การเป็นที่หนึ่งอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุดสำหรับเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ในเวลานี้ แต่เป้าหมายใหญ่ของบริษัทฯ คือการสร้าง One Platform ที่ผสานทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจเพื่อสร้างอาณาจักรอสังหาฯ ครบวงจร ด้วยแพลตฟอร์มที่ยั่งยืน 

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับแบรนด์ ‘เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้’ ในฐานะบริษัทข้ามชาติจากสิงคโปร์ที่มาลงทุนในประเทศไทยกับกลุ่มบริษัททีซีซี  เพื่อพัฒนาอภิมหาโปรเจกต์ One Bangkok แต่นอกเหนือจากโครงการดังกล่าวแล้ว กลุ่มเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ยังได้ลงทุนในอีกกลุ่มธุรกิจภายใต้ชื่อ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ FPT 

เพื่อให้เข้าใจถึงประวัติความเป็นมาของกลุ่มนี้ คงต้องย้อนกลับไปก่อนหน้า โดยมีจุดเริ่มต้นที่กลุ่มบริษัททีซีซีมีวิสัยทัศน์เล็งเห็นถึงศักยภาพของบริษัท เฟรเซอร์ส แอนด์ นีฟ หรือ F&N ซึ่งทำธุรกิจเครื่องดื่มและธุรกิจอื่นๆ รวมถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในสิงคโปร์ จึงได้ตัดสินใจเข้าซื้อกิจการใน พ.ศ. 2556 ซึ่งนับเป็นดีลที่ใหญ่ที่สุดในเวลานั้น จากนั้นได้ทำการแยกธุรกิจอย่างชัดเจนเพื่อให้ F&N รุกขยายตลาดเครื่องดื่มอย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่จัดตั้งบริษัทเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด หรือ FPL ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของสิงคโปร์ เพื่อดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้น กลุ่มบริษัททีซีซีได้ทำการเข้าซื้อแบรนด์โกลเด้นแลนด์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เก่าแก่ที่เชี่ยวชาญการทำที่อยู่อาศัยแนวราบและพื้นที่เชิงพาณิชย์เก็บเอาไว้ด้วย

เป็นราชาแห่งการเทกโอเวอร์ของจริง

และเมื่อต้น พ.ศ. 2561 กลุ่มบริษัททีซีซีก็เข้าถือหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TICON ซึ่งทำธุรกิจพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรมและคลังสินค้าสำเร็จรูปให้เช่า ถือเป็นการต่อจิ๊กซอว์ของเครือข่ายธุรกิจครั้งสำคัญที่ทำให้ทีซีซีมีทั้งกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม และอุตสาหกรรมอยู่ในมือทั้งหมด ต่อมาในต้น พ.ศ. 2562 เกมการผนวกธุรกิจแบบครบวงจรก็เกิดขึ้น เมื่อ TICON แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปลี่ยนชื่อตามบริษัทที่เข้ามาถือหุ้น เป็นบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ FPT เพื่อใช้แบรนด์ระดับตำนานอย่างเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ในการรุกตลาดอย่างเต็มตัว จนเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมาหลังกระบวนการควบรวมแล้วเสร็จ กลุ่มบริษัททีซีซีตัดสินใจเพิกถอนหุ้น GOLD ออกจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และรวมเข้ากับ FPT เป็นหนึ่งเดียวกันในที่สุด จนกลายมาเป็นบริษัทที่แพลตฟอร์มอสังหาฯ ครบวงจรรายแรกในไทย ที่มีมูลค่าสินทรัพย์รวมกว่าหนึ่งแสนล้านบาทในปัจจุบัน

ธนพล ศิริธนชัย Country CEO เฟรเซอร์สประเทศไทยผู้พลิกวงการอสังหาฯ ไทยด้วย One Platform, บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ FPT

ทุกความเคลื่อนไหวอยู่ในสายตาของ ธนพล ศิริธนชัย มาโดยตลอด

เพราะเขาเป็นผู้บริหารของทั้งยูนิเวนเจอร์ ซึ่งเข้าซื้อโกลเด้นแลนด์และเข้ามาเป็นแม่ทัพคนสำคัญของเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ FPT ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ปัจจุบัน FPT มีโครงการที่อยู่อาศัย 59 โครงการ ครอบคลุมทั้งกรุงเทพ ปริมณฑล และจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ พื้นที่คลังสินค้าและโรงงานอุตสาหกรรมคุณภาพสูงรวม 3 ล้านตารางเมตร รวมทั้งพื้นที่เพื่อการพาณิชยกรรมใจกลางย่านธุรกิจ (CBD) รวมพื้นที่ภายใต้การบริหารจัดการกว่า 2.4 แสนตารางเมตร มีโรงแรมและเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ในมือกว่า 1,100 ห้อง และประกาศตัวเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรรายแรกของประเทศ ด้วยขนาดสินทรัพย์ 100,000 ล้านบาท วันนี้ภารกิจที่สำคัญของกัปตันทีมชื่อธนพล ศิริธนชัย คือการหลอมรวมความหลากหลายจาก 3 กลุ่มธุรกิจเข้าไว้้บนแพลตฟอร์มเดียวกัน หรือ One Platform เพื่อเชื่อมศักยภาพของทุกกลุ่ม สู่ความเป็นหนึ่งเดียวกัน (Synergy) และสร้าง Ecosystem ทางธุรกิจที่สนับสนุนการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง มั่นคง และยั่งยืนของบริษัทฯ โดยการรวมกันนี้ จะทำให้เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย สามารถกระจายความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ ด้วยการบริหารสินทรัพย์หลากหลายประเภทที่มีลูกค้าหลายกลุ่ม (Diversification) พร้อมยืนหยัดในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ด้วยความสามารถในการบริหารจัดการที่มีความยืดหยุ่นและทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์ที่ท้าทายได้เป็นอย่างดี (Resilience)

 สิ่งที่เขาคิดและต้องทบทวนความคิดสำหรับก้าวต่อไปจากนี้คืออะไร ติดตามได้จากบทสัมภาษณ์พิเศษนี้

กว่าจะเป็น ‘เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย‘ ทุกวันนี้ มีที่มาอย่างไร

ต้องเริ่มต้นเล่าตั้งแต่ เฟรเซอร์ส แอนด์ นีฟ หรือ F&N ซึ่งก่อตั้งในสิงคโปร์มาร้อยสามสิบเจ็ดปีแล้ว ดำเนินธุรกิจผลิตเครื่องดื่มและอื่นๆ รวมถึงธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ควบคู่ไปด้วยกัน เป็นบริษัทแรกของสิงคโปร์ที่ช่วยรัฐบาลวางผังเมืองจนมาถึงทุกวันนี้ ตอนที่กลุ่มทีซีซีไปซื้อ F&N เมื่อ พ.ศ. 2556 โลกธุรกิจก็ฮือฮาว่าทำไมธุรกิจไทยกล้าไปลงทุนในต่างประเทศ นี่ก็ถือเป็นวิสัยทัศน์ที่สำคัญ คือถึงเวลาแล้วที่ธุรกิจไทยจะออกไปรุกข้างนอกบ้านบ้าง 

พอแยกธุรกิจออกจากกัน ส่วนเครื่องดื่มมีไทยเบฟฯ (บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)) เป็นผู้ดูแล ส่วนธุรกิจอสังหาฯ ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ภายใต้ชื่อเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด หรือFPL คุณปณต สิริวัฒนภักดี เป็นกรุ๊ปซีอีโอทำหน้าที่ดูแล แรกเริ่ม FPL เขาทำธุรกิจครบวงจรอยู่แล้ว ทั้งมิกซ์ยูส รีเทล ออฟฟิศ ศูนย์กระจายสินค้า โรงแรมและธุรกิจบริการอย่างเฟรเซอร์ สวีทส์ ซึ่งเป็นเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ชั้นนำมีสาขาทั่วโลก ทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทอสังหาฯ ชั้นนำระดับโลกเขาบริหารจัดการสินทรัพย์ให้กระจายไปทุกกลุ่ม ขณะที่บ้านเรายังไม่มีบริษัทอสังหาฯ ที่ครบวงจรเช่นนี้ ส่วนใหญ่จะมีกรอบในการพัฒนา เช่น ที่นี่ทำบ้าน ทำคอนโดฯ พอเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ เข้ามาในเมืองไทย ด้วยประสบการณ์ในการพัฒนาเมืองระดับโลก ประกอบกับกลุ่มทีซีซีก็มีสินทรัพย์จำนวนมาก ก็เลยนำเอาประสบการณ์ที่มีมาใช้ ในการพัฒนาอภิมหาโครงการอย่าง วัน แบงคอก (One Bangkok)

ขณะที่เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง เราเพิ่งจัดการรวมบริษัทเสร็จเรียบร้อยเมื่อไม่นานมานี้และกลายเป็นผู้พัฒนาอสังหาฯ ครบวงจรรายแรกในประเทศไทย พอนำธุรกิจที่มีศักยภาพมารวมกันจึงเป็นความแตกต่างที่สร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ สินทรัพย์ของโกลเด้นแลนด์มีประมาณห้าหมื่นล้าน มารวมกับของเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย อีกห้าหมื่นล้านก็จะเป็นหนึ่งแสนล้านบาทโดยประมาณ

ภาพรวมธุรกิจปีนี้เป็นอย่างไร 

แม้เราจะเผชิญกับความท้าทายและสถานการณ์ความไม่แน่นอนต่างๆ ในปีนี้ แต่ผลการดำเนินงานยังเป็นที่น่าพอใจ เรายังสามารถประคับประคองธุรกิจให้ไปต่อได้ด้วยดี โดยเราตั้งเป้าว่าจะรักษาระดับรายได้ที่สองหมื่นล้านบาท ทั้งนี้ อาจจะเป็นเพราะเทรนด์บ้านแนวราบที่เป็นที่ต้องการของตลาด ทำให้ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มธุรกิจ ออฟฟิศ และรีเทล บริษัทฯ ยังคงรักษาฐานลูกค้าไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ด้านธุรกิจอสังหาฯ เพื่ออุตสาหกรรมของเรากลับได้รับอานิสงส์จากวิกฤต COVID-19 เนื่องจากช่วงก่อนหน้า ผู้ประกอบการประสบปัญหาการจัดส่งสินค้า สินค้าขาดแคลน จึงทำให้ต้องมองหาพื้นที่คลังสินค้าเพิ่มหรือแม้แต่การย้ายฐาน เพื่อให้จัดส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้าได้อย่างรวดเร็วที่สุด นี่แหละคือข้อดีของการมีสินทรัพย์หลากหลายประเภท ทำให้เรากระจายความเสี่ยงได้ดี

เดี๋ยวนี้การให้เช่าพื้นที่อุตสาหกรรมไม่ใช่แค่ให้บริการพื้นที่อย่างเดียว เราได้ยกระดับด้วยการทำสมาร์ทสเปซ โดยนำเทคโนโลยีทันสมัย ระบบปฎิบัติการอัตโนมัติ และวัสดุประหยัดพลังงานมาใช้ นอกจากนี้ยังเน้นการพัฒนาโรงงานและคลังสินค้าตามความต้องการของลูกค้า หรือ Built-to-Suit ซึ่งจะเป็นการนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าแต่ละราย โดยทีมงานจะต้องเข้าไปทำงานใกล้ชิดกับลูกค้าเพื่อที่จะได้เข้าใจถึงความต้องการใช้งาน ซึ่งจะครอบคลุมแม้กระทั่งโรงอาหารพนักงาน สิ่งอำนวยความสะดวกหรือการออกแบบที่คำนึงถึงอัตลักษณ์ขององค์กรลูกค้า ทำให้ลูกค้ารู้สึกเสมือนเป็นพื้นที่ของเขาบริษัทตนเอง โดยการพัฒนาโครงการในลักษณะนี้ จะเป็นสัญญาเช่าในระยะยาว ปัจจุบันบริษัทมีโครงการกระจายอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์ทั่วประเทศไทย ถ้าเป็นทางเหนือก็มีครอบคลุมทั้งโซนวังน้อย อยุธยา หรือโซนสมุทรปราการ บางพลี และพื้นที่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี 

ธนพล ศิริธนชัย Country CEO เฟรเซอร์สประเทศไทยผู้พลิกวงการอสังหาฯ ไทยด้วย One Platform, บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ FPT

ทำไมต้องรวมธุรกิจเอาไว้ภายใต้แบรนด์เดียว

ข้อแรกเลย นี่เป็นเรื่องการกระจายความเสี่ยง เพราะถ้าทำธุรกิจเพียงอย่างเดียว เวลาเกิดวิกฤตขึ้นมาก็จะแย่ การที่เรากระจายหลายธุรกิจ เพราะคิดว่าเวลาเกิดวิกฤต มันคงไม่ทรุดพร้อมกันทีเดียว แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ การมีธุรกิจที่หลากหลายก็ทำให้เราไปต่อได้ สำหรับอสังหาริมทรัพย์ กระแสเงินสดสำคัญที่สุด ถ้าขาดรายได้ ไม่มีเงินมาหล่อเลี้ยงก็เจ๊งกันไปหมด เราต้องสร้างธุรกิจที่มีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่นรายได้จากการเช่าออฟฟิศ โรงแรม อย่างน้อยที่สุดก็มีกระแสเงินสดเข้ามา เราก็เอาไปจ่ายเงินเดือนพนักงานและดำเนินธุรกิจต่อ มันเป็นจุดที่ทำให้เรารอดมาได้ ตอนนี้หลายบริษัทก็เริ่มหันมาทำแบบนี้แล้ว บางที่ก็ไปทำโรงพยาบาล ทำเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์หรือทำออฟฟิศให้เช่า แต่ถ้าดูโดยรวมแล้วยังไม่มีใครข้ามมาทำอสังหาฯ เชิงเพื่ออุตสาหกรรมนะ 

ข้อที่สองเป็นเรื่องการประสานพลังกันหรือ Synergy เพราะถึงจะเป็นธุรกิจคนละประเภท แต่ก็เป็นอสังหาริมทรัพย์เหมือนกัน ซึ่งเป็นปัจจัยสี่ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงช้าที่สุด มันก็อาจจะเปลี่ยนวิธีการขาย การทำการตลาดไป แต่ความต้องการขั้นพื้นฐานของทุกคนก็ยังต้องมี ถึงคุณจะรวยแค่ไหนคุณก็ต้องซื้อบ้าน หรือเวลาไปเที่ยวก็จะเลือกพักโรงแรมดีๆ เราไปอยู่ในโลกเสมือนไม่ได้ การรวมกันนี้ทำให้เพิ่มยอดขายข้ามกลุ่มธุรกิจได้ โดยการเอาข้อมูลของกลุ่มลูกค้ามาเชื่อมโยงกัน ลูกค้าที่มาเช่าโกดังอาจต้องการซื้อบ้านหรือคอนโดฯ ด้วย คนที่เป็นพนักงานออฟฟิศก็อาจเริ่มสนใจเช่าพื้นที่ค้าปลีกเพื่อทำการค้า เราต้องใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ให้ออกและหาโอกาสทางธุรกิจ จึงเป็นการลดต้นทุนเมื่อซื้อสินค้าได้ มีอำนาจต่อรองมากขึ้น อย่างพอเราสร้างโครงการผสมผสานหรือ Mixed-use ก็จะมีทั้งคอนโดฯ ออฟฟิศ ค้าปลีก ในที่เดียวกัน 

และข้อที่สาม เรารวมกันเพื่อให้ทนทาน ยืดหยุ่น ต่อความไม่แน่นอนในวันข้างหน้าได้ ยิ่งเกิดวิกฤต COVID-19 ก็ยิ่งเห็นได้ชัดเจน ว่าเรามีภูมิคุ้มกันถึงจะเซบ้างแต่ก็กลับมาได้เร็ว (Resilience) แม้ว่ากลุ่มโรงแรมและรีเทลจะได้รับผลกระทบในช่วงที่ผ่านมา แต่กลุ่มธุรกิจที่อยู่อาศัยแนวราบก็ยังไปต่อได้ตามเทรนด์ของตลาดที่คนส่วนใหญ่อยากมีพื้นที่มากขึ้น รองรับการทำงานจากที่บ้านหรือ Work From Home ที่เพิ่มสูงขึ้น สำหรับกลุ่มธุรกิจออฟฟิศให้เช่า ก็ยังคงมีความต้องการอยู่ ถึงจะมีแนวโน้มทำงานที่บ้านกันมากขึ้น แต่อย่างไรก็ยังต้องออกมาพบปะเจอหน้ากันอยู่ดี ผมว่ายังมีมุมที่เราได้รับประโยชน์จากการผสานธุรกิจในครั้งนี้ เพื่อรับมือกับความท้าทายต่างๆ ท่ามกลางการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ

ความท้าทายของการรวมคนจากต่างองค์กรเข้าไว้ด้วยกันคืออะไร

ท้าทายแน่นอน แต่ละองค์กรมีวัฒนธรรมต่างกัน ซีอีโอแต่ละคนก็มีสไตล์ก็ไม่เหมือนกัน เราต้องช่วยดูว่าเราจะบริหารธุรกิจที่แตกต่างกันให้อยู่ร่วมกันและมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกันได้อย่างไร วันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น ปกติจุดเริ่มต้นมักจะนิ่งก่อนแล้วผ่านไปสักพักจะเริ่มแสดงออกมา (หัวเราะ) เหมือนเวลาออกเรือ คลื่นลมไม่มี แต่ไปสักพักก็เจอพายุ เป็นเรื่องที่ต้องเจอ การแข่งขันในแต่ละธุรกิจไม่เหมือนกัน เราก็ต้องยืดหยุ่น เราอยู่เรือลำเดียวกันแล้ว ถ้าต่างคนต่างพายแล้วจะไปต่อกันได้อย่างไร ดังนั้น เราจึงต้องรวมกันอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน เพื่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ที่ครบวงจร โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน แต่ละกลุ่มธุรกิจจะต้องสื่อสารเชื่อมโยง ให้เข้าใจซึ่งกันและกันได้  นี่คือความท้าทายและเราก็กำลังเดินหน้าทำเรื่องนี้อยู่

ประเมินทิศทางธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทยอย่างไร

ผมว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีวัฏจักร พอธุรกิจมีแนวโน้มดีขึ้นทุกคนก็หันมาพัฒนากัน แล้วพอทำกันเยอะๆ ก็ล้นตลาดออกมา ประเมินกันว่าวัฏจักรนี้จะเป็นรอบ รอบละเจ็ดถึงสิบปี อย่างตลาดคอนโดมิเนียมที่ตอนนี้เป็นขาลงเดี๋ยวก็กลับมา เพียงแต่วันนี้มีซัพพลายในตลาดเยอะ ในขณะที่กำลังซื้อลดลง แต่ยังเห็นการขยายตัวของที่พักอาศัยแนวราบ ทีนี้พอคนเห็นว่าแนวราบดีก็จะแห่กันมาทำแนวราบ เราก็ต้องขยับไปทำอย่างอื่นอีก 

สิ่งสำคัญคือการมองวัฏจักรธุรกิจให้ถูกเวลาแนวโน้มตลาดดี ใครจะหยุดสร้าง และเวลาที่แนวโน้มตลาดไม่ดีใครจะไปสร้างตึกใหม่ สิ่งที่ยากที่สุด คือการสร้างตอนที่ตลาดไม่ดี คุณมีเงินสดพร้อมหรือเปล่า จะสร้างความเชื่อมั่นกับลูกค้าได้อย่างไร และแบงก์จะปล่อยกู้หรือไม่ ดังนั้น การมีพอร์ตโฟลิโอที่ครบวงจรจะช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดี 

ทุกคนเห็นตรงกันเรื่องราคาที่ดินสูง ดูเหมือนเราจะเห็นการพัฒนาโครงการแบบเช่าอยู่อาศัยระยะยาวหรือ Leasehold มากขึ้นใช่หรือไม่

ในต่างประเทศ Leasehold ถือเรื่องเป็นปกติแล้ว ที่ดินหายากขึ้น ราคาก็แพงขึ้น ถ้าไปดูราคาที่ดินในเมืองเพิ่มขึ้นเป็นตารางวาละเท่าไหร่แล้ว ถึงจะพัฒนาโครงการได้ แต่ต้องขายห้องชุดราคาตารางเมตรละห้าหรือหกแสนบาท คนจะซื้อได้หรือเปล่า อย่างที่ดินแปลงใหญ่ใจกลางเมืองตอนนี้ก็เป็น Leasehold ทั้งนั้น ถ้าเรายึดติดกับเรื่องกรรมสิทธิ์และซื้อแบบ Freehold (เป็นเจ้าของสิทธิ์ขาด) ราคาตารางเมตรละสองแสนบาท เทียบกับซื้อแบบ Leasehold ตารางเมตรละหนึ่งแสนบาท ต่างกันเท่าหนึ่ง ความคุ้มค่าด้วยเวลาอีกสามสิบปีข้างหน้ากับเงินที่จ่ายไป ตึกพอนานไปก็ต้องปรับปรุง ตกแต่งตึก รื้อโครงสร้างใหม่อยู่ดี ตอนนั้นต้นทุนก็อาจสูงมาก ถ้าการพัฒนาเมืองเปลี่ยน แต่เราอยู่ในทำเลที่ไม่มีศักยภาพอีกต่อไปแล้วและมูลค่าตก เราจะอยู่ไปทำไม จึงต้องมองหลายมุมทั้งเรื่องต้นทุน ทำเลที่สะดวกสบาย และการใช้ประโยชน์จริง มีหลายมุมมองที่บดบังความเข้าใจที่มีต่อ Leasehold ไปพอสมควร Leasehold เป็นเทรนด์ที่จะเติบโตอย่างแน่นอน อย่างน้อยถ้าทำเลใช่ขายต่อก็มีคนซื้อ

ธนพล ศิริธนชัย Country CEO เฟรเซอร์สประเทศไทยผู้พลิกวงการอสังหาฯ ไทยด้วย One Platform, บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ FPT
ธนพล ศิริธนชัย Country CEO เฟรเซอร์สประเทศไทยผู้พลิกวงการอสังหาฯ ไทยด้วย One Platform, บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ FPT

มีผู้วิจารณ์ว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นการเก็งกำไร แล้วการลงทุนของเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย เป็นแบบไหน

เนื่องจากแนวโน้มธุรกิจอสังหาฯ ทุกคนก็พร้อมที่จะเข้ามาทำกันหมด ขึ้นอยู่กับอยากเข้ามาทำกำไรสั้นหรืออยากเติบโตในระยะยาว ทางเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ มีแนวคิดการทำธุรกิจระยะยาวมากกว่า ซึ่งต้องมีศักยภาพและความแข็งแกร่งมากพอที่จะผ่านวิกฤตต่างๆ ไปได้ ผู้บริโภคเขาสามารถรู้ด้วยตัวเอง เพราะเวลาเขาซื้อต้องดูความน่าเชื่อถือของผู้พัฒนา ประสบการณ์ของลูกค้าเป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้จะสะท้อนเราเอง ถ้าเราทำได้ไม่ดี เราก็จะเห็นบางรายที่ยังยืนอยู่ได้ตั้งแต่ยังเด็กจนโต เราได้ยินชื่อมาโดยตลอด บางรายก็หายไป บางรายก็เกิดใหม่ ทุกคนล้วนอยากโตอย่างยั่งยืน สำคัญคือจะไปต่อได้แค่ไหน ถ้าธุรกิจมั่นคงแล้ว การกระจายความเสี่ยงจะเป็นสิ่งสำคัญต่อไป 

พื้นที่ Mixed-use อย่างสามย่านมิตรทาวน์มีจุดขายเรื่องการเชื่อมโยงกับชุมชน ทำไมต้องคำนึงเรื่องนี้

เป็นเทรนด์ของโลกและประเทศไทยในอนาคตนะครับ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องเชื่อมโยงโครงการเข้ากับชุมชน ไม่ได้คิดแต่ผลประโยชน์สูงสุดอย่างเดียว ซึ่งเป็นเรื่องท้าทาย ตอนเราทำสามย่านมิตรทาวน์ก็มีคนมาถามว่าจะไหวมั้ย ทำพื้นที่ด้านหน้าให้คนทั่วไปมาใช้ได้ตั้งเยอะ มีพื้นที่เปิดโล่งอีก มีโซนเปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง แถมมีพื้นที่ด้านบนให้คนมาเดินเล่นถ่ายรูปได้ฟรี สิ่งเหล่านี้เพราะเราให้ความสำคัญกับ Place Making คือการที่เรามีพื้นที่ให้คนในชุมชนนั้นๆ มาใช้ประโยชน์ได้ เป็นส่วนหนึ่งของสังคม อย่างที่สิงคโปร์มีแนวคิดนี้มานานแล้ว เป็นข้อบังคับเลยว่าจะพัฒนาโครงการได้ต้องมีพื้นที่ให้คนในชุมชนนั้นๆ มาใช้ได้กี่เปอร์เซ็นต์ 

ทำธุรกิจสมัยนี้ ใครๆ ก็พูดเรื่อง Agile คำนี้ในนิยามของคุณคืออะไร

เป็นคำที่ทุกคนพูดแต่ผมคิดว่าเราทำกันอยู่แล้ว นั่นคือการปรับตัวให้เร็ว ทั้งการทำงาน การแข่งขัน อย่างตลาดบ้านผมคิดว่าจะแข่งขันแรงขึ้นอีก พอทุกคนเห็นว่าเป็นไปได้ก็เลยหันมาทำกัน เราก็ต้องปรับกลยุทธ์อยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวนี้จะมาบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่หน้าที่ของตัวเองไม่ได้แล้ว ต้องช่วยกันทำ เราเปิดพื้นที่ให้ทุกคนต้องมาร่วมกัน ช่วยกันคิดว่าจะช่วยสนุบสนุนการทำงานกันอย่างไร ส่วนหลังบ้านก็ต้องดูว่าจะช่วยสนับสนุนธุรกิจอย่างไร ตอนนี้ออฟฟิศของเรามีคนรุ่นใหม่อยู่เยอะ ก็มีคนบ่นเหมือนกันว่าเริ่มปวดหัวกับเด็กจบใหม่หรือคนที่อายุยังไม่ถึงสามสิบ ผมว่าเราก็ต้องเรียนรู้ คนรุ่นใหม่เขาพูดในสิ่งที่เขาคิด เขากล้าแสดงความคิดเห็น ที่สำคัญคือเราเปิดใจรับฟังสิ่งที่เขาพูด สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้เขาแสดงออกหรือเปล่า อันนี้เป็นสิ่งที่ยากสำหรับคนรุ่นก่อนๆ แต่เราต้องพยายามปรับตัวเข้าหากัน ต้องพูดช้าลง ฟังขึ้น

จะทำอย่างไรให้คนรุ่นก่อนฟังคนรุ่นใหม่

เรื่องแบบนี้คนรุ่นก่อนต้องรู้ตัวเอง บางครั้งผมก็เป็นนะ บางทีอยากจะพูดเต็มที่ แต่ถ้าเราต้องทำงานกับคนเยอะๆ เราต้องฟังและทำความเข้าใจก่อนที่เราจะพูด สิ่งหนึ่งที่ต้องระวัง คือปัญหาของคนรุ่นผม พอฟังปุ๊บจะรู้ว่ามันมีอุปสรรคอะไร และเราก็จะรีบให้ข้อสรุปหรือชี้นำไปเลย ซึ่งไม่ควรทำ แต่เราเห็นแล้วก็อดไม่ได้จริงๆ ผมเลยเข้าใจแล้วว่าทำไมบางทีต้องแยกทีมคนรุ่นใหม่ออกไปทำ ไม่ต้องให้เรารู้ เพราะรู้แแล้วเราก็อดไม่ได้ที่จะพูด ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อาจจะต่างไปจากธุรกิจอื่นที่หันไปเน้นเรื่องนวัตกรรมใหม่ๆ ผมเชื่อว่าพื้นฐานของเรายังเป็นเรื่องการสร้างบ้าน การวางผังต่างๆ มันก็ยังต้องใช้ประสบการณ์ของคนรุ่นเก่าเข้ามาช่วยด้วย

ธนพล ศิริธนชัย Country CEO เฟรเซอร์สประเทศไทยผู้พลิกวงการอสังหาฯ ไทยด้วย One Platform, บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ FPT
ธนพล ศิริธนชัย Country CEO เฟรเซอร์สประเทศไทยผู้พลิกวงการอสังหาฯ ไทยด้วย One Platform, บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ FPT

Questions answered by Country CEO of Frasers Property (Thailand)

  1. สไตล์การทำงานเป็นอย่างไร

ก็ต้องไปถามน้องๆ พนักงานผมล่ะ (หัวเราะ) ผมคิดว่าผมไม่ดุ แต่บางคนประชุมกับผมกลับไปแล้วร้องไห้ก็มี เขาก็มองผมดุ ผมไม่ใช่คนที่ต่อว่าคนตรงๆ แต่อาจพูดให้เขาคิด เราเป็นยังไงก็ต้องให้คนรอบข้างสะท้อน ผมสนใจไปหมด ลงรายละเอียด ชอบการวางแผน อย่างของขวัญปีใหม่ ถ้าคุณซื้อไดอารี่ล่วงหน้าให้ผมจะชอบมาก เพราะผมวางแผนตารางชีวิตตัวเองล่วงหน้าเสมอ 

  1. ดูเหมือนเป็นคนไม่ชอบเสี่ยง (Risk Averse)

ก็คงแบบนั้น ผมชอบคิดหลายๆ มุม ให้มันครบ

  1. นอนวันละกี่ชั่วโมง

อย่างน้อยต้องนอนให้ได้หกชั่วโมงต่อวัน แต่จริงๆ ผมอยากนอนให้ได้แปดชั่วโมงนะ มันขึ้นกับว่านอนกี่โมง เพราะผมจะตื่นเวลาเดิมเสมอคือตีห้าครึ่ง เพื่อออกกำลังกายทุกเช้า ผมชอบวิ่งครับ 

  1. ชอบขนาดลงวิ่งมาราธอนเลยหรือเปล่า

ผมไปวิ่งมาราธอนมาแล้วห้าครั้งครับ นี่ถ้าไม่ติด COVID-19 ผมก็จะไปนะ มีคนบอกว่าคนที่ลงวิ่งฟูลมาราธอนไม่ใช่เพื่อสุขภาพแต่เพื่อความสะใจ อย่างถ้าคุณวิ่งได้เกินยี่สิบเอ็ดกิโลไปแล้ว มากกว่านั้นคือต้องใช้ความพยายาม ผมว่าเราต้องอดทนและมีวินัยอย่างมาก ต้องซ้อม วางแผนตั้งแต่ตื่นและทำอีกหลายเรื่อง ในต่างประเทศมีอาจารย์ที่สอนด้านการจัดการบอกกับลูกศิษย์ว่า จะเรียนจบวิชานี้ได้คุณต้องลงวิ่งมาราธอนให้ได้ เวลาเท่าไหร่ไม่เป็นไร แต่ต้องวิ่งให้ครบ คือถ้าเราตกลงที่จะวิ่ง เราจะกลับมาวางแผนเลยว่าต้องซ้อมอย่างไร ก่อนวันจริงจะนอนกี่โมง ตื่นกี่โมง จะกินอะไร ทำเหมือนเดิมไม่ได้เพราะเดี๋ยววิ่งไม่ไหว ต้องเตรียมน้ำ เกลือแร่อย่างไร เป็นตะคริวจะทำอย่างไร การวิ่งมาราธอนนี่ถือว่าดีมากเลย

  1. ปกติเลือกไม่กินข้าวเช้าหรือข้าวเย็น

มื้อเย็นนี่เลี่ยงยากที่สุด มื้อเช้าของผมหลังจากออกกำลังกายคือไข่สามฟอง น้ำผักหนึ่งแก้ว และกล้วยหนึ่งลูก กินอีกทีก็มื้อเที่ยง เมนูโปรดของผมคือ ข้าวเหนียวจิ้มไข่ดาว ทอดไข่ดาวกับกระทะร้อนๆ ให้ไข่แดงยังไม่สุกมาก แล้วเอาข้าวเหนียวจิ้มกินกับซอสถั่วเหลืองนี่สุดยอดเลย ผมเป็นเด็กต่างจังหวัดจากขอนแก่น เมนูนี้ผมกินมาตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ก็ไม่ค่อยเห็นคนกรุงเทพกินกันนะ

  1. ขับรถเองหรือมีคนขับรถ

ผมไม่ขับรถเพราะง่วงนอนบ่อย ผมนั่งรถอะไรก็ได้ขอให้มีคนขับให้ เวลาผมขึ้นรถทีไรนะจะง่วงนอน ขับรถเองก็กลัวหลับใน ให้คนอื่นขับดีกว่า

  1. สถานที่แรกที่อยากไปหลังจบวิกฤต COVID-19 คือที่ไหน

ชิคาโก สหรัฐอเมริกา ครับ ผมอยากไปวิ่งที่ชิคาโกมาราธอน จริงๆ ผมต้องไปล่ะแต่ก็เลื่อนเพราะติด COVID-19

  1. ชอบดูพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก

เอาจริงๆ ผมไม่ค่อยได้เห็นพระอาทิตย์เท่าไหร่ ปกติผมตื่นเช้าอยู่แล้วแต่ก็ไม่ได้มานั่งดูพระอาทิตย์ขึ้นนะ จะทำสมาธิ ออกจากบ้านมาถึงที่ทำงานก็เช้าแล้ว ผมว่าให้ดูตอนพระอาทิตย์ตกอาจจะมีเวลาดูมากกว่า

  1. คิดจะทำงานไปถึงเมื่อไหร่

ผมไม่คิดจะเกษียณนะ คือต้องถามว่าเกษียณคืออะไร ถ้าบอกว่าเป็นการหยุดทำงานแล้วไปทำกิจกรรมยามว่าง คุณคิดว่าจะสนุกกับมันได้นานแค่ไหน ดีไม่ดีสามเดือนคุณก็เบื่อแล้ว คือตอนนี้เราเป็นผู้บริหารมันก็ท้าทายแบบหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราก็อาจขยับไปเป็นกรรมการหรือทำงานให้องค์กรไม่แสวงผลกำไร ยังมีอะไรให้ทำอีกมาก ยิ่งเราไม่ทำงานสมองก็ยิ่งฝ่อ ตัวผมเองก็ไม่ได้เป็นคนมีงานอดิเรกขนาดนั้นด้วย 

  1. คุณเลี้ยงหมาหรือแมว

ไม่เลี้ยงเลย อย่างเด็กๆ เลี้ยงที่นอกบ้านเอาไว้เฝ้าบ้าน ไม่เคยเล่นกับมัน แมวก็มีมาป้วนเปี้ยนบ้าง แต่ไม่ได้เลี้ยงเลย ผมว่าดูแลคนนี่ก็เหนื่อยพอแล้ว (หัวเราะ)

  1. จริงหรือไม่ที่คนเราพออายุเยอะจะชอบต้นไม้

จริงหรอ ผมว่าไม่เกี่ยวกับแก่หรือไม่แก่นะ มนุษย์เราเวลาไปเจอพื้นที่สีเขียวหรือธรรมชาติก็ชอบกันหมดล่ะ เพียงแต่ว่าตอนหนุ่มสาวทำงานไม่ค่อยมีเวลาไปดู พอเกษียณหรือมีเวลามากขึ้นก็เลยอยู่บ้าน อยู่กับต้นไม้ ตอนนี้ผมก็ยังไม่ได้อินกับต้นไม้และยังสนุกกับการทำงานอยู่ครับ

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

จากวิกฤต COVID-19 ที่ผ่านมา เราเห็นธุรกิจเล็กใหญ่หันมาวางแผน Digital Transformation ให้กับองค์กร ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นอย่างการเปิดหน้าโซเชียลมีเดียของร้านค้า ไปจนถึงการติดตั้งระบบ Telemedicine ที่เปลี่ยนแปลงการทำงานของแพทย์ไปอย่างสิ้นเชิง

เงื่อนไข Work From Home ที่หลายบริษัทส่วนใหญ่ต้องเผชิญ เป็นตัวเร่งให้เห็นความสำคัญของเทคโนโลยีและระบบดิจิทัลมากขึ้น

ไม่ใช่แค่จะเอาเทคโนโลยีอะไรมาใช้

แต่จะทำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ

เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ไอบีเอ็ม ประเทศไทย ประกาศว่า คุณปฐมา จันทรักษ์ จะเข้ามารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ สร้างเสียงฮือฮาให้กับคนในวงการ เพราะเธอผู้นี้มาพร้อมประสบการณ์กว่า 20 ปีในบริษัท Microsoft ที่สหรัฐอเมริกา และเคยทำงานใกล้ชิดกับ 3 ผู้บริหารระดับโลกอย่าง บิล เกตส์ (Bill Gates), สตีฟ บัลเมอร์ (Steve Ballmer) และ สัตยา นาเดลลา (Satya Nadella)

สามแม่ทัพ IBM Thailand กับแนวคิดบริหารในการพาองค์กรก้าวสู่ Digital Transformation ได้สำเร็จ

เธอเข้ามาบริหารในยุคที่องค์กรต้องการการเปลี่ยนแปลง ไอบีเอ็ม ประเทศไทย ในวันนี้ให้บริการเรื่องดิจิทัลโซลูชันแก่องค์กรต่างๆ ที่ให้ความสำคัญกับ ‘คน’ และระบบนิเวศทั้งหมดซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีเป็นที่หนึ่ง เพราะเชื่อว่าต่อให้เทคโนโลยีล้ำสมัยแค่ไหน ถ้าไม่ตอบโจทย์ปัญหาของผู้ใช้ และผู้ใช้งานไม่ได้เติบโตไปพร้อมกันก็ไม่มีประโยชน์

 ไอบีเอ็มจึงจัดตั้งหน่วยงานใหม่ชื่อ Technology Group รับผิดชอบดูแลตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยมีฝ่าย Technical Community เข้าไปทำงานกับคนในองค์กรลูกค้า ทำความเข้าใจถึงปัญหาที่แท้จริงของลูกค้า สอนการใช้งาน และทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกรักเทคโนโลยีในที่สุด

คุณปฐมาไม่ได้มาคนเดียว เธอนั่งตรงข้ามเราพร้อม คุณสุรฤทธิ์ วูวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ดูแล Technology Group ที่เติบโตในไอบีเอ็มมาเกือบ 25 ปี และ คุณรัชนีกร เทวอักษร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่าย Technical Community ผู้ผันตัวจากการเป็นลูกค้ามาเป็นพนักงานในองค์กรเมื่อ 15 ปีก่อน

สำหรับเธอ ผู้นำที่ดีต้องกล้าเลือกผู้นำคนอื่นๆ เข้ามาทำงานที่เขาถนัด เชี่ยวชาญ และมีความสนใจอย่างแรงกล้า ผู้นำที่ดีต้องพร้อมปรับตัวกับโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ผู้นำที่ดีต้องพร้อมลองผิดถูก ยินดีเรียนรู้แก้ไขทันทีจากสิ่งนั้น และเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำอยู่เสมอ

วันนี้ ไอบีเอ็ม ประเทศไทย บริหารองค์กรแบบแม่ทัพหลายคน เพราะเชื่อว่าองค์กรไม่มีทางขับเคลื่อนไปข้างหน้า ถ้าเวทีข้างในยังตกเป็นของคนแค่คนเดียว

สามแม่ทัพ IBM Thailand กับแนวคิดบริหารในการพาองค์กรก้าวสู่ Digital Transformation ได้สำเร็จ

เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยอะไรในธุรกิจ

ปฐมา : เทคโนโลยีจะเข้าไปช่วยสามอย่าง อย่างแรกคือ ช่วยลดต้นทุน ด้วยสถานการณ์และวิกฤตที่เกิดขึ้น หลายๆ โรงงานปิด หลายๆ โรงงานมีการเลย์ออฟพนักงาน ถ้าเทคโนโลยีไม่สามารถลดต้นทุนได้ก็เก็บไว้ก่อน ยังไม่ต้องลงทุน 

ข้อที่สอง เทคโนโลยีควรช่วยให้ธุรกิจแข่งขันในตลาดได้ นั่นหมายความว่าจะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น อะไรที่แต่ก่อนใช้คนก็เปลี่ยนมาใช้ระบบอัตโนมัติ แล้วให้คนไปทำสิ่งที่ท้าทายขึ้น

ข้อที่สาม ความปลอดภัยทางโลกไซเบอร์ วันนี้อาชญากรมาในหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการเรียกค่าไถ่ข้อมูลสำคัญขององค์กร องค์กรจึงต้องป้องกันก่อนเกิดเหตุ

สามข้อนี้คือปัญหาที่เชื่อว่าทุกองค์กรเจอเหมือนกัน บางองค์กรเจอข้อแรก บางองค์กรเจอข้อสอง บางองค์กรเจอข้อสาม แล้วเราก็เลือกเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์สิ่งเหล่านั้น

ถ้าถามแทนเจ้าของกิจการ เราจะรู้ได้ยังไงว่าธุรกิจเราต้องการเทคโนโลยี

ปฐมา : เริ่มต้นที่มุมมองของลูกค้า ส่วนใหญ่คนล้มเหลวเพราะใช้ระบบ Technology-centric จริงๆ แล้วมันควรจะเป็น Customer-centric เราเริ่มต้นทุกอย่างที่ Pain เอาลูกค้าเป็นตัวตั้ง แล้วบอกได้ว่ากระบวนการไหนเป็น Pain ของลูกค้า

อย่างที่สอง ถ้าคุณต้องการขยายธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่น กรมศุลกากร คุณใช้คนสามร้อยคนตั้งแต่เรือมาจอดเทียบท่าจนถึงพัสดุออกมา การสเกลด้วยการเพิ่มคนขึ้นเรื่อยๆ อาจไม่ใช่คำตอบ คุณจึงต้องนำเทคโนโลยีเข้ามา

และสาม ถ้าคุณต้องเจอกับกฎต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในธุรกิจ Financial หรือ Banking หากทุกอย่างไม่สามารถตรวจสอบได้ คุณจบเลยนะ เทคโนโลยีช่วยสร้างให้เกิดความโปร่งใส ความแม่นยำ ลดความผิดพลาด 

นี่คือสามข้อหลักๆ ที่หากคุณเป็นเจ้าของกิจการและต้องการเอาเทคโนโลยีมาใช้ ให้ดูตรงนี้ก่อน

รัชนีกร : เรามีเครื่องมือช่วยลูกค้า ทดสอบก่อนเลยว่า Business Process มีปัญหาหรือเปล่า แล้วมีปัญหาค้างอยู่ตรงไหน สมมติเราส่งเอกสารไปให้อนุมัติ รอคนคนนี้อยู่สองวันเพราะงานล้นมือ ซึ่งเป็นงานเอกสารแพตเทิร์นเดิมๆ ออโตเมชันจะเข้าไปแก้ได้ ลดจากเวลาเป็นวันเหลือหลักวินาที เมื่อแก้ได้แล้วแน่นอนว่าต้นทุนลดลง คนไม่ต้องเสียเวลากับงานแอดมินที่กินเวลา สามารถนำคนคนนี้ไปเรียนรู้สกิลล์ใหม่ๆ เพื่อพัฒนาธุรกิจต่อไปได้

สุรฤทธิ์ : หรือเคสที่เพิ่งเจอวันนี้เป็นธนาคาร ถ้าลองมอง Customer’s Journey ทั้งหมดจะพบว่า เรื่องง่ายๆ อย่างขั้นตอนเปิดบัญชี จะยืนยันตัวตนยังไง ต้องมีสมุดบัญชีไหม ต้องไปสาขาหรือเปล่า แม้จะมีเทคโนโลยีที่ดูทันสมัย แต่ลูกค้าก็ยังเจอขั้นตอนเดิมๆ อยู่ ถ้าจะพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้าให้ดีขึ้น เราแก้ที่ระบบดิจิทัลอย่างเดียวไม่ได้ ต้องไปดูการออกแบบขั้นตอนต่างๆ ด้วย จะปรับขั้นตอนไหนยังไง ตรงไหนที่มีการทำงานซ้ำๆ เกิดความผิดพลาดเพราะใช้คนทำงานอยู่ ก็อาจเอาระบบ RPA (Robotic Process Automation) เข้ามาช่วยเสริม อย่างการที่พนักงานต้องเปิดสองหน้าจอเพื่อเอาข้อมูลจากจอหนึ่ง ไปคีย์ใส่อีกจอหนึ่ง แล้วมาคีย์ผลลัพธ์อีกทีหนึ่ง พอใช้ออโตเมชันก็ช่วยลดขั้นตอน ทำให้การประมวลผลเร็วขึ้น ถูกต้องแม่นยำมากขึ้น และตรวจสอบได้ด้วย มันคือการเอาปัญหาของ End User หรือลูกค้าเป็นที่ตั้ง

สิ่งที่ผู้บริหารยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีไปใช้ในองค์กรคืออะไร

ปฐมา : การคิดว่าเทคโนโลยีจะแก้ไขปัญหาทุกอย่างที่มีได้ วันนี้พิสูจน์แล้วว่าเทคโนโลยีเป็นแค่ Enabler สิ่งที่เราพยายามจะทำคือ กลับไปอยู่จุดที่เป็น Pain Point ของลูกค้าก่อน ตัวเทคโนโลยีลูกค้าเลือกใครก็ได้ ใกล้เคียงหรือเทียบเท่า แต่สิ่งที่ไอบีเอ็มมีวันนี้ คือทัพด้านในที่จะตอบโจทย์ และบอกปัญหาของลูกค้าได้ อย่างเคสที่โด่งดังไปทั่วโลกของแบงก์ชาติ แต่ก่อนเวลาคนไทยจะซื้อพันธบัตรรัฐบาล กว่าจะไปแบงค์หนึ่ง กว่าจะซื้อ กว่าจะได้รับการยืนยันว่าซื้อได้ ได้แล้วได้จำนวนเท่าไหร่ กลับไปเช็กอีกที เบ็ดเสร็จทั้งหมดใช้เวลาสิบห้าวัน มาวันนี้ห้าหมื่นล้านใบขายได้หมดภายในสองสัปดาห์ ได้พันธบัตรภายในสองวัน เพราะเอาขึ้นมาบน Blockchain ถามว่าแต่ละธุรกิจจะเอาเทคโนโลยีอะไรมาซัพพอร์ต ต้องกลับไปที่จุดแรกก่อนว่า Pain คืออะไร

Pain ของแบงก์ชาติคือ หนึ่ง ความซ้ำซ้อนในกระบวนการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สอง แน่นอนตรงนี้กลายเป็นต้นทุน สาม ไม่สามารถซื้อพันธบัตรเต็มสิทธิ์จากแบงค์เดียว ซึ่งเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ สามารถตรวจสอบได้ คือ Blockchain

คุณต้องเลือกเทคโนโลยีให้ถูก ไม่ใช่เริ่มจากบอกว่า วันนี้จะใช้ Cloud จิ้มเลย เอาอันนี้ที่เคยได้ยินคุ้นเคย ซึ่งเราจะไม่บอกลูกค้าให้ไป Cloud แต่จะบอกให้ไป Hybrid Cloud มีเหตุผลนะ สมมติวันนี้ลูกค้าเลือก Cloud ถ้าคุณใช้งานถ่ายรูปเก็บไว้ในนั้น โอเค แต่ถ้าเป็นรายการทางธุรกิจที่ต้องเอาขึ้นแล้วก็เอาลงมา มันมีค่าใช้จ่ายที่เราไม่รู้ตอนแรก ยิ่งถ้ามีเยอะๆ และต้องเอาข้อมูลขึ้นลง Cloud ตลอดเวลา ไม่คุ้มหรอกค่ะ คนที่บอกว่าไป Cloud แล้วถูก เร็ว ไม่จริงอย่างนั้นเสมอไป สุดท้ายโดนล็อกอิน มีค่าใช้จ่ายซ่อนเร้น ย้ายก็ไม่ได้ แถมแพงกว่าเดิม 

สุรฤทธิ์ : สุดท้ายต้องกลับมาเป็นแบบ Hybrid คือข้อมูลสำคัญ Core Applications เก็บอยู่ในองค์กร ประมวลผลในองค์กร ส่วนไหนที่ต้องใช้ AI, Blockchain หรือ Edge ก็เชื่อมขึ้น Cloud ขึ้นไปใช้ Solution บนนั้น ใช้ Open Source หรือมี Cloud เฉพาะสำหรับอุตสาหกรรม ออกแบบมาเฉพาะสำหรับกลุ่มที่มี Regulations กำกับอยู่ อย่างธนาคาร ประกัน วันนี้ต้องมี Cloud Satellite เชื่อมระบบในองค์กรกับ Cloud แบบไร้รอยต่อ เชื่อมทุกยี่ห้อทุกค่าย ผู้ใช้มีเสรีที่จะใช้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตนเอง

หรือการเลือกใช้ AI ก็มีหลายค่าย แต่ก่อนเลือก ต้องดูก่อนว่าจะเอามาใช้ทำอะไร วันนี้เอไอพัฒนามาถึงจุดที่อภิปรายกับคนได้ หรือเป็นเอไอที่ฟังเสียงเครื่องจักรแล้วบอกได้ว่าเครื่องมีปัญหาหรือไม่ เป็นเสียงที่หูคนธรรมดาไม่ได้ยิน นี่คือการนำเทคโนโลยีมาใช้แก้ปัญหาจริงๆ แต่วันนี้คนไม่ได้มองตรงนั้น คนมองว่าจะเลือกเทคโนโลยีที่ถูก จะเอาเข้ามาช่วยงาน 

Mindset ของผู้บริหารที่จะพาองค์กรผ่าน Digital Transformation สำเร็จต้องเป็นแบบไหน

ปฐมา : เทคโนโลยีมันไปไกลกว่าเราเยอะแล้ว หากคนในองค์กรยังมี Mindset เดิมๆ และไม่ยอมเปลี่ยน ก็ขยับต่อไปไม่ได้เหมือนกัน

เวลานำเทคโนโลยีเข้าไปใช้ในธุรกิจ สิ่งแรกที่คนกลัวคือ กลัวจะถูกแทนที่ พอทราบว่าตัวเองจะต้องอยู่กับมัน สิ่งที่กลัวเป็นอย่างที่สองคือ กลัวใช้ไม่เป็น คนส่วนใหญ่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เป็นธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้ว ถ้าใครชอบการเปลี่ยนแปลง มาคุยกับพี่ (หัวเราะ)

งานที่ทำมาตลอดทำให้คนมี Comfort Zone ทำสบายๆ อยู่แล้ว ทำได้เรื่อยๆ และอย่างสุดท้าย กลัวความล้มเหลว มีสามเรื่อง ถ้ามีความคิดแบบนี้ในองค์กร การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย มันยากกว่าการเอาเทคโนโลยีไปปรับใช้ในองค์กรอีกนะ

สิ่งที่ผู้นำต้องทำคือ คุณต้องทำให้คนในองค์กรเข้าใจก่อนว่าเราเปลี่ยนเพื่ออะไร มันย้อนกลับไปการแก้ไขปัญหาสามข้อที่บอกไปตั้งแต่แรก ถ้าใช้เพื่อลดต้นทุน องค์กรอยู่ได้ คุณก็อยู่ได้ ถ้าทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น งานคุณก็สบายขึ้น

คนที่อยู่ในองค์กรต้องพร้อมที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กร งานที่ต้องทำซ้ำๆ ก็ปล่อยให้เทคโนโลยีทำไป คนสามารถคิดได้แอดวานซ์กว่านั้น การที่องค์กรรับเทคโนโลยีเข้าไปแล้วเป็น Technolody-centric ก็เป็นปัญหาอยู่แล้ว แต่การที่คนข้างในไม่สามารถเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงาน โดยตอบรับเทคโนโลยีมาปรับใช้ อันนี้น่ากลัวกว่า เพราะฉะนั้น ทั้งคนและเทคโนโลยีต้องไปด้วยกัน โจทย์ใหญ่คือทำยังไงให้คนชอบเทคโนโลยีที่จะนำไปใช้ และจะดีมากถ้าเป็นเทคโนโลยีของไอบีเอ็ม (หัวเราะ)

รัชนีกร : ผู้บริหารส่วนใหญ่อยากนำเทคโนโลยีเข้าไปใช้อยู่แล้ว แต่พอไปคุยกับทีมมักมีกระแสต่อต้าน การ Transformation ของ IT มีคนมาเกี่ยวเสมอ เราเองเวลาเข้าไปคุยกับลูกค้าก็ต้องทำให้เขาสบายใจ เชื่อใจ และเราต้องคุยกับผู้บริหารด้วยว่า เวลาไปอธิบายทีมต้องบอกว่านี่จะไม่ได้เอามาแทนที่ แต่เอามาช่วย

เวลาเราคุยกับเขา จะบอกว่า พี่ครับ ถ้าเอาสิ่งนี้มาช่วยขั้นตอนตรงนี้ งานพี่จะเสร็จไวขึ้น พี่อาจจะได้กลับบ้านเร็วขึ้น ยิ่งถ้าเอาไปให้ทดลองเขาจะเห็นเลยว่า ปกติที่งานนี้มันลำบาก ใช้เวลาพิมพ์เป็นชั่วโมงๆ มาตอนนี้คลิกดูรีพอร์ต เขาไปแนะนำเจ้านายได้ว่า จากรีพอร์ตที่แสดงให้เห็นว่าสินค้าตัวนี้ขายดี เราควรทำอย่างนี้ต่อไป หรืออันนี้ขายไม่ดีก็สั่งน้อยลงไหม มันเป็น New Way of Working หลายคนคิดว่าตัวเองเป็นทาสเทคโนโลยี จริงๆ เทคโนโลยีทำงานให้เรา

ยังไงคนก็จะยังสำคัญอยู่

ปฐมา : คนยังสำคัญอยู่

อีก 50 ปีคนก็จะสำคัญอยู่

ปฐมา : ยังไงคนก็สำคัญมาก คนมีความคิดสร้างสรรค์ที่เทคโนโลยียังไม่สามารถแทนที่ได้ เทคโนโลยีมาลดสิ่งที่เป็นอคติ ชัดเจน โปร่งใส่ เทคโนโลยีไม่บอกว่า “ฉันรู้จักคนนี้ เพราะฉะนั้น ฉันจะให้คนนี้ก่อน” ไม่มีการลัดคิว แต่เรื่องสร้างสรรค์ เรื่องการตัดสินใจที่มีวัฒนธรรมและสถานการณ์ต่างๆ เข้ามา เรายังต้องใช้คนอยู่

จะเห็นได้ว่า เทรนด์การซื้อของออนไลน์เพิ่มขึ้นๆ แต่คุณก็ยังชอบมีคนคอยบริการ เข้าไปในร้านปุ๊บ เขารู้เลยว่าคุณชอบอะไร ไม่ว่าจะเป็นองค์กรไหนที่มี E-commerce สุดท้ายแล้วเขาก็มีหน้าร้านขายปลีก Alibaba ก็ไปซื้อร้านออฟไลน์ Amazon ก็ไปซื้อร้านขายของชำ ทุกคนอยากมี Human Touch ทั้งนั้น

ถ้าใครบอกว่าเทคโนโลยีจะมาแทนที่มนุษย์ อีกนานค่ะ คนยังชอบการติดต่อสื่อสาร แต่เราจะเลือกเอาเทคโนโลยีมาใช้ร่วมกับคนยังไงเท่านั้นเอง

สถานการณ์ COVID-19 ที่ผ่านมา ส่งผลต่อการนำเทคโนโลยีมาใช้ในธุรกิจอย่างไรบ้าง

ปฐมา : วิกฤตนี้ช่วยเร่งให้องค์เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น เรื่อง Digital Transformation เราพูดกันมานานแล้วสามถึงสี่ปีได้ ที่บอกว่า You can work from anywhere. ก็พูดกันมานานแล้ว แต่พอมันเกิดเหตุการณ์จริงๆ วันที่ทุกคนต้องทำงานจากบ้านร้อยเปอร์เซ็นต์ สิ่งแรกที่ต้องถามคือ ระบบที่องค์กรมีมันรองรับกับการทำงานรูปแบบนี้หรือเปล่า แล้วถ้าทุกคนเข้าถึงข้อมูลบริษัทจากที่ไหนก็ได้ ระบบเราปลอดภัยพอไหม

ข้อสอง แล้วพนักงานที่ทำงานจากบ้านมีประสิทธิภาพหรือเปล่า แต่ก่อนเคยเห็นหน้ากันแบบนี้ คุยกันจบ วันนี้ไม่เห็นหน้า ถ้าเป็นเมื่อก่อนคนรุ่นใหม่จะชอบ Co-working Space วันนี้ไม่รู้จะ Co กับใคร เราจะทำยังไงให้เขาคุยกันได้ง่ายๆ ให้การทำงานเป็นทีมร่วมกันง่ายมากขึ้น ข้อสาม ทำยังไงให้เขาบริการลูกค้าได้โดยไม่มีความเสี่ยง ทุกอย่างต้องเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยหมดเลย เราไม่สามารถให้พนักงานออกไปพบลูกค้าอย่างปกติแล้วเสี่ยงติดเชื้อกลับมา 

หรืออย่างในวงการแพทย์ วันนี้คุณใช้เทคโนโลยีติดต่อสื่อสารผ่าน Telemedicine มีข้อมูลหลังบ้านที่ให้หมอทำงานง่ายขึ้น อย่างตอนนี้เราร่วมกับ INET เอา AI ไปช่วยรังสีแพทย์อ่านฟิล์มเอ็กซเรย์ปอดว่ามีปัญหาไหม ปวดบวม ปอดรั่ว ปอดติดเชื้อ หรือแม้แต่การตรวจสอบอาการเริ่มต้นของโรค COVID-19 ก็ยังได้ แต่สุดท้าย คนที่ฟันธงก็คือคุณหมอจริงๆ เพียงแต่เทคโนโลยีเหล่านั้นเข้ามาช่วยหมอที่อาจจะขาดแคลนอยู่แล้ว ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นให้หมอได้  

ในบ้านเรา ถ้าคุณหมอในต่างจังหวัดหรือเขตรอบนอกต้องส่งคนไข้มาหาหมอที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษในเมืองจะลำบากแค่ไหน วันนี้เราเอาเทคโนโลยีเข้าไปตอบโจทย์ ตอบโจทย์อะไรบ้าง หนึ่ง อำนวยความสะดวกให้คนไข้ จากที่ต้องรอส่งฟิล์มเอกซเรย์เข้ามาตรวจสอบที่โรงพยาบาลใหญ่สองอาทิตย์ ตอนนี้ AI สแกนทีเดียว รู้ผลได้ในไม่กี่วินาที สอง ทำให้คุณหมอตรวจคนไข้ได้มากขึ้น จากปกติตรวจได้ไม่กี่เคสต่อวัน และสาม เทคโนโลยีเข้ามาเป็น Enabler ให้ข้อมูลรอบด้าน ช่วยให้คุณหมอรักษาคนไข้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำงานได้อย่างรวดเร็ว

มันคือ New Way of Working

ในฐานะผู้บริหาร คุณเรียนรู้อะไรจากวิกฤตที่ผ่านมา

ปฐมา : ทุกองค์กรต้องเตรียมความพร้อมเสมอ เพราะเราไม่ทราบหรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้น เรามักพูดอยู่อย่างหนึ่ง ‘Don’t waste a good crisis.’ เวลาเกิดสถานการณ์แบบนี้ เราอาจจะพูดกันมานานแล้วเรื่องเตรียมความพร้อม วันนี้ได้ทำ เราพูดมานานเรื่องการเรียนหนังสือออนไลน์ วันนี้ก็ได้ทำ ทีมของเราบางคนลูกต้องเรียนออนไลน์ ไหนๆ ก็ต้องเรียนผ่านออนไลน์อยู่แล้ว เขาจ้างครูที่อินเดียที่เก่งเลขมาสอนเลย

คำว่าโลกไร้พรมแดนใช้ได้จริงๆ แล้วตอนนี้ ทุกองค์กรต้องเตรียมความพร้อมและมองไปข้างหน้าตลอดเวลา คุณหยุดไม่ได้ เพราะถ้าคุณหยุด คนอื่นก็แซงคุณ 

ถ้าวันนี้ ธุรกิจของเรายังปรับให้คนทำงานอย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้ คนทำงานยังอยู่ในคุ้นเคยกับวิธีการทำงานเก่าๆ วิธีคิดแบบเดิม ประเทศข้างบ้านเราเขาพูดได้หลายภาษา คนของเขาใช้เทคโนโลยีเก่งเหมือนดีดนิ้ว สุดท้ายลูกค้าก็ไปที่โน่น

แม้ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จะอยู่มานาน 69 ปี เราก็ต้องปรับ เราต้องปรับวิธีการขาย เราต้องปรับวิธีการให้บริการลูกค้า ถ้าไม่เปลี่ยน เราก็อยู่ไม่ได้

เวลาคุณเลือกคนมาทำหน้าที่เป็นผู้นำ ดูจากอะไรบ้าง

ปฐมา : ผู้นำที่ดีต้องมีคุณสมบัติสามข้อ ข้อแรกคือ ปรับเปลี่ยนได้ไว (Agile) ตื่นเช้าขึ้นมาไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง แต่เราต้องพร้อม เราต้องพร้อมที่จะบอกว่าวันนี้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปแล้ว เราต้องพร้อมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นและเข้ามา 

ข้อสองคือ You know who to choose to lead. เราเลือกคนให้มาเป็นผู้นำจากจุดแข็งของเขา และข้อสาม พร้อมที่จะลองผิดลองถูก ไม่ใช่เฉพาะตัวเองคนเดียว แต่ทุกคนในทีมต้องพร้อมเรียนรู้จากความผิดพลาด คุณสุรฤทธิ์และคุณรัชนีกรคือคนที่บอกว่า ไม่เป็นไร ลองดู ผิดพลาดเป็นครูและกลับขึ้นมาใหม่ เราทำงานแบบเดิมไม่ได้แล้ว จะสั่งงานไปแล้วรีวิวกลับมาไม่ได้ โลกมันไปข้างหน้าแล้ว 

เวลาเจอสถานการณ์คับขัน ผู้นำที่โดดเด่นจะเกิดขึ้นมาเสมอ วันนี้เลือกคุณสุรฤทธิ์มาบริหารทีมที่ไม่เคยมีมาก่อนเพราะความเชื่อมั่น ถ้าเราบอกว่าเป้าหมายขององค์กรในวันนี้คืออะไร คนคนนี้คือผู้นำที่พร้อมจะกระโดดและทุ่มเทไปด้วยกัน ถามว่าทำไมคุณรัชนีกรมาอยู่ตรงนี้ เขาคือคนที่ต้องไปสร้างคอมมูนิตี้ต่อ คนที่พูดภาษาเดียวกับลูกค้า และมีความเข้าใจผู้คน

คุณปลูกฝังวัฒนธรรม ‘พร้อมลองผิดลองถูก’ ในทีมยังไง

ปฐมา : เมื่อก่อนคนกลัวความผิดพลาด แต่วัฒนธรรมของไอบีเอ็ม ประเทศไทย วันนี้ You can make mistakes. แต่ต้องเรียนรู้จากมัน และคราวหน้าต้องไม่ผิดอีก เราต้องกระตุ้นให้เขาคิด ให้เขาทำ ให้เขาเฟล แล้วค่อยเรียนรู้ เฟลบ่อย แต่เขาเรียน และทุกครั้งที่เขาเรียนคือ การที่ลูกค้าหรือคู่ค้าได้ประโยชน์ ถ้าเรามองแบบนั้น การขับเคลื่อนในองค์กรก็จะเป็นแบบนั้น และคนในองค์กรก็จะคิดแบบเดียวกัน

สามแม่ทัพ IBM Thailand กับแนวคิดบริหารในการพาองค์กรก้าวสู่ Digital Transformation ได้สำเร็จ

เวลาทีมทำอะไรผิดพลาด คุณจะถามอะไรเป็นอันดับแรก

ปฐมา : ปกติเวลามีความผิดพลาดเกิดขึ้น เราจะมีประชุมที่เรียกว่า Post Mortem เราจะถามว่า เรียนรู้อะไรบ้าง แล้วถ้ามองย้อนกลับไปคุณจะป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นยังไง

ในองค์กรทุกคนมุ่งแต่ไปข้างหน้าอย่างเดียวจนลืมย้อนมองกลับมาข้างหลัง การทำงานของเราจึงมีการย้อนดูตลอดเวลา แต่ไม่ใช่จมอยู่กับอดีตจนไปต่อไม่ได้ แต่มองกลับไปเพื่อเรียนรู้ ถ้าเราทำดีแล้ว จะทำยังไงให้ดีขึ้น ถ้าเราผิดพลาด เราเรียนรู้อะไรจากมัน หลายครั้งเราลืมเพราะยุ่งมากจนไม่มีเวลากลับมาดูว่ามีอะไรบ้างที่เราปรับปรุง แก้ไข เปลี่ยนแปลง เพื่อที่จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น เราใช้คำว่า ‘ดีขึ้น’ ทุกครั้งที่ทีมเกิดการเรียนรู้ เกิดการทำงานร่วมกัน มีวัฒนธรรมที่ฟังกันมากขึ้น ไม่ใช่ฟังเราคนเดียว แต่เราต้องฟังซึ่งกันและกัน 

การทำงานจะครบถ้วนได้วิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดประกอบด้วย 3 Ds เราต้องมีการ Discuss (หารือ) เราต้องมีการ Debate (โต้เถียง) และ Decide (ตัดสินใจ) ร่วมกัน เราต้องคุยกัน เปิดใจ ถ้าไม่ชอบบอกตรงนี้เลย ไม่ชอบเพราะอะไร หรือมีตรงไหนที่ปรับปรุงได้ หลังจากที่ตัดสินใจร่วมกันแล้ว ถ้าพลาดคือทั้งทีม และจะไม่มีการชี้นิ้วหาคนผิดหลังจากนั้น 

คุณผ่านการทำงานกับผู้บริหารระดับโลกจากตอนทำงานอยู่ Microsoft หลายคน แนวทางในการทำงานที่เอามาปรับใช้กับทีมของตัวเองคืออะไร

ปฐมา : วันนี้เรามักจะบอกทีมว่า เราไม่มีเวลาที่จะมาคิดอะไรนานๆ อีกแล้ว โลกมันขับเคลื่อนไปข้างหน้าเยอะมาก ตอนที่เราเข้ามาทำงานที่นี่ ซีอีโอของเราเป็นผู้หญิงด้วยนะคะ (ยิ้ม)

เราเรียนรู้จาก Top Leaders มีห้าคนที่เป็น Role Model ตั้งแต่ บิล เกตส์, สตีฟ บัลเมอร์ และสัตยา นาเดลลา อันนั้นคือโลกแรกของเรา ถัดมาคือช่วงของ จินนี โรเม็ตตี (Ginni Rometty) อดีตซีอีโอของ IBM และ อาร์วินด์ กฤษณะ (Arvind Krishna) เป็นซีอีโอคนปัจจุบันด้วย สิ่งหนึ่งที่ผู้นำเหล่านี้มีเหมือนกันคือ Conviction หรือความเชื่อมั่น เขาสอนให้เห็นว่าทุกครั้งที่จะขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า เขาเชื่อในสิ่งที่เขาทำ

วันที่จินนีตัดสินใจซื้อบริษัท Red Hat แพงมากนะ ทุกคนถามว่าคุ้มไหม แต่เขาเชื่อมั่น เขาเห็นโอกาสที่ไอบีเอ็มจะขึ้นนำตลาด Hybrid Cloud มูลค่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ Hybrid Cloud เป็นเส้นทางที่องค์กรส่วนใหญ่ต้องเลือกในที่สุดเพราะสร้างคุณค่าเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า เขาเชื่อมั่นว่าเราจะเป็นเบอร์หนึ่งด้าน Hybrid Cloud และ AI

ข้อที่สอง ผู้นำเหล่านี้มองว่าการแข่งขันทำให้ธุรกิจขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ วันนี้ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ความร่วมมือต่างๆ เกิดขึ้น เราอาจจะแข่งกันในบางเวที เช่นเดียวกัน เราก็สร้างพันธมิตรได้ อย่างไอบีเอ็มยุคนี้ เราไปจับมือกับคู่ค้าหรือแนวร่วมเยอะมาก Ecosystem สำคัญที่สุดในยุคนี้

ข้อที่สาม ข้อนี้คิดให้สดๆ (หัวเราะ) ทั้งห้าลีดเดอร์ เขาพร้อมที่จะเลือกผู้นำเข้ามานำทีม ใครเหมาะที่จะมาทำตรงไหน เราพร้อมที่จะเปลี่ยน ลองนึกภาพว่าวันนี้ทุกอย่างถูกถ่ายทอดลงมา เขากล้ามากที่จ้างตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ที่เป็นคนนอกอย่างเรา แต่เขาเลือกคนที่พร้อมจะเข้ามาทำงาน ในร้อยเก้าปี ไอบีเอ็มผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ เช่นเดียวกัน เขาพร้อมที่จะสละตำแหน่ง จินนีส่งไม้ต่อให้อาร์วินด์ หรือบิลซึ่งเป็นคนก่อตั้ง ก็ส่งต่อให้สตีฟ สตีฟบอกว่าวันนี้ต้องส่งต่อให้สัตยาแล้ว ทุกคนเลือก The right leader at the right time. และข้อสำคัญ เราต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมรอบข้าง

เราอาจจะไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่เราโชคดีที่ได้มีโอกาสเรียนรู้ มี Role Model

มันไม่ใช่เวทีสำหรับคนคนเดียวอีกต่อไป

ปฐมา :  ผู้นำต้องหาคนให้ถูก ให้งานคนให้เป็น เราอยู่ในวงการไอทีมาสามสิบกว่าปี จากที่เคยเห็นผ่าน Global Lens วันนี้กลับมาประเทศไทยหลังจากไม่ได้อยู่นานยี่สิบกว่าปี แม้จะไม่ได้คุ้นเคยกับชีวิต ไม่ได้อยู่ไอบีเอ็มมาสิบห้าหรือยี่สิบห้าปี แต่มุมมองที่เรานำเข้ามาคือ Lead by Example เราต้องการวัฒนธรรมที่ทีมจะลุกขึ้นมาแล้วบอกว่า “ไม่เห็นด้วยกับพี่เจี๊ยบนะ” เรื่องนี้สำคัญมากๆ เพราะองค์กรที่ผู้นำถูกอย่างเดียวมันไปข้างหน้าไม่ได้หรอก เราไม่ต้องการผู้ตาม เราต้องการผู้นำ เพราะฉะนั้น คนคนนั้นจะต้องนำ

เราให้โอกาสคนที่จะโตโดยดูจากความสนใจและความสามารถ หน้าที่ของเราคือบอกว่าต้องเปลี่ยนอะไร (What) ทำไมถึงต้องเปลี่ยน (Why) หน้าที่ผู้นำอย่างสองคนนี้และทีมคือหาวิธีการ (How) และเราจะไม่ไปชี้นำ How ของเขา คุณสุรฤทธิ์หรือคุณรัชนีกรมีประชุมกับทีม เราไม่เคยไปนั่งควบคุม เรามอบอำนาจให้เขาแล้ว และนั่นคือเวทีของเขา

ดังนั้น แม่ทัพทางเทคโนโลยีจริงๆ คือสองคนนี้ เราเป็นแค่หางเสือที่จะคอยบอกว่าเขาไปถูกแนวทางหรือเปล่า คนที่เป็นแม่ทัพจริงๆ จะต้องบอกได้ว่าเขาจะพาทีมไปสู่จุดนั้นอย่างไร องค์กรมีแม่ทัพได้หลายคนนะ ไม่ใช่ One man / Woman Show อีกต่อไป

Questions Answered by Leaders of IBM Thailand

1. แอปพลิเคชันที่ใช้บ่อยที่สุดตอนนี้คืออะไร

ปฐมา : Slack พออยู่ในองค์กร เครื่องมือที่ใช้ต้องมีความปลอดภัย เพราะข้อมูลที่จะโพสต์บางครั้ง Confidential มีความสำคัญ

สุรฤทธิ์ : Webex เป็นแอปฯ ประชุมทางไกลที่ปลอดภัยมาก 

รัชนีกร : Clubhouse ชอบเพราะมีการถกเถียงเยอะ ชอบฟังเรื่องทิศทางของเทคโนโลยีต่างๆ 

2. เทคโนโลยีในโลกที่ตื่นเต้นที่สุดที่ได้เห็นคืออะไร

ปฐมา : Blockchain เพราะมันมาแก้ปัญหาโลกแตกหลายอย่าง โปร่งใส ตรวจสอบได้ แต่ก่อนคนรู้จักเทคโนโลยีนี้จาก Cryptocurrency แต่วันนี้สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือ มีการนำ Blockchain มาใช้ในธุรกรรม แบงก์ชาติเอามาซื้อขายพันธบัตร มีการใช้แทนหนังสือค้ำประกัน หรือใช้ในการขนส่ง Supply Chain การทำพาสปอร์ตวัคซีน

สุรฤทธิ์ : Quantum Computing ตอนนี้ IBM Research เอา Quantum Physics มาอยู่บน Cloud ให้ทุกคนเข้าถึงได้ ทำให้เกิดเป็นโซลูชันที่ใช้งานได้จริง วันนี้มันแก้ปัญหาที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปแก้ไม่ได้หรือใช้เวลานานมาก แต่เทคโนโลยีนี้แก้ได้ภายในเสี้ยวเวลา 

รัชนีกร : Hybrid Cloud กับ AI เพราะเป็นกุญแจของ Digital Transformation ในวันนี้ และยิ่งเมื่อไหร่ที่สองเทคโนโลยีนี้ขึ้นไปทำงานกับ Quantum Computing เราจะแก้ปัญหาได้ภายในวินาที ซึ่งเป็นสิ่งที่ไอบีเอ็มกำลังพัฒนาอยู่ วันนี้ทุกคนต้องเริ่มศึกษาแล้วว่าจะใช้ประโยชน์อะไรจาก Quantum

3. หนังสือที่อยากแนะนำ

สุรฤทธิ์ : Mindset ของ Carol S. Dweck ได้บทเรียนเยอะจากเล่มนี้ การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ทุกคนมีแรงต้าน บางครั้งถ้าเราทำอะไรที่ดีอยู่แล้ว พอต้องเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น เราก็จะบอกว่าเราเก่งเรื่องนี้ ขอทำต่อได้ไหม แต่ถ้าคุณจะโต คุณต้องกล้ารับความท้าทายใหม่ๆ 

รัชนีกร : จริงๆ ไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่มีเล่มหนึ่งที่ชอบมาก คือ วิถีแห่งโนบิตะ : ชัยชนะของคนไม่เอาถ่าน ของ Yokoyama Yasuyuki คือทุกคนจะมองว่าโนบิตะขี้แพ้ แต่สุดท้ายเค้าได้ทุกอย่างที่เค้าฝันไว้ เพราะเค้าพยายาม โฟกัส ไม่ว่าจะล้มกี่ครั้ง ไม่เคยยอมแพ้ เขาทำโดยไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือเปล่า แต่เค้าไม่เคยหยุด พอได้มาทำงานตำแหน่งนี้ก็เอามาปรับใช้กับตัวเองหลายอย่าง แต่จริงๆ จะอ่านเฉพาะสิ่งที่ตัวเองสนใจ (หัวเราะ)

ปฐมา : เราชอบอ่านหนังสือมาก ชอบซื้อหนังสือมาก ถ้าไม่มีเวลาต้องซื้อไว้ก่อน หนึ่งในเล่มโปรดคือ Grit เขียนโดย Angela Duckworth ในวันที่แต่ละคนมีโลกของตัวเอง เขาไปสัมภาษณ์ซีอีโอ ทุกคนมีความกล้าในตัวเอง แล้วก็เอาสิ่งนี้มาเขียน ถ้าอ่านเล่มนี้จบ เราจะไม่คิดว่าความเป็นผู้นำเป็นสิ่งที่ติดตัวมาอยู่แล้ว แต่มันฝึกกันได้

4. ถ้าเปรียบเป็นสี แนวทางการบริหารของคุณเป็นสีอะไร

รัชนีกร : สีเทา เราไม่มองโลกเป็นขาวหรือดำ เราจะไม่ตอบ No แต่จะขอลองดูก่อน มันอาจจะทำได้

สุรฤทธิ์ : คิดว่าสีเขียว แต่ไม่รู้ว่าสีเขียวหมายถึงอะไรนะ สำหรับผมมันคือการเปิดกว้าง เปิดโอกาส

ปฐมา : เราชอบสีน้ำเงิน น้ำเงินม่วง ม่วงคราม มองว่ามันคือสีแห่งความหวัง หลายคนบอกว่าเรามองโลกในแง่ดี ถ้าเปิดตู้เสื้อผ้าจะมีเสื้อผ้าสีนี้เยอะมากๆ 

5. เวลาคุณภาพของแต่ละคนเป็นยังไง

ปฐมา : เราชอบเล่นกับสองคนตายาย คุณพ่ออายุแปดสิบสาม คุณแม่เจ็ดสิบหก ความสุขของเราคือได้มีเวลาพาเขาไปทานของอร่อยๆ มีเวลาเล่นแบตมินตันกับเขา ใช้เวลากับเขา และนั่นคือสาเหตุที่เรากลับมาอยู่ประเทศไทย

สุรฤทธิ์ : ผมชอบวิ่งระยะไกล ตอนเริ่มใหม่ๆ ก็จะได้ Pace ระดับหนึ่ง แต่ทุกครั้งที่เราไป อีกหนึ่งร้อยเมตรที่ก้าวไปคือการเอาชนะลิมิตของตัวเอง มันสนุกตรงนี้

รัชนีกร : เราชอบวิ่งเทรล มันเสี่ยงดี เมื่อก่อนก็วิ่งถนน แต่พอวิ่งเทรลเราจะคาดเดาเส้นทางไม่ออก เราไม่รู้หรอกว่าทางข้างหน้าจะเจออะไร ทางขึ้นเราคิดว่าแค่นี้ ปรากฏมันสาหัสกว่านั้นเยอะ ถ้าอากาศเปลี่ยนฝนตกอาจจะลงไม่ได้ด้วยซ้ำ มันสนุก กลับมาทุกครั้งจะบอกกับตัวเองว่าไม่มาแล้วๆ แต่ก็ไปอีกทุกครั้ง

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load