“พี่มีเวลาชั่วโมงเดียวนะ”

ฐปนีย์ เอียดศรีไชย บอกทางโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ พร้อมกับบอกให้เราไปเจอเธอที่ร้านอาหารของเธอ ธุรกิจส่วนตัวที่กินเวลาของเธอในสัดส่วนที่เท่าๆ กับการเป็นนักข่าว

ในแต่ละวันเธอเป็นนักข่าวภาคสนามรายการโทรทัศน์ ผู้ก่อตั้งสำนักข่าวออนไลน์ The Reporters เจ้าของร้านอาหารใต้ และหัวหน้าครอบครัวของหลานๆ ตารางชีวิตของเธอในแต่ละวันถูกกำหนดเดดไลน์เป๊ะๆ ไม่ต่างจากเดดไลน์ของข่าว ธรรมชาติของการเป็นนักข่าวที่ต้องเร็ว ทันเวลา ถูกนำมาใช้กับชีวิตส่วนตัวที่มีภาระและความรับผิดชอบมากมาย

‘ชั่วโมงเดียว’ ของเรากับเธอจึงต้องกระชับ ได้ใจความ เนื้อๆ เน้นๆ ในสิ่งที่อยากจะรู้

เพราะในวันเสาร์อย่างนี้ เธอกำลังเตรียมตัวไปรายงานข่าวที่ท้องสนามหลวงในวันพ่อแห่งชาติ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ เป็นองค์ประธานจุดเทียนมหามงคลเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

สำนักข่าวออนไลน์ The Reporters ก่อตั้งขึ้นมากว่า 1 ปี และได้รับการติดตามมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับที่กำลังเกิดปรากฏการณ์ทางการเมืองครั้งสำคัญของไทย ปัจจุบัน The Reporters มีผู้ติดตามกว่า 1 ล้าน 2 แสนคน เป็นจำนวนที่มากพอๆ กับสำนักข่าวใหญ่ๆ ที่คนรู้จักมาเป็นเวลานาน

โมเดลฐปนีย์ต้องอยู่ในทุกเหตุการณ์สำคัญ ยังถูกใช้กับปรากฏการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ 

ทุกการเคลื่อนไหวของแต่ละฝักฝ่าย ทุกแพลตฟอร์ม ทีวี ออนไลน์

ฐปนีย์ เอียดศรีไชย รายงาน

วันนี้เป็นอีกวันที่สำคัญ คุณต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง

วันนี้เป็นวันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันพ่อ เดี๋ยวนี้ข่าวการเมืองมันก็หมายรวมถึงกลุ่มประชาชนที่เรียกตัวเองว่าเป็นกลุ่มรักสถาบัน กับกลุ่มราษฎร ที่มีข้อเรียกร้องต้องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้นในการทำข่าว เราต้องเข้าใจธรรมชาติของการเมือง สถานการณ์ ปรากฏการณ์ ความแตกต่างทางความคิด และวาทกรรมทางการเมืองที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัย

นี่คืออีกยุคสมัยที่สถานการณ์การเมืองไทยเปลี่ยนแปลง มีชุดวาทกรรมใหม่ไม่เหมือนกับยุคสมัยก่อน เราอาจเคยได้ยินว่ามีคนเสื้อแดง คนเสื้อเหลือง คนรักทักษิณ คนไม่รักทักษิณ อาจเปลี่ยนมาเป็นกลุ่มคนที่ไม่เอารัฐประหาร เพราะรักประชาธิปไตย แต่ปัจจุบันเป็นกลุ่มปกป้องสถาบันและกลุ่มราษฎรที่ต้องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ 

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

เราต้องรายงานทุกๆ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างครบถ้วน เราต้องรายงานทุกความคิดทางการเมือง ทุกความคิดเห็นที่เกิดขึ้นของแต่ละกลุ่มการเมือง นักข่าวมักถูกถามหาความเป็นกลางมาโดยตลอด ก็เป็นคำเรียกร้องที่ถูกต้อง คนเขาอยากเห็นนักข่าวรายงานในสิ่งที่เป็น อยากเห็นนักข่าวรายงานเรื่องราวความคิดของตน คนเรียกร้องความเป็นกลางหมายถึงเรียกร้องให้รายงานความคิดของกลุ่มตัวเอง

ในสถานการณ์ที่มีความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น ความเป็นกลางมีอยู่จริงไหม

ความเป็นกลางมีอยู่จริง เรายังต้องมองแบบนั้น เพราะยิ่งเราทำงานในความขัดแย้ง ความเป็นกลางคือเราต้องรายงานคู่ขัดแย้งให้ครบถ้วน บางครั้งในหนึ่งข่าว โดยเฉพาะข่าวที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม คู่ขัดแย้งมันไม่ได้มีแค่สองฝ่าย มันอาจจะมีสามฝ่าย สี่ฝ่าย ความเป็นกลางก็คือต้องทำข่าวของทุกฝ่ายนั่นเอง 

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

จริงๆ แล้วเรามองว่าความเป็นกลางไม่ใช่ทำให้เท่ากัน แต่ว่าต้องทำให้ครบถ้วน นำเสนอสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างครบถ้วน แล้วก็มากกว่านั้นคือต้องรายงานอย่างมีทิศทางและมีเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย

ทิศทางและเป้าหมายของการรายงานข่าวปรากฏการณ์ทางการเมืองครั้งนี้คืออะไร

ตั้งแต่ตอนที่เริ่มมีสถานการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ เราวางเป้าหมายทางการเมืองไว้ชัดว่า The Reporters ต้องเป็น Peace Media หรือสื่อเพื่อสันติภาพ

ดังนั้นพื้นที่สื่อของเราต้องรายงานอย่างไรให้ส่งเสริมการใช้กระบวนการสันติวิธี เพราะเป็นวิธีการอย่างหนึ่งในกระบวนการสันติภาพ ส่งเสริมการชุมนุมที่สงบโดยปราศจากอาวุธหรือสันติวิธีอย่างที่ผู้ชุมนุมประกาศ เราก็ต้องนำเสนอด้วยว่า การชุมนุมอย่างสันติปราศจากอาวุธเป็นอย่างไร หรือว่าถ้ามีการใช้อาวุธหรือความรุนแรง เราก็ต้องรายงานในลักษณะที่ไม่ยุยงส่งเสริมให้เกิดความรุนแรงหรือความขัดแย้ง 

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

เริ่มจากการใช้ภาษาข่าว สำคัญมาก ข่าวของเราทุกแบบ ไม่ว่าจะเป็นข่าวเขียนหรือรายงานข่าว จะต้องใช้ภาษาที่เป็นภาษาข่าว ไม่ใช่ภาษาที่เป็นความรู้สึกหรือความคิดเห็น นี่คือจุดเริ่มต้นสำคัญในเรื่องของการใช้ภาษา ไม่ใช้ถ้อยคำที่ยุยงปลุกปั่น บิดเบือน หรือสร้างความเข้าใจผิด

เราต้องมีพื้นที่ข่าวให้คู่ขัดแย้งทุกกลุ่ม ทุกหุ้นส่วนของความขัดแย้งต้องได้มีพื้นที่ในข่าวอย่างครบถ้วน ให้ทุกคนมาอยู่ในกล่องนี้ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลทุกด้าน และทุกคู่ขัดแย้งก็ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกัน เมื่อเขามีโอกาสได้รับรู้ เขาก็จะเกิดกระบวนการของการคิดและทำความเข้าใจ เกิดการถกเถียง ไม่เห็นด้วยกันได้ แต่ว่าเขาจะมีข้อมูลทุกๆ ด้านมาเพื่อประกอบในการคิดและตัดสินใจ หรือสรุปความเห็นของตัวเอง ไม่ว่าจะคิดไม่ตรงกันหรือเห็นไม่ตรงกัน 

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

นอกจากนี้ เราต้องมีคนที่พูดเรื่องสันติวิธี หรือกระบวนการสร้างสันติภาพอยู่ในสัดส่วนของข่าวของเราด้วย ถ้าเรามีพื้นที่สำหรับเรื่องนี้ แล้วเรามีเป้าหมายชัดเจนข่าวของเราจะมีทิศทางว่าเราจะทำเรื่องอะไร หรือเราจะเสนออะไร

เราไม่อยากให้เกิดสงครามกลางเมืองหรือเกิดรัฐประหาร แม้ว่าจะแตกต่างกัน แต่เราอย่าไปถึงจุดที่เหมือนกับซีเรีย ต้องฆ่ากันเอง หรือเกิดปัญหาที่เป็นความขัดแย้งทางการเมืองแบบเมียนมา ซึ่งใช้เวลาเจ็ดสิบปีแล้ว ก็ยังไม่สามารถที่จะสร้างกระบวนการสันติภาพได้เลย 

แล้วถ้าความรุนแรงมาจากรัฐ หรือเกิดรัฐประหารที่คุณบอกไม่อยากให้เกิด หน้าที่ของสื่อคืออะไร

รายงานในสิ่งที่เกิดขึ้นในทุกๆ เรื่องอย่างชัดเจนและถูกต้อง การกระทำใดๆ ที่เกิดขึ้นโดยรัฐก็ต้องกล้าที่จะบอกว่านั่นคือการกระทำโดยรัฐ หากรัฐใช้วิธีการต่างๆ ที่ไม่เหมาะสม เราต้องกล้าพูดว่าเป็นการกระทำที่มาจากรัฐ แต่ทั้งหมดก็ต้องมาจากพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง

ถ้าเรามั่นใจในหลักฐาน เราเห็น หรือเรามีข้อมูลที่ชัดเจน เราก็รายงานได้อย่างตรงไปตรงมา นั่นคือหน้าที่สำคัญของสื่อด้วยซ้ำที่จะต้องพูดแทนประชาชน เราต้องรายงานข่าวเพื่อมวลชน เป็นกระบอกเสียงของประชาชนเช่นเดียวกัน เราตีแผ่ความจริงเพื่อให้สังคมยังอยู่ภายใต้กฎหมายหรือสิ่งที่ถูกต้อง คือสื่อมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ

ทำข่าวการเมืองมากว่า 20 ปี การเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

จริงๆ กว่ายี่สิบปีที่เป็นนักข่าว เราอยู่ในห้วงประวัติศาสตร์ทางการเมืองมาตั้งแต่ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ เต็มใบ แล้วก็มารัฐประหารถึงสองครั้งในปี พ.ศ. 2547 และ พ.ศ. 2557 อยู่ในทุกเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่กลุ่มพันธมิตร ยุคของนปช. เสื้อแดง การชุมนุมของกลุ่ม กปปส. และจนถึงรัฐประหารใน พ.ศ. 2557 เราผ่านสมรภูมิของความขัดแย้งที่มีการใช้อาวุธ มีผู้คนเสียชีวิตจากเหตุการณ์ทางการเมือง

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยเติบโตมาพร้อมกับความขัดแย้ง และในการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งล่าสุดมันเหมือนย้อนไปที่ พ.ศ. 2475 (ปีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่ระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญและปกครองโดยรัฐสภา) คือในห้วงแปดสิบแปดปีที่ผ่านมา มันแทบจะต้องย้อนกลับไปสู่ที่เดิม ทั้งๆ ที่ตลอดแปดสิบแปดปีมันมีพัฒนาการทางการเมือง มันก็เป็นไปตามทิศทางของประชาธิปไตยแล้ว แต่ว่าสุดท้ายก็วกกลับมาเหมือนหลัง พ.ศ. 2475 ซึ่งสื่อก็ต้องตั้งคำถามเหมือนกันว่า ทำไมถึงเกิดความคิดแบบนี้ในกลุ่มคนไทย ในยุคสมัยที่มันผ่านการเปลี่ยนแปลงมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง 

รัฐประหารอาจเกิดมาพร้อมๆ กับการที่คนไทยไม่เห็นด้วยกับการใช้ทุนสามานย์ มองว่านายทุนอาจจะเป็นสิ่งที่เลวร้ายน่ากลัว และพอมายุคหนึ่งคนไทยก็ต่อสู้กับทหารหรือรัฐประหารเผด็จการ เพราะมองว่าเป็นตัวการทำลายประชาธิปไตย แต่ปัจจุบันมันถูกพัฒนาไปสู่ความคิดในการเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ เรามองว่าในพื้นฐานของคนไทยแล้ว คนไทยทุกคนรักและเคารพในสถาบันของพระมหากษัตรย์ในรากเหง้าของวัฒนธรรม 

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

เท่าที่เราไปสัมผัสทั้งสองกลุ่มมา เราเห็นถึงความรู้สึกนี้ของคนไทย เพียงแต่ว่าในข้อเรียกร้องของกลุ่มนักศึกษาหรือคนรุ่นใหม่ อาจมีรายละเอียดบางอย่างที่เขาต้องการให้ปรับปรุงเพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เขามองว่าในโครงสร้างการเป็นประชาธิปไตยแล้ว สถาบันฯ ต้องเป็นอย่างไร พวกเขาทำแบบนี้ คิดแบบนี้ เป็นการล้มล้างหรือไม่ เรามองว่าถ้าเปิดใจและรับฟังเหตุและผล ก็เชื่อมั่นว่าเราน่าจะมีทางออกในการแก้ไขปัญหานี้ได้

การเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งไหนที่เปราะบางและยากที่สุดต่อการรายงานข่าว

ตอนนี้ (ตอบทันที) และก็ท้าทายมาก คือมันละเอียดละอ่อนต่อความรู้สึกของคนไทย เราลำบากใจมากในการรายงานข่าวต่างๆ แต่ว่าอย่างไรก็ตาม หน้าที่ของนักข่าวคือการรายงานตามข้อเท็จจริง ถ้าเราไม่รายงานว่ามีคนกลุ่มหนึ่งกำลังคิดและต้องการแบบนี้ มันก็ถือว่าไม่ใช่การทำหน้าที่ของนักข่าว เพราะนี่คือปรากฏการณ์

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

แต่ในขณะเดียวกัน การรายงานข่าวลักษณะนี้ก็เสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง หรือการละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้น เรามองว่าช่วงนี้แหละเป็นช่วงเวลาของการทำข่าวที่ยากที่สุดสำหรับนักข่าวทุกคน ที่เราต้องยืนอยู่บนเส้นของการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ ถึงบอกว่า ถ้าเรามีหลักคิดว่าเราต้องการทำข่าวเพื่อสันติภาพ เราก็ต้องหาแนวทางที่จะทำยังไงเพื่อสื่อสารให้คนในสังคมเข้าใจถึงเหตุและผลซึ่งกันและกัน

คุณมีวิธีรายงานหรือพยายามเสนอปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างไรบ้าง

ตั้งแต่ครั้งแรกที่มีการพูดถึงเรื่องนี้บนเวทีแฮร์รี่ พอตเตอร์ ในวันที่ 3 กรกฎาคม จนถึงเวทีที่ธรรมศาสตร์ในวันที่ 10 สิงหาคม เราน่าจะเป็นสื่อจะคนแรกที่รายงานว่ามีข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์บนโทรทัศน์

สื่อออนไลน์รายงานเรื่องนี้ แต่การรายงานข่าวนี้บนโทรทัศน์ เราน่าจะเป็นคนแรก เพราะเมื่อเกิดปรากฏการณ์ที่มีข้อเรียกร้องนี้ด้วย เราไม่พูดคำนี้ไม่ได้ และในสื่อโทรทัศน์เราจะรายงานยาวไม่ได้ เราต้องสรุปความ ดังนั้นในวันที่เราเริ่มต้นรายงานข่าวเรื่องนี้ เราต้องฟังเขา มานั่งฟัง มานั่งอ่านสิ่งที่เขาเรียกร้อง มานั่งดู ทำความเข้าใจว่าคำพูดต่างๆ ที่เขาพูดกันมีความหมายอย่างไร และเราต้องสรุปความอย่างไร ให้ได้ทั้งหน้าที่ของเราในการรายงานข้อเท็จจริง และในขณะเดียวกันเราก็ต้องระมัดระวังเรื่องข้อกฎหมาย เพราะเป็นสิ่งใหม่ 

อะไรที่ทำให้คุณมั่นใจว่ารายงานเรื่องนี้บนโทรทัศน์ได้

จริงๆ ตอนวันเวทีแฮร์รี่ พ็อตเตอร์ ยังไม่มั่นใจเลยค่ะ เพราะฟังแล้วก็ยังไม่รู้ว่าอะไรพูดได้ไม่ได้ ก็ต้องมานั่งฟังแล้วฟังอีก ทำความเข้าใจว่าสิ่งที่เขานำเสนอเป็นอย่างไร แล้วก็หารือกับนักกฎหมายบ้าง จนสุดท้ายได้คำตอบว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นข้อเสนอ ซึ่งเรารายงานได้

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

การรายงานเรื่องนี้บนโทรทัศน์มีทั้งแรงกดดันจากนายทุนและทั้งกลัวไปเอง บางที่เลยเซ็นเซอร์ตัวเองไปเลยดีกว่า ไม่อยากเดือดร้อนหรือมีปัญหา ก็คิดกันไปเองก่อน ซึ่งเรื่องนี้รายงานได้ แต่ตอนหลังมีการปรับเปลี่ยนกันมากขึ้น ก็ยังมีบ้างที่หลีกเลี่ยงคือไม่รายงานเรื่องนี้เสียดีกว่า

สำนักข่าวออนไลน์ The Reporters ปลดแอกคุณไหม

จริงๆ แล้วนี่คือเรา นี่คือฐปนีย์ที่เป็นมาโดยตลอด และจริงๆ แล้วฐปนีย์ในโทรทัศน์ก็ปลดแอกอะไรตั้งหลายอย่าง สำนักข่าวนี้อาจไม่ใช่การปลดแอก แต่เป็นการยืนยันตัวตนของฐปนีย์ ยืนยันว่าข่าวที่เราทำ เราสนใจ ไม่จำเป็นต้องเป็นข่าวที่ดราม่า มีเรตติ้ง แต่ข่าวด้านสิทธิมนุษยชน ข่าวประชาชน ข่าวคนตัวเล็กตัวน้อย ข่าวสิ่งแวดล้อม ข่าวความขัดแย้งในภาคใต้ เป็นข่าวที่มีคนสนใจไม่น้อยไปกว่าข่าวลุงพลหรือข่าวดราม่าอื่นๆ

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

เราอยากมาทำ The Reporters เพื่อที่อยากจะมีพื้นที่กับให้ปัญหาสังคมอื่นๆ ที่สื่อกระแสหลักไม่สนใจ ซึ่งที่ผ่านมาเรานำเสนอข่าวเหล่านี้ผ่านรายการ ข่าว 3 มิติ มาอยู่แล้วโดยตลอด แต่ด้วยโครงสร้างของโทรทัศน์ที่วันหนึ่งเรานำเสนอได้แค่เรื่องเดียวด้วยข้อจำกัดของเวลา แล้วบางเรื่องเราก็รายงานไม่ได้ เพราะติดเรื่องโครงสร้างทุน บางเรื่องก็ขัดกับนโยบายรัฐ เราเจอกับข้อจำกัดมาโดยตลอด ดังนั้นจริงๆ แล้วเราแค่เปลี่ยนเอาทุกอย่างมาอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ พื้นที่ที่เรารายงานข่าวได้มากขึ้น โดยใช้ฐานของการเป็นฐปนีย์ คือการรายงานข่าวเหตุการณ์ ถ้ามีเหตุการณ์อะไร น้ำท่วม ไฟไหม้ เกิดภัยพิบัติ เกิดอะไรที่รุนแรง เช่น ระเบิดในภาคใต้ ต้องเห็นฐปนีย์เป็นคนแรก

The Reporters เกิดขึ้นมาไม่ใช่เพราะแค่เพื่อรายงานข่าว แต่เราใช้ The Reporters ในการขับเคลื่อนสังคม ถ้าเรากำหนดประเด็นขึ้นมาเองแล้ว เราก็ตีแผ่ปัญหาเหล่านั้น 

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

ถ้าหากว่านักข่าวทุกคนทำข่าวด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ คุณจะเข้าใจบริบทปัญหาทุกเรื่อง และคุณจะสามารถรายงานด้วยใจที่เป็นกลาง ใจที่เป็นธรรม ใจที่มีความรับผิดชอบ และรู้สึกว่าอยากมีส่วนหนึ่งในการร่วมขับเคลื่อนเรื่องนั้นมากกว่า สื่อมีบทบาทสำคัญมากในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา

คุณก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters ขึ้นมาอย่างไร

เป็นเรื่องยากมาก เพราะเราเริ่มต้นทำ The Reporters ขึ้นมาโดยไม่มีเงินทุน หลายคนคิดว่าจะตั้งสำนักข่าวหนึ่งขึ้นมา ต้องมีออฟฟิศ มีเงินทุน ต้องเปิดรับสมัครพนักงาน แต่เราไม่มีเลย เราเริ่มต้นกับเพื่อนอีกสองคน เงินแรกเริ่มมาจากเงินส่วนตัวที่เราลงทุนกันเองในการทำเพจ ออกแบบโลโก้ ทำกราฟิก เราไปทำข่าว เราก็ต้องไปทำภาพเอง ถ่ายภาพเอง

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

เราหาเงินไปพร้อมๆ กับการหาโฆษณา ก็ใช้รูปแบบการทำธุรกิจนี่แหละค่ะ ไม่ได้ปฏิเสธทุนหรือธุรกิจเลย แต่มันมาจากการทำคอนเทนต์ของเราให้เป็นที่สนใจก่อน

คอนเทนต์ที่น่าสนใจของ The Reporters คืออะไร

มีคนบอกว่าข่าวการเมือง ข่าวสิทธิมนุษยชนหาโฆษณายาก แต่เรามองว่า เฮ้ย มันต้องมีสิ มันต้องมีธุรกิจที่เขาสนใจเรื่องพวกนี้ เพราะอย่าลืมว่าปัจจุบันเรื่อง Humanity (มนุษยธรรม) เป็นเทรนด์ของโลก ภาคธุรกิจต้องเคารพและสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชน ถ้าเราสามารถผลักดันให้ธุรกิจมาลงโฆษณากับเรา เป็นการบ่งบอกว่าเขาเคารพสิทธิมนุษยชน มันก็อาจเป็นผลบวกกับธุรกิจนั้นก็ได้ 

ทำไมเราต้องยินยอมให้คำว่าเรตติ้งแล้วไปทำข่าวอื่น ทำไมเราไม่สร้างข่าวเหล่านี้ให้มีเรตติ้ง เทรนด์สังคมหันมาสนใจเรื่องพวกนี้ ข่าวพวกนี้ก็มีเรตติ้งได้ ตอนนี้มันก็เป็น จริงไหม ขณะที่สื่ออื่นไม่ได้มองเห็นข่าวพวกนี้ สุดท้ายเขาก็ต้องกลับมาทำ เพราะคนกำลังพูดถึง เราเลยคิดว่าเราทำสำเร็จแล้ว

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

โมเดลอะไรของ The Reporters ที่ทำให้คนติดตามเยอะมากในช่วงการประท้วงครั้งล่าสุด

การรายงานสดจากที่เกิดเหตุโดยนักข่าว โมเดลของฐปนีย์นี่แหละที่ทำให้คนเขามาติดตามเรา เพราะคนเชื่อมั่นว่าเราอยู่ในสถานที่จริง The Reporters ไม่ใช่แค่รายงานแล้ววางกล้องไว้เฉยๆ แล้วก็ให้คนดูสด เรารายงานโดยเข้าไปพูดคุยกับผู้คน รายงานสิ่งที่อยู่ในม็อบว่ามีอะไรบ้าง มันหมายถึงอะไร หรือผู้คนที่มาเป็นใคร เขาคิดอย่างไร ทำให้คนติดตามรู้สึกว่าอยู่ในสถานที่ หรืออยู่ในม็อบไปกับเรา

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

ในยุคที่สื่ออื่นๆ แทบไม่ทำเฟซบุ๊กไลฟ์ เพราะเขามองว่าหากต้องการทำรายได้ต้องทำคลิป แต่เราว่าการทำเฟซบุ๊กไลฟ์คือการรายงานสด เหมือนเอาทีวีมาอยู่ในเฟซบุ๊กแค่นั้นเอง อย่างวันที่มีการสลายการชุมนุมที่แยกปทุมวัน (16 ตุลาคม พ.ศ. 2563) เรารายงานตั้งแต่หกโมงครึ่ง จนหมดความยาวสูงสุดของการทำเฟซบุ๊กไลฟ์คือสี่ชั่วโมง แล้วก็มาเริ่มต้นไลฟ์ใหม่จนถึงตีหนึ่ง ถึงคุณไม่ได้ไปม็อบ แต่คุณดูเราเหมือนอยู่ในม็อบได้ มันก็เลยเกิดความแตกต่าง

คุณเคยบอกว่าต้องขายขนมจีนเพื่อหาเงินทำข่าว ทุกวันนี้คุณต้องสวมหมวกอะไรบ้าง

มีหมวกสี่ใบ เช้าเป็นแม่ค้า เป็นมนุษย์แม่ส่งหลานไปโรงเรียน พอสายๆ มาดูสำนักข่าวของตัวเอง บ่ายๆ ก็ต้องไปเป็นผู้สื่อข่าวให้รายการ ข่าว 3 มิติ

จุดเริ่มต้นของการเปิดร้านขายขนมจีนเพื่อหาเงินไปทำข่าวก็มาจากตรงนี้ จริงๆ แล้วเราทำอยู่ในช่อง 3 หรือทำในรายการ ข่าว 3 มิติ เราก็มีรายได้ที่เพียงพอต่อการดูแลตัวเอง แต่เรามีครอบครัวเหมือนคนอื่นๆ มีน้องชาย มีหลาน เราเป็นหัวหน้าครอบครัว ค่าใช้จ่ายในครอบครัวก็เยอะ 

 อีกอย่างคือเราอยากมีอิสระในการทำข่าว ถ้าเรามีเงิน ซื้อตั๋วเครื่องบินไปทำข่าวที่ไหนก็ได้ที่เราอยากไป โดยไม่ต้องขอเงินใคร ไม่ต้องขออนุญาตใคร ดังนั้นเราก็คิดว่าเปิดร้านขนมจีนหาเงินสิ เราก็เลยตั้ง The Reporters ขึ้นมาพร้อมๆ กับร้านขนมจีน

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

มีเวลาให้ตัวเองบ้างไหม โดยเฉพาะเวลาที่เจอกับแรงเสียดทานจากสังคม

อย่างแรกเลยต้องเข้าใจก่อนว่าเมื่อมาอยู่ในจุดนี้ เรายืนอยู่ในที่สว่าง เราจะก้าวย่างทำอะไรก็เป็นที่จับจ้องทั้งหมด โดยเฉพาะในภาวะที่ผู้คนกำลังคิดแตกต่างกัน มีผู้คนที่ทั้งชอบเราและไม่ชอบเรา ทุกอย่างพร้อมจะถูกนำไปตีความ ยิ่งเมื่อ The Reporters โดดเด่นในแง่การรายงานข่าวการประท้วง หลายคนบอกว่าเราสนับสนุนผู้ชุมนุมอีก เราก็เลยอยู่ในรายชื่อที่จะถูกปิดบ้าง

ถามว่าเวลาเกิดเหตุแต่ละครั้ง เครียดมั้ย เครียด แต่ว่าเราไม่มีเวลามานั่งเครียดหรือคิดมาก ไม่มีเวลามานั่งท้อ เพราะเราต้องใช้เวลาไปกับการแก้ปัญหา ต้องรีบแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด ช้าแต่วินาทีเดียวไม่ได้ แล้วต้องแก้อย่างระมัดระวัง ทั้งใช้ศาสตร์และศิลป์ต่างๆ ส่วนวิธีการที่จะแก้ปัญหาเรื่องการถูกโจมตี หรือการถูกใส่ร้าย ท้ายที่สุดคือความจริง และความจริงใจของเรา ถ้าเรายืนยันว่าเราทำงานด้วยข้อเท็จจริงที่เรามี และความจริงใจต่อการที่ทำอะไรต่างๆ เราก็ชี้แจงได้ แล้วเราก็ไม่ได้หวั่นไหวกับการพูดอะไรออกไป ถ้ามันเป็นเรื่องจริง

ส่วนมีเวลาเป็นของตัวเองไหม ก็มีคือเวลานอน นอนน้อยบ้าง มากบ้าง แล้วแต่ บางทีไม่อยากคิดอะไรก็เปิดละคร เปิดหนังดูไปสักชั่วโมงสองชั่วโมงเพื่อไม่ต้องคิดเรื่องงาน เป็นการหยุดพักความคิดที่เกี่ยวกับเรื่องเครียดๆ ในสองชั่วโมงนั้น แล้วก็หลับไป ตื่นมาเราก็ค่อยมาจัดการปัญหาใหม่

ชีวิตคุณอยู่กับความเร็วและความรีบตลอดเลย มีวันไหนอยากอยู่ช้าๆ บ้างไหม

มีค่ะ ยิ่งตอนนี้มีร้านอาหาร เราจะจัดเวลาเสาร์อาทิตย์มาช่วยที่ร้าน เราชอบทำกับข้าว ชอบหั่นผัก จัดของ จัดอาหาร มันทำให้เรามีสมาธิ อย่างวันนี้มีชุดปิ่นโตสั่งไปวัด เราเป็นคนจัดชุดขนมจีน ชอบทำอะไรพวกนี้ การอยู่กับสิ่งเหล่านี้ทำให้เราได้ใช้ชีวิตอย่างช้าลง

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

ตั้งแต่ทำ The Reporters เรารู้จักรอ ทำให้เสร็จเป็นเรื่องๆ การทำ The Reporters ทำให้ระบบชีวิตเราดีขึ้น เพราะว่าเราต้องนั่งเขียนข่าว เรียบเรียง ทำรูป ทำกราฟิก ทำให้เราทำอะไรช้าลง ต้องนั่งทำตรงนี้ให้เสร็จไปชิ้นหนึ่ง แล้วถึงค่อยทำชิ้นที่สอง จากที่แต่ก่อนเรารีบร้อน ทำอันนี้ยังไม่เสร็จก็ต้องทำอย่างอื่นแล้ว แต่ The Reporters มันฝึกสมาธิเราได้เยอะมาก เขียนข่าวนี้จบแล้วได้อ่าน ได้ทำภาพ หัดคิดประเด็น คิดต่อยอดไปอีก

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสื่อ อะไรทำให้คุณยังเป็นนักข่าวที่คนติดตามได้มากว่า 20 ปี

ความเป็นฐปนีย์นี่แหละค่ะ ความมุ่งมั่นในการทำข่าวทำให้เรายืนหยัดอยู่ได้ ไม่ว่าจะบนแพลตฟอร์มไหน และมันทำให้เรามีความสุขทุกวัน เพราะข่าวของเรามันมีคุณค่าต่อผู้คน แล้วเราก็รู้สึกภาคภูมิใจที่จะทำ

นักข่าวก็คือคนคนหนึ่ง ถ้าเราทำงานด้วยความเป็นคน เป็นมนุษย์ เราจะทำทุกเรื่องด้วยหัวใจที่อยากขับเคลื่อน ทำงานของเราให้ออกมามีคุณค่า แม้ในทุกวันเราเจอกับเรื่องยาก แต่จะมีบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุขจังเลยที่ได้ทำเรื่องนี้ ซึ่งเรารู้สึกแบบนี้ทุกวัน

ราวหนึ่งชั่วโมงผ่านไป เสียงโทรศัพท์ของเธอดังขึ้น พร้อมกับที่เราได้ถามเธอเป็นคำถามสุดท้ายพอดิบพอดี ถึงเดดไลน์ของการสัมภาษณ์เธอแล้ว

ฐปนีย์ เอียดศรีไชย รับโทรศัพท์และรีบลุกออกไปรายงาน

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

Writer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

แพท-รัณนภันต์ ยั่งยืนพูนชัย หรือ แพท วง Klear คือนักร้องหญิงคนเดียวในวงร็อกชายล้วน เจ้าของเพลงอกหักรักพังที่เกิดจากปลายปากกา และกลั่นออกมาจากประสบการณ์ชีวิตของเธอ

แพทบอกว่าเธอเหมือนเห็นตัวเองทุกครั้ง เมื่อมองลงมาจากเวทีแล้วเจอคนร้องไห้ เธอไม่เคยเดินลงมาหาเพื่อบอกให้ทุกคนหยุดเสียใจ แต่เธอลงมาเพื่อโอบกอด ร้องเพลงให้ฟัง คอยอยู่ข้าง ๆ จนกว่าจะหาย เพราะเข้าใจดีว่า ความรู้สึกผิดหวังราวกับโลกถล่มลงมามันเป็นอย่างไร

แม้จะฟังดูเกินจริง เราที่อายุน้อยกว่าแพทหลายปี ก็เหมือนมองเห็นเงาของตัวเองในตัวแพทด้วยเช่นกัน ไม่ใช่แพทในวันนี้ที่แข็งแกร่งมากพอจะจ้องตากับความกลัว หรือเปิดเผยมุมอ่อนแอให้ใครเห็นได้สบาย แต่เป็นแพทในวัยที่เจ็บปวด โกรธโลก และยังคงกล่าวโทษความโชคร้ายอยู่เสมอ 

ถึงจะต้องพังกันไปข้าง ผ่านการร้องไห้ฟูมฟายโดยมีบทเพลงของเธอเป็นเพื่อน เปราะบางอยู่ภายในมากขนาดไหน แพทก็ยังทำให้เราอยากเป็นได้อย่างเธอสักวัน

หวังว่าผู้อ่านจะรู้สึกไม่ต่างกันนี้

สนทนาเคลียร์หัวใจกับ ‘แพท รัณนภันต์’ ในวันที่ความอ่อนแอไม่ใช่เรื่องน่าอาย และเริ่มทลายกรอบของชีวิตด้วยการเป็นตัวเอง

ให้ความลับมันตายไปกับตัวฉัน

ย้อนกลับไปตั้งแต่แรก อะไรทำให้เด็กหญิงแพทเลือกเรียนคณะสถาปัตย์

พ่อเราเป็นสถาปนิก ส่วนแม่จบอักษร 

กล่องระบายสีหรือการวาดรูปมันเป็นของที่เขามีให้เราอยู่ทุกที่ เราเห็นเขาทำงาน ชีวิตนี้เราก็ทำอยู่ 2 อย่างตอนเด็ก ๆ คือ วาดรูปเล่นกับอ่านหนังสือ เราชอบเขียนบทกลอน จะเป็นคนที่มีสมุดบันทึกที่วาดเอง ตีเส้นตารางเอง

ด้วยความที่ชอบอ่านหนังสือมาก ตอนเลือกสายการเรียน ม.ปลาย ก็อยากจะไปสายศิลป์เลย ส่วนคุณพ่อคุณแม่เขาเห็นว่าเราเรียนดี เลยบอกว่าเรียนวิทย์ไปก่อน เพราะคุณแม่บอกว่าการอ่านหนังสือหรือภาษาเป็นไลฟ์สไตล์ เป็นงานอดิเรกก็ได้ ไม่ต้องเป็นวิชาที่เราเรียน พอต้องเลือกมหาวิทยาลัย ก็ตัดสินใจว่าจะเรียนสถาปัตย์ รู้สึกว่าเป็นจุดที่ลงตัวระหว่างวิทย์กับศิลป์ 

แต่ยังไม่มีคำว่าร้องเพลงเลยนะ คุณเริ่มชอบการร้องเพลงตอนไหน

ตั้งแต่เด็กเหมือนกัน มารู้ตัวอีกทีก็ เออ ฉันเป็นคนที่แหกปากตลอดเวลา เป็นคนพูดมาก ชอบร้องให้ทุกคนฟัง ร้องไปเรื่อย ไม่ได้เรียนร้องเพลงนะ แต่ว่าประกวดร้องเพลง เพื่อนก็จะงง ๆ ที่เราประกวดชนะแล้วได้ร้องหน้าเวที 

เราทำกิจกรรมเยอะมาก นอกจากเรียนคือทำทุกอย่างเลย ร้องเพลง เต้นบัลเลต์ เต้นแจ๊ส เต้นแท็ป เทควันโด รำไทย แล้วก็เป็นนักกีฬาโรงเรียน วิ่ง กระโดดไกล กระโดดสูง เป็นเชียร์ลีดเดอร์ ร้องเพลงเหมือนเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่เราชอบ แล้วก็ทำมาเรื่อย ๆ จนกระทั่ง ม.ปลาย เราก็จะไปร้องเพลงอยู่กับเพื่อนในห้องดนตรี โดยไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นอาชีพ 

เอาจริง ๆ ไม่ได้หวัง ไม่ได้คาดฝัน แค่รู้สึกว่า สนุกดี มีความสุข เข้ามหาวิทยาลัยก็เดินตามสิ่งที่ตั้งใจ แต่จุฬาเขามีกิจกรรมละครสถาปัตย์ เราก็เข้าไปเป็นทีมเต้นคณะ แล้วเขาก็รู้ว่าแพทร้องเพลงได้ ให้ไปเทสต์เสียงทิ้งไว้ ปรากฏว่า ณัฐ มือกีตาร์วง Klear ก็เป็นหนึ่งในทีมทำเพลงละครสถาปัตย์ เขาก็เห็นว่าน้องคนนี้ร้องเพลงได้ อยากตั้งวงไปประกวดเลยลองชวนเรา เเล้วมันก็ทำมาเรื่อย ๆ

ซึ่งวง Klear เป็นวงชายล้วนมาตั้งแต่ตอนนั้นเลยไหม 

จริง ๆ ตอนแรกมือเปียโนเป็นผู้หญิงชื่อแพร เรียนนิเทศ มีเรา แพร พี่นัฐ พี่ณัฐ แล้วก็มีคีย์ มือเบสอีกคนเป็นผู้ชาย เพิ่งมาเปลี่ยนสมาชิกตอนเซ็นสัญญาว่าเหลือเป็น 4 คนนี้ 

ยากง่ายยังไงกับการที่เป็นผู้หญิงคนเดียวในวงร็อก 

มันผ่านจุดที่ยากมาแล้ว (หัวเราะ)

นั่นคือ 

ด้วยความที่เราอยู่ด้วยกันมานานมาก ช่วงแรก ๆ ก็แน่นอนแหละ ต่อให้เราเป็นผู้หญิงห้าวยังไง บางทีผู้ชายอยู่ด้วยกันแล้วเขาชอบลืมว่าเราเป็นผู้หญิง แล้วจะคุยกันในเรื่องที่ฉันไม่ควรได้ยินเรื่องนี้รึเปล่า พูดแซวผู้หญิงคนอื่น ด้วยความที่เขารู้สึกว่าก็สนิทกันแล้ว จนกระทั่งช่วงหนึ่งที่เรากำลังเดือดเลือดร้อนเพราะวัยรุ่นมาก เราส่งอีเมลไปหาทุกคน เป็นบทความเรื่องสิทธิสตรี (หัวเราะ)

ทุกคนช็อกไปเลย ตาเป็นจุด Scroll Down ลงมาคือเขียนยาวมาก เขาเลยค่อย ๆ คุยกัน มุมหนึ่งเราก็โชคดีนะได้เห็นว่าผู้ชายเขาอยู่ด้วยกันแบบนี้ คือจริง ๆ ไม่ต้องเปลี่ยนเขาก็ได้ เราแค่ต้องเข้าใจ 

แล้วก็จะมีเรื่องความไม่ละเอียดอ่อนของผู้ชาย แต่พออยู่ ๆ ไปเราก็กลายผู้หญิงที่ไม่คิดเยอะ มีอะไรก็บอกทันที ไม่ปล่อยให้คิดเอาเอง งอน เก็บ แล้วก็คิดว่าผู้ชายต้องอ่านใจเราได้ ซึ่งผู้ชายอ่านไม่ได้หรอก ไม่เคยได้เลย 

ถ้าไม่พอใจก็ต้องพูด ไม่ชอบตรงนี้ก็ต้องพูด น้อยใจอะไรก็ต้องพูด 

แสดงว่าก่อนหน้านี้คุณเป็นผู้หญิงที่ยากและซับซ้อนมาก่อน 

ก็ปกติไหม งี่เง่าแล้วก็ดราม่า ดราม่าแล้วก็คิดเอง คิดเองแล้วก็น้อยใจ เราร้องไห้ตลอด 

เคลียร์หัวใจ แพท รัณนภันต์ ผู้หญิงที่กล้าเผชิญน้ำตา ความผิดหวัง และขีดจำกัดในชีวิต
เคลียร์หัวใจ แพท รัณนภันต์ ผู้หญิงที่กล้าเผชิญน้ำตา ความผิดหวัง และขีดจำกัดในชีวิต

ภาพลักษณ์ผู้หญิงคนเดียวในวงร็อกดูแข็งแกร่งมากนะ จริง ๆ แล้วตัวตนของคุณแข็งแกร่งอย่างนั้นไหม 

ไม่ (เสียงหนักแน่น)

ถ้าวงมาด้วยตอนนี้ วงจะส่ายหน้าเลย (หัวเราะ) จริง ๆ เราเปราะบางทางอารมณ์มากนะ 

ตอนนี้เราก็โตแล้วเป็นผู้ใหญ่แล้ว อารมณ์ค่อนข้างมั่นคง แต่ว่าถ้าย้อนกลับไปเมื่อก่อน คือแตะนิดแตะหน่อย ร้องไห้นะ ไม่ได้เป็นคนเข้มแข็งอย่างที่ใครเห็นเลย เราร้องไห้เก่งมาก แล้วก็ค่อนข้างดาร์ก คิดมาก คิดเยอะ 

แล้วเราก็รู้สึกว่า แม่งไม่เห็นมีความสุขเลย คนรอบตัวเขาก็ดูไม่มีความสุข แค่นั้นเลย แค่รู้สึกว่าอยากมีความสุขแล้ว ค่อย ๆ เปลี่ยนไป กลายเป็นไปโฟกัสว่าอะไรที่ทำให้เรามีความสุข สิ่งไหนที่ให้พลังงานไม่ดี คนไหนคุยด้วยแล้วรู้สึกแย่ เราก็จะถอยออกมา คือมักจะเลือกไปทำอะไรที่ทำให้เราอารมณ์ดีขึ้น กลายเป็นว่าโลกค่อย ๆ สว่างขึ้นมาเอง เพราะว่าเราเหนื่อยแล้วกับการเป็นคนดาร์ก 

เราว่าความเข้มแข็งถูกประทับตราว่าเป็นสิ่งดีงาม แล้วความอ่อนแอถูกประทับตราว่าเป็นสิ่งไม่ดี แต่เรามองว่ามันดีทั้งคู่แล้วมันต้องจับมือกันไป แพทยังเป็นคนร้องไห้ง่าย เพราะรู้สึกว่าน้ำตามันช่วยล้างจริง ๆ 

การร้องไห้คืออะไรสำหรับคุณ

แพทเป็นคนอ่านหนังสือเยอะ ศึกษาเรื่องจิตวิทยาเยอะ ทำให้รู้ว่าน้ำตาเป็นกลไกของธรรมชาติ เป็นสัญญาณที่บอกเราบางอย่าง สมมติว่าร้องไห้กับเรื่องนี้ แปลว่าเรื่องนี้มันมีความหมายกับเราเว้ย ร้องไห้ให้กับใคร มันแปลว่าคนนั้นสำคัญกับเรา หรือโกรธเรื่องไหน แปลว่าเรื่องนั้นกำลังสะท้อนอะไรกับใจเรา 

เพราะฉะนั้น เราจะบอกน้อง ๆ แฟน ๆ ที่มาดูเราแล้วร้องไห้ ว่าเราไม่เชื่อสิ่งที่สังคมชอบบอกว่า อย่าร้องไห้ให้ใครเห็น อย่าอ่อนแอให้ใครเห็น เราไม่เชื่อ เพราะว่ายิ่งคุณเก็บมันมากเท่าไหร่ มันจะไประเบิดทางอื่น แล้วมันไม่เคยดีเลย เราเชื่อว่าเมื่อน้ำตามา ปล่อยให้ไหล ยิ่งปล่อยให้ไหลเร็ว ยิ่งจบเร็ว แล้วคุณจะเข้มแข็งเร็วกว่าคนที่ไม่ยอมร้องไห้ เพราะว่าเราไม่กลั้น เพราะว่าเราหันไปเผชิญหน้ากับความรู้สึกตัวเอง 

เวลากลัว เราจะไม่ฝืนทำเป็นเก่งแล้วเดินไป กลัวก็คือกลัว แล้วคุยกับตัวเองก่อน กอดตัวเองก่อน จับมือตัวเองก่อน เรากลัวว่ะ ใช่ เรากลัว พอเรายอมรับตรงนี้ มันก็จะไปข้างหน้าได้ง่ายขึ้น 

ถ้าน้ำตาจะไหล ๆ แล้วเราบอกว่า ต้องไม่ร้องไห้ กลายเป็นว่าใจมันสั่นกว่าเดิม ไม่ไหวก็คือไม่ไหว ร้องก็คือร้อง เหมือนวันก่อนที่เราขึ้นเวทีนั่นแหละ (หนึ่งวันก่อนขึ้นคอนเสิร์ต Marathon Concert Fest 2022 แพทเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลด้วยอาการลำไส้อักเสบ) เราก็ยอมรับกับตัวเองว่าเรากลัว เพราะไม่รู้ว่าเราจะรอดไหม จะขึ้นเวทีได้รึเปล่า แล้วพอเห็นคนดูน้ำตาก็ไหลพรวดออกมาเลย แล้วก็ไม่คิดจะกลั้นด้วย เพราะรู้สึกว่า นี่คือความจริงใจจากเรา คุณค่ามันอยู่ที่เรา Show Up ในวันนี้ 

ถ้าเทียบว่าเราไม่ไหวแล้วเราไม่มา เรามาแล้วร้องไห้ต่อหน้าคนดูจนร้องเพลงไม่ได้ยังจะดีซะกว่า 

แต่กว่าจะมองได้แบบนี้ ขั้นตอนที่คุณต้องยอมรับว่าฉันเป็นคนอ่อนแอ ฉันเป็นผู้หญิงดราม่า มันยากไหม 

ยาก ยากมาก สุดท้ายมันกลับมาเป็นเพราะว่าเราไม่อยากให้ใครเห็นว่าเราอ่อนแอ ซึ่งก็ไม่รู้ว่ากลัวอะไรกัน ถ้าเขาเห็นว่าเราอ่อนแอแล้วจะเป็นไรไป มันแค่ต้องก้าวข้ามไอ้จุดนั้น สุดท้ายเราจะค่อย ๆ กล้าที่จะรู้สึกว่าต่อให้เขาเห็น ชีวิตเราก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปหรอก

เห็นด้วย 

ตรงนั้นแหละ ที่มันค่อย ๆ กะเทาะ ๆ ใจเรา ซึ่งมันไม่เคยเกิดขึ้นแบบ (ดีดนิ้ว) 

แต่ละครั้งที่เหตุการณ์มันเกิด เราต้องดูแลใจเราก่อน ครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 ครั้งที่ 4 เราก็จะค่อย ๆ โอเคขึ้นที่จะเปิดเผยความรู้สึกของตัวเอง 

เคลียร์หัวใจ แพท รัณนภันต์ ผู้หญิงที่กล้าเผชิญน้ำตา ความผิดหวัง และขีดจำกัดในชีวิต

คุณดูเป็นคนที่คุยกับตัวเองเยอะมาก ความอ่อนแอ ความเป็นผู้หญิงดาร์ก ๆ ความเป็นผู้หญิงดราม่า มันมีที่มาที่ไปยังไง 

เรียกว่าเป็นที่มา แต่เราว่าไม่ใช่ต้นเหตุ 

ที่มาก็คือเรื่องของคุณพ่อ คุณพ่อเสียตอนที่เราอยู่มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นช่วงที่เรายังยืนไม่ได้ด้วยตัวเอง วงดนตรีก็เพิ่งตั้ง ใช้ชีวิตอย่างลั้ลลามาตลอดเพราะว่าเป็นลูกคนเดียว ไม่เคยต้องห่วงอะไรในชีวิตเลยทั้งสิ้น 

พอคุณพ่อเสียกะทันหัน กลายเป็นโลกทั้งใบมันถล่มลงมา สิ่งที่เราเคยตัว สิ่งที่เราเคยคิดว่าฉันจะไม่เป็นไร ไม่มีใครทำอะไรฉันได้ เหมือนมันสั่นคลอน เหมือนถูกตัดฐานรากทั้งหมด แล้วตึกก็โครมลงมาหมดเลย 

ด้วยความที่เราคิดซับซ้อนไม่ได้อย่างวันนี้ แค่รู้สึกว่าทำไมฉันต้องเจอแบบนี้ ชีวิตทำร้ายฉันทำไม โลกทำร้ายฉันทำไม แล้วตอนนั้นเรื่องแฟนก็ไม่ดีอีก เราไปคบคนที่มีแฟนแล้วโดยไม่รู้ตัว มีการขอแต่งงานกันแล้วเรียบร้อย คือเราคว้าสิ่งใดก็ตามที่เข้ามาหา เพราะเราต้องการผู้ชายสักคนหนึ่งที่พึ่งพิงได้จากเรื่องพ่อ กับคุณแม่ช่วงนั้นก็ห่างกัน เพราะแพทกับแม่ดีลเรื่องคุณพ่อเสียกะทันหันไม่ได้ทั้งคู่ กลายเป็นเราไม่มีคนคุยด้วย 

คราวนี้มันเหมือนมืดทุกทางที่เราหันไป แต่โชคยังดีที่มีวง Klear เพราะมันเป็นที่ระบายอารมณ์ของเรา คิดว่าถ้าไม่มีวง Klear คงจะไปไหนแล้วไม่รู้ ซึ่งถ้าเกิดย้อนกลับไปฟังอัลบั้มแรก เพลงวง Klear จะดาร์กมาก มันคือโลกของเราในตอนนั้นเลย 

หลังจากนั้น เพลงของคุณก็ยังเศร้ามากอยู่ดีนะ 

มันยังเศร้าอยู่ แต่เป็นความเศร้าในลักษณะที่เราเข้าใจแล้วไงว่าความเศร้าเป็นยังไง วันนี้กลายเป็นเรารู้สึกว่า ฉันจะต้องเจอเรื่องเหล่านั้นทั้งหมด เพราะว่าฉันจะต้องเข้าใจมันก่อน ฉันถึงจะเล่าเรื่องนี้หรือสื่อสารเรื่องนี้ให้กับคนอื่น แล้วมองหน้าเขาตรง ๆ ได้ว่า เออ ฉันเจอมาแล้ว ฉันเข้าใจว่ามันแย่ขนาดไหน 

เฮ้ย แต่มันไม่หนักไปสำหรับตัวคุณเหรอ 

หนักมาก เราก็พัง 

เหมือนต้องแบกรับทุกความเจ็บปวดก่อน เพื่อที่จะถ่ายทอดออกมา 

ตอนนั้นก็ไม่รู้นะว่าเราจะรับเพื่ออะไร แค่รู้สึกว่าชีวิตแม่งไม่แฟร์กับเราเลย ทำไมถึงต้องเจอเรื่องต่อ ๆ กันมา สิ่งเดียวที่เข้าใจคือ อารมณ์มนุษย์มันลงไปสุดได้แค่ไหน เราปล่อยตัวเองให้ดิ่งได้แค่ไหน มันทำให้เราได้อยู่ตรงนั้น

แล้วหลังจากเผชิญความเศร้ามาจนเข้าใจหมดแล้ว เพลงของวง Klear ต้องการสื่อสารอะไรกับคนฟังกันแน่

ตอนที่แต่งออกมาก็ต้องการสื่อสารโมเมนต์ของความเศร้าตรงจุดนั้นแหละ แต่พอเวลาผ่านมา วันนี้เราใช้มันอีกแบบหนึ่ง เราใช้มันในการดึงเขาขึ้นมาจากจุดนั้น 

เวลาย้อนกลับไปฟังเพลงเก่า ๆ แล้วเหมือนได้ย้อนกลับไปมองตัวเองในวันที่เคยพังมาก ๆ ไหม 

ใช่ เราเห็นตัวเองเลย กลายเป็นว่าเราเห็นตัวเองทุกครั้งที่เราเห็นเพื่อนหรือน้องร้องไห้ ฉันรู้เลยว่ารู้สึกยังไง 

ถ้าอย่างงั้นพูดได้ไหมว่าทุกเพลงของวง Klear มาจากประสบการณ์ตรงของคุณทั้งนั้น 

ไม่ได้ บางเพลงมาจากประสบการณ์ตรง บางเพลงมาจากเรื่องของคนอื่น แต่แพทเอาความรู้สึกเศษเสี้ยวประสบการณ์ของตัวเองไปรวมกับเรื่องของเขา 

อย่างเช่น คำยินดี ก็มาจากเพื่อนคนหนึ่ง เจ้าของเรื่องเป็นผู้ชายนะ แล้วด้วยความที่เราก็เคยพังเรื่องความรัก ทำให้นึกออกว่า เวลาที่เราเห็นคนรักเก่ามีคนใหม่มันรู้สึกยังไง แล้วเราก็เขียนเพลงนี้ 

หรือ พันหมื่นเหตุผล เราไม่ได้เจอกับตัวแต่อยู่ในเหตุการณ์ของคนสองคนที่กำลังจะเลิกกัน แล้วก็ถ่ายทอดออกมาเพราะเราเข้าใจความรู้สึกของเพื่อนเรา 

สนทนาเคลียร์หัวใจกับ ‘แพท รัณนภันต์’ ในวันที่ความอ่อนแอไม่ใช่เรื่องน่าอาย และเริ่มทลายกรอบของชีวิตด้วยการเป็นตัวเอง
เคลียร์หัวใจ แพท รัณนภันต์ ผู้หญิงที่กล้าเผชิญน้ำตา ความผิดหวัง และขีดจำกัดในชีวิต

เธอไหวค่อยไป

จำได้ไหม เพลงไหนที่เสียน้ำตาระหว่างแต่งเยอะที่สุด

แด่เธอที่รัก เป็นเพลงที่เปลี่ยนเนื้อเยอะมาก คือ เมโลดี้มีมานานแล้ว แต่เนื้อนี่ถูกเปลี่ยนมา 20 รอบ ไม่ได้สักที

ตอนแรกธีมของเพลงนี้คือความคิดถึง แต่เราใส่เนื้อเท่าไหร่ก็ไม่ผ่าน ไม่โดน ไม่ได้ จนสุดท้ายคืนวันนั้นมานั่งนึกถึงเพลงนี้ที่แจ๊สผับ ในร้านก็เสียงดังโช้งเช้งเลย ในหัวนึกว่าเราคิดถึงใครที่สุดในชีวิต แล้วเราคิดถึงคุณพ่อ เพราะเป็นคนที่คิดถึงแต่ไปหาไม่ได้ 

จำได้ว่าขอปากกาน้องเด็กเสิร์ฟมาเขียนเนื้อเพลงนี้บนกระดาษรองแก้ว พลิกด้านหลังแล้วก็เขียน กลับมาที่ห้องตัวเองก็เขียนต่อ ร้องไห้ไป สะอื้นไป เขียนไป จนฟ้าสว่าง น่าจะ 6 โมงเช้าถึงเขียนเสร็จ

ใคร หรือ อะไร ที่เป็นตัวบอกคุณว่า เพลงนี้ได้แล้ว เนื้อท่อนนี้ใช้ได้แล้ว

เนี่ย เป็นเรื่องที่ถ้าเล่าเดี๋ยวคนจะหาว่าเหนือธรรมชาติ (หัวเราะ)

มันอยากรู้ตรงเหนือธรรมชาตินี่แหละ

อยากจะบอกว่า เรารู้สึกว่าทุกเพลงที่เราเขียนไม่ใช่ของเราเลย มันไม่ใช่เนื้อของเรา มันมาจากอากาศ คือลอยมา คำมันมาจากไหนไม่รู้ แล้วก็เขียนจด เขียนจด เขียนจด บางทีมาตอนง่วงนอนจะหลับ มาเป็นท่อนเลย คือต้องตื่นขึ้นมาแล้วจด มี 3 เหตุการณ์ที่รู้ว่าจะมา

หนึ่ง คือเวลาที่จะหลับ 

สอง คือเวลาขับรถ ซึ่งเคยขับรถจะไปสตูดิโอ เราดันนึกเนื้อออก ก็ขับเลยไปจนถึงรังสิต จอดข้างทางแล้วก็เขียน เสร็จแล้วก็ขับต่อ เพราะเนื้อมันมาแล้วนึกออกไหม (หัวเราะ) 

สาม คือเวลาอาบน้ำ เราเป็นคนอาบน้ำนานมาก บางทีมีมาทั้งเพลงเลยนะ คือเพลง รูปวาดบนภาพถ่าย มาแบบเนื้อเมโลดี้เลย ไม่ได้มาแบบนิด ๆ หน่อย ๆ ในมือของฉันมีรูปถ่าย… (แพทร้องเพลง) แบบ ฮะ มาจากไหน

เหมือนกับเราทำสมาธิโดยไม่รู้ตัว เวลาเราเคลิ้ม ๆ กึ่งมีสติกึ่งไม่มี แล้วเวลาขับรถ แพทเป็นคนขับรถไม่เปิดเพลง ไม่รู้ทำไม หรือมันเป็นจุดที่สมาธิเกิด ถ้าใครเคยดูแอนิเมชันเรื่อง Soul มันจะมีจุดที่นักดนตรีด่ำดิ่งไป เป็นพื้นที่ปลอดภัย แล้วมันก็พาเราไปอีกเลเยอร์หนึ่ง 

เพลงไหนที่คุณใช้เวลาแต่งเร็วที่สุด 

เร็วที่สุดคือเพลง หาย เพลงแรก อัลบั้มแรก แล้วตอนนั้นก็ยังไม่ได้แต่งเพลงเก่ง จำได้ว่าแต่งที่ใต้ต้นจามจุรี นั่งเล่นกีตาร์ มีเรา ณัฐ กับเพื่อนอีกคนหนึ่ง เล่นกันอยู่แค่ 2 คอร์ด G กับ C แล้วมันก็มา (ร้องทำนองดนตรี) 

แล้วณัฐก็บอก งั้นร้องว่า หาย ละกัน เราก็หายอะไรวะ (หัวเราะ) แล้วก็นั่งเขียนกันตรงนั้นว่าอะไรหาย น่าจะเป็นใจนะที่หาย เพื่อนก็มีเรื่องเล่าให้ฟังพอดีว่า คนนี้ ๆ เขาจะเดินทางไปต่างประเทศ พอกลับมาที่ห้องของแฟนแล้วมันรู้สึกใจหาย แค่นั้น ประมาณ 2 ชั่วโมงเราแต่งเสร็จเลย

เคลียร์หัวใจ แพท รัณนภันต์ ผู้หญิงที่กล้าเผชิญน้ำตา ความผิดหวัง และขีดจำกัดในชีวิต
สนทนากับ ‘แพท รัณนภันต์’ ในวันที่ความอ่อนแอไม่ใช่เรื่องน่าอาย และเริ่มทลายกรอบของชีวิตด้วยการเป็นตัวเอง

พูดถึง คำยินดี เพลงที่จะต้องมีคนยื่นโทรศัพท์มาให้โทรหาแฟนเก่าเวลาไปเล่นคอนเสิร์ต 

ไม่โทรแล้วนะ ฉันไม่โทรแล้ว ฉันเลิกโทร 

ได้ข่าวมาว่า คุณเคยโดนให้โทรหาแฟนเก่ามากกว่า 30 เครื่องพร้อมกันบนเวที

มีทีมงาน Stage ช่วยถือด้วย เรานึกว่างานแถลงข่าว คือทุกคนยื่นโทรศัพท์มาให้ถือ แล้วเราก็ยืนไม่ได้เพราะว่าเสียวตก ดิฉันต้องนั่งขัดสมาธิบนเวทีแล้วก็ร้องเข้าไป

แต่ว่าจุดเริ่มต้นมันง่ายมาก เราไปดูคอนเสิร์ต The Script ที่มาเมืองไทยแล้วเขาโทรหาใครก็ไม่รู้กลางเวทีเลย เราก็มาเล่าให้ที่วงฟัง ถามว่าเล่นกันไหม โทรหาแฟนเก่าปะ คุยกันเล่น ๆ เพราะไม่คิดว่าจะมีคนกล้าทำจริง ทีแรกก็ลองร้านเล็ก ๆ ก่อน เฮ้ย มีคนอยากดูว่ะ ครั้งต่อมาไปเล่นที่ ม.รังสิต แต่ว่าเป็นงานใหญ่มาก ปรากฏว่ามีน้องผู้หญิงคนหนึ่งเดินขึ้นเวทีมา แล้วก็โทรจริง ๆ จนคลิปนั้นมันเป็นคลิปไวรัล 

หลังจากนั้นทุกงานที่ไปก็จะต้องมีโทรหาแฟนเก่า แล้วก็จะมีร้านที่มาจ้างเพื่อให้โทรหาแฟนเก่า (หัวเราะ) มีน้อง ๆ ตามมาหลังเวที มาลานจอดรถ เวลาไปเล่นที่โรงเรียนก็จะแย่งกันปีนขึ้นมายืนเรียงแถวบนเวที แล้วทุกคนก็คือถือมือถือไว้ หรือบางทีก็มีผู้ชายที่ดูเป็นผู้ชายมาก ๆ แต่เขาขึ้นมายืนร้องไห้บนเวทีต่อหน้าทุกคน

ตอนโทรไปคุณคุยอะไรกับปลายสาย หรือร้องเพลงอย่างเดียว

ก็โทรเลย สมมติว่าชื่อ A กับ B ก็ฮัลโหล A เหรอ B บอกว่าอยากให้เราโทรมาร้องเพลงให้ฟัง

เขาอึ้งไหม หรือว่า 

มีทุกแบบ มีตั้งแต่พอได้ยินว่าจะร้องก็ตัดสาย หรือบางคนก็เงียบ แปลว่าฟังอยู่

เหมือนคุณกลายเป็นที่ปรึกษาด้านความรักของแฟนคลับหรือของคนทั่วไปไปแล้วนะ

ก็น่าจะมาจากช่วง คำยินดี นี่แหละ 

กลายเป็นโมเมนต์ที่ทุกคนรู้สึกว่า เขาสัมผัสกับเราได้ ไม่ใช่แค่เป็นศิลปินที่อยู่บนเวทีแล้วเขาไม่รู้จัก พอเราโทรหาแฟนเก่าเขาได้ก็คงรู้สึกเหมือนเราเป็นญาติ เป็นเพื่อน เป็นพี่ ใครสักคน ที่ผ่านมา เราไม่ค่อยรู้สึกอยู่แล้วว่าเราเป็นดารา ศิลปิน เราจะรู้สึกตลอดว่าเราเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง แล้วเราก็อยากให้ทุกคนเห็นสิ่งนั้น ว่าเราเป็นห่วงเขา As a Human to Another Human 

คลิปต่อมาที่เป็นไวรัลใกล้ ๆ กันคือ เพลง พันหมื่นเหตุผล 

น้องผู้หญิงคนหนึ่งร้องไห้ในร้าน เราเห็นก็ทนไม่ได้ เลยลงไปหา ไปกอด ไปร้องเพลงกับเขา แล้วก็บอกเขาในสิ่งที่เราอยากจะบอกกับตัวเองในอดีต ว่า คนที่ไม่ใช่ ทิ้งไปก็ดีแล้ว ร้องไห้ไปเถอะ เดี๋ยววันหนึ่งจะรู้เองว่า ขอบคุณนะที่เลิกกัน

บางคนส่งข้อความเข้ามาเล่าในเรื่องที่ไม่เล่าให้ใครฟังในโลกนี้ มีคนที่มาหาเราก่อนเราขึ้นเวทีแล้วบอกว่า พี่ หนูเกือบฆ่าตัวตาย แต่หนูไม่ทำ เพราะหนูอยากเจอพี่ เราเล่นคอนเสิร์ตเสร็จก็รีบลงมาอยู่กับเขาจนเขาโอเค เพื่อนในวงก็ Follow Up น้อง คุยกันตลอด 

ช่วงที่ทำเพลง รักให้ตาย เราทำแคมเปญเรื่องความรุนแรงในครอบครัว มีคนใช้เฟซบุ๊กปลอมส่งข้อความมาหาเรา แอบส่งมาคุย เพื่อหาวิธีที่จะออกมาจากชีวิตคนคนนี้ เหมือนว่าเราได้ไปเป็นหูให้กับคนที่เขาไม่รู้ว่าจะพูดเรื่องนี้ให้ใครฟัง เพราะเราห่างไกลจากเขามากพอที่จะไม่ไปรู้เรื่องราวในชีวิตเขา แต่เราใกล้ใจเขามากพอที่เขาจะเล่าให้ฟัง

สิ่งเหล่านี้มันสะท้อนกลับมาให้เราเห็นคุณค่าของงานที่เราทำ คุณค่าของการเป็นศิลปินไม่ได้อยู่ที่ชื่อเสียง เงินทอง หรือแสงไฟ 

คุณค่าที่ทำให้เราตัดสินใจว่าจะทำอาชีพนี้ ไปจนกว่าจะไม่ไหว มันคือเรื่องพวกนี้ที่ทำให้เรารู้สึกว่า ถ้าคุณมีโอกาส จงจุดไฟเล็ก ๆ ให้กับใครสักคนในวันแย่ ๆ ของเขา ชื่อเสียงของเรามันคือกระบอกเสียง คือโอกาสที่ทำให้เราดูแลใจคนได้มากขึ้น

เห็นคุณให้คำปรึกษาทางโซเชียลมีเดียของตัวเอง เป็นดีเจ แล้วก็ทำยูทูบด้วย ปัญหาอะไรที่เจอเยอะสุด

ปัญหาที่เขาอยากจะแก้ที่สุดคือเรื่องของการมูฟออน การติดอยู่กับเรื่องอะไรสักอย่างแล้วไปต่อไม่ได้ ติดอยู่กับสิ่งที่ไม่ดีแล้วออกไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้เลย คือทุกคนที่ติดต่อเข้ามาเขารอดแล้ว

เพราะว่า

เขาเอื้อมมือหาความช่วยเหลือแล้วไง เขาถามหา How แล้วนะ ถ้าคนที่ยังวนอยู่ก็คงจะไม่ถามหาความช่วยเหลือ คงจะไม่ถามว่าทำยังไง 

แล้วสำหรับคนที่ยังไม่เริ่ม คุณอยากบอกอะไรกับเขา

เราได้มาจาก ดร.แพม-ปรมา มุทิตาภรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา บอกว่า ถ้าสมมติเรามีเพื่อนที่มันวนอยู่อย่างนั้น ดื้อ พูดเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง ให้เปลี่ยนคำถาม 

เวลาที่เขามาบ่น มาร้องไห้ แทนที่จะบอกว่า ออกมาจากคนนี้ได้แล้ว หรือเลิกกับมันสักทีเถอะ ให้เปลี่ยนเป็นถามว่า จะทนจนถึงเมื่อไหร่ เหตุการณ์ไหนที่จะทำให้รู้สึกว่าทนไม่ไหว แล้วเขาจะเริ่มคิด

อีกอย่างคือให้บอกเขาว่า ยังมีฉันนะ ให้เขารู้ว่าถ้าออกมาแล้วเขาจะไม่เคว้งคว้างจนไม่กล้าออกมา ยังไงเขาก็จะเจอเรา

ในฐานะที่ปรึกษาที่ให้กำลังใจคนอื่นมากมาย อยากรู้ว่าเวลาตัวคุณเองมีปัญหา คุณปรึกษาใคร

แฟนกับแม่ แล้วก็เพื่อนสนิท ถ้าไม่ใช่ 3 คนนี้จะไปปรึกษาคนที่เขาทำสิ่งนั้น ๆ สำเร็จแล้ว 

เราระวังมากเลยกับการไปหาที่ปรึกษา จะไม่ปรึกษาคนที่ไม่เคยทำสิ่งนั้น จะไม่ปรึกษาคนที่ไม่เคยผ่านเรื่องนี้ ถ้าเราอยากลาออกจากงานประจำ ไปทำธุรกิจตัวเองเล็ก ๆ แต่เราไปถามคนที่ทำงานที่เดียวกับเรา ที่เขาเองก็ไม่กล้าลาออกเหมือนกัน คำตอบที่เขาให้เราไม่มีทางทำให้เราลาออกได้เลย เราควรไปถามคนที่ลาออกแล้ว ทำร้านแล้ว ต่อให้ไม่รู้จักกันก็ต้องไปถาม 

ทุกวันนี้แพทก็จะเป็นแบบนั้น ค่อนข้างหน้าด้านหาที่ปรึกษา ผู้ใหญ่ที่อาจจะไม่ได้รู้จักกันขนาดนั้น แล้วโดยส่วนมาก ทุกคนยินดีมากที่จะแชร์ประสบการณ์ที่เขาเคยผ่านมา เหมือนเขาอยากบอกจะตาย แต่ไม่รู้จะบอกใคร รอคอยที่จะเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังมานาน 

เพื่อนรักไม่ได้แปลว่าจะให้คำตอบได้ทุกเรื่อง เขาเป็นที่พิงทางใจของเรา เป็นอ้อมกอดให้เราได้ ไปร้องไห้ใส่มันได้ แต่อาจจะฟังคำแนะนำที่เขาไม่เคยผ่านไม่ได้ ถ้าจะหาหนทาง หาคำตอบ หรือจะแก้ปัญหา อยากให้ไปหาคนที่เขาเก่งกว่าเราในเรื่องนั้น ๆ

แล้วปัญหาอะไรที่คุณมักจะปรึกษาคนอื่น แก้ไขเองไม่ได้

เรื่องงานใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยทำ แม้แต่หลัง ๆ นี้จะทำเพลงใหม่ก็ไม่ถามคนเดิม ๆ เรากลับไปถามแฟนเพลง เพราะเขารู้ดีกว่าเราว่าเขาอยากฟังอะไร 

สนทนากับ ‘แพท รัณนภันต์’ ในวันที่ความอ่อนแอไม่ใช่เรื่องน่าอาย และเริ่มทลายกรอบของชีวิตด้วยการเป็นตัวเอง
สนทนากับ ‘แพท รัณนภันต์’ ในวันที่ความอ่อนแอไม่ใช่เรื่องน่าอาย และเริ่มทลายกรอบของชีวิตด้วยการเป็นตัวเอง

กระโดดกอด

ช่วงหลังคุณลุกขึ้นมาทำอะไรใหม่ ๆ เยอะ ทั้งถ่ายแบบ แต่งตัวเซ็กซี่ ตีขัน ฯลฯ คุณเคยบอกว่าสิ่งเหล่านั้นคือการก้าวผ่านขีดจำกัดต่าง ๆ ของตัวเอง อยากรู้ว่าอะไรคือขีดจำกัดนั้น

ขีดจำกัดของพวกเราทั้งหลาย คือตัวตนทั้งนั้นเลย สิ่งที่ทำไปอันนั้นไม่ใช่ฉัน อันนี้ไม่ใช่ฉัน เป็นตัวตนที่เราขีดไว้แล้ว ฉันเป็น Rock Star ใส่สีดำ ทำตัวแมน ๆ หน่อยแล้วสบายใจ อยู่ท่ามกลางผู้ชายแต่งตัวเป็นผู้หญิงมากแล้วจะเขิน

สิ่งใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยทำก็เพราะกลัวทำแล้วแป้ก กลัวทำแล้วออกมาไม่ดี ถ่ายแบบเราก็ไม่เคยทำ ไม่กล้า คล้าย ๆ ว่ามันเป็นเกราะที่เราสร้างขึ้นมาเอง คิดว่าตรงนี้เราปลอดภัย อย่าก้าวออกไปเลย 

การก้าวออกมาครั้งนี้เกิดจากการที่เราอยากไปไกลกว่านี้ คิดกับตัวเองมาตลอดว่า ทำยังไงให้วง Klear ไปได้ไกลกว่าที่เป็นมา ทำยังไงให้มันดูแลใจคนได้มากกว่านี้ แต่มันก็ต้องดังกว่านี้ใช่รึเปล่า แล้วเราติดอะไรอยู่ อ๋อ ก็ติดไอ้สิ่งที่เราคิดว่าจะไม่ทำ สิ่งที่เราบอกว่า นั่นไม่ใช่ฉัน 

พออยู่ในวงการดนตรีที่เป็นแบนด์ของประเทศไทย มันไม่มีผู้หญิงเลยแม้แต่คนเดียว เหลือฉันหนึ่งคน เวลาที่เราอยู่ในค่าย Genie Record มองไปมีแต่ผู้ชาย เสื้อดำ กางเกงยีน หน้าเข้ม รองเท้าบูต เราก็ซึมซับมาสิบกว่าปีจริง ๆ นะ เหมือนอยู่สบายในแบบนั้นแหละ แล้วเราก็รอดมาตลอด รอดมาอย่างดี

แต่พอช่วงโควิดที่เราห่างจากทุกคน ห่างจากทุกอย่าง เหมือน Break Through ตัวเอง กลับไปหาว่า เด็กหญิงแพท ก่อนหน้าที่จะเป็นร็อกเกอร์เนี่ย มันเป็นใครวะ อุ๊ยตายแล้ว ตอนเด็ก ๆ ใส่ชุดนางฟ้าออกไปล่ามังกร แล้วก็มีไม้กายสิทธิ์อันหนึ่ง จริง ๆ แล้วเราเป็นเด็กช่างฝัน เราชอบศิลปะ เราชอบการแต่งตัว ชอบผจญภัย ชอบการท่องเที่ยว แล้วเราก็ค่อย ๆ ถามหาคนรอบตัวว่า ใครที่จะพาเราไปทำสิ่งใหม่ ๆ ได้บ้าง เพราะเราอยากกลับมาแต่งตัว 

หรือ Crystal Singing Bowl ก็เป็นเรื่องใหม่ ๆ ที่ไปลองทำ เพราะรู้สึกว่าอยากจะทำอะไรเพราะแค่สนุกแล้ว ทำโดยที่ไม่กลัวว่าจะไปกระทบกับ แพทวง Klear ไหม สุดท้ายมันคือตัวตนที่เราตั้งกรอบขึ้นมาทั้งหมดเลย ทำให้เราไม่ได้ใช้ชีวิตในแบบสนุกเต็มที่อย่างที่เราอยากใช้ 

ส่วนมันจะทำให้ใครต้องปรับตัวบ้าง ส่วนตัวรู้สึกว่าก็ให้เป็นหน้าที่ของเขา (หัวเราะ)

กำลังจะถามเลยว่าปฏิกิริยาคนรอบข้างเป็นยังไง

ไม่รู้ แต่เราคิดว่าไม่เป็นไร เราอยากใช้ชีวิตให้มีความสุข อยากใช้ให้มันเต็มที่ อยากมีแพสชันกับทุกอย่างที่ทำอีกครั้งหนึ่ง เรารู้สึกว่าเรื่องศิลปะ เรื่องการผจญภัยมันหายไปจากเรา เพราะกรอบบางอย่าง

มีขีดจำกัดอะไรอีกที่คุณยังก้าวข้ามไม่พ้น หรือไม่กล้าที่จะก้าวออกไป

(นิ่งคิด) เราไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย เพราะว่าตอนนี้กำลังไล่ทำอยู่

มีลิสต์

ไม่ถึงกับมีลิสต์ ช่วงนี้คืออยากทำ อยากแต่งตัว อยากให้ทุกคนเห็นความเป็นผู้หญิง 

ถ้าถามว่าอะไรที่อยากทำแล้วยังไม่ได้ทำ ตอนนี้น่าจะไม่มี แต่ว่าขีดจำกัดที่ยังกลัวก็น่าจะเป็นเรื่องอายุ เราก็กำลังเรียนรู้และเล่นสนุกกับแต่ละอายุที่กำลังเดินหน้าไปของเราเหมือนกัน 

เพราะเราเริ่มเดินทางเร็ว ตอนที่เริ่มทำวง เราคิดว่า 30 ก็เลิกทำแล้ว ด้วยความที่วงการบันเทิงสมัยนั้นคนเกิน 30 คือจบ แต่พออยู่มาเรื่อย ๆ เอ๊ะ มันไม่จบ เพลง คำยินดี เพิ่งมาพีกตอนอายุ 29 แล้วจะเอาไงต่อวะ แล้วตอนนี้มันก็ 30 กลาง ๆ แล้วไงต่อวะ แต่เรายังสนุกอยู่เลย 

นี่น่าจะกลายเป็นขีดจำกัดต่อ ๆ ไปที่เราอยากจะสนุกแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ โดยที่มันต้องท้าทายทั้งกรอบของสังคมและที่ตัวเราเองเป็น 

อย่าไปกังวลถึงอนาคตข้างหน้าให้มากนักเลย ถ้าวันนี้ยังสนุก ก็คิดทุกวันเป็นวันนี้ไปเรื่อย ๆ มันก็คงดีไปเรื่อย ๆ เอง ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องที่เรากำลังเวิร์กกับตัวเองอยู่

แวะมาพูดถึงโปรเจกต์ บ้านแสงจันท์ ถือเป็นหนึ่งในเรื่องที่อยากทำมานานไหม

เป็นเรื่องที่ 2 เรื่องมาชนกันดีกว่า หนึ่ง คือ เราว่าชื่อเสียงมันควรจะทำประโยชน์ให้กับผู้คนได้เป็นรูปธรรม ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะเป็นอะไร ตอนนั้นก็เก็บไว้ในใจ 

ประจวบกับได้ไปรู้จักกับ หมอโน้ต-นพ.ภาสกร วันชัยจิระบุญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญระดับสูง สาขามะเร็ง โรงพยาบาลพระปกเกล้า แล้วก็คุณหมอชวนไปช่วยประกาศรับบริจาคสร้างตึกที่จันทบุรี ซึ่งคุณพ่อแพททำงานสุดท้ายที่จันทบุรี แล้วคุณพ่อเป็นโรคมะเร็ง เราก็เลยช่วยเรื่องนี้เต็มที่เลย 

พอสร้างตึกนั้นเสร็จ หมอโน้ตก็มานั่งคุยกับเราหลังเวทีคอนเสิร์ต แล้วถามว่าจำตึกนั้นได้ไหม มันทันสมัยมากเลย ผู้คนเดินทางมาจากทั่วภาคเลย แต่กลายเป็นว่าผู้คนเดินทางมามีเครื่องมือใช้ แต่ไม่มีที่นอน แล้วหมอโน้ตกำลังจะสร้างตึกอาคารที่พักให้คนมาพักฟรี เราก็จบสถาปัตย์ แฟนเราก็มีบริษัทสถาปนิก เลยเอ่ยปากขอลองทำแบบให้ และจะช่วยโปรโมตโปรเจกต์นี้เต็มที่ ช่วยกันหาเงินมาสร้าง 

มันยากไหม การเป็นนักร้องกับสถาปนิกไปพร้อมกัน

ไม่ยาก เพราะว่ามีแฟน (หัวเราะ) เอาตรง ๆ แพทไม่ได้ลงมือทำ โปรเจกต์นี้ต้องขอบคุณสถาปนิก วิศวกร นักออกแบบตกแต่งภายใน จิตอาสา ทั้งหมดคือ 20 คนที่มาทำงานให้โดยไม่คิดเงินเลยสักบาท เราแค่บอกเฉย ๆ ว่ามีโปรเจกต์นี้อยู่ ใครอยากมาร่วมบ้าง 

การที่จะรวบรวมคนมาช่วยกันสร้างอะไรดี ๆ สักอย่างหนึ่งให้สำเร็จ จริง ๆ มันไม่ได้ยากขนาดนั้น ต่อให้เราไม่มีเวลาทำ แต่เรามีเวลาที่จะพูด แล้วก็ประสานงานให้มันเกิด 

เป็นงานที่เติมเต็มชีวิตเรามากว่า ในที่สุดชื่อเสียงที่ได้มามันก็เป็นประโยชน์กับใครแล้ว ปกติผู้ป่วยกับญาติเขาต้องเสียเงินไปนอนโรงแรม หรือบางคนก็ยอมนอนพื้น วันนี้เขามีที่พักแล้ว เราชื่นใจมาก

พูดถึงคอนเสิร์ตใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น หลังจากที่คุณกลายเป็นคนใหม่ ได้ทำอะไรใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำหลายอย่าง ในคอนเสิร์ตนี้จะมีอะไรใหม่ ๆ เกิดขึ้นบ้าง

ที่แน่ ๆ จะมี Crystal Singing Bowl ที่น่าจะเป็นครั้งแรกในประเทศไทย อีกอย่างคือน่าจะได้เห็นการเรียบเรียงเพลงใหม่ เพลงที่เคยฟังมามันอาจจะดิ่งได้มากกว่านั้นอีก

ยังได้อีกเหรอ

ด้วยความที่มันชื่อ The Klear Sky Concert #จะเป็นทุกท้องฟ้าให้เธอ เรามองว่าท้องฟ้าแต่ละแบบให้ Mood แตกต่างกัน ท้องฟ้ากลางคืนให้ความรู้สึกอย่างไร ลองจินตนาการว่า เราร้องเพลงเวลาไหนจะเศร้าที่สุด ท้องฟ้าตอนเย็น กำลังจะมืดรึเปล่า บรรยากาศตรงนั้นมันจะพาผู้คนให้ไปที่สุดของอารมณ์ได้ 

แล้วสิ่งที่พูดในคอนเสิร์ตจะไม่เหมือนกับงานอื่น ๆ เราตั้งใจว่ามันต้องให้อะไรกับคนที่ไป เหมือนไปชาร์จแบตชีวิตให้เขา เติมพลังให้เขา ให้กลับไปแล้วมีหัวใจที่แข็งแรงขึ้น 

คุณมีส่วนร่วมอะไรบ้างในคอนเสิร์ตนี้

วงทำกันเองทุกอย่างเลย คุยกันว่าอยากได้อะไร ต้องทำอะไรบ้าง หรือภาพฝันที่มีในหัวเราเป็นยังไง แล้วก็มีทีมงานที่ช่วยสานฝันให้มันเป็นจริง จัดวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2565 ที่ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี

คุณใช้ประสบการณ์ตัวเองแต่งเพลงมาพอสมควรนะ ถ้าให้แต่งเพลงเกี่ยวกับชีวิตช่วงนี้ มันจะเป็นเพลงที่เล่าเรื่องอะไร

คงจะพูดว่า ขอบคุณนะที่วันนี้เรายังมีกัน 

ฉันไม่รู้หรอก พรุ่งนี้ฉันจะเสียเธอไปไหม เธอจะเสียฉันไปหรือเปล่า ณ โมเมนต์นี้ ตรงนี้คือเรามีกัน อยากให้รู้ว่าขอบคุณนะ

อยากให้ประเมินตัวเองตอนนี้ ถ้าคะแนนเต็ม 10 คุณให้ตัวเองเท่าไร และต้องหักคะแนนอะไรไปบ้าง

ช่วงนี้เก่ง (หัวเราะ) 

เราไม่เคยให้คะแนนตัวเองสูงเท่านี้มาก่อนเลยในชีวิต ช่วงนี้ให้ 9 เลย หัก 1 คะแนน เพราะเราในเมื่อก่อนกดดันตัวเองเก่งมาก ด่าตัวเองเก่ง ไม่เคยมีอะไรดี ทำอะไรก็ไม่ดีสักอย่าง คนอื่นบอกว่าดีแล้ว เราก็จะบอกว่าดีไม่พอตลอด เป็นนิสัยเก่าที่มันก็ยังไม่หายสักที เวลาที่เรา Down จริง ๆ เหนื่อยจริง ๆ ทั้งร่างกายและจิตใจ นิสัยเก่าก็กลับมาเหมือนกัน เรายังมี Devil ตัวเดิมที่ยังไม่หมดฤทธิ์แล้วจะกลับมาเมื่อเราอ่อนแอ ฉันรู้ว่าแกยังอยู่ ฉันรู้ว่าเรายังมีความดาร์กเดิม ๆ แค่เขาสงบเร็วขึ้น เพราะเราฟังเขามากขึ้น 

นี่คือ 1 แต้มนั้นที่ก็เป็นเรื่องธรรมดา และคิดว่าคงมีต่อไปเรื่อย ๆ

สนทนากับ ‘แพท รัณนภันต์’ ในวันที่ความอ่อนแอไม่ใช่เรื่องน่าอาย และเริ่มทลายกรอบของชีวิตด้วยการเป็นตัวเอง

ขอบคุณสถานที่

โรงแรม Mode Sathorn Hotel Bangkok 

144 ถนนสาทรเหนือ แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load