แม็ทช์-ฐาณิญา เจนธุระกิจ หญิงสาวเจ้าของ THANIYA (ฐาณิญา) แบรนด์เครื่องหอมและของแต่งบ้านที่จับคู่กลิ่นหอมจากข้าวหอมมะลิมาผสานกับงานปั้นเซรามิกเขียนลายด้วยมือ เธอบอกว่า ได้แรงบันดาลใจจากเครื่องเบญจรงค์สะสมของคุณยาย เลยตัดสินใจต่อยอดธุรกิจเครื่องหอมของครอบครัวเป็นแบรนด์ของตัวเองเมื่อ 8 ปีก่อน จนพาช่างฝีมือนับร้อยชีวิตและงานคราฟต์ไทยโลดแล่นอยู่ในตลาดต่างประเทศทั้งแถบเอเชียและแถบยุโรปได้สำเร็จตามหวัง

THANIYA ยังได้รับเลือกเป็นผู้ผลิตของขวัญสำหรับแขกผู้เข้าชมแฟชั่นโชว์สุดหรูอย่าง CHANEL Cruise 2019 ที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ และแฟชั่นวีกของ Louis Vuitton ในเมืองมิลานและเซี่ยงไฮ้ด้วย แบรนด์เครื่องหอมของเธอเป็นที่รู้จักระดับโลกภายในระยะเวลาไม่ถึงสิบปี เรียกความสนใจให้เราอยากสนทนากับสาววิศวะฯ ที่หยิบความชอบมาเบลนด์ให้เข้ากับสิ่งที่มีอยู่แล้วในครอบครัวและมีอยู่แล้วในประเทศ ให้เป็นคราฟต์ไทยส่งออกที่ระดับนานาชาติต้องยอมรับ

หยิบไม้ขีดไฟมาจุดเทียนหอมกลิ่น Liela ในตลับเซรามิกลายผ้าขิด พร้อมฟังเรื่องราวที่หอมไกลทั่วโลก

จุดไฟ

แม็ทช์เติบโตในครอบครัวที่ดำเนินกิจการเครื่องหอมมาตั้งแต่รุ่นคุณยาย เน้นเป็นผู้ผลิตและส่งขายให้กับตลาดไทยและตลาดเทศ ประสบการณ์ความหอมยาวนานกว่า 30 ปี เธอคลุกคลีกับกลิ่นหอมและพี่ป้าน้าอาสาวโรงงานที่เป็นเสมือนพี่เลี้ยง หลังเรียนจบด้านวิศวกรรมอุตสาหการ แม็ทช์ยังคงทำงานในสายงานวิศวะฯ จนพบกับลูกค้าชาวญี่ปุ่นที่สะกิดเธอด้วยคำถามว่า “เรียนจบแล้ว ทำไมไม่กลับไปช่วยกิจการที่บ้าน” เธอช่วยอยู่ตลอด แต่ยังไม่คิดทำเป็นแบรนด์

ด้วยความหลงใหลงานศิลปะและเครื่องหอมเป็นทุนเดิม ประจวบเหมาะกับการได้เห็นเครื่องเบญจรงค์ ของสะสมสีน้ำเงินขาวของคุณยาย ที่บรรจงเรียงรายอยู่ในตู้อย่างสวยงาม ไม่เคยถูกนำออกมาใช้งานจริง เป็นเพียงของประดับเพิ่มความสวยงามให้มุมโปรดของบ้าน เธอเลยได้แรงบันดาลใจสร้างงานคราฟต์ไทยจากของที่คนเก็บใส่ตู้กระจก

“ตอนแรกเราทำเทียนแก้วและน้ำมันอโรม่าก่อน พอได้เห็นเบญจรงค์ในบ้านของคุณยายและผู้ใหญ่ท่านอื่นวางไว้ตามตู้ มันน่าเสียดาย เราคิดว่ายังเอามาทำอะไรได้อีกมาก แต่บางทีลายและสีของเบญจรงค์อาจใช้งานได้ยาก 

“เราเลยลองปรับและลดทอนลวดลายให้โมเดิร์นและใช้งานได้จริงในทุกวัน บ้านเราเชี่ยวชาญเรื่องกลิ่นอยู่แล้ว เลยเอาความชอบมาทำเป็นแบรนด์และประยุกต์กับงานเซรามิก เอาเทียนหอมมาใส่เพื่อการใช้งานที่หลากหลาย”

ความสำเร็จของ THANIYA แบรนด์เครื่องหอมไทยร่วมสมัยที่ตีตลาดโลกภายในเวลาแค่ 8 ปี
ความสำเร็จของ THANIYA แบรนด์เครื่องหอมไทยร่วมสมัยที่ตีตลาดโลกภายในเวลาแค่ 8 ปี

THANIYA เลยเป็นแบรนด์เครื่องหอมและเซรามิกที่หยิบข้าวหอมมะลิไทย ดอกไม้ไทย สมุนไพรไทย มาเบลนด์เป็นกลิ่น บรรจุอยู่ในตลับเซรามิกเขียนลายด้วยมือแบบใบต่อใบ มีทั้งลวดลายกราฟิกและลายไทยร่วมสมัย ถือเป็นการเข้าคู่กันของความผ่อนคลายและศิลปะงานทำมือได้อย่างลงตัว แม็ทช์ยังแตกไลน์สินค้าออกเป็นของแต่งบ้าน อย่างเครื่องกระเบื้องขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ จะเป็นแจกันก็ได้ ใส่อาหารก็ดี วางมุมห้องก็เก๋ ปิ่นโตเซรามิกก็มา โคมไฟก็ด้วย 

ความน่ารักอีกอย่างที่ฉายแววไทยแท้ คือโลโก้ของแบรนด์ที่เธอหยิบเลขไทย ๑ – ๙ มาเรียงร้อยกันเป็นตัว T

หอมหวน

“ตอนแรกสุดเราทำเทียนจากพาราฟิน เป็นสารจากปิโตรเคมี จุดนานเข้าอาจส่งผลระยะยาว เลยเปลี่ยนมาใช้ไขถั่วเหลืองอยู่ช่วงหนึ่ง ก็คิดได้ว่าถ้าถั่วเหลืองทำได้ มะพร้าวทำได้ ปาล์มทำได้ ข้าวมีน้ำมันรำข้าว น่าจะทำได้เหมือนกัน

“เราเลยเปลี่ยนมาใช้ตัวเทียนจากข้าวหอมมะลิไทยที่ชุมชนและบริษัทช่วยกันคิดค้นและพัฒนาขึ้นมา” 

แม็ทช์เลือกใช้เนื้อแว๊กซ์ที่ทำจากข้าวหอมมะลิไทยสายพันธุ์ดีจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดกาฬสินธุ์มาทำเป็นเทียนหอม ปลอดภัย ปราศจากสารเคมี เมื่อเทียนละลายก็เอาน้ำตาเทียนมานวดผิวกายเพิ่มความชุ่มชื้นได้

ความสำเร็จของ THANIYA แบรนด์เครื่องหอมไทยร่วมสมัยที่ตีตลาดโลกภายในเวลาแค่ 8 ปี
ความสำเร็จของ THANIYA แบรนด์เครื่องหอมไทยร่วมสมัยที่ตีตลาดโลกภายในเวลาแค่ 8 ปี

THANIYA มีทุนเดิมเป็นหนึ่งเรื่องความหอมมาตั้งแต่คุณแม่ยังสาว มีกลิ่นหอมให้เลือกถึง 30 กลิ่น จากการเบลนด์กลิ่นดอกไม้ไทยบ้าง สมุนไพรไทยบ้าง เธอว่ากลิ่นจะเพิ่มขึ้นทุก 3 เดือน เดือนละ 4 – 5 กลิ่น ส่วนมากแม็ทช์เน้นกลิ่นดอกไม้เป็นหลัก เพราะผ่อนคลาย เบาสบาย เข้าถึงคนง่าย และมีวิธีการเบลนด์ใกล้เคียงกับน้ำหอม มีเบสและท็อปโน้ต

อย่างกลิ่น Sakura ที่เธอได้แรงบันดาลใจจากทุ่งนางพญาเสือโคร่ง ดอกไม้ช่อสีชมพูสดจากดอยแม่สลอง จังหวัดเชียงราย กลิ่น Wild Flower กลิ่นหอมเย็น ชวนจินตนาการถึงป่าดงดิบที่มีความหอมจากดอกกล้วยไม้ เอื้อง และช้างกระ ซึ่งล้วนเป็นดอกไม้ป่าของไทย กลิ่นขิงและตะไคร้ ความเผ็ดร้อนของขิงและความหอมของตะไคร้จะทำให้สดชื่น มีพลัง

ความหอมหวลในตลับเซรามิกจะอยู่ได้นานประมาณ 2 เดือน ถ้าลูกค้าใช้จริงจนเทียนละลายหมดเกลี้ยง ก็ทำความสะอาดให้เอี่ยมอ่อง แล้วนำตลับเดิมไปเติมกลิ่นใหม่ที่ชอบ แม็ทช์ว่าลูกค้าทำกันเยอะและเธอคิดราคาพิเศษ

ลายไท

สิ่งที่เราเห็นจาก THANIYA คือความพร้อมของบุคลากรที่เชี่ยวชาญเรื่องกลิ่นและงานวาดเขียน เพราะสมัยคุณยายส่งออกดอกไม้ประดิษฐ์พ่วงกลิ่นหอมด้วย พี่ช่างฝีมือในโรงงานก็มีทักษะการวาดรูปอยู่ก่อนแล้ว แม็ตช์ยกตัวอย่าง ครอบครัวช่างฝีมือที่วาดภาพเก่งจนยกนิ้ว เขาเล่าให้เธอฟังว่าสมัยเด็กไม่มีทีวี พ่อเลยชวนบรรดาลูกๆ มาวาดตัวการ์ตูนและเล่นเป็นหนังกลางแปลงด้วยกัน พี่ช่างฝีมือเลยมีพรสวรรค์ด้านศิลปะติดตัวมาด้วย ทำให้แม็ทช์มีวัตถุดิบที่ดีอยู่กับตัว

ความสำเร็จของ THANIYA แบรนด์เครื่องหอมไทยร่วมสมัยที่ตีตลาดโลกภายในเวลาแค่ 8 ปี
ความสำเร็จของ THANIYA แบรนด์เครื่องหอมไทยร่วมสมัยที่ตีตลาดโลกภายในเวลาแค่ 8 ปี

เจ้าของแบรนด์เริ่มประดิษฐ์ลายขึ้นมาใหม่ บ้างก็ถอดมาจากลายเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่ถูกลดทอนให้คนเข้าถึงและเข้าใจได้ง่าย เช่น ลายผ้าขิดและลายมัดหมี่ที่อยู่บนผ้าไหม ลายไทยงอกงาม เป็นตัวแทนการเติบโตของพันธุ์ไม้ ลายกระติ๊บ จากกระติ๊บข้าวเหนียวไทบ้าน แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของไทย หรือลายกราฟิกอย่างลายแกสบี้ เท่มาก!

ความสำเร็จของ THANIYA แบรนด์เครื่องหอมไทยร่วมสมัยที่ตีตลาดโลกภายในเวลาแค่ 8 ปี

“เราได้โจทย์จากร้านสาขาเวียนนา ร้านเขาหรูหรามาก อยู่ตรงข้ามกับโอเปร่าเฮ้าส์ เขาบอกว่าอยากได้ลาย Luxury หน่อย เราก็กลับมาตีความ แล้วนึกถึงยุคแกสบี้ ยุครุ่งเรืองของยุโรป เลยถอดลายจากในหนัง The Great Gatsby 

มาวาด ปรากฏทางร้านชอบมากและเป็นลายซิกเนเจอร์ของลูกค้าทางออสเตรียไปแล้ว” แม็ทช์เล่าพร้อมรอยยิ้ม

ความสำเร็จของ THANIYA แบรนด์เครื่องหอมไทยร่วมสมัยที่ตีตลาดโลกภายในเวลาแค่ 8 ปี
ความสำเร็จของ THANIYA แบรนด์เครื่องหอมไทยร่วมสมัยที่ตีตลาดโลกภายในเวลาแค่ 8 ปี

นอกจากลายกราฟิกและลายไทยที่ถูกลดทอน ยังมีลายปลาคาร์ฟ (ขายดีที่ญี่ปุ่น) ลายเสือ ลายตามฮวงจุ้ย เช่น ลายไผ่ แทนความหมายอายุมั่นขวัญยืน ลายปลาทอง มั่งคั่งร่ำรวย ลายพัด ที่จะพัดพาสิ่งที่ดีเข้ามาในชีวิต ฯลฯ 

แต่ลายที่เห็นแล้วชดช้อยยกให้ ลายดอกบัว ถูกย่อยออกเป็นบัวหลวง บัวสาย บัวขาว เพราะเกิดจากการสร้างสรรค์ของช่างฝีมือแต่ละคนที่ตีความ ‘ดอกบัว’ ไม่เหมือนกัน เป็นความอิสระที่แม็ทช์มอบให้นักวาดได้บอกเล่าความเป็นไทยผ่านความคิดของแต่ละคน เพราะเธอเชื่อว่าคนเราควรมีสิทธิ์ได้ทำงานตามที่ตัวเองชอบ ช่างฝีมือบรรจงเขียนลายด้วยมือทีละชิ้น ถึงลายเหมือนกัน แต่ความพริ้วไหวของฝีแปรงที่จรดลงบนเนื้อเซรามิกย่อมต่างกัน นับเป็นเสน่ห์และอัตลักษณ์ที่เพิ่มคุณค่าให้สินค้าได้อย่างแยบยล ลูกค้าทุกคนจงมั่นใจได้เลยว่าสินค้าที่ได้รับมีเพียงใบเดียวในโลกแน่นอน

ปัจจุบัน THANIYA มีช่างวาดจากหลายชุมชนรวมกันกว่า 90 คนที่เธอกระจายงานและรายได้เข้าไปให้

ชุมชน

ความสำเร็จของ THANIYA แบรนด์เครื่องหอมไทยร่วมสมัยที่ตีตลาดโลกภายในเวลาแค่ 8 ปี
ความสำเร็จของ THANIYA แบรนด์เครื่องหอมไทยร่วมสมัยที่ตีตลาดโลกภายในเวลาแค่ 8 ปี

“งานปั้นเซรามิกช่วงแรกเราทำกันเองแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ตอนหลังขยายตลาดมากขึ้น ก็เริ่มหาชุมชนเข้ามาช่วย เป็นการทำงานร่วมกัน หรือการวาดลายเราก็คัดคุณภาพของช่าง เราสอนเขาด้วยเทคนิค Grid Scale ที่เราคิดขึ้นมา”

แม็ทช์เข้าไปต่อยอดฝีมือของช่างช้างเผือกที่แอบซ่อนอยู่ตามชุมชน เราถามด้วยความสงสัยว่า เธอมีวิธีเข้าหาชุมชนอย่างไร เพราะไม่ง่ายที่จะตามหาสุดยอดฝีมือที่เก่งในแต่ละด้านมาทำงานและพัฒนาความสร้างสรรค์ด้วยกัน

ความสำเร็จของ THANIYA แบรนด์เครื่องหอมไทยร่วมสมัยที่ตีตลาดโลกภายในเวลาแค่ 8 ปี

“ถ้าคนเราชอบอะไรมากๆ มันจะพาไปเจอสิ่งนั้นเอง ขึ้นอยู่กับการแสวงหาและความอดทนของเรา บางทีเราก็หาชุมชนตามอินเทอร์เน็ต บางทีทำงานกับศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ก็ได้ลงชุมชนด้วย หรือเวลาพักผ่อนตามต่างจังหวัด เราก็ชวนคนแถวนั้นคุย เขาทำอะไรกัน ไปเจอบางคนเขียนรูปตามวัดอยู่แล้ว เขาน่าจะเขียนเซรามิกให้เราได้ 

“เราก็ชวนเขามาทำ บางคนเป็นโดยพรสวรรค์ แต่เขาอาจจะอยู่ในป่าลึก เราไปเจอแล้วหยิบเขาออกมา ทำให้เขามีงาน เขาทำแล้วได้เงิน ความเป็นอยู่เขาดีขึ้น เราจะต้องการเยอะสักขนาดไหน ช่วยเหลือคนอื่นบ้างมันก็ดีระดับหนึ่ง” 

ล่าสุดเธอเพิ่งทดลองทำสินค้าเครื่องประดับ โดยใช้ผ้าฝ้ายย้อมฮ่อมจากน่านและแพร่มาทำเป็นพู่กับสร้อยคอ

รับฟัง

แม็ทช์บอกกับเราว่า การรับฟังความเห็นลูกค้า เป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์ การทึกทักหรือเดาใจว่าลูกค้าชอบแบบนั้น ชอบแบบนี้ อาจใช้ไม่ได้กับการทำธุรกิจในยุคที่คนเข้าถึงและรับวัฒนธรรมที่หลากหลาย

เจ้าของแบรนด์ยกตัวอย่างเหตุการณ์ตอนนำสินค้าไปวางที่สาขาเซี่ยงไฮ้ให้เราฟังว่า เธอคิดว่าสินค้าสีแดงจะขายดีในประเทศจีน ความจริงกลายเป็นคนบ้านเขานิยมสีน้ำตาล หรือดูไบต้องอินเลิฟกับสีทองสุดหรู พลิกล็อกเป็นสีดำ มีความโมเดิร์นและหรูหราแบบคลาสสิก ส่วนอิตาลี ฝรั่งเศส เยอรมนี คนจะเข้าใจว่าต้องมินิมอล รูปทรงธรรมดา สีอ่อนไม่ฉูดฉาด แต่จากการทำการบ้านและศึกษาตลาดเธอบอกว่า ช่วงซัมเมอร์ คนยุโรปก็นิยมสีสันสดใสด้วยเหมือนกัน 

ความสำเร็จของ THANIYA แบรนด์เครื่องหอมไทยร่วมสมัยที่ตีตลาดโลกภายในเวลาแค่ 8 ปี

“ทุกสามเดือนเราจะฟังความเห็นลูกค้าแต่ละสาขาก่อนว่าอยากได้แบบไหน ปีที่แล้วลูกค้าอยากได้แบบเสริมฮวงจุ้ย เราก็ทำลายปลาทองออกมา หรือบางทีเราเพิ่งออกปิ่นโตลายนกยูง แต่ลูกค้าอยากได้ลายนกยูงบนโคมไฟ เราก็ทำให้ ถ้าลูกค้าอยากสั่งทำพิเศษเพื่อเป็นของขวัญให้ผู้ใหญ่ไว้ขึ้นบ้านใหม่ เลื่อนตำแหน่ง เราก็ทำให้ได้” แม็ทช์อธิบาย
แบรนด์ของเธอจึงมีบริการรับทำสินค้าพรีเมียมเพื่อคนพิเศษ ช่างฝีมือจะวาดลายเส้นเป็นตราองค์กรหรือข้อความบอกความรู้สึก ลูกค้าของเธอเลยมีทั้งองค์กรรัฐและเอกชนที่ทดลองใช้สินค้าของเธอแล้วบอกกันปากต่อปาก

ดังไกล

ตอนทำแบรนด์ THANIYA เริ่มต้นจากการมีหน้าร้านในเทอร์มินอล 21 แล้วขยายสาขาไปที่พารากอน O.D.S (Objects of Desire Store) ชั้น 3 สยามดิสคัฟเวอรี่, ฟลอเรนซ์ อิตาลี, เวียนนา ออสเตรีย, เยอรมนี, ไต้หวัน, เซี่ยงไฮ้ และป๊อปอัปสโตร์บนห้างอิเซตันประเทศญี่ปุ่น ส่วนดูไบเธอกำลังอยู่ในขั้นตอนเจรจากับคู่ค้า เหตุผลที่แม็ทช์พาคราฟต์ไทยดังไกลในหลายประเทศรอบโลก เป็นเพราะเธอมีเป้าหมายชัดเจนที่จะต้องไปให้ถึงตั้งแต่ตัดสินใจสร้างแบรนด์ของตัวเอง

“ถ้าต่างชาตินึกถึงผ้าไหมไทย ต้องจิม ทอมป์สัน เขาเป็นแบรนด์ในฝันของเราเลย และเราอยากเป็นแบบนั้น อยากเป็นแบรนด์เครื่องหอมและเซรามิกจากประเทศไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลกจนคนต่างชาตินึกถึงและให้การยอมรับ
“หัวใจของการทำธุรกิจเราต้องรู้ความต้องการของเราก่อน แล้วทำจิม ทอมป์สันตามเส้นทางที่วางไว้ อย่างช่วงแรกของการทำแบรนด์ เราอยากให้ THANIYA ไปญี่ปุ่น เพราะงานเซรามิกของญี่ปุ่นค่อนข้างดัง ถ้าเราไปอยู่ในประเทศเขาได้แสดงว่าคราฟต์ไทยก็คุณภาพดีและคนยอมรับ พอคิดแล้วเราก็ไปออกงานที่ญี่ปุ่นเลย หาดิสทริบิวเตอร์ หาพาร์ตเนอร์มาจอยกัน” 

แม็ทช์คิดอย่างมีลำดับขั้น เธอยอมรับว่าเป็นผลพวงจากการเรียนวิศวะฯ “ยิ่งเป้าหมายเราชัด มันยิ่งผลักดันให้เราอยากตื่นเช้ามาทำมันให้สำเร็จ เราชื่อว่าถ้าทุกคนมีเป้าหมาย มันมีทางให้ไปแน่นอน” สาวเจ้าของแบรนด์ย้ำเสียงหวาน

เมื่อปีที่แล้วเธอได้โอกาสสำคัญในการทำของขวัญสำหรับแขกที่เข้าชมแฟชั่นโชว์สุดอลังการของ CHANEL Cruise 2019 ที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ เพราะเมอร์เชนไดซ์ประจำแบรนด์หรูมาเดินเทอร์มินอล 21 แล้วสะดุดตากับสินค้าของเธอพอดี ส่งต่อความโชคดีชั้นที่ 2 เธอได้ทำของขวัญให้แขกในแฟชั่นวีกของ Louis Vuitton ด้วยเหมือนกัน

สุขใจ

“เราสนุกทุกวัน ตัวเราเองก็เรียนรู้อยู่ตลอด เพราะบางสิ่งบางอย่างเราไม่เคยเจอ อย่างกรณี COVID-19 เราต้องปิดหน้าร้าน เราว่ามันเป็นเรื่องปกติของการทำธุรกิจในการแก้ไขปัญหาหรือก้าวข้ามอุปสรรค เราไม่มีทางรู้ได้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เราเชื่อว่าถ้าอดทนและพยายามมากพอ ทุกอย่างจะคลี่คลายไปได้ 

“บางคนคิดว่าปัญหาเป็นอุปสรรค แต่เรามองว่าอุปสรรคเป็นความท้าทาย มันทำให้เราต้องขยันเพื่อก้าวขึ้นไป บางทีเราก็ได้มุมมองใหม่จากการปรับเปลี่ยนและทดลองแก้ปัญหานั้นด้วย” 

แม็ทช์เปลี่ยนวิธีจากการขายหน้าร้านมาพัฒนาเว็บไซต์ของแบรนด์ ให้ลูกค้าช้อปเครื่องหอมและของตกแต่งบ้านได้ง่ายเพียงนิ้วคลิก! กิมมิกคือการเลือกรูปทรงบรรจุภัณฑ์เซรามิก ลวดลาย และกลิ่นได้เอง 

ก่อนจะจากกันด้วยความหอมหวล เราถามเธอว่า ความสนุกของการพาสินค้าไทยไปทัวร์ทั่วโลกคืออะไร

“การเจอลูกค้า แล้วเขาเล่าให้เราฟังว่าชอบนะ เป็นลูกค้าประจำ ทำให้เราเห็นพัฒนาการของแบรนด์ น่าภูมิใจที่แบรนด์ไปอยู่ระดับแถวหน้า มันเป็นการเติมเต็มแง่ธุรกิจอีกแบบหนึ่ง แต่อีกทางหนึ่งเราทำให้ความเป็นอยู่ของพี่ๆ ในโรงานและคนในชุมชนดีขึ้น บางคนทำงานกับเราตั้งแต่ลูกเรียนประถมตอนนี้เข้ามัธยมได้แล้ว หรือบางคนก็ส่งลูกไปเรียนโรงเรียนในเมือง ซื้อโทรศัพท์มือถือโทรหาลูกได้ มีครั้งหนึ่งเราออกรายการทีวีเยอะมาก แล้วพี่ๆ ที่ทำงานให้เราเห็นของที่เขาวาดออกทีวี เขาดีใจ ไปเล่าให้คนแถวบ้านฟัง แล้วก็ถ่ายภาพในทีวีส่งมาให้เรา เราเห็นความสุขของเขาอยู่ในนั้น”
หลังจากคุณอ่านบทความจบ เรามั่นใจว่าทุกครั้งที่คุณจุดเทียนหอมของ THANIYA จะไม่ใช้แค่กลิ่นหอมตราตรึงใจอย่างเดียวที่คุณจะได้รับ แต่คุณจะสัมผัสได้ถึงความสุขที่อบอวลอยู่ในแสงที่สว่างเรืองรองออกมาจากเปลวเทียน

ภาพ : THANIYA


THANIYA

Website: https://thaniya1988.com

Facebook : THANIYA 1988

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

“DESIGNENTIST ไม่ใช่แบรนด์หมอฟันนะคะ”

ฝน-ไพลิน ศิริพานิช เจ้าของแบรนด์ DESIGNENTIST เล่าพลางหัวเราะว่า แบรนด์ของเธอไม่ได้เกี่ยวข้องกับ Dentist สักนิด แต่เกิดจากการผสมคำว่า Design + Scientist แบรนด์กระเป๋าและเครื่องประดับของอาจารย์สอนการออกแบบ ใส่ใจการดีไซน์และการค้นคว้าวิจัยลึกซึ้ง ไม่ต่างจากนักวิทยาศาสตร์ที่ทดลองคิด ทดลองทำ จนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เปี่ยมเอกลักษณ์และคุณค่าที่แตกต่าง

DESIGNENTIST แบรนด์กระเป๋าผ้าไหมที่ผสานผ้าทอไทยกับเทคนิคพับกระดาษจากญี่ปุ่น

อาจารย์สอนการออกแบบเครื่องประดับผ่านการเรียนรู้และทดลองมามากมาย ด้วยความเชื่อมั่นว่าของใช้ตกแต่งไม่ได้มีหน้าที่แค่ความสวยงาม แต่ต้องทำให้ผู้ใส่รู้สึกดีและมั่นใจ จากแบรนด์ทำเครื่องประดับจากลายไทย สู่การเป็นแบรนด์กระเป๋าผ้าไหมที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยเทคนิคการพับแบบญี่ปุ่นได้อย่างไร อาจารย์สาวเริ่มต้นเรื่องนี้ด้วยรอยยิ้มหวาน

“ฝนไม่ได้เก่งเรื่องธุรกิจเลย แต่หลายคนก็บอกว่าถ้าไอเดียหรือสิ่งที่เราออกแบบจะตกไปอยู่ในมือคนอื่น เราจะเสียใจและเสียดายมาก เราเลยลองทำดู”

DESIGNENTIST แบรนด์กระเป๋าผ้าไหมที่ผสานผ้าทอไทยกับเทคนิคพับกระดาษจากญี่ปุ่น

Made in Italy

เมื่อฝนเรียนจบปริญญาตรีจากภาควิชาการออกแบบเครื่องประดับ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เธอศึกษาปริญญาโทด้าน Accessories Design ที่สถาบันโดมุส อะคาเดมี เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เพื่อสานฝันการเป็นอาจารย์ เธอได้เรียนทำทั้งกระเป๋า รองเท้า และจิวเวลรี่กับเพื่อนๆ ทั่วโลก หนึ่งในสิ่งที่เธอค้นพบคือ คนเอเชียเก่งทำมากกว่าพูด แต่เพื่อน ๆ ชาวตะวันตกกลับอธิบายแนวคิดเบื้องหลังงานได้ชัดเจนเป็นฉาก ๆ แถมยังภูมิใจในรากเหง้าตัวเองมาก ๆ 

“คนอิตาเลียนภูมิใจในความ Made in Italy มากค่ะ เวลาเรียนเลกเชอร์ก็จะเล่าว่าของดีเมืองนั้นเมืองนี้คืออะไร เขาหวงแหนความรู้ว่าเมืองนี้ทำไม้ เมืองนี้ทำโลหะ เมืองนี้ทำอัญมณี เมืองนี้ทำเครื่องหนัง เขาภูมิใจในภูมิปัญญาและหัตถกรรมมาก ๆ ตอนฝนอยู่ที่นั่น งานเกือบทุกโปรเจกต์ที่ทำ เลยหยิบเอาอะไรไทย ๆ อย่างลายผ้ามาใช้ เพราะเรารู้สึกว่า คนอิตาเลียนภูมิใจในความเป็น Made in Italy ของเขา แล้วเราก็อยากภูมิใจในของ Made in Thailand”

DESIGNENTIST แบรนด์กระเป๋าผ้าไหมที่ผสานผ้าทอไทยกับเทคนิคพับกระดาษจากญี่ปุ่น
DESIGNENTIST แบรนด์กระเป๋าผ้าไหมที่ผสานผ้าทอไทยกับเทคนิคพับกระดาษจากญี่ปุ่น

เสน่ห์ผ้าไทย

หลังจบปริญญาโทและกลับมาเมืองไทย งานแรกที่เธอเริ่มทำคือเจ้าหน้าที่ออกแบบกราฟิก พ่วงหน้าที่ออกแบบผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก ที่พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ 

“ฝนบอกหัวหน้าตั้งแต่วันสมัครงานว่า ตอนอยู่อิตาลีรู้สึกว่าทำไมของที่ไทยดี ๆ ทั้งนั้นเลย คนไม่เห็นสนใจ เลยอยากทำงานที่นี่ ซึ่งบุญคุณทั้งหมด ความดีความชอบทั้งหมดของฝน มาจากพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ แล้วก็มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ทั้งความรู้เรื่องผ้า หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์โดยใช้ผ้าไทย ฝนได้จากการเป็นนักออกแบบประจำที่นี่เลยค่ะ”

การทำงานในพิพิธภัณฑ์ผ้าทำให้นักออกแบบเครื่องประดับได้รู้จักผ้าทอมือจากทั่วประเทศ และทำให้เธอหลงรักผ้าไหมอย่างจริงจัง

“สมัยนั้นสนุกมากเลยเวลาไปโกดังซึ่งเป็นคลังกลาง มีผ้าจากทุกภาคอยู่ในกล่อง ไล่ตามปีไปว่า ปี 54 ปี 55 ปี 56 อะไรแบบนี้ เราต้องปีนขึ้นไปเลือกเอาผ้าจากจังหวัดนั้น สีจากภาคนี้ แล้วก็มีอิสระ ออกแบบได้หมด”

ฝนเล่าเสริมว่านอกจากเธอจะออกแบบของที่ระลึกของพิพิธภัณฑ์ผ้าแล้ว เธอยังได้มีโอกาสร่วมออกแบบของที่ระลึกในงานโขนพระราชทาน ที่อยู่ภายใต้มูลนิธิศูนย์ศิลปาชีพฯ อีกด้วย 

“การได้ทำคอลเลกชันโขนสนุกมาก เพราะว่าเราได้เจอลูกค้าจริง ๆ ตอนขายของว่าคนชอบดีไซน์เรามั้ยหรือยังไง อย่างตอนพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ เราก็อยู่ในออฟฟิศ แต่โขนทำให้ได้รู้ว่ากลุ่มลูกค้าคนไทยที่ชอบงานไทย ๆ ไม่ได้มีแต่คนสูงวัยเท่านั้น คนรุ่นเราหรือเด็กกว่านั้นก็ชอบของไทย ๆ เหมือนกัน”

DESIGNENTIST แบรนด์กระเป๋าผ้าไหมที่ผสานผ้าทอไทยกับเทคนิคพับกระดาษจากญี่ปุ่น
DESIGNENTIST แบรนด์กระเป๋าผ้าไหมที่ผสานผ้าทอไทยกับเทคนิคพับกระดาษจากญี่ปุ่น

กระเป๋าเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง

หลังจากทำงานที่พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ อย่างสนุกสนานเป็นเวลา 2 – 3 ปี ความฝันของฝนก็เป็นจริง คือได้เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาการออกแบบเครื่องประดับ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มาเป็นเวลา 4 ปีแล้ว ความฝันใหม่ก็เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป คือการเปิดแบรนด์ DESIGNENTIST เต็มตัว

“ในการออกแบบหรือดีไซน์ ฝนก็จะใช้วิธีการที่สอนเด็กนั่นแหละ มาทำงานออกแบบผลิตภัณฑ์ของเรา เหมือนมันเป็นการรีเช็กสิ่งที่เราเชื่อ สิ่งที่เราสอนไปด้วย บางครั้งเราก็ได้ไอเดียหรือแรงบันดาลใจจากนักศึกษา และการที่เราได้ทำแบรนด์ ก็เหมือนเราได้ฝึกปรือฝีมือและวิธีคิดของเราอยู่เสมอ ขณะที่เวลาสอนนักศึกษา เราก็จะเรียนรู้ว่าเด็กมีวิธีคิดยังไงบ้าง เราต้องเสริมเขาตรงจุดไหนบ้าง แล้วเราจะเอาประสบการณ์ในชีวิตจริงไปสอนเขายังไงได้บ้าง”

จุดเปิดตัวกระเป๋าผ้าไหมพับแสนเก๋ เริ่มต้นใน พ.ศ. 2562 เมื่อทางมหาวิทยาลัยศิลปากรได้พาคณาจารย์ไปแสดงงานที่ Cho Hyung Gallery มหาวิทยาลัยกุกมิน ประเทศเกาหลีใต้ ในนิทรรรศการ The Art and Design Exhibition by members of The Faculty of Decorative Arts, Silpakorn University, Thailand ของโครงการความร่วมมือข้อตกลง (MOU) ทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยศิลปากรกับมหาวิทยาลัยกุกมิน ซึ่งงานนี้กระตุ้นฝนว่า เธอจะไปแบบธรรมดาไม่ได้ แต่ต้องไปประกาศให้โลกรู้ 

“เฮ้ย มันต้องยิ่งใหญ่ ส่วนมากงานจิวเวลรี่เป็นชิ้นจิ๋ว ในหอศิลป์ไม่ค่อยมีใครสนใจเราอยู่แล้ว คนอื่นก็จะไปสนใจงานโปรดักต์ งานประยุกต์ศิลป์ งานแฟชั่น โอ้โห อาจารย์แฟชั่นเอามาทั้งหุ่น แล้วเราจะไปแค่ชิ้นเล็ก ๆ ได้เหรอ พอจะไปเกาหลีเท่านั้นแหละ มีไฟขึ้นมาเลย”

DESIGNENTIST แบรนด์กระเป๋าผ้าไหมที่ผสานผ้าทอไทยกับเทคนิคพับกระดาษจากญี่ปุ่น
DESIGNENTIST แบรนด์กระเป๋าผ้าไหมที่ผสานผ้าทอไทยกับเทคนิคพับกระดาษจากญี่ปุ่น

ความฮึดสู้ของเธอเลยเกิดเป็นผลงานชิ้นแรกคือ Bangkok-Soul จิตวิญญาณของการเป็นกรุงเทพฯ มาจากการเล่นคำว่า Soul (จิตวิญญาณ) กับ Seoul (กรุงโซลของประเทศเกาหลีใต้) ซึ่งกระเป๋าเซ็ตนี้ได้แรงบันดาลใจจากเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง 3 รัชกาลของวัดโพธิ์ และพร้อมกันนั้นฝนก็ได้ค้นพบเทคนิคการพับแบบย่อมุมที่จะนำมาต่อยอดผลงานชิ้นถัดไป และเก็บเทคนิคนั้นไว้รอวันได้แสดงฝีมืออีกครั้ง

ต่อมาฝนก็ได้ประกวดโครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย ประจำ พ.ศ. 2562 ในหัวข้อ ‘Asean Metropolis : เมืองหลักของกลุ่มอาเซียน’ ซึ่งเมืองหลักที่ฝนเลือกคือกรุงเทพมหานคร เธอจึงเลือกพระปรางค์วัดอรุณมาเป็นแรงบันดาลใจในการดีไซน์กระเป๋า The reflection of Wat Arun ในครั้งนี้ เทคนิคการพับที่เธอค้นพบจาก Bagkok-Soul ฝนก็นำมาต่อยอดในกระเป๋า The reflection of Wat Arun ก็พาเธอคว้ารางวัลชนะเลิศรุ่นบุคคลทั่วไปได้สำเร็จ และในปีเดียวกันนี้ก็ทำให้ฝนคว้ารางวัล Emerging Designer Awards 2019 มาครองด้วย

แม้กระเป๋า Bagkok-Soul และ The reflection of Wat Arun จะมีเพื่อนหรือคนรู้จักที่เห็นเธอลงรูป แล้วทักมาถามฝนว่าขายมั้ยเสมอ ๆ แต่ในใจฝนก็ยังรู้สึกว่ากระเป๋า 2 รุ่นนี้ยังไม่ลงตัว 

“รู้สึกว่าคุณภาพมันยังไม่ได้ค่ะ เพราะเราทำมือเองทุกชิ้น รู้ว่ามันไม่แข็งแรง รู้สึกว่าใช้จริงอาจจะหล่นโพละ ก็เลยเก็บเทคนิคนี้ไว้ในใจก่อน”

กระติ๊บลงตัว

เบื้องหลังแบรนด์กระเป๋าผ้าไหมทำมือที่ใช้ผ้าไหมอย่างคุ้มค่าที่สุด ไม่เหลือเศษผ้า ด้วยการพับแบบมิอุระโอริ
เบื้องหลังแบรนด์กระเป๋าผ้าไหมทำมือที่ใช้ผ้าไหมอย่างคุ้มค่าที่สุด ไม่เหลือเศษผ้า ด้วยการพับแบบมิอุระโอริ

ต่อมาปี 2019 ฝนได้ทำวิจัยเรื่องของที่ระลึกสำหรับ ‘พิพิธภัณฑ์บ้านป้าทุ้ม-ป้าไท้’ ชุมชนบ้านหนองแข้ จังหวัดสกลนคร เพื่อพัฒนาสินค้าต้นแบบเป็นทางเลือกให้ชุมชนได้มีผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นนอกจากผ้าไหม เรื่องราวของชุมชนนี้พิเศษมาก เพราะสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงโปรดผลงานทอผ้าของชุมชนจนเสด็จเป็นการส่วนพระองค์ถึง 3 ครั้ง และยังพระราชทานฉลองพระองค์ฝีมือดีไซเนอร์ ปิแอร์ บัลแมง ให้เป็นต้นแบบการทอลายผ้าโบราณไม่ให้สูญหายไป แถมหมู่บ้านนี้ยังพัฒนาผ้าไหมย้อมครามจนเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น เป็นเทคนิคที่ทำได้ยากมาก ผ้าย้อมครามส่วนใหญ่เป็นผ้าฝ้ายทั้งนั้น

ในระหว่างขั้นตอนการวิจัยและออกแบบผลิตภัณฑ์ ฝนลงพื้นที่เก็บข้อมูลของผ้าไหมย้อมคราม ทั้งกรรมวิธีการผลิตและลวดลายที่ชาวบ้านรังสรรค์ขึ้น ซึ่งส่วนมากมีลักษณะเป็นเรขาคณิต รูปแบบสมมาตร ใกล้เคียงกันกับรูปแบบการพับกระดาษ น่าจะนำมาประยุกต์เป็นเทคนิคขึ้นรูปได้ ประกอบกับมูลค่าของผ้าไหมย้อมครามค่อนข้างสูงมาก มูลค่าเมตรละ 6,000 บาทต่อผืน เพราะมีกรรมวิธีหลายขั้นตอนซับซ้อนกว่าการทำผ้าชนิดอื่น ๆ

เธอต้องหาวิธีดัดแปลงผ้าไหมย้อมครามชุมชนบ้านหนองแข้ให้คุ้มค่าที่สุด ชนิดไม่ให้เหลือเศษทิ้งเลย จึงเลือกใช้วิธีการพับแบบญี่ปุ่นชื่อมิอุระโอริ จากหนังสือแพตเทิร์นที่เคยซื้อมา ทำให้กระดาษสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ถูกพับกางออกได้ เพียงดึงปลายทั้งสองด้านที่ตรงข้ามกันเพียงครั้งเดียว โดยไม่ทำให้รอยพับฉีกขาด ลักษณะเหมือนแผนที่ ผลลัพธ์ของของงานวิจัยคือต้นแบบกระเป๋าทรง KRATIP ของ DESIGNENTIST

เบื้องหลังแบรนด์กระเป๋าผ้าไหมทำมือที่ใช้ผ้าไหมอย่างคุ้มค่าที่สุด ไม่เหลือเศษผ้า ด้วยการพับแบบมิอุระโอริ

“เพื่อน ๆ หรือคนรู้จักทักมาตลอดว่าเมื่อไหร่จะขาย ซึ่งประมาณปี 2020 มีเพื่อนที่ต้องไปงานใส่ชุดผ้าไหม มีพี่ที่อยากให้ของขวัญคุณแม่ เราก็เลยทำขายให้ แต่ฝนไม่ใช่คนขายของเก่ง เวลาชอบใคร อย่าง ป้าแต๋ว 70YoungTeaw ฝนชอบเขามาก ก็เลยขอส่งกระเป๋าให้ เพราะว่าที่บ้านฝนมีแต่ผู้สูงอายุไง เพื่อนชอบบ่น ขายของไม่เอากำไรหรอ ก็ไม่นะ (หัวเราะ) แต่ก็มีคนฝรั่งเศสมาฟอลโลว์และซื้อเพราะเห็นจากป้าแต๋วนะ”

DESIGNENTIST เต็มตัว

DESIGNENTIST ใช้ผ้าไหมจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ที่ฝนซื้อสะสมไว้มาผลิต คอลเลกชันแรก KRATIP ได้แรงบันดาลใจมาจากกระติ๊บข้าวเหนียวคนอีสาน และผ้าไหมที่นำมาใช้ก็มาจากอีสาน ทั้งร้อยเอ็ด สกลนคร และสุรินทร์ มีหลายสีให้เลือกสรรตั้งแต่สี Cloud, Leaf, Coral, Kapi, Orchid, Carnation มีทั้งขนาดใหญ่และเล็ก ซึ่งฝนออกตัวว่ากว่าจะได้มาแต่ละใบไม่ใช่เรื่องง่าย

“ฝนไม่ใช่คนสเก็ตช์สวย ชอบขึ้นชิ้นงานด้วยมือมากกว่า มันเป็นคณิตศาสตร์ที่คนสายศิลป์อย่างเราคำนวณไม่ได้ เราก็เลยนั่งทดลองพับไปเรื่อย ๆ ตามแพตเทิร์นจนกว่ามันจะพอดี เมื่อพับด้านหนึ่งมันจะโค้งขึ้นมาชนกันได้เอง มันคือการที่แปลงรูปจากของที่เป็น 2 มิติ ให้กลายเป็น 3 มิติ ได้ด้วยตัวเอง โดยที่เราไม่ต้องสร้างโครงสร้างอะไร ไม่ต้องเติมวัสดุอะไรเพิ่ม” 

ถัดจากนั้น เมื่อฝนพับโมเดลจนได้รูปร่างอย่างลงตัว เธอจึงค่อยนำไปโรงงานทำกระเป๋าตัดเย็บให้เนี้ยบตามมาตรฐาน ส่วนหูจับกระเป๋าที่ถักเป็นมาลัย ก่อนหน้านี้ใช้ไหมพรมสีขาวธรรมดา ต่อมาก็เริ่มมีสีสัน และล่าสุดใช้เป็นเส้นใยกัญชงย้อมสีธรรมชาติ

เบื้องหลังแบรนด์กระเป๋าผ้าไหมทำมือที่ใช้ผ้าไหมอย่างคุ้มค่าที่สุด ไม่เหลือเศษผ้า ด้วยการพับแบบมิอุระโอริ

มาที่คอลเลกชันใหม่ล่าสุดของ DESIGNENTIST ก็ยังไม่ทิ้งกลิ่นอายอีสาน อย่าง KATAR (กะต่า) ที่เกิดจากภาษาถิ่นของชาวอีสานคำว่า กะต่า หมายถึงตะกร้ามีหูหิ้ว โดยคอลเลกชันนี้เปลี่ยนรูปลักษณ์จากทรงกระบอกมาเป็นทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส ต้องพับแพตเทิร์นด้านในและด้านนอกของกระเป๋าใหม่ แต่ยังคงใช้วิธีพับแบบมิอุระโอริเหมือนเดิม ซึ่งเฉดสีคอลเลกชันนี้ประกอบไปด้วย Coral, Lilac, Navy, Cloud, Frost ผลิตได้จำนวนจำกัด เพราะมาจากผ้าไหมสะสมของฝนเอง เรียกได้ว่าหมดแล้วหมดเลย แทบทุกใบขายทางออนไลน์ แต่ถ้าไปที่ Woot Woot Store เจริญกรุง 30 จะมีรุ่นสีพิเศษวางขาย 

Thai Haute Couture 

“คนชอบพูดว่าผ้าไหมใช้ยาก แต่เรารู้สึกว่าผ้าไหมสวย พอพับขึ้นมุมจะเห็นเหลือบไหมชัดมาก เสื้อผ้าที่ฝนใส่ก็คือซื้อผ้าไหมมาแล้วหาช่างตัด ฝนรู้สึกว่าผ้าไหมมันเป็นสิ่ง Luxury นะ พอได้เป็นเห็นกระบวนการที่เขาทำ นี่มันคือโอต์กูตูร์ คราฟต์จากธรรมชาติทั้งผืน มันดี๊ดี เราก็เลยอยากทดลองทำงานที่ดี ให้คนรู้สึกว่าผ้าหรือผลิตภัณฑ์ที่มาจากผ้ามันมีมูลค่าของมัน”

“ที่ฝนทำแบรนด์ เพราะส่วนหนึ่งอยากภูมิใจในความเป็น Made in Thailand อย่างที่บอกไป ไม่งั้นก็อาจจะทำงานเป็นแค่อาจารย์เฉย ๆ ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างแบรนด์หรือมีชื่อเสียงอะไร แต่เราอยากเห็นงานแบบนี้ ใช้ผ้าไทยแบบนี้ ผลิตออกมาแล้วเราภูมิใจกับมัน คนไทยคนอื่นก็ภูมิใจกับของภูมิปัญญาไทยด้วย อย่างภาคอีสาน ฝนรู้สึกสนุกจะตาย คือขุมทรัพย์ของประเทศไทยชัด ๆ เลย อาหารก็อร่อย ผ้าก็สวย คนก็สนุก ภาษาก็มัน เวลาฟังคนอีสานพูด รู้สึกว่าอยากให้เป็นที่รู้จักในแง่มุมใหม่ ๆ มากกว่านี้

เมื่อถามถึงการแข่งขันกับกระเป๋าผ้าไหมไทยเจ้าอื่น ๆ ฝนตอบด้วยรอยยิ้มกว้างว่าเธอไม่คิดต่อสู้กับใคร

“เราชอบมากเลยด้วยซ้ำที่มีคนทำหลายแบรนด์ เพราะเราก็ไม่ใช่เจ้าแรก ตั้งแต่ตอนอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ แล้ว เราเห็นว่าคนที่ทำกระเป๋าผ้าไหมคนอื่น ๆ เขามักใช้หนังเป็นวัสดุผสม เป็นตัวสร้างโครงให้กระเป๋า แต่พอเราเจอการพับแบบนี้แล้ว ก็ใช้ผ้าทั้งใบได้ กลายเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์เราที่แตกต่าง ให้รู้เลยว่าแนวทางเราเป็นแบบนี้ ถ้าจะมีคนได้แรงบันดาลใจ หรือใช้ผ้าไหมแบบเราไปทำผลิตภัณฑ์อย่างอื่นก็จะยิ่งดีใหญ่เลย ดีค่ะที่ทุกคนใช้ผ้าไหมกัน” 

ในอนาคต ฝนยืนยันว่า DESIGNENTIST จะทดลองหาวิธีการใหม่ ๆ ให้การพับและผ้าไหมสนุกลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อพัฒนาสินค้าอื่น ๆ ให้ผ้าไหมกลายเป็นงานดีไซน์ที่ได้เข้าไปอยู่ในชีวิตร่วมสมัยของคนอย่างกลมกลืน

เบื้องหลังแบรนด์กระเป๋าผ้าไหมทำมือที่ใช้ผ้าไหมอย่างคุ้มค่าที่สุด ไม่เหลือเศษผ้า ด้วยการพับแบบมิอุระโอริ

DESIGNENTIST 

designentist.com/ 

www.facebook.com/designentist/

www.instagram.com/designentist.shop/ 

ขอบคุณสถานที่ : Woot Woot Store

Writer

รักดาว ราชภักดี

สุข สงบ สไตล์ 3 ส สำคัญที่ไม่อยากให้จากไป

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load