โจ้-ธนา เธียรอัจฉริยะ คือนักรับจ้างทั่วไปตามคำนิยามของเขาเอง

เขาเป็นนักการเงินที่ผันตัวมาทำงานสายการตลาด ผู้อยู่เบื้องหลังโปรเจกต์ใหญ่ๆ ที่ประสบความสำเร็จอย่าง Happy ของดีแทค แม่มณีของธนาคารไทยพาณิชย์ หลักสูตรสถาบันพัฒนาความคิดสร้างสรรค์เชิงธุรกิจ (ABC-Academy of Business Creativity) และแอปพลิเคชันฟู้ดเดลิเวอรี่ Robinhood ที่เพิ่งประกาศแคมเปญ ‘เราช่วยคุณ คุณช่วยร้าน’ ไม่เก็บค่าส่งในช่วงล็อกดาวน์เมื่อ 2 วันก่อน

ขณะเดียวกัน นักบริหารคนนี้ก็อยู่เบื้องหลังความไม่สำเร็จหลายอย่าง จนเขียนหนังสือชื่อ ‘ล้ม ลุก เรียน รู้’

ธนาเคยผิดหวังจากการสอบเข้าเรียนปริญญาโทที่หวังไว้ จึงไปสมัครงานเป็นสจ๊วตสายการบิน

เขาเคยทำโปรเจกต์ขาดทุนหลักร้อยล้านเพราะคิดว่ารู้จริงแล้ว

เคยอยู่ในช่วงหนึ่งของชีวิตที่เชื่อเต็มร้อยว่าตัวเองเก่งที่สุด และไม่มีใครทดแทนได้

และเป็นความล้มเหลวอีกนั่นแหละ ที่เปลี่ยนเขาจากคนที่ทำทุกอย่างตามแบบแผนให้กล้าจะลองสิ่งใหม่ๆ และก้าวออกจาก Comfort Zone 

ธนา เธียรอัจฉริยะ “สิ่งที่เหลือจากวิกฤตคือความทรงจำ อยากให้คนจำแบบไหน จงทำแบบนั้น”

ประสบการณ์และกาลเวลาหล่อหลอมธนาให้กลายมาเป็นผู้นำที่คนรัก เป็นพี่ที่น้องๆ ไว้ใจ เป็นนักบริหารที่ใครๆ ต่างเคารพในความคิดและการทำงานนอกกรอบ เป็นนักเล่าเรื่องที่ผู้บริโภคชื่นชม

จากรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลยุทธ์องค์กร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC สู่ผู้บริหารฝ่ายการตลาด ธนาคารไทยพาณิชย์ 

หลังปฏิเสธงานไปหลายองค์กร วันนี้เขาดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด เจ้าของ Robinhood ควบคู่ไปกับกรรมการ บริษัท ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TQM และประธานคณะกรรมการ บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) โดยมีหลักการเลือกง่ายๆ ‘ถ้าไม่เป็นประโยชน์ ก็จะไม่ไป’ 

Robinhood ต่อสู้ในตลาดฟู้ดเดลิเวอรี่ด้วยกลยุทธ์ตรงกันข้าม ส่วนหนึ่งมาจากประสบการณ์ตรงของธนา ธุรกิจเล็กไม่สามารถใช้โมเดลเดียวกับธุรกิจใหญ่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ Robinhood จึงไม่เก็บค่า GP เหมือนคู่แข่ง มุ่งเน้นร้านอาหารเล็กๆ อีกส่วนคือวิธีการบริหารเรียบง่ายและทำได้จริงของเขา

ทำงานสำเร็จ ไม่ใช่ทำเสร็จ

ไม่ชัวร์ทำไปก่อน มีปัญหาก็ค่อยๆ แก้กันไป

จงเป็น Leader อย่าเป็น Boss

เข้าใจคนอื่นด้วยการนั่งในใจเขา

คนคนหนึ่งไม่ได้เก่งเสียทุกเรื่อง

ขอบคุณเสมอ

ผิดต้องขอโทษ

ไม่มีการบริหารที่ One Size Fits All

ผู้นำต้องกินคนสุดท้าย

ใจเย็นให้มากขึ้นโดยเฉพาะในช่วงวิกฤต

และสิ่งที่เหลือรอดจากวิกฤตคือ ความทรงจำ อยากให้คนจดจำอย่างไร จงทำอย่างนั้น

ใครๆ ก็ยกย่องให้คุณเป็น ‘เจ้าพ่อการตลาด’ 

เราไม่คิดอย่างนั้น เราเรียกตัวเองว่า Storyteller เป็นคนที่เล่าเรื่องได้ง่าย ด้วยความที่ไม่ชอบอะไรยากๆ อ่านหนังสือก็จะอ่านอะไรง่ายๆ หนังสือที่เข้าใจง่าย ภาษาที่ดี พี่ตุ้ม หนุ่มเมืองจันท์, โกวเล้ง และขาดไม่ได้คือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นคุณครูทางภาษาของเราเลย

ถ้าเจอเราในภาคแรกของชีวิต จะนึกไม่ออกว่าทํางานการตลาด เราเป็นมนุษย์การเงินเชยๆ ภรรยายังชอบแซวอยู่เลยว่าใส่เสื้อขาว กางเกงดำ เบสิกมาก ขี้กลัว นั่งทำ Excel เป็นอาวุธ ตอนเรียนก็ธรรมดา อยู่อัสสัมชัญศรีราชา เข้าเตรียมอุดมฯ เรียนค่อนข้างดี แต่เล่นกีฬาไม่เก่ง ติดสาว เพื่อนไปสอบเทียบก็ไป คณะอะไรก็ลอกเขาเอา จบเศรษฐศาสตร์ก็เรียนบ้าง ลอกบ้าง เหตุการณ์เปลี่ยนตอนไปอเมริกา คิดว่าจบจากจุฬาฯ ถ้ายื่นต่อโทฯ มหาลัย Top 50 ก็น่าจะติด ปรากฏไม่มีใครรับเลย คิดในใจ ‘ฉิบหายแล้ว’

ว่างอยู่ปีหนึ่งก็เรียนภาษาอย่างเดียว ไม่ได้ทำอะไร แล้วได้ไปห้องสมุดเจอหนังสือ 100 Best Employers in US เลยร่างจดหมายหนึ่งฉบับ ‘To Whom It May Concern…’ แล้วยื่นแม่งเลยร้อยที่ (หัวเราะ) มีที่เดียวที่ตอบรับคือ Delta Airline ที่กำลังจะเปิดรูตมาเมืองไทย นั่นเป็นครั้งแรกที่ชีวิตไม่ตามแบบแผน แต่เป็น ‘ไม่ชัวร์ ทำไปก่อน’ และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ชีวิตเป็นแบบวันนี้ หลังจากนั้นก็พบว่า พอเลี้ยวไปทำอะไรประหลาดๆ หน่อย เราจะได้สิ่งที่เพื่อนไม่มี 

สมมติถ้ามีของหนึ่งอย่าง อยากให้คุณคิดกลยุทธ์ให้ขายได้ คุณจะเริ่มจากอะไรก่อน

เราเป็นนักขายที่แย่มาก การขายกับการตลาดไม่เหมือนกันทีเดียว ถ้าบอกว่ามีปากกาหนึ่งด้ามให้เราขาย จะทำได้ไม่เก่งเลย 

วิชาหนึ่งที่เพิ่งรู้ว่าสำคัญมากๆ คือ Empathy เราต้องพยายามคิดก่อนว่าอีกฝ่ายหนึ่งกำลังคิดอะไร เรามีสกิลล์ตรงนี้ สามารถเล่าได้ว่าปากกานี้ดียังไง พูดยังไงให้โดนใจคน ถ้าภาษา ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช คือ การไปนั่งอยู่ในใจคน แต่มันเป็นทั้งบวกเเละลบ เราเข้าใจคนจริง มี Empathy ง่าย แต่ขณะเดียวกันก็เป็นคนที่ Sensitive จนบางครั้ง Over-sensitive ด้วย เช่น โดนคอมเมนต์เเรงๆ จะหมดเเรงไปเลย เราเลยเป็นนักการเมืองไม่ได้ชัวร์ๆ ถ้าเป็นนักการเมืองแล้วโดนคนทั้งประเทศด่า เราทําไม่ได้ แต่มันดีในแง่การตลาด

แต่การตลาดของเราก็ไม่ใช่การตล๊าด การตลาดอีก เคยเป็นตําเเหน่งหนึ่งที่ชอบคือ Chief Commercial Officer เป็นเชิงพาณิชย์ มันไม่ถึงการตลาดเสียทีเดียว ดูการเงินประกอบ เเล้วทํายังไงให้ขายได้ด้วย เราชอบเอาการเงินกับการตลาดมาผสมกัน เอาความเป๊ะของโลกการเงินผสมกับความกะๆ ของการตลาด แล้วใช้ตรงกลาง ถ้าพูดเอาเท่ก็เหมือน สตีฟ จอบส์ (Steve Jobs) เเหละ เอา Technology ผสม Liberal Arts กลายเป็น iPhone ที่ทั้งสวยและใช้งานได้ดี 

อย่างตอนทำ Happy เรื่องหลักๆ ที่เราหยิบมาเล่นคือ Pricing ซึ่งเป็นการตลาด แต่ก็เป็นการเงินด้วย เลยเกิดเป็นโปรโมชันแปลกๆ รับสายราคาเท่านี้ โทรออกราคาเท่านี้ มีกลางวันกลางคืน โทรหากันถูก ใจดีให้ยืมเงิน พวกนี้เป็นการเงินหมด แต่เอามาเล่าเป็นการตลาด 

แต่อย่าให้ไปขายนะ อันนั้นเราห่วย (หัวเราะ)

การประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้คุณมีช่วงชีวิตที่หยิ่งผยองในสิ่งที่เป็นหรือเปล่า

เราโดนไปหลายดอกมาก พวกนี้เป็นบทเรียนในชีวิต

ดอกแรกตอนอายุประมาณสามสิบเจ็ด สามสิบแปด อีโก้สูง พูดอะไรไปนักข่าวก็ชื่นชม พูดอะไรก็ถูก พูดอะไรก็คมคาย คิดว่าตัวเองพูดอะไรก็ได้แล้วดันไปคอมเมนต์เรื่องการเมือง ข่าวตัดทอนไปลงหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ขั้วการเมืองข้างหนึ่งโกรธมาก เรื่องใหญ่ มีคนโทรหาดีแทคเป็นพันเพื่อจี้ให้เราลาออก โทรมาขู่ฆ่าที่บ้านก็มี มันเตือนตัวเองว่า หนึ่ง เราพูดไม่ได้ทุกเรื่องนะ เรื่องไหนรับไม่ได้ก็อย่าพูด สอง เราไม่ได้เก่งจริงๆ อย่างที่คิดหรอก อันนี้เป็นครั้งที่เเรกที่อีโก้ตัวเองพุ่งเเล้วโดนเจาะลม 

ดอกที่สองตอนอายุสี่สิบเอ็ด อยู่ดีแทค ขอใช้คำว่าเหมือนตั่วเหล่าเอี๊ย ประสบความสำเร็จมาก ใครๆ ก็เกรงใจ พูดอะไรไปเขาก็ ‘เอาเลยครับ ทำเลย’ เหมือนเป็นเทวดา ทำงานครึ่งวันเงินเดือนเยอะมาก เราคิดว่าตัวเองเก่ง เป็นเทพการตลาด พอบริษัท Mc Jeans มาชวน คิดง่ายๆ ว่าอิ่มตัวกับงานที่นี่แล้ว สิบสี่วันลาออกเลย ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับดีแทค ซีอีโอยังงงเลย ออกไปทำไมวะ 

ออกไปก็ไม่รู้บริษัทใหม่เป็นยังไงด้วย เพราะคิดว่าตัวเองทำอะไรก็ได้ แล้วก็พ่ายแพ้ หกเดือนคลานเข่าบาดเจ็บสาหัส พบว่าไม่ได้เก่งทุกอย่าง เหมือนเราว่ายน้ำจืดได้ พอไปเจอน้ำทะเลแล้วไปไม่เป็น

เราเป็นเหมือนที่ Steve Jobs พูดตอนถูกไล่ออกโดยบอร์ดของตัวเอง มันคือ Beginner’s Mind ถ้าตามภาษาเขามันคือการยกความหนักของความสําเร็จออก เหลือแต่ความเบาแบบเด็กทารก ถ้าไม่รู้ เรายอมรับ แล้วเริ่มใหม่ ค่อยๆ ลองผิดลองถูก เรียนรู้ใหม่ ประมาทกับตัวเองให้น้อย

ตอนอยู่แกรมมี่ก็ไม่ใช่ว่าสำเร็จนะ (หัวเราะ) โดนด่าเรื่องยูโรจอดำ ถ้าใครจำได้ เละเทะ ชีวิตเราเลยมีทั้งล้มเหลว ปานกลาง และสำเร็จ มันต้องโดนถึงจะเข้าใจแล้วเรียนรู้ เราเป็นบัวปริ่มน้ำ ไม่ใช่บัวพ้นน้ำที่คิดได้เอง

ธนา เธียรอัจฉริยะ “สิ่งที่เหลือจากวิกฤตคือความทรงจำ อยากให้คนจำแบบไหน จงทำแบบนั้น”
ธนา เธียรอัจฉริยะ “สิ่งที่เหลือจากวิกฤตคือความทรงจำ อยากให้คนจำแบบไหน จงทำแบบนั้น”

คุณรับบริหารองค์กรธุรกิจมาหลายอุตสาหกรรม บริษัทแบบไหนที่ ธนา เธียรอัจฉริยะ จะรับงาน

เวลามีคนถามว่าเราทำอะไร จะบอกว่า รับจ้างทั่วไป ถ้าถูกใจก็ทำ ซึ่งก็ต่างไปตามแต่ละช่วงชีวิต บางช่วงต้องการเงินเพราะลูกยังเล็ก บ้านยังผ่อน ก็เลือกนายจ้างไม่ค่อยได้หรอก แต่ถ้าถามตอนนี้ เราเลือกสิ่งที่อยากทำ ทำที่คิดว่าสนุก ที่คิดว่าจะมีประโยชน์ 

มีช่วงหนึ่งเราฮิตสโลว์ไลฟ์ ตอนลูกเล็กๆ รับงานกรรมการ ไม่ได้ชอบนะ แต่รับเยอะเพราะได้เงินแน่นอน ซึ่งมันไม่สนุก ทำแล้วเหมือนขาดอะไรบางอย่างไป เราเรียงลำดับชีวิตตัวเองไว้คือ ลูกสาว การออกกำลังกาย และสิ่งสุดท้ายที่ต้องมีเพื่อให้ชีวิตไม่น่าเบื่อหรือแก่เร็วคือ เราต้องรู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์ อันนี้สำคัญ ตอนหลังๆ เลยไม่เลือกงานที่เงินเยอะแล้วไม่มีประโยชน์ ถ้าเขาเอาเราไปนั่งประดับบารมี หรือไปเป็นกรรมการบริษัทให้ดูดีเฉยๆ เราจะไม่เอา 

หลักการบริหารธุรกิจในแต่ละอุตสาหกรรมมีความคล้ายคลึงกันไหม

ไม่เหมือนกันเลยดีกว่า ไม่มี One Size Fits All สมัยก่อนอาจมีนะ สมมติเราเทพการตลาด ไปไหนก็เวิร์ก ใช้หลักการคล้ายๆ กัน แต่ตอนนี้ไม่ ทำงานในองค์กรที่มีเจ้าของกับไม่มีเจ้าของก็ต่างกัน เจ้าของก็มีหลายแบบมาก เราต้องเข้าไปทำตัวเล็กๆ เพื่อเข้าใจทุกอย่าง แต่ละที่ไม่เหมือนกัน แกรมมี่เป็นแบบหนึ่ง SCB เป็นแบบหนึ่ง 

หลังๆ เลยรู้สึกว่าต้องทำตัวเหมือนน้ำ ไปถึงต้องปรับตัวให้ได้ ดูว่าเรามีประโยชน์ไหม ถ้ามีประโยชน์ก็ทำต่อ ไม่มีประโยชน์ก็แยกทาง คนเลยมองว่าเราเปลี่ยนงานบ่อย แล้วแต่สไตล์คน เรามองทุกอย่างเป็นโครงการ ครบสามปีกลับมาทบทวนตัวเองว่า มันยังเวิร์กทั้งคู่ไหม จะได้ไม่เสียเวลา อย่าง Robinhood อีกสามปีข้างหน้าเราอาจจะให้อะไรเขาไม่ค่อยได้ให้ ให้เขาหาคนอื่นใหม่ดีกว่า 

ข้อดีของการเปลี่ยนงานทุกๆ 2 – 3 ปีคืออะไร

ถ้าตอนนี้เรายังอยู่ดีแทค น่าจะโดน Lay Off แล้วหางานใหม่ไม่ได้ แก่เกินเทคโนโลยีไปแล้ว ตามไม่ทัน เพราะเคยทำงานมาอย่างเดียว จะสมัครงานใหม่ก็ได้แค่สายโทรคมนาคม พอเปลี่ยนงานมาเยอะ เราเลยมีคอนเนกชัน ถ้าแกรมมี่อยากคุยกับคนธนาคาร เราก็มีเพื่อนอยู่ธนาคาร ถ้าธนาคารอยากทําการตลาดเจ๋งๆ เราก็รู้จักเต็มไปหมด หรือถ้าอยากคุยกับบริษัทโทรคมนาคม เราก็เชื่อมได้ นี่ยังไม่พูดถึง ABC ที่มีอีกมหาศาล

ในที่สุดเเล้ว เราไม่สามารถทําได้หลายเรื่องนักหรอก เเต่เรารู้ว่าใครเก่ง ควรมาเจอกับใคร เเล้วจะไปได้ไกลมาก ยกตัวอย่างเร็วๆ เรื่อง คุณตุ๊ก (ดร.นภัสนันท์ พรรณิภา) เราแนะนำว่าน่าจะเอา TQM เข้าตลาดหลักทรัพย์ เราทำไม่เป็นหรอก แต่รู้จักเซียนที่เก่งและนิสัยดีมากๆ ชื่อ พี่จิ๋ม (สุวภา เจริญยิ่ง) ตอนนี้เขารักกันเลย ตุ๊กก็พาบริษัทเข้าตลาด ประสบความสำเร็จ หรือมีคนอยากหามือ Digital Marketing ดีๆ เราไม่รู้เรื่อง แต่รู้ว่าคนไหนเก่งกว่า ลองทำกันดู สิ่งที่เราจะระวังมากคือต้องสกรีนคนที่แนะนำ สำคัญคือต้องนิสัยดีทั้งคู่ ต่อให้ทำแล้วไม่เวิร์กก็ไม่ทะเลาะ ไม่โกงกัน เราชอบทำและไม่อยากได้อะไรด้วย (นิ่งคิด)

อย่าเรียกว่าไม่อยากได้อะไรเลย เราเชื่อเรื่องสะสม Currency มันสะสมได้หลายแบบ เงินก็เป็น Currency แบบหนึ่ง คำขอบคุณก็เป็น Currency แบบหนึ่ง ความทรงจำก็เป็นแบบหนึ่ง พาลูกไปเที่ยววันนั้น จ่ายเงินไป แต่วันนี้ยังอยู่ในความทรงจำอยู่เลย

คำขอบคุณเหมือนการปลูกต้นไม้ เราอยากให้คนจดจำเราแบบนั้น สิ่งที่ทำไปวันนี้ เขาอาจจะช่วยลูกเราในอนาคตก็ได้ 

สไตล์การบริหารของคุณที่เหมือนกันไม่ว่าจะทำงานที่ไหนคืออะไร

เดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว แต่ก่อนตอนหนุ่มกว่านี้ ทีมเล็ก ไฟแรง เราคุยกับทุกคน ลุยเอง เป็นผู้เล่นกึ่งโค้ช พอลงไปดูแลลูกน้องเยอะๆ มันจะมีความผูกพัน มันเหนื่อยมาก ตอนนี้เลยพยายาม Positioning ตัวเองให้ลอยๆ หน่อย เป็นโค้ชรุ่นใหญ่ขึ้นมาหน่อย วางตัวเป็นเมนเทอร์มากกว่าที่จะไปลงรายละเอียดกับน้องๆ ทุกคน เราจะช่วยดูเรื่องวัฒนธรรมองค์กรและการตัดสินใจใหญ่ๆ ไม่ได้คลุกคลีกับความเป็นอยู่แล้ว

ธนา เธียรอัจฉริยะ “สิ่งที่เหลือจากวิกฤตคือความทรงจำ อยากให้คนจำแบบไหน จงทำแบบนั้น”

สตาร์ทอัพส่วนใหญ่จะมี Manifesto ที่บ่งบอกความเป็นตัวเอง อย่าง Facebook เคยใช้ Move fast and break things ของ Robinhood คืออะไร

ต้องเล่าก่อนว่า เราพยายามบอกน้องๆ ที่เข้ามาร่วมทีมว่า Robinhood ไม่ใช่สตาร์ทอัพนะ พอพูดถึงสตาร์ทอัพ คนจะนึกภาพที่เป็น Self-centered ก่อน เหนื่อยมีที่นอนไหม เหนื่อยมีโต๊ะปิงปองไหม มีอาหารเลี้ยงฟรีไหม เราบอกทุกคนว่าเรามีเป้าหมายชัดเจน อะไรที่ทำให้ถึงเป้าหมายควรจะมี แต่อะไรที่ไม่ก็พักไว้ก่อน

เราชอบที่ คมสันต์ แซ่ลี บริหารแฟลช เอ็กซ์เพรส ช่วงแรกต้องเป็นอันธพาล อยู่แบบปากกัดตีนถีบ เอาให้รอดก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยมีระเบียบ ค่อยมี Culture ถ้ามาถึงเอา Culture ก่อนจะรอดได้ไง 

Robinhood เพิ่งผ่านช่วงอันธพาล ตอนนี้เป็นช่วงมีระเบียบและเพิ่งมี Culture แต่เรามีประโยคเดียวเลยที่บอกน้องๆ คือ ‘ทำงานสำเร็จ ไม่ใช่ทำเสร็จ’ เป้าหมายเราคือช่วยคนเล็กๆ ให้ลูกค้าสั่งอาหารในราคาที่เป็นธรรม ไรเดอร์มารับถูกต้อง ได้ค่าจ้างที่เหมาะสม ถ้าไม่ถูกต้องคืนเงินทันที ร้านค้าได้ประโยชน์ 

ถ้าทำแค่เสร็จ สั่งอาหารเสร็จจริง แต่ไรเดอร์อาจมีปัญหา มารับไม่ได้เองหรือร้านค้าไม่พร้อมเอง อันนั้นไม่สน ทำสำเร็จคือลูกค้าแฮปปี้ หรือง่ายๆ เรานัดกันวันนี้ ถ้าทำเสร็จคือเลขาเราส่งอีเมลไปนัด ตอบหรือเปล่าไม่รู้ แต่ทำสำเร็จคือเขาจะเดินมาบอกเราว่าสรุปนัดกันวันนี้ นี่ลิงก์ซูมนะคะ พอถึงเวลาโทรมาตามอีกที ทำทุกอย่างให้มั่นใจว่าเราได้คุยกันตามนัด

คนมีสองแบบคือคนทำเสร็จ กับทำสำเร็จ ถ้าคนคิดทําสําเร็จยังไงองค์กรก็เจริญ เพราะว่าเอา Customer Fulfillment เป็นตัวตั้ง เราขอเเค่ข้อเดียวเลย อย่างอื่นค่อยเติมทีหลัง จะเป็น Sport Team รักแบบ Family พวกนี้เป็นขอบๆ เเต่การทําให้สําเร็จก่อนคือใจหลักสําคัญของเรา

ผู้บริหารที่ดีต้องเป็นแบบไหน

อย่างแรกเลยต้องมี Ability to Learn หรือความสามารถในการเรียนรู้ โลกเปลี่ยนตลอด ถ้ายังยึดติดกับของเดิมไม่รอดแน่ แค่รุ่นพี่เถียงกับรุ่นน้องในห้องประชุม บอกให้ลงโฆษณา BTS หน่อย พี่หมายถึงรถไฟฟ้า แต่น้องคิดว่าวงเกาหลี 

สอง Empathy คุยกับน้องต้องมีความเห็นอกเห็นใจ พยายามเข้าใจเขา

สามคือสกิลล์ เรื่องนี้สำคัญมากในยุคนี้ เรามีสกิลล์อย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไป ยกตัวอย่างเช่น เรารู้กฎหมาย แต่ถ้ารู้อย่างเดียวก็บริหารไม่ได้

สุดท้ายสำคัญที่สุด ผู้นำคืองานที่ต้องเสียสละ ที่เขาบอกกันว่า Leaders Eat Last ต้องกินคนสุดท้าย ไม่งั้นใครจะมาเชื่อเรา คนรุ่นใหม่มีวิธีคิดแบบ Start With Why ทำไมพี่รวยคนเดียวแต่ผมไม่ได้อะไร ทำไมอย่างนั้น ทำไมอย่างนี้ ดังนั้น Why ที่ดีที่สุดคือต้องทำให้เขาเห็นว่าเราไม่ได้เอาเปรียบเขา เราแฟร์ทุกอย่าง มีอะไรเรารับผิดชอบเอง

ของแบบนี้ฝึกกันยังไง

ประสบการณ์ก็ส่วนหนึ่ง ขอเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง เป็นเรื่องเจ๋งมากในชีวิตที่ทำให้รู้ว่าจังหวะของลีดเดอร์สำคัญมาก เมื่อสักสองปีก่อน ที่แบงก์มีเหตุการณ์เกิดขึ้นสมัยที่เราดูทีม Marketing ทั้งหมด ทีมประมาณร้อยคนคน มีลูกน้องของลูกน้องจัดงานเดินแฟชั่นในโถง จ้างออร์แกไนเซอร์ที่ไปจ้างแดนเซอร์มาอีกที แดนเซอร์แต่งตัวค่อนข้างโป๊แล้วเต้นยั่วยวนในห้องนั้น โดยไม่รู้ว่าเป็นห้องโถงเก่าแก่ของธนาคารไทยพาณิชย์ กลายเป็นเรื่องใหญ่มากที่แบงก์ ผู้ใหญ่ก็มาตามหาว่าใครเป็นคนรับผิดชอบ ถือเป็นความผิดร้ายแรงมาก

เช้าวันถัดมาเราเข้าออฟฟิศเพิ่งรู้ว่ามีดราม่า มีคนแชร์ข่าวไปด่า เรื่องใหญ่โตออกไปสู่สายตาสังคม การเป็น Leader กับ Boss มันต่างกันในสถานการณ์แบบนี้ ถ้าเป็น Boss เขาจะถามเลยว่าใครทำ เอาลูกน้องมาประหารโชว์ จบ แล้วลีดเดอร์ที่ดีทำยังไง

เราไม่ได้บอกว่าตัวเองเสียสละอะไรขนาดนั้น แต่สิ่งที่ทำเลยคือวิเคราะห์ความเสี่ยง วันนั้นเราตัดสินใจยอมรับผิดแทน เขียนจดหมายขอโทษทุกคน แล้วก็บอกซีอีโอให้ลงโทษเรากับ ตูน (สุธีรพันธุ์ สักรวัตร) ซึ่งเป็นรองต่อจากเรา ตัดเงินเดือนสามเดือน เดือนละสิบเปอร์เซ็นต์ ให้ออกจดหมายตักเตือน เราเป็นผู้บริหารระดับสูงของแบงก์คนแรกในรอบร้อยปีมั้งที่โดนลงโทษทางวินัย แต่นี่คือจดหมายลงโทษทางวินัยที่เจ๋งที่สุด (หยิบจดหมายที่ใส่กรอบหลังโต๊ะทำงานมาให้ดู)

หนึ่ง เอาไปเขียนคอลัมน์ได้

สอง ทั้งแบงก์บอกว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้บริหารออกรับแทนลูกน้อง ต่อไปลูกน้องก็จะลุยให้เรา เขามั่นใจว่าเราจะออกมาช่วย ลีดเดอร์ที่ดีมีจังหวะแบบนี้

เราโชคดีที่เคยทำงานกับผู้นำดีๆ คุณซิกเว่ เบรกเก้ (Sigve Brekke) เจ้านายเก่าที่ดีแทคก็เป็นคนคล้ายๆ แบบนี้ มีแต่คนรัก เวลาเข้ามาที่ตึก คนดีใจยิ่งกว่าเจอดารา เขาติดดิน เขามีความเห็นอกเห็นใจ เขาเสียสละ เขาเดินเยอะกว่าเรา เขาเด็ดขาด เป็นเหมือนโค้ช เวลาต้องตัดสินใจเรื่องพวกนี้เราจะคิดง่ายๆ ว่า ถ้าเป็นซิกเว่เขาจะทำยังไง ถ้าอยากเป็นลีดเดอร์ที่ดี ต้องเป็นลูกน้องของลีดเดอร์ที่ดีก่อน แล้วถ้าเกิดมีลีดเดอร์เฮงซวยจะทำยังไง ง่ายมาก ก็ทำตรงข้ามกับเขา ไม่ชอบอะไรก็อย่าไปทำ (หัวเราะ)

ความเป็นผู้นำที่ดี คำแนะนำที่ดีที่สุดในชีวิต และการนำทีมในช่วงวิกฤต ของผู้บริหาร Robinhood โจ้ - ธนา เธียรอัจฉริยะ

เมื่อวันก่อน (11 ก.ค. 64) Robinhood ประกาศแคมเปญ ‘เราช่วยคุณ คุณช่วยร้าน’ ไม่คิดค่าส่งทุกออเดอร์ ด้วยจำนวนผู้สนใจมากมายทำให้ระบบ Operation ติดขัดไปบ้าง คุณในฐานะที่เซนซิทีฟต่อคำวิพากษ์วิจารณ์มาตลอด มีวิธีให้กำลังใจทีมยังไง

ก่อนหน้านี้เคยเจออะไรคล้ายๆ กันตอนทำ SCB Easy ช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้อง Appreciate มากๆ เราจะเรียนรู้ทุกขุมขน ถ้าภาษาจีนเขาเรียกว่าการทะลวงจุดหยิมต๊ก ซึ่งนานๆ จะเกิดขึ้นทีในโจทย์แบบนี้ แต่เดี๋ยวมันก็ผ่านไป แล้วเราจะรอด

ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อยมาก (ลากเสียง) เราเหมือนนักกีฬาที่ไม่ได้ลงสนามแข่งมานาน เบิร์นเยอะ แต่ทีมเราแข็งแรง สนุก มันเป็นจังหวะที่ดีที่สุดของทุกคนในการเติบโต ช่วงสามวันนี้จะเป็นช่วงฉีดหนังสือตำราเข้าหัว เราจะ Communicate คนยังไง จะประสานคนยังไง เราจะบอกลูกค้าไม่ให้โกรธยังไง แล้วตอนที่เราเล่าเรื่องออกไป เราจะเล่าประมาณไหน ถ้ามีปัญหาจะเล่าแบบไหนให้เขาบรรเทาได้ เราจะแก้ปัญหายังไง ทำยังไงให้ไรเดอร์เข้ามา จะคิดนอกกรอบได้ยังไง จะชวนใคร จะดูแลจิตใจกันยังไงให้คึก สนุก แล้วเรื่องทั้งภายในภายนอกจะทำยังไง เป็นความตื่นเต้นในช่วงนี้ แต่ทั้งแบงก์ก็ลงมาช่วยกันหมด 

นี่นิ้วกลมตั้งชื่อหนังสือใหม่ให้แล้ว ‘ล้ม ลุก ไรเดอร์’ (หัวเราะ)

เขาบอกว่าดูคนต้องดูในช่วงวิกฤต ผู้บริหารที่ดีในช่วงวิกฤตต้องเป็นอย่างไร

อย่างแรกที่ห้ามเด็ดขาดเลย ถ้ามีข้อผิดพลาด ห้ามถามว่าใครทำ การหาคนผิดไม่ช่วยอะไรในสถานการณ์แบบนี้ ต้องแยกก่อนว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วจะแก้ไขได้ไหม ปัญหามีสองแบบ คือปัญหาที่แก้ได้เลยก็แก้ ถ้าแก้ไม่ได้อย่าไปยุ่ง หรือไปตามหาคนมาประหาร มันจะไม่มีใครกล้าทำอะไร ถ้าปัญหาที่แก้ไม่ได้มันไม่ใช่ปัญหา เพราะปัญหาที่แก้ไม่ได้จะเป็นปัญหาไปทำไม 

ถ้ามีปัญหาต้องมีสติ ต้องเป็นวิทยาศาสตร์ก่อน ปัญหานี้แก้ได้ไหม แก้ได้แก้ บางอย่างต้องใช้เวลาก็รอก่อน ระหว่างรอต้องทำอะไร ต้องแบ่งหน้าที่ เราใช้วิธีนี้ ปัญหาที่แก้ไม่ได้จะไม่เอาเลย ยังไงตอนนี้คนสั่งมีมากกว่าไรเดอร์แน่นอน คิดให้หัวแตกก็คิดไม่ได้ งั้นอย่าเพิ่งคิด วางไว้ก่อน เติมไรเดอร์เอาแล้วกัน แล้วอีกสามวันมันจะผ่านไป

วันนี้ชมน้องๆ ไปแล้ว วันนี้ดีขึ้นเยอะนะ เราอาจยังสู้กับสึนามิไม่ไหว แต่เราเก่งขึ้นเยอะ พรุ่งนี้ก็จะเก่งกว่านี้อีก ยกตัวอย่างเมื่อวานที่เละเทะ ระบบเจ๊ง เรารับออเดอร์ได้ประมาณสามหมื่น แต่วันนี้เรารับได้ห้าหมื่น ตัวเลขเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า แต่ยังไม่พอหรอก ลูกค้ามีเป็นแสนเลย งั้นพรุ่งนี้พยายามรับให้ได้สักหกถึงเจ็ดหมื่นนะ เราจะรอดแล้ว อีกนิดเดียว 

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องควบคุมอารมณ์ให้ดีที่สุด ต้องไม่โมโห ปกติเราเป็นคนใจร้อน แต่ช่วงวิกฤตต้องใจเย็น คุยกันตามแบบตามผล ไม่เป็นไร อันนี้เอาใหม่ได้ เพราะโมโหไม่มีประโยชน์อะไร ใจร้อนก็ไม่มีประโยชน์อะไร ยิ่งวิกฤตยิ่งต้องใจเย็น สิ่งหนึ่งที่เราว่าน้องๆ ในทีมต้องการที่สุดคือคำถามว่า ต้องการอะไรอีกไหม อยากได้อะไรไหม บอกได้ ต้องการให้ช่วยไหม คำถามพวกนี้สำคัญที่สุดในช่วงวิกฤตเลย

สำคัญแค่ไหนที่องค์กรใหญ่ๆ ต้องออกมาช่วยคนในช่วงวิกฤต

เมืองไทยยังขาดคนตัวใหญ่ที่ลงมาช่วยคนตัวเล็ก สิ่งที่ SCB ทำไม่ควรจะเป็นข่าว ในสังคมที่เจริญแล้ว การที่องค์กรใหญ่ออกมาบริจาคเงินช่วยเหลือจะไม่เป็นข่าว เพราะเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำ แต่ในบ้านเรายังเป็นส่วนน้อย ดังนั้น เราหวังว่าสิ่งที่ Robinhood ทำจะเป็นตัวอย่างให้กับคนใหญ่ๆ ในสังคม การขยับตัวของพวกเขาจำเป็นต่อสังคมตอนนี้

วิกฤตครั้งนี้ไม่เหมือนตอน พ.ศ. 2540 รอบนั้นเป็น Problem of the rich คนรวยเดือดร้อน แต่รอบนี้เป็น Problem of the poor ที่จะทำให้เกิดช่องว่างความเลื่อมล้ำของรายได้เยอะมาก คนรวยแทบไม่เดือดร้อน เพิ่งได้ยินว่าพ่อเพื่อนได้กำไรจากหุ้นเท่าตัว รวยมากกว่าเดิมอีก คนบนยอดพีระมิดไม่เดือดร้อน แต่ถามว่าแล้วเขาจะอยู่ได้ไหม จินตนาการภาพที่มีแต่บ้านเราส่องสว่างร่ำรวยอยู่บ้านเดียว ที่เหลือทั้งซอยมืดหมด คุณจะอยู่ได้ไหม ถ้าคนรวยไม่เยียวยาคนในซอย ประเทศเราก็จะเป็นแบบนั้น 

บ้านเราไม่มี Norm ที่คนตัวใหญ่ช่วยคนตัวเล็ก ถ้าสังเกตคนตัวใหญ่จะไม่ค่อยเคลื่อนไหว จะทำยังไงให้วันหนึ่งองค์กรอย่าง SCB ทำแบบนี้แล้วไม่เป็นข่าว เพราะคนส่วนมากก็ทำเหมือนกัน 

ความเป็นผู้นำที่ดี คำแนะนำที่ดีที่สุดในชีวิต และการนำทีมในช่วงวิกฤต ของผู้บริหาร Robinhood โจ้ - ธนา เธียรอัจฉริยะ

คุณคิดว่าการเคลื่อนไหวของบริษัทใหญ่ในช่วงวิกฤต จะส่งผลต่อธุรกิจเมื่อพ้นวิกฤตไปแล้วมากน้อยแค่ไหน

ถามว่าวิกฤตทำให้เกิดอะไร วิกฤตทำให้เกิดโมเมนต์ ทำให้เกิดความทรงจำ เราจะจำเรื่องที่สูงสุดและต่ำสุดได้ เราจะไม่จำเรื่องกลางๆ เรื่องปกติ ดังนั้น ช่วงวิกฤตคนจะจำแม่น อยากให้คนจำอะไร อยากให้เขาจำว่าเราเป็นคนยังไง จงทำแบบนั้น นี่คือจังหวะที่ดีที่สุด เราเขียนบทความชิ้นหนึ่งว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่ควรช่วยคนมากที่สุด คนจะจำมาก เราช่วยเขา เขาอาจจะกลับมาช่วยลูกเราในอนาคต 

ถ้าพูดภาษาการเงินให้องค์กรเห็นภาพ Return of Investment  ช่วงนี้คุ้มสุด เราจะเห็นบริษัทใหญ่ๆ ถูกโจมตี ทำไมเขาทำดีแล้วยังโดนโจมตี เพราะช่วงนี้เขาไม่ทำอะไร ที่โดนว่าว่าเป็นนายทุนขี้งก เพราะเขาไม่มีเคสเล่าให้คนฟังว่าช่วยเหลืออะไรบ้าง ยกตัวอย่างเร็วๆ นี้ที่ Aerosoft ซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดบอลยูโรฯ ให้คนดูฟรี ชั่วข้ามคืน คนรู้จักเขาทั้งประเทศ 

ความท้าทายที่สุดของการบริหารธุรกิจในวิกฤตนี้คืออะไร 

แบ่งเป็นห้าอย่างตามโมเดลของ McKinsey แต่ละที่ แต่ละส่วน แต่ละธุรกิจไม่เหมือนกัน เริ่มจาก Resolve แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ทำยังไงก็ได้ให้เอาตัวรอดก่อนช่วงแรก เช่น โดนปิดร้าน ทำยังไงกับสต็อกที่เหลือเต็มร้าน 

สองคือ Resilience หลังจากนี้จะทำยังไงต่อ บางช่วงธุรกิจต้องอึด ต้องเอาให้รอด เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว ถ้าเราเป็นเจ้าของโรงแรมอยู่ ทำยังไงถึงจะลดค่าใช้จ่าย ต้องวางแผนให้ดี อีกสองปีถึงจะเจอกัน แต่บางธุรกิจอย่างประกันไม่ต้องเจอเรื่องนี้ เขามีกำไรไม่ได้เดือดร้อนอะไร 

สาม Restart หลายๆ ธุรกิจต้องติดเครื่องใหม่ ธุรกิจท่องเที่ยวเป็นแบบนั้น ร้านอาหารเดี๋ยวอีกสิบสี่วันต้องเปิดใหม่ ร้านตัดผมก็ต้องเจอช่วงรีสตาร์ท ทำยังไงให้เหมาะกับยุคสมัย เช่น ร้านอาหารต้องมีเดลิเวอรี่แล้วนะ ร้านตัดผมถ้ามีเรื่องโควิด-19 ก็ต้องพิถีพิถันเรื่องความสะอาด ทั้งร้านต้องฉีดวัคซีนนะ มันจะยากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนี้ 

สี่ Reimagine ทำยังไงเราถึงจะคิดได้ว่า เราอยู่แบบนี้ไม่ได้ อย่าง The Cloud เคยทำแมกกาซีน เราต้อง Reimagine ใหม่ว่าต้องทำยังไง คนเขาชอบอะไร ข้อนี้ยากมาก เพราะพอคนกลับมารีสตาร์ท ถ้าเริ่มมีกำไรก็จะกลับมาคิดเหมือนเดิม กลับมาทำเหมือนเดิม นิสัยคนชอบทำเหมือนเดิม 

สุดท้ายยากที่สุด Reform คือคิดได้ว่าเปลี่ยนจริงๆ ก็ไม่ง่าย คนอายุเยอะในองค์กรที่ยังยึดติดกับเอกสาร นิตยสารกระดาษ ให้เขามาเขียนเป็นคอนเทนต์ มันคือการ Reform คิดได้ไม่ใช่ว่าทำได้ การ Reform ยากที่สุดแล้ว เพราะเราอาจต้องทิ้งบางคน 

แต่ละคนก็อยู่คนละขั้นในห้าข้อนี้ ใครอยู่ตรงไหนก็ค่อยๆ แก้ตรงนั้น เอาขั้นตัวเองให้รอดก่อนแล้วค่อยๆ อัปเลเวลให้ถึง Reform เพราะถ้าไม่ Reform คุณจะอยู่ยากมากหลังโควิด-19 เพราะเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มจะแย่มากแน่นอน

ชีวิตเราในฐานะผู้บริหารอาจไม่ได้เจอวิกฤตมากมายในชีวิต ยกเว้น Robinhood สามวันนี้ 

ถือเป็นความโชคดีไหม

เราเพิ่งอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เขาบอกว่า เวลาคนประสบความสำเร็จ มักจะมีสองแนวคิด แนวคิดหนึ่งคือประสบความสำเร็จเพราะคิดว่าตัวเองเก่ง อีกแนวคิดหนึ่งคือประสบความสำเร็จเพราะคิดว่าตัวเองโชคดี วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) เป็นคนประเภทที่สอง เขาโชคดีที่เกิดเป็น White American ใน ค.ศ. 1900 ช่วงตลาดหุ้นขึ้น เป็นผู้ชาย Genetic Lottery นี้ทำให้เขาเริ่มได้ก่อนคนอื่น พอรู้สึกว่าตัวเองโชคดี เขาจะรู้ว่ามีคนโชคร้ายกว่าตัวเองเยอะ เขาทำบุญเยอะ ช่วยเหลือสังคมเยอะ ตอบคำถามว่าทำไมมหาเศรษฐีไทยหลายคนไม่ค่อยช่วยเหลือ เพราะเขาคิดว่าเขาเก่ง หามาได้ด้วยตัวเอง ถ้าเรารู้สึกว่าตัวเองโชคดีเราจะคิดอีกแบบ 

อย่างเราโชคดีช่วงโควิด-19 ที่ไม่กระทบมากเท่าคนอื่น นั่นเท่ากับว่ามีคนโชคร้ายอยู่เยอะ เราเลยต้องทำอะไรสักอย่าง 

มีวิธีเช็กตัวเองว่างานที่ทำออกมาได้อย่างตั้งใจแล้วอย่างไร

เช็กหัวหน้า เมื่อไหร่ที่เขาชมนั่นคือประสบความสำเร็จมากๆ เราทำงานให้ใครก็ต้องถามความคาดหวังของเขา อีกอย่างคือเช็กว่าตัวเองยังมีประโยชน์กับทีมไหม บางทีมันสำเร็จเพราะคนอื่น ไม่ใช่เรา

คำแนะนำที่ดีที่สุดที่คุณเคยได้รับคืออะไร

คำแนะนำที่ดีที่สุดคือคุณซิคเว่ ตอนนั้นที่ดีแทค เราคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จสูงมากๆ เป็นรอง ซีอีโอแล้ว วันนั้นเป็นวันประเมินผล มั่นใจว่าจะได้ A+ แน่นอน ทำมาขนาดนี้ ปรากฏคุณซิคเว่ให้เกรด B เราเลยถามว่าทำไมให้ B เขาตอบว่า ตอนนี้ยูอยู่สูงมากแล้ว แต่ยูพูดเยอะ ยูไม่ฟังใคร You have to listen. 

สิ่งนี้ตรงกับเรื่องที่ เนลสัน เมเดลล่า (Nelson Mandela) เล่า มีคนถามเขาว่าผู้นำที่ดีเป็นยังไง เขามีเคล็ดลับอะไรในการนำคน เนลสันบอกว่า พ่อเขาเป็นหัวหน้าเผ่าในแอฟริกาใต้ พ่อทำสองอย่างที่เขาจำมาจนถึงทุกวันนี้ อย่างแรกคือนั่งเป็นวงกลม ทุกคนเท่ากัน เห็นหน้าหมด ไม่ได้นั่งหัวโต๊ะเป็นฮิปโป อย่างที่สอง พ่อจะพูดคนสุดท้ายเสมอ พอฟังทุกคนแล้ว สรุปไอเดียมาแล้ว เราอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้เมื่อเราได้ข้อมูลเพิ่ม 

เราเลยเคารพนับถือคุณซิคเว่สุดๆ เพราะเขาหวังดีกับเรามาก เขารู้ว่า Leader ถึงจุดหนึ่งต้องเรียนรู้ที่จะฟังให้มาก เราเป็นคนใจร้อน พูดเร็ว แต่ถึงเวลาจะพยายามฟัง ฟังเสมอ พูดคนสุดท้ายได้ยิ่งดี 

ความเป็นผู้นำที่ดี คำแนะนำที่ดีที่สุดในชีวิต และการนำทีมในช่วงวิกฤต ของผู้บริหาร Robinhood โจ้ - ธนา เธียรอัจฉริยะ

Questions answered by Board Chairman at Purple Ventures, the Operator of Robinhood

1. หนังสือที่อยากแนะนำให้ลูกสาวอ่าน

หลายชีวิต ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นหนังสือที่เล่าถึงชีวิต ทำให้เรามองโลกต่างออกไป ภาษาที่ใช้อ่านแล้วรู้เลยว่านี่คือวิธีการเล่าเรื่องชั้นครู คือที่สุดของภาษาไทย เล่มนี้จะทำให้ลูกเข้าใจเรื่องการเล่าเรื่อง และทำให้เขาเข้าใจชีวิตมากขึ้น ที่แนะนำเพราะอ่านง่าย เป็นเรื่องสั้นตอนๆ สนุกจนวางไม่ลง ลูกน่าจะอ่านจบ เรื่องยากๆ เดี๋ยวอ่านไม่จบ (หัวเราะ) 

2. ซีรีส์ที่ดูล่าสุด

Better Call Saul โคตรสนุกเลย มันเป็นเรื่องที่มาก่อน Breaking Bad ซึ่งเป็นซีรีส์อันดับหนึ่งในดวงใจ ดู Breaking Bad ให้จบแล้วมาดูจะสุดยอดมาก 

ถ้าใครยังไม่ดู Breaking Bad แต่ต้องดูให้หลุดซีซั่นสามก่อน หลังจากนั้นจะสนุกมาก ยกให้เป็นซีรีส์ที่ดีที่สุดตลอดกาล บางตอนได้สิบคะแนนเต็มใน IMDB ไม่เคยมีใครโหวตได้ขนาดนั้น มีตอนก่อนสุดท้ายได้สิบ เป็น Episode เดียวใน IMDB ที่มีซีซั่นแรกๆ จะยังหนืดๆ ถ้าผ่านไปแล้วจะรู้สึกชีวิตนี้คุ้มแล้วในการดูซีรีส์ ไม่มีอะไรเทียบได้เลย

3. ไอเดียที่ดีที่สุดที่ได้จากตอนวิ่ง 

ตอนวิ่งนี่ได้ไอเดียดีตลอด ส่วนใหญ่เป็นเรื่องงาน ไอเดียมันมาเรื่อยๆ เราชอบใช้ช่วงวิ่งเป็นช่วงแก้ปัญหาชีวิต นึกออก พอวิ่งเสร็จก็จัดการเลย ถ้าถามว่าไอเดียที่ดีที่สุดคืออะไร ตอบไม่ได้ เพราะเราใช้การวิ่งคิดไอเดียจนคุ้ม เลยไม่มีไอเดียที่ดีที่สุด

4. เป็น Dog Person หรือ Cat Person

Dog Person เดิมพ่อแม่เราไม่ชอบหมา เพราะเพื่อนเขาเคยโดนกัดแล้วเป็นพิษสุนัขบ้า บ้านเราเลยห้ามเลี้ยงหมามาชั่วชีวิต มาถึงรุ่นหลาน ลูกสาวเราอยากมีหมามาก ขอปู่ย่าก็ไม่ให้ เราก็อยากมีหมานะ อยากรู้ว่าจะเป็นยังไง เลยตัดสินใจโทรไปขอปู่ย่า บอกว่าเราอายุห้าสิบสองแล้ว อยากมีหมาเป็นของตัวเอง เขาเลยยอม ปาฏิหาริย์คือตอนนี้แม่เราหลงหมามาก มาถึงไม่เรียกหลาน ไม่เรียกลูกนะ เรียกโมเอ้ก่อนใคร โมเอ้ก็รู้จักเอาใจคุณย่า ตอนนี้เวลา Zoom คุยกัน แม่ก็จะถาม ไหนโมเอ้ โมเอ้อยู่ไหน ตอนนี้เขาเรียกว่า ‘หลานหมา’ คิดดูว่ามีหมาตัวแรกตอนอายุห้าสิบสอง แถมยังต้องขอพ่อแม่เลี้ยงอีก (หัวเราะ)

5. ร้านใน Robinhood ที่สั่งบ่อย

Thai Taste Hub ของ King Power ชอบสั่งเพราะมีหลายอย่างให้เลือก มันเป็นเหมือนฟู้ดคอร์ต มีร้านบะหมี่สว่าง มีกะเพราะหม่อมแม่ ที่เดียวจิ้มในเมนูเลือกอะไรก็ได้ สั่งได้ทั้งครอบครัว

6. ถ้ามีโอกาสจัดงานเสวนาที่เชิญใครก็ได้มานั่งคุยด้วย 3 คน จะเป็นใครบ้าง

คนแรก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อยากมากเลย เราเป็นแฟนคลับท่านมาก เป็นคนที่ทำให้เราตื่นเต้นได้

คนที่สอง สี จิ้นผิง (Xi Jinping) อยากคุยกับเขามาก เขาเจ๋ง เป็นคนเด็ดเดี่ยว สร้างมาจนเป็น The Most Powerful Person และเขามีความตั้งใจดี หลายเรื่องที่เขาทำทั้งปราบคอรัปชั่น หรือตอนนี้กำลังทำเรื่อง Income Inequality เขามีเป้าหมายชัดเจน แนวคิดแต่ละเรื่องสุดยอดมาก 

อีกคนหนึ่งคงเป็น ยูวัล โนอาห์ แฮรารี (Yuval Noah Harari) ที่เขียน Sapiens ชอบความคิดลึกซึ้งของเขา เขาคิดดี ไม่ยาก นับถือศาสนาพุทธด้วย คงสนุกดีถ้าได้นั่งถามคำถามโง่ๆ แล้วให้เขาตอบลึกๆ 

ขอบคุณภาพบางส่วนจาก Robinhood

หมายเหตุ : ภาพประกอบบทความถ่ายทำก่อนเดือนธันวาคม พ.ศ. 2563

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

“ผมเป็นคนเพื่อนเยอะ”

ไม่มีใครในวงการอสังหาริมทรัพย์ไม่รู้จักชื่อของ ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สโคป จำกัด ผู้พัฒนาโครงการน้องใหม่แต่เก๋าเกม ภายใต้การถือหุ้นใหญ่ของ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC ซึ่งตัวเขาเองผ่านประสบการณ์การเป็น ‘เบอร์ 1’ ขององค์กรต่าง ๆ มากมาย จนถึงวันนี้เขาก็ยังยืนยันว่าตัวเองไม่ใช่นักขาย แต่เป็นนักแก้ปัญหาต่างหาก

ปัจจุบัน สโคปอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการแนวดิ่ง (คอนโดมิเนียม) ถึง 4 โครงการ มูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท โดยมี 2 โครงการหลัก ได้แก่ Scope Langsuan โครงการแฟล็กชิปบนที่ดินย่านหลังสวนที่ประมูลมาด้วยตัวเลขสูงถึง 3,000 ล้านบาท มีมูลค่าโครงการ 9,000 ล้านบาท จะเริ่มโอนห้องและรับรู้รายได้นับตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 เป็นต้นไป ถัดมาคือโครงการ SCOPE Promsri อาคารชุด 8 ชั้นที่ซอยพร้อมศรี ซึ่งเชื่อมโยงใจกลางย่านสุขุมวิท ทั้งซอยพร้อมพงษ์ ซอยกลาง และซอยทองหล่อ มูลค่าโครงการ 1.35 พันล้านบาท ขณะที่อีก 2 โครงการจะอยู่ในพื้นที่ซอยทองหล่อและพื้นที่ศักยภาพอื่นที่เตรียมจะทำตลาดต่อไป 

ยงยุทธเล่าว่ากลุ่มเป้าหมายของสโคปคือ International Premium ซึ่งเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ ยังไม่มีผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในท้องตลาดที่เติมเต็มความต้องการได้ครบทุกมิติ วันนี้เขาและทีมจึงพร้อมลุยตลาดนี้อย่างเต็มที่ ด้วยชุดความคิดของการออกแบบที่ดีที่สุด มีความเป็นสากล แตกต่างอย่างโดดเด่น และไม่กลัวว่าใครจะมาเลียนแบบ

“ผมเชิญมาถ่ายรูปได้เลย แต่ถ่ายให้สวยนะ ไม่อย่างนั้นมาขอไฟล์ภาพได้ จะเตรียมไว้ให้”

90 นาทีคือเวลาที่ทีมงาน The Cloud นั่งพูดคุยกับซีอีโอมากประสบการณ์คนนี้ ถือว่าคุ้มค่ามาก และอยากจะชวนอ่านกันจากบทสัมภาษณ์พิเศษนี้ 

ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพที่กล้าแตกต่าง และไม่กลัวใครลอกเลียนแบบ

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็บอกว่าถูก Disrupt (กระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว) แล้วคุณถูก Disrupt ด้วยหรือเปล่า

ทุกวันนี้แหละครับ ผู้บริโภคเขาเปลี่ยนความต้องการ นักลงทุนก็ด้วย ถ้าผู้ประกอบการเปลี่ยนตัวเองไม่ทัน ก็ถูก Disrupt วันหนึ่งเคยขายดี ต่อมาอาจจะขายไม่ดี ผมทำงานมา 30 ปี ผ่านอะไรมาเยอะ มันเป็นแบบนี้ ไม่มีขึ้นหรือลงตลอด เวลาลงต้องตั้งสติ เวลาขึ้นก็อย่าประมาท ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไรก็ตาม

ผมว่าไลฟ์สไตล์คนเปลี่ยนไปนะ วันนี้ชอบอย่าง พรุ่งนี้ชอบอีกอย่าง ความชอบมันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ นี่คือหัวใจของการทำงาน พอความชอบเปลี่ยน สินค้าก็ต้องเปลี่ยน ความคิดก็ต้องเปลี่ยน ถ้าเราไม่เปลี่ยนก็เท่ากับของเราตกรุ่น

แล้ว พ.ศ. 2565 ถือว่าชีวิตขึ้นหรือลง

บริษัทสโคปเราเพิ่งตั้งเมื่อ 3 ปีที่แล้ว วันนี้มี 4 โครงการ มีมูลค่าโครงการกว่า 15,000 ล้านบาท ปีนี้จะมีโครงการพร้อมโอน 2 ตัว คือ SCOPE Langsuan กับ SCOPE Promsri ซึ่งทั้งสองโครงการมีมูลค่า 11,000 ล้านบาท โอนเท่าไหร่ก็อีกเรื่องหนึ่ง 

ปีนี้พนักงานเราตื่นเต้นที่สุด เพราะพวกเขาจะได้ส่งมอบห้องให้ลูกค้าเป็นครั้งแรก สิ้นปีนี้เรามองว่ายอดรับรู้รายได้จะไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท ดังนั้นปีนี้ถือเป็นปีที่ดีของเรา

คิดอย่างไรที่มีสื่อเรียกคุณว่า พ่อมดแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์

ไม่ทราบเลย (หัวเราะ) เพราะว่าสื่อเป็นคนตั้งให้ ผมไม่ได้ตั้งเอง

ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพที่กล้าแตกต่าง และไม่กลัวใครลอกเลียนแบบ

หรือเป็นเพราะต้องเสกอะไรบางอย่างขึ้นมาเหมือนกันหรือเปล่า

ผมทำอสังหาริมทรัพย์มาตลอด แต่สิบปีให้หลังชื่อของผมจะเงียบหน่อย เพราะว่าเลือกอยู่ข้างหลัง เป็นคนสร้างให้คนอื่น เหมือนโรงงานทำเลย คิดว่าเป็นการแก้ปัญหา ทีมก็สนุก สร้างแบรนด์ให้คนอื่น ธุรกิจนี้ใช้เงินเยอะมาก ถ้าเราคนเดียวคงทำอะไรได้ไม่เยอะ เราก็คิดว่าทำให้ทีมอื่นเลยมีโอกาสได้ทำเยอะ อีกพวกคือที่ค้างในตลาด ขายไม่ออก เราก็ไปทำแบรนดิ้งให้ใหม่ ทำตำแหน่งทางการตลาดใหม่ มันก็ขายได้

โครงการที่ขายไม่ออกนี่จะแก้ยากกว่า เพราะมันต้องทำหลายอย่าง ที่สำคัญคือต้องเปลี่ยนความคิดของคนขายก่อน เขาต้องเข้าใจว่ามันมีอะไรที่ไม่ถูกเสียก่อน ซึ่งตรงนี้ยากที่สุดที่จะทำให้บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น ต้องใช้ตัวเลข ใช้ประสบการณ์มาอธิบายให้เขาเข้าใจว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น คนเข้าใจว่าผมเป็นนักขาย บริษัทผมไม่ใช่นักขาย แต่เราเป็นนักแก้ปัญหา

หลักการของเราคือ Finest หรือละเมียดละมุน จะเรียกละเมียดละไมก็ได้ ที่เราใช้คำนี้เพราะว่าดูละเอียดอ่อนมากกว่า การทำทุกอย่างดูละเอียดอ่อนในความคิดของเรา 

ตลาดของสโคปคือคนกลุ่มไหน

กลุ่มเป้าหมายของเราคือ International Premium เป็นคนที่เราคิดว่าไม่ใช่กลุ่มลูกค้าที่ตรงกับบริษัทยักษ์ใหญ่ ถ้าตรงก็ไม่รู้จะทำไปทำไม เคยมีคนมาปรึกษาว่าจะตั้งบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ผมก็บอกเขาว่ามันไม่ใช่แค่สร้าง ขายเสร็จแล้วก็ไปนะ ถ้าทำอย่างนั้นมันบาป เราต้องดูแลลูกค้า รับผิดชอบให้เขาอยู่สบาย ไม่ใช่แค่รวยแล้วก็ไป หมดยุคแบบนั้นแล้ว

เราเห็นลูกค้ากลุ่มนี้แล้วยังไม่มีใครทำก็เลยเอาซะหน่อย คนเดี๋ยวนี้เห็นโลกมากขึ้น เร็วขึ้น คนสมัยก่อนกว่าจะเห็นโลกได้ก็อายุ 50 แล้ว เพิ่งขึ้นเครื่องบินไปฮ่องกง นั่นไกลสุดละ แต่สมัยนี้หรอ ไม่ทันจะโตก็เดินทางไปไหนต่อไหนหมดแล้ว การเดินทางมันง่ายขึ้น ความคิดมันเปลี่ยนไปแล้ว

ดังนั้น ลูกค้าผมไม่ใช่ดูที่คนอายุมาก อายุน้อย รายได้มาก รายได้น้อย แต่พวกเขาเป็นคนที่เห็นโลกมาเยอะและมีความต้องการต่างจากสิ่งที่มีอยู่ในประเทศไทย ถ้าเป็นของชิ้นเล็กก็ไปซื้อหรือนำเข้ามาได้ แต่บ้านเนี่ย มันเอากลับมาไม่ได้ เกิดอยากได้บ้านแบบญี่ปุ่นจะทำยังไงล่ะ หรืออยากได้ที่พักแบบในแอฟริกาใต้จะทำยังไง คนมีโอกาสออกไปเห็นที่อยู่ดี ๆ ทั่วโลกมากขึ้น เขาก็จดจำ พวกเขาเห็นโลกเยอะและมีความต้องการ ก็เลยคิดว่าเขาอยากได้ที่อยู่ที่ดูเป็นสากลแต่ไม่ทิ้งความเป็นไทย 

ลูกค้าที่ซื้อของเรา อย่าง SCOPE Promsri 45% ของคนที่ซื้ออายุต่ำกว่า 35 ปี 27% ต่ำกว่า 30 ปี และ 60% ของคนซื้อทั้งหมดคือคนที่ซื้อที่อยู่เป็นครั้งแรก หรืออย่าง SCOPE Langsuan ไม่ใช่ตลาดเก็งกำไร เพราะห้องหนึ่ง 40 ล้านบาท คุณต้องใช้เงิน 20% เท่ากับ 8 ล้านบาทในการลงทุน ที่นี่เป็นที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัย เขาซื้อเก็บไว้ให้ลูกหลาน สิ่งที่ผมทำผมดูจากประสบการณ์ที่เคยทำมา เราไม่ได้ทำเหมือนตลาดทั่วไป เงินที่เราประหยัดต้นทุนได้ เราก็เอาลงไปกับการออกแบบ 

ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพที่กล้าแตกต่าง และไม่กลัวใครลอกเลียนแบบ

ทำไมต้องให้ความสำคัญกับการออกแบบมากขนาดนั้น

โครงการของเราใช้ที่ปรึกษาการออกแบบจากต่างประเทศทั้งหมด เพราะผมเชื่อว่าหัวใจของบ้านคือการออกแบบ ถ้าเราไม่ทุ่มที่การออกแบบแล้วจะรอดได้อย่างไร ต้องบอกก่อนว่าสถาปนิกทำงานเองคนเดียวไม่ได้นะ เขาต้องทำงานกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้วย ต้องบอกกันว่าต้องการอะไร

ผมไม่ได้บอกว่าผมจับตลาดคนรวย กลุ่ม International Premium ไม่จำเป็นต้องรวย วันหนึ่งผมอาจจะทำคอนโดราคา 2 – 3 ล้านบาทก็ได้ภายใต้แบรนด์สโคป โดยที่มาตรฐานของเราไม่ลด อย่างทำเลของสโคปหลังสวนหรือทองหล่อนี่สุดยอดมาก ส่วน SCOPE Promsri มีจุดเด่นที่ต่างออกไป ลูกค้าเขาก็อยากเห็นผลงานที่มันอินเตอร์ เราเลยใช้ดีไซเนอร์ต่างชาติทำภาพ ทำกราฟิก ใช้ที่ปรึกษาจากต่างประเทศทั้งหมด รวมทั้งทำเฟอร์นิเจอร์ โฆษณา ไปจนถึงโลโก้ของเราก็ยังเป็นชาวต่างชาติ บริษัทพัฒนาอสังหาฯ คือคนที่ออกไปหาวัตถุดิบที่ดีที่สุดเอามาปรุงให้ลูกค้า แต่ต้องทำให้เป็น สำคัญคือการให้โจทย์ที่ถูกต้องกับพวกเขา

จ้างนักออกแบบระดับโลกมาทำโครงการ ไม่กลัวคนเลียนแบบหรือ

ผมเปิดโอกาสให้ทุกคนถ่ายรูปห้องตัวอย่างได้เลย ถ่ายเลย เราไม่หวง ผมไม่กลัวเรื่องเลียนแบบ อยากให้เลียนแบบด้วยซ้ำ แสดงว่าของเราดี ลูกค้าจะซื้อของเลียนแบบก็เรื่องของเขา แต่ผมไม่ซื้อของเลียนแบบ ไม่มีก็ไม่ต้องซื้อ

ทำไมจึงเลือกพัฒนาโครงการ SCOPE Langsuan ทั้งที่ต้นทุนที่ดินสูงมาก

หลังสวนคือพื้นที่ที่แพงที่สุดในประเทศไทย ผมเองไม่ได้รู้อะไรเยอะแยะ ผมรู้แค่พื้นที่กรุงเทพฯ หัวหิน ภูเก็ตและนิวยอร์กเท่านี้ล่ะ เคยมีคนมาถามว่าจะซื้อที่แถวกาญจนบุรีดีมั้ย ราคาเท่าไหร่ ผมบอกไปว่าผมไม่รู้จริ งๆ เวลารู้อะไรเราจะต้องรู้ลึก เมืองไหนที่ผมสนใจ ผมก็จะศึกษารายละเอียด อย่างสมัยก่อน ในกรุงเทพฯ นี่ผมท่องได้ว่าโฉนดตรงไหนเป็นของใคร ตึกไหนชื่อว่าอะไร

ตอนเปิดประมูลที่ดิน ผมบอกเลยว่าเอา หุ้นส่วนถามว่าสู้ได้เท่าไหร่ ผมให้ราคาไปเขาก็ตกใจ แล้วผมก็ซื้อได้ คือทั่วโลกเวลาดูที่ดินที่ดีเขาดูจากอะไร ก็ดูจากความใกล้ศูนย์การค้านั่นล่ะ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ทำรายได้ต่อตารางเมตรสูงที่สุด ฉะนั้น ถ้าห้างดี ๆ อยู่ตรงไหน ตรงนั้นก็แพงที่สุด ถนนเส้นนี้ก็มีโรงแรม 5 – 6 ดาวประกบหมด ตั้งแต่ Central Embassy ถึง Siam Paragon โครงการของเราอยู่ตรง BTS สถานีชิดลม ผมเชื่อว่าวันนี้ถ้าเอาที่ดินมาขายก็จะยังแพงที่สุดอยู่ดีเพราะมันไม่มีตัวเทียบ

เราใช้เวลาเกือบ 2 ปีกว่าจะออกโครงการ มีคนทักผมตอนซื้อที่ดินมา 3,000 ล้านบาทว่าทำไมไม่รีบออกโครงการ ผมบอกเขาว่าใจเย็น ๆ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นี่นะ ยิ่งช้าเราก็ยิ่งรวย ผมว่าลงทุนในที่ดินชนะเงินเฟ้อมาโดยตลอด ขึ้นอยู่กับว่าใครจะใจเย็นถือได้นาน ๆ เท่านั้น 

30 ปีบนเส้นทางธุรกิจของ ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์บนที่ดินราคาสูงที่สุดของไทย

ที่สุดของประสบการณ์ที่มอบให้กับลูกค้าคืออะไร ต่างจากโครงการอื่นอย่างไร

ความหรูหรามีหลายแบบ เราไม่ได้ทำรูปแบบเก่าแก่นะ มันขึ้นกับภาพจำที่มีมา อย่างถ้าเราจำได้ว่าความหรูหราคือกรุงโรมหรือพระราชวังแวร์ซายน์ เราก็จะตีความแบบนั้น เรื่องนี้มีทั้งรายละเอียด แสง พื้นที่ ซึ่งเรายึดตรงนี้เป็นจุดเด่น อย่างโรงหนังตรงส่วนกลาง เราทำเป็นซูเปอร์ไฮเอนด์ ไม่ใช่แค่โรงหนังแต่เป็นพื้นที่แบ่งปันประสบการณ์ของลูกบ้านด้วย เครื่องเสียงที่เราใช้ก็เป็นแบรนด์ชั้นนำ ราคาเกือบ 10 ล้านบาท โดยปกติลูกบ้านอาจจะไม่ได้ติดตั้งที่บ้านตัวเอง แต่เราติดไว้ที่ส่วนกลาง อะไรที่เขาไม่มีเราก็ทำให้เขา มันคือคุณค่าทางอารมณ์ที่จับต้องได้ ทั้งเสียง ทั้งหนัง ทำให้คนผ่อนคลายได้จริง ๆ

นอกจากนี้ยังมีห้องซ้อมดนตรี เพราะพอลูกบ้านอยู่ในคอนโด จะไปซ้อมดนตรีในห้องก็หนวกหู ไม่มีที่วางอุปกรณ์อีก เด็กนักเรียนกลับมาบ้านจะซ้อมที่ไหน เรามีห้องให้เขาเล่นดนตรี เขาก็จะมีกำลังใจเล่นต่อไป เราตั้งใจเลือกของทุกชิ้น หรืออย่างห้องเก็บเสื้อผ้าหน้าหนาวเราก็มีให้ ทุกวันนี้คนเดินทางไปต่างประเทศเยอะมาก คนจะมีกระเป๋าเดินทางอย่างน้อย 2 ใบ เราก็มีพื้นที่ให้บริการ นี่คือรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราใส่ใจ

ทำธุรกิจมาขนาดนี้ เชื่อในหลักการอะไรเป็นสำคัญ

ตั้งแต่ทำงานมาจนถึงทุกวันนี้ ถามว่าผมเชื่ออะไรในธุรกิจนี้ ผมเชื่อเรื่องทำเลที่ตั้ง เวลาคุณทำสินค้าเหมือนกัน คุณมีเงินเท่ากัน เวลาทำของใหม่ คุณก็ต้องปรุงเครื่องปรุงใหม่ คิดใหม่ ต้องทำตั้งแต่สูตรการคำนวณ ทุกอย่างมันบอกด้วยข้อมูลสถิติ ส่วนที่สองคือสไตล์ อันที่สามคือการบริการ บางคนได้ยินยังแซวผมว่าทำไมมันง่ายจัง คือเราทำบ้าน ทำคอนโดให้เขาอยู่อาศัยครับ เขาต้องการเท่านี้แหละ 

ถ้าทำแล้วดีมันก็ขายได้เอง ถ้าของมันดี การสื่อสารการตลาดก็น้อยลง ค่าคอมมิชชันเซลส์ก็น้อยลง สูตรพวกนี้ทุกคนรู้ บ้านไม่ใช่ยาแก้ไอหรือผงซักฟอก ซื้อแล้วต้องอยู่ไปยาว ๆ ถ้าของไม่ดี ยังไงลูกค้าก็เห็น เขาก็เลยต้องดูแล้วดูอีก คุณค่าของบ้านมันรวมกันทั้งสิ่งที่จับต้องได้อย่างอิฐ หิน ปูน ทราย และสิ่งที่จับต้องไม่ได้ก็คืออารมณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้น รวมทั้งการให้บริการที่ดี ต้องอยู่แล้วสบาย ถ้าอยู่บ้านแล้วไม่สบายจะอยู่ไปทำไม 

คำถามคือทำเลดีแล้วคุณกล้าซื้อหรือเปล่า ถามว่าถ้ากล้าแล้วทำไมที่ดินยังเหลืออยู่เต็มท้องตลาด ก็เพราะว่าคนไม่กล้าซื้อเพราะมันแพง เราเลือกซื้ออันที่มันดี อย่างที่ดินแปลงตรงหลังสวนนี่คนอื่นไม่กล้าซื้อ แต่ผมซื้อ ทุกคนมองสูตรเดียวกันหมด ไม่มีใครกล้าขายสูงกว่าราคาตลาดหรอก แต่ผมกล้าให้ราคาที่สูงขึ้น ผมรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแล้วผมก็ไปลดต้นทุนการบริหารจัดการเอา อย่าลืมนะ เราเปลี่ยนสูตรแต่เราไม่ได้ลดกำไร ไม่อย่างนั้นใครจะมาลงทุนกับเรา

30 ปีบนเส้นทางธุรกิจของ ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์บนที่ดินราคาสูงที่สุดของไทย

Questions answered by CEO of SCOPE

1. นอนวันละกี่ชั่วโมง

ผมเป็นคนนอนเยอะครับ เข้านอนก่อนเที่ยงคืน กลับถึงบ้านและทานข้าวเสร็จก็ทุ่มเศษ ๆ จากนั้นก็จะนั่งทำงานต่อ เสร็จประมาณสัก 4 ทุ่มแล้วก็เตรียมเข้านอน ตื่น 7 โมงเช้าทุกวัน

2. ดื่มไวน์หรือไม่

ผมไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เว้นแต่จำเป็นจริง ๆ เวลาที่ไปกับผู้ใหญ่ หรืออย่างน้ำอัดลมผมก็ไม่ดื่มมาเป็นสิบปีแล้ว ที่ผมชอบดื่มที่สุดจริง ๆ ก็คือน้ำเปล่า ผมเชี่ยวชาญด้านน้ำเปล่านะ (หัวเราะ) 

3. จริงหรือเปล่าที่มักมีคนพูดว่าควรซื้อบ้านราคาถูกที่สุดในโครงการแพง ดีกว่าซื้อบ้านราคาแพงที่สุดในโครงการถูก

ผมคิดว่าไม่ต้องถามเลย บ้านต้องอยู่ในทำเลที่ดีก่อนเสมอ ควรจะเลือกที่ที่ดีตั้งแต่แรก ถ้าที่อยู่อาศัยอยู่บนทำเลที่ดี พื้นที่รอบ ๆ ก็มักจะดีตาม บางทีโครงการอยู่บนนถนนคนละเส้นก็ไม่เหมือนกันแล้วนะ ผมตอบได้เท่านี้ 

4. เชื่อเรื่องฮวงจุ้ยหรือเปล่า

เชื่อนะครับ ทำอสังหาริมทรัพย์ต้องเชื่อฮวงจุ้ย ไม่เชื่อไม่ได้ มันมีผลจริง เพราะลูกค้าเราเชื่อ มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่เชื่อ เราก็ต้องศึกษามาพอสมควร 

5. เป็นคนไม่ชอบถ่ายรูปหรือเปล่า

ก็ถ่ายแล้วมันไม่สวยน่ะ คนเดียวที่จะถ่ายรูปผมได้คือลูกสาว คือคนอื่นเขาอาจจะแอคท่าเก่ง อย่างลูกน้องผมนี่ถ่ายรูปออกมาสวยเลย (หัวเราะ) 

6. ชอบฤดูร้อนหรือฤดูหนาว

ผมชอบอากาศร้อน ผมเขียนในเฟซบุ๊กว่า I love summer ไม่ได้เพิ่งเขียนนะ ผมชอบฤดูร้อน เพราะผมเป็นคนประเทศไทย เวลาพูดคำว่า Summer มันก็หมายถึง Vacation (วันหยุด) เป็นช่วงที่เด็ก ๆ ปิดเทอม คนไปเที่ยวทะเลกัน ดังนั้น ถ้าถามว่าชอบไปทะเลหรือภูเขา ตอบว่าทะเลล้านเปอร์เซ็นต์ อยู่ได้ตลอด

7. หนังเรื่องล่าสุดที่ดูในโรงหนังคือเรื่องไหน

ผมไม่ได้เข้าโรงหนังมา 20 กว่าปีแล้ว นานมาก มีเข้าไปทีเดียวคือ Bohemian Rhapsody (เรื่องราวของตำนานวงดนตรี Queen) ดูแล้วน้ำตาซึม เป็นเรื่องเดียวที่ดู นอกนั้นไม่ได้เข้าโรงหนังเลย

8. คนชื่อยงยุทธมีเพื่อนเยอะหรือเปล่า

หึ ๆ (หัวเราะ) ก็น่าจะเยอะมากนะ ผมโชคดีก็เพราะเพื่อนนี่ล่ะ ผมรู้จักคนเยอะ ถึงช่วงหลังจะไม่ค่อยปรากฏตัวเท่าไหร่ คนเราต้องมีเพื่อนที่ดีถึงจะสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไปได้ มันต้องช่วยกัน มีอะไรคุยกันได้ ให้ความชื่อถือซึ่งกันและกัน มีปัญหาอะไรก็ยื่นมือมาช่วยกัน การจะมีเพื่อนเยอะเพื่อนน้อยไม่ใช่ว่าคุณไปลงเรียนคอร์สมาเยอะนะ ขึ้นกับว่าคุณทำตัวยังไงมากกว่า

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load