การเป็นที่หนึ่งอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุดสำหรับเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ในเวลานี้ แต่เป้าหมายใหญ่ของบริษัทฯ คือการสร้าง One Platform ที่ผสานทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจเพื่อสร้างอาณาจักรอสังหาฯ ครบวงจร ด้วยแพลตฟอร์มที่ยั่งยืน 

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับแบรนด์ ‘เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้’ ในฐานะบริษัทข้ามชาติจากสิงคโปร์ที่มาลงทุนในประเทศไทยกับกลุ่มบริษัททีซีซี  เพื่อพัฒนาอภิมหาโปรเจกต์ One Bangkok แต่นอกเหนือจากโครงการดังกล่าวแล้ว กลุ่มเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ยังได้ลงทุนในอีกกลุ่มธุรกิจภายใต้ชื่อ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ FPT 

เพื่อให้เข้าใจถึงประวัติความเป็นมาของกลุ่มนี้ คงต้องย้อนกลับไปก่อนหน้า โดยมีจุดเริ่มต้นที่กลุ่มบริษัททีซีซีมีวิสัยทัศน์เล็งเห็นถึงศักยภาพของบริษัท เฟรเซอร์ส แอนด์ นีฟ หรือ F&N ซึ่งทำธุรกิจเครื่องดื่มและธุรกิจอื่นๆ รวมถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในสิงคโปร์ จึงได้ตัดสินใจเข้าซื้อกิจการใน พ.ศ. 2556 ซึ่งนับเป็นดีลที่ใหญ่ที่สุดในเวลานั้น จากนั้นได้ทำการแยกธุรกิจอย่างชัดเจนเพื่อให้ F&N รุกขยายตลาดเครื่องดื่มอย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่จัดตั้งบริษัทเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด หรือ FPL ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของสิงคโปร์ เพื่อดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้น กลุ่มบริษัททีซีซีได้ทำการเข้าซื้อแบรนด์โกลเด้นแลนด์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เก่าแก่ที่เชี่ยวชาญการทำที่อยู่อาศัยแนวราบและพื้นที่เชิงพาณิชย์เก็บเอาไว้ด้วย

เป็นราชาแห่งการเทกโอเวอร์ของจริง

และเมื่อต้น พ.ศ. 2561 กลุ่มบริษัททีซีซีก็เข้าถือหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TICON ซึ่งทำธุรกิจพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรมและคลังสินค้าสำเร็จรูปให้เช่า ถือเป็นการต่อจิ๊กซอว์ของเครือข่ายธุรกิจครั้งสำคัญที่ทำให้ทีซีซีมีทั้งกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม และอุตสาหกรรมอยู่ในมือทั้งหมด ต่อมาในต้น พ.ศ. 2562 เกมการผนวกธุรกิจแบบครบวงจรก็เกิดขึ้น เมื่อ TICON แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปลี่ยนชื่อตามบริษัทที่เข้ามาถือหุ้น เป็นบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ FPT เพื่อใช้แบรนด์ระดับตำนานอย่างเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ในการรุกตลาดอย่างเต็มตัว จนเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมาหลังกระบวนการควบรวมแล้วเสร็จ กลุ่มบริษัททีซีซีตัดสินใจเพิกถอนหุ้น GOLD ออกจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และรวมเข้ากับ FPT เป็นหนึ่งเดียวกันในที่สุด จนกลายมาเป็นบริษัทที่แพลตฟอร์มอสังหาฯ ครบวงจรรายแรกในไทย ที่มีมูลค่าสินทรัพย์รวมกว่าหนึ่งแสนล้านบาทในปัจจุบัน

ธนพล ศิริธนชัย Country CEO เฟรเซอร์สประเทศไทยผู้พลิกวงการอสังหาฯ ไทยด้วย One Platform, บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ FPT

ทุกความเคลื่อนไหวอยู่ในสายตาของ ธนพล ศิริธนชัย มาโดยตลอด

เพราะเขาเป็นผู้บริหารของทั้งยูนิเวนเจอร์ ซึ่งเข้าซื้อโกลเด้นแลนด์และเข้ามาเป็นแม่ทัพคนสำคัญของเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ FPT ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ปัจจุบัน FPT มีโครงการที่อยู่อาศัย 59 โครงการ ครอบคลุมทั้งกรุงเทพ ปริมณฑล และจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ พื้นที่คลังสินค้าและโรงงานอุตสาหกรรมคุณภาพสูงรวม 3 ล้านตารางเมตร รวมทั้งพื้นที่เพื่อการพาณิชยกรรมใจกลางย่านธุรกิจ (CBD) รวมพื้นที่ภายใต้การบริหารจัดการกว่า 2.4 แสนตารางเมตร มีโรงแรมและเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ในมือกว่า 1,100 ห้อง และประกาศตัวเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรรายแรกของประเทศ ด้วยขนาดสินทรัพย์ 100,000 ล้านบาท วันนี้ภารกิจที่สำคัญของกัปตันทีมชื่อธนพล ศิริธนชัย คือการหลอมรวมความหลากหลายจาก 3 กลุ่มธุรกิจเข้าไว้้บนแพลตฟอร์มเดียวกัน หรือ One Platform เพื่อเชื่อมศักยภาพของทุกกลุ่ม สู่ความเป็นหนึ่งเดียวกัน (Synergy) และสร้าง Ecosystem ทางธุรกิจที่สนับสนุนการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง มั่นคง และยั่งยืนของบริษัทฯ โดยการรวมกันนี้ จะทำให้เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย สามารถกระจายความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ ด้วยการบริหารสินทรัพย์หลากหลายประเภทที่มีลูกค้าหลายกลุ่ม (Diversification) พร้อมยืนหยัดในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ด้วยความสามารถในการบริหารจัดการที่มีความยืดหยุ่นและทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์ที่ท้าทายได้เป็นอย่างดี (Resilience)

 สิ่งที่เขาคิดและต้องทบทวนความคิดสำหรับก้าวต่อไปจากนี้คืออะไร ติดตามได้จากบทสัมภาษณ์พิเศษนี้

กว่าจะเป็น ‘เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย‘ ทุกวันนี้ มีที่มาอย่างไร

ต้องเริ่มต้นเล่าตั้งแต่ เฟรเซอร์ส แอนด์ นีฟ หรือ F&N ซึ่งก่อตั้งในสิงคโปร์มาร้อยสามสิบเจ็ดปีแล้ว ดำเนินธุรกิจผลิตเครื่องดื่มและอื่นๆ รวมถึงธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ควบคู่ไปด้วยกัน เป็นบริษัทแรกของสิงคโปร์ที่ช่วยรัฐบาลวางผังเมืองจนมาถึงทุกวันนี้ ตอนที่กลุ่มทีซีซีไปซื้อ F&N เมื่อ พ.ศ. 2556 โลกธุรกิจก็ฮือฮาว่าทำไมธุรกิจไทยกล้าไปลงทุนในต่างประเทศ นี่ก็ถือเป็นวิสัยทัศน์ที่สำคัญ คือถึงเวลาแล้วที่ธุรกิจไทยจะออกไปรุกข้างนอกบ้านบ้าง 

พอแยกธุรกิจออกจากกัน ส่วนเครื่องดื่มมีไทยเบฟฯ (บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)) เป็นผู้ดูแล ส่วนธุรกิจอสังหาฯ ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ภายใต้ชื่อเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด หรือFPL คุณปณต สิริวัฒนภักดี เป็นกรุ๊ปซีอีโอทำหน้าที่ดูแล แรกเริ่ม FPL เขาทำธุรกิจครบวงจรอยู่แล้ว ทั้งมิกซ์ยูส รีเทล ออฟฟิศ ศูนย์กระจายสินค้า โรงแรมและธุรกิจบริการอย่างเฟรเซอร์ สวีทส์ ซึ่งเป็นเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ชั้นนำมีสาขาทั่วโลก ทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทอสังหาฯ ชั้นนำระดับโลกเขาบริหารจัดการสินทรัพย์ให้กระจายไปทุกกลุ่ม ขณะที่บ้านเรายังไม่มีบริษัทอสังหาฯ ที่ครบวงจรเช่นนี้ ส่วนใหญ่จะมีกรอบในการพัฒนา เช่น ที่นี่ทำบ้าน ทำคอนโดฯ พอเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ เข้ามาในเมืองไทย ด้วยประสบการณ์ในการพัฒนาเมืองระดับโลก ประกอบกับกลุ่มทีซีซีก็มีสินทรัพย์จำนวนมาก ก็เลยนำเอาประสบการณ์ที่มีมาใช้ ในการพัฒนาอภิมหาโครงการอย่าง วัน แบงคอก (One Bangkok)

ขณะที่เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง เราเพิ่งจัดการรวมบริษัทเสร็จเรียบร้อยเมื่อไม่นานมานี้และกลายเป็นผู้พัฒนาอสังหาฯ ครบวงจรรายแรกในประเทศไทย พอนำธุรกิจที่มีศักยภาพมารวมกันจึงเป็นความแตกต่างที่สร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ สินทรัพย์ของโกลเด้นแลนด์มีประมาณห้าหมื่นล้าน มารวมกับของเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย อีกห้าหมื่นล้านก็จะเป็นหนึ่งแสนล้านบาทโดยประมาณ

ภาพรวมธุรกิจปีนี้เป็นอย่างไร 

แม้เราจะเผชิญกับความท้าทายและสถานการณ์ความไม่แน่นอนต่างๆ ในปีนี้ แต่ผลการดำเนินงานยังเป็นที่น่าพอใจ เรายังสามารถประคับประคองธุรกิจให้ไปต่อได้ด้วยดี โดยเราตั้งเป้าว่าจะรักษาระดับรายได้ที่สองหมื่นล้านบาท ทั้งนี้ อาจจะเป็นเพราะเทรนด์บ้านแนวราบที่เป็นที่ต้องการของตลาด ทำให้ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มธุรกิจ ออฟฟิศ และรีเทล บริษัทฯ ยังคงรักษาฐานลูกค้าไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ด้านธุรกิจอสังหาฯ เพื่ออุตสาหกรรมของเรากลับได้รับอานิสงส์จากวิกฤต COVID-19 เนื่องจากช่วงก่อนหน้า ผู้ประกอบการประสบปัญหาการจัดส่งสินค้า สินค้าขาดแคลน จึงทำให้ต้องมองหาพื้นที่คลังสินค้าเพิ่มหรือแม้แต่การย้ายฐาน เพื่อให้จัดส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้าได้อย่างรวดเร็วที่สุด นี่แหละคือข้อดีของการมีสินทรัพย์หลากหลายประเภท ทำให้เรากระจายความเสี่ยงได้ดี

เดี๋ยวนี้การให้เช่าพื้นที่อุตสาหกรรมไม่ใช่แค่ให้บริการพื้นที่อย่างเดียว เราได้ยกระดับด้วยการทำสมาร์ทสเปซ โดยนำเทคโนโลยีทันสมัย ระบบปฎิบัติการอัตโนมัติ และวัสดุประหยัดพลังงานมาใช้ นอกจากนี้ยังเน้นการพัฒนาโรงงานและคลังสินค้าตามความต้องการของลูกค้า หรือ Built-to-Suit ซึ่งจะเป็นการนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าแต่ละราย โดยทีมงานจะต้องเข้าไปทำงานใกล้ชิดกับลูกค้าเพื่อที่จะได้เข้าใจถึงความต้องการใช้งาน ซึ่งจะครอบคลุมแม้กระทั่งโรงอาหารพนักงาน สิ่งอำนวยความสะดวกหรือการออกแบบที่คำนึงถึงอัตลักษณ์ขององค์กรลูกค้า ทำให้ลูกค้ารู้สึกเสมือนเป็นพื้นที่ของเขาบริษัทตนเอง โดยการพัฒนาโครงการในลักษณะนี้ จะเป็นสัญญาเช่าในระยะยาว ปัจจุบันบริษัทมีโครงการกระจายอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์ทั่วประเทศไทย ถ้าเป็นทางเหนือก็มีครอบคลุมทั้งโซนวังน้อย อยุธยา หรือโซนสมุทรปราการ บางพลี และพื้นที่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี 

ธนพล ศิริธนชัย Country CEO เฟรเซอร์สประเทศไทยผู้พลิกวงการอสังหาฯ ไทยด้วย One Platform, บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ FPT

ทำไมต้องรวมธุรกิจเอาไว้ภายใต้แบรนด์เดียว

ข้อแรกเลย นี่เป็นเรื่องการกระจายความเสี่ยง เพราะถ้าทำธุรกิจเพียงอย่างเดียว เวลาเกิดวิกฤตขึ้นมาก็จะแย่ การที่เรากระจายหลายธุรกิจ เพราะคิดว่าเวลาเกิดวิกฤต มันคงไม่ทรุดพร้อมกันทีเดียว แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ การมีธุรกิจที่หลากหลายก็ทำให้เราไปต่อได้ สำหรับอสังหาริมทรัพย์ กระแสเงินสดสำคัญที่สุด ถ้าขาดรายได้ ไม่มีเงินมาหล่อเลี้ยงก็เจ๊งกันไปหมด เราต้องสร้างธุรกิจที่มีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่นรายได้จากการเช่าออฟฟิศ โรงแรม อย่างน้อยที่สุดก็มีกระแสเงินสดเข้ามา เราก็เอาไปจ่ายเงินเดือนพนักงานและดำเนินธุรกิจต่อ มันเป็นจุดที่ทำให้เรารอดมาได้ ตอนนี้หลายบริษัทก็เริ่มหันมาทำแบบนี้แล้ว บางที่ก็ไปทำโรงพยาบาล ทำเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์หรือทำออฟฟิศให้เช่า แต่ถ้าดูโดยรวมแล้วยังไม่มีใครข้ามมาทำอสังหาฯ เชิงเพื่ออุตสาหกรรมนะ 

ข้อที่สองเป็นเรื่องการประสานพลังกันหรือ Synergy เพราะถึงจะเป็นธุรกิจคนละประเภท แต่ก็เป็นอสังหาริมทรัพย์เหมือนกัน ซึ่งเป็นปัจจัยสี่ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงช้าที่สุด มันก็อาจจะเปลี่ยนวิธีการขาย การทำการตลาดไป แต่ความต้องการขั้นพื้นฐานของทุกคนก็ยังต้องมี ถึงคุณจะรวยแค่ไหนคุณก็ต้องซื้อบ้าน หรือเวลาไปเที่ยวก็จะเลือกพักโรงแรมดีๆ เราไปอยู่ในโลกเสมือนไม่ได้ การรวมกันนี้ทำให้เพิ่มยอดขายข้ามกลุ่มธุรกิจได้ โดยการเอาข้อมูลของกลุ่มลูกค้ามาเชื่อมโยงกัน ลูกค้าที่มาเช่าโกดังอาจต้องการซื้อบ้านหรือคอนโดฯ ด้วย คนที่เป็นพนักงานออฟฟิศก็อาจเริ่มสนใจเช่าพื้นที่ค้าปลีกเพื่อทำการค้า เราต้องใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ให้ออกและหาโอกาสทางธุรกิจ จึงเป็นการลดต้นทุนเมื่อซื้อสินค้าได้ มีอำนาจต่อรองมากขึ้น อย่างพอเราสร้างโครงการผสมผสานหรือ Mixed-use ก็จะมีทั้งคอนโดฯ ออฟฟิศ ค้าปลีก ในที่เดียวกัน 

และข้อที่สาม เรารวมกันเพื่อให้ทนทาน ยืดหยุ่น ต่อความไม่แน่นอนในวันข้างหน้าได้ ยิ่งเกิดวิกฤต COVID-19 ก็ยิ่งเห็นได้ชัดเจน ว่าเรามีภูมิคุ้มกันถึงจะเซบ้างแต่ก็กลับมาได้เร็ว (Resilience) แม้ว่ากลุ่มโรงแรมและรีเทลจะได้รับผลกระทบในช่วงที่ผ่านมา แต่กลุ่มธุรกิจที่อยู่อาศัยแนวราบก็ยังไปต่อได้ตามเทรนด์ของตลาดที่คนส่วนใหญ่อยากมีพื้นที่มากขึ้น รองรับการทำงานจากที่บ้านหรือ Work From Home ที่เพิ่มสูงขึ้น สำหรับกลุ่มธุรกิจออฟฟิศให้เช่า ก็ยังคงมีความต้องการอยู่ ถึงจะมีแนวโน้มทำงานที่บ้านกันมากขึ้น แต่อย่างไรก็ยังต้องออกมาพบปะเจอหน้ากันอยู่ดี ผมว่ายังมีมุมที่เราได้รับประโยชน์จากการผสานธุรกิจในครั้งนี้ เพื่อรับมือกับความท้าทายต่างๆ ท่ามกลางการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ

ความท้าทายของการรวมคนจากต่างองค์กรเข้าไว้ด้วยกันคืออะไร

ท้าทายแน่นอน แต่ละองค์กรมีวัฒนธรรมต่างกัน ซีอีโอแต่ละคนก็มีสไตล์ก็ไม่เหมือนกัน เราต้องช่วยดูว่าเราจะบริหารธุรกิจที่แตกต่างกันให้อยู่ร่วมกันและมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกันได้อย่างไร วันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น ปกติจุดเริ่มต้นมักจะนิ่งก่อนแล้วผ่านไปสักพักจะเริ่มแสดงออกมา (หัวเราะ) เหมือนเวลาออกเรือ คลื่นลมไม่มี แต่ไปสักพักก็เจอพายุ เป็นเรื่องที่ต้องเจอ การแข่งขันในแต่ละธุรกิจไม่เหมือนกัน เราก็ต้องยืดหยุ่น เราอยู่เรือลำเดียวกันแล้ว ถ้าต่างคนต่างพายแล้วจะไปต่อกันได้อย่างไร ดังนั้น เราจึงต้องรวมกันอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน เพื่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ที่ครบวงจร โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน แต่ละกลุ่มธุรกิจจะต้องสื่อสารเชื่อมโยง ให้เข้าใจซึ่งกันและกันได้  นี่คือความท้าทายและเราก็กำลังเดินหน้าทำเรื่องนี้อยู่

ประเมินทิศทางธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทยอย่างไร

ผมว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีวัฏจักร พอธุรกิจมีแนวโน้มดีขึ้นทุกคนก็หันมาพัฒนากัน แล้วพอทำกันเยอะๆ ก็ล้นตลาดออกมา ประเมินกันว่าวัฏจักรนี้จะเป็นรอบ รอบละเจ็ดถึงสิบปี อย่างตลาดคอนโดมิเนียมที่ตอนนี้เป็นขาลงเดี๋ยวก็กลับมา เพียงแต่วันนี้มีซัพพลายในตลาดเยอะ ในขณะที่กำลังซื้อลดลง แต่ยังเห็นการขยายตัวของที่พักอาศัยแนวราบ ทีนี้พอคนเห็นว่าแนวราบดีก็จะแห่กันมาทำแนวราบ เราก็ต้องขยับไปทำอย่างอื่นอีก 

สิ่งสำคัญคือการมองวัฏจักรธุรกิจให้ถูกเวลาแนวโน้มตลาดดี ใครจะหยุดสร้าง และเวลาที่แนวโน้มตลาดไม่ดีใครจะไปสร้างตึกใหม่ สิ่งที่ยากที่สุด คือการสร้างตอนที่ตลาดไม่ดี คุณมีเงินสดพร้อมหรือเปล่า จะสร้างความเชื่อมั่นกับลูกค้าได้อย่างไร และแบงก์จะปล่อยกู้หรือไม่ ดังนั้น การมีพอร์ตโฟลิโอที่ครบวงจรจะช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดี 

ทุกคนเห็นตรงกันเรื่องราคาที่ดินสูง ดูเหมือนเราจะเห็นการพัฒนาโครงการแบบเช่าอยู่อาศัยระยะยาวหรือ Leasehold มากขึ้นใช่หรือไม่

ในต่างประเทศ Leasehold ถือเรื่องเป็นปกติแล้ว ที่ดินหายากขึ้น ราคาก็แพงขึ้น ถ้าไปดูราคาที่ดินในเมืองเพิ่มขึ้นเป็นตารางวาละเท่าไหร่แล้ว ถึงจะพัฒนาโครงการได้ แต่ต้องขายห้องชุดราคาตารางเมตรละห้าหรือหกแสนบาท คนจะซื้อได้หรือเปล่า อย่างที่ดินแปลงใหญ่ใจกลางเมืองตอนนี้ก็เป็น Leasehold ทั้งนั้น ถ้าเรายึดติดกับเรื่องกรรมสิทธิ์และซื้อแบบ Freehold (เป็นเจ้าของสิทธิ์ขาด) ราคาตารางเมตรละสองแสนบาท เทียบกับซื้อแบบ Leasehold ตารางเมตรละหนึ่งแสนบาท ต่างกันเท่าหนึ่ง ความคุ้มค่าด้วยเวลาอีกสามสิบปีข้างหน้ากับเงินที่จ่ายไป ตึกพอนานไปก็ต้องปรับปรุง ตกแต่งตึก รื้อโครงสร้างใหม่อยู่ดี ตอนนั้นต้นทุนก็อาจสูงมาก ถ้าการพัฒนาเมืองเปลี่ยน แต่เราอยู่ในทำเลที่ไม่มีศักยภาพอีกต่อไปแล้วและมูลค่าตก เราจะอยู่ไปทำไม จึงต้องมองหลายมุมทั้งเรื่องต้นทุน ทำเลที่สะดวกสบาย และการใช้ประโยชน์จริง มีหลายมุมมองที่บดบังความเข้าใจที่มีต่อ Leasehold ไปพอสมควร Leasehold เป็นเทรนด์ที่จะเติบโตอย่างแน่นอน อย่างน้อยถ้าทำเลใช่ขายต่อก็มีคนซื้อ

ธนพล ศิริธนชัย Country CEO เฟรเซอร์สประเทศไทยผู้พลิกวงการอสังหาฯ ไทยด้วย One Platform, บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ FPT
ธนพล ศิริธนชัย Country CEO เฟรเซอร์สประเทศไทยผู้พลิกวงการอสังหาฯ ไทยด้วย One Platform, บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ FPT

มีผู้วิจารณ์ว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นการเก็งกำไร แล้วการลงทุนของเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย เป็นแบบไหน

เนื่องจากแนวโน้มธุรกิจอสังหาฯ ทุกคนก็พร้อมที่จะเข้ามาทำกันหมด ขึ้นอยู่กับอยากเข้ามาทำกำไรสั้นหรืออยากเติบโตในระยะยาว ทางเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ มีแนวคิดการทำธุรกิจระยะยาวมากกว่า ซึ่งต้องมีศักยภาพและความแข็งแกร่งมากพอที่จะผ่านวิกฤตต่างๆ ไปได้ ผู้บริโภคเขาสามารถรู้ด้วยตัวเอง เพราะเวลาเขาซื้อต้องดูความน่าเชื่อถือของผู้พัฒนา ประสบการณ์ของลูกค้าเป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้จะสะท้อนเราเอง ถ้าเราทำได้ไม่ดี เราก็จะเห็นบางรายที่ยังยืนอยู่ได้ตั้งแต่ยังเด็กจนโต เราได้ยินชื่อมาโดยตลอด บางรายก็หายไป บางรายก็เกิดใหม่ ทุกคนล้วนอยากโตอย่างยั่งยืน สำคัญคือจะไปต่อได้แค่ไหน ถ้าธุรกิจมั่นคงแล้ว การกระจายความเสี่ยงจะเป็นสิ่งสำคัญต่อไป 

พื้นที่ Mixed-use อย่างสามย่านมิตรทาวน์มีจุดขายเรื่องการเชื่อมโยงกับชุมชน ทำไมต้องคำนึงเรื่องนี้

เป็นเทรนด์ของโลกและประเทศไทยในอนาคตนะครับ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องเชื่อมโยงโครงการเข้ากับชุมชน ไม่ได้คิดแต่ผลประโยชน์สูงสุดอย่างเดียว ซึ่งเป็นเรื่องท้าทาย ตอนเราทำสามย่านมิตรทาวน์ก็มีคนมาถามว่าจะไหวมั้ย ทำพื้นที่ด้านหน้าให้คนทั่วไปมาใช้ได้ตั้งเยอะ มีพื้นที่เปิดโล่งอีก มีโซนเปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง แถมมีพื้นที่ด้านบนให้คนมาเดินเล่นถ่ายรูปได้ฟรี สิ่งเหล่านี้เพราะเราให้ความสำคัญกับ Place Making คือการที่เรามีพื้นที่ให้คนในชุมชนนั้นๆ มาใช้ประโยชน์ได้ เป็นส่วนหนึ่งของสังคม อย่างที่สิงคโปร์มีแนวคิดนี้มานานแล้ว เป็นข้อบังคับเลยว่าจะพัฒนาโครงการได้ต้องมีพื้นที่ให้คนในชุมชนนั้นๆ มาใช้ได้กี่เปอร์เซ็นต์ 

ทำธุรกิจสมัยนี้ ใครๆ ก็พูดเรื่อง Agile คำนี้ในนิยามของคุณคืออะไร

เป็นคำที่ทุกคนพูดแต่ผมคิดว่าเราทำกันอยู่แล้ว นั่นคือการปรับตัวให้เร็ว ทั้งการทำงาน การแข่งขัน อย่างตลาดบ้านผมคิดว่าจะแข่งขันแรงขึ้นอีก พอทุกคนเห็นว่าเป็นไปได้ก็เลยหันมาทำกัน เราก็ต้องปรับกลยุทธ์อยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวนี้จะมาบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่หน้าที่ของตัวเองไม่ได้แล้ว ต้องช่วยกันทำ เราเปิดพื้นที่ให้ทุกคนต้องมาร่วมกัน ช่วยกันคิดว่าจะช่วยสนุบสนุนการทำงานกันอย่างไร ส่วนหลังบ้านก็ต้องดูว่าจะช่วยสนับสนุนธุรกิจอย่างไร ตอนนี้ออฟฟิศของเรามีคนรุ่นใหม่อยู่เยอะ ก็มีคนบ่นเหมือนกันว่าเริ่มปวดหัวกับเด็กจบใหม่หรือคนที่อายุยังไม่ถึงสามสิบ ผมว่าเราก็ต้องเรียนรู้ คนรุ่นใหม่เขาพูดในสิ่งที่เขาคิด เขากล้าแสดงความคิดเห็น ที่สำคัญคือเราเปิดใจรับฟังสิ่งที่เขาพูด สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้เขาแสดงออกหรือเปล่า อันนี้เป็นสิ่งที่ยากสำหรับคนรุ่นก่อนๆ แต่เราต้องพยายามปรับตัวเข้าหากัน ต้องพูดช้าลง ฟังขึ้น

จะทำอย่างไรให้คนรุ่นก่อนฟังคนรุ่นใหม่

เรื่องแบบนี้คนรุ่นก่อนต้องรู้ตัวเอง บางครั้งผมก็เป็นนะ บางทีอยากจะพูดเต็มที่ แต่ถ้าเราต้องทำงานกับคนเยอะๆ เราต้องฟังและทำความเข้าใจก่อนที่เราจะพูด สิ่งหนึ่งที่ต้องระวัง คือปัญหาของคนรุ่นผม พอฟังปุ๊บจะรู้ว่ามันมีอุปสรรคอะไร และเราก็จะรีบให้ข้อสรุปหรือชี้นำไปเลย ซึ่งไม่ควรทำ แต่เราเห็นแล้วก็อดไม่ได้จริงๆ ผมเลยเข้าใจแล้วว่าทำไมบางทีต้องแยกทีมคนรุ่นใหม่ออกไปทำ ไม่ต้องให้เรารู้ เพราะรู้แแล้วเราก็อดไม่ได้ที่จะพูด ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อาจจะต่างไปจากธุรกิจอื่นที่หันไปเน้นเรื่องนวัตกรรมใหม่ๆ ผมเชื่อว่าพื้นฐานของเรายังเป็นเรื่องการสร้างบ้าน การวางผังต่างๆ มันก็ยังต้องใช้ประสบการณ์ของคนรุ่นเก่าเข้ามาช่วยด้วย

ธนพล ศิริธนชัย Country CEO เฟรเซอร์สประเทศไทยผู้พลิกวงการอสังหาฯ ไทยด้วย One Platform, บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ FPT
ธนพล ศิริธนชัย Country CEO เฟรเซอร์สประเทศไทยผู้พลิกวงการอสังหาฯ ไทยด้วย One Platform, บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ FPT

Questions answered by Country CEO of Frasers Property (Thailand)

  1. สไตล์การทำงานเป็นอย่างไร

ก็ต้องไปถามน้องๆ พนักงานผมล่ะ (หัวเราะ) ผมคิดว่าผมไม่ดุ แต่บางคนประชุมกับผมกลับไปแล้วร้องไห้ก็มี เขาก็มองผมดุ ผมไม่ใช่คนที่ต่อว่าคนตรงๆ แต่อาจพูดให้เขาคิด เราเป็นยังไงก็ต้องให้คนรอบข้างสะท้อน ผมสนใจไปหมด ลงรายละเอียด ชอบการวางแผน อย่างของขวัญปีใหม่ ถ้าคุณซื้อไดอารี่ล่วงหน้าให้ผมจะชอบมาก เพราะผมวางแผนตารางชีวิตตัวเองล่วงหน้าเสมอ 

  1. ดูเหมือนเป็นคนไม่ชอบเสี่ยง (Risk Averse)

ก็คงแบบนั้น ผมชอบคิดหลายๆ มุม ให้มันครบ

  1. นอนวันละกี่ชั่วโมง

อย่างน้อยต้องนอนให้ได้หกชั่วโมงต่อวัน แต่จริงๆ ผมอยากนอนให้ได้แปดชั่วโมงนะ มันขึ้นกับว่านอนกี่โมง เพราะผมจะตื่นเวลาเดิมเสมอคือตีห้าครึ่ง เพื่อออกกำลังกายทุกเช้า ผมชอบวิ่งครับ 

  1. ชอบขนาดลงวิ่งมาราธอนเลยหรือเปล่า

ผมไปวิ่งมาราธอนมาแล้วห้าครั้งครับ นี่ถ้าไม่ติด COVID-19 ผมก็จะไปนะ มีคนบอกว่าคนที่ลงวิ่งฟูลมาราธอนไม่ใช่เพื่อสุขภาพแต่เพื่อความสะใจ อย่างถ้าคุณวิ่งได้เกินยี่สิบเอ็ดกิโลไปแล้ว มากกว่านั้นคือต้องใช้ความพยายาม ผมว่าเราต้องอดทนและมีวินัยอย่างมาก ต้องซ้อม วางแผนตั้งแต่ตื่นและทำอีกหลายเรื่อง ในต่างประเทศมีอาจารย์ที่สอนด้านการจัดการบอกกับลูกศิษย์ว่า จะเรียนจบวิชานี้ได้คุณต้องลงวิ่งมาราธอนให้ได้ เวลาเท่าไหร่ไม่เป็นไร แต่ต้องวิ่งให้ครบ คือถ้าเราตกลงที่จะวิ่ง เราจะกลับมาวางแผนเลยว่าต้องซ้อมอย่างไร ก่อนวันจริงจะนอนกี่โมง ตื่นกี่โมง จะกินอะไร ทำเหมือนเดิมไม่ได้เพราะเดี๋ยววิ่งไม่ไหว ต้องเตรียมน้ำ เกลือแร่อย่างไร เป็นตะคริวจะทำอย่างไร การวิ่งมาราธอนนี่ถือว่าดีมากเลย

  1. ปกติเลือกไม่กินข้าวเช้าหรือข้าวเย็น

มื้อเย็นนี่เลี่ยงยากที่สุด มื้อเช้าของผมหลังจากออกกำลังกายคือไข่สามฟอง น้ำผักหนึ่งแก้ว และกล้วยหนึ่งลูก กินอีกทีก็มื้อเที่ยง เมนูโปรดของผมคือ ข้าวเหนียวจิ้มไข่ดาว ทอดไข่ดาวกับกระทะร้อนๆ ให้ไข่แดงยังไม่สุกมาก แล้วเอาข้าวเหนียวจิ้มกินกับซอสถั่วเหลืองนี่สุดยอดเลย ผมเป็นเด็กต่างจังหวัดจากขอนแก่น เมนูนี้ผมกินมาตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ก็ไม่ค่อยเห็นคนกรุงเทพกินกันนะ

  1. ขับรถเองหรือมีคนขับรถ

ผมไม่ขับรถเพราะง่วงนอนบ่อย ผมนั่งรถอะไรก็ได้ขอให้มีคนขับให้ เวลาผมขึ้นรถทีไรนะจะง่วงนอน ขับรถเองก็กลัวหลับใน ให้คนอื่นขับดีกว่า

  1. สถานที่แรกที่อยากไปหลังจบวิกฤต COVID-19 คือที่ไหน

ชิคาโก สหรัฐอเมริกา ครับ ผมอยากไปวิ่งที่ชิคาโกมาราธอน จริงๆ ผมต้องไปล่ะแต่ก็เลื่อนเพราะติด COVID-19

  1. ชอบดูพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก

เอาจริงๆ ผมไม่ค่อยได้เห็นพระอาทิตย์เท่าไหร่ ปกติผมตื่นเช้าอยู่แล้วแต่ก็ไม่ได้มานั่งดูพระอาทิตย์ขึ้นนะ จะทำสมาธิ ออกจากบ้านมาถึงที่ทำงานก็เช้าแล้ว ผมว่าให้ดูตอนพระอาทิตย์ตกอาจจะมีเวลาดูมากกว่า

  1. คิดจะทำงานไปถึงเมื่อไหร่

ผมไม่คิดจะเกษียณนะ คือต้องถามว่าเกษียณคืออะไร ถ้าบอกว่าเป็นการหยุดทำงานแล้วไปทำกิจกรรมยามว่าง คุณคิดว่าจะสนุกกับมันได้นานแค่ไหน ดีไม่ดีสามเดือนคุณก็เบื่อแล้ว คือตอนนี้เราเป็นผู้บริหารมันก็ท้าทายแบบหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราก็อาจขยับไปเป็นกรรมการหรือทำงานให้องค์กรไม่แสวงผลกำไร ยังมีอะไรให้ทำอีกมาก ยิ่งเราไม่ทำงานสมองก็ยิ่งฝ่อ ตัวผมเองก็ไม่ได้เป็นคนมีงานอดิเรกขนาดนั้นด้วย 

  1. คุณเลี้ยงหมาหรือแมว

ไม่เลี้ยงเลย อย่างเด็กๆ เลี้ยงที่นอกบ้านเอาไว้เฝ้าบ้าน ไม่เคยเล่นกับมัน แมวก็มีมาป้วนเปี้ยนบ้าง แต่ไม่ได้เลี้ยงเลย ผมว่าดูแลคนนี่ก็เหนื่อยพอแล้ว (หัวเราะ)

  1. จริงหรือไม่ที่คนเราพออายุเยอะจะชอบต้นไม้

จริงหรอ ผมว่าไม่เกี่ยวกับแก่หรือไม่แก่นะ มนุษย์เราเวลาไปเจอพื้นที่สีเขียวหรือธรรมชาติก็ชอบกันหมดล่ะ เพียงแต่ว่าตอนหนุ่มสาวทำงานไม่ค่อยมีเวลาไปดู พอเกษียณหรือมีเวลามากขึ้นก็เลยอยู่บ้าน อยู่กับต้นไม้ ตอนนี้ผมก็ยังไม่ได้อินกับต้นไม้และยังสนุกกับการทำงานอยู่ครับ

Writer

Avatar

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

ดร.ชาคริต พิชญางกูร คือผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA คนปัจจุบัน

CEA คือหน่วยงานที่ทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พัฒนาผู้ประกอบการ สนับสนุนบุคลากรสร้างสรรค์ รวมถึงทำเรื่องย่านสร้างสรรค์ ลงพื้นที่ทั่วประเทศไปค้นหาสินทรัพย์ของท้องถิ่น เอามาต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าผ่านงานที่หลากหลาย ซึ่งงานใหญ่ที่ทุกคนคุ้นเคยก็ดี ก็คือ ‘Design Week’ ทั้งกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น และขยายออกไปอีกหลายจังหวัด

CEA เป็นหน่วยงานที่สำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ของประเทศ กัปตันทีมขององค์กรนี้จึงมีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน

ดร.ชาคริต พิชญางกูร เป็นผู้อำนวยการคนที่ 2 ของ CEA เพิ่งรับตำแหน่งเมื่อกลาง พ.ศ. 2565 ที่น่าสนใจคือ เขาเป็นคนจากผู้อำนวยการคนแรกที่มาจากภาคเอกชน และก่อนหน้านั้นเขาเคยทำงานอยู่ที่ RS Promotion ยาวนานถึง 15 ปี เคยดูมาแล้วทั้งสิ่งพิมพ์ สื่อต่าง ๆ และในวันที่อาร์เอสลุกขึ้นมาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจสู่การขายสินค้า เขาคือกำลังสำคัญในการ Transform องค์กร และพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ในทุกขั้นตอน

ดร.ชาคริต เป็นผู้บริหาร นักคิด นักวางแผน และนักขายฝีมือดี เราเลยชวนเขาคุณเรื่อง CEA ในมือของเขาว่าจะต่างจากเดิมไปอย่างไร รวมไปถึง Soft Power ของประเทศไทยที่เขาช่วยรัฐบาลดูแลอยู่ จะมุ่งหน้าไปทางไหนต่อ

ดร.ชาคริต พิชญางกูร จาก RS สู่ CEA วิธีบริหารองค์กรครีเอทีฟและทิศทาง Soft Power ไทย

คุณเพิ่งกลับมาจากงาน Chiang Mai Design Week คุณมองเมืองเชียงใหม่ว่าพิเศษยังไงบ้าง

มีวัฒนธรรม มีบรรยากาศของความคิดสร้างสรรค์สูง อาจเพราะมีต้นทุนทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับศิลปะเยอะ จึงเอาศิลปะไปทำงานคราฟต์ เสื้อผ้า อาหาร หรือการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ประเทศไหนให้ความสำคัญกับศิลปะ ประชาชนก็มักจะมีความคิดสร้างสรรค์สูง

ถ้าจะหยิบศิลปะไปต่อยอดสร้างรายได้ให้ประเทศ เราควรเอาไปทำอะไรดี

ภารกิจของการทำเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มี 2 มิติ มิติแรก สนับสนุนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งมี 15 อุตสาหกรรม เช่น งานคราฟต์ ศิลปะการแสดง ทัศนศิลป์ แฟชั่น เกม แอนิเมชัน ภาพยนตร์และซีรีส์ สถาปัตยกรรม การออกแบบ อาหาร และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

มิติที่ 2 คือการนำผลผลิตจากอุตสาหกรรมเหล่านี้ไปพัฒนาอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง มีงานวิจัยจำนวนมากบอกว่า ผลผลิตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ส่งผลต่ออุตสาหกรรมอื่น เช่น อุตสาหกรรม K-POP ส่งผลในเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมสินค้าสุขภาพ สินค้าความงาม การท่องเที่ยว อาหาร ส่งผลให้อุตสาหกรรมอื่นโตได้ด้วย

ในอุตสาหกรรมทั้ง 15 ด้าน เราแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ Original Business ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของความคิดสร้างสรรค์ เช่น ทัศนศิลป์ เหมือนเป็นทุนทางวัฒนธรรม อีกกลุ่มคือ Creative Product and Service เช่น การออกแบบ สถาปัตยกรรม สุดท้าย Creative Content เช่น เพลง หนัง ซีรีส์ รวมถึงแพลตฟอร์มด้วย

กลับมาที่คำถาม ศิลปะอยู่ในก้อน Original อีสานมีหมอลำที่ไปดังที่ต่างประเทศ แต่มันต้องร่วมสมัย การต่อยอดศิลปะต้องปรับตัวตามความต้องการของตลาด ตลาดต่างประเทศต้องการแบบไหนเราก็ปรับตัวแบบนั้น การไปเมืองนอก ต้องเอาตลาดเป็นตัวตั้ง มองในมุมสากล การไปแบบดั้งเดิมอาจไม่ใช่คำตอบ แล้วก็ไม่ควรยึดติดกับตรงนั้น เพราะมันเป็นคนละภารกิจ

งาน Bangkok Design Week ที่กำลังจะเกิดขึ้น จะให้อะไรกับกรุงเทพฯ บ้าง

กรุงเทพฯ เป็น Creative City of Design ของยูเนสโก งานนี้ตอบภารกิจเรื่องการออกแบบค่อนข้างชัดเจน มีความน่าสนใจหลายอย่าง มีการจัดงานในย่านใหม่ ๆ หลายย่านที่เราไม่เคยทำ เปิดพื้นที่ใหม่ ๆ อย่าง ประปาแม้นศรี มีความพยายามเชื่อมต่อกับหน่วยงานต่างประเทศ มีองค์กรระหว่างประเทศมาร่วมเยอะขึ้น มีการเชิญตัวแทนจากเมืองในเครือข่ายของยูเนสโกมาขึ้นเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ว่า ญี่ปุ่นทำอะไร เกาหลีทำอะไร อินโดนีเซียทำอะไรในเมืองสร้างสรรค์ของเขา แล้วก็มีการคอลแลบกับอุตสาหกรรมอื่น เพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มใหม่ ๆ เช่น มีโชว์เคสที่เราทำกับโรงพยาบาลเครือ BDMS ในคอนเซปต์ Design for Better Health Care แล้วก็มีโชว์เคสจากศิลปินต่างประเทศเยอะขึ้น

ถ้าชาวกรุงเทพฯ ถามว่างานนี้เกี่ยวกับเขายังไง

ในงานมีโชว์เคส มีเวิร์กช็อปต่าง ๆ น่าจะดึงคนในอุตสาหกรรมที่สนใจเข้ามามีส่วนร่วมได้ แต่สำหรับคนทั่วไปคงไม่ได้อยากมานั่งฟัง เขาก็มาเดินซื้อของหรือมาขายของในตลาดได้ นั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาเกี่ยวกับงานนี้

ดร.ชาคริต พิชญางกูร จาก RS สู่ CEA วิธีบริหารองค์กรครีเอทีฟและทิศทาง Soft Power ไทย

กรุงเทพฯ เป็นเมืองสร้างสรรค์แบบไหน

Diversity และ Inclusivity เวลาคนต่างชาติเข้ามา เขามองว่าสังคมบ้านเราค่อนข้างเปิดกว้าง ยอมรับในความหลากหลาย อย่างเช่น LGBTQI+ แล้วก็เป็นมิตร ผ่อนคลาย มีความยืดหยุ่นสไตล์คนไทย ประเทศอื่นก็มีสตรีทฟู้ด แต่มีข้อจำกัดมากมาย ไม่เหมือนของเรา ผมนึกไม่ออกนะว่าประเทศไหนจะมีเสน่ห์แบบไทย คนจะไม่ได้สัมผัสความรู้สึกนี้จากสิงคโปร์ ฮ่องกง หรือจาการ์ตาแน่นอน

ประเด็นไหนที่รัฐบาลเอาไปเป็นนโยบายแล้วพูดบ่อย ๆ มันจะกลายเป็นสิ่งที่แมสสุด ๆ และเอาต์ทันที ตอนนี้คำว่า Soft Power เอาต์หรือยัง

ผมไม่รู้ว่าเอาต์หรือยัง แต่มันเริ่มเฝือแล้ว พอใช้กันเยอะ ๆ คนก็ไม่อยากพูดถึงแล้ว แต่ตอนนี้คำนิยามของ Soft Power ที่ปรากฏในสื่อยังไม่ชัดเจน เราควรวางกรอบให้ชัด หากใช้อย่างถูกต้อง คำนี้ก็จะอยู่กับเราไปได้นาน แต่ถ้าอะไร ๆ ก็เป็น Soft Power หมด มันจะไม่น่าสนใจ Soft Power ก็ต้องมีนิยามที่ชัด มีตัวชี้วัดที่ชัด แต่ละประเทศวัดกันยังไง ตัวชี้วัดจะบอกเราเองว่า คำนี้ประกอบด้วยเรื่องอะไรบ้าง พอเข้าใจตรงกัน พูดในทิศทางเดียวกัน มันจะกลายเป็น Generic Keyword ไม่ใช่คำที่เฝือหรือเอาต์

คุณอยู่ในบอร์ด Soft Power หรือคณะกรรมการนโยบายส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศด้วย Soft Power คุณอยากใช้โอกาสนี้ทำอะไร

มันเป็นการรวมตัวของงานภาครัฐหลาย ๆ หน่วยงาน ผมเป็นกรรมการและเลขานุการร่วม อย่างแรกผมอยากบอกทุกคนว่า นิยามของ Soft Power ที่สำนักงานเราศึกษามาคืออะไร ผมมองเป็นเรื่องแบรนด์ของประเทศ พอไปดูตัวชี้วัด มันเกี่ยวกับเรื่องการสื่อสารหมดเลย เป็นมุมมองที่คนต่างชาติมองมา ทำให้เขาเชื่อเรา รักเรา การสร้างความเชื่อมี 3 มิติ คือ ความคุ้นเคย ชื่อเสียง และอำนาจชักจูง ใต้ Soft Power มีตัวย่อยอีก 7 แกน เช่น วัฒนธรรม สื่อ และการสื่อสาร ดูจาก 3 มิตินี้แล้วไม่ต่างจากการสร้างแบรนด์ เวลาเราจะให้คนซื้อของ เราไม่ได้บังคับเขา คุณชอบคุณก็ซื้อ ก็เรื่องเดียวกัน อยากให้เขาซื้อของไทย รักประเทศไทย เป็นสาวกประเทศไทย เหมือนที่เป็นสาวกสินค้า เราก็ต้องทำแบรนด์และการสื่อสาร

เรามีแนวทางแบรนด์ของประเทศไทยหรือยัง

การทำสินค้าต้องใช้เงินซื้อสื่อเพื่อทำให้คนรักเรา อยากซื้อของเรา แนวทางที่เรามีตอนนี้คืออุตสาหกรรม ที่ต้องนำก็คือ อุตสาหกรรมสื่อและคอนเทนต์ เพลง หนัง ซีรีส์ แพลตฟอร์มเกี่ยวกับคอนเทนต์ทั้งหมด แล้วคุณก็ Tie-in ความเป็นไทยเข้าไป ไม่จำเป็นต้องเป็นไทยดั้งเดิม ไม่จำเป็นต้องยัดทุกอย่างเข้าไป เหมือนเราทำโฆษณาประเทศ ส่วนจะพูดเรื่องอะไรก็ต้องมาคุยกันตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน

ได้ข้อสรุปหรือยังว่า จะนำเสนอความเป็นไทยอะไรบ้างสู่ชาวโลก

เราเพิ่งประชุมกันครั้งแรก เริ่มจากให้ทุกคนตกลงร่วมกันว่าจะใช้อุตสาหกรรมนี้ บางคนอาจถามว่า ทำไมไม่นำด้วยสิ่งทอ คราฟต์ หรือมวยไทย ผมพยายามบอกทุกคนว่า ได้หมด แต่คุณต้องใส่ไปเป็นส่วนหนึ่งในคอนเทนต์ มันอาจไม่ใช่เรื่องการโปรโมตงานคราฟต์ในงานแฟร์นานาชาติ แต่เป็นการเอางานคราฟต์ไทยมาใส่ในคอนเทนต์ให้คนทั่วโลกดู ให้เงินภาคเอกชนทำก็ได้ มีงานวิจัยออกมาว่า หน่วยงานรัฐในต่างประเทศเป็นสปอนเซอร์ให้ทำหนังเยอะมาก เรื่อง Crazy Rich Asian ซึ่งเป็นหนังสือที่ดังมาก เกี่ยวกับผู้หญิงไชนีสอเมริกันคนหนึ่ง ไปมีแฟนเป็นคนสิงคโปร์ที่สหรัฐฯ วันหนึ่งต้องกลับมางานแต่งงานกับแฟนที่สิงคโปร์ ถึงรู้ว่าแฟนที่ดูปกติของเธอ มีครอบครัวที่รวยระดับท็อปของสิงคโปร์ รัฐบาลสิงคโปร์ลงทุนทำเรื่องนี้ร่วมกับวอร์เนอร์ บราเธอส์ แล้วก็ได้นักท่องเที่ยวกลับมามโหฬารเลย ส่วนจะใส่อะไรเข้าไปก็มาคุยกันต่อไป ขึ้นกับบริบทของแต่ละภูมิภาคด้วย ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเดียว ถ้าภูมิภาคนี้ชอบเรามุมนี้ก็ทำเรื่องนี้ เราต้องเลือกสัก 3 4 หรือ 5 ประเด็น ไม่จำเป็นต้องเป็นประเด็นเดียว

ดร.ชาคริต พิชญางกูร จาก RS สู่ CEA วิธีบริหารองค์กรครีเอทีฟและทิศทาง Soft Power ไทย

คุณถือเป็นนักขายมือทอง หลักในการขายของให้ได้คืออะไร

ผมสนุกกับงานพัฒนาสินค้ามากกว่างานการตลาด การผลิตสินค้าหนึ่งชิ้นมี 3 ช่วง ก่อนผลิต ผลิต และขายในตลาด ผมว่าความสำเร็จอยู่ที่ช่วงแรกเกินครึ่ง การคิดว่าคอนเซปต์แบบนี้ ต้นทุนเท่านี้ รสชาติแบบนี้ รูปลักษณ์แบบนี้ ถ้ามันถูกต้องแข็งแรงตอบโจทย์ผู้บริโภค โอกาสผิดพลาดจะน้อย ตอนผมอยู่ลอริอัล เราตื่นเต้นกับวิธีคิดสินค้าของเขามาก ๆ จนทำให้ผมเลือกเรียนต่อด้านนี้

ปัญหาที่เจอคือคนจำนวนมากไม่ได้ให้เวลากับมัน แล้วมาแก้ตอนหลัง เช่น อยากขายสินค้าตรงนี้ แต่วางต้นทุนผิด ลดราคาก็ไม่ได้ ทำโปรโมชันก็ไม่ได้ ผิดไปหมด

เคล็ดลับในการคิดคอนเซปต์คือ

คุณต้องเข้าใจผู้บริโภคมาก ๆ ถ้าคุณทำอาหารเสริม ตลาดต้องการแบบเม็ด แต่คุณทำแบบชงดื่ม ก็อาจไม่ตอบโจทย์ตลาด แล้วคุณก็ต้องเข้าใจอุตสาหกรรมด้วยว่ามีใครอยู่บ้าง เพราะคุณไม่ได้สร้างตลาดใหม่ มีโอกาสที่เราจะทำสินค้าที่สร้างตลาดใหม่น้อยมาก เราไม่ได้เป็น Airbnb ได้ทุกคน ส่วนใหญ่ก็อยู่ในตลาดเดิม คุณต้องไปแย่งลูกค้าคนอื่นมา คำถามที่ต้องตอบให้ได้คือ ทำไมเขาต้องเปลี่ยนยี่ห้อมาซื้อของคุณ ถ้าตอบไม่ได้ ไม่ต้องออกสินค้า

เห็นสินค้าพวกนี้ขายดี แล้วแค่ขายตามเขาไม่ได้เหรอ

กลับไปเรื่องเดิม คุณจะทำให้เขาเปลี่ยนมาซื้อของคุณด้วยวิธีไหน คุณต้องหาทางเข้าตลาดด้วยความแตกต่าง ขายราคาเท่าเขาก็ได้ถ้าคุณทำได้ดีกว่า หรือถ้าคนขายออนไลน์เยอะ คุณก็ทำขายตรง ราคาก็เป็นความต่างได้นะ ไม่ถูกไปเลยก็แพงไปเลย ถ้าตลาดที่ผู้เล่นเยอะ แล้วตั้งราคาแพงก็เข้ายากหน่อย แต่ถ้าผู้เล่นไม่มาก ขายแพงก็เข้าได้อยู่ ของแพงมีตลาดนะ เพียงแต่ขายแพงแล้วก็ต้องตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าให้ได้ ถ้าขายถูกอาจจะไม่ต้องสนใจตรงนี้

เราจะขายงานสร้างสรรค์ไทยในเวทีโลกแข่งกันประเทศอื่นยังไง

ต้องมองแยกเป็นอุตสาหกรรม เพราะต่างกันพอสมควร เวลาผมมองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีตัวแปร 3 ตัว ต้นทุนทางวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยี แต่ละอุตสาหกรรมไม่ต้องใช้เท่ากันก็ได้ อุตสาหกรรมที่ใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมสูง ๆ มีโอกาสสำเร็จสูง เวลาจะไปแข่งกับใคร เราห้ามเหมือน ต้องแข่งในสิ่งที่เขาไม่มี ประเทศเราเด่นเรื่องไหนที่ประเทศอื่นไม่มีก็ผลักดันเรื่องนั้น ไม่ใช่แข่งเรื่องเทคโนโลยีอย่างเดียว

ดร.ชาคริต พิชญางกูร จาก RS สู่ CEA วิธีบริหารองค์กรครีเอทีฟและทิศทาง Soft Power ไทย

คุณไปพูดบนเวที Adman เรื่อง Creator Economy ทำไมถึงสนใจสิ่งนี้

ผมสนใจพลังของ User-generated Content พอมันออกมาจากคนธรรมดาก็มีความน่าเชื่อ น่าสนใจอีกแบบ มันคือเนื้อหาที่ส่งออกไปสู่ตลาดโลกได้ บล็อกเกอร์หลายคนทำเนื้อหาภาษาไทย พอใส่ซับไตเติ้ลก็มีคนดูมาจากต่างประเทศเยอะมาก ยอดวิวเป็นล้าน อย่าง Mark Wiens เขาอยู่ในเมืองไทยทำเรื่องอาหารไทย แต่ไปทำซีรีส์ HBO เรื่องอาหารให้สิงคโปร์ ซึ่งรัฐบาลสิงคโปร์น่าจะลงทุนให้ น่าเสียดาย เขาน่าจะทำเนื้อหาให้ไทยมากกว่า ผมอยากทำระบบนิเวศที่สนับสนุนคนกลุ่มนี้ เราใช้การทำงานรูปแบบเดิมไม่ได้ มันจะช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้คนเล็กคนน้อยเยอะมาก แล้วก็เป็นการส่งออกเนื้อหาของไทยสู่เวทีโลกด้วย ผมมอง 2 มิตินี้

คุณนั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการมา 6 เดือนแล้ว พบวิธีบริหารหน่วยงานรัฐให้ราบรื่นแล้วหรือยัง

กฎระเบียบก็มีอยู่ทุกที่ เอกชนก็มีข้อจำกัดแบบหนึ่ง ภาครัฐก็อีกแบบหนึ่ง แค่มองข้อจำกัดเป็นสิ่งที่ต้องจัดการ แล้วหาทางทำให้บรรลุเป้าหมายให้ได้ ความท้าทายของผมคือ การสร้างภารกิจใหม่ ๆ ให้สำนักงานมากกว่า เราทำคนเดียวไม่ได้ ทีมต้องเป็นคนขับเคลื่อน การเพิ่ม KPI เพิ่มงาน ด้วยงบประมาณที่จำกัด ทีมก็ต้องปรับตัว ซึ่งทุกคนพยายามขับเคลื่อนสิ่งที่ผมอยากทำ เพราะเขารัก CEA มีแพสชันกับงานของเขา เวลาที่เราเสนออะไรที่ต้องเพิ่มงาน แต่มันดีกับสำนักงาน เขาก็ไม่คัดค้าน แต่เราจะคาดหวังความรวดเร็วไม่ได้ ถ้าติดขัดเรื่องงบประมาณก็ใช้วิธีหาพันธมิตร จับมือภาครัฐบ้างเอกชนบ้าง พลิกแพลงกันไป

ทำงานร่วมกับลูกน้องที่เป็นนักสร้างสรรค์ มีความเป็นศิลปินสูง ๆ ยังไง

รางวัลของมนุษย์มี 2 มิติ คือเรื่องเงินกับการยอมรับ นักสร้างสรรค์ต้องการเรื่องหลังค่อนข้างมาก คุณต้องให้อิสระเขา มีเวทีให้เขาได้แสดงผลงาน คุยเป้าหมายให้ชัด คุณจะทำอะไรระหว่างทางก็ทำไป อย่าตีกรอบเขา ให้เขาหาทางเลือกมาให้เรา ถ้ามีจุดไหนที่เราไม่แน่ใจก็ผลักให้เขาคิด ลองแก้ปัญหา เราต้องไม่เข้าไปชี้นำ ต้องให้เขาหาทางออกให้เรา นักสร้างสรรค์คือคนหาทางออก

คุณบ้างานไหม

ไม่ ผมไม่เชื่อเรื่องการทำงานหนักเกินไปด้วยซ้ำ ผมทำงานได้มีประสิทธิภาพเมื่อความกดดันอยู่ระดับกลาง ๆ ถ้ามีเยอะเกินไป ผมจะไม่มีประสิทธิภาพเลย ผมทำงานหนักมากไม่ได้ ผมเลยต้องกระจายงานออก ต้องจัดลำดับความสำคัญ งานเราอยู่ในจุดที่ต้องมองอนาคต วางแผน ต้องไม่มีงานปฏิบัติการที่ยุ่งเกินไป

ดร.ชาคริต พิชญางกูร ผอ. CEA กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดีไซน์วีก และการทำธุรกิจโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ในทุกขั้นตอน

คุณวางแผนชีวิตว่าอายุ 50 จะลาออกจากงานธุรกิจมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือ อะไรคือหมุดหมายที่คุณต้องไปถึงให้ได้ก่อนวางมือจากธุรกิจ

อยากเป็นคนคิดสินค้าตั้งแต่แรก แล้วทำมันออกมาขายให้ได้ เราเคยทำบริษัทฝรั่งมาก่อน เราได้แต่ขายของที่เขาคิดและทำมาเสร็จแล้ว กระบวนการคิดสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาดเป็นความท้าทายที่ผมชอบ ผมอยากเปิดตัวสินค้าที่เราคิดเองแบบวางขายทั่วประเทศ ซึ่งก็ทำสำเร็จแล้วหลายตัว ทั้ง Functional Drink อาหารเสริม อาหารสัตว์เลี้ยง เลยอยากเปลี่ยนบทบาทมาเป็นอาจารย์ เป็นที่ปรึกษางานที่เกี่ยวกับการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ ๆ ในบ้านเรา แต่พอที่นี่เปิดรับก็ลองดู งานที่นี่ก็เป็นที่ปรึกษาอยู่แล้ว เพราะต้องคุยกับผู้ประกอบการเต็มไปหมด ก็อยากลองดู

ในบรรดาผู้สมัครที่ผ่านถึงรอบสุดท้าย คุณเป็นคนเดียวที่มาจากภาคเอกชน อะไรทำให้คุณได้ตำแหน่งนี้

ผมก็ไม่เคยถามบอร์ดนะ คิดว่าคงไม่เหมือนคนอื่น ผมชอบงานที่นี่อยู่แล้ว เราทำงานในอุตสาหกรรมบันเทิงมานาน ติดต่อกับนักสร้างสรรค์อยู่แล้ว ผลิตภัณฑ์ก็ทำ ของก็ขาย การผลิตคอนเทนต์ก็รู้ ในทุกกระบวนการของ CEA ผมทำมาหมดแล้ว แล้วผมก็เรียนปริญญาเอกด้าน Design Thinking ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของที่นี่ ด้วยส่วนผสมทั้งหมดนี้มั้งที่ทำให้บอร์ดตัดสินใจเลือกคนที่มาจากภาคเอกชน

ทำไมถึงชอบสอนหนังสือ

ผมได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เยอะเวลานิสิตพรีเซนต์ สอน 3 ชั่วโมงผมจะเลกเชอร์ชั่วโมงเดียว ที่เหลือให้เขาเอาเคสที่ให้ไปมาคุยกัน แต่ละคนมาจากอุตสาหกรรมที่หลากหลาย บางคนเป็นหมอฟัน เป็นเภสัชกร เป็นลูกเจ้าของโน่นนี่ เราได้เรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ ตลอดเวลา เราไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุดในห้อง เราไปสร้างกระบวนการเรียนรู้ในห้อง นิสิตไทยไม่ค่อยชอบแสดงความคิดเห็น คลาสผมเลยมีคะแนนการมีส่วนร่วมในห้อง 30 เปอร์เซ็นต์ ใครยกมือถาม ยกมือตอบก็ให้คะแนน ใครนั่งนิ่งก็ศูนย์ไป ไม่กล้ายกก็ต้องยก

ถ้าเปิดวิชาใหม่ได้ จะสอนวิชาอะไร

มีการคุยกันแล้ว มหาวิทยาลัยมหิดลเชิญผมไปสอนเทอมหน้า น่าจะชื่อวิชา Business Creativity ผมจะสอนเรื่องการนำความคิดสร้างสรรค์ไปใช้ในแต่ละจุดของกระบวนการทำธุรกิจ ตั้งแต่การคิดผลิตภัณฑ์จนถึงการขาย ความคิดสร้างสรรค์ในแต่ละขั้นตอนการทำงานมีบทบาทในการช่วยให้สินค้าประสบความสำเร็จได้อย่างไร สอนเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยใช้ Design Thinking เพื่อให้เข้าใจผู้บริโภคจริง ๆ การทำ Brand Identity ก็เอานักออกแบบมาสอน แปลงคอนเซปต์ของแบรนด์ออกมาเป็น Corporate Identity อย่างไร ออกแบบแพ็กเกจยังไง ทำการตลาด ทำคอนเทนต์ที่อิมแพกต์ยังไง ตั้งแต่โฆษณาทางโทรทัศน์จนถึง TikTok

ผมอยู่ที่อาร์เอสในช่วง Transform จากบริษัททำเพลงไปสู่บริษัททำสินค้า เราจ้างบริษัทจากอังกฤษที่ชื่อ Pentagram มารีแบรนด์ ผมทำงานร่วมกับเขา เลยได้เห็นวิธีการแบบมืออาชีพ ทำหลายตัวด้วย ทั้งระดับองค์กรและผลิตภัณฑ์ ออกมาเป็น Rule Book เพื่อใช้เป็นกรอบในการทำการสื่อสาร ผมอยากสอนเรื่องพวกนี้

10 Things you never know

about Chakrit Pichyangkul

1.  ในปีที่ผ่านมา คุณฟังเพลงของศิลปินคนไหนบ่อยที่สุด

เอลวิส เพรสลีย์ ผมฟังเพราะคุณแม่ชอบ หนังเรื่อง Elvis ที่ บาซ เลอห์มานน์ เพิ่งทำผมก็ชอบมาก

2.  วันที่เข้าออฟฟิศรับประทานอาหารเที่ยงที่ไหน

ที่โต๊ะทำงาน ประชุมมันจะไหล ๆ ไปถึง 12.20 บ่ายโมงก็มีประชุมต่อ ออกไปไหนไม่ได้หรอก

3.  ลูกน้องประเภทไหนที่รักที่สุด

คนที่ชอบท้าทายผม บางทีเขาเถียงมา เราก็เห็นด้วย มันทำให้เราเห็นว่ามองได้อีกมุม ถ้าเขาเชื่อเราทั้งหมด เราก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย

4.  เรื่องที่กำลังอยากเข้าใจให้ได้

ยูเรเนียน เป็นโหราศาสตร์อย่างหนึ่งของยุโรป เป็นโปรแกรมซอฟต์แวร์ ผมเรียนจบแล้วแต่ยังไม่เข้าใจนัก ต้องฝึกตีความเยอะ ๆ

5.  กิจกรรมโปรดยามเช้า

ผมตื่น 7 โมง ทุกเช้าผมจะทำเมนูเฮลตี้สมูทตี้ ต้องมีอกไก่เป็นส่วนผสมหลัก ที่เหลือเป็นการสร้างสรรค์ประจำวัน มีผักผลไม้อะไรก็เอามาใส่ ใส่นมโอ๊ตบ้าง โดยไม่ได้สนว่ารสมันเข้ากันไหม แล้วก็เอามาทานในรถ

6.  คุณทำอาหารเมนูไหนอร่อยสุด

ข้าวราดกะเพราไก่ ผมทำได้ดีมาก เนื้อไก่ต้องเป็นส่วนนี้เท่านั้น พริกก็ผสมกันหลายประเภท เพราะแต่ละชนิดมีกลิ่น มีความเผ็ดไม่เหมือนกัน ใบกะเพราก็ต้องกะเพราแดง

7.  โกนหนวดครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

ถ้าเกลี้ยงเลยก็ 2 เดือนที่แล้ว ผมแพ้อะไรสักอย่างเลยต้องโกน แต่ทนเห็นหน้าตัวเองตอนไม่มีหนวดไม่ได้ หน้ามันซีด หน้าจืด ผมไว้หนวดมา 10 กว่าปีแล้ว

8.  วันอาทิตย์จะเจอคุณได้ที่

สวนรถไฟ ผมไปวิ่งออกกำลังกาย 3 สวนตรงนั้น 5 – 10 กิโล ชวนเพื่อนไปวิ่งบ้าง วิ่งเสร็จก็กินข้าว เป็นวันที่ผมอยู่กับตัวเอง ตอนเย็นก็ไม่ค่อยมีนัด ผมไม่ค่อยกินข้าวนอกบ้าน ไม่ค่อยออกไปแฮงก์เอาต์

9. แข่งแฟนพันธุ์แท้ตอนไหนได้บ้าง

ตอนออสการ์ ผมชอบดูหนัง บ้าหนังรางวัล ช่วงหนึ่งรู้หมดว่าใครเข้าชิงรางวัลไหน ใครได้

10.  ตอนนี้อยากไปเที่ยวที่ไหน

โครเอเชีย ผมชอบสถาปัตยกรรม แล้วก็เป็นโลเคชันถ่ายฉากสำคัญของซีรีส์ Game of Thrones ซึ่งผมชอบมาก ผมดูหนัง ดูซีรีส์เยอะ ดูแล้วก็อยากตามรอย ดู Chef’s Table ใน Netflix ก็อยากตามไปชิม

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load