11 พฤศจิกายน 2564
3.10 K

“เคยเห็นพิซซ่าเวียดนามไหมครับ”

“ผมจะทำพิซซ่าเวียดนามแบบใหม่ ข้างนอกเป็นแผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะย่างกรอบๆ ข้างในเป็นล็อบสเตอร์คลุกมายองเนสกับซอสศรีราชา เนื้อสัมผัสจะครีมมีๆ หน่อย เนื้อล็อบเสตอร์เด้งๆ มีความเผ็ดของซอสศรีราชาตัด แล้วก็มีโฟมกะทิอยู่ข้างๆ”

ธันวา-ธันวา สุริยจักร เล่าให้เราฟัง พร้อมอวดภาพอาหารที่เขาทำให้เราดูไปพลาง นี่เป็นไฟน์ไดนิ่งที่เขาตั้งใจทำให้เพื่อนๆ ชิมเป็นครั้งแรก เป็นเมนูอาหารเวียดนามที่มีกลิ่นอายของตะวันตก ธันวาเผยว่าทั้งหมดที่เห็นนั้น ได้แรงบันดาลใจมาจากอาหารที่บ้านในวัยเด็ก 

เขาเกิดและเติบโตในเมืองปากเซ สปป.ลาว ดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมหลากหลาย พ่อมีเชื้อสายไทย จีน ฝรั่งเศส ส่วนแม่เป็นชาวไทยเชื้อสายจีนและเวียดนาม บนโต๊ะอาหารที่บ้านของธันวาจึงมีอาหารหลายชนชาติ เป็นเมนูใหม่ๆ ที่แตกต่างจากบ้านอื่นๆ ที่นั่น

ภาพของธันวาที่ทุกคนจำได้เป็นแบบไหน หลายคนคงรู้จักเขาในฐานะพระเอกละครช่อง 7HD แต่ในปีนี้เขากำลังจะเป็นที่จดจำในฐานะเชฟผู้ที่รักการทำอาหาร ซึ่งเราก็เพิ่งเคยเห็นมุมนี้ของธันวาเช่นเดียวกัน

ในตอนแรกของรายการ MasterChef Celebrity Thailand Season 2 จานของธันวาได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 3 จานที่ดีที่สุดของแมตช์นั้น เขาสลัดภาพของพระเอกทิ้งไปชั่วคราว แล้วนั่งคุยกับเราในฐานะคนชอบทำอาหาร นี่เป็นครั้งแรกที่ทำให้เรารู้จักธันวาในมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อนจากละครทีวี และรู้ว่าเขาชื่นชอบการทำอาหารมากคนหนึ่ง

ธันวา สุริยจักร พระเอกชาวลาวกับวัยเด็ก อาหาร และการลงแข่งมาสเตอร์เชฟฯ

ไปแข่ง MasterChef Celebrity Thailand Season 2 มา เป็นอย่างไรบ้าง

จริงๆ รายการติดต่อมาตั้งแต่ซีซั่นแรกแล้ว แต่ตอนนั้นผมว่าตัวเองยังไม่พร้อม ความรู้ด้านอาหารยังไม่มากพอ ก็เลยไปซ้อมก่อนจะมาแข่งซีซั่นนี้ ผมมั่นใจว่าเรียนรู้เรื่องวัตถุดิบเยอะ และฝึกซ้อมมานานพอสมควร

คาดหวังอะไรจากการแข่งขันครั้งนี้

หวังแชมป์อยู่แล้ว แต่ไม่อยากกดดันตัวเองมากไป เพราะคนเก่งไม่ได้หมายความว่าจะเข้ารอบ คนไม่เก่งก็ไม่ได้หมายความว่าจะเข้ารอบไม่ได้ เป็นเรื่องของจังหวะที่เรากำหนดไม่ได้ สิ่งเดียวที่เรากำหนดได้ก็คือ ตั้งใจทำมันให้เต็มที่กับทุกๆ งานที่ได้รับ ไม่ว่าจะเป็นละครหรือการแข่งขัน เราต้องเต็มที่ที่สุด

หลังจากแข่งขันรายการนี้ คุณมองตัวเองบนเส้นทางอาหารอย่างไร

มาสเตอร์เชฟ ทำให้คนทั่วไปได้เห็นผมอีกมุม ซึ่งบางคนอาจไม่เคยรู้ ผมคิดว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ทำให้คนเห็นความสามารถและวิธีคิดในการทำอาหารของผม ผมอยากต่อยอดอีกเยอะเลย เพราะชอบการทำอาหาร อยากทำสิ่งนี้ต่อไปเรื่อยๆ อยากมีรายการเกี่ยวกับอาหารของตัวเอง อยากทำอาหารไฟน์ไดนิ่ง

ก่อนหน้านี้คนยังไม่ค่อยรู้ว่าคุณชอบทำอาหาร แล้วทีมงานเห็นอะไรในตัวคุณถึงชวนไปแข่ง 

น่าจะเป็นเพราะก่อนหน้านี้ผมเปิดร้านอาหาร แล้วครอบครัวก็ทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหารอยู่แล้วด้วย 

ได้ยินมาว่าที่ลาวมีร้านบะหมี่ของคุณย่าด้วย

เมื่อก่อนคุณย่าเปิดร้านอาหารคล้ายๆ โรงเตี๊ยมของจีน ให้อารมณ์เหมือนคาเฟ่ที่มีคนมานั่งเล่นหมากรุกจีนกัน เปิดมาตั้งแต่คุณย่ายังสาวๆ อาหารที่ขายส่วนใหญ่จะมีหมั่นโถว หมั่นโถวทอด ซาลาเปา ชา กาแฟ มีน้ำต่างๆ รวมถึงบะหมี่จีน เส้นก็ทำเอง เป็นบะหมี่เกี๊ยวหมูแดงแบบดั้งเดิม เรียกได้ว่าเป็นร้านเก่าแก่อย่างนั้นเลย

จำได้ไหมว่าบะหมี่ของย่ารสชาติเป็นอย่างไร

ตอนเด็กๆ ถ้ากลับมาจากโรงเรียนแล้วมีบะหมี่ร้อนๆ ของคุณย่ารออยู่จะดีใจมาก เวลาเลิกเรียนเหนื่อยๆ หิวก็ต้องกินบะหมี่ของคุณย่าประจำ น้ำซุปเป็นซุปกระดูกแท้ คุณพ่อทำเส้นบะหมี่เองตั้งแต่เด็กๆ ผมเลยได้ซึมซับการทำอาหารมาจากพ่อด้วย

ธันวา สุริยจักร พระเอกชาวลาวกับวัยเด็ก อาหาร และการลงแข่งมาสเตอร์เชฟฯ

ทำไมคุณถึงชอบทำอาหาร

แม้ว่าจะเป็นนักแสดง แต่ผมหลงใหลการทำอาหาร เพราะมันทำให้เราได้ผ่อนคลายหลังจากทำงาน เหมือนได้รีเซตตัวเองใหม่ ผมเลยมีความสุขทุกครั้งเวลาได้จับมีด จับกระทะ หรือเวลาที่ได้รังสรรค์เมนูใหม่ๆ ความหลงใหลที่ว่ามันทำให้เราเจอทางของตัวเองด้วย

คุณฝึกทำอาหารตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วตอนนั้นทำให้ใครชิม

ผมฝึกทำอาหารตั้งแต่ยังเด็ก หัดผัด หัดทำเมนูต่างๆ โดยมีคุณย่ากับคุณลุงสอนเรื่องการปรุงรส ว่าควรใส่เครื่องปรุงอะไร สัดส่วนเท่าไหร่บ้าง บ้านที่ลาวมีสองหลัง คือบ้านของครอบครัวและบ้านย่า ครัวที่บ้านย่าเป็นแบบดั้งเดิม มีเตาอั้งโล่เรียงกันเพราะที่บ้านขายบะหมี่ เวลาผัดก็ใช้เตาอั้งโล่ ส่วนที่บ้านของครอบครัวจะใช้เตาแก๊สธรรมดา แต่ด้วยความที่บ้านเราชอบทำอาหาร ไม่ว่าจะเป็นคุณย่า คุณลุง หรือแม่ พื้นที่ห้องครัวก็จะใหญ่กว่าปกติ

เมนูแรกๆ ที่หัดทำคืออะไร

ตอนเด็กๆ คุณย่าสอนทำปลานึ่งซีอิ๊วสูตรโบราณ ซึ่งเป็นสูตรของคุณย่าเอง ต้องเล่าก่อนว่าเมืองที่ผมอยู่ใกล้กับแม่น้ำและมีปลาน้ำจืดเยอะมาก คนก็มักจะนำปลาน้ำจืดมาทำอาหารกัน เมนูที่ผมทำถ้าเทียบกับเมนูของไทยคงคล้ายๆ ปลาทูต้มหวาน น้ำซอสออกสีดำๆ แต่ที่ลาวจะใส่ขิงเข้าไปด้วย เพื่อเพิ่มความหอมและดับกลิ่นคาวในตัวปลา ส่วนเนื้อปลาก็จะมีความฉ่ำ เพราะมีไขมันแทรก

อาหารในบ้านที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ต่างจากบ้านอื่นๆ อย่างไร

บ้านผมทำอาหารหลายแบบ ทั้งอาหารพื้นเมืองของเวียดนาม อาหารแบบจีน แล้วก็ผสมผสานความเป็นฝรั่งเศสเข้าไปด้วย ผมจำได้ว่าทุกวันรวมญาติจะมีเมนู ‘รากู’ ที่ใช้เนื้อน่องลายไปตุ๋นให้เปื่อยจนรสชาติเข้มข้น หน้าตาออกมาคล้ายๆ สตูว์เนื้อ ทานกับขนมปังบาแกตต์ 

อีกจานที่ผมชอบคือ ‘บั๋นหมี่’ ซึ่งมีขายทั่วไปที่ลาว แต่บั๋นหมี่ของครอบครัวจะไม่เหมือนที่ไหน เป็นอาหารที่ผสมผสานความเป็นเวียดนามกับฝรั่งเศสเข้าด้วยกัน ทำให้ผมรู้สึกว่าแม้อาหารตะวันตกกับอาหารลาวจะแตกต่างกันมาก แต่ก็ประยุกต์ให้เข้ากันได้

ธันวา สุริยจักร พระเอกชาวลาวกับวัยเด็ก อาหาร และการลงแข่งมาสเตอร์เชฟฯ

บั๋นหมี่ที่บ้านต่างจากที่อื่นอย่างไร

เราจะใส่ ‘ปาเต’ (Pâté) หรือตับบด ซึ่งใช้ตับไก่หรือตับหมูก็ได้มาบดให้ละเอียดเป็นเนื้อครีม จากนั้นนำมาทาบนขนมปังบาแกตต์ ใส่ผักดองต่างๆ เติมซอสศรีราชาเข้าไปหน่อย รสชาติจะออกแนวตะวันตกผสมเวียดนาม เป็นเมนูโปรดที่ผมชอบมาก

ทำไมถึงติดใจเมนูนี้

มันมีเรื่องราวเยอะ ผมเติบโตมากับเมนูนี้ ตอนเด็กๆ ทานบ่อย แต่ก่อนผมมักจะปั่นจักรยานไปเรียน แม่จะให้เงินวันละยี่สิบบาท เราจ่ายสิบบาท ก็ซื้อบั๋นหมี่กินได้แล้ว

อาหารลาวเมนูไหนที่คุณคิดว่าหากินที่ไหนก็ไม่เหมือนกินที่ลาว

บั๋นหมี่นี่แหละ ที่ทำให้รู้สึกว่าไม่มีที่ไหนเหมือนที่ลาว ต่อให้ที่นี่มีร้านอาหารมากมาย แต่บั๋นหมี่ไม่เหมือนแน่นอน เพราะที่นู่นจะมีความดั้งเดิมมากกว่า รวมถึงก๋วยจั๊บญวนกับเฝอด้วย ตอนกินที่ลาวมันเป็นรสชาติที่อธิบายไม่ถูก แต่ไม่เหมือนที่ไหน ผมว่ามันมีความนุ่มลึกกว่า

ทั้งๆ ที่ชอบกินและชอบทำอาหารขนาดนี้ ทำไมผันตัวมาเป็นนักแสดงได้

เพื่อนของ พี่เอ (ศุภชัย ศรีวิจิตร) เจอผมที่เวียงจันทน์ ตอนนั้นผมไปเรียนพิเศษพอดี เขาก็ชักชวนให้เข้ามาทำงานในวงการบันเทิง พี่เอบินมาหาที่ลาว ได้พูดคุยกัน สุดท้ายก็ได้เข้ามาทำงานในวงการบันเทิง โดยเป็นไม่กี่คนในลาวที่ได้รับโอกาสนั้น ผมว่าตัวเองโชคดีมาก ต้องขอบคุณพี่เอด้วยที่เป็นคนช่วยผลักดันให้มา 

ทำไมถึงรู้สึกโชคดีที่ได้ทำงานนี้

ตอนนั้นคิดว่าได้เรียนไปด้วย หาเงินไปด้วย ถือเป็นโอกาสดีๆ ที่ได้ทำ งานแรกๆ เป็นงานเดินแบบ พอเราได้เงิน เราก็ไม่ต้องพึ่งพาครอบครัวแล้ว ตอนนั้นผมปักธงกับตัวเองไว้ว่า ผมจะหาเงินเพื่อส่งเสียค่าเล่าเรียนของตัวเองให้ได้ ให้ครอบครัวดูแลน้องสาวต่อไป ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เรายังทำต่อเรื่อยๆ

ธันวา สุริยจักร พระเอกชาวลาวกับวัยเด็ก อาหาร และการลงแข่งมาสเตอร์เชฟฯ

ถ้าไม่ได้เป็นนักแสดง คุณอยากทำอะไร

ความใฝ่ฝันของผมมีเยอะมากเลย ผมฝันอยากเป็นนักธุรกิจ อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง อยากเป็นนักลงทุน แต่พอได้มาเป็นนักแสดงแล้วก็พบว่า เรายังสานฝันเก่าๆ ได้ เราเก็บเงินที่เหลือจากการทำงานไปลงทุนได้

ทำไมคุณถึงชอบการลงทุน

การทำธุรกิจมันเหมือนการสร้างระบบขึ้นมาเพื่อทอนแรงตัวเอง ผมไม่มีทางเป็นนักแสดงไปได้ตลอด วันหนึ่งก็ต้องแก่ตัวลง เป็นพระเอกไม่ได้ การลงทุนก็เปรียบเสมือนการหว่านเมล็ดพันธุ์ เราไม่รู้เลยว่าเมล็ดพันธุ์ไหนจะออกดอก ออกผล คล้ายกับการปลูกต้นมะม่วง มันใช้เวลานานกว่าจะออกผลให้เรากิน อาจจะตายกลางคันก็ได้ สิ่งที่เราต้องทำคือ ต้องหว่านเรื่อยๆ อย่าหยุดหว่าน วันหนึ่งถ้ามันโตขึ้น ก็เป็นโชคดีที่เราได้ผลลัพธ์จากมัน

ไม่มีใครอยากลงทุนโดยไม่ได้ผลลัพธ์ ซึ่งผลลัพธ์ของมันก็เกิดจากประสบการณ์ เกิดจากการสูญเสียที่มากพอ ได้เรียนรู้จากความผิดพลาด ผมมองว่าเป็นสิ่งที่สำคัญในชีวิตเลย

ถ้าเปรียบงานแสดงเป็นการลงทุน ตอนนี้ผลตอบแทนเป็นอย่างไร

ผลลัพธ์คือความรู้สึกผูกพันระหว่างคนดูกับตัวเรา ทุกคนรู้จักเราในฐานะพระเอกช่อง 7HD เพราะทำงานเก็บประสบการณ์ตรงนี้มาหลายปี ก็จะช่วยเวลาที่เราอยากทำงานอื่นๆ ในวงการนี้ต่อ ผมเชื่อว่ามันจะเป็นการลงทุนที่ไม่เสียเปล่าแน่นอน

ชอบงานของตัวเองชิ้นไหนมากที่สุด

ผลงานละครล่าสุด เรื่อง หลงกลิ่นจันทน์ (ค.ศ. 2021) เพราะเป็นบทที่ดีมาก เป็นบทที่เปิดโอกาสให้ผมได้แสดงศักยภาพในการเล่นละครเยอะมาก

รู้สึกอย่างไรกับปีที่ 11 ในวงการบันเทิง 

ผมภูมิใจที่พาตัวเองมาถึงจุดนี้ได้ ได้รับประสบการณ์มากขึ้น มีพัฒนาการมากขึ้นในทุกๆ วัน ผลลัพธ์ของบางคนอาจจะเป็นเงินเก็บที่มากพอหรือการมีชื่อเสียง แต่สำหรับผม ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดก็คือประสบการณ์ในการใช้ชีวิต หลายอย่างมันสอนให้เราโตขึ้น แข็งแกร่งขึ้น ในอนาคตเราอาจไม่ได้เป็นนักแสดงต่อแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น มันก็คุ้มค่าที่ได้ทำ

มองอนาคตในวงการบันเทิงอย่างไร

มีอีกหลายงานมากเลยที่ยังรอผมอยู่ ผมอยากเล่นบทที่ท้าทายขึ้น อย่างละครเรื่อง พริกกับเกลือ ที่กำลังจะเข้าฉายก็เป็นหนึ่งในนั้น ผมยังต้องพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ ทั้งในเรื่องการแสดง การวางตัว รวมถึงด้านการทำอาหารด้วย

พระเอกชาวลาวที่โตมากับอาหารไทย จีน เวียดนาม ฝรั่งเศส ผู้อยากทำร้านไฟน์ไดนิ่งเล่าชีวิตวัยเด็กของตัวเอง

สำหรับคุณแล้ว ‘อาหาร’ กับ ‘การแสดง’ เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

ทั้งสองสิ่งคือศิลปะที่มีวิธีนำเสนอต่างกัน การแสดงของธันวาคือตัวธันวาเล่น ส่วนอาหารคือการรังสรรค์ขึ้นมา แต่ทั้งสองอย่างเราเป็นคนสร้าง และมีธรรมชาติของเราออกมาเหมือนกัน

แล้วความต่างล่ะ

อาหารมันมีความเป็นตัวเรามากกว่า ผมคงไม่ทำอาหารที่ไม่ชอบ เพราะไม่อยากฝืนตัวเอง ถ้าฝืนตัวเองคงไม่เรียกว่าความสุข อย่างตัวผมเองก็ไม่รู้ว่าจะทำอาหารไทยแท้ได้ไหม น้ำหนักมืออาจจะไม่ได้ เราคงปรุงได้ไม่จัดจ้านแบบไทยแท้ อาจจะทำได้ไม่ดี หรือถ้าทำได้ก็คงไม่อยากทำ

ส่วนการแสดงมันต่างกัน เราต้องสวมบทบาทเป็นคนอื่นให้ได้ ถ้าคุณถนัดบทดราม่า แต่วันหนึ่งต้องเล่นคอเมดี้ คุณจะต้องเป็นเดอะเบสคอเมดี้ให้ได้ การแสดงมันมีโจทย์ว่าเราต้องเป็นตัวละครแบบไหน ซึ่งก็อาจไม่ใช่ตัวเรา

อาหารแบบไหนที่บ่งบอกถึง ‘ตัวตน’ ของธันวา

ผมชอบคือไฟน์ไดนิ่ง เพราะมันละเอียดลออและมีเรื่องราวอยู่ในนั้น เหมือนได้ทำความรู้จักกับคนคนหนึ่งผ่านจานอาหาร เราเล่าเรื่องราวชีวิตที่ดำเนินมาตั้งแต่เกิดจนโตลงไปในอาหารได้ แชร์ความทรงจำเหล่านั้นให้เพื่อนๆ หรือคนที่ไม่รู้จักเราฟังได้ แล้วเขาจะรู้จักเรามากขึ้น จากการค่อยๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ตั้งแต่จานแรกไปจนถึงจานสุดท้าย ถึงคอร์สจบแล้ว แต่เรื่องราวมันไม่ได้จบตาม มันยังทำงานต่อกับคนอื่นๆ ด้วย

ที่ว่าเรื่องราวยังทำงานต่อ มันทำงานอย่างไร

มุมมองชีวิตของเราที่นำเสนอผ่านเมนูต่างๆ เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนได้เหมือนกันนะ มันคล้ายกับงานศิลปะชิ้นหนึ่ง ที่ผมเชื่อว่าจะจารึกอยู่ในใจคนไปตลอด ผมมองว่าไฟน์ไดนิ่งเป็นการทำอาหารที่มีเสน่ห์ แตกต่างกับการทำอาหารแบบอื่นๆ อยู่นิดหน่อย

สมมติเราชอบกินก๋วยเตี๋ยว แล้วชอบไปกินที่ร้านหนึ่งมาก ร้านนี้อยู่ใกล้ๆ ที่ทำงาน แต่วันหนึ่งจำเป็นต้องย้ายออฟฟิศไปไกลจากที่นี่มาก ถ้าอยากกินก๋วยเตี๋ยวขึ้นมา คิดว่าจะขับรถกลับไปกินที่เดิมไหม ก็อาจจะไม่ เพราะมันไกล มีข้อจำกัดด้านระยะทาง แต่พอเป็นไฟน์ไดนิ่ง จุดเด่นไม่ได้มีแค่รสชาติ แต่ยังมีเรื่องเล่าที่ไม่ว่าไกลแค่ไหนก็ต้องไปฟัง

พระเอกชาวลาวที่โตมากับอาหารไทย จีน เวียดนาม ฝรั่งเศส ผู้อยากทำร้านไฟน์ไดนิ่งเล่าชีวิตวัยเด็กของตัวเอง

ถ้าคุณทำไฟน์ไดนิ่งของตัวเอง คุณจะเล่าเรื่องอะไร

เล่าชีวิตวัยเด็กผ่านอาหารฟิวชันแบบที่ผมเติบโตมา จริงๆ ผมตั้งใจไว้อยู่แล้วว่าจะทำให้เพื่อนในแก๊งทาน ก็เลยลองออกแบบเมนูไว้บ้าง แล้วลองทำออกมาดูว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไร อย่างบั๋นหมี่ ที่ปกติใช้ตับไก่ ผมก็ทำให้มันว้าวขึ้นโดยใช้ฟัวกราส์ หรือ เมนูยำไก่บีบ ยำของเวียดนามที่ต้องคลุกแล้วบีบให้น้ำยำเข้าไปในเนื้อไก่ ซึ่งเป็นอาหารแทบทุกครอบครัวที่บ้านเกิดของผมเขาทานกัน ผมก็เอามาทำเป็นรูลาด (Roulade) หรือไก่ม้วน แล้วก็เอาไปซูวี เซียร์ให้หนังกรอบ เสิร์ฟพร้อมกับมูสน้ำยำแบบเวียดนามที่มีกลิ่นของผักแพว

แล้วก็มีเฝอ ซึ่งใช้วัตถุดิบทุกอย่างแบบที่เราเคยกินเป็นชามเลย แต่ผมจัดวางเป็นสเต๊กแล้วราดซอสที่หอมกลิ่นขิง หน้าตาแบบตะวันตกแต่กินเข้าไปแล้วเป็นเฝอ 

ถ้าเปรียบ ‘ธันวา’ เป็นอาหาร คุณคิดว่าจะเป็นจานไหนในคอร์สนี้

เฝอ เพราะมันมีความเข้มข้นแต่ยังนุ่มนวลของซุป มีความหนักหน่วงของเนื้อ เส้นที่เป็นคาร์โบไฮเดรตกินเข้าไปแล้วมีพลังชีวิต ไถนาได้ทั้งวัน

แล้วชีวิตของธันวาในวัย 30 ปีจะเป็นอาหารจานไหน

คงเป็นแอพพิไทเซอร์ที่ยังรอเมนคอร์ส ตอนนี้ชีวิตผมก็ทำตามความฝันไป แต่ว่าก็ยังไม่ได้ถึงเป้าหมายตามที่เราต้องการ เรายังต้องไปต่อ 

ผมมองว่าอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน คนเราเปลี่ยนความคิดได้ทุกวัน มีบิดเบี้ยวบ้าง มีเป้าหมายใหม่เกิดขึ้นบ้าง แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยคือเป้าหมายหลักๆ ในชีวิต สุดท้ายต้องย้อนกลับมาถามตัวเองว่า ทำไมเราถึงมาอยู่จุดนี้ได้ แล้วความตั้งใจของเราคืออะไร 

แล้วเมนคอร์สที่คุณหมายถึงคืออะไร

ผมอยากกลับไปใช้ชีวิตที่ลาว อยากกลับไปอยู่กับครอบครัวที่ผมรัก มันเป็นจุดเริ่มต้น เป็นบ้านเกิด และมีครอบครัวรอเราอยู่ที่นั่น

พระเอกชาวลาวที่โตมากับอาหารไทย จีน เวียดนาม ฝรั่งเศส ผู้อยากทำร้านไฟน์ไดนิ่งเล่าชีวิตวัยเด็กของตัวเอง

Writer

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ตอนนี้ผมกำลังนั่งมือเย็นเฉียบอยู่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง

ผมเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ตอนเด็กแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมอาการนี้ต้องเกิดขึ้นกับผมเวลาที่ตื่นเต้นหนักๆ ทุกครั้ง และสิ่งที่ทำให้ผมมานั่งมือเย็นเฉียบอยู่ตอนนี้เป็นเพราะผมมีนัดสัมภาษณ์กับ เฌอปราง อารีย์กุล

สำหรับคนที่รู้จัก BNK48 ดีอยู่แล้ว ผมคงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า เฌอปราง อารีย์กุล คือใคร แต่สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักหรือเคยได้ยินมาแค่เพียงผ่านหู ผมขออธิบายแบบกระชับและเข้าใจง่ายๆ

BNK48 คือวงไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปไทยหน้าใหม่ที่เกิดขึ้นจากการขยายสาขาของ AKB48 วงไอดอลชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่นที่มาในคอนเซปต์ ‘ไอดอลที่คุณไปพบได้’

วิธีการไปพบไอดอลของคุณนั้นมีทั้งการไปที่เธียเตอร์ หรือโรงละครของวงที่เปิดการแสดงให้แฟนๆ สามารถตีตั๋วเข้าไปดูกันเป็นประจำ หรือการไปงานจับมือที่เหล่าแฟนคลับสามารถไปพบ จับมือ และพูดคุย กับสมาชิกที่เราชื่นชอบได้อย่างใกล้ชิด นอกจากนั้นทางวงยังมีระบบต่างๆ ที่ช่วยให้แฟนๆ ได้สนับสนุนไอดอลที่ตัวเองชื่นชอบกันอย่างเต็มที่ รวมไปถึงมีระบบจบการศึกษาซึ่งหมายถึงการลาออกจากวงของสมาชิกเมื่อตนเองรู้สึกอิ่มตัวและพร้อมที่จะก้าวไปยังเป้าหมายอื่นในชีวิตต่อไป โดยทางวงก็จะมีการเปิดออดิชันเพื่อรับสมาชิกใหม่เข้ามาทดแทนอยู่เสมอ

วันนี้ เฌอปราง คือหนึ่งในสมาชิกที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของวง BNK48 นั่นเอง

ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมผมถึงรู้เรื่องราวเหล่านี้เป็นอย่างดี เพราะความจริงแล้วผมก็เป็นหนึ่งในแฟนคลับของวงไอดอลวงนี้เหมือนกัน

และไม่ต้องสงสัยอีกเช่นกันว่าทำไมผมถึงได้มือเย็นเฉียบกับการสัมภาษณ์ครั้งนี้

แม้ BNK48 จะมีคอนเซปต์ ‘ไอดอลที่คุณไปพบได้’ แต่โอกาสที่จะได้นั่งคุยกันยาวๆ แบบตัวต่อตัวในระยะประชิดเท่านี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ

เฌอปราง BNK48 เฌอปราง BNK48

1

โอกาสที่มีแค่หนึ่งในหลายพัน

เมื่อถึงเวลานัด เฌอปรางก็เดินเข้ามาในร้านพร้อมกับชุดเสื้อยืดสีขาวสกรีนลาย BNK48 และกระโปรงสีกรมท่าซึ่งเป็นหนึ่งในชุดยูนิฟอร์มประจำวงที่แฟนๆ คุ้นเคย แต่ที่แปลกตาไปบ้างคงเป็นรองเท้ากีฬาสีน้ำเงิน ไม่ใช่รองเท้าผ้าใบสีขาวที่เรามักจะเห็นกันอยู่เป็นประจำ

“เดี๋ยวสัมภาษณ์เสร็จแล้วเฌอต้องไปซ้อมเต้นต่อค่ะ” หญิงสาวจาก BNK48 ตอบเรื่องรองเท้าหลังจากหย่อนตัวลงบนเก้าอี้

“แต่ช่วงนี้พวกเราจะซ้อมกันน้อยลงกว่าช่วงแรกแล้ว จากแต่ก่อนที่ต้องซ้อมทุกวัน ตอนนี้จะเหลือแค่สัปดาห์ละไม่กี่ครั้ง เพราะว่ามันมีกิจกรรมอื่นๆ ที่เราต้องทำมากขึ้น”

กิจกรรมที่ว่ามีทั้งงาน Road Show ที่ออกไปเล่นมินิคอนเสิร์ตให้แฟนๆ ดูกันทุกสัปดาห์ ไลฟ์จาก Digital Live Studio (หรือที่มีชื่อเล่นว่าตู้ปลา) ที่มีให้ดูกันทุกวันผ่านทางเฟซบุ๊ก รายการ BNK48 Show ที่ฉายให้ชมกันทุกเย็นวันอาทิตย์ รวมไปถึงการให้สัมภาษณ์ ออกรายการ และเข้าร่วมงานอีเวนต์อื่นๆ เพื่อกระตุ้นและโปรโมตวงให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ซึ่งก็เหมือนจะได้ผลดี เพราะคนรอบตัวของผมตอนนี้ก็เริ่มมีการพูดถึงวง BNK48 แม้จะไม่ใช่คนที่ติดตามวงการไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปมาก่อนเลยก็ตาม

“ช่วงนี้วงเราเลยมีอะไรให้ได้ดูกันทุกวัน วันละหลายรายการเลย เอาตามตรงเฌอเองก็พยายามไล่ตามดูนะ แต่มันเยอะมากจนดูไม่ทันเหมือนกัน” เธอหัวเราะออกมาหลังพูดจบ

จากที่สัมผัสด้วยตา เฌอปรางถือเป็นเด็กสาวที่ไม่ว่าใครก็คงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเหมาะกับการเป็นไอดอลอย่างมาก ไม่ว่าจะด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ทักษะการร้องเต้น การวางตัว ความมุ่งมั่น หรือความเปล่งประกายที่ส่งออกมาจากตัวของเธอ ขนาดที่เคยมีสมาชิกวงคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า ตอนที่เธอเห็นเฌอปรางในการออดิชันครั้งแรกก็รู้เลยว่าคนคนนี้ต้องออดิชันผ่านแน่ๆ

“แต่ในชีวิตปกติเฌอมีความเป็นไอดอลน้อยมากเลยนะ” เด็กสาวคนที่ว่าตอบสวนทางกับสิ่งที่หลายๆ คนคิด

“ตอนเด็กๆ เฌอเป็นเด็กที่ออกจากบ้านเพื่อไปเรียน เรียนแล้วก็กลับบ้าน แล้วก็ตื่นมาเพื่อออกไปเรียนใหม่ อยู่แค่นั้นเลย คือที่บ้านจะเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างประคบประหงมหน่อย เราต้องอยู่ในสายตาเสมอ แล้วทีนี้บ้านเรามันก็อยู่ติดกับโรงเรียนเลยไง พอเลิกเรียนเราก็ไม่ได้มีโอกาสแวะไปไหน อาจจะมีไปเรียนไวโอลินบ้าง ซึ่งที่เรียนก็อยู่แถวบ้านอีกนั่นแหละ ชีวิตเราก็เลยวนอยู่แค่นี้ ไม่เคยจะไปร้องหรือเต้นที่ไหนเลย เรียนเสร็จก็กลับบ้านไปดูการ์ตูน”

และก็เป็นการ์ตูนนั่นเองที่พาให้เฌอปรางได้มารู้จักกับวงไอดอลญี่ปุ่นอย่าง AKB48 จากที่ตอนนั้นทางวงได้มีการสร้างการ์ตูนเกี่ยวกับวงขึ้นมาในชื่อ AKB0048 ซึ่งเฌอปรางก็มีโอกาสได้ดูเช่นกัน

เฌอปราง BNK48

“พอดูแล้วเราก็ได้รู้ว่ามันมีวงของจริงด้วยนะ เฌอก็เลยลองไปติดตามดู จนสุดท้ายก็กลายมาเป็นแฟนคลับของวงจริงๆ” เฌอปรางเล่าความหลังครั้งนั้นให้ผมฟัง “แต่ตอนนั้นเราก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เราไม่น่าจะเป็นได้นะ เราไม่ใช่สายร้องสายเต้น ไม่ได้อยากเป็นนักแสดงด้วย การอยู่บนเวทีตอนนั้นเป็นสิ่งที่เฌอกลัวมาก เราไม่ชอบอยู่ต่อหน้าคนด้วยซ้ำ”

แต่สุดท้ายแล้วชีวิตของเธอก็ต้องเปลี่ยนไป เมื่อ AKB48 ได้ประกาศออกมาว่าจะมีการสร้างวงสาขาอย่าง BNK48 ที่ประเทศไทย

“มันเป็นโอกาสที่มีแค่หนึ่งในหลายพันคนจะได้ทำ” เธอให้เหตุผลในการตัดสินใจเข้าร่วมการออดิชันครั้งนี้ “เฌอมองว่ามีคนอีกหลายร้อยหลายพันที่อยากมาอยู่ตรงนี้ เมื่อเราได้สิทธิ์ที่มาอยู่ตรงนี้แล้วมันก็ไม่เสียหายที่เราจะลอง เรามองเห็นโอกาสที่เขามอบให้เรา ถึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่มันก็เป็นสิ่งที่คนไม่กี่คนจะได้สัมผัสเหมือนกันนะ”

แม้จะต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่เธอก็อยากเข้าใจความรู้สึกไอดอลของเธอให้มากยิ่งขึ้น อยากรู้ว่าสิ่งที่ไอดอลของเธอต้องเจอระหว่างทางนั้นมันคืออะไร และทำไมไอดอลเหล่านั้นถึงเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายๆ คนได้

“ถึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่เฌอคิดว่ามันคุ้มที่เราจะลอง”

และในที่สุดเธอก็ได้มาเป็น 1 ใน 29 สมาชิกรุ่นแรกของวง BNK48

เฌอปราง BNK48

2

วันที่น้ำตาไหลออกมา

“ความรู้สึกตอนงานเปิดตัวครั้งแรกมันเป็นความรู้สึกที่ใหม่มาก ก่อนขึ้นเวทีตอนนั้นจำได้ว่าเสียงคนดังมาก เราก็ โห รู้สึกได้ถึงสายตาของคนเป็นร้อยเป็นพันเค้ากำลังจะจับจ้องมาที่เรานะ เดี๋ยวเราต้องขึ้นไปอยู่ท่ามกลางเสียงเหล่านั้นแล้วนะ ชื่อของเรากำลังจะออกไปนะ ตอนนั้นกดดันแล้วก็ตื่นเต้นมาก เราก็พยายามจัดการตัวเอง บอกตัวเองว่าพออยู่ตรงนั้นแล้วเราต้องทำให้ดี ขึ้นไปต้องพูดในสิ่งที่ตั้งใจไว้ให้ได้” เธอย้อนเล่าถึงวันแรกที่ก้าวขึ้นเวทีในฐานะสมาชิก BNK48

แล้วพอได้เข้ามาเป็นไอดอลจริงๆ แล้ว เราเข้าใจไอดอลของเรามากขึ้นจริงมั้ย-ผมถาม

“เข้าใจมากขึ้นนะ เข้าใจว่าที่เค้าไม่ค่อยอัพอินสตาแกรมให้เราดูมันเป็นเพราะอะไร” ว่าถึงตรงนี้เธอก็หัวเราะ ออกมา “เราเข้าใจได้ว่ามันมีอะไรหลายๆ อย่างที่เค้าต้องทำเหมือนกัน บางทีแค่อัพสเตตัสสั้นๆ ก็ถือว่าเยอะแล้ว

“อีกอย่าง พอเข้ามาอยู่ในวงแล้วที่เซอร์ไพรส์เรามากก็คืองานเบื้องหลังมีอะไรต้องทำมากกว่าที่เคยคิดไว้เยอะเลย อย่างการโฆษณาสินค้าสักตัว เมื่อก่อนเราคิดว่าคงถ่ายกันแป๊บๆ ก็เสร็จ แต่ความจริงเราใช้เวลาเป็นวัน มันไม่ใช่ง่ายๆ หรืออย่างการทำเพลง กว่าจะแต่งเนื้อ กว่าจะซ้อม กว่าจะทำเอ็มวีออกมา ทำให้เรารู้ว่ามันยากกว่าที่คิดมากนะ”

อีกหนึ่งบทบาทที่เธอได้รับมอบหมายนอกจากการเป็นไอดอลนั้นคือการเป็น ‘กัปตัน’ ของวง ตำแหน่งนี้เปรียบเสมือนหัวหน้าห้องที่ต้องคอยดูแลเพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆ ทั้ง 29 ชีวิต

“ก่อนหน้านั้นเราเคยได้รับแต่งตั้งให้เป็นกัปตันชั่วคราวมาแล้ว แต่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ทำได้ดีขนาดนั้น เพราะมีคนมาบอกว่าเราดุ เราเข้มงวดกับน้องมากเกินไป ทั้งที่เราคิดว่าเราก็ลดลงมาแล้วนะ เลยคิดว่ามันคงไม่เหมาะกับเราล่ะมั้ง พอวันเดบิวต์ที่เค้าประกาศชื่อเฌอออกมาเราก็ยังไม่มั่นใจ แต่พอเราเดินออกมาแล้วมีคนตะโกนชื่อเรา มีคนที่คอยให้กำลังใจเราอยู่นะ จากที่เรากำลังดาวน์เพราะคิดว่าทำได้ไม่ดี พอมีคนที่ดีใจไปกับเราไปด้วยเราก็เลยร้องไห้ออกมา”

เฌอปราง BNK48

“ความจริงตอนนี้ในความรู้สึก เฌอยังไม่ค่อยได้ทำอะไรในฐานะกัปตันเลยนะ เพราะตอนนี้วงก็เพิ่งเริ่ม ยังไม่มีเธียเตอร์ ยังไม่ได้มีการซ้อมเพื่อขึ้นแสดงจริงจังขนาดนั้น กิจกรรมต่างๆ ก็ยังมีพี่ๆ ทีมงานคอยดูแลให้อยู่ ที่ได้ทำจริงๆ ก็คงได้เป็นตัวแทนในการพูดอยู่บ้าง เวลาเจอสัมภาษณ์น้องๆ ก็จะส่งมาให้เฌอพูดกันหมดเลย (หัวเราะ) หรือบางทีก็จะมีน้องๆ มาปรึกษาเราบ้าง อย่างบ่อยสุดก็จะเป็นปัญ ชอบส่งมาว่าพี่เฌอเลือกรูปให้หน่อย เอารูปไหนดี อันนี้เนี่ยจะบ่อยสุด (หัวเราะ) แล้วก็มีให้ช่วยแปลภาษาบ้าง หรือบางก็ถามเรื่องการเตรียมตัวหรือข้อมูลของงาน เพราะเฌอจะเป็นคนที่เมมโมรี่ไว้ในหัวได้เลย”

แล้วกัปตันที่ดีในความคิดของเฌอปรางนั้นเป็นแบบไหน-ผมสงสัย

“กัปตันในอุดมคติเป็นอะไรที่อธิบายยากนะ อย่างใน AKB48 ก็มีหลายคนที่มีจุดเด่นแตกต่างกันไป ซึ่งเฌอก็ไม่ได้อยากจะเป็นเหมือนใครหรอก เพราะเฌอก็เป็นตัวของเฌอเอง ตอนนี้เราอยากเรียนรู้ไปก่อนว่าการเป็นผู้นำต้องเป็นยังไง สิ่งที่เราต้องทำจริงๆ คืออะไร”

แม้จะยังไม่รู้ว่ากัปตันนั้นจริงๆ แล้วต้องเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่เฌอปรางน่าจะรู้แน่ๆ ก็คือความรู้สึกของเหล่าแฟนคลับ ในฐานะคนที่เคยเป็นแฟนคลับมาก่อนเหมือนกัน

เฌอปราง BNK48

“บางครั้งเราก็เห็นภาพตัวเองซ้อนทับกับพวกเขาอยู่เหมือนกันนะ” เธอเริ่มเล่า “อย่างตอนที่มีแฟนคลับคนนึงเขียนมาเล่าว่าพอเขาเห็นรูปของเฌอรูปนึงแล้วเค้ากรี๊ดมากเลย เราก็นึกย้อนไปถึงตอนที่เราเห็นรูปไอดอลของเราแล้วเราก็กรี๊ดเหมือนกัน มันคงเป็นความรู้สึกเหมือนกับเราในตอนนั้นเนอะ ไม่เคยคิดว่าวันนึงจะเกิดขึ้นกับเราเหมือนกันนะความรู้สึกนี้”

และในทางกลับกันเธอก็ได้รับรู้ความรู้สึกของไอดอลที่มีต่อแฟนคลับในแบบที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อน “ตอนที่เป็นแฟนคลับเฌอจะเป็นแฟนคลับประเภทที่ตามอย่างเดียว สนับสนุนไอดอลบ้างตามโอกาส ซื้ออัลบั้ม ซื้อของบ้าง แต่ไม่ได้แสดงตัวตนให้เขารู้ ในโซเชียลฯ เราไม่เคยไปคอมเมนต์อะไรเลย (หัวเราะ) แต่พอมาเจอแฟนคลับของตัวเองหลายๆ แบบ เรากลับรู้สึกว่าเราชอบแฟนคลับที่เขาคอมเมนต์มาหาเราเนอะ เราชอบอ่านเรื่องราวของเขานะ

“แล้วเวลาที่ได้รับจดหมายหรือข้อความตอบกลับมาว่าเราได้ไปเป็นแรงบันดาลใจอะไรสักอย่างให้เขาเราดีใจมากเลยนะ คือปกติได้รับกำลังใจจากคนทั่วไปเราก็โอเคแล้ว แต่พอได้เห็นว่ามีคนที่ชีวิตเค้าติดลบแล้วเค้าลุกขึ้นได้เพราะพวกเรานี่มันสุดยอดมาก มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้รู้ว่าการเป็นไอดอลจริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่การโด่งดังแล้วขึ้นไปเฉิดฉายอยู่ตรงนั้น แต่มันคือการอินสไปร์ให้กับคนอื่นๆ ด้วย”

แน่นอนว่าแม้จะได้รับดอกไม้จากแฟนๆ มามากแค่ไหน แต่การเปลี่ยนชีวิตมาเป็นบุคคลสาธารณะแบบนี้ก็ต้องมีก้อนหินที่ถูกโยนเข้ามาด้วยเช่นกัน “ปกติเราไม่ชอบการถูกวิพากษ์วิจารณ์เลย ไม่ชอบให้ใครรู้เรื่องส่วนตัวขนาดนั้นด้วย แต่เมื่อเรามาอยู่ตรงนี้แล้วเราก็ต้องพยายามปรับและยอมรับให้ได้ เพราะเราเลือกที่จะมาอยู่ตรงนี้เอง”

“แล้วปกติตามอ่านคอมเมนต์ในโลกออนไลน์บ้างมั้ย” ผมถามต่อ

“อ่านค่ะ ปกติเป็นคนที่ตามอ่านคอมเมนต์ทั้งในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมอยู่แล้ว มันก็มีทั้งด้านบวกด้านลบ ซึ่งเฌอมองว่าข้อติชมพวกนี้มันก็เป็นสิ่งที่เราต้องรับเข้ามา นำไปปรับปรุง แล้วก็ปล่อยวาง คือไม่ไปจมปลักกับมันมากเกินไป เพราะเรารู้ว่าสาเหตุที่ทำให้มันออกมาเป็นแบบนี้จริงๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น เราก็ยังมีสิ่งที่เราต้องพัฒนาและยังมีหน้าที่ที่รอให้เราทำอยู่อีกมากมาย อาจเป็นเพราะชีวิตเฌอเคยเจอเรื่องเปลี่ยนผันแบบนี้มาสองสามรอบแล้วด้วยมั้ง ซึ่งเราก็ผ่านมันมาได้ แล้วทำไมตรงนี้เราจะผ่านไปไม่ได้”

เฌอปราง BNK48 BNK48

3

นิยามไอดอลของไอดอล

ในฐานะแฟนของ AKB48 เหมือนกัน ผมรู้ดีว่าความน่ากลัวของวงนี้ไม่ได้มีเพียงแค่คอมเมนต์หรือการแข่งขันจากภายนอกเท่านั้น แต่การต้องมาอยู่ในวงที่มีสมาชิกมากมายขนาดนี้ (และสามารถเพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลา) แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเปล่งประกายออกมาได้ หลายๆ คนถูกกลืนหายไปในบรรดาสมาชิกจำนวนมหาศาลนั้น ผมนึกสงสัยว่าเธอเคยกลัวบ้างมั้ย

“ก็กลัวนะคะ” เธอตอบแล้วนิ่งคิดไปสักพัก “คิดว่าทุกคนก็คงกลัวกันหมด แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสามารถสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองได้ว่าเราจะไม่หายไป สิ่งที่เราทำได้ก็แค่พยายามทำทุกวันให้ดีที่สุด เมื่อเรามีโจทย์ที่ต้องทำต่อไปเราก็ทำอย่างเต็มที่ ถ้าเขายังเห็นศักยภาพของเรา เราก็ต้องทำต่อไป เพราะงานเป็นสิ่งเดียวที่ยังทำให้เราอยู่ในจุดนี้ได้ ในจุดที่ทำให้ได้เจอกับผู้คน ในจุดที่ยังได้เจอกับแฟนๆ”

“ถ้าอย่างนั้นเป้าหมาย BNK48 ของเฌอปรางคืออะไร”

“ตอนคุยกันเล่นๆ ในวง แต่ละคนก็มีความฝัน มีจุดมุ่งหมายไม่เหมือนกัน แต่ที่เหมือนกันก็คืออยากให้วงเป็นที่รู้จัก ซึ่งก็เหมือนกับเฌอที่อยากจะทำให้ BNK48 เป็นที่รู้จักให้ได้ด้วยการทุ่มความสามารถทั้งหมดที่เฌอมี เวลาให้ทำอะไรเราก็ทำ ทำอะไรได้เราทำหมด เพื่อให้วงมั่นคงในไทยจนสามารถมีงานเข้ามาให้เราทำเรื่อยๆ น้องๆ ยังคงมีงานให้แสดง ฐานแฟนคลับมีมากยิ่งขึ้นและเป็นที่รู้จักแม้แต่ในหมู่คนทั่วไป แบบที่พอพูดถึงวงขึ้นมาแล้วอยากไปดูคอนเสิร์ตกันสักครั้งได้ก็คงดี” จากคำพูดและประกายจากตาของเธอ ผมเชื่อว่าเธอตั้งใจแบบนั้นจริงๆ และเชื่อว่าเธอจะทำมันได้ด้วย

ตอนนี้น้ำแข็งในแก้วช็อกโกแลตเย็นที่ผมสั่งมาตั้งแต่ตอนเริ่มสัมภาษณ์ละลายไปหมดแล้ว ด้วยความเสียดาย ผมเลยจึงดื่มช็อกโกแลตเจือจางในแก้วก่อนจะพาเข้าสู่คำถามเบาๆ ว่า ถ้าให้ตัดเกรดความเป็นไอดอลของตัวเองตอนนี้ คิดว่าตัวเองจะได้เกรดอะไร

“โห นี่เบาแล้วเหรอคะ” เธอถามกลับพร้อมหัวเราะเสียงดัง “ถ้าดูตามนิยามความเป็นไอดอลสำหรับเฌอแล้ว การเป็นอินสไปร์ให้คนอื่นตรงนี้เฌอว่าเราทำได้แล้ว เรามีการออกกำลังกาย ร่างกายเราแข็งแรงขึ้น แม้จะมีป่วยไปบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับเข้าโรงพยาบาล ยังโอเค ยังทำงานได้ทุกอย่างที่เขามอบให้ก็คิดว่าใช้ได้อยู่ มีเรื่องร้องเพลงกับเรื่องเต้นนี่แหละที่เรายังพยายามฝึกมากกว่าอย่างอื่นอยู่ เพราะเรารู้สึกว่ายังไม่ดีพอ มันยังไม่ถึงขั้นที่จะดึงดูดหรือทำให้คนอื่นประทับใจในความสามารถด้านนี้ของเราได้

“ส่วนเรื่องนิสัยเฌอว่าเราก็เป็นตัวของเราเองนี่แหละ มีความคิดในแบบที่เราเป็น อาจจะไม่ถูกใจใครไปบ้าง แต่มันก็เป็นอะไรที่เมกเซนส์สำหรับเรานะ” เธอพูดจบแล้วเว้นช่วงไปสักพัก “ถ้าตัดเกรดก็คงให้สัก C+ แล้วกัน”

“C+ เองเหรอ” ผมถามกลับเพื่อความแน่ใจ เพราะเมื่อได้เห็นจากสิ่งที่ทำแล้วผมคิดว่าเธอน่าจะอยู่ในจุดที่สูงกว่านั้น “อะๆ งั้นเป็น B ก็ได้ ให้รางวัลตัวเองหน่อยแล้วกัน” เธอเปลี่ยนคำตอบพร้อมยิ้มกว้างอีกครั้ง “ก็สัก 80 คะแนน เพราะเฌอตัด A ของตัวเองไว้ที่ 90 คะแนน แล้วนี่เป็นแบบอิงเกณฑ์ด้วยนะ เพราะถ้าให้อิงกลุ่มนี่เกรดร่วงระนาวแน่”

หญิงสาวหัวเราะเสียงดังหลังแจกแจงวิธีการตัดเกรดของตัวเองแบบละเอียดยิบ ไม่รู้ว่าการเป็นนักศึกษาภาควิชาเคมีของเธอนั้นมีส่วนให้เธอเป็นคนแบบนี้หรือเปล่า

BNK48

4

วันที่จะได้พูดคำว่าขอบคุณกับทุกคน

“ถ้าให้เปรียบเทียบสมาชิกของวงตอนนี้กับวิชาเคมีที่เรียนเหรอ” เฌอปรางทวนคำถามของผม ขณะที่ผมนั่งรอคำตอบ

“เฌอว่ามันเป็นเหมือนธาตุหลายๆ ชนิดที่ผสมกันอยู่ในโหลแก้วที่ตั้งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่กว้างใหญ่อีกทีนึง เทียบง่ายๆ ก็คงเหมือนน้ำสมูทตี้ปั่น บางคนเป็นน้ำเชื่อม เป็นน้ำแข็ง เป็นหลอด เป็นแก้ว พอมารวมตัวกันเป็นรสชาติที่ทุกคนอยากลิ้มลอง ซึ่งความจริงแล้วถ้าเราจับส่วนผสมมามิกซ์ใหม่ เอาสมาชิกที่มีมาจับเป็นกลุ่มแยกกันเราก็จะได้รสชาติที่ต่างออกไปและเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ ซึ่งเราหวังว่าพอทุกคนลองแล้วก็อยากให้ติดตลาดและอยู่ไปยาวๆ ไม่รู้ว่าตอบตรงคำถามรึเปล่า แต่เฌอมองว่ามันเป็นเคมีนะ”

ผู้จัดการของเฌอปรางเดินมาบอกกับผมว่าเรามีเวลาคุยกันอีกประมาณ 5 นาทีก่อนที่เธอจะต้องเดินทางเพื่อไปซ้อมเต้นต่อ ในเวลาช่วงสุดท้ายสั้นๆ นี้ ผมตัดสินใจถามเรื่องราวในอีก 5 ปีข้างหน้า ด้วยความอยากรู้ว่าเธอจะมองเห็นภาพตัวเองยืนอยู่ตรงจุดไหน

“อีก 5 ปีเฌอคงเรียนจบแล้ว และคงยังทำงานอยู่กับวง ตอนนั้นคงมีงานหลายๆ อย่างที่ไม่เคยได้ทำและได้ลองทำ อาจจะมีสมาชิกรุ่นที่ 2 ที่ 3 ตามมา วงเราก็คงใหญ่ขึ้น อาจจะได้เล่นคอนเสิร์ตในที่ใหญ่ๆ จุคนได้เป็นพันๆ และทุกคนก็แฮปปี้กับการที่ได้อยู่ในวง ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นเฌอก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่จุดสูงสุดของเฌอที่เคยคิดไว้ก็คงเป็นการได้มีคอนเสิร์ตจบการศึกษาเป็นของตัวเองสักครั้งก่อนออกจากวง

“แต่ถ้าเอาแบบใกล้ๆ ตอนนี้มีอยู่อย่างนึงที่ยังไม่ได้ทำแต่อยากทำมากก็คืองานจับมือ เรารอคอยที่จะได้เจอเลยนะ เฌอตั้งใจไว้เลยว่าจะพูดขอบคุณกับทุกคนไม่ว่าเขาจะมาพูดเรื่องอะไรกับเราก็ตาม เพราะเขามาหาเรา ยอมมาต่อแถวเพื่อคุยกับเราเลยนะ มันก็คงเป็นความรู้สึกที่แปลกดี ก็คิดเยอะนะว่าวันนั้นเราจะทำอะไรได้บ้าง จะพูดคุยกับเขาได้มากแค่ไหนเพราะเวลามันสั้นมาก แล้วหากเจอคนที่ไม่กล้าพูดอะไรออกมาเราก็คงต้องพูดให้เขานะ พยายามจินตนาการในหัวว่าจะได้เจอคนรูปแบบไหนบ้าง เราตื่นเต้นและอยากให้มาถึงไวๆ

“เพราะมันเป็นวันที่เราจะได้พูดว่าขอบคุณกับทุกคนจริงๆ”

การสัมภาษณ์จบลงตรงนี้ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ เราต่างบอกลาและแยกจากกัน ไม่รู้เหมือนกันว่ามือของผมกลับมาอุ่นเป็นปกติตั้งแต่เมื่อไหร่

ตอนนี้ผมเริ่มอยากรู้ขึ้นมาแล้วล่ะว่าอาการมือเย็นตอนพบเจอกันมันเกิดจากอะไร และผมคิดว่าความรู้ของนักศึกษาวิทยาศาสตร์อย่างเฌอปรางน่าจะช่วยให้ผมกระจ่างในเรื่องนี้ขึ้นมาได้บ้างไม่มากก็น้อย

ดีเลย เดี๋ยวผมเก็บคำถามนี้ไว้ไปถามเธอที่งานจับมือแล้วกัน ว่าแต่เมื่อถึงตอนนั้น มือผมจะเย็นขึ้นมาอีกครั้งหรือเปล่านะ

BNK48

Writer

พีรพิชญ์ ฉั่วสมบูรณ์

นักเขียน, แฟนคลับ AKB48 และเจ้าของเพจ AKBanything ผู้คลั่งไคล้วงนี้มากขนาดต้องเขียนหนังสือออกมาในชื่อว่า 12-4-48

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load