การเป็นที่หนึ่งอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุดสำหรับเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ในเวลานี้ แต่เป้าหมายใหญ่ของบริษัทฯ คือการสร้าง One Platform ที่ผสานทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจเพื่อสร้างอาณาจักรอสังหาฯ ครบวงจร ด้วยแพลตฟอร์มที่ยั่งยืน 

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับแบรนด์ ‘เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้’ ในฐานะบริษัทข้ามชาติจากสิงคโปร์ที่มาลงทุนในประเทศไทยกับกลุ่มบริษัททีซีซี  เพื่อพัฒนาอภิมหาโปรเจกต์ One Bangkok แต่นอกเหนือจากโครงการดังกล่าวแล้ว กลุ่มเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ยังได้ลงทุนในอีกกลุ่มธุรกิจภายใต้ชื่อ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ FPT 

เพื่อให้เข้าใจถึงประวัติความเป็นมาของกลุ่มนี้ คงต้องย้อนกลับไปก่อนหน้า โดยมีจุดเริ่มต้นที่กลุ่มบริษัททีซีซีมีวิสัยทัศน์เล็งเห็นถึงศักยภาพของบริษัท เฟรเซอร์ส แอนด์ นีฟ หรือ F&N ซึ่งทำธุรกิจเครื่องดื่มและธุรกิจอื่นๆ รวมถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในสิงคโปร์ จึงได้ตัดสินใจเข้าซื้อกิจการใน พ.ศ. 2556 ซึ่งนับเป็นดีลที่ใหญ่ที่สุดในเวลานั้น จากนั้นได้ทำการแยกธุรกิจอย่างชัดเจนเพื่อให้ F&N รุกขยายตลาดเครื่องดื่มอย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่จัดตั้งบริษัทเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด หรือ FPL ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของสิงคโปร์ เพื่อดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้น กลุ่มบริษัททีซีซีได้ทำการเข้าซื้อแบรนด์โกลเด้นแลนด์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เก่าแก่ที่เชี่ยวชาญการทำที่อยู่อาศัยแนวราบและพื้นที่เชิงพาณิชย์เก็บเอาไว้ด้วย

เป็นราชาแห่งการเทกโอเวอร์ของจริง

และเมื่อต้น พ.ศ. 2561 กลุ่มบริษัททีซีซีก็เข้าถือหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TICON ซึ่งทำธุรกิจพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรมและคลังสินค้าสำเร็จรูปให้เช่า ถือเป็นการต่อจิ๊กซอว์ของเครือข่ายธุรกิจครั้งสำคัญที่ทำให้ทีซีซีมีทั้งกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม และอุตสาหกรรมอยู่ในมือทั้งหมด ต่อมาในต้น พ.ศ. 2562 เกมการผนวกธุรกิจแบบครบวงจรก็เกิดขึ้น เมื่อ TICON แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปลี่ยนชื่อตามบริษัทที่เข้ามาถือหุ้น เป็นบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ FPT เพื่อใช้แบรนด์ระดับตำนานอย่างเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ในการรุกตลาดอย่างเต็มตัว จนเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมาหลังกระบวนการควบรวมแล้วเสร็จ กลุ่มบริษัททีซีซีตัดสินใจเพิกถอนหุ้น GOLD ออกจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และรวมเข้ากับ FPT เป็นหนึ่งเดียวกันในที่สุด จนกลายมาเป็นบริษัทที่แพลตฟอร์มอสังหาฯ ครบวงจรรายแรกในไทย ที่มีมูลค่าสินทรัพย์รวมกว่าหนึ่งแสนล้านบาทในปัจจุบัน

ธนพล ศิริธนชัย Country CEO เฟรเซอร์สประเทศไทยผู้พลิกวงการอสังหาฯ ไทยด้วย One Platform, บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ FPT

ทุกความเคลื่อนไหวอยู่ในสายตาของ ธนพล ศิริธนชัย มาโดยตลอด

เพราะเขาเป็นผู้บริหารของทั้งยูนิเวนเจอร์ ซึ่งเข้าซื้อโกลเด้นแลนด์และเข้ามาเป็นแม่ทัพคนสำคัญของเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ FPT ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ปัจจุบัน FPT มีโครงการที่อยู่อาศัย 59 โครงการ ครอบคลุมทั้งกรุงเทพ ปริมณฑล และจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ พื้นที่คลังสินค้าและโรงงานอุตสาหกรรมคุณภาพสูงรวม 3 ล้านตารางเมตร รวมทั้งพื้นที่เพื่อการพาณิชยกรรมใจกลางย่านธุรกิจ (CBD) รวมพื้นที่ภายใต้การบริหารจัดการกว่า 2.4 แสนตารางเมตร มีโรงแรมและเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ในมือกว่า 1,100 ห้อง และประกาศตัวเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรรายแรกของประเทศ ด้วยขนาดสินทรัพย์ 100,000 ล้านบาท วันนี้ภารกิจที่สำคัญของกัปตันทีมชื่อธนพล ศิริธนชัย คือการหลอมรวมความหลากหลายจาก 3 กลุ่มธุรกิจเข้าไว้้บนแพลตฟอร์มเดียวกัน หรือ One Platform เพื่อเชื่อมศักยภาพของทุกกลุ่ม สู่ความเป็นหนึ่งเดียวกัน (Synergy) และสร้าง Ecosystem ทางธุรกิจที่สนับสนุนการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง มั่นคง และยั่งยืนของบริษัทฯ โดยการรวมกันนี้ จะทำให้เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย สามารถกระจายความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ ด้วยการบริหารสินทรัพย์หลากหลายประเภทที่มีลูกค้าหลายกลุ่ม (Diversification) พร้อมยืนหยัดในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ด้วยความสามารถในการบริหารจัดการที่มีความยืดหยุ่นและทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์ที่ท้าทายได้เป็นอย่างดี (Resilience)

 สิ่งที่เขาคิดและต้องทบทวนความคิดสำหรับก้าวต่อไปจากนี้คืออะไร ติดตามได้จากบทสัมภาษณ์พิเศษนี้

กว่าจะเป็น ‘เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย‘ ทุกวันนี้ มีที่มาอย่างไร

ต้องเริ่มต้นเล่าตั้งแต่ เฟรเซอร์ส แอนด์ นีฟ หรือ F&N ซึ่งก่อตั้งในสิงคโปร์มาร้อยสามสิบเจ็ดปีแล้ว ดำเนินธุรกิจผลิตเครื่องดื่มและอื่นๆ รวมถึงธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ควบคู่ไปด้วยกัน เป็นบริษัทแรกของสิงคโปร์ที่ช่วยรัฐบาลวางผังเมืองจนมาถึงทุกวันนี้ ตอนที่กลุ่มทีซีซีไปซื้อ F&N เมื่อ พ.ศ. 2556 โลกธุรกิจก็ฮือฮาว่าทำไมธุรกิจไทยกล้าไปลงทุนในต่างประเทศ นี่ก็ถือเป็นวิสัยทัศน์ที่สำคัญ คือถึงเวลาแล้วที่ธุรกิจไทยจะออกไปรุกข้างนอกบ้านบ้าง 

พอแยกธุรกิจออกจากกัน ส่วนเครื่องดื่มมีไทยเบฟฯ (บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)) เป็นผู้ดูแล ส่วนธุรกิจอสังหาฯ ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ภายใต้ชื่อเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด หรือFPL คุณปณต สิริวัฒนภักดี เป็นกรุ๊ปซีอีโอทำหน้าที่ดูแล แรกเริ่ม FPL เขาทำธุรกิจครบวงจรอยู่แล้ว ทั้งมิกซ์ยูส รีเทล ออฟฟิศ ศูนย์กระจายสินค้า โรงแรมและธุรกิจบริการอย่างเฟรเซอร์ สวีทส์ ซึ่งเป็นเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ชั้นนำมีสาขาทั่วโลก ทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทอสังหาฯ ชั้นนำระดับโลกเขาบริหารจัดการสินทรัพย์ให้กระจายไปทุกกลุ่ม ขณะที่บ้านเรายังไม่มีบริษัทอสังหาฯ ที่ครบวงจรเช่นนี้ ส่วนใหญ่จะมีกรอบในการพัฒนา เช่น ที่นี่ทำบ้าน ทำคอนโดฯ พอเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ เข้ามาในเมืองไทย ด้วยประสบการณ์ในการพัฒนาเมืองระดับโลก ประกอบกับกลุ่มทีซีซีก็มีสินทรัพย์จำนวนมาก ก็เลยนำเอาประสบการณ์ที่มีมาใช้ ในการพัฒนาอภิมหาโครงการอย่าง วัน แบงคอก (One Bangkok)

ขณะที่เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง เราเพิ่งจัดการรวมบริษัทเสร็จเรียบร้อยเมื่อไม่นานมานี้และกลายเป็นผู้พัฒนาอสังหาฯ ครบวงจรรายแรกในประเทศไทย พอนำธุรกิจที่มีศักยภาพมารวมกันจึงเป็นความแตกต่างที่สร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ สินทรัพย์ของโกลเด้นแลนด์มีประมาณห้าหมื่นล้าน มารวมกับของเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย อีกห้าหมื่นล้านก็จะเป็นหนึ่งแสนล้านบาทโดยประมาณ

ภาพรวมธุรกิจปีนี้เป็นอย่างไร 

แม้เราจะเผชิญกับความท้าทายและสถานการณ์ความไม่แน่นอนต่างๆ ในปีนี้ แต่ผลการดำเนินงานยังเป็นที่น่าพอใจ เรายังสามารถประคับประคองธุรกิจให้ไปต่อได้ด้วยดี โดยเราตั้งเป้าว่าจะรักษาระดับรายได้ที่สองหมื่นล้านบาท ทั้งนี้ อาจจะเป็นเพราะเทรนด์บ้านแนวราบที่เป็นที่ต้องการของตลาด ทำให้ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มธุรกิจ ออฟฟิศ และรีเทล บริษัทฯ ยังคงรักษาฐานลูกค้าไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ด้านธุรกิจอสังหาฯ เพื่ออุตสาหกรรมของเรากลับได้รับอานิสงส์จากวิกฤต COVID-19 เนื่องจากช่วงก่อนหน้า ผู้ประกอบการประสบปัญหาการจัดส่งสินค้า สินค้าขาดแคลน จึงทำให้ต้องมองหาพื้นที่คลังสินค้าเพิ่มหรือแม้แต่การย้ายฐาน เพื่อให้จัดส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้าได้อย่างรวดเร็วที่สุด นี่แหละคือข้อดีของการมีสินทรัพย์หลากหลายประเภท ทำให้เรากระจายความเสี่ยงได้ดี

เดี๋ยวนี้การให้เช่าพื้นที่อุตสาหกรรมไม่ใช่แค่ให้บริการพื้นที่อย่างเดียว เราได้ยกระดับด้วยการทำสมาร์ทสเปซ โดยนำเทคโนโลยีทันสมัย ระบบปฎิบัติการอัตโนมัติ และวัสดุประหยัดพลังงานมาใช้ นอกจากนี้ยังเน้นการพัฒนาโรงงานและคลังสินค้าตามความต้องการของลูกค้า หรือ Built-to-Suit ซึ่งจะเป็นการนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าแต่ละราย โดยทีมงานจะต้องเข้าไปทำงานใกล้ชิดกับลูกค้าเพื่อที่จะได้เข้าใจถึงความต้องการใช้งาน ซึ่งจะครอบคลุมแม้กระทั่งโรงอาหารพนักงาน สิ่งอำนวยความสะดวกหรือการออกแบบที่คำนึงถึงอัตลักษณ์ขององค์กรลูกค้า ทำให้ลูกค้ารู้สึกเสมือนเป็นพื้นที่ของเขาบริษัทตนเอง โดยการพัฒนาโครงการในลักษณะนี้ จะเป็นสัญญาเช่าในระยะยาว ปัจจุบันบริษัทมีโครงการกระจายอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์ทั่วประเทศไทย ถ้าเป็นทางเหนือก็มีครอบคลุมทั้งโซนวังน้อย อยุธยา หรือโซนสมุทรปราการ บางพลี และพื้นที่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี 

ธนพล ศิริธนชัย Country CEO เฟรเซอร์สประเทศไทยผู้พลิกวงการอสังหาฯ ไทยด้วย One Platform, บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ FPT

ทำไมต้องรวมธุรกิจเอาไว้ภายใต้แบรนด์เดียว

ข้อแรกเลย นี่เป็นเรื่องการกระจายความเสี่ยง เพราะถ้าทำธุรกิจเพียงอย่างเดียว เวลาเกิดวิกฤตขึ้นมาก็จะแย่ การที่เรากระจายหลายธุรกิจ เพราะคิดว่าเวลาเกิดวิกฤต มันคงไม่ทรุดพร้อมกันทีเดียว แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ การมีธุรกิจที่หลากหลายก็ทำให้เราไปต่อได้ สำหรับอสังหาริมทรัพย์ กระแสเงินสดสำคัญที่สุด ถ้าขาดรายได้ ไม่มีเงินมาหล่อเลี้ยงก็เจ๊งกันไปหมด เราต้องสร้างธุรกิจที่มีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่นรายได้จากการเช่าออฟฟิศ โรงแรม อย่างน้อยที่สุดก็มีกระแสเงินสดเข้ามา เราก็เอาไปจ่ายเงินเดือนพนักงานและดำเนินธุรกิจต่อ มันเป็นจุดที่ทำให้เรารอดมาได้ ตอนนี้หลายบริษัทก็เริ่มหันมาทำแบบนี้แล้ว บางที่ก็ไปทำโรงพยาบาล ทำเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์หรือทำออฟฟิศให้เช่า แต่ถ้าดูโดยรวมแล้วยังไม่มีใครข้ามมาทำอสังหาฯ เชิงเพื่ออุตสาหกรรมนะ 

ข้อที่สองเป็นเรื่องการประสานพลังกันหรือ Synergy เพราะถึงจะเป็นธุรกิจคนละประเภท แต่ก็เป็นอสังหาริมทรัพย์เหมือนกัน ซึ่งเป็นปัจจัยสี่ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงช้าที่สุด มันก็อาจจะเปลี่ยนวิธีการขาย การทำการตลาดไป แต่ความต้องการขั้นพื้นฐานของทุกคนก็ยังต้องมี ถึงคุณจะรวยแค่ไหนคุณก็ต้องซื้อบ้าน หรือเวลาไปเที่ยวก็จะเลือกพักโรงแรมดีๆ เราไปอยู่ในโลกเสมือนไม่ได้ การรวมกันนี้ทำให้เพิ่มยอดขายข้ามกลุ่มธุรกิจได้ โดยการเอาข้อมูลของกลุ่มลูกค้ามาเชื่อมโยงกัน ลูกค้าที่มาเช่าโกดังอาจต้องการซื้อบ้านหรือคอนโดฯ ด้วย คนที่เป็นพนักงานออฟฟิศก็อาจเริ่มสนใจเช่าพื้นที่ค้าปลีกเพื่อทำการค้า เราต้องใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ให้ออกและหาโอกาสทางธุรกิจ จึงเป็นการลดต้นทุนเมื่อซื้อสินค้าได้ มีอำนาจต่อรองมากขึ้น อย่างพอเราสร้างโครงการผสมผสานหรือ Mixed-use ก็จะมีทั้งคอนโดฯ ออฟฟิศ ค้าปลีก ในที่เดียวกัน 

และข้อที่สาม เรารวมกันเพื่อให้ทนทาน ยืดหยุ่น ต่อความไม่แน่นอนในวันข้างหน้าได้ ยิ่งเกิดวิกฤต COVID-19 ก็ยิ่งเห็นได้ชัดเจน ว่าเรามีภูมิคุ้มกันถึงจะเซบ้างแต่ก็กลับมาได้เร็ว (Resilience) แม้ว่ากลุ่มโรงแรมและรีเทลจะได้รับผลกระทบในช่วงที่ผ่านมา แต่กลุ่มธุรกิจที่อยู่อาศัยแนวราบก็ยังไปต่อได้ตามเทรนด์ของตลาดที่คนส่วนใหญ่อยากมีพื้นที่มากขึ้น รองรับการทำงานจากที่บ้านหรือ Work From Home ที่เพิ่มสูงขึ้น สำหรับกลุ่มธุรกิจออฟฟิศให้เช่า ก็ยังคงมีความต้องการอยู่ ถึงจะมีแนวโน้มทำงานที่บ้านกันมากขึ้น แต่อย่างไรก็ยังต้องออกมาพบปะเจอหน้ากันอยู่ดี ผมว่ายังมีมุมที่เราได้รับประโยชน์จากการผสานธุรกิจในครั้งนี้ เพื่อรับมือกับความท้าทายต่างๆ ท่ามกลางการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ

ความท้าทายของการรวมคนจากต่างองค์กรเข้าไว้ด้วยกันคืออะไร

ท้าทายแน่นอน แต่ละองค์กรมีวัฒนธรรมต่างกัน ซีอีโอแต่ละคนก็มีสไตล์ก็ไม่เหมือนกัน เราต้องช่วยดูว่าเราจะบริหารธุรกิจที่แตกต่างกันให้อยู่ร่วมกันและมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกันได้อย่างไร วันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น ปกติจุดเริ่มต้นมักจะนิ่งก่อนแล้วผ่านไปสักพักจะเริ่มแสดงออกมา (หัวเราะ) เหมือนเวลาออกเรือ คลื่นลมไม่มี แต่ไปสักพักก็เจอพายุ เป็นเรื่องที่ต้องเจอ การแข่งขันในแต่ละธุรกิจไม่เหมือนกัน เราก็ต้องยืดหยุ่น เราอยู่เรือลำเดียวกันแล้ว ถ้าต่างคนต่างพายแล้วจะไปต่อกันได้อย่างไร ดังนั้น เราจึงต้องรวมกันอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน เพื่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ที่ครบวงจร โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน แต่ละกลุ่มธุรกิจจะต้องสื่อสารเชื่อมโยง ให้เข้าใจซึ่งกันและกันได้  นี่คือความท้าทายและเราก็กำลังเดินหน้าทำเรื่องนี้อยู่

ประเมินทิศทางธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทยอย่างไร

ผมว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีวัฏจักร พอธุรกิจมีแนวโน้มดีขึ้นทุกคนก็หันมาพัฒนากัน แล้วพอทำกันเยอะๆ ก็ล้นตลาดออกมา ประเมินกันว่าวัฏจักรนี้จะเป็นรอบ รอบละเจ็ดถึงสิบปี อย่างตลาดคอนโดมิเนียมที่ตอนนี้เป็นขาลงเดี๋ยวก็กลับมา เพียงแต่วันนี้มีซัพพลายในตลาดเยอะ ในขณะที่กำลังซื้อลดลง แต่ยังเห็นการขยายตัวของที่พักอาศัยแนวราบ ทีนี้พอคนเห็นว่าแนวราบดีก็จะแห่กันมาทำแนวราบ เราก็ต้องขยับไปทำอย่างอื่นอีก 

สิ่งสำคัญคือการมองวัฏจักรธุรกิจให้ถูกเวลาแนวโน้มตลาดดี ใครจะหยุดสร้าง และเวลาที่แนวโน้มตลาดไม่ดีใครจะไปสร้างตึกใหม่ สิ่งที่ยากที่สุด คือการสร้างตอนที่ตลาดไม่ดี คุณมีเงินสดพร้อมหรือเปล่า จะสร้างความเชื่อมั่นกับลูกค้าได้อย่างไร และแบงก์จะปล่อยกู้หรือไม่ ดังนั้น การมีพอร์ตโฟลิโอที่ครบวงจรจะช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดี 

ทุกคนเห็นตรงกันเรื่องราคาที่ดินสูง ดูเหมือนเราจะเห็นการพัฒนาโครงการแบบเช่าอยู่อาศัยระยะยาวหรือ Leasehold มากขึ้นใช่หรือไม่

ในต่างประเทศ Leasehold ถือเรื่องเป็นปกติแล้ว ที่ดินหายากขึ้น ราคาก็แพงขึ้น ถ้าไปดูราคาที่ดินในเมืองเพิ่มขึ้นเป็นตารางวาละเท่าไหร่แล้ว ถึงจะพัฒนาโครงการได้ แต่ต้องขายห้องชุดราคาตารางเมตรละห้าหรือหกแสนบาท คนจะซื้อได้หรือเปล่า อย่างที่ดินแปลงใหญ่ใจกลางเมืองตอนนี้ก็เป็น Leasehold ทั้งนั้น ถ้าเรายึดติดกับเรื่องกรรมสิทธิ์และซื้อแบบ Freehold (เป็นเจ้าของสิทธิ์ขาด) ราคาตารางเมตรละสองแสนบาท เทียบกับซื้อแบบ Leasehold ตารางเมตรละหนึ่งแสนบาท ต่างกันเท่าหนึ่ง ความคุ้มค่าด้วยเวลาอีกสามสิบปีข้างหน้ากับเงินที่จ่ายไป ตึกพอนานไปก็ต้องปรับปรุง ตกแต่งตึก รื้อโครงสร้างใหม่อยู่ดี ตอนนั้นต้นทุนก็อาจสูงมาก ถ้าการพัฒนาเมืองเปลี่ยน แต่เราอยู่ในทำเลที่ไม่มีศักยภาพอีกต่อไปแล้วและมูลค่าตก เราจะอยู่ไปทำไม จึงต้องมองหลายมุมทั้งเรื่องต้นทุน ทำเลที่สะดวกสบาย และการใช้ประโยชน์จริง มีหลายมุมมองที่บดบังความเข้าใจที่มีต่อ Leasehold ไปพอสมควร Leasehold เป็นเทรนด์ที่จะเติบโตอย่างแน่นอน อย่างน้อยถ้าทำเลใช่ขายต่อก็มีคนซื้อ

ธนพล ศิริธนชัย Country CEO เฟรเซอร์สประเทศไทยผู้พลิกวงการอสังหาฯ ไทยด้วย One Platform, บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ FPT
ธนพล ศิริธนชัย Country CEO เฟรเซอร์สประเทศไทยผู้พลิกวงการอสังหาฯ ไทยด้วย One Platform, บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ FPT

มีผู้วิจารณ์ว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นการเก็งกำไร แล้วการลงทุนของเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย เป็นแบบไหน

เนื่องจากแนวโน้มธุรกิจอสังหาฯ ทุกคนก็พร้อมที่จะเข้ามาทำกันหมด ขึ้นอยู่กับอยากเข้ามาทำกำไรสั้นหรืออยากเติบโตในระยะยาว ทางเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ มีแนวคิดการทำธุรกิจระยะยาวมากกว่า ซึ่งต้องมีศักยภาพและความแข็งแกร่งมากพอที่จะผ่านวิกฤตต่างๆ ไปได้ ผู้บริโภคเขาสามารถรู้ด้วยตัวเอง เพราะเวลาเขาซื้อต้องดูความน่าเชื่อถือของผู้พัฒนา ประสบการณ์ของลูกค้าเป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้จะสะท้อนเราเอง ถ้าเราทำได้ไม่ดี เราก็จะเห็นบางรายที่ยังยืนอยู่ได้ตั้งแต่ยังเด็กจนโต เราได้ยินชื่อมาโดยตลอด บางรายก็หายไป บางรายก็เกิดใหม่ ทุกคนล้วนอยากโตอย่างยั่งยืน สำคัญคือจะไปต่อได้แค่ไหน ถ้าธุรกิจมั่นคงแล้ว การกระจายความเสี่ยงจะเป็นสิ่งสำคัญต่อไป 

พื้นที่ Mixed-use อย่างสามย่านมิตรทาวน์มีจุดขายเรื่องการเชื่อมโยงกับชุมชน ทำไมต้องคำนึงเรื่องนี้

เป็นเทรนด์ของโลกและประเทศไทยในอนาคตนะครับ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องเชื่อมโยงโครงการเข้ากับชุมชน ไม่ได้คิดแต่ผลประโยชน์สูงสุดอย่างเดียว ซึ่งเป็นเรื่องท้าทาย ตอนเราทำสามย่านมิตรทาวน์ก็มีคนมาถามว่าจะไหวมั้ย ทำพื้นที่ด้านหน้าให้คนทั่วไปมาใช้ได้ตั้งเยอะ มีพื้นที่เปิดโล่งอีก มีโซนเปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง แถมมีพื้นที่ด้านบนให้คนมาเดินเล่นถ่ายรูปได้ฟรี สิ่งเหล่านี้เพราะเราให้ความสำคัญกับ Place Making คือการที่เรามีพื้นที่ให้คนในชุมชนนั้นๆ มาใช้ประโยชน์ได้ เป็นส่วนหนึ่งของสังคม อย่างที่สิงคโปร์มีแนวคิดนี้มานานแล้ว เป็นข้อบังคับเลยว่าจะพัฒนาโครงการได้ต้องมีพื้นที่ให้คนในชุมชนนั้นๆ มาใช้ได้กี่เปอร์เซ็นต์ 

ทำธุรกิจสมัยนี้ ใครๆ ก็พูดเรื่อง Agile คำนี้ในนิยามของคุณคืออะไร

เป็นคำที่ทุกคนพูดแต่ผมคิดว่าเราทำกันอยู่แล้ว นั่นคือการปรับตัวให้เร็ว ทั้งการทำงาน การแข่งขัน อย่างตลาดบ้านผมคิดว่าจะแข่งขันแรงขึ้นอีก พอทุกคนเห็นว่าเป็นไปได้ก็เลยหันมาทำกัน เราก็ต้องปรับกลยุทธ์อยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวนี้จะมาบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่หน้าที่ของตัวเองไม่ได้แล้ว ต้องช่วยกันทำ เราเปิดพื้นที่ให้ทุกคนต้องมาร่วมกัน ช่วยกันคิดว่าจะช่วยสนุบสนุนการทำงานกันอย่างไร ส่วนหลังบ้านก็ต้องดูว่าจะช่วยสนับสนุนธุรกิจอย่างไร ตอนนี้ออฟฟิศของเรามีคนรุ่นใหม่อยู่เยอะ ก็มีคนบ่นเหมือนกันว่าเริ่มปวดหัวกับเด็กจบใหม่หรือคนที่อายุยังไม่ถึงสามสิบ ผมว่าเราก็ต้องเรียนรู้ คนรุ่นใหม่เขาพูดในสิ่งที่เขาคิด เขากล้าแสดงความคิดเห็น ที่สำคัญคือเราเปิดใจรับฟังสิ่งที่เขาพูด สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้เขาแสดงออกหรือเปล่า อันนี้เป็นสิ่งที่ยากสำหรับคนรุ่นก่อนๆ แต่เราต้องพยายามปรับตัวเข้าหากัน ต้องพูดช้าลง ฟังขึ้น

จะทำอย่างไรให้คนรุ่นก่อนฟังคนรุ่นใหม่

เรื่องแบบนี้คนรุ่นก่อนต้องรู้ตัวเอง บางครั้งผมก็เป็นนะ บางทีอยากจะพูดเต็มที่ แต่ถ้าเราต้องทำงานกับคนเยอะๆ เราต้องฟังและทำความเข้าใจก่อนที่เราจะพูด สิ่งหนึ่งที่ต้องระวัง คือปัญหาของคนรุ่นผม พอฟังปุ๊บจะรู้ว่ามันมีอุปสรรคอะไร และเราก็จะรีบให้ข้อสรุปหรือชี้นำไปเลย ซึ่งไม่ควรทำ แต่เราเห็นแล้วก็อดไม่ได้จริงๆ ผมเลยเข้าใจแล้วว่าทำไมบางทีต้องแยกทีมคนรุ่นใหม่ออกไปทำ ไม่ต้องให้เรารู้ เพราะรู้แแล้วเราก็อดไม่ได้ที่จะพูด ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อาจจะต่างไปจากธุรกิจอื่นที่หันไปเน้นเรื่องนวัตกรรมใหม่ๆ ผมเชื่อว่าพื้นฐานของเรายังเป็นเรื่องการสร้างบ้าน การวางผังต่างๆ มันก็ยังต้องใช้ประสบการณ์ของคนรุ่นเก่าเข้ามาช่วยด้วย

ธนพล ศิริธนชัย Country CEO เฟรเซอร์สประเทศไทยผู้พลิกวงการอสังหาฯ ไทยด้วย One Platform, บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ FPT
ธนพล ศิริธนชัย Country CEO เฟรเซอร์สประเทศไทยผู้พลิกวงการอสังหาฯ ไทยด้วย One Platform, บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ FPT

Questions answered by Country CEO of Frasers Property (Thailand)

  1. สไตล์การทำงานเป็นอย่างไร

ก็ต้องไปถามน้องๆ พนักงานผมล่ะ (หัวเราะ) ผมคิดว่าผมไม่ดุ แต่บางคนประชุมกับผมกลับไปแล้วร้องไห้ก็มี เขาก็มองผมดุ ผมไม่ใช่คนที่ต่อว่าคนตรงๆ แต่อาจพูดให้เขาคิด เราเป็นยังไงก็ต้องให้คนรอบข้างสะท้อน ผมสนใจไปหมด ลงรายละเอียด ชอบการวางแผน อย่างของขวัญปีใหม่ ถ้าคุณซื้อไดอารี่ล่วงหน้าให้ผมจะชอบมาก เพราะผมวางแผนตารางชีวิตตัวเองล่วงหน้าเสมอ 

  1. ดูเหมือนเป็นคนไม่ชอบเสี่ยง (Risk Averse)

ก็คงแบบนั้น ผมชอบคิดหลายๆ มุม ให้มันครบ

  1. นอนวันละกี่ชั่วโมง

อย่างน้อยต้องนอนให้ได้หกชั่วโมงต่อวัน แต่จริงๆ ผมอยากนอนให้ได้แปดชั่วโมงนะ มันขึ้นกับว่านอนกี่โมง เพราะผมจะตื่นเวลาเดิมเสมอคือตีห้าครึ่ง เพื่อออกกำลังกายทุกเช้า ผมชอบวิ่งครับ 

  1. ชอบขนาดลงวิ่งมาราธอนเลยหรือเปล่า

ผมไปวิ่งมาราธอนมาแล้วห้าครั้งครับ นี่ถ้าไม่ติด COVID-19 ผมก็จะไปนะ มีคนบอกว่าคนที่ลงวิ่งฟูลมาราธอนไม่ใช่เพื่อสุขภาพแต่เพื่อความสะใจ อย่างถ้าคุณวิ่งได้เกินยี่สิบเอ็ดกิโลไปแล้ว มากกว่านั้นคือต้องใช้ความพยายาม ผมว่าเราต้องอดทนและมีวินัยอย่างมาก ต้องซ้อม วางแผนตั้งแต่ตื่นและทำอีกหลายเรื่อง ในต่างประเทศมีอาจารย์ที่สอนด้านการจัดการบอกกับลูกศิษย์ว่า จะเรียนจบวิชานี้ได้คุณต้องลงวิ่งมาราธอนให้ได้ เวลาเท่าไหร่ไม่เป็นไร แต่ต้องวิ่งให้ครบ คือถ้าเราตกลงที่จะวิ่ง เราจะกลับมาวางแผนเลยว่าต้องซ้อมอย่างไร ก่อนวันจริงจะนอนกี่โมง ตื่นกี่โมง จะกินอะไร ทำเหมือนเดิมไม่ได้เพราะเดี๋ยววิ่งไม่ไหว ต้องเตรียมน้ำ เกลือแร่อย่างไร เป็นตะคริวจะทำอย่างไร การวิ่งมาราธอนนี่ถือว่าดีมากเลย

  1. ปกติเลือกไม่กินข้าวเช้าหรือข้าวเย็น

มื้อเย็นนี่เลี่ยงยากที่สุด มื้อเช้าของผมหลังจากออกกำลังกายคือไข่สามฟอง น้ำผักหนึ่งแก้ว และกล้วยหนึ่งลูก กินอีกทีก็มื้อเที่ยง เมนูโปรดของผมคือ ข้าวเหนียวจิ้มไข่ดาว ทอดไข่ดาวกับกระทะร้อนๆ ให้ไข่แดงยังไม่สุกมาก แล้วเอาข้าวเหนียวจิ้มกินกับซอสถั่วเหลืองนี่สุดยอดเลย ผมเป็นเด็กต่างจังหวัดจากขอนแก่น เมนูนี้ผมกินมาตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ก็ไม่ค่อยเห็นคนกรุงเทพกินกันนะ

  1. ขับรถเองหรือมีคนขับรถ

ผมไม่ขับรถเพราะง่วงนอนบ่อย ผมนั่งรถอะไรก็ได้ขอให้มีคนขับให้ เวลาผมขึ้นรถทีไรนะจะง่วงนอน ขับรถเองก็กลัวหลับใน ให้คนอื่นขับดีกว่า

  1. สถานที่แรกที่อยากไปหลังจบวิกฤต COVID-19 คือที่ไหน

ชิคาโก สหรัฐอเมริกา ครับ ผมอยากไปวิ่งที่ชิคาโกมาราธอน จริงๆ ผมต้องไปล่ะแต่ก็เลื่อนเพราะติด COVID-19

  1. ชอบดูพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก

เอาจริงๆ ผมไม่ค่อยได้เห็นพระอาทิตย์เท่าไหร่ ปกติผมตื่นเช้าอยู่แล้วแต่ก็ไม่ได้มานั่งดูพระอาทิตย์ขึ้นนะ จะทำสมาธิ ออกจากบ้านมาถึงที่ทำงานก็เช้าแล้ว ผมว่าให้ดูตอนพระอาทิตย์ตกอาจจะมีเวลาดูมากกว่า

  1. คิดจะทำงานไปถึงเมื่อไหร่

ผมไม่คิดจะเกษียณนะ คือต้องถามว่าเกษียณคืออะไร ถ้าบอกว่าเป็นการหยุดทำงานแล้วไปทำกิจกรรมยามว่าง คุณคิดว่าจะสนุกกับมันได้นานแค่ไหน ดีไม่ดีสามเดือนคุณก็เบื่อแล้ว คือตอนนี้เราเป็นผู้บริหารมันก็ท้าทายแบบหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราก็อาจขยับไปเป็นกรรมการหรือทำงานให้องค์กรไม่แสวงผลกำไร ยังมีอะไรให้ทำอีกมาก ยิ่งเราไม่ทำงานสมองก็ยิ่งฝ่อ ตัวผมเองก็ไม่ได้เป็นคนมีงานอดิเรกขนาดนั้นด้วย 

  1. คุณเลี้ยงหมาหรือแมว

ไม่เลี้ยงเลย อย่างเด็กๆ เลี้ยงที่นอกบ้านเอาไว้เฝ้าบ้าน ไม่เคยเล่นกับมัน แมวก็มีมาป้วนเปี้ยนบ้าง แต่ไม่ได้เลี้ยงเลย ผมว่าดูแลคนนี่ก็เหนื่อยพอแล้ว (หัวเราะ)

  1. จริงหรือไม่ที่คนเราพออายุเยอะจะชอบต้นไม้

จริงหรอ ผมว่าไม่เกี่ยวกับแก่หรือไม่แก่นะ มนุษย์เราเวลาไปเจอพื้นที่สีเขียวหรือธรรมชาติก็ชอบกันหมดล่ะ เพียงแต่ว่าตอนหนุ่มสาวทำงานไม่ค่อยมีเวลาไปดู พอเกษียณหรือมีเวลามากขึ้นก็เลยอยู่บ้าน อยู่กับต้นไม้ ตอนนี้ผมก็ยังไม่ได้อินกับต้นไม้และยังสนุกกับการทำงานอยู่ครับ

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

การทำงานกับหลายจังหวัดทำให้ The Cloud สังเกตเห็นความจริงข้อหนึ่ง แต่ละจังหวัดมักมีคนขับเคลื่อนด้านต่าง ๆ หรือที่เราเรียกกันเองในกองบรรณาธิการว่า ‘พ่อเมือง-แม่เมือง’ โดยมากเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กลับมาพัฒนาอำเภอบ้านเกิดให้ดีและสนุก เป็นบุคคลที่รู้จักและรักในจังหวัดเป็นชีวิตจิตใจ 

การมาขอนแก่นครั้งนี้ก็เหมือนกัน พิเศษขึ้นตรงที่ขอนแก่นไม่ได้มีแค่คนกลุ่มที่ว่า แต่ยังมีการรวมตัวของนักธุรกิจ ไม่ใช่แค่ 1 หรือ 2 แต่มากถึง 20 บริษัท เกิดเป็นบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที) จำกัด ที่ร่วมลงทุนพัฒนาจังหวัดโดยเริ่มจากการคมนาคมรถไฟฟ้ารางเบา จนเป็นต้นแบบ ‘ขอนแก่นโมเดล’ ที่ภาคเอกชนและท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง

หนึ่งใน 20 รายชื่อนั้นคือ บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) ภายใต้การบริหารของ คุณสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ทายาทรุ่นสองคนสุดท้องที่เข้ามารับช่วงกิจการครอบครัวที่เริ่มจากโรงสีของอากง ตัวแทนจำหน่ายรถบรรทุกของป๊า ก่อนต่อยอดมาให้บริการออกแบบ ผลิต ประกอบ ติดตั้งระบบวิศวกรรมตัวถัง พัฒนานวัตกรรมอีกมากมาย จนครองตลาดรถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบินในทวีปเอเชีย และอยู่คู่เมืองขอนแก่นมานานกว่า 50 ปี

ในบรรดาพี่น้อง 11 คน เขาคือคนที่เลือกสานต่อโรงงานแห่งนี้

นอกจากฝีมือการบริหารที่เก่งกาจ วิสัยทัศน์ที่เฉียบขาด และสไตล์การทำงานแบบลงมือทำ ชีวิตของคุณสุรเดชยังมันสุด ๆ ไม่ต่างจากออฟฟิศส่วนตัวของเขา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของครอบครัวที่ลูกสาวทั้งสี่เติบโตมา 

ด้านหนึ่งเป็นครัวทำอาหารที่มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมสรรพ ตรงกลางเป็นโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ ส่วนด้านหลังมีอุปกรณ์เครื่องมือช่างแขวนไว้มากมาย ถ้าไม่อยู่ในบ้านต้องเข้าใจผิดว่าเป็นโรงรถ เขาทำเฟอร์นิเจอร์เองเกือบทั้งหมด ส่วนใหญ่ดัดแปลงจากอะไหล่รถอย่างโต๊ะจากล้อแม็ก หรือโคมไฟจากพวงมาลัยที่มีก้านไฟเลี้ยวเป็นสวิตช์เปิดปิด

ถ้าให้เล่าประวัติสั้น ๆ คุณสุรเดชย้ายโรงเรียน 7 ครั้ง แล้วจึงไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น เข้าบริหาร ช ทวี ก่อนวิกฤต พ.ศ. 2540 ถึงพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ จนเจอกับวิกฤตอีกครั้งใน พ.ศ. 2563 

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เขาหันกลับมาพิจารณาธุรกิจที่มี พร้อมเตรียมตัวถูกแทรกแซงในอนาคตด้วยการเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น Nasdaq ที่สหรัฐอเมริกา วางแผนปรับเปลี่ยนบริษัทให้เป็น Tech Company ที่สนใจ 3 เรื่อง คือ การออกโทเคน KGO การทำ NFT (Non-Fungible Token) และ Metaverse พัฒนาพนักงานให้โตเท่าทันความเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็มุ่งพัฒนาเมืองขอนแก่นที่เขารักไปด้วย

ชั้นสองของออฟฟิศทำเป็นเหมืองขุดบิตคอยน์ ด้านข้างเป็นแปลงองุ่นที่ให้พนักงานช่วยกันปลูก และภาพขอนแก่นในหัวของเขา ใคร ๆ ก็บอกว่าเป็นแค่ฝัน

ส่วนเรื่องยาว ๆ จะเป็นอย่างไร ถ้าคุณได้อ่านคำพูดเขาเองน่าจะสนุกกว่า… แถมมันกว่าด้วย

คุณเป็นผู้บริหารที่ทำแชนแนลท่องเที่ยว

ใช่ (หัวเราะ) ผมมียูทูบชื่อ ‘ถนัดจริง กินเที่ยว’ คนดูคิดว่าผมมีทีมถ่ายทำเยอะ นึกว่าไปทีเป็นกองถ่าย แต่จริง ๆ แล้วทำอยู่คนเดียวนะ ทุกครั้งที่มีเวลาจะทำคอนเทนต์บนช่องนี้ อย่างเราชอบรถก็ไปแข่งรถ ขับโกคาร์ตขึ้นภูกระดึง ทำโน่นทำนี่ อีกเรื่องคือความรู้เกี่ยวกับเมืองขอนแก่น เล่าแผนพัฒนาจังหวัดไปเลย 16 ปี 

ผมจบจากญี่ปุ่น เลยมีคอนเทนต์แปลทวิตเตอร์คนญี่ปุ่นที่บอกว่ามาจากโลกอนาคตในปี 2058 น่าจะเป็นเหมือน AI ที่วันนี้ของญี่ปุ่นล้ำหน้าไปมาก คนบอกว่าต้องเอาข้อมูลให้ AI เยอะ ๆ พอมีข้อมูลเยอะ แต่ไม่มีคำถาม ก็ไม่รู้ว่ารู้เรื่องไหน เลยต้องใส่คำถามของมนุษย์เข้าไป จะได้รู้ว่ามันมีข้อมูลอะไรบ้าง คำตอบแต่ละเรื่องก็ใช้ได้นะ

หรือเรื่องโดรนผมก็ชอบ วิดีโอจากโดรนเราก็ถ่ายเอง ลูก ๆ ก็ไป

ลูก ๆ ก็ชอบเที่ยวเหมือนกันเหรอ

ลูกสาวผมก็ชอบ ไปเยอรมนี ไปฝรั่งเศส ก็พกโดรนตัวเล็ก วิดีโอแรก ๆ ไปมัลดีฟส์กับลูก แล้วผมมีลูกสาว 4 คน เขาก็จะ ‘ป๊ามุมนี้ ๆ’ ‘มุมนี้ต้องถ่ายแบบนี้’ เราก็ต้องขึ้นโดรนล็อกไว้ แล้วถือ Go Pro วิ่งตามลูก บางอันลูกก็ถ่ายให้ (หัวเราะ)

ออฟฟิศนี้เลยเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์รวบรวมสิ่งที่คุณชอบ

มันเป็นเหมือน Experiment ที่เราอยากทำอะไรก็ได้ อยากเอาจักรยานมาซ่อมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำส่วนที่เป็นห้องช็อปเอาไว้ จริง ๆ ตรงกลางนี่ต้องเป็นโต๊ะช็อป แล้วห้องทำงานผมอยู่ชั้นบน แต่มีอาจารย์มาดูฮวงจุ้ยออฟฟิศเขาให้เปลี่ยน เขาบอกดูแล้วให้เอาโต๊ะทำงานมาอยู่ตรงนี้ ตรงนี้ดี ตอนนี้ห้องเดิมข้างบนเลยกลายเป็นที่สำหรับเครื่องขุดบิตคอยน์ที่กำลังทดลองอยู่

คุณสนใจเรื่องนวัตกรรม เทคโนโลยี และเครื่องยนต์ มาตั้งแต่เมื่อไหร่

เราชอบเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เด็ก ผมเรียนจบปริญญาตรีตอนปี 1992 จบจากญี่ปุ่น กลับมาก็ชวนพี่สาวกู้เงินธนาคารทำ Search Engine สมัยนั้นมีน้อย มีแค่ AltaVista ส่วน Google ยังเป็นวุ้นอยู่เลย 

ไปถึงธนาคาร เขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ธนาคารไทยจะปล่อยกู้เฉพาะสิ่งที่จับต้องได้ มีที่ดินค้ำประกัน เพราะฉะนั้นในปี 1992 เรื่องเทคฯ มันไกลเกินไปมาก ก็ต้องล้มเลิก

เลยเลือกทำธุรกิจโรงงานของที่บ้าน ซึ่งต่างจากพี่น้องคนอื่น

เราเรียนจบวิศวกรรมยานยนต์ สนใจเรื่องนี้อยู่แล้วก็เลยเลือกโรงงานนี่แหละ แล้วค่อย ๆ นำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใส่ ทำให้โรงงานเรามีสินค้าแปลกใหม่ออกมาเยอะแยะไปหมด พอวิกฤตต้มยำกุ้ง (พ.ศ. 2540) ก็เจอปัญหาที่ต้องแก้มาเรื่อย ๆ 

12 ปีจากวิกฤตนั้น เราพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น จนมาเจอโรคโควิด-19 ทำให้รู้ว่า นวัตกรรมต่าง ๆ ที่เราวิจัยพัฒนามากำลังเปลี่ยนไปแล้ว

กลายเป็นว่าในปี 1992 เราอยากทำอะไร เราทำไม่ได้ เพราะขาดฟังก์ชันอยู่หลายอย่าง เช่น เรื่องเงินที่เราหาทุนไม่ได้

แต่วันนี้คุณทำได้

ปีนี้เราอยากทำหลายเรื่อง

2 ปีก่อน เราตัดสินใจระดมทุนในรูปแบบ SPAC (Special Purpose Acquisition Companies) เพราะกองทุนเมืองนอกพร้อมที่จะลงทุนกับนวัตกรรมใหม่ ๆ เราต้องการพาบริษัทนี้ข้ามจากการเป็นบริษัทธรรมดาไปเป็นบริษัทเทค เพราะโควิด-19 บังคับเลยว่าของที่เรามีถูกทุบทิ้งหมด ของที่ขายดีเมื่อวาน วันนี้สายการบินเขาไม่บินกันแล้ว ก็ขายไม่ได้ เงินไม่มี 

โมเดลธุรกิจที่เราวางแผนไว้ตอนนี้เลยมี 2 ส่วน หนึ่งคือของเก่าที่ทำอยู่แล้ว เช่น เราเป็นเจ้าแรกที่นำเทคโนโลยีมาใส่ในรถบัส หรือเรื่อง Bus Operation เราก็ทำ เรื่องยานพาหนะทางทหารก็ทำมานาน มีโครงการใหญ่ ๆ เข้ามาต่อเนื่องเรื่อย ๆ รถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบิน (Ground Support Equipment : GSE) เราขายทั้งโลก และตอนนี้สายการบินก็ค่อย ๆ กลับมาให้บริการแล้ว ศูนย์ซ่อมรถที่เรามีทั่วประเทศก็น่าจะยังไม่โดน Disrupt เร็ว ๆ นี้ เราเลยเก็บไว้

มาส่วนที่เรากำลังเดินไป อย่างแรกคือรถ EV ที่เรากำลังทำกันอยู่ อีกตัวที่เพิ่งเซ็นสัญญาไปคือตัวราง Light Rail Transit ซึ่งผมว่าเราเข้าใจเทคโนโลยีดีพอสมควร ยังมีทำเรื่อง Blockchain ทำเรื่อง Smart City ให้ขอนแก่น นอกจากนี้ก็มีเรื่องบิตคอยน์ Fintech รถไฟฟ้าไร้คนขับ (Autonomous Car) และ Metaverse

นักลงทุนในประเทศไม่เข้าใจทิศทางที่คุณกำลังเดินไปเหรอ ถึงต้องไประดมทุนในต่างประเทศ

ภาษาวัยรุ่นเขาเรียกว่าอะไรล่ะ ใจไม่กล้าเหรอ

ใจไม่ถึง?

ใช่ ๆ ใจไม่ถึง คือหยอดกับเด็กไม่พอยังเอาเปรียบเด็กอีก ลองคิดดูว่ามีเด็กรุ่นใหม่ หัวคิดดี ๆ แต่ไม่มีเงิน พอไปหาแหล่งเงินทุนก็หมดกำลังใจ ก่อนเราจะไประดมทุนผ่าน SPAC อธิบายให้ใครฟังในบ้านเรา ไม่มีใครเอาเลย เขาไม่เห็นภาพ จนวันที่เราไปซื้อบริษัท AROGO และควบรวมกับ EON Reality Inc. เพื่อทำธุรกิจ Metaverse ด้านการศึกษา ตอนนี้มีมูลค่ารวมราว ๆ 655 ล้านเหรียญฯ

คนก็ตกใจ มันมีแบบนี้ด้วยเหรอวะ เอาเงินไป 4 – 5 ล้านเหรียญฯ แล้วก็ทำกองทุนมูลค่าร้อยล้านเหรียญ แล้วก็ไปควบรวมกับอีกบริษัทหนึ่งจนมีค่าถึง 655 ล้านเหรียญฯ 

คนไทยจะปิดหู เป็นไปไม่ได้หรอก ประเทศนี้เหมือนกับ Monkey see, Monkey believe อย่างเราทำเรื่องพัฒนาเมืองขอนแก่นหรืออะไรบ้า ๆ วันแรกก็ไม่มีใครเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้นะ 

แล้วจะทำให้คนเชื่อได้ยังไง

พูดไปเขาอาจจะฟังแค่ 50 – 50 สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทำให้เห็น อย่างเรื่องเมื่อกี้ก็ต้องทำให้ดูเลยว่าบริษัทมันซื้อได้จริงนะโว้ย ซื้อแล้วเดี๋ยว 9 เดือนมันเสร็จแล้วโว้ย แม่งบันทึกกำไรได้แล้วโว้ย แล้วก็กลับไปอย่างที่บอก เราถูกทุบทิ้ง แต่เรามีทางออก เราคิดตั้งนานแล้วว่าจะไปที่ใหม่ 

สิ่งที่ยากที่สุดในการบริหาร ช ทวี คืออะไร

คือเรื่องคนมั้ง โดยเฉพาะเวลาที่เราต้องแสดงให้เขาเห็นทางข้างหน้าเหมือนกับเรา 

สมมติเราบอกว่าจะไปเชียงใหม่ บางคนเขาไม่เคยไปเชียงใหม่ ความท้าทายคือเราพูดให้เขาเห็นภาพเชียงใหม่ได้ไหม การสื่อสารพวกนี้จึงสำคัญ เราต้องคุยกับคน คุยกับพนักงานทั้งหลายที่จะมาช่วยระดมสมองกันว่าจะทำยังไงดี 

อีกเรื่องคือความไว้ใจ (Trust) และความเชื่อ (Believe) ที่ต้องสร้าง ขณะที่ทำให้คนในเชื่อ ก็ต้องทำให้คนนอกเชื่อด้วย 

ฟังดูเหมือนเลือกเดินทางยากมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจ แต่ไม่เคยยอมแพ้เลยสักครั้ง

ตั้งแต่ตอนเรียนจบปี 1992 เรารู้ตัวว่าอยากทำอะไร แต่ไม่มีทุน เปรียบเทียบเหมือนกับอยากไปเชียงใหม่ แต่เครื่องมือไม่ครบ มันมีดินแดนเชียงใหม่ที่อยากไป ถ้าไปก็ไปได้ แต่เราไปไม่ได้เพราะไม่มีเงินเติมน้ำมัน ไม่มีใครให้เงินเติม และถ้าถีบจักรยานที่มีอยู่ก็คงไม่ถึงแน่ 

ผ่านมา 20 กว่าปี เราพบแหล่งให้ยืมเงินเติมน้ำมันใหม่ ใหญ่เบ้อเริ่ม เพราะฉะนั้นรอบนี้ไม่ต้องไปแค่เชียงใหม่แล้ว ไปดาวอังคารเลย เรามีทั้งประสบการณ์ มีโครงสร้าง มีทีมที่จะทำให้เราไปถึงตรงนั้นได้ และเมื่อไหร่ที่เราไปอยู่ตรงนั้นจะไม่มีใครตามทันแล้ว

ตั้งแต่ปี 1992 จนถึงตอนนี้ เราไม่เคยลืมสิ่งที่อยากทำ ก่อนหน้านี้อยากทำเทคฉิบหาย แต่พอจะเอาจริงไม่กล้าว่ะ บริษัทก็ยังต้องรันอยู่ ทำไปทำมาเป็นได้แค่งานอดิเรก 

คุณมีเป้าหมายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ทำยังไงให้พนักงานเดินไปพร้อมกันได้

เราให้ทุกคนค่อย ๆ ทำไปด้วยกัน พนักงานของเราเริ่มอบรม Upskill และ Reskill มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทุกคนมีกระเป๋าตังค์วอลเล็ต ทุกคนรู้เรื่อง Token เข้าใจเรื่อง Digital Currency หรือการ Stake เหรียญ สิ่งสำคัญคือ เราต้องสอนให้เขาเข้าใจในทางที่เราจะไป

หนึ่ง เราให้แต่ละแผนกขุดบิตคอยน์ เอาเครื่องที่เร็วที่สุดขุด สอง เราให้ทุกคนทำเรื่องพลังงานทดแทน และสาม เราให้เขาทำเกษตร 

เรามีที่ดินพันไร่ พันไร่ของเราจะทำการเกษตร แต่เป็นการเกษตรประณีตซึ่งแบ่งเป็น 3 ธุรกิจ เริ่มจากโซลาร์เซลล์ เราทำได้เกือบร้อยเมกะวัตต์ในพื้นที่พันไร่นี้ ร้อยเมกะวัตต์เอาไปทำอะไรได้บ้าง ถ้าเราไม่รู้ก็คงรอภาครัฐ ขายไฟได้เงินนิด ๆ หน่อย ๆ แต่เรามีเหมืองบิตคอยน์ไปด้วย ซึ่งใช้ไฟเยอะมาก พอผลิตไฟได้เองเราก็เอามาใช้ตรงนี้ มีไฟเท่าไหร่เราเอาหมด ส่วนเหมืองเราก็ไม่ได้ทำขึ้นมาให้ได้เหรียญ แต่ทำให้วันหนึ่งมีคนมา Take over เหมืองเราอีกที แล้วทีมงานเราก็ต้องมีความรู้เรื่องพืชด้วย เพราะเราเห็นว่าจากนี้ไปความมั่นคงทางอาหารคือการเกษตร มันอาจพัฒนาไปเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวได้ ซึ่งพืชที่เราเริ่มลองปลูกแล้วคือ องุ่น 

ทำไมต้ององุ่น

พนักงานก็ถามว่าเถ้าแก่จะให้เลี้ยงต้นองุ่นไปทำไมวะ (หัวเราะ) ข้าง ๆ ออฟฟิศผมมีต้นองุ่นเต็มไปหมด ต้นเล็ก ๆ ที่แต่ละคนช่วยรับผิดชอบ ผมบอกเสมอว่า ‘มึงอย่าทำตายนะ!’ 

ที่ให้ปลูกองุ่นเพราะเป็นพืชที่ดูแลยากมาก ๆ คนปลูกต้องอ่าน ต้องศึกษา ต้องวิเคราะห์ และเอาใจใส่มันสุด ๆ เลี้ยงให้รอดก่อน ถ้าปลูกองุ่นได้ พืชอื่นแม่งโคตรง่ายเลย

องค์ประกอบเหล่านี้จะพาบริษัทไปสู่อนาคตได้อีกไกลพอสมควร ทั้งยังเชื่อมกับเรื่อง Metaverse ที่เราทำอยู่ พอเอามารวมกันทั้งสามส่วน ทุกคนเห็นภาพชัดเจน แล้วแต่ละส่วนก็เป็นธรุกิจได้ อนาคตเราไม่ต้องแข่งกับใคร ไม่มีใครมาตามเรา ธุรกิจของเราเลยครบจบในระบบนิเวศตัวเอง เพราะสิ่งที่ยากในประเทศนี้คือการพึ่งพาภาครัฐ

ซึ่งเป็นข้อจำกัดของหลาย ๆ ธุรกิจ

ถูกต้อง ภาครัฐของไทยคือ ภาคที่บอกจะส่งเสริม แต่ส่งเสริมแบบมีข้อจำกัด 

เราทำธุรกิจมาเยอะ เราคุยกับคนเยอะ คุยกับกระทรวงต่าง ๆ พอเป็นระดับนั้น คนที่ไปคุยก็ต้องเป็นเถ้าแก่ ไม่ก็ซีอีโอ มองกลับมา ถ้าให้ลูกน้องหรือลูกเราไปคุยกับรัฐมนตรีจะได้เรื่องไหม เพราะของแบบนี้มันเป็นศิลปะ มันต้องเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่มี และแทบจะสอนกันไม่ได้เลย

เรามองแบบนี้ ถ้าวันหนึ่งไม่เหลือคนคุยกับภาครัฐแล้ว บริษัทเราก็ต้องปิด แล้วกระบวนการที่ต้องไปคุยเหล่านั้นมันถูกต้องแต่แรกหรือเปล่า เพราะฉะนั้น เราหันมาทำธุรกิจที่ยั่งยืนที่เราอยู่ได้ด้วยตัวเราเองดีกว่าไหม เป็นแผนการระยะยาวที่คิดรอบนี้แล้วอีก 40 ปีค่อยมาคิดใหม่ 

บริษัทเราซื้อเหรียญคริปโตเก็บไว้ทุกเดือน ครึ่งหนึ่งบิตคอยน์ ครึ่งหนึ่งอีเธอเรียม เก็บไปเรื่อย ๆ ในอัตราที่จะไม่เป็นภาระของบริษัท ขณะที่อีก 4 ปีข้างหน้าคนจะเริ่มรู้งี้ซื้อไว้ดีกว่า รู้งี้ไม่น่าทำคีย์หายเลย ไอ้ ‘รู้งี้’ มันจะมาในอีก 3 – 4 ปีถัดไป

ชีวิตคุณมีอะไรที่ ‘รู้งี้’ บ้างไหม

มี (นิ่งคิด) 

เฮ้ย ไม่มีว่ะ เราอยากทำอะไรก็ได้ทำทุกอย่างเลย หลายอย่างได้ลองแล้วพลาดจนเลิก ผมโชคดีที่เป็นลูกคนเล็กในพี่น้อง 11 คน แล้วที่บ้าน พ่อแม่ก็เอาใจลูกชายคนสุดท้าย เป็นคนที่ได้ไปเรียนเมืองนอก แต่กว่าจะได้ไปย้ายโรงเรียนมา 7 ที่

หลักสูตร 15 ปีรวมอนุบาล คุณย้ายโรงเรียน 7 ครั้งเลยเหรอ

เขาไม่ค่อยให้ผมเรียน (หัวเราะ) ตั้งแต่อนุบาลที่มีให้นอนกลางวัน แล้วก็ร้อนฉิบหาย อาบน้ำเสร็จให้เรานอน อยู่ดี ๆ ก็มีเด็กผู้หญิงมานอนข้าง ๆ ผมไม่ไหว บอกแม่ไม่เรียนแล้ว ออก!

จากนั้นก็ไปเรียนโรงเรียนอนุบาลพระกุมารเยซูขอนแก่น เรียนได้ 2 ปี มีคนบอกว่าถ้าอยากเป็นข้าราชการ ให้ไปเข้าวชิราวุธวิทยาลัย แต่โดนซ้ำชั้น เพราะผมทำข้อสอบไม่ได้ มันเป็นเรื่องกวางที่มองเงาในน้ำแล้วคิดว่าตัวเองสวยมาก พอเสือมาก็วิ่งหนีจนเขาไปพันกับเถาวัลย์ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า สิ่งสวยงามอาจเป็นภัยกับตัวเรา ไอ้เราเป็นเด็กอีสาน เขาให้เขียน ‘กวาง’ เราไปเขียน ‘กวง’ กวงตัวหนึ่ง เลยโดนซ้ำชั้น อยู่ได้ 2 ปี แล้วแอบขึ้นรถหนีกลับขอนแก่นเลย (หัวเราะ)

ตอนนั้นอยู่ ป. อะไร

ป.2 เองมั้ง สมัยนั้น พ่อผมต้องไปรับรถ HINO กลับขอนแก่น แล้วทุกวันผมต้องเดินไปบ้านญาติที่เจริญผล เพื่อขึ้นรถไปโรงเรียนกับเขา วันนั้นระหว่างทางเจอรถป๊าที่กำลังจะกลับขอนแก่นพอดี เลยแอบขึ้นรถซ่อนอยู่ข้างหลัง พอถึงสระบุรีคิดว่าเขาคงไม่เลี้ยวรถกลับไปส่งแล้วเลยเคาะกระจก ป๊าตกใจ มึงมาได้ไง กูนึกว่ามึงอยู่โรงเรียน (หัวเราะ)

พอออกจากวชิรวุธก็กลับมาโดนซ้ำชั้นที่โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาขอนแก่น แล้วก็อีก 2 โรงเรียน จนโตหน่อยอยากเตะบอล โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเขาเตะบอลกัน เลยขอพ่อแม่ไปสอบ เขาบอกว่าจะเข้าสวนกุหลาบฯ ต้องเรียนพิเศษ ผมก็เรียน ง่ายมาก สอบได้แน่ ทีนี้พอถึงตอนสัมภาษณ์ มีคนเอากระดาษมาให้ใบหนึ่ง บอกให้ไปห้องนี้ ตอนแรกก็นึกว่าทุกคนได้เหมือนกัน แต่กลายเป็นว่าคนอื่นสุ่มหยิบกระดาษเอง หยิบได้เบอร์ไหน ไปห้องนั้น เราก็งงว่าทำไมเขาหยิบกันเองหมดเลย

แล้วทำยังไง

ไม่ได้! เราต้องเหมือนคนอื่น เลยทิ้งใบที่เขาให้มาแล้วไปหยิบใหม่ เดินเข้าไปสัมภาษณ์เสร็จก็ตกสัมภาษณ์เลย เพราะเสือกไม่ไปห้องนั้น ผมเลยไม่ชอบเรื่องเส้นสายแต่เด็ก สิ่งที่ทำกับขอนแก่นคือเราต้องการ Disrupt บางอย่าง ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความโปร่งใส ด้วยพลังที่พวกเรามี

สุดท้ายพ่อบอกว่า ‘มึงอยากเตะบอลมากใช่ไหม’ มีที่หนึ่งมีสนามบอลเยอะ ก็พาไปเรียนที่อัสสัมชัญศรีราชา แต่มีเรื่องจนไม่ได้เรียนต่อ เลยกลับมาจบ ม.ปลาย ที่ขอนแก่น 

แต่ล่าสุดเขาก็เรียกไปรับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นนะ ครูบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เขาลืมกันหมดแล้ว (หัวเราะ)

การเป็นคนคิดต่างในยุคนั้นเป็นยังไง

บางทีคนเขาจะคิดว่าเราเป็นพวกต่อต้าน

ผมชอบเด็กสมัยนี้ ลูกผมมาถามว่า ‘ป๊า ขอไปประท้วงกับเขาได้ไหม’ ผมบอก ไปเลยลูก แต่ระวังตัวดี ๆ ไม่ต้องลงถนน ให้อยู่ตรงสกายวอร์ก แต่ถ้าจะลงไปให้อยู่บนเวทีนะ อย่าอยู่บนถนน

เราเห็นประวัติศาสตร์การเมืองมาหมดแล้ว ตอนเหตุการณ์เดือนตุลา พ่อผมพาไป นักศึกษาบอกเราชนะแล้ว เชิญพี่ ๆ ไปเลือกตั้ง ปรากฏนักการเมืองที่รับช่วงต่อก็ไปแย่อีก บางงานที่ผมทำเลยเขียนเองทำเอง ส่งโครงการไปให้รัฐบาล เขาถามว่าเอาใครมาทำ เอาเรานี่แหละ หรือจังหวัดถามว่าแล้วตำแหน่งนี้ใครนั่ง 

เราเอง

คนก็สงสัยว่าทำไมทำเองชงเอง เรามองว่าถ้าขึ้นไปแล้วแย่ เราลงเอง ดีกว่าที่เอาใครขึ้นไปทำแล้วคุมไม่ได้ คนที่มีอำนาจในมือแล้วเปลี่ยนไปก็เห็นมาเยอะแล้ว นั่นคือปัญหาของประเทศนี้

ลองคิดดูว่าเด็ก ๆ ที่ประท้วง สมมติได้ค่าขนมเดือนละหมื่นกว่าบาท ถ้าพ่อแม่รวย ๆ ให้เดือนละ 3 หมื่น แต่อยู่ดี ๆ ไปเจอกระเป๋าใบหนึ่งมีเงิน 17 ล้าน มันคนละเรื่องเลยนะ 

ประเทศนี้มีปัญหาทั้งระบบ เอาคนดีมาปกครองก็อยู่ไม่ไหว ผมเกลียดเรื่องแบบนี้เลยเป็นคนมีอะไรต้องทำเอง และไม่เคยไปขอใคร ถ้าจะขอก็ขอเพื่อจังหวัด ธุรกิจที่พยายามทำเลยต้องไปของมันเองได้ ไม่ต้องยุ่งกับการเมือง

ถ้ามีคนเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็นไหม

เป็นไปก็ไม่มีประโยชน์ วันหนึ่งที่ประชาชนกับราชการเชื่อมต่อกันโดยตรงได้ก็ไม่ต้องมีตัวแทน เพราะตัวแทนที่ส่งไปสุดท้ายก็บิดเบี้ยว ไม่ทำตามที่ประชาชนต้องการ ถ้าวันหนึ่งที่ประชาชนออกเสียงเองได้ บางตำแหน่งหรือบางหน่วยงานอาจไม่มีบทบาทอีกต่อไป จริงอยู่ที่ระดับนิติบัญญัติต้องมี ข้าราชการทำงานต้องมี แต่ระดับบริหารอาจไม่จำเป็นแล้ว ในขอนแก่นน่าจะอีก 4 ปีถึงได้เห็นสิ่งนี้

ผูกพันอะไรกับขอนแก่นถึงทุ่มเท่กับการพัฒนาเมืองขนาดนี้

ไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม ผมแม่งจะอยากกลับขอนแก่น 

กลับขอนแก่นดีกว่า สนุกกว่า เราอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก เราขี่จักรยาน เราเดินเที่ยว บางอย่างที่เคยเห็นแต่เด็ก ถ้าออกแรงหน่อยแล้วทำให้มันดี ให้มันสวยขึ้น จะดีไหม พอมันดีขึ้น ทั้งเมืองและคนก็ดีขึ้นไปด้วย

เราเป็นพ่อค้า พ่อค้าต้องการลูกค้า ถ้าช่วยให้คนที่เงินน้อยรวยขึ้นอีก ให้เขาพ้นเส้นความยากจน ลูกค้าก็เยอะขึ้น 

การบริหารประเทศนี้วันนี้เป็นแบบเลี้ยงไข้ เหมือนกลัวเขารวย อย่ารวย แล้วก็อย่าตาย ฝรั่งบอกทำธุรกิจแล้วต้องคืนสังคม เกิดเป็นโครงการ CSR (Corporate Social Responsibility) แบบที่ถ่ายรูปก็ถือว่าทำแล้ว แต่วันนี้สิ่งที่เรากำลังทำคือตรงกันข้าม เรารวมธุรกิจในขอนแก่น 20 เจ้า เกิดเป็นกลุ่มขอนแก่นพัฒนาเมือง ทำ CSR ขนาดใหญ่เพื่อสร้างเศรษฐกิจในจังหวัด แล้วเดี๋ยวธุรกิจของพวกเราจะดีขึ้นเอง

มันคือการแก้ปัญหาที่ต้นทาง ไม่ใช่การแจกเงินเหมือนที่เห็นบ่อย ๆ 

มันคือการแจกโอกาสให้คนตัวเล็ก ๆ มากกว่า เวลาข้าราชการไปแจกเงิน ชาวบ้านที่ได้รับอาจรู้สึกยกย่องเขา แต่ถามว่าเงินนั้นเงินใคร ก็เงินภาษีของพวกเราเอง พอเป็นโอกาส เขาจะภูมิใจในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้เขายืนบนขาของตัวเองได้

การที่เอกชนลุกขึ้นมาทำเรื่องการพัฒนาเมืองและสังคม มีข้อดี-ข้อเสียต่างจากรัฐทำอย่างไร

เรามีความคล่องตัวมากกว่า ถ้ารัฐบาลทำก็จะเป็นขั้นตอนแบบหนึ่ง แต่ละหน่วยงานเริ่มเขียนภารกิจว่าจะทำอะไร เพราะอย่างนั้นมันจึงไม่มีการบูรณาการ เนื่องจากระเบียบเขียนเอาไว้หมดแล้ว 1 -10 ทำแค่นี้ปลอดภัย ถ้าทำขาดโดน ทำเกินก็โดน ส่วนประชาชนจะเป็นยังไงช่างมัน

สิ่งที่เราทำอยู่คือการบูรณาการโดยมีเป้าหมาย คือ แก้จน ลดความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น ภารกิจเราเลยมีหลากหลาย เป็นคนละแบบกับภาครัฐ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราทิ้งข้าราชการนะ

อย่างขอนแก่น สมมติหน่วยงานหนึ่งบอกจะทำ 1 – 10 เราก็ติดต่อไปส่วนกลางที่กรุงเทพฯ บอกกระทรวงให้ไปบอกหน่วยงานนี้หน่อยว่า ให้ทำเรื่อง 11 กับ 12 ด้วย พอหน่วยงานนั้นเห็นกระดาษ 11, 12 ก็เห็นว่าดี ถ้าอย่างนั้นก็ไปช่วยเอกชนด้วยเลย

ขอนแก่นอยากเป็นแบบเมืองไหน

ผมว่าจริง ๆ แล้วไม่มี เราเคยไปดูพอร์ตแลนด์ แต่ก็ไม่ใช่ ขอนแก่นเลยเป็นโมเดลที่เราพยายามทำให้แมตช์กับประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีปัญหา เราจึงทำให้ยั่งยืนและเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐส่วนกลาง ภาครัฐ และภาคเอกชน 

ในขอนแก่นมีโอกาสอะไรที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นบ้าง

เยอะแยะเลย เราไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ขอนแก่นเป็นเมืองแห่งโอกาส โอกาสที่ว่าอาจจะหมายถึงการทำธุรกิจ ทำการค้า หรือย้ายออฟฟิศมาอยู่ที่ดีกันดีกว่า

เรามีศูนย์วิจัย มี Infrastructure ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านดิจิทัล ด้านคมนาคมขนส่ง เรามี Sea, Land, Air ครบ มีท่าเรือบกที่เชื่อมต่อกับท่าเรือแหลมฉบัง สนามบินของเราก็อันดับต้น ๆ โรงพยาบาลก็ดี จะแพงถูกมีหมด 

ต่อไปมนุษย์จะเริ่มตัดสินใจเรื่องความครบความพร้อม เพราะฉะนั้นแต่ละเมืองจะต้องรู้ว่าตัวเอง Need อะไร Want อะไร ไม่ใช่จังหวัดข้าง ๆ มี เราอยากได้บ้าง ถามกลับว่าจะเอาไปทำไม ไม่รู้เหมือนกันแต่อยากได้ นั่นคือเมืองที่ไม่คิด แต่เมืองนี้คิด 

คุณวาดภาพขอนแก่นไว้สวยงาม เคยมีคนบอกไหมว่าสิ่งที่คิดอาจเป็นได้แค่ฝัน

มี (หัวเราะ) ผมเคยให้สัมภาษณ์กับนักข่าวคนหนึ่ง พอพูดจบ เขาอุทานเลยว่า ‘ฝัน’ แต่ผมโคตรชอบคำนี้เลย มนุษย์แม่งต้องมีฝัน แล้วก็ตั้งใจทำฝันนั้น ทำไปทำมาผ่านมา 6 ปี ขอนแก่นเริ่มเข้าใกล้สิ่งที่เราฝันไว้ วันนี้ก็ยังคิดว่ามันจะเป็นไปได้อยู่

Questions answered by CEO of Cho Thavee Plc.

01 ร้านอาหารที่กินบ่อยที่สุดในขอนแก่น…

ไข่กระทะมินเทียน อาหารญี่ปุ่นก็ Hayashi ถ้าอิตาเลียนจะเป็น Pomodoro 

02 ร้านกาแฟเจ้าประจำ…

Trinity Cafe’ กับ Cafe de’ Forest

03 นวัตกรรมที่เจ๋งที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา…

Blockchain

04 โปรเจกต์พัฒนาเมืองที่ท้าทายที่สุด…

ระบบรางที่ขอนแก่น

05 เรื่องที่ได้เรียนรู้ล่าสุด…

องุ่นปลูกยาก!

06 หนังสือที่อยากแนะนำต่อ…

เศรษฐศาสตร์ความจน อ่านแล้วทำให้เห็นเลยว่าวิธีแก้จนของโลกนี้แม่งผิดมา 20 – 30 ปี สิ่งที่เราทำกับขอนแก่นตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าถูกหรือผิด พออ่านเล่มนี้เลยรู้ว่า มาถูกทางแล้ว

07 ถ้าได้เขียนหนังสือจะเขียนเรื่อง…

เรื่องขอนแก่นโมเดล

08 แนวทางการทำธุรกิจที่เรียนรู้จากป๊า…

ป๊าบอกว่า หิวยังไงก็ต้องอมไม้จิ้มฟันไว้ให้คนคิดว่า เรากินข้าวมาแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้กิน แปลว่าเราต้องถ่อมตัวและมุ่งทำสิ่งที่ตั้งใจไปเรื่อย ๆ

09 รถที่ ช ทวี อยากผลิตแต่ยังไม่ได้ผลิต…

กำลังจะทำ Autonomous ไร้คนขับ กำลังจะทดลองขับแล้วด้วย 

10 คุณเป็นพ่อที่…

ตามใจลูกหมดเลย แล้วก็ค่อย ๆ สอน สอนได้ถึง ป.5 ป.6 สอนแบบตามใจ ก่อนนอนจะเล่านิทานให้ลูกฟัง แต่นิทานไม่ใช่หนูน้อยหมวกแดง นิทานคือเรื่องของอนาคตของเรา เราเล่าฝันให้ลูกฟัง แล้วมันก็เข้าไปอยู่ในตัวลูกเราหมด เพราะฉะนั้น โครงสร้างของลูกถูกต้องแล้ว ส่วนการตัดสินใจก็แล้วแต่บุญแต่กรรม แล้ววันหนึ่งเรื่องที่เคยฟังจะสะกิดใจเขา บางทีเขาจำได้เป็นฉาก เรายังงง ๆ ว่านี่โม้ถึงตอนไหนแล้ววะ ลูกมันจำได้ (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load