“พี่มีเวลาชั่วโมงเดียวนะ”

ฐปนีย์ เอียดศรีไชย บอกทางโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ พร้อมกับบอกให้เราไปเจอเธอที่ร้านอาหารของเธอ ธุรกิจส่วนตัวที่กินเวลาของเธอในสัดส่วนที่เท่าๆ กับการเป็นนักข่าว

ในแต่ละวันเธอเป็นนักข่าวภาคสนามรายการโทรทัศน์ ผู้ก่อตั้งสำนักข่าวออนไลน์ The Reporters เจ้าของร้านอาหารใต้ และหัวหน้าครอบครัวของหลานๆ ตารางชีวิตของเธอในแต่ละวันถูกกำหนดเดดไลน์เป๊ะๆ ไม่ต่างจากเดดไลน์ของข่าว ธรรมชาติของการเป็นนักข่าวที่ต้องเร็ว ทันเวลา ถูกนำมาใช้กับชีวิตส่วนตัวที่มีภาระและความรับผิดชอบมากมาย

‘ชั่วโมงเดียว’ ของเรากับเธอจึงต้องกระชับ ได้ใจความ เนื้อๆ เน้นๆ ในสิ่งที่อยากจะรู้

เพราะในวันเสาร์อย่างนี้ เธอกำลังเตรียมตัวไปรายงานข่าวที่ท้องสนามหลวงในวันพ่อแห่งชาติ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ เป็นองค์ประธานจุดเทียนมหามงคลเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

สำนักข่าวออนไลน์ The Reporters ก่อตั้งขึ้นมากว่า 1 ปี และได้รับการติดตามมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับที่กำลังเกิดปรากฏการณ์ทางการเมืองครั้งสำคัญของไทย ปัจจุบัน The Reporters มีผู้ติดตามกว่า 1 ล้าน 2 แสนคน เป็นจำนวนที่มากพอๆ กับสำนักข่าวใหญ่ๆ ที่คนรู้จักมาเป็นเวลานาน

โมเดลฐปนีย์ต้องอยู่ในทุกเหตุการณ์สำคัญ ยังถูกใช้กับปรากฏการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ 

ทุกการเคลื่อนไหวของแต่ละฝักฝ่าย ทุกแพลตฟอร์ม ทีวี ออนไลน์

ฐปนีย์ เอียดศรีไชย รายงาน

วันนี้เป็นอีกวันที่สำคัญ คุณต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง

วันนี้เป็นวันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันพ่อ เดี๋ยวนี้ข่าวการเมืองมันก็หมายรวมถึงกลุ่มประชาชนที่เรียกตัวเองว่าเป็นกลุ่มรักสถาบัน กับกลุ่มราษฎร ที่มีข้อเรียกร้องต้องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้นในการทำข่าว เราต้องเข้าใจธรรมชาติของการเมือง สถานการณ์ ปรากฏการณ์ ความแตกต่างทางความคิด และวาทกรรมทางการเมืองที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัย

นี่คืออีกยุคสมัยที่สถานการณ์การเมืองไทยเปลี่ยนแปลง มีชุดวาทกรรมใหม่ไม่เหมือนกับยุคสมัยก่อน เราอาจเคยได้ยินว่ามีคนเสื้อแดง คนเสื้อเหลือง คนรักทักษิณ คนไม่รักทักษิณ อาจเปลี่ยนมาเป็นกลุ่มคนที่ไม่เอารัฐประหาร เพราะรักประชาธิปไตย แต่ปัจจุบันเป็นกลุ่มปกป้องสถาบันและกลุ่มราษฎรที่ต้องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ 

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

เราต้องรายงานทุกๆ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างครบถ้วน เราต้องรายงานทุกความคิดทางการเมือง ทุกความคิดเห็นที่เกิดขึ้นของแต่ละกลุ่มการเมือง นักข่าวมักถูกถามหาความเป็นกลางมาโดยตลอด ก็เป็นคำเรียกร้องที่ถูกต้อง คนเขาอยากเห็นนักข่าวรายงานในสิ่งที่เป็น อยากเห็นนักข่าวรายงานเรื่องราวความคิดของตน คนเรียกร้องความเป็นกลางหมายถึงเรียกร้องให้รายงานความคิดของกลุ่มตัวเอง

ในสถานการณ์ที่มีความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น ความเป็นกลางมีอยู่จริงไหม

ความเป็นกลางมีอยู่จริง เรายังต้องมองแบบนั้น เพราะยิ่งเราทำงานในความขัดแย้ง ความเป็นกลางคือเราต้องรายงานคู่ขัดแย้งให้ครบถ้วน บางครั้งในหนึ่งข่าว โดยเฉพาะข่าวที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม คู่ขัดแย้งมันไม่ได้มีแค่สองฝ่าย มันอาจจะมีสามฝ่าย สี่ฝ่าย ความเป็นกลางก็คือต้องทำข่าวของทุกฝ่ายนั่นเอง 

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

จริงๆ แล้วเรามองว่าความเป็นกลางไม่ใช่ทำให้เท่ากัน แต่ว่าต้องทำให้ครบถ้วน นำเสนอสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างครบถ้วน แล้วก็มากกว่านั้นคือต้องรายงานอย่างมีทิศทางและมีเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย

ทิศทางและเป้าหมายของการรายงานข่าวปรากฏการณ์ทางการเมืองครั้งนี้คืออะไร

ตั้งแต่ตอนที่เริ่มมีสถานการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ เราวางเป้าหมายทางการเมืองไว้ชัดว่า The Reporters ต้องเป็น Peace Media หรือสื่อเพื่อสันติภาพ

ดังนั้นพื้นที่สื่อของเราต้องรายงานอย่างไรให้ส่งเสริมการใช้กระบวนการสันติวิธี เพราะเป็นวิธีการอย่างหนึ่งในกระบวนการสันติภาพ ส่งเสริมการชุมนุมที่สงบโดยปราศจากอาวุธหรือสันติวิธีอย่างที่ผู้ชุมนุมประกาศ เราก็ต้องนำเสนอด้วยว่า การชุมนุมอย่างสันติปราศจากอาวุธเป็นอย่างไร หรือว่าถ้ามีการใช้อาวุธหรือความรุนแรง เราก็ต้องรายงานในลักษณะที่ไม่ยุยงส่งเสริมให้เกิดความรุนแรงหรือความขัดแย้ง 

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

เริ่มจากการใช้ภาษาข่าว สำคัญมาก ข่าวของเราทุกแบบ ไม่ว่าจะเป็นข่าวเขียนหรือรายงานข่าว จะต้องใช้ภาษาที่เป็นภาษาข่าว ไม่ใช่ภาษาที่เป็นความรู้สึกหรือความคิดเห็น นี่คือจุดเริ่มต้นสำคัญในเรื่องของการใช้ภาษา ไม่ใช้ถ้อยคำที่ยุยงปลุกปั่น บิดเบือน หรือสร้างความเข้าใจผิด

เราต้องมีพื้นที่ข่าวให้คู่ขัดแย้งทุกกลุ่ม ทุกหุ้นส่วนของความขัดแย้งต้องได้มีพื้นที่ในข่าวอย่างครบถ้วน ให้ทุกคนมาอยู่ในกล่องนี้ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลทุกด้าน และทุกคู่ขัดแย้งก็ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกัน เมื่อเขามีโอกาสได้รับรู้ เขาก็จะเกิดกระบวนการของการคิดและทำความเข้าใจ เกิดการถกเถียง ไม่เห็นด้วยกันได้ แต่ว่าเขาจะมีข้อมูลทุกๆ ด้านมาเพื่อประกอบในการคิดและตัดสินใจ หรือสรุปความเห็นของตัวเอง ไม่ว่าจะคิดไม่ตรงกันหรือเห็นไม่ตรงกัน 

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

นอกจากนี้ เราต้องมีคนที่พูดเรื่องสันติวิธี หรือกระบวนการสร้างสันติภาพอยู่ในสัดส่วนของข่าวของเราด้วย ถ้าเรามีพื้นที่สำหรับเรื่องนี้ แล้วเรามีเป้าหมายชัดเจนข่าวของเราจะมีทิศทางว่าเราจะทำเรื่องอะไร หรือเราจะเสนออะไร

เราไม่อยากให้เกิดสงครามกลางเมืองหรือเกิดรัฐประหาร แม้ว่าจะแตกต่างกัน แต่เราอย่าไปถึงจุดที่เหมือนกับซีเรีย ต้องฆ่ากันเอง หรือเกิดปัญหาที่เป็นความขัดแย้งทางการเมืองแบบเมียนมา ซึ่งใช้เวลาเจ็ดสิบปีแล้ว ก็ยังไม่สามารถที่จะสร้างกระบวนการสันติภาพได้เลย 

แล้วถ้าความรุนแรงมาจากรัฐ หรือเกิดรัฐประหารที่คุณบอกไม่อยากให้เกิด หน้าที่ของสื่อคืออะไร

รายงานในสิ่งที่เกิดขึ้นในทุกๆ เรื่องอย่างชัดเจนและถูกต้อง การกระทำใดๆ ที่เกิดขึ้นโดยรัฐก็ต้องกล้าที่จะบอกว่านั่นคือการกระทำโดยรัฐ หากรัฐใช้วิธีการต่างๆ ที่ไม่เหมาะสม เราต้องกล้าพูดว่าเป็นการกระทำที่มาจากรัฐ แต่ทั้งหมดก็ต้องมาจากพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง

ถ้าเรามั่นใจในหลักฐาน เราเห็น หรือเรามีข้อมูลที่ชัดเจน เราก็รายงานได้อย่างตรงไปตรงมา นั่นคือหน้าที่สำคัญของสื่อด้วยซ้ำที่จะต้องพูดแทนประชาชน เราต้องรายงานข่าวเพื่อมวลชน เป็นกระบอกเสียงของประชาชนเช่นเดียวกัน เราตีแผ่ความจริงเพื่อให้สังคมยังอยู่ภายใต้กฎหมายหรือสิ่งที่ถูกต้อง คือสื่อมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ

ทำข่าวการเมืองมากว่า 20 ปี การเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

จริงๆ กว่ายี่สิบปีที่เป็นนักข่าว เราอยู่ในห้วงประวัติศาสตร์ทางการเมืองมาตั้งแต่ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ เต็มใบ แล้วก็มารัฐประหารถึงสองครั้งในปี พ.ศ. 2547 และ พ.ศ. 2557 อยู่ในทุกเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่กลุ่มพันธมิตร ยุคของนปช. เสื้อแดง การชุมนุมของกลุ่ม กปปส. และจนถึงรัฐประหารใน พ.ศ. 2557 เราผ่านสมรภูมิของความขัดแย้งที่มีการใช้อาวุธ มีผู้คนเสียชีวิตจากเหตุการณ์ทางการเมือง

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยเติบโตมาพร้อมกับความขัดแย้ง และในการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งล่าสุดมันเหมือนย้อนไปที่ พ.ศ. 2475 (ปีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่ระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญและปกครองโดยรัฐสภา) คือในห้วงแปดสิบแปดปีที่ผ่านมา มันแทบจะต้องย้อนกลับไปสู่ที่เดิม ทั้งๆ ที่ตลอดแปดสิบแปดปีมันมีพัฒนาการทางการเมือง มันก็เป็นไปตามทิศทางของประชาธิปไตยแล้ว แต่ว่าสุดท้ายก็วกกลับมาเหมือนหลัง พ.ศ. 2475 ซึ่งสื่อก็ต้องตั้งคำถามเหมือนกันว่า ทำไมถึงเกิดความคิดแบบนี้ในกลุ่มคนไทย ในยุคสมัยที่มันผ่านการเปลี่ยนแปลงมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง 

รัฐประหารอาจเกิดมาพร้อมๆ กับการที่คนไทยไม่เห็นด้วยกับการใช้ทุนสามานย์ มองว่านายทุนอาจจะเป็นสิ่งที่เลวร้ายน่ากลัว และพอมายุคหนึ่งคนไทยก็ต่อสู้กับทหารหรือรัฐประหารเผด็จการ เพราะมองว่าเป็นตัวการทำลายประชาธิปไตย แต่ปัจจุบันมันถูกพัฒนาไปสู่ความคิดในการเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ เรามองว่าในพื้นฐานของคนไทยแล้ว คนไทยทุกคนรักและเคารพในสถาบันของพระมหากษัตรย์ในรากเหง้าของวัฒนธรรม 

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

เท่าที่เราไปสัมผัสทั้งสองกลุ่มมา เราเห็นถึงความรู้สึกนี้ของคนไทย เพียงแต่ว่าในข้อเรียกร้องของกลุ่มนักศึกษาหรือคนรุ่นใหม่ อาจมีรายละเอียดบางอย่างที่เขาต้องการให้ปรับปรุงเพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เขามองว่าในโครงสร้างการเป็นประชาธิปไตยแล้ว สถาบันฯ ต้องเป็นอย่างไร พวกเขาทำแบบนี้ คิดแบบนี้ เป็นการล้มล้างหรือไม่ เรามองว่าถ้าเปิดใจและรับฟังเหตุและผล ก็เชื่อมั่นว่าเราน่าจะมีทางออกในการแก้ไขปัญหานี้ได้

การเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งไหนที่เปราะบางและยากที่สุดต่อการรายงานข่าว

ตอนนี้ (ตอบทันที) และก็ท้าทายมาก คือมันละเอียดละอ่อนต่อความรู้สึกของคนไทย เราลำบากใจมากในการรายงานข่าวต่างๆ แต่ว่าอย่างไรก็ตาม หน้าที่ของนักข่าวคือการรายงานตามข้อเท็จจริง ถ้าเราไม่รายงานว่ามีคนกลุ่มหนึ่งกำลังคิดและต้องการแบบนี้ มันก็ถือว่าไม่ใช่การทำหน้าที่ของนักข่าว เพราะนี่คือปรากฏการณ์

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

แต่ในขณะเดียวกัน การรายงานข่าวลักษณะนี้ก็เสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง หรือการละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้น เรามองว่าช่วงนี้แหละเป็นช่วงเวลาของการทำข่าวที่ยากที่สุดสำหรับนักข่าวทุกคน ที่เราต้องยืนอยู่บนเส้นของการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ ถึงบอกว่า ถ้าเรามีหลักคิดว่าเราต้องการทำข่าวเพื่อสันติภาพ เราก็ต้องหาแนวทางที่จะทำยังไงเพื่อสื่อสารให้คนในสังคมเข้าใจถึงเหตุและผลซึ่งกันและกัน

คุณมีวิธีรายงานหรือพยายามเสนอปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างไรบ้าง

ตั้งแต่ครั้งแรกที่มีการพูดถึงเรื่องนี้บนเวทีแฮร์รี่ พอตเตอร์ ในวันที่ 3 กรกฎาคม จนถึงเวทีที่ธรรมศาสตร์ในวันที่ 10 สิงหาคม เราน่าจะเป็นสื่อจะคนแรกที่รายงานว่ามีข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์บนโทรทัศน์

สื่อออนไลน์รายงานเรื่องนี้ แต่การรายงานข่าวนี้บนโทรทัศน์ เราน่าจะเป็นคนแรก เพราะเมื่อเกิดปรากฏการณ์ที่มีข้อเรียกร้องนี้ด้วย เราไม่พูดคำนี้ไม่ได้ และในสื่อโทรทัศน์เราจะรายงานยาวไม่ได้ เราต้องสรุปความ ดังนั้นในวันที่เราเริ่มต้นรายงานข่าวเรื่องนี้ เราต้องฟังเขา มานั่งฟัง มานั่งอ่านสิ่งที่เขาเรียกร้อง มานั่งดู ทำความเข้าใจว่าคำพูดต่างๆ ที่เขาพูดกันมีความหมายอย่างไร และเราต้องสรุปความอย่างไร ให้ได้ทั้งหน้าที่ของเราในการรายงานข้อเท็จจริง และในขณะเดียวกันเราก็ต้องระมัดระวังเรื่องข้อกฎหมาย เพราะเป็นสิ่งใหม่ 

อะไรที่ทำให้คุณมั่นใจว่ารายงานเรื่องนี้บนโทรทัศน์ได้

จริงๆ ตอนวันเวทีแฮร์รี่ พ็อตเตอร์ ยังไม่มั่นใจเลยค่ะ เพราะฟังแล้วก็ยังไม่รู้ว่าอะไรพูดได้ไม่ได้ ก็ต้องมานั่งฟังแล้วฟังอีก ทำความเข้าใจว่าสิ่งที่เขานำเสนอเป็นอย่างไร แล้วก็หารือกับนักกฎหมายบ้าง จนสุดท้ายได้คำตอบว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นข้อเสนอ ซึ่งเรารายงานได้

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

การรายงานเรื่องนี้บนโทรทัศน์มีทั้งแรงกดดันจากนายทุนและทั้งกลัวไปเอง บางที่เลยเซ็นเซอร์ตัวเองไปเลยดีกว่า ไม่อยากเดือดร้อนหรือมีปัญหา ก็คิดกันไปเองก่อน ซึ่งเรื่องนี้รายงานได้ แต่ตอนหลังมีการปรับเปลี่ยนกันมากขึ้น ก็ยังมีบ้างที่หลีกเลี่ยงคือไม่รายงานเรื่องนี้เสียดีกว่า

สำนักข่าวออนไลน์ The Reporters ปลดแอกคุณไหม

จริงๆ แล้วนี่คือเรา นี่คือฐปนีย์ที่เป็นมาโดยตลอด และจริงๆ แล้วฐปนีย์ในโทรทัศน์ก็ปลดแอกอะไรตั้งหลายอย่าง สำนักข่าวนี้อาจไม่ใช่การปลดแอก แต่เป็นการยืนยันตัวตนของฐปนีย์ ยืนยันว่าข่าวที่เราทำ เราสนใจ ไม่จำเป็นต้องเป็นข่าวที่ดราม่า มีเรตติ้ง แต่ข่าวด้านสิทธิมนุษยชน ข่าวประชาชน ข่าวคนตัวเล็กตัวน้อย ข่าวสิ่งแวดล้อม ข่าวความขัดแย้งในภาคใต้ เป็นข่าวที่มีคนสนใจไม่น้อยไปกว่าข่าวลุงพลหรือข่าวดราม่าอื่นๆ

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

เราอยากมาทำ The Reporters เพื่อที่อยากจะมีพื้นที่กับให้ปัญหาสังคมอื่นๆ ที่สื่อกระแสหลักไม่สนใจ ซึ่งที่ผ่านมาเรานำเสนอข่าวเหล่านี้ผ่านรายการ ข่าว 3 มิติ มาอยู่แล้วโดยตลอด แต่ด้วยโครงสร้างของโทรทัศน์ที่วันหนึ่งเรานำเสนอได้แค่เรื่องเดียวด้วยข้อจำกัดของเวลา แล้วบางเรื่องเราก็รายงานไม่ได้ เพราะติดเรื่องโครงสร้างทุน บางเรื่องก็ขัดกับนโยบายรัฐ เราเจอกับข้อจำกัดมาโดยตลอด ดังนั้นจริงๆ แล้วเราแค่เปลี่ยนเอาทุกอย่างมาอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ พื้นที่ที่เรารายงานข่าวได้มากขึ้น โดยใช้ฐานของการเป็นฐปนีย์ คือการรายงานข่าวเหตุการณ์ ถ้ามีเหตุการณ์อะไร น้ำท่วม ไฟไหม้ เกิดภัยพิบัติ เกิดอะไรที่รุนแรง เช่น ระเบิดในภาคใต้ ต้องเห็นฐปนีย์เป็นคนแรก

The Reporters เกิดขึ้นมาไม่ใช่เพราะแค่เพื่อรายงานข่าว แต่เราใช้ The Reporters ในการขับเคลื่อนสังคม ถ้าเรากำหนดประเด็นขึ้นมาเองแล้ว เราก็ตีแผ่ปัญหาเหล่านั้น 

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

ถ้าหากว่านักข่าวทุกคนทำข่าวด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ คุณจะเข้าใจบริบทปัญหาทุกเรื่อง และคุณจะสามารถรายงานด้วยใจที่เป็นกลาง ใจที่เป็นธรรม ใจที่มีความรับผิดชอบ และรู้สึกว่าอยากมีส่วนหนึ่งในการร่วมขับเคลื่อนเรื่องนั้นมากกว่า สื่อมีบทบาทสำคัญมากในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา

คุณก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters ขึ้นมาอย่างไร

เป็นเรื่องยากมาก เพราะเราเริ่มต้นทำ The Reporters ขึ้นมาโดยไม่มีเงินทุน หลายคนคิดว่าจะตั้งสำนักข่าวหนึ่งขึ้นมา ต้องมีออฟฟิศ มีเงินทุน ต้องเปิดรับสมัครพนักงาน แต่เราไม่มีเลย เราเริ่มต้นกับเพื่อนอีกสองคน เงินแรกเริ่มมาจากเงินส่วนตัวที่เราลงทุนกันเองในการทำเพจ ออกแบบโลโก้ ทำกราฟิก เราไปทำข่าว เราก็ต้องไปทำภาพเอง ถ่ายภาพเอง

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

เราหาเงินไปพร้อมๆ กับการหาโฆษณา ก็ใช้รูปแบบการทำธุรกิจนี่แหละค่ะ ไม่ได้ปฏิเสธทุนหรือธุรกิจเลย แต่มันมาจากการทำคอนเทนต์ของเราให้เป็นที่สนใจก่อน

คอนเทนต์ที่น่าสนใจของ The Reporters คืออะไร

มีคนบอกว่าข่าวการเมือง ข่าวสิทธิมนุษยชนหาโฆษณายาก แต่เรามองว่า เฮ้ย มันต้องมีสิ มันต้องมีธุรกิจที่เขาสนใจเรื่องพวกนี้ เพราะอย่าลืมว่าปัจจุบันเรื่อง Humanity (มนุษยธรรม) เป็นเทรนด์ของโลก ภาคธุรกิจต้องเคารพและสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชน ถ้าเราสามารถผลักดันให้ธุรกิจมาลงโฆษณากับเรา เป็นการบ่งบอกว่าเขาเคารพสิทธิมนุษยชน มันก็อาจเป็นผลบวกกับธุรกิจนั้นก็ได้ 

ทำไมเราต้องยินยอมให้คำว่าเรตติ้งแล้วไปทำข่าวอื่น ทำไมเราไม่สร้างข่าวเหล่านี้ให้มีเรตติ้ง เทรนด์สังคมหันมาสนใจเรื่องพวกนี้ ข่าวพวกนี้ก็มีเรตติ้งได้ ตอนนี้มันก็เป็น จริงไหม ขณะที่สื่ออื่นไม่ได้มองเห็นข่าวพวกนี้ สุดท้ายเขาก็ต้องกลับมาทำ เพราะคนกำลังพูดถึง เราเลยคิดว่าเราทำสำเร็จแล้ว

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

โมเดลอะไรของ The Reporters ที่ทำให้คนติดตามเยอะมากในช่วงการประท้วงครั้งล่าสุด

การรายงานสดจากที่เกิดเหตุโดยนักข่าว โมเดลของฐปนีย์นี่แหละที่ทำให้คนเขามาติดตามเรา เพราะคนเชื่อมั่นว่าเราอยู่ในสถานที่จริง The Reporters ไม่ใช่แค่รายงานแล้ววางกล้องไว้เฉยๆ แล้วก็ให้คนดูสด เรารายงานโดยเข้าไปพูดคุยกับผู้คน รายงานสิ่งที่อยู่ในม็อบว่ามีอะไรบ้าง มันหมายถึงอะไร หรือผู้คนที่มาเป็นใคร เขาคิดอย่างไร ทำให้คนติดตามรู้สึกว่าอยู่ในสถานที่ หรืออยู่ในม็อบไปกับเรา

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

ในยุคที่สื่ออื่นๆ แทบไม่ทำเฟซบุ๊กไลฟ์ เพราะเขามองว่าหากต้องการทำรายได้ต้องทำคลิป แต่เราว่าการทำเฟซบุ๊กไลฟ์คือการรายงานสด เหมือนเอาทีวีมาอยู่ในเฟซบุ๊กแค่นั้นเอง อย่างวันที่มีการสลายการชุมนุมที่แยกปทุมวัน (16 ตุลาคม พ.ศ. 2563) เรารายงานตั้งแต่หกโมงครึ่ง จนหมดความยาวสูงสุดของการทำเฟซบุ๊กไลฟ์คือสี่ชั่วโมง แล้วก็มาเริ่มต้นไลฟ์ใหม่จนถึงตีหนึ่ง ถึงคุณไม่ได้ไปม็อบ แต่คุณดูเราเหมือนอยู่ในม็อบได้ มันก็เลยเกิดความแตกต่าง

คุณเคยบอกว่าต้องขายขนมจีนเพื่อหาเงินทำข่าว ทุกวันนี้คุณต้องสวมหมวกอะไรบ้าง

มีหมวกสี่ใบ เช้าเป็นแม่ค้า เป็นมนุษย์แม่ส่งหลานไปโรงเรียน พอสายๆ มาดูสำนักข่าวของตัวเอง บ่ายๆ ก็ต้องไปเป็นผู้สื่อข่าวให้รายการ ข่าว 3 มิติ

จุดเริ่มต้นของการเปิดร้านขายขนมจีนเพื่อหาเงินไปทำข่าวก็มาจากตรงนี้ จริงๆ แล้วเราทำอยู่ในช่อง 3 หรือทำในรายการ ข่าว 3 มิติ เราก็มีรายได้ที่เพียงพอต่อการดูแลตัวเอง แต่เรามีครอบครัวเหมือนคนอื่นๆ มีน้องชาย มีหลาน เราเป็นหัวหน้าครอบครัว ค่าใช้จ่ายในครอบครัวก็เยอะ 

 อีกอย่างคือเราอยากมีอิสระในการทำข่าว ถ้าเรามีเงิน ซื้อตั๋วเครื่องบินไปทำข่าวที่ไหนก็ได้ที่เราอยากไป โดยไม่ต้องขอเงินใคร ไม่ต้องขออนุญาตใคร ดังนั้นเราก็คิดว่าเปิดร้านขนมจีนหาเงินสิ เราก็เลยตั้ง The Reporters ขึ้นมาพร้อมๆ กับร้านขนมจีน

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

มีเวลาให้ตัวเองบ้างไหม โดยเฉพาะเวลาที่เจอกับแรงเสียดทานจากสังคม

อย่างแรกเลยต้องเข้าใจก่อนว่าเมื่อมาอยู่ในจุดนี้ เรายืนอยู่ในที่สว่าง เราจะก้าวย่างทำอะไรก็เป็นที่จับจ้องทั้งหมด โดยเฉพาะในภาวะที่ผู้คนกำลังคิดแตกต่างกัน มีผู้คนที่ทั้งชอบเราและไม่ชอบเรา ทุกอย่างพร้อมจะถูกนำไปตีความ ยิ่งเมื่อ The Reporters โดดเด่นในแง่การรายงานข่าวการประท้วง หลายคนบอกว่าเราสนับสนุนผู้ชุมนุมอีก เราก็เลยอยู่ในรายชื่อที่จะถูกปิดบ้าง

ถามว่าเวลาเกิดเหตุแต่ละครั้ง เครียดมั้ย เครียด แต่ว่าเราไม่มีเวลามานั่งเครียดหรือคิดมาก ไม่มีเวลามานั่งท้อ เพราะเราต้องใช้เวลาไปกับการแก้ปัญหา ต้องรีบแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด ช้าแต่วินาทีเดียวไม่ได้ แล้วต้องแก้อย่างระมัดระวัง ทั้งใช้ศาสตร์และศิลป์ต่างๆ ส่วนวิธีการที่จะแก้ปัญหาเรื่องการถูกโจมตี หรือการถูกใส่ร้าย ท้ายที่สุดคือความจริง และความจริงใจของเรา ถ้าเรายืนยันว่าเราทำงานด้วยข้อเท็จจริงที่เรามี และความจริงใจต่อการที่ทำอะไรต่างๆ เราก็ชี้แจงได้ แล้วเราก็ไม่ได้หวั่นไหวกับการพูดอะไรออกไป ถ้ามันเป็นเรื่องจริง

ส่วนมีเวลาเป็นของตัวเองไหม ก็มีคือเวลานอน นอนน้อยบ้าง มากบ้าง แล้วแต่ บางทีไม่อยากคิดอะไรก็เปิดละคร เปิดหนังดูไปสักชั่วโมงสองชั่วโมงเพื่อไม่ต้องคิดเรื่องงาน เป็นการหยุดพักความคิดที่เกี่ยวกับเรื่องเครียดๆ ในสองชั่วโมงนั้น แล้วก็หลับไป ตื่นมาเราก็ค่อยมาจัดการปัญหาใหม่

ชีวิตคุณอยู่กับความเร็วและความรีบตลอดเลย มีวันไหนอยากอยู่ช้าๆ บ้างไหม

มีค่ะ ยิ่งตอนนี้มีร้านอาหาร เราจะจัดเวลาเสาร์อาทิตย์มาช่วยที่ร้าน เราชอบทำกับข้าว ชอบหั่นผัก จัดของ จัดอาหาร มันทำให้เรามีสมาธิ อย่างวันนี้มีชุดปิ่นโตสั่งไปวัด เราเป็นคนจัดชุดขนมจีน ชอบทำอะไรพวกนี้ การอยู่กับสิ่งเหล่านี้ทำให้เราได้ใช้ชีวิตอย่างช้าลง

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

ตั้งแต่ทำ The Reporters เรารู้จักรอ ทำให้เสร็จเป็นเรื่องๆ การทำ The Reporters ทำให้ระบบชีวิตเราดีขึ้น เพราะว่าเราต้องนั่งเขียนข่าว เรียบเรียง ทำรูป ทำกราฟิก ทำให้เราทำอะไรช้าลง ต้องนั่งทำตรงนี้ให้เสร็จไปชิ้นหนึ่ง แล้วถึงค่อยทำชิ้นที่สอง จากที่แต่ก่อนเรารีบร้อน ทำอันนี้ยังไม่เสร็จก็ต้องทำอย่างอื่นแล้ว แต่ The Reporters มันฝึกสมาธิเราได้เยอะมาก เขียนข่าวนี้จบแล้วได้อ่าน ได้ทำภาพ หัดคิดประเด็น คิดต่อยอดไปอีก

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสื่อ อะไรทำให้คุณยังเป็นนักข่าวที่คนติดตามได้มากว่า 20 ปี

ความเป็นฐปนีย์นี่แหละค่ะ ความมุ่งมั่นในการทำข่าวทำให้เรายืนหยัดอยู่ได้ ไม่ว่าจะบนแพลตฟอร์มไหน และมันทำให้เรามีความสุขทุกวัน เพราะข่าวของเรามันมีคุณค่าต่อผู้คน แล้วเราก็รู้สึกภาคภูมิใจที่จะทำ

นักข่าวก็คือคนคนหนึ่ง ถ้าเราทำงานด้วยความเป็นคน เป็นมนุษย์ เราจะทำทุกเรื่องด้วยหัวใจที่อยากขับเคลื่อน ทำงานของเราให้ออกมามีคุณค่า แม้ในทุกวันเราเจอกับเรื่องยาก แต่จะมีบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุขจังเลยที่ได้ทำเรื่องนี้ ซึ่งเรารู้สึกแบบนี้ทุกวัน

ราวหนึ่งชั่วโมงผ่านไป เสียงโทรศัพท์ของเธอดังขึ้น พร้อมกับที่เราได้ถามเธอเป็นคำถามสุดท้ายพอดิบพอดี ถึงเดดไลน์ของการสัมภาษณ์เธอแล้ว

ฐปนีย์ เอียดศรีไชย รับโทรศัพท์และรีบลุกออกไปรายงาน

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

Writer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ตั๊ก บริบูรณ์, บอล เชิญยิ้ม, ค่อม ชวนชื่น, นุ้ย เชิญยิ้ม, แจ๊ส ชวนชื่น, โรเบิร์ต สายควัน, เหน่ง เชิญยิ้ม

คุณนึกภาพบริษัทที่มีพนักงานเป็นกลุ่มคนด้านบนออกไหมว่าทิศทางบริษัทจะเป็นอย่างไร คุณคาดหวังสิ่งใดจากพนักงานเหล่านี้

สำหรับผม แน่นอนว่าไม่ได้คิดถึงเรื่องซีเรียสอย่างตัวเลขกำไรในแต่ละไตรมาส หรือความมั่นคงของบริษัทในอนาคต

ผมคิดถึงความฮาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ในวันที่บริษัทอื่นหยุดทำการเนื่องในวันหยุดชดเชยวันแม่ ผมเดินทางไปเยือน บริษัท ฮา ไม่จำกัด เนื่องจากนี่เป็นวันแรกที่พวกเขากลับมาเปิดทำการ หลังจากปิดตัวชั่วคราวไปราวเดือนกว่าๆ

หากใครจำได้ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาพวกเขาเพิ่งแถลงข่าวปิดตัวเนื่องจากหลุดผังจากช่องเดิมหลังออกอากาศมาราว 2 ปี ครั้งนั้นเองที่ บริษัท ฮา ไม่จำกัด สามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาส แถลงการณ์ในเพจเฟซบุ๊กมียอดไลก์หลักหมื่นและคนคอมเมนต์หลักพัน คลิปแถลงการณ์ในยูทูบมียอดวิวเกือบล้าน บ่งบอกชัดเจนว่ามีคนโหยหาจังหวะตลกเฉพาะตัวของพวกเขาอยู่ไม่น้อย

ว่ากันตามตรง รายการตลกบ้านเราก็มีอยู่ไม่น้อย รายการซิตคอมก็หาดูได้ไม่ยาก สิ่งที่น่าสนใจคืออะไรทำให้ บริษัท ฮา ไม่จำกัด โดดเด้งออกมาจากรายการเหล่านั้น อะไรทำให้ผู้คนโหยหารายการนี้

ไม่ต้องไปเปิดรายงานประจำปีของบริษัทให้วุ่นวาย พนักงานทยอยมาถึงออฟฟิศแล้ว ไปฟังจากปากพวกเขาน่าจะได้เรื่องได้ราวกว่าผมคิดว่าอย่างนั้นนะ

บริษัท ฮา ไม่จำกัด
1.

มันไม่ใช่ซิตคอมแบบที่เราคิดบนกระดาษแล้ว

ที่สตูดิโอถ่ายทำซึ่งเปรียบเสมือนออฟฟิศของพวกเขา พนักงานบริษัทคนแรกที่ผมเจอคือ โรเบิร์ต สายควัน

อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้ แค่เห็นหน้าผมก็แอบฮาในใจเมื่อคิดถึงมุกตลกที่ผ่านๆ มาของเขา

ที่พวกเราต้องหยุดไปสี่สิบกว่าวันเพราะพี่โรเบิร์ตเขาหยุดไปทำหน้า” เป๋าอิทธิพล อำพา โปรดิวเซอร์หัวเรี่ยวหัวแรงหลักของรายการแซวตลกขวัญใจโลกโซเชียลฯ

“นี่ขนาดทำแล้วนะ” โรเบิร์ต แซวตัวเองด้วยน้ำเสียงคุ้นเคย เรียกเสียงหัวเราะให้คนรอบข้าง

หลังจากที่เหล่าตลกหน้าคุ้นมากันครบถ้วน แต่ละคนก็สับเปลี่ยนกันไปยืนกลางแดดจ้าในชุดสูทเพื่อถ่ายทำคลิปโปรโมตการกลับมาของรายการ

กูเอะใจแล้ว ทำไมวันนี้ทากันแดดให้กูหนาจัง” นุ้ย เชิญยิ้ม พูดยิ้มๆ ท่ามกลางแดดร้อนๆ ไม่ต้องสงสัยว่ามีเสียงหัวเราะตามมาไหม

บริษัท ฮา ไม่จำกัด
บริษัท ฮา ไม่จำกัด

หลายคนอาจเคยได้ยินประโยคที่ว่า ตลกตัวจริงไม่ตลก’ แต่การมาอยู่ท่ามกลางเหล่าพี่ๆ ตลกเหล่านี้ ผมกลับรู้สึกว่าประโยคนั้นเป็นเพียงคำพูดของคนนอกที่ไม่ได้สนิทสนมกับเขาเพียงพอ สารภาพตามตรงว่าตัวเองแอบนั่งหัวเราะไม่หยุดเมื่อได้นั่งฟังพวกเขาคุยกัน อำกัน หยอกล้อกัน และคงต้องให้เครดิตกับ เป๋า ผู้รับเหมาเป็นทั้งผู้กำกับและโปรดิวเซอร์รายการที่มองเห็นความฮานอกจอนี้แล้วหยิบมาใช้อย่างลงตัว

ไม่แน่ใจว่าซิตคอมรายการอื่นมีบทที่แข็งแรงแค่ไหน แต่สำหรับ บริษัท ฮา ไม่จำกัด ผู้กำกับปล่อยให้นักแสดงเล่นกันเหมือนที่พวกเขาคุยเล่นกันในชีวิตจริง

และสำหรับผู้ชมอย่างเราๆ นี่ถือเป็นเสน่ห์สำคัญของ บริษัท ฮา ไม่จำกัด อย่างแท้จริง

ตอนแรกพี่เอ-วราวุธ เจนธนากุล เขาบอกว่าเราต้องทำซิทคอมเรื่องนึง เพื่อให้เป็นตลกทางเลือกใหม่ของคนดูทีวี เพราะตอนนั้นก็มีแต่กลุ่มเดิมๆ” เป๋าย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นในวันจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทที่มีพนักงาน 3 คนในช่วงเริ่มต้น คือ ตั๊ก บริบูรณ์, บอล เชิญยิ้ม และ ค่อม ชวนชื่น ก่อนจะมีเพื่อนฝูงตลกตามมาสมทบจนเต็มทีมอย่างในปัจจุบัน “ความตั้งใจแรกเลยคือมันจะเหมือนซิตคอมจริงๆ แต่ทันทีที่นับ ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง แอ็คชั่น พอเห็นเขาเล่นกันก็บอกตัวเองว่ามันไม่ใช่แล้ว มันไม่ใช่ซิตคอมแบบที่เราคิดบนกระดาษแล้ว แต่มันมีอะไรบางอย่างไม่รู้ที่เราเห็นแล้วมันตลก ตลกกว่าที่เราเคยดูในทีวีอีก จังหวะที่เขาเล่นกัน หลุดกัน มันมีความเป็นธรรมชาติ ซึ่งถ้าเกิดเราบังคับด้วยบท มันก็จะต้องเทค พูดใหม่ เทค พูดใหม่

บริษัท ฮา ไม่จำกัด

“คำถามคือไอ้สิ่งที่เราดูในสตูดิโอแล้วมันตลก ทำไมคนดูไม่ได้เห็น”

เป็นจริงอย่างที่ใครบางคนว่าไว้ว่าคำถามสำคัญกว่าคำตอบ ด้วยคำถามที่ว่า ‘ทำไมคนดูไม่ได้เห็น’ ตั้งแต่เทปแรกเป็นต้นมา เป๋าจึงตัดสินใจให้สวัสดิการกับพนักงาน บริษัท ฮา ไม่จำกัด ทุกคนเป็นอิสระในการแสดง

จะล้อจะเล่นอะไรปล่อยของกันให้เต็มที่ คนทางบ้านจะได้ฮาด้วย

เราจะมีแค่โครงเรื่อง ว่าเราจะเล่นอะไร ไปเพื่ออะไร สังเกตเขาก็อ่านกัน ดูกัน เขารู้แล้วล่ะว่ามันคืออะไร เพราะถ้าจะให้ไม่มีบทเลยก็เป็นไปไม่ได้ เพราะบางวันพวกเขาก็แบลงก์มา บางวันเขาก็เหนื่อยล้ากันมา ดังนั้นเราต้องมีโครงให้เขาเดิน เหมือนกับเราเป็นคนสร้างสนามบอล เรามีสนามบอลมาตรฐาน มีสนามหญ้าที่ดี มีลูกบอลที่ดี มีแผนการเล่นที่ดี แล้วสุดท้ายนักฟุตบอลแต่ละคนก็จะโชว์ทักษะของเขาเอง”

แจ๊ส ชวนชื่น ตลกจากยุคคาเฟ่รุ่นสุดท้าย ที่นั่งอยู่ไม่ไกลเปรียบเปรยว่าการเล่นตลกของ บริษัท ฮา ไม่จำกัด คล้ายเวลาตลกนั่งคุยกันหลังเวที

“ที่เหมือนในคาเฟ่คืออะไรรู้มั้ย” แจ๊สเกริ่นด้วยคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ “ความรู้สึกเรามันเหมือนตอนที่ตลกนั่งดื่มกินกันหลังเลิกงานแล้วคุยเล่นกัน มันคือตลกที่เล่นกันข้างล่างจริงๆ เป็นแบบนี้เลยนะ อำกัน ซึ่งไม่มีใครเห็นมุมนี้หรอก ตลกจริงๆ เขาไม่ได้สนุกตลอดเวลานะที่ต้องมาเล่นมุกอะไรเป็นล็อกๆ เขาก็จะเอาสิ่งที่เขาเล่นบนเวทีมาอำกันเอง มาเล่นกันข้างล่าง”

หากใครมีโอกาสมายืนดูการถ่ายทำในสตูดิโอคงเห็นภาพเดียวกันกับผม นั่นคือภาพการถ่ายทำที่แทบไม่มีการสั่งเทค และเป็นการถ่ายทำที่แยกไม่ออกว่าตอนนี้กำลังถ่ายอยู่จริงๆ หรือพวกเขากำลังคุยเล่นกัน

บริษัท ฮา ไม่จำกัด
บริษัท ฮา ไม่จำกัด
2.

เดี๋ยวนี้วัยรุ่นชอบเห็นความหายนะของตลก

“นี่เปิดบริษัทใหม่มุกมึงยังไม่ไปไหนเลย” นุ้ย เชิญยิ้ม อำเพื่อนตลกระหว่างซ้อมถ่ายทำเทปแรกหลังย้ายมาอยู่ช่อง ONE

นี่คือจุดเด่นอีกประการที่ทำเอาใครหลายคนนั่งหัวเราะเสียอาการ นั่นคือการเอามุกเดิมแบบที่เราคุ้นเคยจากยุคคาเฟ่รุ่งเรืองมาหักมุกหักมุม มาแซวมาขยี้

จากมุกเดิมๆ ช้ำๆ ซ้ำๆ จึงเกิดเป็นมุกใหม่ๆ อย่างไม่จำกัดในบริษัทนี้

“สมมติถ้าเทียบเป็นขนม ตลกคาเฟ่คือขนมในยุคหนึ่ง ถ้าเราเอามาขายแพ็กเกจแบบเดิม คนก็ไม่ซื้อ แต่เราคิดว่าในเมื่อเนื้อในมันดี ขนมมันอร่อยมากเลย เราก็เลยพยายามหีบห่อแพ็คเกจจิ้งใหม่” เป๋า อธิบายระหว่างพักการถ่ายทำ “บริษัทฮาเล่นมุกคาเฟ่เหมือนกัน แต่ในเมื่อคนดูเดาทางถูก แล้วเราจะทำยังไง เรากลัวไม่ขำใช่มั้ย ในเมื่อคนเดาทางถูกเราก็เล่นย้อนศรเลย จะเรียกว่าหน้าด้านก็ได้ แต่ด้วยวิธีการถ่ายทำ วิธีการนำเสนอ แล้วก็การล้อเลียนมันก็เลยดูใหม่ขึ้น”

บอล เชิญยิ้ม หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็เสริมในประเด็นเดียวกัน “บางคนเคยดูมุกไวพจน์ เพ็ดตะพึด เราก็เอามาบิดสิ แกล้งหักมุก บางทีอีกคนเขาเล่นมาเราแกล้งไม่สนใจบ้าง เหมือนตั๊กเล่นเราแกล้งไม่สนใจปล่อยผ่าน มันก็จะได้วิธีการอีกวิธีนึง มันก็จะเงียบบ้าง ฮาบ้าง ผสมกันไป ผมว่าพอมารวมกันแล้วมันกลายเป็นลงตัว เคมีมันเข้ากัน คนเลยชอบ ไม่งั้นคนไม่ฮือฮาอย่างนี้หรอก”

ที่อีกมุมหนึ่งในสตูดิโอ ผมเห็นแจ๊สนอนพักอยู่บนเตียงเคียงข้างน้าค่อม ใครหลายคนในโลกโซเชียลฯ ยกย่องให้เขาและบริษัทฮาไม่จำกัด คือตัวแทนของตลกยุค 4G

ว่าแต่ตลกยุค 4G ต่างจากตลกยุคคาเฟ่ยังไง-ผมสงสัย จึงเดินเข้าไปร่วมเตียงกับเขา

บริษัท ฮา ไม่จำกัด

“นี่แหละตลกยุค 4G เขานอนให้สัมภาษณ์อย่างนี้แหละ” น้าค่อมซึ่งนั่งเอกเขนกบนเตียงชิงตอบ ก่อนที่แจ๊สซึ่งนอนอยู่ข้างๆ จะพูดต่อ “มันต่างกัน สำหรับเราต้องจับจุดคนดู ต้องรู้จักคนดูก่อน พื้นฐานเรามี เราสามารถเล่นได้ทุกอย่างแหละ แต่ไม่รู้ว่าอันไหนดีบ้างไม่ดีบ้าง ไม่รู้นะ แต่ตลกมันต้องแถกไป เอาตัวไถไปให้มันได้ ยุคนี้คนชอบดูอะไรสดๆ คนไม่ชอบอะไรที่ตั้งใจ ไม่ชอบอะไรที่เตี๊ยมมา เราต้องเกี่ยวเอาประสบการณ์ที่เรามีมาใช้ให้เร็ว เหมือนดึงลิ้นชักตรงนี้ออกมา ดึงลิ้นชักตรงนั้นออกมา เอาเอกสารเล่มนี้ออกมาใช้ เราต้องไว

“เดี๋ยวนี้วัยรุ่นชอบเห็นความหายนะของตลก คือพอแม่งเล่นแล้วไม่ฮา แต่มันกลับทำให้ฮาได้ มันคืออีกแบบนึงเลยนะ มึงหักมุกกันเอง แต่เฮ้ย มันฮา มันจี้ มันเห็นแล้วสะใจ คนดูก็ดูแล้วยิ้มแบบสะใจ ก็เลยเกิดเป็นมิติใหม่ของ บริษัท ฮา ไม่จำกัด

หากใครที่ติดตาม บริษัท ฮา ไม่จำกัด มาตั้งแต่วันแรกย่อมสังเกตได้ว่าอีกหนึ่งจุดที่ทำให้รายการโด่งดังในโลกโซเชียล คือมุกที่ทันเหตุการณ์ กล้าหยิบเรื่องหมิ่นเหม่มาล้อเลียน มาหยิกแกมหยอก

“อันนี้คือความตั้งใจเลย” เป๋าตอบทันทีเมื่อผมถามไถ่ “ตอนแรกๆ เราล้อเลียนอะไรกันบางอย่างแล้วมันเกิดกระแส เราก็เลยเรียนรู้ อ๋อ คนเขากำลังสนใจ บางทีสังคมไทยเขาอยากเห็นอะไรที่มันไว สด ตอนนั้น เราก็เลยเอาสิ่งนั้นมาทำ แต่เจตนาเราไม่ได้ตั้งใจที่จะไปตัดสินว่ามันดีหรือไม่ดีนะ

“พี่บอลกับน้าค่อมสอนผมว่า จำอวดคือจำคนอื่นมาอวด การล้อเลียนก็คือการจำเหตุการณ์มาอวดคนอื่นอีกที เราก็เลยกล้าที่จะทำ ใจเราไม่ได้คิดว่าเราจะซ้ำเติมใครหรือไม่ได้ดูถูกใคร เราทำเพื่อความสนุก”

บริษัท ฮา ไม่จำกัด
บริษัท ฮา ไม่จำกัด
3.

เราสนิทกันมากจนเกิดสิ่งนี้ขึ้นมาได้

บางคนบอกว่าหัวใจของการเล่นตลกคือต้องอย่าบอกว่าคุณจะเล่นตลก

แต่เมื่อถามพวกเขา พวกเขาบอกว่าหัวใจของการเล่นตลกคือความเป็นพี่เป็นน้อง และเป็นเพื่อน

ทุกคนพูดตรงกันว่าหากไม่ใช่คนกลุ่มนี้ที่อยู่รายรอบ หลายๆ มุกเขาคงไม่กล้าเล่น ไม่กล้าอำ แต่ที่กล้าทำเพราะความผูกพันที่สั่งสมกันมา

“พวกเราเป็นพี่น้องที่เกี่ยวกันมานาน” แจ๊ส เริ่มพูดก่อน “ผมเคยอยู่กับพี่บอล เคยเล่นคาเฟ่กับพี่บอลมาเกือบปี พี่ค่อมก็เหมือนอาจารย์ผมตั้งนานแล้ว พี่ตั๊กก็เหมือนพี่คนนึง เคยถ่ายรายการ โอโน่ อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เขามีความสนใจที่อยากจะเล่นตลก พี่นุ้ยก็เป็นพี่อีกคนที่เราเคยเจอมา มันกลมเกลียว เล่นกันด้วยความสนิท เราสนิทกันมากจนเกิดสิ่งนี้ขึ้นมาได้ แล้วผมก็เชื่อด้วยว่าผมไปที่อื่นผมก็ไม่ใช่แบบนี้”

บริษัท ฮา ไม่จำกัด

ความสำเร็จของ บริษัท ฮา ไม่จำกัด เกิดจากความสนิท เราทั้งหมดสนิทกันหมด อย่างคุณตั๊กนี่ก็สนิทกัน สนิทมาก” บอล เชิญยิ้ม พูดถึงเพื่อน

“เฮ้ย ไม่สนิท ผมไม่สนิท” ตั๊กพูดด้วยสีหน้าซีเรียสราวกับสิ่งที่พูดคือเรืี่องจริง บอลมองค้อนก่อนพูดต่อ

“พอสนิทกันเราก็เลยเล่นแกล้งนู่นนี่นั่น อำกันได้ อำตั๊กเรื่องไปเที่ยวหมอนวดจนบางคนเชื่อไปแล้ว อย่างน้าค่อมก็อำแกเรื่องสุขภาพ เรื่องเบาหวาน หรือเอาโรเบิร์ต สายควัน มาอำเรื่องยา จนเริ่มเป็นกระแส ซึ่งพี่เบิร์ตเขาไม่ได้ติดยาแล้วนะ แต่เราอำ เพราะรูปร่างทรงเขายังเหมือนอยู่” บอลพูดถึงความสนิทสนมกันของเพื่อนๆ ร่วมบริษัท

“ผมโดนถามเยอะ พี่เติมมายัง เต็มถังหรือเปล่า อย่าไปทางนั้นนะพี่ ตำรวจเขาตั้งด่าน ผมโดนแซวตลอด” โรเบิร์ต สายควัน พูดถึงผลที่ได้รับจากกระแสในโลกโซเชียลฯ “เราก็กลายเป็นมุกทางนี้ไป แต่เราก็ไม่ซีเรียส เพราะเรื่องยาเรื่องอะไรมันเป็นแค่เรื่องอดีตที่เราเคยผ่านมาในชีวิต ตอนนี้เราก็ไม่ได้ยุ่ง ไม่ได้ข้องแวะ แล้วเราก็ดีใจนะ ที่มีน้องๆ หลายคนที่เขาเคยมีปัญหากับยาเสพติดมาบอกเราว่าได้พี่เป็นไอดอลแล้วก็เลิกยาได้ ไม่ข้องแวะแล้ว ถ้ามีเวลาว่างก็จะไปพูดตามมหาวิทยาลัยบ้าง ตามค่ายทหารบ้าง เรื่องราวของพิษภัยยาเสพติด บอกเขาว่ามันไม่ดี เราผ่านมาแล้ว หลายคนก็เข้ามาขอบคุณ เราก็มีกำลังใจ”

บริษัท ฮา ไม่จำกัด

ก่อนจะปล่อยพวกเขาไปถ่ายทำฉากถัดไป ผมชงคำถามสุดท้ายให้แจ๊สได้ตอบ ความสนิทสนม ความเป็นพี่เป็นน้อง สำคัญยังไงกับการเล่นตลก”

“มันทำให้เราเล่นไม่เกร็ง บางทีสมมติผมไปเล่นกับตลกรุ่นใหญ่ที่ผมไม่ได้สนิทมาก ผมก็จะเกรงบารมี จะเล่นอะไรก็ไม่กล้า ไม่เป็นตัวเอง แต่อยู่ที่นี่ผมเป็นตัวเอง พูดอะไรก็ได้ แล้วมันจะพรั่งพรู ความสามารถเราไม่ถูกปิดกั้น ไม่ถูกปิดฝาขวด

“พอฝามันเปิด ทุกอย่างก็พร้อมที่จะพุ่งออกมา”

หลังพูดจบพวกเขาเดินไปเข้าฉากถัดไป แล้วก็จริงอย่างที่เขาว่าไว้

สิ่งต่างๆ พวยพุ่งออกมาเป็นความฮาไม่จำกัด

บริษัท ฮา ไม่จำกัด
บริษัท ฮา ไม่จำกัด

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load