“พี่มีเวลาชั่วโมงเดียวนะ”

ฐปนีย์ เอียดศรีไชย บอกทางโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ พร้อมกับบอกให้เราไปเจอเธอที่ร้านอาหารของเธอ ธุรกิจส่วนตัวที่กินเวลาของเธอในสัดส่วนที่เท่าๆ กับการเป็นนักข่าว

ในแต่ละวันเธอเป็นนักข่าวภาคสนามรายการโทรทัศน์ ผู้ก่อตั้งสำนักข่าวออนไลน์ The Reporters เจ้าของร้านอาหารใต้ และหัวหน้าครอบครัวของหลานๆ ตารางชีวิตของเธอในแต่ละวันถูกกำหนดเดดไลน์เป๊ะๆ ไม่ต่างจากเดดไลน์ของข่าว ธรรมชาติของการเป็นนักข่าวที่ต้องเร็ว ทันเวลา ถูกนำมาใช้กับชีวิตส่วนตัวที่มีภาระและความรับผิดชอบมากมาย

‘ชั่วโมงเดียว’ ของเรากับเธอจึงต้องกระชับ ได้ใจความ เนื้อๆ เน้นๆ ในสิ่งที่อยากจะรู้

เพราะในวันเสาร์อย่างนี้ เธอกำลังเตรียมตัวไปรายงานข่าวที่ท้องสนามหลวงในวันพ่อแห่งชาติ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ เป็นองค์ประธานจุดเทียนมหามงคลเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

สำนักข่าวออนไลน์ The Reporters ก่อตั้งขึ้นมากว่า 1 ปี และได้รับการติดตามมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับที่กำลังเกิดปรากฏการณ์ทางการเมืองครั้งสำคัญของไทย ปัจจุบัน The Reporters มีผู้ติดตามกว่า 1 ล้าน 2 แสนคน เป็นจำนวนที่มากพอๆ กับสำนักข่าวใหญ่ๆ ที่คนรู้จักมาเป็นเวลานาน

โมเดลฐปนีย์ต้องอยู่ในทุกเหตุการณ์สำคัญ ยังถูกใช้กับปรากฏการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ 

ทุกการเคลื่อนไหวของแต่ละฝักฝ่าย ทุกแพลตฟอร์ม ทีวี ออนไลน์

ฐปนีย์ เอียดศรีไชย รายงาน

วันนี้เป็นอีกวันที่สำคัญ คุณต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง

วันนี้เป็นวันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันพ่อ เดี๋ยวนี้ข่าวการเมืองมันก็หมายรวมถึงกลุ่มประชาชนที่เรียกตัวเองว่าเป็นกลุ่มรักสถาบัน กับกลุ่มราษฎร ที่มีข้อเรียกร้องต้องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้นในการทำข่าว เราต้องเข้าใจธรรมชาติของการเมือง สถานการณ์ ปรากฏการณ์ ความแตกต่างทางความคิด และวาทกรรมทางการเมืองที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัย

นี่คืออีกยุคสมัยที่สถานการณ์การเมืองไทยเปลี่ยนแปลง มีชุดวาทกรรมใหม่ไม่เหมือนกับยุคสมัยก่อน เราอาจเคยได้ยินว่ามีคนเสื้อแดง คนเสื้อเหลือง คนรักทักษิณ คนไม่รักทักษิณ อาจเปลี่ยนมาเป็นกลุ่มคนที่ไม่เอารัฐประหาร เพราะรักประชาธิปไตย แต่ปัจจุบันเป็นกลุ่มปกป้องสถาบันและกลุ่มราษฎรที่ต้องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ 

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

เราต้องรายงานทุกๆ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างครบถ้วน เราต้องรายงานทุกความคิดทางการเมือง ทุกความคิดเห็นที่เกิดขึ้นของแต่ละกลุ่มการเมือง นักข่าวมักถูกถามหาความเป็นกลางมาโดยตลอด ก็เป็นคำเรียกร้องที่ถูกต้อง คนเขาอยากเห็นนักข่าวรายงานในสิ่งที่เป็น อยากเห็นนักข่าวรายงานเรื่องราวความคิดของตน คนเรียกร้องความเป็นกลางหมายถึงเรียกร้องให้รายงานความคิดของกลุ่มตัวเอง

ในสถานการณ์ที่มีความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น ความเป็นกลางมีอยู่จริงไหม

ความเป็นกลางมีอยู่จริง เรายังต้องมองแบบนั้น เพราะยิ่งเราทำงานในความขัดแย้ง ความเป็นกลางคือเราต้องรายงานคู่ขัดแย้งให้ครบถ้วน บางครั้งในหนึ่งข่าว โดยเฉพาะข่าวที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม คู่ขัดแย้งมันไม่ได้มีแค่สองฝ่าย มันอาจจะมีสามฝ่าย สี่ฝ่าย ความเป็นกลางก็คือต้องทำข่าวของทุกฝ่ายนั่นเอง 

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

จริงๆ แล้วเรามองว่าความเป็นกลางไม่ใช่ทำให้เท่ากัน แต่ว่าต้องทำให้ครบถ้วน นำเสนอสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างครบถ้วน แล้วก็มากกว่านั้นคือต้องรายงานอย่างมีทิศทางและมีเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย

ทิศทางและเป้าหมายของการรายงานข่าวปรากฏการณ์ทางการเมืองครั้งนี้คืออะไร

ตั้งแต่ตอนที่เริ่มมีสถานการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ เราวางเป้าหมายทางการเมืองไว้ชัดว่า The Reporters ต้องเป็น Peace Media หรือสื่อเพื่อสันติภาพ

ดังนั้นพื้นที่สื่อของเราต้องรายงานอย่างไรให้ส่งเสริมการใช้กระบวนการสันติวิธี เพราะเป็นวิธีการอย่างหนึ่งในกระบวนการสันติภาพ ส่งเสริมการชุมนุมที่สงบโดยปราศจากอาวุธหรือสันติวิธีอย่างที่ผู้ชุมนุมประกาศ เราก็ต้องนำเสนอด้วยว่า การชุมนุมอย่างสันติปราศจากอาวุธเป็นอย่างไร หรือว่าถ้ามีการใช้อาวุธหรือความรุนแรง เราก็ต้องรายงานในลักษณะที่ไม่ยุยงส่งเสริมให้เกิดความรุนแรงหรือความขัดแย้ง 

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

เริ่มจากการใช้ภาษาข่าว สำคัญมาก ข่าวของเราทุกแบบ ไม่ว่าจะเป็นข่าวเขียนหรือรายงานข่าว จะต้องใช้ภาษาที่เป็นภาษาข่าว ไม่ใช่ภาษาที่เป็นความรู้สึกหรือความคิดเห็น นี่คือจุดเริ่มต้นสำคัญในเรื่องของการใช้ภาษา ไม่ใช้ถ้อยคำที่ยุยงปลุกปั่น บิดเบือน หรือสร้างความเข้าใจผิด

เราต้องมีพื้นที่ข่าวให้คู่ขัดแย้งทุกกลุ่ม ทุกหุ้นส่วนของความขัดแย้งต้องได้มีพื้นที่ในข่าวอย่างครบถ้วน ให้ทุกคนมาอยู่ในกล่องนี้ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลทุกด้าน และทุกคู่ขัดแย้งก็ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกัน เมื่อเขามีโอกาสได้รับรู้ เขาก็จะเกิดกระบวนการของการคิดและทำความเข้าใจ เกิดการถกเถียง ไม่เห็นด้วยกันได้ แต่ว่าเขาจะมีข้อมูลทุกๆ ด้านมาเพื่อประกอบในการคิดและตัดสินใจ หรือสรุปความเห็นของตัวเอง ไม่ว่าจะคิดไม่ตรงกันหรือเห็นไม่ตรงกัน 

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

นอกจากนี้ เราต้องมีคนที่พูดเรื่องสันติวิธี หรือกระบวนการสร้างสันติภาพอยู่ในสัดส่วนของข่าวของเราด้วย ถ้าเรามีพื้นที่สำหรับเรื่องนี้ แล้วเรามีเป้าหมายชัดเจนข่าวของเราจะมีทิศทางว่าเราจะทำเรื่องอะไร หรือเราจะเสนออะไร

เราไม่อยากให้เกิดสงครามกลางเมืองหรือเกิดรัฐประหาร แม้ว่าจะแตกต่างกัน แต่เราอย่าไปถึงจุดที่เหมือนกับซีเรีย ต้องฆ่ากันเอง หรือเกิดปัญหาที่เป็นความขัดแย้งทางการเมืองแบบเมียนมา ซึ่งใช้เวลาเจ็ดสิบปีแล้ว ก็ยังไม่สามารถที่จะสร้างกระบวนการสันติภาพได้เลย 

แล้วถ้าความรุนแรงมาจากรัฐ หรือเกิดรัฐประหารที่คุณบอกไม่อยากให้เกิด หน้าที่ของสื่อคืออะไร

รายงานในสิ่งที่เกิดขึ้นในทุกๆ เรื่องอย่างชัดเจนและถูกต้อง การกระทำใดๆ ที่เกิดขึ้นโดยรัฐก็ต้องกล้าที่จะบอกว่านั่นคือการกระทำโดยรัฐ หากรัฐใช้วิธีการต่างๆ ที่ไม่เหมาะสม เราต้องกล้าพูดว่าเป็นการกระทำที่มาจากรัฐ แต่ทั้งหมดก็ต้องมาจากพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง

ถ้าเรามั่นใจในหลักฐาน เราเห็น หรือเรามีข้อมูลที่ชัดเจน เราก็รายงานได้อย่างตรงไปตรงมา นั่นคือหน้าที่สำคัญของสื่อด้วยซ้ำที่จะต้องพูดแทนประชาชน เราต้องรายงานข่าวเพื่อมวลชน เป็นกระบอกเสียงของประชาชนเช่นเดียวกัน เราตีแผ่ความจริงเพื่อให้สังคมยังอยู่ภายใต้กฎหมายหรือสิ่งที่ถูกต้อง คือสื่อมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ

ทำข่าวการเมืองมากว่า 20 ปี การเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

จริงๆ กว่ายี่สิบปีที่เป็นนักข่าว เราอยู่ในห้วงประวัติศาสตร์ทางการเมืองมาตั้งแต่ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ เต็มใบ แล้วก็มารัฐประหารถึงสองครั้งในปี พ.ศ. 2547 และ พ.ศ. 2557 อยู่ในทุกเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่กลุ่มพันธมิตร ยุคของนปช. เสื้อแดง การชุมนุมของกลุ่ม กปปส. และจนถึงรัฐประหารใน พ.ศ. 2557 เราผ่านสมรภูมิของความขัดแย้งที่มีการใช้อาวุธ มีผู้คนเสียชีวิตจากเหตุการณ์ทางการเมือง

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยเติบโตมาพร้อมกับความขัดแย้ง และในการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งล่าสุดมันเหมือนย้อนไปที่ พ.ศ. 2475 (ปีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่ระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญและปกครองโดยรัฐสภา) คือในห้วงแปดสิบแปดปีที่ผ่านมา มันแทบจะต้องย้อนกลับไปสู่ที่เดิม ทั้งๆ ที่ตลอดแปดสิบแปดปีมันมีพัฒนาการทางการเมือง มันก็เป็นไปตามทิศทางของประชาธิปไตยแล้ว แต่ว่าสุดท้ายก็วกกลับมาเหมือนหลัง พ.ศ. 2475 ซึ่งสื่อก็ต้องตั้งคำถามเหมือนกันว่า ทำไมถึงเกิดความคิดแบบนี้ในกลุ่มคนไทย ในยุคสมัยที่มันผ่านการเปลี่ยนแปลงมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง 

รัฐประหารอาจเกิดมาพร้อมๆ กับการที่คนไทยไม่เห็นด้วยกับการใช้ทุนสามานย์ มองว่านายทุนอาจจะเป็นสิ่งที่เลวร้ายน่ากลัว และพอมายุคหนึ่งคนไทยก็ต่อสู้กับทหารหรือรัฐประหารเผด็จการ เพราะมองว่าเป็นตัวการทำลายประชาธิปไตย แต่ปัจจุบันมันถูกพัฒนาไปสู่ความคิดในการเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ เรามองว่าในพื้นฐานของคนไทยแล้ว คนไทยทุกคนรักและเคารพในสถาบันของพระมหากษัตรย์ในรากเหง้าของวัฒนธรรม 

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

เท่าที่เราไปสัมผัสทั้งสองกลุ่มมา เราเห็นถึงความรู้สึกนี้ของคนไทย เพียงแต่ว่าในข้อเรียกร้องของกลุ่มนักศึกษาหรือคนรุ่นใหม่ อาจมีรายละเอียดบางอย่างที่เขาต้องการให้ปรับปรุงเพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เขามองว่าในโครงสร้างการเป็นประชาธิปไตยแล้ว สถาบันฯ ต้องเป็นอย่างไร พวกเขาทำแบบนี้ คิดแบบนี้ เป็นการล้มล้างหรือไม่ เรามองว่าถ้าเปิดใจและรับฟังเหตุและผล ก็เชื่อมั่นว่าเราน่าจะมีทางออกในการแก้ไขปัญหานี้ได้

การเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งไหนที่เปราะบางและยากที่สุดต่อการรายงานข่าว

ตอนนี้ (ตอบทันที) และก็ท้าทายมาก คือมันละเอียดละอ่อนต่อความรู้สึกของคนไทย เราลำบากใจมากในการรายงานข่าวต่างๆ แต่ว่าอย่างไรก็ตาม หน้าที่ของนักข่าวคือการรายงานตามข้อเท็จจริง ถ้าเราไม่รายงานว่ามีคนกลุ่มหนึ่งกำลังคิดและต้องการแบบนี้ มันก็ถือว่าไม่ใช่การทำหน้าที่ของนักข่าว เพราะนี่คือปรากฏการณ์

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

แต่ในขณะเดียวกัน การรายงานข่าวลักษณะนี้ก็เสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง หรือการละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้น เรามองว่าช่วงนี้แหละเป็นช่วงเวลาของการทำข่าวที่ยากที่สุดสำหรับนักข่าวทุกคน ที่เราต้องยืนอยู่บนเส้นของการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ ถึงบอกว่า ถ้าเรามีหลักคิดว่าเราต้องการทำข่าวเพื่อสันติภาพ เราก็ต้องหาแนวทางที่จะทำยังไงเพื่อสื่อสารให้คนในสังคมเข้าใจถึงเหตุและผลซึ่งกันและกัน

คุณมีวิธีรายงานหรือพยายามเสนอปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างไรบ้าง

ตั้งแต่ครั้งแรกที่มีการพูดถึงเรื่องนี้บนเวทีแฮร์รี่ พอตเตอร์ ในวันที่ 3 กรกฎาคม จนถึงเวทีที่ธรรมศาสตร์ในวันที่ 10 สิงหาคม เราน่าจะเป็นสื่อจะคนแรกที่รายงานว่ามีข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์บนโทรทัศน์

สื่อออนไลน์รายงานเรื่องนี้ แต่การรายงานข่าวนี้บนโทรทัศน์ เราน่าจะเป็นคนแรก เพราะเมื่อเกิดปรากฏการณ์ที่มีข้อเรียกร้องนี้ด้วย เราไม่พูดคำนี้ไม่ได้ และในสื่อโทรทัศน์เราจะรายงานยาวไม่ได้ เราต้องสรุปความ ดังนั้นในวันที่เราเริ่มต้นรายงานข่าวเรื่องนี้ เราต้องฟังเขา มานั่งฟัง มานั่งอ่านสิ่งที่เขาเรียกร้อง มานั่งดู ทำความเข้าใจว่าคำพูดต่างๆ ที่เขาพูดกันมีความหมายอย่างไร และเราต้องสรุปความอย่างไร ให้ได้ทั้งหน้าที่ของเราในการรายงานข้อเท็จจริง และในขณะเดียวกันเราก็ต้องระมัดระวังเรื่องข้อกฎหมาย เพราะเป็นสิ่งใหม่ 

อะไรที่ทำให้คุณมั่นใจว่ารายงานเรื่องนี้บนโทรทัศน์ได้

จริงๆ ตอนวันเวทีแฮร์รี่ พ็อตเตอร์ ยังไม่มั่นใจเลยค่ะ เพราะฟังแล้วก็ยังไม่รู้ว่าอะไรพูดได้ไม่ได้ ก็ต้องมานั่งฟังแล้วฟังอีก ทำความเข้าใจว่าสิ่งที่เขานำเสนอเป็นอย่างไร แล้วก็หารือกับนักกฎหมายบ้าง จนสุดท้ายได้คำตอบว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นข้อเสนอ ซึ่งเรารายงานได้

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

การรายงานเรื่องนี้บนโทรทัศน์มีทั้งแรงกดดันจากนายทุนและทั้งกลัวไปเอง บางที่เลยเซ็นเซอร์ตัวเองไปเลยดีกว่า ไม่อยากเดือดร้อนหรือมีปัญหา ก็คิดกันไปเองก่อน ซึ่งเรื่องนี้รายงานได้ แต่ตอนหลังมีการปรับเปลี่ยนกันมากขึ้น ก็ยังมีบ้างที่หลีกเลี่ยงคือไม่รายงานเรื่องนี้เสียดีกว่า

สำนักข่าวออนไลน์ The Reporters ปลดแอกคุณไหม

จริงๆ แล้วนี่คือเรา นี่คือฐปนีย์ที่เป็นมาโดยตลอด และจริงๆ แล้วฐปนีย์ในโทรทัศน์ก็ปลดแอกอะไรตั้งหลายอย่าง สำนักข่าวนี้อาจไม่ใช่การปลดแอก แต่เป็นการยืนยันตัวตนของฐปนีย์ ยืนยันว่าข่าวที่เราทำ เราสนใจ ไม่จำเป็นต้องเป็นข่าวที่ดราม่า มีเรตติ้ง แต่ข่าวด้านสิทธิมนุษยชน ข่าวประชาชน ข่าวคนตัวเล็กตัวน้อย ข่าวสิ่งแวดล้อม ข่าวความขัดแย้งในภาคใต้ เป็นข่าวที่มีคนสนใจไม่น้อยไปกว่าข่าวลุงพลหรือข่าวดราม่าอื่นๆ

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

เราอยากมาทำ The Reporters เพื่อที่อยากจะมีพื้นที่กับให้ปัญหาสังคมอื่นๆ ที่สื่อกระแสหลักไม่สนใจ ซึ่งที่ผ่านมาเรานำเสนอข่าวเหล่านี้ผ่านรายการ ข่าว 3 มิติ มาอยู่แล้วโดยตลอด แต่ด้วยโครงสร้างของโทรทัศน์ที่วันหนึ่งเรานำเสนอได้แค่เรื่องเดียวด้วยข้อจำกัดของเวลา แล้วบางเรื่องเราก็รายงานไม่ได้ เพราะติดเรื่องโครงสร้างทุน บางเรื่องก็ขัดกับนโยบายรัฐ เราเจอกับข้อจำกัดมาโดยตลอด ดังนั้นจริงๆ แล้วเราแค่เปลี่ยนเอาทุกอย่างมาอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ พื้นที่ที่เรารายงานข่าวได้มากขึ้น โดยใช้ฐานของการเป็นฐปนีย์ คือการรายงานข่าวเหตุการณ์ ถ้ามีเหตุการณ์อะไร น้ำท่วม ไฟไหม้ เกิดภัยพิบัติ เกิดอะไรที่รุนแรง เช่น ระเบิดในภาคใต้ ต้องเห็นฐปนีย์เป็นคนแรก

The Reporters เกิดขึ้นมาไม่ใช่เพราะแค่เพื่อรายงานข่าว แต่เราใช้ The Reporters ในการขับเคลื่อนสังคม ถ้าเรากำหนดประเด็นขึ้นมาเองแล้ว เราก็ตีแผ่ปัญหาเหล่านั้น 

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

ถ้าหากว่านักข่าวทุกคนทำข่าวด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ คุณจะเข้าใจบริบทปัญหาทุกเรื่อง และคุณจะสามารถรายงานด้วยใจที่เป็นกลาง ใจที่เป็นธรรม ใจที่มีความรับผิดชอบ และรู้สึกว่าอยากมีส่วนหนึ่งในการร่วมขับเคลื่อนเรื่องนั้นมากกว่า สื่อมีบทบาทสำคัญมากในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา

คุณก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters ขึ้นมาอย่างไร

เป็นเรื่องยากมาก เพราะเราเริ่มต้นทำ The Reporters ขึ้นมาโดยไม่มีเงินทุน หลายคนคิดว่าจะตั้งสำนักข่าวหนึ่งขึ้นมา ต้องมีออฟฟิศ มีเงินทุน ต้องเปิดรับสมัครพนักงาน แต่เราไม่มีเลย เราเริ่มต้นกับเพื่อนอีกสองคน เงินแรกเริ่มมาจากเงินส่วนตัวที่เราลงทุนกันเองในการทำเพจ ออกแบบโลโก้ ทำกราฟิก เราไปทำข่าว เราก็ต้องไปทำภาพเอง ถ่ายภาพเอง

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

เราหาเงินไปพร้อมๆ กับการหาโฆษณา ก็ใช้รูปแบบการทำธุรกิจนี่แหละค่ะ ไม่ได้ปฏิเสธทุนหรือธุรกิจเลย แต่มันมาจากการทำคอนเทนต์ของเราให้เป็นที่สนใจก่อน

คอนเทนต์ที่น่าสนใจของ The Reporters คืออะไร

มีคนบอกว่าข่าวการเมือง ข่าวสิทธิมนุษยชนหาโฆษณายาก แต่เรามองว่า เฮ้ย มันต้องมีสิ มันต้องมีธุรกิจที่เขาสนใจเรื่องพวกนี้ เพราะอย่าลืมว่าปัจจุบันเรื่อง Humanity (มนุษยธรรม) เป็นเทรนด์ของโลก ภาคธุรกิจต้องเคารพและสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชน ถ้าเราสามารถผลักดันให้ธุรกิจมาลงโฆษณากับเรา เป็นการบ่งบอกว่าเขาเคารพสิทธิมนุษยชน มันก็อาจเป็นผลบวกกับธุรกิจนั้นก็ได้ 

ทำไมเราต้องยินยอมให้คำว่าเรตติ้งแล้วไปทำข่าวอื่น ทำไมเราไม่สร้างข่าวเหล่านี้ให้มีเรตติ้ง เทรนด์สังคมหันมาสนใจเรื่องพวกนี้ ข่าวพวกนี้ก็มีเรตติ้งได้ ตอนนี้มันก็เป็น จริงไหม ขณะที่สื่ออื่นไม่ได้มองเห็นข่าวพวกนี้ สุดท้ายเขาก็ต้องกลับมาทำ เพราะคนกำลังพูดถึง เราเลยคิดว่าเราทำสำเร็จแล้ว

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

โมเดลอะไรของ The Reporters ที่ทำให้คนติดตามเยอะมากในช่วงการประท้วงครั้งล่าสุด

การรายงานสดจากที่เกิดเหตุโดยนักข่าว โมเดลของฐปนีย์นี่แหละที่ทำให้คนเขามาติดตามเรา เพราะคนเชื่อมั่นว่าเราอยู่ในสถานที่จริง The Reporters ไม่ใช่แค่รายงานแล้ววางกล้องไว้เฉยๆ แล้วก็ให้คนดูสด เรารายงานโดยเข้าไปพูดคุยกับผู้คน รายงานสิ่งที่อยู่ในม็อบว่ามีอะไรบ้าง มันหมายถึงอะไร หรือผู้คนที่มาเป็นใคร เขาคิดอย่างไร ทำให้คนติดตามรู้สึกว่าอยู่ในสถานที่ หรืออยู่ในม็อบไปกับเรา

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

ในยุคที่สื่ออื่นๆ แทบไม่ทำเฟซบุ๊กไลฟ์ เพราะเขามองว่าหากต้องการทำรายได้ต้องทำคลิป แต่เราว่าการทำเฟซบุ๊กไลฟ์คือการรายงานสด เหมือนเอาทีวีมาอยู่ในเฟซบุ๊กแค่นั้นเอง อย่างวันที่มีการสลายการชุมนุมที่แยกปทุมวัน (16 ตุลาคม พ.ศ. 2563) เรารายงานตั้งแต่หกโมงครึ่ง จนหมดความยาวสูงสุดของการทำเฟซบุ๊กไลฟ์คือสี่ชั่วโมง แล้วก็มาเริ่มต้นไลฟ์ใหม่จนถึงตีหนึ่ง ถึงคุณไม่ได้ไปม็อบ แต่คุณดูเราเหมือนอยู่ในม็อบได้ มันก็เลยเกิดความแตกต่าง

คุณเคยบอกว่าต้องขายขนมจีนเพื่อหาเงินทำข่าว ทุกวันนี้คุณต้องสวมหมวกอะไรบ้าง

มีหมวกสี่ใบ เช้าเป็นแม่ค้า เป็นมนุษย์แม่ส่งหลานไปโรงเรียน พอสายๆ มาดูสำนักข่าวของตัวเอง บ่ายๆ ก็ต้องไปเป็นผู้สื่อข่าวให้รายการ ข่าว 3 มิติ

จุดเริ่มต้นของการเปิดร้านขายขนมจีนเพื่อหาเงินไปทำข่าวก็มาจากตรงนี้ จริงๆ แล้วเราทำอยู่ในช่อง 3 หรือทำในรายการ ข่าว 3 มิติ เราก็มีรายได้ที่เพียงพอต่อการดูแลตัวเอง แต่เรามีครอบครัวเหมือนคนอื่นๆ มีน้องชาย มีหลาน เราเป็นหัวหน้าครอบครัว ค่าใช้จ่ายในครอบครัวก็เยอะ 

 อีกอย่างคือเราอยากมีอิสระในการทำข่าว ถ้าเรามีเงิน ซื้อตั๋วเครื่องบินไปทำข่าวที่ไหนก็ได้ที่เราอยากไป โดยไม่ต้องขอเงินใคร ไม่ต้องขออนุญาตใคร ดังนั้นเราก็คิดว่าเปิดร้านขนมจีนหาเงินสิ เราก็เลยตั้ง The Reporters ขึ้นมาพร้อมๆ กับร้านขนมจีน

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

มีเวลาให้ตัวเองบ้างไหม โดยเฉพาะเวลาที่เจอกับแรงเสียดทานจากสังคม

อย่างแรกเลยต้องเข้าใจก่อนว่าเมื่อมาอยู่ในจุดนี้ เรายืนอยู่ในที่สว่าง เราจะก้าวย่างทำอะไรก็เป็นที่จับจ้องทั้งหมด โดยเฉพาะในภาวะที่ผู้คนกำลังคิดแตกต่างกัน มีผู้คนที่ทั้งชอบเราและไม่ชอบเรา ทุกอย่างพร้อมจะถูกนำไปตีความ ยิ่งเมื่อ The Reporters โดดเด่นในแง่การรายงานข่าวการประท้วง หลายคนบอกว่าเราสนับสนุนผู้ชุมนุมอีก เราก็เลยอยู่ในรายชื่อที่จะถูกปิดบ้าง

ถามว่าเวลาเกิดเหตุแต่ละครั้ง เครียดมั้ย เครียด แต่ว่าเราไม่มีเวลามานั่งเครียดหรือคิดมาก ไม่มีเวลามานั่งท้อ เพราะเราต้องใช้เวลาไปกับการแก้ปัญหา ต้องรีบแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด ช้าแต่วินาทีเดียวไม่ได้ แล้วต้องแก้อย่างระมัดระวัง ทั้งใช้ศาสตร์และศิลป์ต่างๆ ส่วนวิธีการที่จะแก้ปัญหาเรื่องการถูกโจมตี หรือการถูกใส่ร้าย ท้ายที่สุดคือความจริง และความจริงใจของเรา ถ้าเรายืนยันว่าเราทำงานด้วยข้อเท็จจริงที่เรามี และความจริงใจต่อการที่ทำอะไรต่างๆ เราก็ชี้แจงได้ แล้วเราก็ไม่ได้หวั่นไหวกับการพูดอะไรออกไป ถ้ามันเป็นเรื่องจริง

ส่วนมีเวลาเป็นของตัวเองไหม ก็มีคือเวลานอน นอนน้อยบ้าง มากบ้าง แล้วแต่ บางทีไม่อยากคิดอะไรก็เปิดละคร เปิดหนังดูไปสักชั่วโมงสองชั่วโมงเพื่อไม่ต้องคิดเรื่องงาน เป็นการหยุดพักความคิดที่เกี่ยวกับเรื่องเครียดๆ ในสองชั่วโมงนั้น แล้วก็หลับไป ตื่นมาเราก็ค่อยมาจัดการปัญหาใหม่

ชีวิตคุณอยู่กับความเร็วและความรีบตลอดเลย มีวันไหนอยากอยู่ช้าๆ บ้างไหม

มีค่ะ ยิ่งตอนนี้มีร้านอาหาร เราจะจัดเวลาเสาร์อาทิตย์มาช่วยที่ร้าน เราชอบทำกับข้าว ชอบหั่นผัก จัดของ จัดอาหาร มันทำให้เรามีสมาธิ อย่างวันนี้มีชุดปิ่นโตสั่งไปวัด เราเป็นคนจัดชุดขนมจีน ชอบทำอะไรพวกนี้ การอยู่กับสิ่งเหล่านี้ทำให้เราได้ใช้ชีวิตอย่างช้าลง

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

ตั้งแต่ทำ The Reporters เรารู้จักรอ ทำให้เสร็จเป็นเรื่องๆ การทำ The Reporters ทำให้ระบบชีวิตเราดีขึ้น เพราะว่าเราต้องนั่งเขียนข่าว เรียบเรียง ทำรูป ทำกราฟิก ทำให้เราทำอะไรช้าลง ต้องนั่งทำตรงนี้ให้เสร็จไปชิ้นหนึ่ง แล้วถึงค่อยทำชิ้นที่สอง จากที่แต่ก่อนเรารีบร้อน ทำอันนี้ยังไม่เสร็จก็ต้องทำอย่างอื่นแล้ว แต่ The Reporters มันฝึกสมาธิเราได้เยอะมาก เขียนข่าวนี้จบแล้วได้อ่าน ได้ทำภาพ หัดคิดประเด็น คิดต่อยอดไปอีก

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสื่อ อะไรทำให้คุณยังเป็นนักข่าวที่คนติดตามได้มากว่า 20 ปี

ความเป็นฐปนีย์นี่แหละค่ะ ความมุ่งมั่นในการทำข่าวทำให้เรายืนหยัดอยู่ได้ ไม่ว่าจะบนแพลตฟอร์มไหน และมันทำให้เรามีความสุขทุกวัน เพราะข่าวของเรามันมีคุณค่าต่อผู้คน แล้วเราก็รู้สึกภาคภูมิใจที่จะทำ

นักข่าวก็คือคนคนหนึ่ง ถ้าเราทำงานด้วยความเป็นคน เป็นมนุษย์ เราจะทำทุกเรื่องด้วยหัวใจที่อยากขับเคลื่อน ทำงานของเราให้ออกมามีคุณค่า แม้ในทุกวันเราเจอกับเรื่องยาก แต่จะมีบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุขจังเลยที่ได้ทำเรื่องนี้ ซึ่งเรารู้สึกแบบนี้ทุกวัน

ราวหนึ่งชั่วโมงผ่านไป เสียงโทรศัพท์ของเธอดังขึ้น พร้อมกับที่เราได้ถามเธอเป็นคำถามสุดท้ายพอดิบพอดี ถึงเดดไลน์ของการสัมภาษณ์เธอแล้ว

ฐปนีย์ เอียดศรีไชย รับโทรศัพท์และรีบลุกออกไปรายงาน

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวภาคสนามกว่า 20 ปีที่ไม่อยากแค่รายงานข่าว แต่ต้องการขับเคลื่อนสังคม

Writer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

10 พฤศจิกายน 2565
15 K

เสียงรองเท้าส้นสูงก้าวฉับไวดังนำมาก่อน

ก่อน ก้อย-อรัชพร โภคินภากร จะปรากฏตัวให้เห็น

นักแสดงที่เล่นบทตลกได้อยู่หมัดไม่ห่วงสวย ส่งผลให้ละครคอเมดี้กลายเป็นภาพจำของเธอ 

แต่ถัดจากหลังจอแก้ว และหลังจอมือถือ ก้อยก็มักปรากฏตัวอยู่หน้าม่าน, แสดงละครเวที ศาสตร์ที่เธอบอกว่ามันเติมเต็มความเป็นมนุษย์บางอย่างให้ชีวิต ทั้งยังเขียนบทละครอีกต่างหาก

จากที่คิดว่าคงจะคุยกันเรื่องเบา ๆ มีเสียงหัวเราะดังสลับบ้างเป็นระยะ บทสนทนาก็ผ่านไปร่วม 2 ชั่วโมง เข้มข้น หนักแน่น จนต้องบังคับให้มันจบลงเพราะเธอมีงานต่อตลอดวัน

เป็นจริงตามที่เคยเห็น ก้อยฉะฉานในคำตอบ ใช้เวลาคิดไม่นาน ทุกอย่างเป็นขั้นเป็นตอนจนบอกได้ว่า ผู้หญิงคนนี้ผ่านการทบทวนตัวเองมามากขนาดไหน 

อาจดูแข็งแกร่ง เข้าใจชีวิตกว่าใคร รวดเร็วเหมือนเสียงฝีเท้า แต่ไม่ใช่ 

ก้อยยังคงเปราะบาง ไวต่อความรู้สึก น้ำตารื้นขึ้นมาง่าย ๆ เมื่อพูดถึงเรื่องในใจที่เธอหวาดกลัวมากที่สุด แม้จะผ่านการจินตนาการถึงมาแล้วไม่รู้ต่อกี่ครั้ง เพราะภายใต้ทุกการตัดสินใจ คือการแบกความคาดหวังของทุกคนไว้บนบ่า 

จากเด็กที่ถูกความรักของแม่โจมตีอย่างหนัก เธอเติบโตมาเป็นก้อยผู้ไม่แพ้ 

วันนี้ เธออนุญาตให้ตัวเองอ่อนแอ ปล่อยวางชีวิตที่เคยบีบรัด แต่ยังคงยึดถือผู้พิทักษ์หนึ่งเดียวของเธอไว้ 

ซึ่งก็ไม่แปลก คนเราควรจะมีอะไรไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจบ้าง

สิ่งที่แปลกคือ ผู้พิทักษ์ของเธอไม่ใช่อัศวินขี่ม้าขาวหรือเทวดารูปหล่อ แต่เป็นอัตตาของตัวเอง

แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต
แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต

ความฝันของคนอื่น

ความฝันวัยเด็กของคุณคืออะไร

พ่อแม่อยากให้เป็นหมอ เราก็ตอบทุกคนว่าอยากเป็นหมอมาตลอด แต่ดันสอบไม่ติด 

เราเป็นพวกชอบการแข่งขัน แม่จะอวยยศให้เรามีความแข่งขันสูง พอสอบไม่ติดก็เฟลมาก ถามตัวเองต่อว่ากูจะยังไงดี แล้วก็มีคนมาบอกให้ไปเรียนนิเทศ เพราะไลฟ์สไตล์เราดูเป็นงั้น ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่านิเทศเรียนอะไร รู้แค่ว่า ฉันจะไม่เป็นหมอแล้ว เพื่อเสริมอีโก้บางอย่างของเราว่ากูก็ไม่ได้แพ้ใคร ชิ่งไปอีกทาง คิดว่าถ้าต้องเป็นหางเสือ กูขอเป็นหัวหมาดีกว่า (หัวเราะ) 

เคยคิดไหมว่าอยากเป็นอะไรในอนาคต

คิดน้อยมาก เราเป็นเด็กที่วิ่งตามค่านิยมสุด ๆ 

ไม่รู้ว่าเด็กที่ดีคืออะไร แต่ฉันต้องโตมาเป็นเด็กที่ดี ต้องได้รับคำชม เราแค่ชอบผลลัพธ์จากการเป็นเด็กดี สอบก็ต้องสอบให้ที่ดี ๆ 

ทำเพราะอยากรู้สึกดีกับตัวเอง หรืออยากให้พ่อแม่ภูมิใจมากกว่ากัน

สุดท้ายไม่ว่าจะเพราะตัวเองหรือพ่อแม่ มันวิ่งกลับมาที่ตัวเองอยู่ดี แต่การทำให้พ่อแม่ภูมิใจค่อนข้างเป็นแรงผลักดันหลัก เรารู้สึกว่าเขารักเรา แล้วเราก็อยากให้เขามีความสุข ซึ่งเขามีความสุขจริง ๆ เวลาเราเรียนได้ดี 

ได้ความทะเยอทะยานแรงกล้ามาจากไหน

แม่ 

บ้านเรามีแม่เป็นช้างเท้าหลังมาก ๆ พ่อให้แม่เราออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูกตามวัฒนธรรมไทย แล้วการที่ผู้หญิงคนหนึ่งมีความฝัน มีความต้องการบางอย่างของตัวเอง แต่ต้องทิ้งทั้งหมดเพื่อออกมาเลี้ยงลูกหนึ่งคน มันเป็นความจริงที่กระแทกเข้าหาเรา 

บางทีเป็นความรักที่ล้นหลาม เราอยากให้แม่แบ่งความรักไปให้ตัวเองบ้าง เรารู้สึกว่า เชี่ย มีคนที่เสียสละทุกอย่างเพื่อเราขนาดนี้ กูต้องให้อะไรคืนเขากลับไปบ้างแหละ เราคงได้ความทะเยอทะยานมาจากเขา ยิ่งแม่เราเคยเส้นเลือดในสมองแตก ยิ่งทำให้รู้สึกว่าพลังงานมหาศาลที่อยู่ในตัวเราจะต้องทำให้แม่ฟื้นขึ้นมาภูมิใจและรักเราให้ได้

แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต

เมื่อความสำเร็จไม่มีแบบแผน (แล้วคุณจะทำยังไง?)

ก่อนหน้าที่จะรู้จักกับการนักแสดง คุณมองอาชีพนักแสดงไว้ว่ายังไง 

เป็นอาชีพที่สนุกแล้วก็ดัง เราเป็นคนดูละครไทยทุกเรื่อง ทุกช่อง เราชอบทำโชว์ให้ที่บ้าน ชอบการแสดงตั้งแต่เด็ก แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าอาชีพนี้รวยหรือไม่รวย แค่เขาโดดเด่นเหลือเกิน 

ทำโชว์อะไรให้ที่บ้านดู

บ้านเราเลี้ยงมาแบบทุกคนทำงานของตัวเอง พอเสาร์อาทิตย์ก็จะฝากเราไว้กับยาย เราได้เจอหลานคนอื่น ๆ แล้วก็รวมกลุ่มกันทำโชว์ สาวน้อยในตะเกียงแก้ว อังกอร์ พจมาน 

เรามีพี่สาวหัวโจกที่เป็นนางเอกทุกเรื่องที่กูอยากเป็นมาก นางเป็นคนจัดสรรว่าฉันจะเป็นพจมาน แกเป็นหญิงเล็ก แล้วก็มีน้องชายที่ไม่มีทางเลือกแต่ต้องเล่นด้วย เราเลยติดพื้นฐานกล้าแสดงออกมา ซึ่งคนที่บ้านก็ไม่ทำอะไรนอกจากอวย (ปรบมือ) 

ถ้าชอบการแสดงขนาดนั้น ทำไมถึงเลือกเรียน PR ในมหาวิทยาลัย

หนึ่ง เราเป็นคนเพลย์เซฟนะ ติดความมั่นคงมาก ซึ่งจริง ๆ มันเกิดจากแม่นั่นแหละ พอเราสอบหมอไม่ติด แม่ก็อยากให้เราได้เกียรตินิยม 

สอง สิ่งที่รู้คือนักแสดงไม่ใช่อาชีพที่เราเลือกได้ขนาดนั้น แต่ PR เราเลือกได้นะถ้าเก่งมาร์เกตติ้งมาก ๆ 

แสดงว่าคุณก็มีความคิดอยากเป็นนักแสดงเหมือนกัน

เราอยาก แต่คนอื่นไม่อยากให้เราเป็น เพราะฉะนั้นเราก็เอาตัวรอดก่อนแล้วกัน

แต่พอเรียน PR ก็หาลู่ทางมาแสดงละครเวทีจนได้

คือชีวิตจับพลัดจับผลูแบบงง ๆ ข้อดีคือเราทำกิจกรรมเยอะมากที่แสดงให้เห็นว่าเราพอเล่นได้ แล้วก็ต่อยอดมันไปเรื่อย ๆ เล่นละครเวทีอยู่ดี ๆ ผู้กำกับ ฮอร์โมนฯ ก็มาดูเราแล้วเขาก็ชวนไปแคส 

จำได้ไหมว่าละครเวทีเรื่องแรกมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร

เรื่องที่เล่นจริง ๆ จัง ๆ คือ ปิ๊กกะแอน เป็นละครเวทีใหญ่ของนิเทศจุฬา เรารับบทเป็น น่ารัก เด็กหญิงในแก๊งเด็กผู้ชาย ซึ่งกำลังมีความรักครั้งแรก 

ช่วยวิจารณ์การแสดงของก้อยคนนั้นหน่อย

โอ้ย (ถอนหายใจ) โฟกัสไม่ถูกที่ถูกทาง 

เรามีความเป็นเพอร์เฟกต์ชันนิส 1 + 1 = 2 วิทยาศาสตร์ ร่างกาย ทุกอย่างมีเหตุผล เพราะฉะนั้นในการแสดงเราจึงพยายามหาวิธีว่าการเล่นให้ดีคืออะไร แล้วเราก็ต้องไปถึงจุดนั้นให้ได้ แต่พอทำจริงแล้วมันไม่ใช่ มันไม่มีดีหรือไม่ดี มันมีแต่ชอบหรือไม่ชอบ 

การเล่นละครเวทีเรื่องแรกของเราจึงทรมานมาก เพราะเราหาไม่เจอว่าการแสดงที่ดีคืออะไร คิดตลอดว่าเราทำดีหรือยัง แล้วด้วยความเป็นน้องใหม่ เราเห็นรุ่นพี่ที่เก่งมาก ๆ พอเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่คนเก่งเต็มไปหมด บางทีมันกดอีโก้เราลงนะ 

มีคนเดินมาพูดกับเราว่า ตอนร้องเพลงมันจะรู้สึกเป็นอิสระ ตอนเล่นละครก็ต้องรู้สึกแบบนี้แหละ ไม่ต้องคิดอะไรมาก เราก็จำคำนั้นมาแล้วก็เอามาปรับใช้โดยที่ไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกหรือผิด ระหว่างทางต่อให้ทรมานแค่ไหน แต่เล่นเสร็จแล้วก็มีความสุข

เป็นความทรงจำที่ดีเมื่อนึกถึงไหม

ดี เราเห็นตัวเองตอนเด็ก มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ใกล้กับคำว่า การแสดง ที่สุดแล้ว

ถ้าเข้าใกล้การแสดงแล้ว คุณรู้สึกชอบหรือรักมันหรือยัง

โห ยัง เล่นเสร็จยังไม่รู้เลยว่าจะทำสิ่งนี้ดีหรือเปล่า เราต้องการความมั่นคง ปกป้องตัวเองสูงมาก ลึก ๆ เราก็คงอยากเป็นแหละ แต่เราก็จะบอกคนอื่นว่าเราเรียน PR ไง การแสดงคงเป็นงานอดิเรก ปากพูดแบบนั้นนะ แต่แอคชันเราคือ ใครมีอะไรให้กูเล่นบ้าง กูขอเล่นหน่อย 

พอมองย้อนกลับไปถึงค่อยรู้ว่า กูไม่ได้ซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่พูดขนาดนั้นเลย

อะไรที่ก้อยคนนั้นมี แต่ก้อยคนนี้ไม่มีอีกแล้ว

ความไม่รู้มั้ง 

ตอนนั้นเราไม่รู้จริง ๆ ว่ากูควรทำตัวยังไง ควรโฟกัสที่ไหน ตอนนี้เรารู้มากขึ้นแต่ก็ไม่ได้รู้ทุกอย่าง 

แล้วก็กลัวว่าเราจะทำได้ดีไหมน้อยลง เพราะเราอยากทำเพื่อตัวเอง ถ้าควบคุมคนอื่นไม่ได้ งั้นมึงทำแล้วพอใจกับมันรึเปล่า

ซึ่งความไม่รู้ นับเป็นข้อดีหรือข้อเสียสำหรับคุณ

จริง ๆ แล้วควรจะมองมันเป็นข้อดี แต่เราเป็นคนไม่ชอบไม่รู้เลยว่ะ

เป็นคนที่ถ้าไม่รู้ เราจะกระเสือกกระสนที่จะรู้ กูต้องรู้มัน ส่วนใหญ่เราต้องการหาคำตอบบางอย่าง แต่ถ้าถามว่ามันเป็นข้อดีหรือข้อเสีย เราขอตอบว่า เราอยากรู้ 

แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต
แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต

วิชายืดหยุ่น

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่า ถึงยังไงก็เลิกเล่นละครเวทีไม่ได้ เป็นเพราะอะไร

เวลาเราเล่นอะไรที่มีแพตเทิร์นมาก ๆ มันจะเกิด Routine บางอย่าง แล้วรู้ตัวเองว่ามันแห้ง ๆ เนาะ แต่ละครเวทีจะนำพาสิ่งใหม่มาให้เราเรื่อย ๆ เพราะมันสด คุณต้องอยู่กับมัน 2 – 3 ชั่วโมงโดยที่ไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ต่อให้เรารู้สิ่งนี้ไปหมดแล้ว แต่เราก็ต้องทำให้มันสดใหม่ตลอดเวลา 

เราเคยเล่นเรื่องหนึ่งและทำการบ้านไปอย่างดีมาก แต่ผู้กำกับเดินมาบอกให้เราเล่นไม่ต้องลึก อยากให้มันเอนเตอร์เทน เมื่อก่อนก็คงเอนจอย แต่พอโตขึ้นเราไม่ได้อยากเล่นแบบนั้นแล้ว 

การแสดงมันไม่เกี่ยวกับอารมณ์ มันเกี่ยวกับแอคชันล้วน ๆ คนเราไม่ได้ใช้ชีวิตด้วยการโฟกัสว่าวันนี้ฉันจะเศร้า วันนี้ฉันจะโกรธ ไม่ มึงต่างหากทำอะไรให้กูโกรธ ลงดีเทลกับมัน แววตาเป็นยังไง อุณหภูมิเป็นยังไง ยิ่งลงรายละเอียดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกมากขึ้นเท่านั้น 

ซึ่งละครเวทีส่วนใหญ่ต้องเป็นตัวนั้นจริง ๆ มันทำให้เราได้ใช้สิ่งที่เรียนมา เติมความเป็นมนุษย์ของเราบางอย่าง แต่จะให้เล่นตลอดก็ไม่ได้ เพราะว่าเหนื่อยมากและเงินก็น้อยสุด ๆ 

พูดได้ว่า เล่นเพราะแพสชันล้วน ๆ

ใช่ แต่ละครเวทีก็ควรจะได้เงินเยอะกว่านี้ เพราะความทุ่มเทและความเสียสละที่เสียไปมันเยอะมหาศาลมาก แต่ตลาดนี้มันยังไม่ได้รับการสนับสนุนมากพอ ทั้งที่มันควรโตมาก

อย่าง Closer เรื่องล่าสุด รอบหนึ่งจุได้มากสุดแค่ 100 คน ขณะที่ละครทีวีคนดูกันเป็นล้าน ราคาบัตรละครเวทีก็ไม่ได้เอื้อสำหรับทุกคน มันเป็นเงินที่เขากินได้ตั้งกี่วัน คนที่อยู่ได้ด้วยอาชีพนี้ เราโคตรนับถือใจเลย

พออินกับตัวละครมาก ๆ ยากไหมที่จะกลับมาเป็นตัวเอง

ไม่ได้รู้สึกว่ายาก แต่บางทีมันก็ติดมาในตัวเรา ก่อนเล่นเป็นชมพู่ ใน O-Negative เราไม่ได้เป็นคนสะเดิดขนาดนี้ 

ถ้าเป็นความรู้สึกแง่ลบ มันเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องเอาออก เปลี่ยนเสียง เปลี่ยนพลังงาน กล้ามเนื้อคนเรามันจำ พอเราเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองไปเรื่อย ๆ มันก็จะค่อย ๆ ลืมไปเอง

ก่อนที่คุณจะบรรลุวิธีได้อย่างนี้ เคยมีช่วงที่ถอดไม่ออกรึเปล่า

ถ้าตัวละครนั้นมีความใกล้เคียงกับตัวเรามากมันจะถอดยาก โดยเฉพาะตัวที่ไปโดนอีโก้เราจริง ๆ เราจะรู้สึกว่าไม่ใช่ตัวละครที่เจ็บ แต่เป็นก้อยนี่หว่าที่เจ็บ ถ้าตัวละครนั้นห่วยมาก แล้วก้อยห่วยด้วยรึเปล่า 

ซึ่งเป็นแบบนั้นไม่มีอะไรดีขึ้น เรายังเคยรู้สึกเลยว่า ความเจ็บปวดขนาดนี้เราจะไปหาได้ที่ไหนวะในชีวิตจริง เราได้ Embrace มันแล้ว ก็เคยมีเหมือนกัน

แต่ใครจะมาแคร์มึง มึงไม่ได้เก่งนะที่แบกตัวละครนี้ไปด้วย ไม่ได้ทำให้เราดูเท่เหมือนได้เป็นตัวละครนั้นจริง ๆ การเป็นแล้วเอาออกมาได้เร็วนั่นแหละคือ Professional พอเราคิดแบบนี้ เราก็จะถามตัวเองตลอดว่า นี่กูทำเท่อยู่รึเปล่า (หัวเราะ) 

คุณเริ่มหาเงินจากการแสดงตั้งแต่เมื่อไหร่

ตั้งแต่ปี 1 เคยเป็น Extra โฆษณา ค่าตัว 700 บาทของมาริโอ้ ของณเดช รู้สึกว่ากูก็มาไกลเหมือนกัน 

ในฐานะคนที่กระหายอยากได้การยอมรับ โลกของการแคสโฆษณาที่ต้องถูกปฏิเสธตลอดเวลาเป็นยังไง

เราถูกปฏิเสธบ่อยมาก ตอนแรกกลับมาก็ร้องไห้ คิดว่าตอนนั้นก็ทำได้ดีแล้วเขาทำไมเขาถึงไม่เลือกเรา เราค่อนข้างโตมากับการที่ถ้าตั้งใจอะไร เราจะได้เสมอ แล้วถ้าไม่ได้บางทีก็จะเอ๋อไปว่า สมการนี้มันผิดตรงไหน 

ถึงกับโทรไปหาครูการแสดง เขาบอกว่าเราทำให้ทุกคนชอบไม่ได้หรอก แล้วการแคสโฆษณาจริง ๆ คือคุณตรงคาแรกเตอร์แบรนด์ของเขารึเปล่า บางคนเลือกกันที่ภาพนิ่งด้วยซ้ำ 

การถูกปฏิเสธครั้งไหนที่ส่งผลกับชีวิตมากที่สุด

(นิ่งคิด) แสดงว่ามันไม่รุนแรงกับชีวิตมาก ไม่งั้นมันคงขึ้นมาในหัวแล้ว 

มีโฆษณาตัวหนึ่งที่รู้สึกว่าเราเล่นดีมาก เขาให้เราไปต่อยมวย เราก็ไปลงคอร์สต่อยมวย ตอนนั้นคิดว่าไม่มีใครในโลกนี้จะต่อยมวยได้เก่งกว่าเราอีกแล้ว เพื่อให้เขาพิมพ์ตอบกลับมาว่า ปล่อยคิวนะคะ 

เขาให้เหตุผลว่าอะไร

ไม่ได้ให้ แล้วเราก็ไม่ได้ถามด้วย 

เวลาล้ม เราถามตัวเอง แต่จะไม่เรียกร้องจากคนอื่นเพราะมันดูไม่เท่ เราก็ทำได้แค่เจ็บแล้วเก็บไว้ในใจ ร่างกายมันก็มีกลไกปกป้องตัวเองว่า ไม่เป็นไร ช่างมันเถอะ 

จริงไหมที่นักแสดงที่ดีควรจะร้องไห้เก่ง 

เราคิดแบบนั้นเลย เคยตั้งเวลาว่าต้องร้องไห้ให้ได้ภายใน 1 นาที อย่างตัวละครชมพู่ต้องร้องไห้ตลอดเวลา ช่วงแรกรู้สึกว่ามันสบายมาก แต่ช่วงหลังเราดันร้องไห้ไม่ได้ แล้วก็รู้สึกไปเองว่านักแสดงที่ร้องไห้ไม่ได้คือคนที่ไม่เก่ง แต่ความเจ็บปวดของแต่ละคนไม่ได้แปลว่าต้องร้องไห้ออกมาด้วยซ้ำ 

มีความคิดว่า เรากำลังมาถูกทางไหม บ้างรึเปล่า

O-Negative นี่แหละ เพราะเราทำไม่ได้จริง ๆ แล้วเราก็เหนื่อยมาก เกลียดที่สุดเวลาทำงานไม่ได้แล้วต้องมีคนมารอ เกลียดยิ่งกว่าการไม่มีคุณค่าคือการเป็นภาระชาวบ้าน ซีนนั้นก็คือต้องร้องไห้ ทำยังไงก็ทำไม่ได้ แต่พอเขาเอาน้ำตาเทียมออกมา เราร้องไห้เลย 

เพราะเรามีอีโก้กับตัวเองว่า เราอยู่จุดที่ต้องใช้น้ำตาเทียมแล้วหรอ ทำไมเราถึงห่วยขนาดนี้ แต่จะให้เราร้องไห้เพราะกลัวน้ำตาเทียมทุกครั้งก็ไม่ใช่ 

พอผ่านมาก็มีคนมาบอกเราว่า ถ้ามึงร้องไห้ไป 10 รอบแล้วรอบที่ 11 ใช้น้ำตาเทียม มันก็ไม่ได้แปลว่ามึงห่วยนะ 

แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต
แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต

เราทุกคนล้วนมีร้านเวทมนตร์อยู่ในใจ

ฟังดูเหมือน อีโก้ กลายเป็นตัวช่วยหลาย ๆ อย่างในชีวิตคุณเหมือนกัน

เราก็ว่าเยอะ เราเติบโตมากับความทระนงตนอะไรก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นเราขอบคุณมันมากนะ เราเรียกอีโก้ว่าผู้พิทักษ์ 

เพราะว่า

คนเรามักจะมีผู้พิทักษ์ของตนเอง ผู้พิทักษ์บางคนจะบอกให้ใจเย็น ๆ มีอะไรก็ให้เขาไป แต่ผู้พิทักษ์ของเราคือการมีสติ มีศักดิ์ศรี ตัวเลือกในการใช้ชีวิตของเราจะมีคนนี้ตีกรอบอยู่ประมาณหนึ่ง

ซึ่งคนเราควรปล่อยวาง ไม่ยึดถืออัตตา ไม่ใช่เหรอ

ใช่ จริง ๆ มันควรเป็นแบบนั้นแหละ (หัวเราะ) 

มันมีสิ่งที่ควรจะเป็น กับสิ่งที่มึงเป็นอยู่ อีโก้เราตอนนี้ก็ลดลงมาเยอะแล้ว แต่ถ้าจะให้เราช่างมันเถอะกับทุกเรื่อง เราก็รู้ว่ายังทำสิ่งนั้นไม่ได้ เพราะถ้าเราทำได้ เราก็คงไม่ทำอะไรอีกเลย แต่เรายังมีอะไรอีกหลายอย่างมากที่อยากทำ และไอ้ตัวนี้มันเป็นแรงผลักดันให้เราทำนู่นทำนี่มากมาย 

แต่ถ้าถามว่าควรปล่อยวางไหม เราว่ามันดีกับชีวิต แต่เรายังทำไม่ได้แค่นั้นแหละ

สำหรับเราการมีอีโก้อยู่ในวัยเท่านี้ ก็ยังโอเค

การเป็นคนเขียนบทมันทำให้คุณเผชิญหน้ากับอีโก้ตัวเองมากแค่ไหน 

มันตบอีโก้เราจนมึนหัวไปเลย 

อย่างซีรีส์เรื่องแรก รักฉุดใจนายฉุกเฉิน บอส (นฤเบศ กูโน) มาชวนเราเขียนบท โฟกัสของเราคือกูจะทำยังไงก็ได้ให้ดีที่สุด ให้ถูกใจมัน ซึ่งไม่มีทางอยู่แล้ว ตอนนั้นอยากลาออกตลอดเวลาพูดจริง 

แต่เรื่องที่ 2 คือ แปลรักฉันด้วยใจเธอ เราเปลี่ยนความคิดได้ คิดแค่ว่ากูอยากเขียนงานนี้ เพราะกูอยากใส่ความเป็นตัวกูลงไป พอโฟกัสถูกจุดทุกอย่างง่ายมาก แต่วันที่คิดไม่ได้ มันก็คิดไม่ได้จริง ๆ นะ 

ชีวิตเปลี่ยนไปแค่ไหน หลังหาจุดกึ่งกลางระหว่างตัวเองกับอีโก้ได้

ก็สบายขึ้น คาดหวังในชีวิตน้อยลง 

(นิ่งคิด) 

ไม่น้อย ไม่น้อย เราโกหก มันทำให้เราโฟกัสถูกที่ 

ปกติเราเหมือนคนที่วิ่งตามอะไรบางอย่างอยู่เสมอ ตอนเด็กก็วิ่งตามความคาดหวังของแม่ โตขึ้นก็วิ่งตามการยอมรับของสังคม แต่พอมันบาลานซ์ เราก็เริ่มฟังแล้วว่าตัวมึงอยากทำอะไร 

การที่คุณต้องศึกษานิสัยใจคอตัวละครอย่างหนัก เพื่อแสดงและเขียนบท เวลาเผชิญกับเรื่องราวเหล่านั้นด้วยตัวเอง มีภูมิต้านทานมากขึ้นรึเปล่า

มันสวนทางกันว่ะ เรากลับรู้สึกว่า เวลาเจออะไรแรง ๆ เราจะไปปลดปล่อยในงาน

เออ เราไม่เคยมองมุมนี้เลย

เช่น แปลรักฉันด้วยใจเธอ มันคือความรู้สึกรักลุ่มหลงของวัยรุ่นและการหาตัวเองไม่เจอ มันไม่ใช่เพราะสิ่งนี้สะท้อนเรา แต่เป็นเพราะเราไปจินตนาการว่ากูเจอสิ่งนี้ แล้วก็ใส่เข้าไป 

งั้นตัวคุณไม่ต้องสะบักสะบอมเหรอที่ต้องรู้สึกทุกอย่างก่อนจะเขียนออกมาได้

แต่ถ้าเราไม่รู้สึก เราก็เขียนออกมาไม่ได้นะ 

ซึ่งเจ็บปวด?

เจ็บปวด แต่มันก็สนุกดี มันทำให้เรารู้สึกจริง เจ็บจริง วิธีเขียนบทของเราต่างจากคนอื่น คือ เราเล่นจริง เวลาเราคิดไม่ออก สิ่งที่มักจะทำตลอดคือเล่นละคร

สมมติว่าคุณต้องสวมบทเป็นตัวละครที่สูญเสียสัตว์เลี้ยงไป แล้วพอเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง คุณรับมือได้ไหม ถ้าได้ซ้อมเสียใจมาก่อนแล้ว

ไม่ได้หรอก ไม่ 

การทำแบบนั้นมันพอจะเข้าใจในระดับคอนเซปต์ สุดท้ายความรู้สึกที่มันเกิดขึ้นจริง ๆ ตรงหน้ากับสิ่งที่เราคิดว่าจะเป็น มันคนละเรื่อง 

มันอาจจะทำให้เราพอเตรียมใจไว้บ้าง แต่สถานการณ์จริงไม่มีทางเหมือนกับสิ่งที่คิดแน่ ๆ แม้ว่าจะนึกถึงหมาตายกี่ครั้ง เราก็ยังเศร้ามาก 

เราจินตนาการว่าหมาตายบ่อยมาก เพราะเราไม่อยากเสียใจ บางทีเราก็ซ้อมว่ามันตายอยู่ในหัว แต่เชื่อเถอะวันที่มันตายจริง ๆ ยังไงก็ไม่มีทางที่จะเจ็บปวดน้อยลงหรอก

เรียกว่าเป็นกลไกการป้องกันตัวเองอีกอย่างหนึ่งของคุณ

ใช่ เราไม่ได้มานั่งคิดด้วยนะ มันจะขึ้นมาเองในหัวว่า ถ้าแฟนเรานอกใจจะเป็นยังไง รันเป็นฉาก ๆ แล้วก็ร้องไห้ออกมาทั้งที่มันไม่เคยเกิดขึ้นจริง เสร็จแล้วเราก็จะบอกตัวเองว่า โอเค มันคงประมาณนี้แหละ 

ตอนตายก็คงประมาณนี้แหละ แม่ตายบางทีก็คิดเหมือนกัน 

และสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นบ่อยมากเวลาเราขับรถ ถ้าติดกล้องวงจรปิดในรถได้คือเราร้องไห้บ่อยมาก เพราะมันชอบมีแต่เรื่องอะไรก็ไม่รู้ในหัวที่ไม่เคยเกิดขึ้น 

คุณกล้าเผชิญกับความเจ็บปวด การเสียใจ การจากลา มากแค่ไหน ทำไมต้องจินตนาการถึงสิ่งนั้นตลอด 

เราไม่ได้ตั้งใจจินตนาการ มันมาเอง 

ก็กล้าแหละ แต่เราคงรู้สึกนิดหนึ่งตรงนี้ (จับหัวใจ)

สุดท้ายเราก็ต้องเผชิญหน้ากับมัน แต่เราเป็นคนใช้สมองเยอะ ในสถานการณ์ที่คับขันหรือแย่ที่สุดเราอยากมีสติ เราอยากเดินต่อไปได้ สังเกตหลายทีแล้ว 

มีครั้งหนึ่ง เพื่อนแกล้งเราด้วยการบอกว่าแฟนนอกใจ สิ่งที่เกิดขึ้นคือพลังงานทั้งหมดของเราวิ่งลงเท้า แล้วก็บอกว่า ไม่เป็นไร อะไรจะเกิดก็เกิด ตอนแม่เราเส้นเลือดในสมองแตก สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราก็คือไม่เป็นไร เรานิ่งมาก แต่พอผ่านไปสักชั่วโมงเท่านั้นแหละ ข้างในเราแม่งพังเละ

ซึ่งเราชอบที่ตัวเองเป็นแบบนี้ด้วย เราว่ามันควบคุมได้ ทั้งที่ข้างในใจจริง ๆ ของเราแหลกสลาย แต่เรารู้สึกว่า กูควบคุมทุกอย่างอย่างดีที่สุดเท่าที่จะควบคุมได้แล้ว 

แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต
แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต

ตัวเองแบบที่คุณชอบคือแบบไหน

มีสติ แล้วก็ควบคุมสถานการณ์ได้ 

พอโตขึ้นพ่อแม่ไม่ได้ทำงาน เรากลายเป็นหัวหน้าครอบครัว เราอยากทำให้ทุกคนรู้สึก Calm รู้สึกว่าทุกอย่างจะผ่านไปได้ ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรก็ทำร้ายกูไม่ได้ ทั้งที่ไม่รู้ว่ามันจะจริงหรือไม่จริงนะ แต่มันมักจะเป็นสัญชาตญาณแรกที่เกิดขึ้นกับเราเสมอ

เรื่องอะไรที่มักจะอยู่เหนือการควบคุมของคุณ

ครอบครัวหรือการจากลา เราผ่านจุดที่พ่อเคยจะตาย แม่เคยจะตายมาแล้ว ก็เลยแข็งแรงมากที่อย่างน้อยกูก็รู้ว่ามันรู้สึกแบบนี้นี่เอง

แต่ความรักเป็นเรื่องที่แปลกมาก พูดไปไม่รู้ตัวเองจะเสียใจทีหลังไหม แต่พูดไปก่อนแล้วกัน

เด็ก ๆ เราเห็นภาพว่าจะได้อยู่กับใครแล้วก็ตายไปด้วยกัน แต่โตขึ้นเราไม่เห็นภาพนั้น เราเห็นแค่ตัวเรา เหมือนคนเราเกิดมาคนเดียวแล้วก็ต้องตายคนเดียว เรารู้สึกแบบนั้น 

แต่ความคิดนี้อาจจะเป็นเพราะเราเกิดมาในครอบครัวที่พ่อแม่แตกแยกก็ได้ เราแค่คิดว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คนเรามีสิทธิ์มาและก็ไปในชีวิตได้เสมอ แต่มึงนั่นแหละคือคนที่ต้องรอด 

เพราะฉะนั้น ความรักก็เลยเป็นเรื่องที่เราไม่รู้ว่าควรจะวางใจไว้ตรงไหนดี เราจะปล่อยใจให้คนนี้ดีไหม จะมีลูกมีเต้าดีไหม ภาพที่เห็นก็ดูงง ๆ เราไม่ค่อยแน่ใจว่าต้องการอะไรจากความรัก ก็เลยเป็นสิ่งที่เราช่างแม่ง

เป็นเพราะเราใช้ความเหตุผลกับความรักมากไม่ได้รึเปล่า

เห็นด้วย เราใช้ความรู้สึกเยอะ ก็เลยไม่ค่อยถามอะไรกับมันแล้ว อะไรจะเกิดก็เกิด

สงสัยไหมว่า ภาพลักษณ์คุณดูเป็นคนมั่นใจในตัวเองมาก แต่ในทุก ๆ การกระทำคุณจะเพลย์เซฟเสมอ

(ถอนหายใจ) เราเป็นพวกแข็งนอกอ่อนใน คือรู้เลยว่ากูเป็นทุเรียน ข้างนอกมีหนาม แต่ข้างในนิ่มมาก (หัวเราะ) 

ทุกครั้ง เวลามีคนถามเราว่า ทำยังไงถึงจะเป็นคนมั่นใจแบบพี่ เราก็ถามในใจว่า อะไรทำให้คุณคิดว่าเราเป็นคนมั่นใจในตัวเอง 

แต่มันอาจจะเป็นเพราะเราเป็นคนที่ Make decision ชัดเจนเฉย ๆ ไม่ได้แปลว่าเรามั่นใจกับทุกอย่างที่เลือก แต่เราเป็นคนเลือกมัน เจ็บไม่เจ็บไม่รู้ แต่ขอเป็นคนเลือกก่อน 

เรื่องอะไรที่ห่างไกลจากคำว่าเพลย์เซฟที่สุด

ทำยูทูบก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้คิดจะทำตั้งแต่แรก หลังจากนั้นคือถ้าอยากทำเพลงก็เริ่มทำเลย อยากเขียนหนังสือ ตอนนี้เราก็เขียนอยู่ 

ถ้าเมื่อก่อนอาจจะคิดว่าการทำแบบนี้มันเวิร์กหรือไม่เวิร์กนะ แต่พอโตขึ้นเราก็คิดแค่ว่า กูอยากทำ ใครจะว่าไงก็ไม่เป็นไรหรอก 

ตอนนี้เขียนหนังสืออยู่เหรอ 

ใช่ เราจะตั้งชื่อเรื่องประมาณว่า ตื่นมาก็เขียนตอนอายุ 28 เพราะเราอายุ 28 เกิดวันที่ 28 เป็น 28 เรื่องสั้นที่พบเจอในชีวิต

เขียนถึงไหนแล้ว

ตอนที่ 21 แล้ว เพราะคิดว่าจะวางขาย 28 เมษา ไม่งั้นมันจะกลายเป็น 29 (หัวเราะ) เราเขียนตามใจฉันสุด ๆ 

เราเป็นคนเขียน Morning Pages ทุกเช้า แล้วก็มานั่งคิดว่า เรื่องในชีวิตกูก็เยอะเหมือนกันเนอะ งั้นเล่าแม่งเลยดีกว่า แค่นั้นเลย 

You sadly smile in the profile picture

ตอนคุณเริ่มปล่อยวางได้ มีไหมที่คิดว่าเมื่อก่อนฉันเคยแข็งแกร่งและสู้มากกว่านี้

เราไม่รู้สึกผิดหวังในตัวเอง ส่วนใหญ่จะคิดว่ากูก็เก่งเหมือนกันนะเนี่ย จะคิดแค่ว่า ถ้าเป็นเราแต่ก่อนสิ่งนี้นี่ไม่ปล่อยนะ สงสัยคงปลงอะไรได้หลาย ๆ อย่างแล้วแหละ 

ช่วงหลัง ๆ นี้คุณมักจะตั้งคำถามอะไรกับตัวเองเยอะที่สุด

ทำเชี่ยอะไรเยอะแยะ (หัวเราะ) เราทำเยอะก็จริง แต่มันเป็นสิ่งที่เราอยากทำหมดเลยนะ รู้สึกว่านี่คือตัวเลือกที่มึงเลือกแล้ว ก็ตามนั้นแหละ 

คุณเป็นคนตัดสินใจทุกอย่างในชีวิต เรื่องอะไรที่ยังคงลังเลเสมอ

จริง ๆ ความลังเลเกิดขึ้นในทุกการตัดสินใจของเรา เราลังเลตลอดเวลา แต่อาจจะเป็นเพราะการเขียนบทด้วยมั้ง

เวลาเขียนบทเขาจะชอบพูดกันว่า มึงต้องเลือก มึงจะตัดหรือไม่ตัดท่อนนี้ออกไป มึงต้องเลือก สิ่งนี้มันก็ติดมากับเราเหมือนกัน 

ส่งผลให้ถูกมองว่าเป็นคนแข็งแกร่งและรับมือกับปัญหาได้ดีไหม

คนทั่วไปก็อาจจะมองเราแบบนั้น แต่ถ้าเป็นเพื่อนสนิทเราจริง ๆ เขาก็จะรู้ว่าเราแข็งนอกอ่อนใน แล้วก็จะตั้งคำถามดี ๆ ให้เราฉุกคิดว่าเราโอเคจริงรึเปล่า 

แต่เราว่า ไม่ว่าจะแข็งนอกอ่อนในหรือแข็งในอ่อนนอก สำคัญคือคุณรู้รึเปล่าว่าคุณอ่อนตรงไหน อาจจะเป็นเพราะว่าเราเขียนบ่อย ทำให้ไม่ว่าจะเห็นตัวเองดีหรือไม่ดี สุขหรือทุกข์ เราก็ค่อนข้างโอเค 

บางทีเราก็คิดเหมือนกันว่าหรือกูควรเลือกอีกทางหนึ่ง ซึ่งเราก็มักจะลองนะ เราไม่ได้อีโก้ถึงขนาดว่ากูเลือกอันนี้แล้วกูก็ต้องเลือกอันนี้ตลอดไป เราก็มีเลือกผิดเหมือนกัน ถ้า เอ๊ะ ขึ้นมามันก็เป็นอีกสัญชาตญาณหนึ่งที่เตือนเรา

การเป็นคนพุ่งชนกับทุก ๆ อย่าง ระหว่างทางคุณเสียอะไรไปบ้าง

ไม่ใช่ทุกคนที่รักเราคนนี้ได้ เราเป็นคนเพื่อนน้อยมากนะ แล้วก็เลือกด้วยว่าเราอยากอยู่กับใคร ในสภาวะแบบไหน 

การตัดสินใจครั้งไหนที่ถือว่าเปลี่ยนชีวิตคุณ

(ถอนหายใจ) ทำยูทูบเปลี่ยนมาก เลิกกับแฟนเปลี่ยนมาก แม่จะตายเปลี่ยนมาก การไปเรียนแอคติ้งเปลี่ยนมาก มันค่อย ๆ หล่อหลอมให้เราเป็นคนนี้ แต่ในอีกเดือนหนึ่งเราอาจะเปลี่ยนไปเป็นอีกคนหนึ่งก็ได้

คุณเป็นคนกล้าได้กล้าเสียรึเปล่า

กับงานก็ค่อนข้าง แต่การพนัน ไม่ (หัวเราะ) 

ถ้าในระยะยาว แก่นจริง ๆ เราชอบอะไรที่มันมั่นคง แล้วก็ไม่วุ่นวาย

อะไรในชีวิตที่คุณหวงแหนที่สุด ไม่ยอมเสียไป

แม่ ไม่อยากให้แม่ตายเลยพูดจริง 

เรามาคิดว่าอะไรทำให้เราเสียเส้น เสียศูนย์ได้นี่ แม่แน่ ๆ (น้ำตาคลอ) 

แม่ให้ความรักเราค่อนข้างเยอะ เขาทำให้เรารักตัวเองมาก รู้เลยว่าวันที่แม่ตายต้องเป็นวันที่โหดมากสำหรับเรา 

สิ่งที่เราขอพรเสมอคือ ไม่ว่าจะทำอะไร ขอให้เขาเตือนสติเรา ขอให้มีแสงสว่างชี้นำในทุก ๆ ชอยส์ที่เราเลือก มนุษย์เราหลงผิดกันได้ แต่เราไม่อยากเป็นแบบนั้น

ภาพจินตนาการที่เคยซ้อมเสียใจไว้เป็นยังไง

แม่งเศร้าสัสเลยว่ะ 

อุบัติเหตุรถชนเราก็เห็นบ่อย บางทีก็เห็นเป็นภาพงานศพ บางทีก็เป็นภาพเราประสบความสำเร็จมาก ๆ ไปอยู่ฮอลลีวูดอะไรของเรา มีคนมาสัมภาษณ์ แต่แม่เราไม่อยู่แล้ว มีหลายภาพมากที่เกิดขึ้น 

แต่ส่วนใหญ่ตอนจบของมัน สิ่งที่หลงเหลือในตัวเราคือ (เสียงสั่นเครือ) ถึงแม่ตายไป แม่ก็ไม่ต้องห่วง เราอยู่ได้แน่นอน 

อืม ก็เป็นภาพที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ แม่งเซ็งฉิบหาย ไม่อยากให้แม่ตายเลย

คือแม่เราเป็นหัวเชื้อที่ดีมาก เขาเป็นคนที่รักเรามาในทุกเวอร์ชัน วันที่เกเรเราก็เกเรมากจริง ๆ โดดเรียน ตะโกนด่า แล้วเราเป็นคนมีความคิดชัดเจน ไม่ใช่พ่อแม่ทุกคนที่พร้อมจะโอบรับเรา แต่แม่เราเป็น เพราะเราโตมาสองคน (น้ำตาไหล)

บางทีเขาจะเหมือนเราเลย ชอบบอกว่า ฉันไม่เป็นไร ฉันจัดการเรื่องของฉันเองได้ แกก็ทำของแกไป ถ้าเป็นเมื่อก่อนแม่จะผูกติดกับเรามาก จนเรารู้สึกว่าแม่มีความสุขของตัวเองบ้างไหมวะ 

คุณเห็นภาพฟ้าหลังฝนไหม

เราน่าจะใช้ชีวิตได้ดีนะ แค่รู้สึกว่าวันที่เราเหนื่อย มันอาจจะเหนื่อยกว่าเดิมหน่อย เพราะทุกวันนี้เราก็ไม่ค่อยได้พึ่งใคร เป็นอะไรก็ไม่ค่อยบอกใคร พยายามหาทางจัดการตัวเอง แต่พอหันไปเห็นแม่ เราก็รู้สึกว่ากูไม่เป็นไรมากหรอก เพราะแม่ยังอยู่ ไม่ได้มานั่งเล่าให้แม่ฟังด้วยนะ แค่รู้สึกว่า เรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องเล็ก เพราะยังมีแม่ที่รักเรา 

เราว่าเราอยู่ได้ แล้วก็จะใช้ชีวิตของเราให้ดี 

อะไรที่คุณได้จากแม่มาแล้วชอบที่สุด

ความอดทน จนบางทีคิดว่าเลิกอดทนบ้างเถอะ แต่เราว่ามันเป็นแก่นของเราเลย 

แล้วแม่ก็ใจดีกับเพื่อนมนุษย์มาก เขาชอบช่วยเหลือคนอื่นเท่าที่จะทำได้ รู้สึกดีใจที่มีเขาเป็นแม่ 

แล้วแม่ก็ Open-minded ซึ่งเขาเติบโตมาแบบกรีดเลือดออกมาเป็น Conservative แต่พอเขามีลูกเป็นเรา เขาก็พยายามปรับตัว เขาเคารพทางที่เราเลือกมาก เราคุยกับเขาได้ว่าโลกสมัยนี้เป็นยังไง ไม่ใช่ผู้ใหญ่ทุกคนที่จะบอกว่าเขาไม่รู้นะ 

บวกกับเขาผ่านความตายมาแล้ว เขาก็ปล่อยวางมากขึ้น ยิ่งแม่เวอร์ชันแก่ยิ่งจ๊าบเลย เด็ก ๆ นี่โอ้โห เขาดุเหมือนแม่มด 

แล้วอะไรที่ได้จากแม่มาแล้วไม่ชอบ

ก็ความกลัวนี่แหละ (ตอบเสียงดัง) เราชอบบอกแม่ว่าอย่ากลัว เพราะลึก ๆ มันก็ทำให้หนูกลัวด้วย 

มันคือความรู้สึกแบบเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นไหมวะ เราไม่ชอบเลย สมมติปัก GPS ผิด สำหรับเราคืออย่าล่ก ผิดก็ผิด ผิดไปเลย แต่แม่เราคือยังไงดี ๆๆ แต่ลึก ๆ แล้วตัวเราเองก็ล่ก เราแค่กดมันไว้เยอะ 

แล้วก็คนเป็นแม่ เขาจะแคร์ว่าคนอื่นมองลูกยังไง เกิดมาจากพื้นฐานเดียวกันว่ากลัวคนจะมองลูกไม่ดี กลัวคนไม่รักลูก

แม่มีอิทธิพลกับชีวิตของคุณขนาดไหน

เยอะมาก 75% ละกัน

อิทธิพลไม่ได้เกี่ยวกับรสนิยมนะ แต่การที่เรามีความทะเยอทะยานทุกวันนี้เพราะเราอยากให้แม่สบาย เรารู้สึกว่าแม่เสียเงินส่งกูเรียนมาขนาดนี้ ทำไมเขายังเหนื่อยอยู่ เราก็ผลักดันตัวเองค่อนข้างเยอะ ถ้าเป็นเรา เราก็ไม่ซีเรียสว่าต้องอยู่บ้านแบบไหน แต่อยากให้เขามีความสุข ได้ไป ได้กินอย่างที่อยาก 

เราไม่ได้เชื่อเรื่องความกตัญญู เวลามีคนมาบอกว่ามึงเนี่ยกตัญญูจริง ๆ สิ่งที่เราเชื่อคือคนคนนี้รักเรา คนคนนี้ให้เรา เราเลยต้องให้เขาคืน มันแค่นั้นแหละ 

รู้ไหม มีคนมากมายยกให้คุณเป็นไอดอล นิสัยอะไรที่ไม่อยากให้เขาทำตาม

มีหลายอย่าง 

ใจร้อน ในที่นี้คือใจร้อนแล้วกดคนอื่นลง นี่เบาลงเยอะแล้ว สมัยก่อนเราเป็นพวกชอบจี้คน ถ้ารู้สึกว่ามันไม่เมกเซนส์ เราชอบมองเข้าไปในตาเขา เคยคิดว่ามันเป็นการทำงาน แต่สิ่งที่อยู่ใต้นั้นคือเราพยายามจะกดอีโก้เขาลง เพื่อทำให้เขาอยู่ใต้เราให้ได้ เพราะการทำงานมันมีวิธีที่ใจดีได้มากกว่านั้น 

เรารับรู้ได้ว่าเขารู้สึกกลัว แล้วการไปกดเขาลงมันมีอะไรดีขึ้นนอกจากลดทอนคุณค่าเขา ยิ่งโดนสังคมด่า ยิ่งรู้สึกว่าเราควรใจดีกับคนอื่น นี่คือสิ่งที่ควรจะเป็น 

อีกอย่างคือในขณะที่เราใจร้อน แต่กับความรักเราใจเย็นมาก เพราะเรากดมันไว้ 

เราควรจะพูดสิ่งที่เราคิดกับคนรักให้ได้ อย่างซื่อตรง บางทีไม่พอใจเราก็ช่างมัน ปล่อยผ่าน มันเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเลิกกับใครหลายคนเพราะคิดว่าเราไม่เป็นไร แต่ถ้าเราอยากอยู่กับใครได้นาน ๆ ก็ควรแชร์สิ่งที่ตัวเองคิดออกไปจริง ๆ 

ซึ่งสองสิ่งนี้แก้ไขได้รึยัง

ก็วนเวียนอยู่เรื่อย ๆ ค่อย ๆ ดีขึ้น แล้วแต่วัน แล้วแต่ฮอร์โมน ในระดับคอนเซปต์เข้าใจแล้ว แต่ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง

หลายคนบอกให้แยกชีวิตส่วนตัวออกจากงาน แต่การแสดงคือศาสตร์ที่ส่งผลกับชีวิตและตัวตนของคุณโดยตรง ทำไมถึงยังรักอาชีพนี้ 

เราดันชอบอะดิ งานนี้บังคับให้เราต้องคุยกับตัวเอง ต้องตอกหน้ากันอยู่ตลอดเวลา ทำให้เราเป็น Better version เห็นเส้นทางของตัวเองที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไป มันไม่ใช่ทุกงานที่จะทำสิ่งนี้ได้ เราขอบคุณที่ได้เจอ แล้วก็ดีใจที่ได้ทำ ซึ่งเราอยากให้คนเจอสิ่งนี้นะ 

อยากให้คนยอมรับว่าเป็นนักแสดงที่…

เข้าถึงตัวละครนั้นได้มากที่สุด 

เราทำแบบนั้นทุกเรื่อง ละครเวทีมักจะทำได้ แต่ละครหรือซีรีส์จะมีแบบ เล่นแบบก้อยเลย แล้วพอมันเล่นเป็นก้อยเลย แล้วมันยังไงดี กูเล่นเป็นกู หรือเล่นเป็นใครดีวะ (หัวเราะ)

ไม่ต้องอยากให้คนอื่นยอมรับหรอก กูนี่แหละที่อยาก 

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load