แม็ทช์-ฐาณิญา เจนธุระกิจ หญิงสาวเจ้าของ THANIYA (ฐาณิญา) แบรนด์เครื่องหอมและของแต่งบ้านที่จับคู่กลิ่นหอมจากข้าวหอมมะลิมาผสานกับงานปั้นเซรามิกเขียนลายด้วยมือ เธอบอกว่า ได้แรงบันดาลใจจากเครื่องเบญจรงค์สะสมของคุณยาย เลยตัดสินใจต่อยอดธุรกิจเครื่องหอมของครอบครัวเป็นแบรนด์ของตัวเองเมื่อ 8 ปีก่อน จนพาช่างฝีมือนับร้อยชีวิตและงานคราฟต์ไทยโลดแล่นอยู่ในตลาดต่างประเทศทั้งแถบเอเชียและแถบยุโรปได้สำเร็จตามหวัง

THANIYA ยังได้รับเลือกเป็นผู้ผลิตของขวัญสำหรับแขกผู้เข้าชมแฟชั่นโชว์สุดหรูอย่าง CHANEL Cruise 2019 ที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ และแฟชั่นวีกของ Louis Vuitton ในเมืองมิลานและเซี่ยงไฮ้ด้วย แบรนด์เครื่องหอมของเธอเป็นที่รู้จักระดับโลกภายในระยะเวลาไม่ถึงสิบปี เรียกความสนใจให้เราอยากสนทนากับสาววิศวะฯ ที่หยิบความชอบมาเบลนด์ให้เข้ากับสิ่งที่มีอยู่แล้วในครอบครัวและมีอยู่แล้วในประเทศ ให้เป็นคราฟต์ไทยส่งออกที่ระดับนานาชาติต้องยอมรับ

หยิบไม้ขีดไฟมาจุดเทียนหอมกลิ่น Liela ในตลับเซรามิกลายผ้าขิด พร้อมฟังเรื่องราวที่หอมไกลทั่วโลก

จุดไฟ

แม็ทช์เติบโตในครอบครัวที่ดำเนินกิจการเครื่องหอมมาตั้งแต่รุ่นคุณยาย เน้นเป็นผู้ผลิตและส่งขายให้กับตลาดไทยและตลาดเทศ ประสบการณ์ความหอมยาวนานกว่า 30 ปี เธอคลุกคลีกับกลิ่นหอมและพี่ป้าน้าอาสาวโรงงานที่เป็นเสมือนพี่เลี้ยง หลังเรียนจบด้านวิศวกรรมอุตสาหการ แม็ทช์ยังคงทำงานในสายงานวิศวะฯ จนพบกับลูกค้าชาวญี่ปุ่นที่สะกิดเธอด้วยคำถามว่า “เรียนจบแล้ว ทำไมไม่กลับไปช่วยกิจการที่บ้าน” เธอช่วยอยู่ตลอด แต่ยังไม่คิดทำเป็นแบรนด์

ด้วยความหลงใหลงานศิลปะและเครื่องหอมเป็นทุนเดิม ประจวบเหมาะกับการได้เห็นเครื่องเบญจรงค์ ของสะสมสีน้ำเงินขาวของคุณยาย ที่บรรจงเรียงรายอยู่ในตู้อย่างสวยงาม ไม่เคยถูกนำออกมาใช้งานจริง เป็นเพียงของประดับเพิ่มความสวยงามให้มุมโปรดของบ้าน เธอเลยได้แรงบันดาลใจสร้างงานคราฟต์ไทยจากของที่คนเก็บใส่ตู้กระจก

“ตอนแรกเราทำเทียนแก้วและน้ำมันอโรม่าก่อน พอได้เห็นเบญจรงค์ในบ้านของคุณยายและผู้ใหญ่ท่านอื่นวางไว้ตามตู้ มันน่าเสียดาย เราคิดว่ายังเอามาทำอะไรได้อีกมาก แต่บางทีลายและสีของเบญจรงค์อาจใช้งานได้ยาก 

“เราเลยลองปรับและลดทอนลวดลายให้โมเดิร์นและใช้งานได้จริงในทุกวัน บ้านเราเชี่ยวชาญเรื่องกลิ่นอยู่แล้ว เลยเอาความชอบมาทำเป็นแบรนด์และประยุกต์กับงานเซรามิก เอาเทียนหอมมาใส่เพื่อการใช้งานที่หลากหลาย”

ความสำเร็จของ THANIYA แบรนด์เครื่องหอมไทยร่วมสมัยที่ตีตลาดโลกภายในเวลาแค่ 8 ปี
ความสำเร็จของ THANIYA แบรนด์เครื่องหอมไทยร่วมสมัยที่ตีตลาดโลกภายในเวลาแค่ 8 ปี

THANIYA เลยเป็นแบรนด์เครื่องหอมและเซรามิกที่หยิบข้าวหอมมะลิไทย ดอกไม้ไทย สมุนไพรไทย มาเบลนด์เป็นกลิ่น บรรจุอยู่ในตลับเซรามิกเขียนลายด้วยมือแบบใบต่อใบ มีทั้งลวดลายกราฟิกและลายไทยร่วมสมัย ถือเป็นการเข้าคู่กันของความผ่อนคลายและศิลปะงานทำมือได้อย่างลงตัว แม็ทช์ยังแตกไลน์สินค้าออกเป็นของแต่งบ้าน อย่างเครื่องกระเบื้องขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ จะเป็นแจกันก็ได้ ใส่อาหารก็ดี วางมุมห้องก็เก๋ ปิ่นโตเซรามิกก็มา โคมไฟก็ด้วย 

ความน่ารักอีกอย่างที่ฉายแววไทยแท้ คือโลโก้ของแบรนด์ที่เธอหยิบเลขไทย ๑ – ๙ มาเรียงร้อยกันเป็นตัว T

หอมหวน

“ตอนแรกสุดเราทำเทียนจากพาราฟิน เป็นสารจากปิโตรเคมี จุดนานเข้าอาจส่งผลระยะยาว เลยเปลี่ยนมาใช้ไขถั่วเหลืองอยู่ช่วงหนึ่ง ก็คิดได้ว่าถ้าถั่วเหลืองทำได้ มะพร้าวทำได้ ปาล์มทำได้ ข้าวมีน้ำมันรำข้าว น่าจะทำได้เหมือนกัน

“เราเลยเปลี่ยนมาใช้ตัวเทียนจากข้าวหอมมะลิไทยที่ชุมชนและบริษัทช่วยกันคิดค้นและพัฒนาขึ้นมา” 

แม็ทช์เลือกใช้เนื้อแว๊กซ์ที่ทำจากข้าวหอมมะลิไทยสายพันธุ์ดีจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดกาฬสินธุ์มาทำเป็นเทียนหอม ปลอดภัย ปราศจากสารเคมี เมื่อเทียนละลายก็เอาน้ำตาเทียนมานวดผิวกายเพิ่มความชุ่มชื้นได้

ความสำเร็จของ THANIYA แบรนด์เครื่องหอมไทยร่วมสมัยที่ตีตลาดโลกภายในเวลาแค่ 8 ปี
ความสำเร็จของ THANIYA แบรนด์เครื่องหอมไทยร่วมสมัยที่ตีตลาดโลกภายในเวลาแค่ 8 ปี

THANIYA มีทุนเดิมเป็นหนึ่งเรื่องความหอมมาตั้งแต่คุณแม่ยังสาว มีกลิ่นหอมให้เลือกถึง 30 กลิ่น จากการเบลนด์กลิ่นดอกไม้ไทยบ้าง สมุนไพรไทยบ้าง เธอว่ากลิ่นจะเพิ่มขึ้นทุก 3 เดือน เดือนละ 4 – 5 กลิ่น ส่วนมากแม็ทช์เน้นกลิ่นดอกไม้เป็นหลัก เพราะผ่อนคลาย เบาสบาย เข้าถึงคนง่าย และมีวิธีการเบลนด์ใกล้เคียงกับน้ำหอม มีเบสและท็อปโน้ต

อย่างกลิ่น Sakura ที่เธอได้แรงบันดาลใจจากทุ่งนางพญาเสือโคร่ง ดอกไม้ช่อสีชมพูสดจากดอยแม่สลอง จังหวัดเชียงราย กลิ่น Wild Flower กลิ่นหอมเย็น ชวนจินตนาการถึงป่าดงดิบที่มีความหอมจากดอกกล้วยไม้ เอื้อง และช้างกระ ซึ่งล้วนเป็นดอกไม้ป่าของไทย กลิ่นขิงและตะไคร้ ความเผ็ดร้อนของขิงและความหอมของตะไคร้จะทำให้สดชื่น มีพลัง

ความหอมหวลในตลับเซรามิกจะอยู่ได้นานประมาณ 2 เดือน ถ้าลูกค้าใช้จริงจนเทียนละลายหมดเกลี้ยง ก็ทำความสะอาดให้เอี่ยมอ่อง แล้วนำตลับเดิมไปเติมกลิ่นใหม่ที่ชอบ แม็ทช์ว่าลูกค้าทำกันเยอะและเธอคิดราคาพิเศษ

ลายไท

สิ่งที่เราเห็นจาก THANIYA คือความพร้อมของบุคลากรที่เชี่ยวชาญเรื่องกลิ่นและงานวาดเขียน เพราะสมัยคุณยายส่งออกดอกไม้ประดิษฐ์พ่วงกลิ่นหอมด้วย พี่ช่างฝีมือในโรงงานก็มีทักษะการวาดรูปอยู่ก่อนแล้ว แม็ตช์ยกตัวอย่าง ครอบครัวช่างฝีมือที่วาดภาพเก่งจนยกนิ้ว เขาเล่าให้เธอฟังว่าสมัยเด็กไม่มีทีวี พ่อเลยชวนบรรดาลูกๆ มาวาดตัวการ์ตูนและเล่นเป็นหนังกลางแปลงด้วยกัน พี่ช่างฝีมือเลยมีพรสวรรค์ด้านศิลปะติดตัวมาด้วย ทำให้แม็ทช์มีวัตถุดิบที่ดีอยู่กับตัว

ความสำเร็จของ THANIYA แบรนด์เครื่องหอมไทยร่วมสมัยที่ตีตลาดโลกภายในเวลาแค่ 8 ปี
ความสำเร็จของ THANIYA แบรนด์เครื่องหอมไทยร่วมสมัยที่ตีตลาดโลกภายในเวลาแค่ 8 ปี

เจ้าของแบรนด์เริ่มประดิษฐ์ลายขึ้นมาใหม่ บ้างก็ถอดมาจากลายเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่ถูกลดทอนให้คนเข้าถึงและเข้าใจได้ง่าย เช่น ลายผ้าขิดและลายมัดหมี่ที่อยู่บนผ้าไหม ลายไทยงอกงาม เป็นตัวแทนการเติบโตของพันธุ์ไม้ ลายกระติ๊บ จากกระติ๊บข้าวเหนียวไทบ้าน แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของไทย หรือลายกราฟิกอย่างลายแกสบี้ เท่มาก!

ความสำเร็จของ THANIYA แบรนด์เครื่องหอมไทยร่วมสมัยที่ตีตลาดโลกภายในเวลาแค่ 8 ปี

“เราได้โจทย์จากร้านสาขาเวียนนา ร้านเขาหรูหรามาก อยู่ตรงข้ามกับโอเปร่าเฮ้าส์ เขาบอกว่าอยากได้ลาย Luxury หน่อย เราก็กลับมาตีความ แล้วนึกถึงยุคแกสบี้ ยุครุ่งเรืองของยุโรป เลยถอดลายจากในหนัง The Great Gatsby 

มาวาด ปรากฏทางร้านชอบมากและเป็นลายซิกเนเจอร์ของลูกค้าทางออสเตรียไปแล้ว” แม็ทช์เล่าพร้อมรอยยิ้ม

ความสำเร็จของ THANIYA แบรนด์เครื่องหอมไทยร่วมสมัยที่ตีตลาดโลกภายในเวลาแค่ 8 ปี
ความสำเร็จของ THANIYA แบรนด์เครื่องหอมไทยร่วมสมัยที่ตีตลาดโลกภายในเวลาแค่ 8 ปี

นอกจากลายกราฟิกและลายไทยที่ถูกลดทอน ยังมีลายปลาคาร์ฟ (ขายดีที่ญี่ปุ่น) ลายเสือ ลายตามฮวงจุ้ย เช่น ลายไผ่ แทนความหมายอายุมั่นขวัญยืน ลายปลาทอง มั่งคั่งร่ำรวย ลายพัด ที่จะพัดพาสิ่งที่ดีเข้ามาในชีวิต ฯลฯ 

แต่ลายที่เห็นแล้วชดช้อยยกให้ ลายดอกบัว ถูกย่อยออกเป็นบัวหลวง บัวสาย บัวขาว เพราะเกิดจากการสร้างสรรค์ของช่างฝีมือแต่ละคนที่ตีความ ‘ดอกบัว’ ไม่เหมือนกัน เป็นความอิสระที่แม็ทช์มอบให้นักวาดได้บอกเล่าความเป็นไทยผ่านความคิดของแต่ละคน เพราะเธอเชื่อว่าคนเราควรมีสิทธิ์ได้ทำงานตามที่ตัวเองชอบ ช่างฝีมือบรรจงเขียนลายด้วยมือทีละชิ้น ถึงลายเหมือนกัน แต่ความพริ้วไหวของฝีแปรงที่จรดลงบนเนื้อเซรามิกย่อมต่างกัน นับเป็นเสน่ห์และอัตลักษณ์ที่เพิ่มคุณค่าให้สินค้าได้อย่างแยบยล ลูกค้าทุกคนจงมั่นใจได้เลยว่าสินค้าที่ได้รับมีเพียงใบเดียวในโลกแน่นอน

ปัจจุบัน THANIYA มีช่างวาดจากหลายชุมชนรวมกันกว่า 90 คนที่เธอกระจายงานและรายได้เข้าไปให้

ชุมชน

ความสำเร็จของ THANIYA แบรนด์เครื่องหอมไทยร่วมสมัยที่ตีตลาดโลกภายในเวลาแค่ 8 ปี
ความสำเร็จของ THANIYA แบรนด์เครื่องหอมไทยร่วมสมัยที่ตีตลาดโลกภายในเวลาแค่ 8 ปี

“งานปั้นเซรามิกช่วงแรกเราทำกันเองแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ตอนหลังขยายตลาดมากขึ้น ก็เริ่มหาชุมชนเข้ามาช่วย เป็นการทำงานร่วมกัน หรือการวาดลายเราก็คัดคุณภาพของช่าง เราสอนเขาด้วยเทคนิค Grid Scale ที่เราคิดขึ้นมา”

แม็ทช์เข้าไปต่อยอดฝีมือของช่างช้างเผือกที่แอบซ่อนอยู่ตามชุมชน เราถามด้วยความสงสัยว่า เธอมีวิธีเข้าหาชุมชนอย่างไร เพราะไม่ง่ายที่จะตามหาสุดยอดฝีมือที่เก่งในแต่ละด้านมาทำงานและพัฒนาความสร้างสรรค์ด้วยกัน

ความสำเร็จของ THANIYA แบรนด์เครื่องหอมไทยร่วมสมัยที่ตีตลาดโลกภายในเวลาแค่ 8 ปี

“ถ้าคนเราชอบอะไรมากๆ มันจะพาไปเจอสิ่งนั้นเอง ขึ้นอยู่กับการแสวงหาและความอดทนของเรา บางทีเราก็หาชุมชนตามอินเทอร์เน็ต บางทีทำงานกับศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ก็ได้ลงชุมชนด้วย หรือเวลาพักผ่อนตามต่างจังหวัด เราก็ชวนคนแถวนั้นคุย เขาทำอะไรกัน ไปเจอบางคนเขียนรูปตามวัดอยู่แล้ว เขาน่าจะเขียนเซรามิกให้เราได้ 

“เราก็ชวนเขามาทำ บางคนเป็นโดยพรสวรรค์ แต่เขาอาจจะอยู่ในป่าลึก เราไปเจอแล้วหยิบเขาออกมา ทำให้เขามีงาน เขาทำแล้วได้เงิน ความเป็นอยู่เขาดีขึ้น เราจะต้องการเยอะสักขนาดไหน ช่วยเหลือคนอื่นบ้างมันก็ดีระดับหนึ่ง” 

ล่าสุดเธอเพิ่งทดลองทำสินค้าเครื่องประดับ โดยใช้ผ้าฝ้ายย้อมฮ่อมจากน่านและแพร่มาทำเป็นพู่กับสร้อยคอ

รับฟัง

แม็ทช์บอกกับเราว่า การรับฟังความเห็นลูกค้า เป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์ การทึกทักหรือเดาใจว่าลูกค้าชอบแบบนั้น ชอบแบบนี้ อาจใช้ไม่ได้กับการทำธุรกิจในยุคที่คนเข้าถึงและรับวัฒนธรรมที่หลากหลาย

เจ้าของแบรนด์ยกตัวอย่างเหตุการณ์ตอนนำสินค้าไปวางที่สาขาเซี่ยงไฮ้ให้เราฟังว่า เธอคิดว่าสินค้าสีแดงจะขายดีในประเทศจีน ความจริงกลายเป็นคนบ้านเขานิยมสีน้ำตาล หรือดูไบต้องอินเลิฟกับสีทองสุดหรู พลิกล็อกเป็นสีดำ มีความโมเดิร์นและหรูหราแบบคลาสสิก ส่วนอิตาลี ฝรั่งเศส เยอรมนี คนจะเข้าใจว่าต้องมินิมอล รูปทรงธรรมดา สีอ่อนไม่ฉูดฉาด แต่จากการทำการบ้านและศึกษาตลาดเธอบอกว่า ช่วงซัมเมอร์ คนยุโรปก็นิยมสีสันสดใสด้วยเหมือนกัน 

ความสำเร็จของ THANIYA แบรนด์เครื่องหอมไทยร่วมสมัยที่ตีตลาดโลกภายในเวลาแค่ 8 ปี

“ทุกสามเดือนเราจะฟังความเห็นลูกค้าแต่ละสาขาก่อนว่าอยากได้แบบไหน ปีที่แล้วลูกค้าอยากได้แบบเสริมฮวงจุ้ย เราก็ทำลายปลาทองออกมา หรือบางทีเราเพิ่งออกปิ่นโตลายนกยูง แต่ลูกค้าอยากได้ลายนกยูงบนโคมไฟ เราก็ทำให้ ถ้าลูกค้าอยากสั่งทำพิเศษเพื่อเป็นของขวัญให้ผู้ใหญ่ไว้ขึ้นบ้านใหม่ เลื่อนตำแหน่ง เราก็ทำให้ได้” แม็ทช์อธิบาย
แบรนด์ของเธอจึงมีบริการรับทำสินค้าพรีเมียมเพื่อคนพิเศษ ช่างฝีมือจะวาดลายเส้นเป็นตราองค์กรหรือข้อความบอกความรู้สึก ลูกค้าของเธอเลยมีทั้งองค์กรรัฐและเอกชนที่ทดลองใช้สินค้าของเธอแล้วบอกกันปากต่อปาก

ดังไกล

ตอนทำแบรนด์ THANIYA เริ่มต้นจากการมีหน้าร้านในเทอร์มินอล 21 แล้วขยายสาขาไปที่พารากอน O.D.S (Objects of Desire Store) ชั้น 3 สยามดิสคัฟเวอรี่, ฟลอเรนซ์ อิตาลี, เวียนนา ออสเตรีย, เยอรมนี, ไต้หวัน, เซี่ยงไฮ้ และป๊อปอัปสโตร์บนห้างอิเซตันประเทศญี่ปุ่น ส่วนดูไบเธอกำลังอยู่ในขั้นตอนเจรจากับคู่ค้า เหตุผลที่แม็ทช์พาคราฟต์ไทยดังไกลในหลายประเทศรอบโลก เป็นเพราะเธอมีเป้าหมายชัดเจนที่จะต้องไปให้ถึงตั้งแต่ตัดสินใจสร้างแบรนด์ของตัวเอง

“ถ้าต่างชาตินึกถึงผ้าไหมไทย ต้องจิม ทอมป์สัน เขาเป็นแบรนด์ในฝันของเราเลย และเราอยากเป็นแบบนั้น อยากเป็นแบรนด์เครื่องหอมและเซรามิกจากประเทศไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลกจนคนต่างชาตินึกถึงและให้การยอมรับ
“หัวใจของการทำธุรกิจเราต้องรู้ความต้องการของเราก่อน แล้วทำจิม ทอมป์สันตามเส้นทางที่วางไว้ อย่างช่วงแรกของการทำแบรนด์ เราอยากให้ THANIYA ไปญี่ปุ่น เพราะงานเซรามิกของญี่ปุ่นค่อนข้างดัง ถ้าเราไปอยู่ในประเทศเขาได้แสดงว่าคราฟต์ไทยก็คุณภาพดีและคนยอมรับ พอคิดแล้วเราก็ไปออกงานที่ญี่ปุ่นเลย หาดิสทริบิวเตอร์ หาพาร์ตเนอร์มาจอยกัน” 

แม็ทช์คิดอย่างมีลำดับขั้น เธอยอมรับว่าเป็นผลพวงจากการเรียนวิศวะฯ “ยิ่งเป้าหมายเราชัด มันยิ่งผลักดันให้เราอยากตื่นเช้ามาทำมันให้สำเร็จ เราชื่อว่าถ้าทุกคนมีเป้าหมาย มันมีทางให้ไปแน่นอน” สาวเจ้าของแบรนด์ย้ำเสียงหวาน

เมื่อปีที่แล้วเธอได้โอกาสสำคัญในการทำของขวัญสำหรับแขกที่เข้าชมแฟชั่นโชว์สุดอลังการของ CHANEL Cruise 2019 ที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ เพราะเมอร์เชนไดซ์ประจำแบรนด์หรูมาเดินเทอร์มินอล 21 แล้วสะดุดตากับสินค้าของเธอพอดี ส่งต่อความโชคดีชั้นที่ 2 เธอได้ทำของขวัญให้แขกในแฟชั่นวีกของ Louis Vuitton ด้วยเหมือนกัน

สุขใจ

“เราสนุกทุกวัน ตัวเราเองก็เรียนรู้อยู่ตลอด เพราะบางสิ่งบางอย่างเราไม่เคยเจอ อย่างกรณี COVID-19 เราต้องปิดหน้าร้าน เราว่ามันเป็นเรื่องปกติของการทำธุรกิจในการแก้ไขปัญหาหรือก้าวข้ามอุปสรรค เราไม่มีทางรู้ได้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เราเชื่อว่าถ้าอดทนและพยายามมากพอ ทุกอย่างจะคลี่คลายไปได้ 

“บางคนคิดว่าปัญหาเป็นอุปสรรค แต่เรามองว่าอุปสรรคเป็นความท้าทาย มันทำให้เราต้องขยันเพื่อก้าวขึ้นไป บางทีเราก็ได้มุมมองใหม่จากการปรับเปลี่ยนและทดลองแก้ปัญหานั้นด้วย” 

แม็ทช์เปลี่ยนวิธีจากการขายหน้าร้านมาพัฒนาเว็บไซต์ของแบรนด์ ให้ลูกค้าช้อปเครื่องหอมและของตกแต่งบ้านได้ง่ายเพียงนิ้วคลิก! กิมมิกคือการเลือกรูปทรงบรรจุภัณฑ์เซรามิก ลวดลาย และกลิ่นได้เอง 

ก่อนจะจากกันด้วยความหอมหวล เราถามเธอว่า ความสนุกของการพาสินค้าไทยไปทัวร์ทั่วโลกคืออะไร

“การเจอลูกค้า แล้วเขาเล่าให้เราฟังว่าชอบนะ เป็นลูกค้าประจำ ทำให้เราเห็นพัฒนาการของแบรนด์ น่าภูมิใจที่แบรนด์ไปอยู่ระดับแถวหน้า มันเป็นการเติมเต็มแง่ธุรกิจอีกแบบหนึ่ง แต่อีกทางหนึ่งเราทำให้ความเป็นอยู่ของพี่ๆ ในโรงานและคนในชุมชนดีขึ้น บางคนทำงานกับเราตั้งแต่ลูกเรียนประถมตอนนี้เข้ามัธยมได้แล้ว หรือบางคนก็ส่งลูกไปเรียนโรงเรียนในเมือง ซื้อโทรศัพท์มือถือโทรหาลูกได้ มีครั้งหนึ่งเราออกรายการทีวีเยอะมาก แล้วพี่ๆ ที่ทำงานให้เราเห็นของที่เขาวาดออกทีวี เขาดีใจ ไปเล่าให้คนแถวบ้านฟัง แล้วก็ถ่ายภาพในทีวีส่งมาให้เรา เราเห็นความสุขของเขาอยู่ในนั้น”
หลังจากคุณอ่านบทความจบ เรามั่นใจว่าทุกครั้งที่คุณจุดเทียนหอมของ THANIYA จะไม่ใช้แค่กลิ่นหอมตราตรึงใจอย่างเดียวที่คุณจะได้รับ แต่คุณจะสัมผัสได้ถึงความสุขที่อบอวลอยู่ในแสงที่สว่างเรืองรองออกมาจากเปลวเทียน

ภาพ : THANIYA


THANIYA

Website: https://thaniya1988.com

Facebook : THANIYA 1988

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

ผ้าเนื้อกระด้าง สีสันแสบทรวง เขียนลวดลายท้องทะเลด้วยเทียนไข 

ขอบอกว่าคุณสมบัติข้างต้นไม่ใช่ผ้าบาติกที่แขวนโชว์อยู่ในร้านของ อารีย์ และ ฉัตรชนก ขุนทน เป็นแน่

แม่ลูกคู่นี้เป็นเจ้าของแบรนด์ Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลหนึ่งเดียวที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาหมู่บ้านคีรีวง จ.นครศรีธรรมราช ด้วยการยืนยันที่จะไม่เล่าเรื่องทะเล ไม่มีแพตเทิร์นในการเขียนลาย ใช้สีธรรมชาติจากพืชผลทางการเกษตร และถ่ายทอดวิถีคีรีวงลงบนผืนผ้า จนเสื้อผ้าไม่มีซ้ำกันสักตัวจากการเขียนมือครั้งละหนึ่งชิ้น

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

ผ้ามัดย้อมของยาย

ย้อนเวลาไปหลายสิบปีก่อน ตอนที่แบรนด์ Kiree ยังไม่เกิดขึ้นแม้ในความฝัน ป้าอารีย์เริ่มสนใจเรื่องผ้าจากความอยาก

อยากที่จะสร้างอาชีพเสริมให้กับคนในหมู่บ้านคีรีวงรวมถึงตัวเธอเอง

พูดถึง ‘คีรีวง’ ก็เป็นอันรู้กันว่าหมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ในอ้อมกอดของหุบเขา ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่นานา ขึ้นชื่อเรื่องอากาศบริสุทธิ์จนสูดดมได้เต็มปอด แต่ก่อนจะเป็นชุมชนแห่งการท่องเที่ยวอย่างทุกวันนี้ ป้าอารีย์เล่าว่าตลอด 30 ปี หมู่บ้านของเธอเผชิญกับภัยพิบัติมาบ่อยครั้ง ชุมชนที่มีอาชีพหลักคือการทำสวนบนภูเขา และตั้งรกรากอยู่บนที่ราบเพียงเท่านั้น ก็เกือบถึงคราวล่มสลายใน พ.ศ. 2531 

เหตุการณ์นี้ทำให้ป้าหวั่นใจว่า อาชีพหลักจะมีส่วนสร้างความไม่สมดุลทางธรรมชาติ จึงคิดหาอาชีพเสริมใหม่ ๆ ในยามที่วิกฤตถามหา ป้าอารีย์ตั้งกฎกับตัวเองเอาไว้ 3 ข้อว่า หนึ่ง อาชีพเสริมนี้จะต้องสอดคล้องกับวิถีเกษตรกรในชุมชน สอง อาชีพเสริมนี้จะต้องใช้องค์ความรู้และภูมิปัญญาของหมู่บ้านให้ได้ และสาม กระบวนการผลิตของอาชีพเสริมนี้จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอันขาด

บวกกับการเป็นหลานของช่างทอผ้าประจำหมู่บ้าน พืชที่ยายใช้ย้อมสีธรรมชาติตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน ทำไมตัวเธอจะสานต่ออาชีพนี้ไม่ได้ คำตอบอาจเป็นเพราะทั้งป้าอารีย์และแม่ต่างไม่มีใครทอผ้าเป็น และอาชีพนี้ก็ห่างหายจากหมู่บ้านมานานปีเห็นจะได้ เธอจึงเบนเข็มมาสนใจเรื่องไม่ใกล้ไม่ไกลอย่างผ้ามัดย้อมเป็นการทดแทน

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

“ป้าลองเอาพืชที่คุณยายเคยใช้มาทำผ้ามัดย้อม แต่พอย้อมเสร็จก็ยังไม่พอใจเรื่องลวดลาย เพราะใคร ๆ ก็ทำได้ ป้าต้องการสร้างลวดลายที่แตกต่างจากที่อื่น ตอนนั้นภาคใต้ยังไม่มีใครทำเรื่องสีธรรมชาติเลย เราก็พยายามศึกษา เรียนรู้ ว่าวัสดุที่กำหนดลวดลายได้มีอะไรอีกนอกจากยางหรือเชือกฟาง 

“จนไปเจออาจารย์คนหนึ่ง เขาแนะนำว่าให้ใช้ไม้ไผ่ในการกำหนดลาย เพราะถ้าใช้ไม้ จะต่อลาย แตกลาย ได้อีกเป็นร้อยเป็นพัน”

กลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติบ้านคีรีวงจึงเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2539 เพื่อสร้างอาชีพให้กับเหล่าแม่บ้านในชุมชน และก่อกำเนิดแบรนด์ Kiree ในอีก 3 ปีต่อมา จากความสงสัยว่าวิถีชีวิตของคนใต้นั้นเป็นอย่างไร

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

ผ้าบาติกของแม่

สุราษฎร์ธานีมีผ้าไหมพุมเรียง นครศรีฯ มีผ้ายก สงขลามีผ้าเกาะยอ ยะลาชอบผ้าปาเต๊ะ ฝั่งอันดามันก็ทำผ้าบาติก จำแนกได้เป็นผ้าทอ ผ้าปาเต๊ะ และผ้าบาติก 

ป้าอารีย์กลับมาถามใจตัวเองว่า ใน 3 เรื่องนี้มีอะไรที่เราพอจะไปได้ – ผ้าบาติกคือสิ่งนั้น 

ด้วยความคิดแน่วแน่ว่าจะยึดถือสีธรรมชาติจากรุ่นยายเป็นสำคัญ ในยุคสมัยที่ผ้าบาติกมีสีสันจัดจ้าน เต็มไปด้วยลวดลายกุ้งหอยปูปลาและดอกไม้ใต้ทะเล

“หลายคนบอกป้าว่าสีธรรมชาติเอามาทำผ้าบาติกไม่ได้ มันจะเพนต์ไม่ติด นี่คือโจทย์ที่เราต้องแก้ให้ได้ ศึกษาทดลองอยู่ 3 – 4 ปี ว่าเพนต์แล้วสีติดไหม ล้างน้ำแล้วหลุดลอกเท่าไหร่ จนทำได้จริง”

ความทนทานของสีคล้ายจะขึ้นอยู่กับความอดทนของผู้ผลิตด้วยเช่นกัน โดยพืชที่จะนำผลผลิตมาสกัดสีต้องมีอายุ 2 ทศวรรษขึ้นไป เนื่องจากความสมบูรณ์ของต้นจะส่งผลให้มีเม็ดสีที่เข้มข้น มียาง ติดแน่นไม่หลุดง่าย การเคี่ยวผ้าบาติกก็ต้องใช้เวลาหมักแช่ผ้าไว้นานมาก บางครั้งก็ยาวนานถึง 1 เดือน ที่สำคัญ ต้องเลือกผ้าจากเส้นใยธรรมชาติเพื่อให้สีมีความสม่ำเสมอ 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

กรรมวิธีที่พิถีพิถันเหล่านี้ ส่งผลให้ Kiree ย้อมผ้าได้ไม่เกิน 10 ผืนในหนึ่งวัน ใครได้ไปครองก็คงรับรู้ถึงความใส่ใจเป็นแน่ เราขออนุญาตชวนป้าอารีย์พูดคุยต่อถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์ Kiree ที่พิเศษกว่าใครเกือบทุกกระบวนการ 

“ผ้าบาติกเราไม่มีแพตเทิร์น ที่บ้านไม่มีดินสอ ไม่มีแบบร่าง เขียนสดเลย คุณต้องมีสมาธิ ต้องวางแผนมา ไม่งั้นผ้าผืนนี้เละแน่

“ผ้าเรามีลายแตก สีไม่เรียบ เป็นผลจากยางไม้ที่แตกกระจายไปทั้งผืน คนอื่นทำลวดลายเกี่ยวกับทะเล แต่เราใช้ลายเส้นเพื่อสื่อสารเรื่องหมู่บ้านคีรีวง อย่างดอกไม้ก็ใช้ใบสิงโตพัดเหลือง ลายเฟิร์นยักษ์ ลายบัวแฉก เป็นลายเฉพาะที่มีแค่หมู่บ้านเราเท่านั้น” 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

“เราใช้สีจากพืชทางใต้ในหมู่บ้าน เช่น ใบมังคุด ฝักสะตอ เปลือกผลเงาะ เปลือกลูกเนียง สีของป้าเลยซีดที่สุด เป็นผ้าสีพาสเทล เพราะสีจากพืชดิบ ๆ จะเป็นแบบนี้ เช่น มังคุดปลูกที่ไหนก็ได้ แต่ทำไมสีมังคุดที่คีรีวงถึงเป็นสีชมพูหรือสีส้มหมากสุก เพราะธาตุในดินไม่เหมือนกัน น้ำ อากาศ ก็แตกต่างกัน ผ้าทุกผืนจึงมีสีไม่เหมือนกัน จะเหมือนแค่เพราะต้มจากหม้อเดียวกัน รอบแรกเหมือน รอบสองไม่เหมือนแล้ว

“ดังนั้น ใครซื้อไปก็จะได้ของแบบผืนเดียวในโลก มีตัวเดียว ลายเดียว สีเดียว ไซส์เดียว บางตัวก็มีไม่ครบทุกไซส์ เพราะเราเขียนเสื้อผ้าได้ทีละชิ้น เด็กบ้านเราก็ไม่ชอบเขียนลายซ้ำ เขาชอบสร้างลายใหม่ตลอดเวลา”

ร่วม 20 ปีที่ Kiree ยังคงยืนหยัดทำผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติจากผลิตผลของชาวสวนคีรีวง มีผู้ช่วยเป็นเยาวชนและคนมีฝีมือในหมู่บ้าน ช่วยกันแปรรูปเป็นสินค้าหลากหลายให้คนได้เข้ามาจับจ่ายในร้านค้าของพวกเขา แต่แน่นอนว่ากาลเวลาย่อมสร้างความเปลี่ยนแปลง และอาจถึงคราวต้องเปลี่ยนมือให้รุ่นลูก

เพราะความลับสุดยอดที่ป้าอารีย์แง้มบอกในประโยคต่อไป จะทำให้คุณประหลาดใจมาก

“ป้าเขียนผ้าไม่เป็น” 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

ผ้าบาติกของลูก

ป้าอารีย์ศึกษาแก้โจทย์ผ้าบาติก ตั้งแต่ฉัตรชนก ขุนทน หรือ พิงค์ อายุได้ 3 เดือน พิงค์จึงเป็นเด็กที่โตมากับกองผ้าและสีสันธรรมชาติของแม่ 

การลงมือเขียนผ้าครั้งแรกตอนอายุ 7 ขวบ ก็มีน้ำตาหยดลงบนผ้าบ้างเป็นธรรมดาของคนไม่เคยเขียน จนผู้เชี่ยวชาญเรื่องผ้าที่สุดในชีวิตของเธอ แนะนำให้พิงค์เขียนเลข ๑ ไทยกลับหัวกลับหางไปมา เป็นเหมือนการต่อลาย เธอจึงเริ่มมีกำลังใจในการเขียนต่อ

ตลอด 20 ปี แม้แม่จะเขียนผ้าไม่เป็น แต่ก็พิสูจน์ได้ว่าป้าอารีย์เป็นครูผู้สอนได้ยอดเยี่ยมขนาดไหน ผ่านการจุดไฟให้เยาวชนได้ปลดปล่อยจินตนาการลงบนผืนผ้า และการที่ลูกสาวเติบโตมารับช่วงต่อกิจการ Kiree ได้อย่างสร้างสรรค์

“ครูเคยถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร เราตอบว่าอยากเป็นนักประดิษฐ์น้อย คุณแม่หลอกล่อเรามาตั้งแต่เด็กโดยที่เราไม่รู้ตัว ซื้อหนังสืองานประดิษฐ์ เย็บผ้า ออกแบบผ้า เห็นป้า ๆ แม่ ๆ ทำอยู่ทุกวัน คิดว่ามันน่าลอง น่าสนุก มีแอบไปทำเองบ้าง แม่ก็อยู่ตัวคนเดียว รู้สึกว่าที่เขาทำมาทั้งหมด ไม่ช้าก็เร็วเราก็ต้องกลับมาสานต่อ”

หลังได้ทักษะศิลปะมาเต็มเปี่ยมจากการเรียน ปวช. ช่างศิลป์ พิงค์ก็เลือกเข้ามาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ ในสาขาวิชาศิลปประยุกต์และออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อนำความรู้มาพัฒนากิจการของครอบครัว แม้จะมีจักรส่วนตัวและเฟรมสำหรับเขียนผ้าให้แม่อยู่ในห้อง ถึงกระนั้น เธอก็แวะเวียนกลับไปหาความสงบที่บ้านเกิดเป็นประจำทุกเดือน

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

เมื่อถามเธอว่าปัจจุบันถือว่ารับช่วงต่อจากแม่เต็มตัวแล้วหรือยัง พิงค์ตอบว่ายังไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะแม่ยังคงรับบทเป็นพี่เลี้ยง คอยช่วยเรื่องการติดต่อสื่อสารแทนเธอที่พูดไม่ค่อยเก่งนัก แต่พิงค์เข้ามาดูแลควบคุมการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่ตระเตรียมสี เขียนลวดลาย ออกแบบเสื้อผ้า จนถึงการตรวจเช็กก่อนส่งให้ถึงมือลูกค้า เรียกได้ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังยุคใหม่ของ Kiree โดยแท้

หากนับจากรุ่นทวดของเธอ ก็อาจเรียกว่าเป็นทายาทรุ่น 4 เข้าไปแล้ว อะไรที่เป็นเอกลักษณ์ของ Kiree เธอยังคงไว้เดิม แต่กรรมวิธีบางอย่างก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยและความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น 

“เรื่องดีไซน์ ลวดลาย ปกติเป็นลายใบไม้ ดอกไม้ก็จะวนอยู่แบบนั้นตลอดไป แต่เราตั้งโจทย์ ตั้งคอนเซ็ปต์ ดึงจุดเด่นของหมู่บ้านมาใช้ เช่น เรามีมังคุด ก็ออกแบบลายจากขั้วมังคุด สร้างเป็นแพตเทิร์นขึ้นมา

“เรื่องโทนสี เราเอาของเดิมที่มีอยู่มามิกซ์ให้เกิดเฉดสีใหม่ พัฒนาโปรดักต์ให้หลากหลาย นอกจากเสื้อผ้า ก็มีเรื่องเฟอร์นิเจอร์เข้ามาด้วย

“ส่วนเรื่องที่อยากทำคือการเพนต์ ไม่ได้จะเปลี่ยนแปลงขั้นตอนนะ แต่เราอยากลงสีไปเลยไม่ต้องเขียนเทียน จะได้ผ้าอีกเวอร์ชันที่ดูอาร์ต ๆ ขึ้นมาหน่อย”

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์
ภาพ : เพจ KKP Quartz

พิงค์กำลังพูดถึง KKP Quartz (เธอเล่าความหมายของชื่อให้เราฟังสั้น ๆ ว่าคือ ‘Kiree-คุณพิงค์-ที่ตกผลึกมาจากคุณแม่’) อีกหนึ่งแบรนด์ที่เธอสร้างขึ้นมาเพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น จากผ้าบาติกที่ต้องใช้เวลาเขียนกันเป็นเดือน ๆ พิงค์หันมาพึ่งพาเทคโนโลยีการพิมพ์ลายจากต้นแบบที่เขียนด้วยมือเช่นเคย เพื่อให้ผลิตสินค้าได้จำนวนมาก 

โดย ‘เถาพริก’ คือคอลเลกชันแรกที่ทำขาย ทั้งลวดลาย เส้นสาย และสีสัน เธอได้ไอเดียมาจากเครื่องแกงข้าวยำที่รสจัดจ้านมากของคนคีรีวง 

ถ้า Kiree ของคุณแม่เน้นขายลูกค้าที่รักในธรรมชาติ คนที่อุดหนุน KKP Quartz ของพิงค์ก็จะเป็นคนอีกกลุ่มที่กล้าแต่งตัวและมีความมั่นใจสูง

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์
ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

ส่วนเรื่องเฟอร์นิเจอร์กับงานเพนต์ก็ไม่ได้เป็นเพียงนิมิตในความคิด พิงค์เลือกคอลแลบกับแบรนด์ Napa Design Studio ของเพื่อนในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ร่วมกันรังสรรค์เก้าอี้สุดพิเศษในคอลเลกชัน SeedKiree ที่ลูกค้าออกแบบเฉดสีได้เองตั้งแต่พนักพิง โครงเก้าอี้ เบาะรองนั่ง ด้วยสีธรรมชาติจากคีรีวง เช่น สีน้ำตาลส้มจากใบมังคุดแห้ง สีเขียวอ่อนจากใบเพกา หรือสีเหลืองนวลจากแก่นไม้ขนุน

ความสามารถของลูกสาว นำพาให้ Kiree ยุคใหม่ ได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ไทยระดับแถวหน้าอย่าง Theatre ในคอลเลกชันล่าสุดของปีนี้ที่ว่าด้วยความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านความคิดสร้างสรรค์และภูมิปัญญาท้องถิ่นอีกด้วย

ผ้าบาติกของคีรีวง

จากจุดเริ่มต้นที่แค่อยากสร้างอาชีพเสริมให้กับคนในหมู่บ้าน การมาถึงจุดนี้นับว่าไกลกว่าที่พวกเธอคาดหวังเอาไว้มากพอดู แต่เป้าหมายของป้าอารีย์กลับยังคงเหมือนวันแรกที่ได้ลงมือทำ

“เรายังมองว่าอาชีพนี้จะต้องเป็นมรดกให้กับลูกหลานในชุมชนของเรา เราทำเพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนและดูแลทรัพยากรอย่างมีคุณค่าสูงสุด หากสิ่งแวดล้อมยั่งยืน อาชีพของคนในหมู่บ้านก็จะยั่งยืน

“Kiree คือชีวิตของป้า ที่ต้องดูแล รักษา บำรุง สรรหาสิ่งดี ๆ เติมเต็มมันตลอด องค์ความรู้ที่ได้ ทั้งจากประสบการณ์ตรงและจากข้างนอก เราต้องแบ่งปันให้กับทุกคน เราสองคนก็รับเป็นวิทยากรให้กับกลุ่มผู้ที่สนใจอยากสร้างอาชีพ”

พิงค์เองก็บอกกับเราในฐานะคนทำงานว่า Kiree ทำให้เธอไม่รู้สึกถึงวันจันทร์ที่เคร่งเครียดหรือวันศุกร์ที่ต้องตั้งตารอเพื่อได้หยุด ต่อให้กินนอนอยู่กับงานทั้งเช้าเย็น สำหรับเธอ ที่คีรีวงไม่มีอะไรเหมือนเดิมสักวัน และพิงค์ไม่เคยเบื่อที่จะมองเห็นภูเขา

“ถ้าจะนอนกลางวัน นอนบ้านนี่ไม่หลับ ต้องนอนที่ออฟฟิศตามซอกโต๊ะ เพราะถ้าไม่ได้ยินเสียงดังของลูกค้า คนงานคุยกัน ทะเลาะกัน มันนอนไม่หลับ

“เราอยากให้ผู้คนรู้จักคีรีวงหลากหลายเวอร์ชัน เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เป็นชุมชนที่ผู้คนน่ารัก อัธยาศัยดี และมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวของเราอยู่ด้วย” ป้าอารีย์ปิดท้าย

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

Kiree

โทรศัพท์ : 09 8073 0566

Facebook : KiRee

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

พิชญ์ แสงพลสิทธิ์

ช่างภาพอิสระ บาริสต้าคุณพ่อลูกหนึ่ง ชื่นชอบการไปคาเฟ่และบทเพลงของ Zentrady

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load