากเดือดร้อนหรือมีปัญหา ก็คิดกันไปเองก่อน ซึ่งเรื่องนี้รายงานได้ แต่ตอนหลังมีการปรับเปลี่ยนกันมากขึ้น ก็ยังมีบ้างที่หลีกเลี่ยงคือไม่รายงานเรื่องนี้เสียดีกว่า

สำนักข่าวออนไลน์ The Reporters ปลดแอกคุณไหม

จริงๆ แล้วนี่คือเรา นี่คือฐปนีย์ที่เป็นมาโดยตลอด และจริงๆ แล้วฐปนีย์ในโทรทัศน์ก็ปลดแอกอะไรตั้งหลายอย่าง สำนักข่าวนี้อาจไม่ใช่การปลดแอก แต่เป็นการยืนยันตัวตนของฐปนีย์ ยืนยันว่าข่าวที่เราทำ เราสนใจ ไม่จำเป็นต้องเป็นข่าวที่ดราม่า มีเรตติ้ง แต่ข่าวด้านสิทธิมนุษยชน ข่าวประชาชน ข่าวคนตัวเล็กตัวน้อย ข่าวสิ่งแวดล้อม ข่าวความขัดแย้งในภาคใต้ เป็นข่าวที่มีคนสนใจไม่น้อยไปกว่าข่าวลุงพลหรือข่าวดราม่าอื่นๆ

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

เราอยากมาทำ The Reporters เพื่อที่อยากจะมีพื้นที่กับให้ปัญหาสังคมอื่นๆ ที่สื่อกระแสหลักไม่สนใจ ซึ่งที่ผ่านมาเรานำเสนอข่าวเหล่านี้ผ่านรายการ ข่าว 3 มิติ มาอยู่แล้วโดยตลอด แต่ด้วยโครงสร้างของโทรทัศน์ที่วันหนึ่งเรานำเสนอได้แค่เรื่องเดียวด้วยข้อจำกัดของเวลา แล้วบางเรื่องเราก็รายงานไม่ได้ เพราะติดเรื่องโครงสร้างทุน บางเรื่องก็ขัดกับนโยบายรัฐ เราเจอกับข้อจำกัดมาโดยตลอด ดังนั้นจริงๆ แล้วเราแค่เปลี่ยนเอาทุกอย่างมาอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ พื้นที่ที่เรารายงานข่าวได้มากขึ้น โดยใช้ฐานของการเป็นฐปนีย์ คือการรายงานข่าวเหตุการณ์ ถ้ามีเหตุการณ์อะไร น้ำท่วม ไฟไหม้ เกิดภัยพิบัติ เกิดอะไรที่รุนแรง เช่น ระเบิดในภาคใต้ ต้องเห็นฐปนีย์เป็นคนแรก

The Reporters เกิดขึ้นมาไม่ใช่เพราะแค่เพื่อรายงานข่าว แต่เราใช้ The Reporters ในการขับเคลื่อนสังคม ถ้าเรากำหนดประเด็นขึ้นมาเองแล้ว เราก็ตีแผ่ปัญหาเหล่านั้น 

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

ถ้าหากว่านักข่าวทุกคนทำข่าวด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ คุณจะเข้าใจบริบทปัญหาทุกเรื่อง และคุณจะสามารถรายงานด้วยใจที่เป็นกลาง ใจที่เป็นธรรม ใจที่มีความรับผิดชอบ และรู้สึกว่าอยากมีส่วนหนึ่งในการร่วมขับเคลื่อนเรื่องนั้นมากกว่า สื่อมีบทบาทสำคัญมากในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา

คุณก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters ขึ้นมาอย่างไร

เป็นเรื่องยากมาก เพราะเราเริ่มต้นทำ The Reporters ขึ้นมาโดยไม่มีเงินทุน หลายคนคิดว่าจะตั้งสำนักข่าวหนึ่งขึ้นมา ต้องมีออฟฟิศ มีเงินทุน ต้องเปิดรับสมัครพนักงาน แต่เราไม่มีเลย เราเริ่มต้นกับเพื่อนอีกสองคน เงินแรกเริ่มมาจากเงินส่วนตัวที่เราลงทุนกันเองในการทำเพจ ออกแบบโลโก้ ทำกราฟิก เราไปทำข่าว เราก็ต้องไปทำภาพเอง ถ่ายภาพเอง

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

เราหาเงินไปพร้อมๆ กับการหาโฆษณา ก็ใช้รูปแบบการทำธุรกิจนี่แหละค่ะ ไม่ได้ปฏิเสธทุนหรือธุรกิจเลย แต่มันมาจากการทำคอนเทนต์ของเราให้เป็นที่สนใจก่อน

คอนเทนต์ที่น่าสนใจของ The Reporters คืออะไร

มีคนบอกว่าข่าวการเมือง ข่าวสิทธิมนุษยชนหาโฆษณายาก แต่เรามองว่า เฮ้ย มันต้องมีสิ มันต้องมีธุรกิจที่เขาสนใจเรื่องพวกนี้ เพราะอย่าลืมว่าปัจจุบันเรื่อง Humanity (มนุษยธรรม) เป็นเทรนด์ของโลก ภาคธุรกิจต้องเคารพและสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชน ถ้าเราสามารถผลักดันให้ธุรกิจมาลงโฆษณากับเรา เป็นการบ่งบอกว่าเขาเคารพสิทธิมนุษยชน มันก็อาจเป็นผลบวกกับธุรกิจนั้นก็ได้ 

ทำไมเราต้องยินยอมให้คำว่าเรตติ้งแล้วไปทำข่าวอื่น ทำไมเราไม่สร้างข่าวเหล่านี้ให้มีเรตติ้ง เทรนด์สังคมหันมาสนใจเรื่องพวกนี้ ข่าวพวกนี้ก็มีเรตติ้งได้ ตอนนี้มันก็เป็น จริงไหม ขณะที่สื่ออื่นไม่ได้มองเห็นข่าวพวกนี้ สุดท้ายเขาก็ต้องกลับมาทำ เพราะคนกำลังพูดถึง เราเลยคิดว่าเราทำสำเร็จแล้ว

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

โมเดลอะไรของ The Reporters ที่ทำให้คนติดตามเยอะมากในช่วงการประท้วงครั้งล่าสุด

การรายงานสดจากที่เกิดเหตุโดยนักข่าว โมเดลของฐปนีย์นี่แหละที่ทำให้คนเขามาติดตามเรา เพราะคนเชื่อมั่นว่าเราอยู่ในสถานที่จริง The Reporters ไม่ใช่แค่รายงานแล้ววางกล้องไว้เฉยๆ แล้วก็ให้คนดูสด เรารายงานโดยเข้าไปพูดคุยกับผู้คน รายงานสิ่งที่อยู่ในม็อบว่ามีอะไรบ้าง มันหมายถึงอะไร หรือผู้คนที่มาเป็นใคร เขาคิดอย่างไร ทำให้คนติดตามรู้สึกว่าอยู่ในสถานที่ หรืออยู่ในม็อบไปกับเรา

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

ในยุคที่สื่ออื่นๆ แทบไม่ทำเฟซบุ๊กไลฟ์ เพราะเขามองว่าหากต้องการทำรายได้ต้องทำคลิป แต่เราว่าการทำเฟซบุ๊กไลฟ์คือการรายงานสด เหมือนเอาทีวีมาอยู่ในเฟซบุ๊กแค่นั้นเอง อย่างวันที่มีการสลายการชุมนุมที่แยกปทุมวัน (16 ตุลาคม พ.ศ. 2563) เรารายงานตั้งแต่หกโมงครึ่ง จนหมดความยาวสูงสุดของการทำเฟซบุ๊กไลฟ์คือสี่ชั่วโมง แล้วก็มาเริ่มต้นไลฟ์ใหม่จนถึงตีหนึ่ง ถึงคุณไม่ได้ไปม็อบ แต่คุณดูเราเหมือนอยู่ในม็อบได้ มันก็เลยเกิดความแตกต่าง

คุณเคยบอกว่าต้องขายขนมจีนเพื่อหาเงินทำข่าว ทุกวันนี้คุณต้องสวมหมวกอะไรบ้าง

มีหมวกสี่ใบ เช้าเป็นแม่ค้า เป็นมนุษย์แม่ส่งหลานไปโรงเรียน พอสายๆ มาดูสำนักข่าวของตัวเอง บ่ายๆ ก็ต้องไปเป็นผู้สื่อข่าวให้รายการ ข่าว 3 มิติ

จุดเริ่มต้นของการเปิดร้านขายขนมจีนเพื่อหาเงินไปทำข่าวก็มาจากตรงนี้ จริงๆ แล้วเราทำอยู่ในช่อง 3 หรือทำในรายการ ข่าว 3 มิติ เราก็มีรายได้ที่เพียงพอต่อการดูแลตัวเอง แต่เรามีครอบครัวเหมือนคนอื่นๆ มีน้องชาย มีหลาน เราเป็นหัวหน้าครอบครัว ค่าใช้จ่ายในครอบครัวก็เยอะ 

 อีกอย่างคือเราอยากมีอิสระในการทำข่าว ถ้าเรามีเงิน ซื้อตั๋วเครื่องบินไปทำข่าวที่ไหนก็ได้ที่เราอยากไป โดยไม่ต้องขอเงินใคร ไม่ต้องขออนุญาตใคร ดังนั้นเราก็คิดว่าเปิดร้านขนมจีนหาเงินสิ เราก็เลยตั้ง The Reporters ขึ้นมาพร้อมๆ กับร้านขนมจีน

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

มีเวลาให้ตัวเองบ้างไหม โดยเฉพาะเวลาที่เจอกับแรงเสียดทานจากสังคม

อย่างแรกเลยต้องเข้าใจก่อนว่าเมื่อมาอยู่ในจุดนี้ เรายืนอยู่ในที่สว่าง เราจะก้าวย่างทำอะไรก็เป็นที่จับจ้องทั้งหมด โดยเฉพาะในภาวะที่ผู้คนกำลังคิดแตกต่างกัน มีผู้คนที่ทั้งชอบเราและไม่ชอบเรา ทุกอย่างพร้อมจะถูกนำไปตีความ ยิ่งเมื่อ The Reporters โดดเด่นในแง่การรายงานข่าวการประท้วง หลายคนบอกว่าเราสนับสนุนผู้ชุมนุมอีก เราก็เลยอยู่ในรายชื่อที่จะถูกปิดบ้าง

ถามว่าเวลาเกิดเหตุแต่ละครั้ง เครียดมั้ย เครียด แต่ว่าเราไม่มีเวลามานั่งเครียดหรือคิดมาก ไม่มีเวลามานั่งท้อ เพราะเราต้องใช้เวลาไปกับการแก้ปัญหา ต้องรีบแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด ช้าแต่วินาทีเดียวไม่ได้ แล้วต้องแก้อย่างระมัดระวัง ทั้งใช้ศาสตร์และศิลป์ต่างๆ ส่วนวิธีการที่จะแก้ปัญหาเรื่องการถูกโจมตี หรือการถูกใส่ร้าย ท้ายที่สุดคือความจริง และความจริงใจของเรา ถ้าเรายืนยันว่าเราทำงานด้วยข้อเท็จจริงที่เรามี และความจริงใจต่อการที่ทำอะไรต่างๆ เราก็ชี้แจงได้ แล้วเราก็ไม่ได้หวั่นไหวกับการพูดอะไรออกไป ถ้ามันเป็นเรื่องจริง

ส่วนมีเวลาเป็นของตัวเองไหม ก็มีคือเวลานอน นอนน้อยบ้าง มากบ้าง แล้วแต่ บางทีไม่อยากคิดอะไรก็เปิดละคร เปิดหนังดูไปสักชั่วโมงสองชั่วโมงเพื่อไม่ต้องคิดเรื่องงาน เป็นการหยุดพักความคิดที่เกี่ยวกับเรื่องเครียดๆ ในสองชั่วโมงนั้น แล้วก็หลับไป ตื่นมาเราก็ค่อยมาจัดการปัญหาใหม่

ชีวิตคุณอยู่กับความเร็วและความรีบตลอดเลย มีวันไหนอยากอยู่ช้าๆ บ้างไหม

มีค่ะ ยิ่งตอนนี้มีร้านอาหาร เราจะจัดเวลาเสาร์อาทิตย์มาช่วยที่ร้าน เราชอบทำกับข้าว ชอบหั่นผัก จัดของ จัดอาหาร มันทำให้เรามีสมาธิ อย่างวันนี้มีชุดปิ่นโตสั่งไปวัด เราเป็นคนจัดชุดขนมจีน ชอบทำอะไรพวกนี้ การอยู่กับสิ่งเหล่านี้ทำให้เราได้ใช้ชีวิตอย่างช้าลง

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

ตั้งแต่ทำ The Reporters เรารู้จักรอ ทำให้เสร็จเป็นเรื่องๆ การทำ The Reporters ทำให้ระบบชีวิตเราดีขึ้น เพราะว่าเราต้องนั่งเขียนข่าว เรียบเรียง ทำรูป ทำกราฟิก ทำให้เราทำอะไรช้าลง ต้องนั่งทำตรงนี้ให้เสร็จไปชิ้นหนึ่ง แล้วถึงค่อยทำชิ้นที่สอง จากที่แต่ก่อนเรารีบร้อน ทำอันนี้ยังไม่เสร็จก็ต้องทำอย่างอื่นแล้ว แต่ The Reporters มันฝึกสมาธิเราได้เยอะมาก เขียนข่าวนี้จบแล้วได้อ่าน ได้ทำภาพ หัดคิดประเด็น คิดต่อยอดไปอีก

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสื่อ อะไรทำให้คุณยังเป็นนักข่าวที่คนติดตามได้มากว่า 20 ปี

ความเป็นฐปนีย์นี่แหละค่ะ ความมุ่งมั่นในการทำข่าวทำให้เรายืนหยัดอยู่ได้ ไม่ว่าจะบนแพลตฟอร์มไหน และมันทำให้เรามีความสุขทุกวัน เพราะข่าวของเรามันมีคุณค่าต่อผู้คน แล้วเราก็รู้สึกภาคภูมิใจที่จะทำ

นักข่าวก็คือคนคนหนึ่ง ถ้าเราทำงานด้วยความเป็นคน เป็นมนุษย์ เราจะทำทุกเรื่องด้วยหัวใจที่อยากขับเคลื่อน ทำงานของเราให้ออกมามีคุณค่า แม้ในทุกวันเราเจอกับเรื่องยาก แต่จะมีบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุขจังเลยที่ได้ทำเรื่องนี้ ซึ่งเรารู้สึกแบบนี้ทุกวัน

ราวหนึ่งชั่วโมงผ่านไป เสียงโทรศัพท์ของเธอดังขึ้น พร้อมกับที่เราได้ถามเธอเป็นคำถามสุดท้ายพอดิบพอดี ถึงเดดไลน์ของการสัมภาษณ์เธอแล้ว

ฐปนีย์ เอียดศรีไชย รับโทรศัพท์และรีบลุกออกไปรายงาน

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

Writer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

กลาง พ.ศ. 2564 ท่ามกลางกระแส T-POP ที่กำลังเป็นที่พูดถึง มีรายการหนึ่งถือกำเนิดขึ้น และกลายเป็นเวทีสำคัญที่เหล่าศิลปินทั้งหน้าใหม่และเก่าอยากมาเยือน 

ตัดภาพไปที่คนฟังเพลง ฝ่ายนั้นก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน ในที่สุดประเทศไทยยุคนี้ก็มีรายการให้ศิลปินปล่อยของกับเขาสักที!

แต่ความพิเศษไม่ได้หยุดอยู่แค่ตรงนั้น

รู้หรือไม่ว่า จริง ๆ แล้วทีมงานไม่ได้ตั้งใจทำแค่รายการโชว์ร้องเพลง ไม่ได้ตั้งใจเสิร์ฟแค่ความบันเทิงในคืนวันเสาร์ให้คนที่นั่งเฝ้าทีวี แต่พวกเขาคิดไปถึงการ ‘เขย่า’ วงการเพลงบ้านเราที่กำลังเริ่มออกตัว ให้ไปได้ไกลแสนไกลกว่าเดิม ด้วยบริษัทที่ตั้งใจเปิดแยกออกมาจาก เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ อย่าง ทีป๊อป อินคอร์ปอเรชั่น ด้วย

บริษัทนี้จะสร้างคอมมูนิตี้ให้เหล่าศิลปินและผู้สนับสนุนได้อยู่ร่วมกัน โดยมีความหวังอย่างยิ่งว่า จะช่วยรัน Ecosystem ของอุตสาหกรรมเพลงให้สมบูรณ์ แข็งแรง พร้อมส่งออกสู่นอกประเทศในภายภาคหน้า

พวกเขามีแนวคิดในการออกแบบรายการอย่างไร ตั้งใจผลักดันชุมชนไปในทางไหน และมีมุมมองต่อการสนับสนุนศิลปินไทยอย่างไรบ้าง กร-ชลากรณ์ ปัญญาโฉม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานดิจิทัล บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน), กรรมการบริษัท ทีป๊อป อินคอร์ปอเรชั่น จำกัด และค่ายเพลง XOXO Entertainment รวมถึง เอก้า-ดร.สหพร ยี่ตันสี Group Head ฝ่ายผลิต บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) อยู่ตรงนี้กับเรา พร้อมเล่าทั้งหมดอย่างไม่มีกั๊ก

T-POP Stage Show รายการดนตรีไทยป๊อป ที่มีภารกิจสร้างคอมมูนิตี้เขย่าวงการเพลงไทย

ระบบนิเวศของเสียงเพลง

เอก้าเป็นโปรดิวเซอร์ที่ทำรายการหลากหลาย แต่อย่างหนึ่งที่โดดเด่นของเธอก็คือ Music Content ด้วยความที่เป็นนักเต้น ชอบดูการเต้น จึงมีศิลปินเต้นเป็นความชื่นชอบส่วนตัว ซึ่ง The Mask Singer, X Factor, Wall Song หรือ T-POP Stage Show ล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือของโปรดิวเซอร์ผู้รักเสียงเพลงคนนี้

สำหรับกร พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ เขาเป็นผู้บริหารของเวิร์คพอยท์ที่ตอนนี้มาดูแลเรื่อง T-POP ด้วย

T-POP Stage Show เริ่มจากก่อนโควิด เราไปต่างประเทศค่อนข้างถี่ ไปสัมมนาของ Google ของ Facebook แพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ที่มีคนเก่ง ๆ ทั้งโลกมารวมกัน” กรเริ่มเล่าที่มาที่ไป “ทุกครั้งที่ไปก็จะมีคนมาทัก The Mask Singer สนุกดี The Rapper สนุกดี คนที่นู่นเขาก็ดูเราผ่านออนไลน์นี่แหละ เลยรู้สึกว่าถ้าคอนเทนต์ไทยไปต่างประเทศ ดนตรีอาจจะจำง่ายสุด แล้วเราก็คิดว่าถ้าทำคอมมูนิตี้ขึ้นมาก็จะง่ายขึ้นอีก”

เวิร์คพอยท์ได้เปิดบริษัท ทีป๊อป อินคอร์ปอเรชั่น ขึ้นมาเพื่อเป็นคอมมูนิตี้ ซึ่งชุมชนนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง เราจะค่อย ๆ ล้วงลึกไปทีละอย่าง

T-POP Stage Show รายการดนตรีไทยป๊อป ที่มีภารกิจสร้างคอมมูนิตี้เขย่าวงการเพลงไทย

“ง่ายที่สุดเลยคือรายการทีวี ก็เลยทำ T-POP Stage Show ขึ้นมา ให้เอก้ามาช่วยทำ เนื่องจากเดี๋ยวนี้มันไม่มีรายการเพลงแล้ว” กรบอกว่าเมื่อก่อนยังเคยมีบ้าง ถ้ายุค โลกดนตรี หรือ 7 สีคอนเสิร์ต ก็จะเป็นเวทีให้วงมาเล่นทุกเสาร์-อาทิตย์ ส่วนยุค MTV, Channel V คือมีวีเจมาพูดแล้วก็โยนเข้าเพลง สุดท้ายรายการหายไปเพราะศิลปินมีช่องทางโปรโมตเป็นของตัวเอง แต่หากเป็นอย่างนั้น ศิลปินจะได้แค่พื้นที่ของตัวเอง ไม่ไปสู่คนอื่น พวกเขาจึงคิดว่าควรทำสเตจกลางไว้

นอกจากรายการ หลายคนอาจเห็นว่าพวกเขาทำค่ายเพลงเล็ก ๆ ชื่อ XOXO Entertainment ขึ้นมาด้วย

“จะได้รู้ว่าค่ายเขาเจอปัญหาอะไรกัน” กรบอกเหตุผล จริง ๆ แล้วค่ายเพลงมาก่อนรายการเล็กน้อย แต่อยู่ในแผนเดียวกัน “ตอนไปต่างประเทศ เราถามประเทศอื่นว่า Ecosystem ของอุตสาหกรรมเพลงเป็นยังไง เขาก็บอกว่า เกิร์ลกรุ๊ปยากที่สุด เพราะมีเรื่องอื่นนอกจากเรื่องเพลง เสื้อผ้า หน้า ผม การซ้อม สารพัดสิ่ง ก็เลยคิดว่า เอ้า! งั้นลองของที่ยากที่สุดไว้เลย”

T-POP Stage Show รายการดนตรีไทยป๊อป ที่มีภารกิจสร้างคอมมูนิตี้เขย่าวงการเพลงไทย

ที่กรหมายถึง คือวง 4EVE (ที่มี 7 คน) ศิลปินเบอร์แรกของค่ายที่มาจากรายการ 4EVE Girl Group Star กลางปี 2020 ตอนนี้ 4EVE ก็เป็นชื่อแรก ๆ ที่คนนึกออก เมื่อพูดถึงเกิร์ลกรุ๊ปเลือดใหม่ที่มีคุณภาพ

“แล้วเราก็มีแอปพลิเคชันเอาไว้สื่อสาร ให้คนเห็นว่าแต่ละอาทิตย์มีศิลปินคนไหนปล่อยเพลงใหม่บ้าง ช่วงนี้ศิลปินลงอะไรในโซเชียลมีเดีย เอาไว้แสดงยอดสตรีมมิ่งทาง Spotify ยอดสตรีมมิ่งทาง YouTube แล้วก็เอาไว้ให้คนโหวต”

การโหวตนำไปสู่การจัดอันดับในรายการ แรก ๆ มีเพียงโหวตฟรี แต่เมื่อแฟน ๆ เรียกร้องอยากควักกระเป๋า การโหวตแบบเสียเงินจึงเกิดขึ้น แต่ก็มีการกำหนดจำนวนเงินในแต่ละวันเอาไว้ ไม่ให้แฟนคลับใช้เงินเยอะเกินความพอดี

“เวลามีคนจัดรางวัลโหวต คนจัดเขามักจะเอาศิลปินที่มีแฟนเยอะ ๆ ไป เพื่อให้แฟนตามไปโหวตเสียสตางค์ให้ แต่ตัวศิลปินไม่ได้อะไร พอเราทำเลยคิดว่าถ้าจะมีโหวต เราจะแชร์กลับไปที่ค่ายเพลง ศิลปินจะได้มีรายได้จากสิ่งนี้ด้วย เผลอ ๆ บางคนรายได้ค่าโหวตเขาดีกว่ารายได้สตรีมมิ่งอีกนะ” มากไปกว่านั้น พวกเขายังมีงาน Award ประจำปี (จัดต้นปี) และ Festival (จัดปลายปี) ขึ้นมา นอกเหนือไปจาก Stage ในแต่ละอาทิตย์ เพื่อให้ Ecosyetem แข็งแรงขึ้นไปอีกด้วย

T-POP Stage Show รายการดนตรีไทยป๊อป ที่มีภารกิจสร้างคอมมูนิตี้เขย่าวงการเพลงไทย
T-POP Stage Show รายการดนตรีไทยป๊อป ที่มีภารกิจสร้างคอมมูนิตี้เขย่าวงการเพลงไทย

T-POP เป็นคำกลาง ๆ แปลว่าเพลงป๊อบไทย ทำไมต้องเป็นเวิร์คพอยท์ที่เป็นคนหยิบมาทำ – เราถาม

“คงคล้าย ๆ กับตอนทำ The Rapper มั้ง Rapper, Hiphop เขามีกันมานานแล้ว แค่ไม่มีคนช่วยระเบิดให้เขา T-POP ก็คล้ายกัน ต้องมีใครสักคนมาตะโกนให้ทุกคนฟัง ซึ่งเวิร์คพอยท์อาจจะเสียงดังหน่อย ก็เลยเป็นเราที่ช่วยตะโกน”

ถ้าในอนาคตคนอื่นทำรายการ T-POP บ้างล่ะ?

“ตอนทำ The Rapper ก็มีรายการอื่นนะ พร้อมกันเลยด้วย แต่ก็คุยกันว่า เออ! มีก็มาพร้อม ๆ กันเลย เพราะจุดประสงค์เราคือการเขย่าอุตสาหกรรมเพลง”

โชว์ลีลาอลังการ

กว่าจะมาเป็นรายการเพลงเพลิน ๆ แบบที่เราเห็นตอนนี้ โจทย์แรกที่กรและเหล่าผู้ใหญ่ให้มา คืออยากทำรายการสเตจโชว์สำหรับศิลปิน โปรดิวเซอร์มือทองอย่างเอก้าจึงลองดีไซน์ในหัวออกมาหลายตัวเลือก ไม่ว่าจะเป็น 1 สัปดาห์ ศิลปิน 1 คน เหมือนคอนเสิร์ตสมัยก่อน หรือแบบเกาหลีที่มีศิลปินหลากหลายใน 1 สัปดาห์ 

แต่ด้วยข้อจำกัดว่ารายการทีวีไทยไม่ได้มีความยาว 3 ชั่วโมงแบบเกาหลี จึงออกมาเป็นการแบ่งเป็น 3 ช่วง T-POP ในตำนาน, T-POP ที่มีชื่อเสียง, T-POP หน้าใหม่ และมี Special Stage ในบางครั้ง เพื่อนำศิลปินที่ไม่เคยร้องเพลงด้วยกันมาร่วมสร้างผลงานมาสเตอร์พีซ แต่เมื่อทำซ้ำไปเรื่อย ๆ แพตเทิร์นอย่างนั้นก็เริ่มจะน่าเบื่อ ทุกวันนี้รูปแบบรายการก็ยืดหยุ่นกว่าเดิมมากแล้ว

T-POP Stage Show รายการดนตรีไทยป๊อป ที่มีภารกิจสร้างคอมมูนิตี้เขย่าวงการเพลงไทย

กรบอกว่าสิ่งที่น่าประทับใจที่สุดสำหรับคนเบื้องหลังอย่างเขา คือศิลปินรุ่นใหม่เกือบทุกคนที่ปล่อยเพลงใหม่ อยากมาปล่อยของในรายการนี้กันมาก

ไม่ใช่แค่เหล่าศิลปินที่อยากมา สำหรับเราที่เป็นฝ่ายแฟนคลับและผู้ติดตามก็รู้สึกว่า T-POP Stage Show เป็นเวทีสำคัญเช่นกัน เมื่อก่อนที่รายการยังไม่เกิดขึ้น แฟนคลับต้องรอศิลปินไปโชว์บนเวทีแคบ ๆ ของรายการข่าวเช้าบ้าง รายการพูดคุยสัพเพเหระบ้าง รอชมศิลปินไปเล่นเกมโชว์ในรายการวาไรตี้บ้าง

“เรามีเกมโชว์เยอะ เห็นได้ชัดเลยว่าศิลปินบางคนเขาเคอะเขินกับการเล่นเกม แต่อันนี้เป็นการร้องเพลง เขาเลยสนุก ก็เลยอยากมากัน เขาอยากแสดงให้สิ่งที่เขาถนัด” กรเล่า

“สำหรับศิลปินบางคน เขาบอกว่านี่คือที่ที่ทำให้คนเห็น เพราะว่ามันคือทีวี บางคนเขามีกลุ่มของเขา เขาทำในยูทูบของตัวเองก็ได้ ไปงานคอนเสิร์ตของตัวเองก็ได้ แต่นี่เป็นอีกที่หนึ่งที่ทำให้คนดูทีวีเห็น” เอก้าเสริม ทั้งคู่บอกว่าอินเทอร์เน็ตเป็นที่ของวัยรุ่น หากได้มาออกทีวี ฐานแฟนก็จะมีโอกาสขยายเพิ่มขึ้นอีก

“สิ่งหลัก ๆ ที่เราอยากสื่อสารกับคนดู คืออยากบอกว่ามีเพลงแบบนี้อยู่ นึกถึง T-POP ไม่ใช่ว่าต้องนึกถึงพี่เบิร์ดตลอดเวลา จริง ๆ แล้วยังมีศิลปินคนอื่น ๆ ที่พอเราเปิดเพลงในรถแล้วพ่อแม่หรือคนทั่วไปยังไม่รู้ เราอยากจะสื่อสารว่าจริง ๆ แล้วเขาเก่ง” เขาอยากให้คนดูรายการแล้ว ‘อ๋อ’ ขึ้นมาว่า คนร้องเพลงนี้เขาหน้าตาแบบนี้นี่เอง!

T-POP Stage Show รายการดนตรีไทยป๊อป ที่มีภารกิจสร้างคอมมูนิตี้เขย่าวงการเพลงไทย
T-POP Stage Show รายการดนตรีไทยป๊อป ที่มีภารกิจสร้างคอมมูนิตี้เขย่าวงการเพลงไทย

ยุคแรกเริ่ม เอก้าเสพเพลงไทย ร้องเต้นเอนจอยเพลงของศิลปินอย่าง แคทลียา อิงลิช, ญาญ่าญิ๋ง หรือ แร็พเตอร์ มาก่อน เมื่อถึงยุคหนึ่งที่คนไทยหันมาเล่นกีตาร์ ทำวงดนตรี แล้วศิลปินแดนซ์ ๆ แบบเดิมหายไป เธอก็หันไปฟังเพลงเกาหลีตามสมัยนิยม พอวันหนึ่งเพลงไทยแนว ‘คล้าย ๆ’ อย่างนั้นคืนชีพ จึงเรียกความสนใจเธอกลับไปได้อีกครั้ง

“เราสบายใจที่ฟังแล้วเข้าใจความหมาย แต่ก่อนฟังเพลงเกาหลีเราก็ได้แค่ซึมซับจังหวะ ต้องฟังประมาณ 345 รอบถึงจะร้องได้ใกล้เคียง” เธอหัวเราะร่า “เราเลยคิดว่าเพลงไทยก็มีเสน่ห์ของตัวเองนะ ศิลปินไทยเองก็เก่งด้วย พอรู้ประวัติแล้วอยากบอกทั้งโลกเลยว่า นี่คือคนไทย ดูวิธีการเขียนเพลงของเขาสิ”

จริง ๆ แล้วกระแสเพลงไทยคลื่นใหม่กับรายการ T-POP Stage Show เริ่มขึ้นพร้อม ๆ กัน โปรดิวเซอร์เอก้าเล่าให้เราฟังว่า เมื่อ 9 ปีที่แล้วที่พวกเขาทำวง Gaia จะทำอะไรก็ดูเหมือนจมหายไปเสียหมด แต่พอยุค BNK48 มาถึง กลายเป็นว่าคนไทยเริ่มกลับมาฟังเพลงไทยอย่างไม่น่าเชื่อ และเพลงแบบวงไอดอลก็กลับมาเป็นเทรนด์

เจาะลึกเบื้องหลังการวางแผนผลักดัน T-POP รันระบบนิเวศวงการเพลงของทีมเวิร์คพอยท์ กรณ์ ชลากรณ์ และ เอก้า สหพร

“แต่ตอนนี้ทั้งวงการเพลงมันคึกคักขึ้น ไม่ได้เจาะจง Genre ไปขนาดนั้นนะ” ผู้บริหารอย่างกรเห็นต่าง “สังเกตดี ๆ รายการนี้อินดี้ก็มา แรปเปอร์ก็มา บอยแบนด์ เกิร์ลกรุ๊ปก็มา ป๊อปสีลูกกวาด ก็มา R&B ก็มา”

แล้วตกลง T-POP คืออะไรกัน?

“สำหรับเด็ก ๆ เขาคาดหวังให้ T-POP เป็นแบบ K-Pop เนื่องจากเด็ก ๆ วันนี้เขาอาจจะโตมากับ K-Pop ส่วนอีกยุคหนึ่งที่โตมากับ BNK48 ก็อาจจะบอกว่า เฮ้ย ไม่ใช่นะ ต้องรวมไอดอลไปด้วย พวกฝั่ง Pop Rock ก็จะเฮ้ย แล้วพวกฉันอยู่ไหนวะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทั้งหมดคือ T-POP หรือ Thai Pop นี่แหละ

“อย่าเพิ่งไปแยกว่ามันเป็นแนวอะไร เราต้องรวมกันแล้วหาสักชื่อมาเรียก คนนอกประเทศจะได้หันมา พอไม่มีชื่อเรียกมันจะไปแค่เป็นส่วน ๆ” เขาหมายถึงศิลปินหลายคนที่เคย ‘โกอินเตอร์’ ไม่ว่าจะเป็น T-BONE ที่เคยไป Glastonbury เป็น Thaitanium ที่เคยไป World Tour เป็น ทาทา ยัง, คริสติน่า อากีล่า ที่เคยได้รางวัล MTV หรือศิลปินยุคใหม่อย่าง Phum Viphurit หรือ MILLI ที่มีกระแสพูดถึงในต่างประเทศ 

“มันจะไม่เกิดอะไรขึ้นกับวงการ ถ้าไม่มีคอมมูนิตี้เป็นก้อน มันจะสำเร็จเป็นชิ้น ๆ แล้วหายจากกัน”

เสียดายจริง ๆ ถ้าจะเป็นแบบนั้นตลอดไป

เจาะลึกเบื้องหลังการวางแผนผลักดัน T-POP รันระบบนิเวศวงการเพลงของทีมเวิร์คพอยท์ กรณ์ ชลากรณ์ และ เอก้า สหพร

ถึงเวลาตีให้ฟู

T-POP Festival ที่กำลังจะเกิดขึ้น (ที่จริงก็เกิดขึ้นวันแรก วันที่ลงบทความนี่แหละ) ทีมงานตั้งใจรวมรวมศิลปิน T-POP ทั้งหมดเท่าที่จะจัดการไหว มาทำโชว์แบบ Full Scale ด้วยกันในงาน โดยแบ่งเป็นหลาย ๆ เวทีให้เลือกเสพตามใจชอบ ซึ่งนอกจากส่วนของโชว์ ยังมีพื้นที่จัดบูทศิลปิน มีการออกร้านขายของ มีมาสคอตให้ถ่ายรูปกันสนุกสนานในบรรยากาศเทศกาลด้วย เฟสติวัลเป็นอย่างสุดท้ายที่พวกเขาเติมขึ้นมาเพื่อให้ระบบนิเวศของเสียงเพลงนี้แข็งแรง กรเชื่อว่าหากข้างในประเทศแข็งแรงแล้ว การจะไปข้างนอกก็คงไม่ใช่เรื่องยาก

“ตอนนี้ T-POP กลายเป็นคำฮิตไปแล้วนะ ใคร ๆ ก็พูดถึง แต่ก่อนยังไม่ติดหู สตรีมมิ่งต่าง ๆ ก็เลยมีแต่เพลย์ลิสต์ K-Pop, J-Pop ส่วนศิลปินไทยก็ใช้ชื่อรวม ๆ อย่างฮิตติดกระแส แต่หลัง ๆ นี่แทบทุก สตรีมมิ่งมีเพลย์ลิสต์ T-POP แปลว่าคำมันเริ่มได้แล้ว

“เหลือแค่เราต้องตีให้ฟูไปอีก” เขามุ่งมั่น 

เจาะลึกเบื้องหลังการวางแผนผลักดัน T-POP รันระบบนิเวศวงการเพลงของทีมเวิร์คพอยท์ กรณ์ ชลากรณ์ และ เอก้า สหพร

“คำฮิตแล้ว แต่การซัพพอร์ตยังไม่เยอะ ยุคนั้นเพลงไทยแข็งแรงเพราะขายเทปเป็นร้านตลับ พอมายุคนี้ที่สนับสนุนกันทางสตรีมมิ่ง มันยังไม่พอกับ Ecosystem ศิลปินจะทำเพลงร้อยล้านวิวได้สักกี่เพลงในรอบปี เราต้องสนับสนุนสินค้าเขาด้วย เพื่อให้รายได้ถึงศิลปิน”

กรเล่าว่าศิลปินยุคนี้มักจะอยู่ได้ด้วยการทัวร์ผับ ซึ่งการจะเข้าไปอยู่ในผับไทยได้ ประเภทของเพลงมักถูกจำกัด หากไม่นั่งชิลล์ ก็ต้องเป็นเพลงร็อกหน่อยหรือโจ๊ะหน่อย แล้วพอรายได้อยู่ที่การร้องเพลงกลางคืน อายุศิลปินก็จะสั้น เนื่องจากต้องวิ่งกันหลายสิบงาน กว่าจะเพียงพอในการหล่อเลี้ยงค่ายเพลงให้อยู่รอด ฉะนั้น การขายสินค้า ขาย Physical Album ให้ได้ จึงเป็นสิ่งสำคัญ

“เราถึงต้องทำคอมมูนิตี้ พอมีเฟสติวัลก็ขายง่ายขึ้น เขาอาจจะซื้อด้วยบรรยากาศ” ในช่วงเวลานี้ที่วงการเพลงไทยกำลังรีบูต เบื้องหลังอย่างพวกเขากำลังคิดกันหัวแตก ว่าจะมีทางไหนบ้างที่ทำให้ผู้คนหันมาสนใจ คลั่งไคล้ และจ่ายเงินให้ได้อย่างที่ทำกับศิลปินต่างประเทศ “ตอนนี้เขายังไม่รู้สึกอินกับ Ecosystem ความรู้สึกมันต้องสร้างกันเยอะ”

เราคิดตามสิ่งที่เขาพูด พลางนึกไปถึงอุตสาหกรรมไอดอลของเกาหลีหรือญี่ปุ่นที่มีการ ‘ขายอัลบั้ม’ กันอย่างจริงจัง และแฟนคลับก็พากันซื้อคนละเป็นตั้งเพื่อผลลัพธ์บางอย่าง เป็นต้นว่ายอดขาย บัตรเข้าร่วมกิจกรรม หรือของสะสมบางอย่างที่มากับอัลบั้ม ความอินนั้นจะพาให้ศิลปินอยู่รอดได้ก็จริง แต่เมื่อคิดให้รอบด้าน สิ่งเหล่านี้ก็ออกจะขัดแย้งกับประเด็นแห่งยุคสมัยอย่างเรื่องสิ่งแวดล้อมไม่น้อย นั่นอาจเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่อุตสาหกรรมเพลงไทยควรคำนึง

“สุดท้าย เรื่องนี้สำคัญ” กรกล่าว “ในการอยากสนับสนุนน่ะ บางครั้งความคาดหวังมันไปเร็วเกินไปหน่อย บางทีเพลงนี้ขออีกหน่อย บางทีทำไมค่ายนี้เขาไม่ซัพพอร์ตศิลปิน ทำไมถ่ายวิดีโอไม่สวยเลย เขากำลังค่อย ๆ ไปนะ ใจเย็นกันนิดหนึ่ง

“ความยากของเราคือรัฐยังไม่ได้กระโดดมาอย่างเต็มตัวเหมือนอย่างญี่ปุ่น เกาหลี แต่ถ้าพูดแบบพยายามทำความเข้าใจ การจัดสรรงบประมาณมาตรงนี้อาจจะยากสำหรับรัฐ เพราะว่าเรื่องอื่นยังลำบากอยู่ เขาอาจจะกลัว พอจะสนับสนุน เขาก็จะไปในวิถีของเขา ซึ่งอาจจะไม่ได้เข้าใจในบริบทว่ามันเป็นอีกเจเนอเรชันหนึ่งแล้ว

เจาะลึกเบื้องหลังการวางแผนผลักดัน T-POP รันระบบนิเวศวงการเพลงของทีมเวิร์คพอยท์ กรณ์ ชลากรณ์ และ เอก้า สหพร

“อยู่ดี ๆ จะรอให้ทุกคนกลายเป็น MILLI ถึงไปอ้างสิทธิ์ในความเป็นเชื้อชาติ มันไม่ได้นะ ทำไมเราไม่เริ่มที่ผลักดันไปพร้อมเขา” เอก้าเสริม

เราเฝ้ารออย่างมีความหวังว่าสักวันหนึ่งวงการเพลงไทยจะเฟื่องฟู คนฟังก็สนุกสนานกับแนวเพลงที่หลากหลาย ศิลปินก็ได้ทำอาชีพที่ชอบด้วยรายได้ที่เหมาะสม และได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเพียงพอ

“อยากให้ช่วยกันหันมาดูศิลปินไทย เพลงไทยกันเยอะ ๆ นะ ชอบก็ฟังไม่ชอบก็ข้าม เชื่อว่าหาไปเรื่อย ๆ จะเจอสักวงที่ชอบ” กร ผู้บริหารนักผลักดัน T-POP พูดส่งท้าย

เจาะลึกเบื้องหลังการวางแผนผลักดัน T-POP รันระบบนิเวศวงการเพลงของทีมเวิร์คพอยท์ กรณ์ ชลากรณ์ และ เอก้า สหพร

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load