29 กุมภาพันธ์ 2563
56 K

“ผมไม่ได้ทำอะไรมากมาย แค่อยากซ่อมบ้านอากงที่ใกล้พังให้คงอยู่ต่อไป ให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานได้เห็น” พูนศักดิ์ ทังสมบัติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทั่งง่วนฮะ จำกัด เล่าให้ผมฟังถึงบ้านทรงจีนโบราณหลังสวยตรงหน้า เมื่อผมถามถึงที่มาของโครงการอนุรักษ์อดีตโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะแห่งนี้

“อย่าใช้คำว่าโครงการอนุรักษ์เลยครับ ผมไม่ได้จะทำโครงการอะไรแบบนั้น ถ้าบ้านคุณจวนจะพังอยู่แล้ว คุณจะไม่ซ่อมเลยหรือ จะปล่อยให้พังลงต่อหน้าจริงๆ ผมแค่ซ่อมบ้านอากง” พูนศักดิ์ยืนยันอีกครั้งว่านี่คือการซ่อมบ้านธรรมดาๆ เท่านั้น

การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.

แต่การซ่อมบ้านอากงแบบธรรมดาๆ ครั้งนี้ ก่อให้เกิดผลที่ไม่ธรรมดาเลย เพราะนี่คือบ้านคหบดีจีนโบราณหลังเล็กที่อยู่รอดแทบจะเป็นหลังสุดท้ายในกรุงเทพฯ และยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุดด้วย บ้านหลังนี้เป็นตัวเชื่อมอดีตเมื่อครั้งชาวจีนโพ้นทะเลอพยพเข้ามาตั้งรกรากบนผืนแผ่นดินไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น และยังเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้เข้าชมและศึกษาถึงประวัติความเป็นมา ตลอดจนโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม รวมทั้งวิชาการช่างอันเป็นภูมิปัญญามาแต่อดีต รวมทั้งวิธีซ่อมแซมและดูแลรักษาอาคารสถาปัตยกรรมจีนหลังนี้ให้ตั้งตระหง่านผ่านกาลเวลากว่า 200 ปีมาจวบจนปัจจุบัน 

“หากบ้านหลังนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาหาความรู้ ผมก็ยินดีมากๆ มาดูเก๋งจีนสมัยปลายรัชกาลที่สองว่าเป็นยังไง หลังคา ขื่อ ซุ้มประตู เป็นแบบไหน แต่ผมเปิดให้คนทั่วไปเข้ามาดูทุกวันก็คงไม่ได้ แม้ว่าจะซ่อมไปเยอะแล้ว แต่ก็ยังต้องบำรุงรักษาอยู่ต่อไป จะรับคนเยอะๆ พร้อมกันก็ไม่ได้เพราะเป็นอาคารเก่าอายุนับร้อยปี ใครอยากมาดู ทำจดหมายมาครับ ช่วงที่ผ่านมาก็มีอาจารย์ นิสิต นักศึกษา ช่าง มาขอดูกันเยอะ ขอใช้เป็นฉากถ่ายหนังก็เยอะ” นั่นคือคุณูปการจากการซ่อมบ้านอากงที่กลายมาเป็นการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมสำคัญของชาติโดยบังเอิญ

โรงน้ำปลาทั่งง่วนฮะ 

การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.
การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.
การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.

โรงน้ำปลาทั่งง่วนฮะตั้งอยู่สุดซอยสมเด็จเจ้าพระยา 3 ถนนสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน ไม่ไกลจากอุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ติดกับศาลเจ้ากวนอู เป็นบ้านคหบดีจีนโบราณที่มีอายุประมาณ 200 กว่าปี สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในช่วงปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย หรือต้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จจักรพรรดิชิงซวนจงของประเทศจีน เป็นสถาปัตยกรรมของจีนทางตอนใต้ โดยสกุลช่างชาวฮกเกี้ยน ลักษณะบ้านเป็น ‘บ้านล้อมลาน’ หากหันหน้าเข้าอาคารบ้านจะมีอาคารหลักตั้งเด่นอยู่ตรงกลางสูง 2 ชั้น และมีอาคารชั้นเดียวขนาบข้างทั้งด้านซ้ายและขวา โดยมีลานโล่งอยู่ตรงกลาง 

การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.
การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.

เมื่อก่อนอาคาร 2 ชั้น มีห้องนอน ห้องทำงาน และห้องพระอยู่ชั้นบน ส่วนพื้นที่ชั้นล่างทั้งหมดใช้เป็นที่เก็บไหน้ำปลาที่หมักเอาไว้จำหน่าย แม้ว่าในปัจจุบันโรงผลิตน้ำปลาย้ายออกไปจากพื้นที่นี้แล้ว แต่พูนศักดิ์ก็ยังเก็บไหหมักน้ำปลาและคานหามไหน้ำปลาเอาไว้ เพื่อรำลึกถึงธุรกิจอันเป็นรากเหง้าของครอบครัว

การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.
การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.

อากงของพูนศักดิ์คือ ไต้ซิง แซ่ตึ๊ง อพยพมาจากมณฑลแต้จิ๋ว ประเทศจีน ต่อมาตัดสินใจดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำปลาตามสูตรดั้งเดิมของชาวจีนตอนใต้ โดยเช่าบ้านหลังเล็กๆ ที่ย่านตลาดพลู ฝั่งธนบุรี เพื่อใช้เป็นสถานที่หมักและจำหน่ายน้ำปลา

การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.
การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.

ในระยะแรกเริ่ม น้ำปลาเป็นสินค้าใหม่ที่คนไทยยังไม่คุ้นเคย แต่ต่อมาก็ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายเพราะน้ำปลาช่วยเพิ่มรสชาติให้อาหารไทยได้เป็นอย่างดี และกิจการของอากงไต้ซิงก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ การขนส่งน้ำปลาตามแบบเดิมคือการแจวเรือจากตลาดพลูมาสู่แม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อนำน้ำปลาไปส่งขายยังท่าเตียนกับสำเพ็งใช้เวลานานมากๆ อากงไต้ซิงจึงตัดสินใจหาทำเลทำธุรกิจใหม่ โดยมาเช่าบ้านทรงจีนหลังนี้ในพ.ศ. 2460 เพราะอยู่ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยาและมีพื้นที่ใหญ่กว่าเดิม

การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.

“ก่อนอากงมาอยู่ บ้านหลังนี้มีครอบครัวอื่นอาศัยอยู่อย่างต่อเนื่องมาสามชั่วอายุคน ตอนแรกอากงไม่คิดว่าจะอยู่เมืองไทยเป็นการถาวร สักวันหนึ่งจะกลับไปอยู่จีน เลยไม่คิดจะซื้อบ้านหลังนี้ไว้ ได้แต่เช่าอยู่ไปเรื่อยๆ ในช่วงนั้นแผ่นดินจีนก็ระส่ำระสาย มีชาวจีนอพยพเข้ามาอยู่เมืองไทยมากขึ้น มีชาวจีนที่เดินทางมาถึงประเทศไทยแล้วแต่ยังไม่มีลู่ทาง ก็มาพักอาศัยหรือทำงานที่บ้านหลังนี้สักช่วงหนึ่งก่อน เล่ากันว่าในช่วงเวลานั้นเคยมีคนอาศัยอยู่ในเก๋งจีนหลังนี้สี่สิบถึงห้าสิบคนเลยทีเดียว 

“พออากงทราบข่าวว่าญาติผู้ใหญ่ของอากงที่จีนถึงแก่กรรมไปแล้วหลายคน อากงจึงไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงอีกต่อไป จึงตัดสินใจรวบรวมเงินซื้อบ้านหลังนี้ใน พ.ศ. 2499 รวมทั้งซื้อเรือนไม้ทรงปั้นหยาที่อยู่ติดกันมาในเวลาต่อมา ซึ่งเรือนปั้นหยาใน ปัจจุบันคือร้านกาแฟชื่อบ้านอากงอาม่า” คุณพูนศักดิ์เล่าถึงประวัติของบ้านหลังนี้อันเป็นตำนานของอดีตโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะ

การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.

“ก่อนอากงซื้อ บ้านหลังนี้เปลี่ยนมือเจ้าของไปหลายคน ในโฉนดเก่ามีรายชื่อเจ้าของไม่ต่ำกว่าสามถึงสี่หน้าเลย เจ้าของแต่ละคนก็เพิ่มค่าเช่าสูงขึ้นเรื่อยๆ มีข้อเรียกร้องต่างๆ นานา จนอากงเห็นว่าถ้าเผชิญสถานการณ์เช่นนี้ต่อไปคงต้องเลิกกิจการผลิตและขายน้ำปลาแน่ๆ อากงเลยซื้อมาในที่สุด เช่าอยู่นานมาก กว่าจะได้มาเป็นเจ้าของ”

ต่อมาโรงงานน้ำปลาย้ายออกจากพื้นที่นี้ไปยังแม่กลอง บ้านหลังนี้จึงกลายมาเป็นโกดังเก็บน้ำปลาสำหรับกระจายสินค้าขายในเขตกรุงเทพฯ แทน รวมทั้งเป็นที่เก็บเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ ไม่มีคนอยู่อาศัยถาวร เพราะคุณพ่อของพูนศักดิ์ไปอาศัยที่เรือนปั้นหยาริมน้ำ แวะเวียนมาบ้านหลังนี้บ้างเป็นครั้งคราว ดังนั้น การบำรุงรักษาและดูแลก็ลดลงไปด้วย

การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.

 “หลังจากโรงงานน้ำปลาย้ายไป ที่นี่เป็นที่เก็บของ ทุกสัปดาห์ผมก็เข้ามากวาดมาถู ผมก็เห็นว่าบ้านเริ่มเก่าลง มีปูนกร่อน มีผงปูนร่วงลงมาเรื่อยๆ น้ำซึม ปลายเสาผุ พอปลายเสาผุหลังคาก็ยุบ พอหลังคายุบหลังคาก็รั่ว พอหลังคารั่ว น้ำก็ไหลมาบนผนังบ้าน ทีนี้ต้นไม้ขึ้น ใบไม้ก็ร่วงมาทับถมกัน อาคารก็ยิ่งชื้นขึ้นไปอีก เรียกว่าชื้นทั้งปี ก็เลยดูเลอะเทอะ ในช่วงประมาณ พ.ศ. 2540 มีการบูรณะศาลเจ้ากวนอูให้ดูสวยงาม ทางเราจึงเกิดความคิดว่าน่าจะบูรณะบ้านหลังนี้บ้าง เพราะถ้าไม่ทำอะไร บ้านหลังนี้คงจะพังแน่นอน

การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.

“ซุ้มประตูหน้าบ้านนี่คือหนักสุด ทั้งทรุดทั้งเอียง เอียงแบบเอนเข้าหาตัวบ้านเลย อาคารกลางผุมาก เสาขาด ผนังปูนผุ กระเบื้องมุงหลังคาก็แตกเสียหาย อาคารทั้งปีกซ้ายและขวาก็ผุ ด้านซ้ายจะแย่กว่าด้านขวา ตอนนั้นผมเริ่มหาทางออกว่าจะซ่อมทั้งซุ้มประตูและอาคารทั้งหมดได้อย่างไร” นั่นคือจุดเริ่มต้นของการซ่อมบ้านอากงครั้งใหญ่เป็นครั้งแรก

การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.
การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.

เพราะรักและหลงใหล ยังไงก็ไม่ทุบ

“ตอนผมเรียนอยู่ปอสี่ เป็นช่วงที่พี่เขยของผมชอบสะสมของเก่า อย่างพวกเครื่องถ้วยชุดแบบโบราณ ถ้วยชุดลายกุหลาบหนู ถ้วยชุดลายเยียรบับ ลายครุฑยุดนาค ลายน้ำทอง ลายนกไม้ ลายฮก ลายปลาทอง และอีกหลายต่อหลายลาย พี่เขยจ้างให้ผมไปช่วยหิ้วของเป็นเพื่อน เวลาทำความสะอาดป้านชาโบราณลายสวยๆ ผมก็ช่วยเอาใบตองมาถูแล้วก็ขัดๆ จนขึ้นมัน

“ผมเห็นของเหล่านี้มาแต่เล็กๆ รู้สึกชอบจนหลงรัก ของโบราณเป็นของสวย ฝีมืองามประณีต ถ้วยบางได้รูป ลายเขียนก็ละเอียด มีคุณค่าที่ของใหม่เลียนแบบไม่ได้เลย ทำยังไงก็ไม่เหมือน ผมมองกลับมาดูบ้านหลังนี้ นี่ก็บ้านเก่าเหมือนกัน ทั้งสวยทั้งมีคุณค่าเพราะเป็นที่ของบรรพบุรุษ ผมทึ่งมากว่าอาคารเก่าแบบนี้สร้างในสมัยที่ยังไม่มีเทคโนโลยีใดๆ ขนาดปัจจุบันนี้เราอาจมีเทคโนโลยีที่เจริญกว่า แต่เราทำยังไงก็ไม่สวยเหมือนของเก่า ถ้าผมไม่เริ่มทำอะไร มันก็จะพัง” 

การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.

ความคิดที่จะซ่อมบ้านอากงหลังนี้อย่างจริงจัง ยังคงเป็นเพียงความคิดเนื่องจากมีการพัฒนาพื้นที่ในซอยสมเด็จเจ้าพระยาเพื่อสร้างอุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จึงทำให้พูนศักดิ์ไม่ได้ลงมือซ่อมใหญ่จริงจัง นอกจากอุดหลังคา ซ่อมผนัง ปรับแต่งพื้นที่ไปตามสภาพ จนมาช่วง พ.ศ. 2556 เสาคานของหลังคาบ้านจีนเคลื่อนออกจากตำแหน่งเดิม ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายหากปล่อยให้อยู่ในสภาพเช่นนี้นานเกินไป ครอบครัวทังสมบัติจึงเริ่มเสาะแสวงหาผู้รับเหมามาบูรณะบ้านอากง

การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.

“ผมเรียกช่างมาดูไม่รู้กี่คน ทุกคนบอกว่า เฮีย ทุบทิ้งเถอะ ตีราคามาให้เสร็จเลยว่าสร้างใหม่หลังละเท่าไหร่ จะลงเสาเข็มใหม่ด้วย แต่ผมยืนยันว่ายังไงก็ไม่ทุบ ของเก่ามันมีคุณค่าที่ของปัจจุบันทำไม่ได้ ถ้าเรารักษาของเก่าให้อยู่ต่อไป ก็เหมือนสืบต่อคุณค่าต่อไปเรื่อยๆ ถ้าคุณทำของใหม่ขึ้นมาเมื่อไหร่ คุณค่าของสิ่งนั้นก็จะเริ่มนับหนึ่งใหม่ในวันนั้น” นั่นคือเหตุผลของการเลือกซ่อมเท่านั้น

ตามหาช่างที่ใช่

ในพ.ศ. 2560 เมื่อพูนศักดิ์ตัดสินใจลงมือซ่อมครั้งใหญ่ครั้งแรกอย่างจริงจังนั้น ก็มีบริษัทสถาปนิกหลายแห่งเข้ามานำเสนองบประมาณด้วยตัวเลขที่ต่างกัน

“บางรายเสนอยี่สิบกว่าล้านบาท บางรายประมาณแปดล้านแปดแสนบาท โดยมีเงื่อนไขแตกต่างกัน ผมไม่มีเงินซ่อมขนาดนั้น” พูนศักดิ์จึงลงมือตามหาช่างที่ใช่ด้วยตัวเอง

“วันหนึ่งรุ่นน้องของผมที่อยู่ในตลาดแถวนี้มาหา จะขอมาดูบ้านหน่อย ผู้ที่ตามรุ่นน้องของผมมาดูบ้านหลังนี้ คืออาจารย์สุพัฒน์ (รองศาสตราจารย์ สุพัฒน์ บุณยฤทธิกิจ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง) ผมถามอาจารย์ว่า บ้านจีนหลังนี้เก่ามาก จะพังอยู่แล้ว ยังซ่อมได้ไหม อาจารย์บอกว่า ต้องซ่อมให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีอะไร และอาจารย์จะช่วยหาช่างมาซ่อมมาบ้านหลังนี้ให้ได้ เราก็เริ่มตามหาช่างกัน โดยลองเรียกช่างที่เคยซ่อมศาลเจ้าจีนเก่าๆ มาคุย คุยไปคุยมาหลายคนจนผมได้รู้จักกับช่างมานิตย์”

การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.

มานิตย์ โตปานวงศ์ ผู้มีประสบการณ์ในการสร้างและซ่อมศาลเจ้าจีนมากว่า 36 ปี เขาเป็นผู้บูรณะศาลเจ้ากวนอูที่อยู่ติดกับบ้านอากง รวมทั้งสร้างศาลเจ้ากวนอูหลังใหม่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลกัน เมื่อโครงการสร้างศาลเจ้ากวนอูใหม่จบลง เถ้าแก่ผู้รับเหมาก็ถึงแก่กรรม ช่างฝีมือคนนี้จึงมองหาแหล่งงานใหม่พอดี

“เขาทำงานโครงสร้าง เวลาศาลเจ้าไหนทรุด รั่ว แตก ร้าว เขาจะไปแก้ เขาเข้าใจเรื่องการทรุด การร้าว เป็นอย่างดี และคลุกคลีแต่กับงานศาลเจ้าจีนมาตลอด จะมีใครเหมาะกับบ้านอากงมากกว่าเขาอีกล่ะ จริงไหม”

จริงครับ ผมเห็นด้วยอย่างที่สุด 

การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.

ลองของคราวนี้ต้องมี ‘ฟุตเวิร์ก’ 

การซ่อมใหญ่อาคารโบราณหลังสำคัญเริ่มจากช่างเพียง 1 คน ที่มาในจังหวะและเวลาที่เหมาะสม กับอาจารย์สุพัฒน์ผู้ที่เชื่อว่างานสำคัญเช่นนี้มีความเป็นไปได้และเป็นผู้ร่วมให้คำปรึกษาด้านวิชาการ รวมถึงเจ้าของพื้นที่อย่างพูนศักดิ์ที่มีความตั้งใจเกินร้อย แต่ทุกคนไม่มีประสบการณ์ซ่อมอาคารเก่าแก่ที่พร้อมจะพังระดับนี้มาก่อน การ ‘ลองของ’ เลยต้องเกิดขึ้น 

การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.

“ผมให้ช่างเริ่มซ่อมของเล็กๆ เสี่ยงน้อยๆ ก่อน คือบันได ตอนนั้นไม้ผุ บันไดขาด ผมลองดูว่าเขาจะทำอย่างไร ปรากฏว่าเขาซ่อมได้ จากนั้นผมให้ลองซ่อมเรือนไม้ปั้นหยาริมน้ำส่วนที่เป็นร้านกาแฟตอนนี้ เพราะบ้านยังไม่เก่าเท่าบ้านอากง ถ้ามีข้อผิดพลาดอย่างไรก็ยังพอรับไหว ผมไปดูฝีมือของช่างอย่างละเอียดเลยนะว่าเลือกใช้วัสดุอย่างไร ใช้ไม้ ใช้เหล็ก ผูกเหล็กยังไง ใช้น็อตแบบไหน ผสมปูนหมักยังไง จนผมพอใจกับฝีมือของเขาซึ่งใช้เวลาทดสอบไม่ต่ำกว่าหกเดือน จากนั้นถึงมาที่บ้านอากง” ต้องทดสอบกันอยู่นานกว่าจะผ่านได้

การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.
การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.

“ผมเรียกว่าให้เต้นฟุตเวิร์กไปรอบๆ ก่อน เต้นไปดูทรงไปว่าจะทำได้ไหมเนี่ย ผมปล่อยให้เขาตัดสินใจว่าจะใช้วัสดุอะไร คำนวณโครงสร้างยังไง ใช้เหล็กขนาดไหน ดูไปเรื่อยๆ เรียกว่าเต้นฟุตเวิร์กจนหน้ามืด ผมก็หน้ามืด… เพราะลุ้น ฮ่าๆๆ”

ต้องใจถึงเพื่อจะได้ลอง เรียน และรู้

เมื่อวอร์มอัพจนได้ที่ ก็ถึงช่วงปล่อยหมัดเด็ด หากหันหน้าไปทางซุ้มประตู หันหลังให้กับตัวบ้าน อาคารหลังแรกที่เริ่มซ่อมก่อน คืออาคารชั้นเดียวทางด้านขวา เป็นอาคารที่โทรมน้อยที่สุด หลังคาทรุดน้อยที่สุด และทรงยังดีอยู่ ไม่ได้เอนลง เพียงแต่ผุกร่อน โดยเฉพาะเสาไม้ที่เกิดอาการเสาขาด

กระบวนการซ่อมเริ่มขึ้นจากการถอดหลังคาออกมาก่อนเพื่อลดน้ำหนัก แล้วซ่อมโครงสร้างไม้ โดยแยกเอาเสาไม้หรือเดือยไม้ที่ยังมีสภาพดีมาขัด ทำความสะอาด และตากไล่ความชื้นเพื่อนำกลับไปใช้ใหม่ ส่วนเสาไม้ที่ขาดก็ต้องเปลี่ยนโดยเลื่อยส่วนที่ขาดออกแล้วนำไม้ใหม่มาเชื่อมกับเสาเดิม โดยไม้เก่ากับไม้ใหม่ล็อกประกบกันอย่างแน่นหนาเป็นรูปตัว L หากเสาไหนที่ขาดจนนำมาใช้ไม่ได้อีกก็ต้องเปลี่ยนทั้งเสา โดยจะเลือกใช้ไม้แข็งอย่างไม้เต็งจากเรือนเก่าที่มีอายุประมาณ 60 – 70 ปีที่ยังคงสภาพแข็งแรง 

ส่วนกระเบื้องก็ใช้วิธีเดียวกัน คือแยกกระเบื้องที่ยังใช้ได้ออกมาจากกระเบื้องที่ผุกร่อน ส่วนที่ต้องทิ้งก็ต้องไปหาโรงงานที่จะเผากระเบื้องใหม่เพื่อใช้ทดแทน

การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.
การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.
การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.
การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.

“กระเบื้องนี่ผมกับช่างก็เอามาล้างผงซักฟอกธรรมดาๆ ถูให้สะอาดขึ้น แล้วตากให้แห้งสนิท ส่วนกระเบื้องที่เผาใหม่นั้น ผมใช้กระเบื้องกำนันเกา มาจากอำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง เป็นกระเบื้องที่ส่งให้ทำศาลเจ้าจีนหรือหลังคาวัดอยู่แล้ว เวลานำมาเรียงผมให้เขาเรียงกระเบื้องใหม่ไว้ด้านล่าง ส่วนกระเบื้องเดิมนั้นก็ปูไว้ด้านบนเพื่อรักษาบรรยากาศเดิมเอาไว้” 

พูนศักดิ์เล่าว่า การทำงานกับช่างย่อมมีข้อผิดพลาดกันบ้าง ทั้งนี้เพราะทุกคนล้วนกำลังเรียนรู้

“ส่วนที่ผมพยายามเก็บของดั้งเดิมไว้ให้ได้ทั้งหมดก็คือสันปูนกลางหลังคา เพราะยังอยู่ในสภาพดี ความจริงสันหลังคาของอาคารขวานั้นย้อยเหมือนท้องเรือสำเภาตามแบบอาคารจีนโบราณ เราพบว่าสันหลังคาอาคารขวาย้อยมากกว่าอาคารซ้าย ผมก็ไม่ทราบว่าทำไมถึงสร้างให้ย้อยไม่เท่ากัน ถามอาจารย์หลายคนก็ไม่มีใครทราบ ผมเลยตั้งใจเก็บความย้อยของสันหลังคาเอาไว้ตามแบบต้นฉบับดั้งเดิมด้วย”

การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.
การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.

“ระหว่างซ่อมช่างก็เอาเหล็กแป๊ปมาประกบเพื่อดามสันหลังคาปูนย้อยๆ นั้นไว้อย่างแน่นหนา ปรากฏว่าไม่กี่วันสันปูนก็แตกหมด เพราะเหล็กมันดามแน่นไป เราพลาดที่ว่าอาคารไม้ต้องมีการขยับตัวบ้าง พอเราดามแน่นไปจนอาคารขยับตัวไม่ได้ สันปูนกลางหลังคาก็เลยแตก มันร้าวหมดเลย พอสันปูนอาคารขวาแตกหัก เราก็เลยต้องอาศัยความย้อยของอาคารซ้ายมาเป็นต้นแบบแทน เลยทำให้สันหลังคาทั้งสองอาคารย้อยในระดับเดียวกัน ซึ่งไม่ตรงกับของเดิม ความผิดพลาดครั้งนี้ทำให้ผมระมัดระวังไม่ให้เกิดขึ้นอีกกับสันหลังคาอาคารด้านซ้าย นอกจากนี้ ผมก็ต้องพยายามเก็บสันหลังคาปูนที่แตกหักนำมาเรียงกันและฉาบปูนใหม่เพื่อเชื่อมทั้งหมดเข้าด้วยกัน ซึ่งจะเห็นสีที่ต่างกันอยู่บ้าง คือสีดำๆ นั้นจะเป็นปูนเดิม ส่วนสีสว่างๆ นั้นคือปูนใหม่ที่เชื่อมอยู่”

นั่นเป็นบทเรียนสำคัญที่ทั้งพูนศักดิ์และช่างได้เรียนรู้เพื่อนำมาปรับใช้ในการซ่อมอาคารที่สอง คืออาคารทางด้านซ้ายของบ้านอากง

การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.
การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.

“อาคารซ้ายก็ทรุดโทรมมากๆ แต่สันหลังคาปูนเดิมยังสมบูรณ์อยู่ คราวนี้เราพยายามอย่างเต็มที่ที่จะรักษาสันหลังคานี้ไว้ให้ได้ตามต้นฉบับ ไม่อยากให้แตกหักเหมือนคราวก่อน ช่างก็เลยเปลี่ยนวิธีการโดยไม่เอาเหล็กแป๊ปมาดามเหมือนอาคารขวา แต่ไปเอาไม้มาดามแทน เพื่อให้อาคารขยับตัวได้บ้าง คราวนี้สันหลังคาปูนทั้งหมดเลยอยู่และคงรูปแบบเดิมได้ ถ้าสังเกตดีๆ ก็จะเห็นว่าสีปูนยังเป็นสีดำแบบเดิมเกือบทั้งหมด ที่มีสีสว่างแซมลงไปบ้างเพราะช่างเลาะต้นไม้ออกและฉาบปูนใหม่ลงไปเป็นบางจุดเท่านั้น ผมดีใจมากๆ ที่ความพยายามครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ และรักษาสันหลังคาปูนเดิมไว้ได้เกือบทั้งหมด”

ส่วนการซ่อมส่วนอื่นๆ ก็ใช้วิธีเดียวกันกับอาคารด้านขวา นั่นคือสำรวจเสาไม้ เดือยไม้ กระเบื้องมุงหลังคา ฯลฯ ว่ามีสภาพอย่างไร แยกแยะวัสดุที่ยังใช้ได้เพื่อมาทำความสะอาด และสืบหาวัสดุทดแทนโดยวิธีเดียวกัน

จากเรือนชั้นเดียวทางปีกขวาและปีกซ้าย คราวนี้ก็มาถึงส่วนที่พูนศักดิ์บอกว่า “อันนี้หนักสุด” นั่นคือซุ้มประตูด้านหน้าก่อนเข้ามาบริเวณบ้าน

“ทั้งทรุด กร่อน เอียง จนเอนเข้าสู่ตัวบ้าน เรียกว่าเข้าไอซียู สาเหตุการเอียงคือเสาผุมาก คานก็ผุ ทำให้น้ำหนักกระจายไม่ทั่วถึง ซุ้มประตูเลยตั้งตรงคงรูปเดิมไม่ได้”

การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.
การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.
การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.

การซ่อมจึงต้องทำงานใหญ่ นั่นคือดึงซุ้มประตูที่เอียงอยู่ให้กลับมาตั้งตรงอีกครั้ง โดยช่างคนเดียวทำไม่ได้ เลยต้องมีทีมงานช่างมาเพิ่มอีก 4 คน ผูกซุ้มประตูแล้วใช้รอกแก๊กค่อยๆ ดึงซุ้มประตูให้ปรับองศาขึ้นมาจนเข้าที่ จากนั้นก็รีบนำอิฐมาหนุนและรีบอัดปูนเข้าไปใต้ซุ้มเพื่อให้ซุ้มประตูคงสภาพตั้งตรงอยู่อย่างนั้นได้ต่อไปได้ นอกจากนั้นคือการเปลี่ยนกระเบื้อง เสา และคาน รวมทั้งฉาบปูนหมักลงไปในบริเวณที่หัก แตก และร้าว

“ช่างก็ช่วยกันลองผสมปูนหมักด้วยกันอยู่ตรงนี้นี่แหละครับ เขาโทรไปถามว่าสูตรปูนหมักแบบไหนดี มีอะไรบ้าง ทำกันตรงนี้แล้วก็ฉาบกันตรงนี้เลย”

นอกจากการซ่อมซุ้มประตูหน้าบ้านให้กลับมาตั้งตรงสวยสง่าอย่างมั่นคงแล้ว สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือกระเบื้องปรุจีนสีน้ำตาลที่ประดับบนกำแพงหนาหน้าบ้าน ซึ่งเป็นของเก่าแก่และหาชมยากมากๆ ต้องระมัดระวังอย่างดีตลอดช่วงการซ่อมซุ้มประตูเพราะอยู่ใกล้กัน 

การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.

เมื่อซ่อมซุ้มประตูแล้ว คราวนี้ก็ถึงอาคารกลางซึ่งเป็นอาคารสองชั้นที่ตั้งเด่นเป็นประธานของพื้นที่ และเป็นอาคารที่ซ่อมหลังสุดเพราะเป็นอาคารสำคัญที่มีห้องไหว้หรือห้องพระตั้งอยู่บนชั้นสอง

“ปัญหาของอาคารกลางส่วนมากคือเสาผุ เสาและคานเคลื่อนออกจากตำแหน่งเดิม หลังคารั่ว ผนังหมดอายุจนผนังเริ่มฉีก วิธีการคือเริ่มด้วยสำรวจว่าอะไรผุ อะไรใช้ได้เหมือนทุกครั้ง ส่วนมากแทบใช้ไม่ได้ ต้องหาไม้ใหม่ ซึ่งผมเปลี่ยนเสาไม้ไปสี่สิบสองต้น นอกจากนั้นก็ดันกลับไปที่เดิม ส่วนปูน ก็ต้องใช้ปูนหมักและฉาบกลับไปเช่นกัน อาคารกลางเป็นอาคารที่มีผนังหนา มันเป็นเหมือนเครื่องปรับอากาศของคนสมัยก่อน ผนังที่หนามากๆ ช่วยควบคุณอุณหภูมิไม่ให้ร้อนหรือหนาวจนเกินไป นั่นเลยเป็นข้อดีที่ทำให้อาคารยังทรงตัวอยู่ได้นับร้อยปี อีกประเด็นคือความที่เราซ่อมอาคารกลางหลังสุด ผมและช่างเริ่มมีประสบการณ์จากกการซ่อมอาคารปีกขวา ปีกซ้าย และซุ้มประตูมาก่อน ดังนั้น เลยเริ่มพอรู้ว่าจะจัดการกับอาคารนี้อย่างไร”

โจทย์สำคัญอีกประการของการซ่อมอาคารกลางคือมี ‘ของดี’ ที่ต้องระมัดระวังในขณะซ่อมหลายอย่าง เช่นกระเบื้องปรุสีน้ำเงินโบราณที่ใช้ซ้อนหน้าต่างไม้ด้านใน หรือโครงสร้างม้าตั่งไหมแกะสลักแบบจีนที่ใช้รับแปหลังคาของระเบียงชั้นบน ฯลฯ จึงต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะหากสูญไปแล้วก็อาจสูญเสียไปเลย

การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.
การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.
การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.
การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.

พูนศักดิ์ใช้เวลากว่า 2 ปีครึ่งในการซ่อมแซมบ้านอากงหลังนี้ให้กลับมายืนตระหง่านอย่างคงทนอีกครั้ง เพื่อให้ลูกหลานไม่ลืมรากเหง้าของบรรพชน ความพยายามของพูนศักดิ์ คือความพยายามศึกษาและลงมือไปพร้อมๆ กัน เพื่อพยายามเก็บ ‘ความแท้’ ของบ้านหลังนี้เอาไว้ แม้แต่รอยคร่ำคร่าที่ปรากฏอยู่บนผนังทุกรอยก็มีความหมาย

“ผมคิดว่าต้องใจถึง ผมไม่เคยทำ ถ้าผมไม่ทำมันก็พัง ถ้ามัวรอให้มีความรู้ก่อนผมว่ามันไม่ทันนะ ใจถึงอย่างแรกคือลงมือเลย ทำตามที่เราเข้าใจ ใจถึงต่อมาคือไว้ใจคนที่เราอาจไม่เคยรู้ฝีไม้ฝีมือกันมาก่อน แต่เราลองเปิดโอกาสให้เขาแสดงฝีมือให้เราเห็นและเรียนรู้ไปด้วยกัน ใจถึงอีกข้อก็คือต้องยอมรับความจริง ยอมรับความพลาดพลั้งที่เกิดขึ้น และพยายามหาแนวทางใหม่ที่ดีกว่า เพื่อจะไม่พลาดแบบคราวก่อน นี่คือวิธีของผม วิธีของคนอื่นก็อาจจะต่างกันก็ได้นะ เพราะแต่ละคนก็มีวิธีของตัวเอง”

อนาคตของโรงน้ำปลาทั่งง่วนฮะ 

บ้านอากงที่เคยเป็นอดีตโรงน้ำปลาทั่งง่วนฮะได้รับการต่อชีวิตแล้วในวันนี้ แล้ววันหน้าล่ะ พูนศักดิ์คิดว่าจะทำอะไรต่อไป

“ผมไม่ได้มีเป้าหมายว่าจะซ่อมเพื่อเปิดเป็นโฮสเทลหรือโรงแรม ผมแค่อยากซ่อมบ้านอากงให้คนรุ่นหลังได้เห็น ดังนั้น ผมก็คงพยายามเก็บรายละเอียดต่างๆ ที่จะทำให้บ้านหลังนี้สวยและสมบูรณ์ที่สุด อย่างลายเขียนสีตามกรอบซุ้มประตูและหน้าต่าง ผมก็คงพยายามหาวิธีรักษาให้กลับมาให้ได้ นอกจากนี้ ก็เป็นสถานที่ให้ความรู้กับผู้ที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลมาจากจีนในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ผมยินดีให้เข้ามาศึกษา แต่ต้องช่วยผมดูแลด้วย ก่อนหน้านี้เคยมีละครโทรทัศน์หรือภาพยนตร์หลายเรื่องติดต่อเข้ามาใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำก่อนที่ผมจะซ่อมบ้านอากงเสียอีก หลายครั้งพวกเขาไม่ช่วยผมดูแล บางทีก็ปีนขึ้นหลังคาที่เปราะอยู่แล้ว บางทีก็ตอกตะปูลงบนไม้ บางทีก็พ่นสีลงบนผนังที่มีลายเขียนดั้งเดิมอยู่ อันนี้ผมขอนะ ถ้ามาก็ขอให้ช่วยผมดูแลบ้านอากงด้วยครับ” 

อย่าลืมนะครับ หากใครมีโอกาสไปชมอดีตโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะแห่งนี้แล้ว ผมขอให้ช่วยพูนศักดิ์ดูแลสถานที่สำคัญของชาติแห่งนี้ไว้ด้วย

การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.

“แม้ว่าบ้านหลังนี้จะไม่ใช่บ้านของบรรพบุรุษผมที่อากงสร้างขึ้นบนที่ดินเปล่าเมื่อคราวมาอยู่เมืองไทย ความจริงเป็นบ้านของคนอื่นด้วยซ้ำ แต่ผมก็รักและผูกพันกับบ้านหลังนี้มากๆ และผมเห็นคุณค่าจนอยากรักษาให้คงอยู่ต่อไป ผมว่าถ้าเราเห็นคุณค่าสิ่งไหน เราก็ควรร่วมช่วยกันดูแลโดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อมีคุณค่าก็แปลว่ามีคุณค่า

“ผมอยากบอกว่าการอนุรักษ์บ้านอากงนี้เป็นแบบตามใจฉันที่ผมทำไปเรื่อยๆ ตามกำลัง และลองผิดลองถูก การซ่อมคือการประคองให้บ้านแข็งแรงไปก่อน ยืดอายุไปก่อน ให้ยังตั้งอยู่ตรงนั้นไปได้สักระยะ เมื่อเวลาผ่านไป ในวันหน้าเมื่อเรามีความพร้อมมากขึ้น เราก็ค่อยมาทำเสริมไปเรื่อยๆ ดีกว่าปล่อยร้างหรือรื้อทิ้ง ผมเสียดายที่หลายคนคิดว่าการซ่อมของเก่าเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่ใช้เงินมาก ทั้งนี้เพราะเขาอาจตั้งเป้าหมายใหญ่เกินไป ความจริงเราเริ่มจากเป้าหมายเล็กๆ ที่เป็นไปได้ และค่อยๆ ทำไปก็ได้ ดีกว่าปล่อยร้างหรือรื้อทิ้ง ผมคิดว่าทุกอย่างเริ่มที่พยายามเปิดใจและตั้งเป้าหมายให้เหมาะสม” 

การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.

“สังคมไทยในวันนี้ตื่นตัวกับการอนุรักษ์มากกว่าสมัยก่อนเยอะ เมื่อคุณลงมือทำจริงแล้วก็จะมีผู้ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยอย่างคาดไม่ถึง เหมือนกับที่ผมประสบมาในระหว่างการซ่อมบ้านอากงครั้งนี้ ผมขออนุญาตกล่าวขอบคุณผู้ที่ให้การช่วยเหลือผมทุกๆ คนทั้งในประเทศและต่างประเทศซึ่งคงกล่าวนามไม่หมด ไม่ว่าพระสงฆ์ อาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ เจ้าหน้าที่เขตคลองสาน พี่ชายของผม คือคุณอัญเชิญ ทังสมบัติ รวมทั้งเพื่อนๆ ตลอดจนช่างและผู้ค้าไม้เก่าที่ตั้งใจเหลาเสาไม้ชุดนี้ฝากเป็นผลงานให้คนรุ่นหลังดู”

การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.
การซ่อมโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะที่บังเอิญเป็นการอนุรักษ์บ้านคหบดีจีนโบราณเล็กหลังสุดท้ายใน กทม.

จากการซ่อมบ้านอากงให้คงอยู่แบบทำไปเรื่อยๆ เพื่อต่อลมหายใจให้อาคารเก่าหลังนี้ตามกำลังงบประมาณและประสบการณ์ที่ค่อยๆ สั่งสม ฝ่าฟันข้อจำกัดต่างๆ ทีละเล็กทีละน้อย ด้วยความช่วยเหลือจากผู้ที่ล้วนเห็นคุณค่าในสิ่งเดียวกัน ผมเชื่อว่าสักวันหนึ่งบ้านอากงจะกลับมาฟื้นคืนชีวิตอย่างเต็มสมบูรณ์ในอนาคต และทำให้อาคารโบราณหลังนี้เป็นรอยเชื่อมประวัติศาสตร์ของไทยในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ที่ยังยืนหยัดให้ได้ศึกษาหาความรู้กันต่อไปทั้งในวันนี้และวันหน้า 

เป็นการซ่อมบ้านไปตามกำลังที่มี ที่บังเอิญกลายเป็นการอนุรักษ์อย่างแท้จริง


สรุปข้อควรรู้และสิ่งควรดูเมื่อไปอดีตโรงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะ

  • อดีตโรงงานน้ำปลาทั่งง่วนฮะถือเป็นบ้านล้อมลานแบบจีนแท้ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง มีอายุกว่า 200 ปี
  • เป็นบ้านคหบดีจีนขนาดเล็กเพียงแห่งเดียวในสภาพสมบูรณ์ที่สุดที่หลงเหลืออยู่ในกรุงเทพฯ 
  • ดูกระเบื้องปรุจีนสีน้ำตาลที่ประดับบนกำแพงหนาหน้าบ้าน เพราะเป็นของเก่าแก่และหาชมยากมากๆ
  • ดูกระเบื้องปรุลายจีนสีน้ำเงินที่ซ้อนหน้าต่างไม้ด้านในตรงระเบียงชั้นบนของอาคารกลาง ซึ่งมีเอกลักษณ์พิเศษไม่เหมือนที่ไหน
  • ดูโครงสร้างม้าตั่งไหมแกะสลักแบบจีนที่ใช้รับแปหลังคาของระเบียงชั้นบนที่อาคารกลาง
  • สังเกตซุ้มประตูและหน้าต่างที่มีร่องรอยเคยตกแต่งด้วยลายเขียนสีแบบจีนอันสวยงาม แม้วันนี้จะเลือนไปมาก
  • สังเกตร่องรอยคร่ำคร่าบนผนังปูนหนาที่เจ้าของพยายามเก็บความแท้ไว้เพื่อคงบรรยากาศเดิมๆ
  • สังเกตสันหลังคาปูนบนอาคารปีกซ้ายที่โค้งแบบท้องสำเภาจีน เพราะอนุรักษ์ของเดิมได้เกือบหมด
  • สังเกตไหน้ำปลาและคานหามไหน้ำปลาที่เก็บรักษาไว้จนถึงวันนี้
  • อย่าลืมซื้อน้ำปลารวงทองที่ผลิตโดยโรงน้ำปลาทั่งง่วนฮะ เป็นน้ำปลาที่ยังคงรักษาสูตรดั้งเดิมของอากงเมื่อเริ่มเข้ามาอยู่บนแผ่นดินไทย ลองกาแฟและอาหารที่เรือนปั้นหยาริมน้ำที่ร้านอากงอาม่า อาคารสวยอีกหลังของครอบครัวทังสมบัติ

ขอขอบคุณ : คุณพูนศักดิ์ ทังสมบัติ และคุณวทัญญู เทพหัตถี

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาเรื่องของอดีตโรงน้ำปลาทั่งง่วนฮะ ติดตามชมรายละเอียดได้ในงานสถาปนิก’63 “มองเก่า ให้ใหม่: Refocus Heritage” ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ​ฮอลล์ เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน ถึงวึนที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 นี้ ในส่วนนิทรรศการที่จัดร่วมกันระหว่าง The Cloud และสมาคมสถาปนิกสยาม ฯ

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

“แต่ก่อนนะ ได้ยินเสียงโยนกระดาษ ตึ้ง ๆๆ ทั้งคืน บ้านหลังนี้แข็งแรงอยู่แล้ว หนูไม่ต้องเป็นห่วง” เสียงยืนยันจากคุณป้าข้างบ้าน ทำให้ทั้งสองสบายใจขึ้นมา

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

เราก้าวเท้าเข้าไปในบ้านบรรยากาศน่ารัก มีสเต็ปเล็ก ๆ ค่อย ๆ ขึ้นไปที่สเปซต่าง ๆ เจ้าของบ้านคนแรกง่วนทำอะไรของตัวเองอยู่ในห้องทำงานด้านขวา ส่วนเจ้าของบ้านคนที่สองเลี้ยวซ้ายขึ้นไปนั่งรอเราที่ส่วนทานอาหาร

ปุย-สิรินภา รัตนโกศล ชาวไทย และ เซ็บ-เซบาสเตียน ดูส ชาวฝรั่งเศส เป็นคู่รักที่กำลังวางแผนลงหลักปักฐาน อยากมีบ้านเป็นของตัวเองแต่หาที่เหมาะ ๆ ไม่ได้ กระทั่งได้มาเจอกับโรงงานอายุ 50 กว่าปีที่ร้างนาน 25 ปีแห่งนี้

“ดูนี่สิ” ที่โต๊ะอาหารบนชั้นลอยกลางบ้านที่มีลมธรรมชาติปะทะจากรอบด้าน ปุยยื่นรูปภาพในกูเกิลให้เราดูกลั้วหัวเราะ “บังเอิญว่าวันที่ทำบ้านวันแรก รถกูเกิลผ่านพอดี นี่คือเราทั้งสองคนยืนไหว้เจ้าที่อยู่ ทุกวันนี้ในโลเคชันเป็นยังเป็นตึกโรงงานสีเหลือง คนจะมาก็หาไม่เจอ”

จากโรงพิมพ์ สู่โรงงานเย็บผ้า สู่อาคารร้าง วิทย์-พลวิทย์ รัตนธเนศวิไล สถาปนิก และ พลอย-หฤษฎี ลีละยุวพันธ์ มัณฑนากร จาก PHTAA ช่วยสองเจ้าของบ้านเสกให้ที่นี่กลายเป็นบ้านโปร่ง ๆ สมใจผู้อยู่ แต่ยังทิ้งสัจจะโครงสร้าง-วัสดุของโรงงานเดิมได้อย่างไร คอลัมน์ Re-Place คราวนี้ เราไปหาคำตอบกัน

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก
จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

แม้ไม่เคยคิดมาก่อน…

ปุยเป็นทนายความ ส่วนเซ็บเป็น Business Process Engineer ทำงานเกี่ยวกับส่วน IT ของบริษัท แต่ตอนนี้เป็นช่วงย้ายบ้าน นี่จึงเป็นช่วงที่เขาไม่ได้ทำงาน

คู่รักกำลังวางแผนสร้างครอบครัว แต่งงาน และมีลูก จากเดิมที่อยู่คอนโดย่านถนนจันทน์ จึงต้องการขยับขยายไปสู่ที่ที่กว้างขึ้นด้วยการไปดูคอนโดในละแวกเดิมที่ใหญ่ขึ้น รวมถึงมองหาหมู่บ้านต่าง ๆ ที่พอจะเป็นไปได้ แต่แล้วหาก็ไม่ค่อยได้ หากจะไปอยู่หมู่บ้านที่ไกลกว่านี้ก็ดูจะไม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เท่าไหร่นัก

“นอกกรุงเทพฯ เราก็ไม่อยากได้ เราใช้เวลา 90 เปอร์เซ็นต์อยู่ที่นี่” เซ็บพูดภาษาอังกฤษ

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

จนกระทั่งวันหนึ่ง พวกเขาได้ SMS มาจากเว็บไซต์อสังหาฯ ที่เคยให้คอนแทกไว้ ว่ามีที่ดินพร้อมอาคารน่าสนใจ อยู่ไม่ไกลจากคอนโดที่อยู่เดิม เขาจึงได้ย่องเข้ามาดูสถานที่จริงกันสองคน

“สิ่งที่เห็นก็คือมันน่ากลัว เพื่อนบ้านบอกว่ามันเป็นบ้านร้างมามากกว่า 25 ปี” ปุยเล่าด้วยอารมณ์สนุก “ที่นี่เป็นอาคารพาณิชย์ 3 หลังติดกัน ตอนแรกถูกใช้เป็นโรงพิมพ์ก่อน แล้วก็เปลี่ยนเป็นโรงงานเย็บผ้า จากนั้นก็หยุดไป”

เรียกได้ว่าเป็นโรงงานโดยพื้นฐานนั่นแหละ

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

แรกเริ่มพวกเขายังไม่มีไอเดียว่าอยากหาอาคารมาปรับปรุง คิดเพียงแต่จะสร้างบ้านขึ้นมาใหม่ ไม่อย่างนั้นก็เป็นอยู่เป็นคอนโดมิเนียมดังเดิม แต่เมื่อมาที่นี่ก็เปลี่ยนความคิด

“เรารู้สึกเลยว่าบ้านหลังนี้เป็นของเรา เหมือนบ้านถามเราว่าเอาไหม” ปุยหัวเราะลั่น บางสิ่งบางอย่างก็อยู่นอกเหนือการวางแผน และการนอกแผนนั้นก็อาจนำมาซึ่งอะไรดี ๆ ในชีวิต

ด้วยความที่ปุยเป็นเพื่อนกับพลอย จึงลองถามความเห็นจากเพื่อนนักออกแบบดูว่า ฝันที่จะพลิกโฉมที่นี่เป็นบ้านของเธอกับเซ็บนั้นจะเป็นไปได้มากแค่ไหน

“ตอนแรกที่ปุยพามา เราก็เชียร์เลยว่าให้ซื้อตึกนี้ เราคิดว่าถ้าการใช้งานเป็นบ้านก็เหมาะสม เพราะอยู่ท้ายซอยแล้วก็มีความเป็นส่วนตัวระดับหนึ่ง แต่ถ้าลูกค้าพามาดูตึกนี้ แล้วจะทำเป็นอาคารพาณิชย์คงไม่เหมาะ มันค่อนข้างเข้าถึงยาก ซอยเล็ก” พลอยกล่าว เมื่อเพื่อนเชียร์ เจ้าของโปรเจกต์อย่างปุยก็ไม่เบรกอีกต่อไป “แล้วพอตึกเป็นโรงงานมาก่อน สเปซก็ค่อนข้างจะสูง พอเอามาทำบ้านพื้นที่มันก็เลยเหลือเยอะแยะ เราทำอะไรได้ค่อนข้างเยอะ”

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

“เราขึ้นไปบนดาดฟ้าแล้วมองไปรอบ ๆ วิวเป็นพาโนรามา ลมก็โฟลว์ดี จุดนั้นเราคิดเลยว่าถ้าทำก็จะเก็บโครงสร้างทั้งหมดไว้ เพราะมันดีพออยู่แล้ว แค่กำแพงของการใช้งานเดิมมันทึบมาก ลมก็เลยไม่ผ่าน ส่วนระยะห่างระหว่างเพื่อนบ้านที่นี่ก็ไม่ติดจนเกินไป มีความเป็นส่วนตัวดี” วิทย์ ผู้เป็นพาร์ตเนอร์กับพลอยพูดขึ้นมาบ้าง

คุณสองคนได้คิดถึงภาพบ้านที่ต้องการไว้ในหัวมั้ย – เราถามคู่รัก

“ไม่เชิงนะ แต่เรารู้จักบุคลิกของตัวเอง ผมเป็นคนที่ค่อนข้างคอนเซอร์เวทีฟหน่อย ส่วนปุยเขามีสีสันกว่า ผมเลยคิดว่าบ้านจะต้องเป็นส่วนผสมของเรา ประนีประนอมซึ่งกันและกัน แต่ไม่ได้มีภาพว่ามันจะต้องหน้าตาแบบนั้นแบบนี้” เซ็บตอบ

“เอาจริง ๆ มันไม่ได้มีบ้านที่คิดไว้หรอก แต่เราชอบดูหนังสือบ้าน ตั้งแต่เริ่มดูบ้าน มีบ้าน 10 หลัง อยากอยู่ทั้ง 10 หลังเลย แต่เราไม่รู้ว่าบ้านไหนคือบ้านของเรา” ปุยเสริม “แต่พอมาเจอตรงนี้ เราคิดว่าเราเห็นตัวเองมากกว่า ว่าพื้นที่นี้ ฉันทำอะไรได้บ้าง แล้วก็คิดว่าจริง ๆ เราชอบการใช้งานคล้าย ๆ คอนโดเดิมของเรา แต่ให้มันใหญ่ขึ้น แล้วก็มีพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น”

แล้วการเดินทางครั้งใหม่ในชีวิตของทั้งสองก็เริ่มขึ้นอย่างน่าตื่นเต้น แม้จะพวกเขาจะต้องผ่านการเถียงกับสถาปนิกสิบตลบ เถียงกันเองอีกสิบตลบ แล้วกลับบ้านไปอาเจียนด้วยความเครียด ก็ยังน่าตื่นเต้นอยู่ดี (ใช่ไหมนะ)

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

 ทำยังไงกับโรงงานดีนะ

จากที่เคยได้ยินคนรอบตัวที่อยู่บ้านจัดสรรบ่นว่า อยู่ไม่กี่ปีบ้านก็เริ่มทรุด ตอนแรกปุยกับเซ็บจึงมีความกังวลเรื่องการรับน้ำหนักของอาคาร 50 กว่าปีหลังนี้ แต่คุณป้าข้างบ้านที่อยู่มานานก็พูดให้เบาใจว่า ที่นี่เคยเป็นถึงโรงพิมพ์ที่คนโยนกระดาษกันทุกวี่วัน ไม่มีทางที่จะไม่แข็งแรง รวมถึงหลายคนก็บอกมาว่าในสมัยก่อนที่ยังไม่มีเครื่องคำนวณ วิศวกรจะใส่เหล็กมาให้เหลือเฟืออยู่แล้ว ซึ่งก็เป็นดังคาด หลังจากที่เช็กรอบบ้าน โรงงาน 50 กว่าปีแห่งนี้ก็ไม่มีทรุดเลยจริง ๆ

สำหรับการรีโนเวต สิ่งที่สองนักออกแบบทำเป็นอย่างแรก ก็คือเก็บเสาและคานเดิมไว้

“ระบบของ Grid เสาและคานเก่า มันคือการสร้างที่โคตรจะเรียบง่ายในเชิงโครงสร้าง” พลอยบอกว่าที่นี่เป็นโรงงานที่ตัวตึกถูกสร้างให้แข็งแรงมากที่สุด ในงบประมาณถูกที่สุด

หากก่อผนังตาม Grid เสาและคานเดิม ผลลัพธ์ออกมาก็คงบล็อกลมเช่นเคย ทั้งยังดูเป็นโรงงานที่ ไม่ตอบโจทย์ฟังก์ชันของบ้านด้วย พวกเขาจึงตัดสินใจว่าจะวางผังแบบเลื่อนผนังให้หนีจาก Grid เสา เกิดเป็นพื้นที่และทางเดินใหม่ ๆ ที่เหมาะกับเจ้าของบ้าน

ด้วยความที่เป็นคนซีกโลกตะวันตก เซ็บอยากอยู่แบบไม่มีแอร์ ดังนั้น บ้านนี้จึงออกมากึ่ง ๆ ให้สมกับเป็นบ้านคู่รักต่างสัญชาติ คือเป็น Semi-outdoor มีโซนติดแอร์ และมีโซน Open-air โอบล้อมเป็นตัว L

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก
จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

ห้องทานข้าวฝ้า Double Height ที่เรานั่งคุยกันอยู่นี่ก็เรียกว่าเป็นโซน Open-air มี Ventilation ดี มีหน้าต่างล้อมรอบ หากฝนตกเมื่อไหร่ จึงค่อยปิดหน้าต่าง ปิดม่าน แล้วเปิดแอร์

“จริง ๆ แล้วทำให้ตึกแถวอากาศถ่ายเทยากมาก เพราะว่าส่วนใหญ่อาคารจะอยู่ติดกัน แต่ข้อดีของตึกแถวหลังนี้คือ ข้างหลังมีบริเวณโล่ง ลมก็เลยเข้าออกได้” วิทย์กล่าว

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

ในการเก็บเสาและคานเดิมไว้ นักออกแบบยังเน้นให้คนมองเห็นได้ชัดดัวย

“หน้าต่างที่เอียงอยู่ เอียงเพื่อหลบคานเดิม” วิทย์อธิบายพร้อมชี้ออกไปที่หน้าต่าง “ถ้าดูหน้าบ้านดี ๆ จะมีคานกับเสาโผล่ไปข้างนอก อันนั้นไม่ใช่การตกแต่งนะ เหมือนเราเล่าเรื่องบ้านโดยที่ไม่ต้องพูด โดยผ่านสัจจะของโครงสร้าง

“โครงสร้างบอกว่า เนี่ย ฉันเป็นอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว และฉันจะเป็นอย่างนี้ต่อไป ต่อให้วันนี้มันเปลี่ยนไปเป็นการใช้งานอีกอย่างหนึ่ง แล้วโครงสร้างนี้ยังถูกเก็บไว้อยู่ มันก็ยังอยู่ได้นะ เป็นเหมือนหลักฐานบางอย่าง”

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

คานที่อยู่ในบ้าน จะเห็นได้ว่านักออกแบบปล่อยทิ้งไว้แบบไม่ฉาบผิวใหม่ ดูเก่าอย่างไรก็อย่างนั้น วิทย์เรียกว่าเป็น ‘สัจจะวัสดุ’ ซึ่งเป็นเรื่องของความงามในรูปแบบหนึ่ง ตอนแรกเจ้าของบ้านอย่างปุยก็ลังเลที่จะทำแบบนี้เหมือนกัน

“เข้าใจสิ่งที่เขาจะสื่อนะ แต่เรากลัวว่ามันจะมองดูเหมือนบ้านไม่เสร็จรึเปล่า” ปุยพูดยิ้ม ๆ

“เราคิดในใจว่า ถ้าแม่มาเห็นบ้าน แม่ด่าแน่เลย… แต่สรุปแม่มาเห็น แม่ชอบว่ะ” ทุกคนฮาครืนกับจังหวะตลกของเธอ “แม่บอกว่า รู้ว่าเขาตั้งใจ บ้านเสร็จขนาดนี้แล้วทิ้งอันนี้ไว้ ตั้งใจอยู่แล้ว”

“เหมือนกินสเต๊กน่ะ กึ่งสุกกึ่งดิบ Medium Rare” วิทย์ปิดท้าย “เจ้าของบ้านเขาเปิดใจกันนะ ถ้าเขาไม่เปิดใจ ไม่ได้ขนาดนี้หรอก” 

โปรเจกต์ท้าทายในการเปลี่ยนโรงงานเก่าเป็นบ้านโปร่ง ๆ อยู่สบายของคู่รักสมัยใหม่อย่างปุยและเซ็บ

Make yourselves at home

คอนเซ็ปต์หลักของบ้านที่สำคัญคือ Circulation (ทางสัญจร) ที่เชื่อมถึงกัน ตั้งแต่ทางเข้าบ้านไปยังบันได แล้วส่งไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของบ้าน ซึ่งเมื่อบ้านโปร่ง ก็ยิ่งทำให้เห็นชัดเจนว่าทางเชื่อมถึงกัน นี่เป็นความตั้งใจอย่างยิ่งของสถาปนิก

บันไดที่เห็นไม่ใช่ตำแหน่งเดิม วิทย์บอกว่าเขาไม่อยากให้บันไดเก่าที่กว้าง 80 เซนติเมตรของโรงงานมาบังคับสิ่งที่จะเข้าไปอยู่ใหม่

“คือถ้ารีโนเวตโรงงานเย็บผ้าเป็นร้านกาแฟแสนเก๋ ก็อาจจะคงไว้ได้ เพราะอาจจะไม่อยากใช้งบประมาณเยอะ ทำนิดหน่อยก็สวยแล้ว ถ้าเป็นบ้าน มันซับซ้อนกว่านั้น ก็เลยเอาบันไดเดิมออกดีกว่า” ส่วนชั้น 1 ที่เดิมเป็นชั้นฝ้าสูง ก็ถูกซอยออกเป็นหลาย ๆ ชั้นลอย แบ่งกันไปแต่ละโซนการใช้งาน

จริง ๆ แล้วพื้นที่การใช้งานของบ้านก็คงน้อยกว่าโรงงานเยอะเลยใช่ไหม

“ใช่ พอเราเอาความต้องการทั้งหมดของเจ้าของบ้านมาตีเป็นตารางเมตร มันน้อยกว่าที่ตัวอาคารเดิมมี ก็เลยทุบพื้นได้ ตรงโจทย์ที่เราอยากให้บ้านโปร่ง

“มันค่อนข้างต่างจากโปรเจกต์ทั่วไปที่เคยทำ ถ้าเป็นบ้านในเมือง คอนโด หรืออาคารพาณิชย์ทั่วไป มีแต่คนอยากใช้ประโยชน์จากพื้นที่สูงสุด (Maximize Space) เพราะที่ดินสำหรับปลูกบ้านค่อนข้างแพง แต่อันนี้เหมือนโจทย์มันกลับกัน เป็น Minimize Space”

โปรเจกต์ท้าทายในการเปลี่ยนโรงงานเก่าเป็นบ้านโปร่ง ๆ อยู่สบายของคู่รักสมัยใหม่อย่างปุยและเซ็บ
โปรเจกต์ท้าทายในการเปลี่ยนโรงงานเก่าเป็นบ้านโปร่ง ๆ อยู่สบายของคู่รักสมัยใหม่อย่างปุยและเซ็บ

อีกอย่างที่เราสนใจก็คือความเป็น ‘Compact Living’ ของที่นี่ อย่างที่เราเล่าไปแต่แรกว่า เจ้าของบ้านทั้งสองคุ้นชินกับการอยู่คอนโดมิเนียม เมื่อมีบ้านเป็นของตัวเอง สถาปนิกจึงตีโจทย์นั้นเป็นพื้นที่ของบ้าน ให้ทุกอย่างอยู่ในพื้นที่เดียวกันหรือเดินหากันง่าย อย่างที่เห็นในพื้นที่ชั้นบนสุดของบ้าน ซึ่งวางแปลนให้เป็นพื้นที่ส่วนตัวของเจ้าของบ้าน

นอกจากห้องทานข้าวที่เรานั่งคุยกันอยู่แล้ว ก็มีห้องนอนใหญ่ ห้องนอนลูกในอนาคต ห้องนอนแขก ห้องทำงานของปุยกับเซ็บแยกกันตามที่อยากได้ตอนแรก ห้องสมุด แล้วก็ห้องพิเศษที่เรียกว่า Sunday Room

เจ้า Sunday Room ก็คือคอนโดย่อม ๆ ในนั้นประกอบไปด้วยโซฟา โทรทัศน์ และเคาน์เตอร์ ครัวเล็ก ๆ สำหรับเตรียมอาหาร สำหรับวันอาทิตย์อันแสนขี้เกียจ ทั้งคู่อยู่ในห้องนี้ได้ทั้งวันโดยไม่ต้องลุกไปไหนเลย เราฟังแล้วก็แอบอิจฉาในใจ ถ้ามี Sunday Room เป็นของตัวเองบ้าง จะเข้าไปอยู่จนเป็น Everyday Room เลย

โปรเจกต์ท้าทายในการเปลี่ยนโรงงานเก่าเป็นบ้านโปร่ง ๆ อยู่สบายของคู่รักสมัยใหม่อย่างปุยและเซ็บ

วิทย์บอกว่าสิ่งที่ยากในการปรับปรุงอาคาร คือการทำให้ความไม่เรียบร้อยดูเรียบร้อยขึ้นมา หากปรับปรุงอาคารเป็นบาร์ ก็ยังใช้การออกแบบไฟช่วยได้ แต่หากเป็นบ้านแล้วก็จะสว่าง เห็นชัดเจนทุกอย่าง

“เราต้องเก็บให้ถูก เอาออกให้ถูกด้วยนะ” พลอยเสริมถึงความยาก “เรารู้อยู่แล้วว่าห้องแถว สิ่งที่ไม่ดีคือการไหลเวียนและถ่ายเทของอากาศ ซึ่งสิ่งที่เราจะเก็บก็คือไม่ใช่สิ่งนั้น เราจะทำยังไงให้สิ่งที่ดียังอยู่ แต่ว่าสิ่งที่ไม่ควรจะมีหายไป

“การรีโนเวตต้องทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น”

จากโรงงานยุคเก่ากว่าครึ่งศตวรรษที่แล้ว ปัจจุบันกลายเป็นบ้านของคู่รักที่อยู่กันด้วยแนวคิดใหม่ นับว่าที่แห่งนี้เปลี่ยนแปลงมาไกลจากจุดเดิมมาก บ้านท้ายซอยถนนจันทน์หลังนี้ดูผิดหูผิดตาไปเยอะ

ไม่ใช่แค่ปุยและเซ็บ คุณป้าข้างบ้านก็คงสดชื่นกับบรรยากาศนี้เหมือนกัน

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพที่มีร้านล้างฟิล์มเป็นของตัวเอง แต่นานๆจะถ่ายฟิล์มที เพราะช่วงนี้ฟิล์มมันแพง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load