นึกออกไหมว่าสมัยพ่อแม่เรายังเด็กบ้านเรือนหน้าตาเป็นอย่างไร โรงเรียนเป็นแบบไหน เดินทางกันอย่างไร เอาแค่รุ่นพ่อก็พอ ยังไม่ต้องนึกถึงรุ่นปู่ เรามีรูปถ่ายที่บันทึกชีวิตในอดีตมากน้อยแค่ไหน

สมุดภาพประจำจังหวัด

จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เช่นความนิยมถ่ายรูป (และมีเงินซื้อกล้อง) กระจุกตัวอยู่แต่ในหมู่ชนชั้นสูง อาจมีช่างฝรั่งออกตระเวนถ่ายรูปสามัญชนไทยทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดไว้บ้าง แต่โชคร้ายที่เราไม่ค่อยให้ความสำคัญเรื่องการเก็บของเก่าและทำบันทึก ทำให้ยุคที่มีภาพถ่ายส่วนตัวของสามัญชนไทยหลงเหลืออยู่อย่างมีนัยสำคัญ ย้อนกลับไปได้แค่ช่วงที่กล้องและฟิล์มสีเริ่มแพร่หลาย คือราว พ.ศ. 2500 เท่านั้นเอง ทั้งๆ ที่วิชาการถ่ายภาพเข้ามาเมืองไทยนานกว่านั้นมาก (ราว พ.ศ. 2388 หรือปลายรัชกาลที่ 3)

สมัยรัชกาลที่ 4 เริ่มมีร้านถ่ายรูป สมัยรัชกาลที่ 5 การถ่ายรูปเริ่มแพร่หลายไปต่างจังหวัด ประกอบกับรัชกาลที่ 5 โปรดการถ่ายรูป ทำให้มีรูปถ่ายจำนวนมาก สมัยรัชกาลที่ 6 มีการประกวดภาพถ่ายสีในราชสำนัก แต่ปัจจุบันสูญหายหมดไม่เหลือแม้แต่ภาพเดียว

นอกจากภาพถ่ายระดับชาวบ้านก่อน พ.ศ. 2500 จะมีไม่มากแล้ว ยังกระจัดกระจายอยู่ตามบ้านเจ้าของภาพ บ้านใครบ้านมัน หากโชคดีเจอภาพยุคเก่ากว่า 2500 ก็ต้องลุ้นต่ออีกว่าคนที่จำเรื่องราวในภาพถ่ายใบนั้นได้ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่

สมุดภาพประจำจังหวัด

คนชุดแรกของประเทศไทยที่ใช้วิธีลงทุนลงแรงตระเวนไปตามชุมชนต่างๆ เพื่อขอก๊อปปี้ภาพส่วนตัวของชาวบ้านร้านตลาด นำมาจัดทำ ‘สมุดภาพประจำจังหวัด’ อย่างจริงจังคือ เอนก นาวิกมูล และ ธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ สองชื่อที่วงการสารคดีของไทยไม่มีใครไม่รู้จัก  

อาจารย์เอนกและอาจารย์ธงชัยคร่ำหวอดในการทำหนังสือแนว ‘บันทึกสังคม’ มาอย่างยาวนาน มีประสบการณ์ทำสมุดภาพในหัวข้อต่างๆ เช่น สมุดภาพการแพทย์ไทย ปรีดิฉายาลักษณ์ (สมุดภาพรวบรวมพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 9 จากปกนิตยสารและหนังสือเก่า) สมุดภาพเที่ยวที่ต่างๆ สมุดภาพสภากาชาดไทย สมุดภาพสยามยุคประชาธิปไตย สมุดภาพพลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ลิ้นชักภาพเก่า สมุดภาพกรุงเทพฯ เมืองไทยในภาพเก่า ฯลฯ

สมุดภาพประจำจังหวัด

ว่ากันตามตรง ถ้าจะให้สอดคล้องกับปริมาณผลงานสารคดีอื่นๆ ที่ตีพิมพ์แล้ว ควรใส่เครื่องหมายไปยาลใหญ่ไปอีก 5 บรรทัด เพราะสองคนรวมกันมีผลงานจำนวนไม่น่าจะต่ำกว่า 300 เล่ม

สมุดภาพประจำจังหวัดทำอย่างไร ทำแล้วได้อะไร มีอะไรในภาพเก่าของชาวบ้าน และอีก 50 ปี การทำสมุดภาพจะง่ายหรือยากกว่าเดิม ลองฟังจากปากสองบุคคลที่อาจกล่าวได้ว่าเราเป็นหนี้เขาอย่างมากมาย เพราะถ้าพวกเขาไม่ทำ ใครจะทำ

สมุดภาพประจำจังหวัด

 

แรกรู้จักภาพเก่า

ร้านขายเครื่องเขียนและแบบเรียน ‘บุญส่งพานิช’ ที่อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา อันเป็นบ้านของครอบครัว ‘นาวิกมูล’ คือสถานที่บ่มเพาะความชอบในหนังสือและภาพเก่าของอาจารย์เอนก

เด็กชายเอนกในวัยเด็กเปิดตู้ใส่ของของพ่อ ในนั้นมีปฏิทินยุค พ.ศ. 2490 – 2500 นิตยสารเก่า ส.ค.ส. เก่า ที่สวยทั้งตัวอักษรและลายเส้นประกอบ และยังมีข้าวของกระจุกกระจิกอื่นๆ เช่น กล้องส่องทางไกล รูปยาซิกาแรต (คือภาพพิมพ์บนกระดาษแข็งแถมมากับซองหรือกระป๋องบุหรี่ฝรั่ง)

สมุดภาพประจำจังหวัด

ร้านบุญส่งพานิช ยุค 2490 ภาพจากหนังสือ เมื่อวัยเด็ก โดย เอนก นาวิกมูล

“ที่บ้านเป็นร้านขายหนังสือ มีหนังสือภาพของไสวย นิยมจันทร์ สิ่งประหลาดมหัศจรรย์ในโลก มีทั้งแนวตั้งและแนวนอนแบบสมุดวาดเขียน ในนั้นมีภาพเยอะ สิ่งอัศจรรย์อะไรต่างๆ มีสวนลอยบาบิโลน หอเอนปิซา ดูแล้วเพลิน” อาจารย์เอนกเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้หลงใหลภาพเก่าและเรื่องราวในอดีต

อาจารย์เอนกเล่าว่า ไม่เคยค้นเจอประวัติของ คุณไสวย นิยมจันทร์ ผู้แต่งหนังสือเล่มนั้น คาดว่าภาพเหล่านั้นน่าจะตัดมาจากหนังสือฝรั่ง หนังสือพิมพ์ แล้วนำมารวมเล่ม อาจกล่าวได้ว่าเป็นโชคดีของเราที่ตอนนั้นเรื่องลิขสิทธิ์ยังไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะหนังสือเล่มนั้น ‘จุดประกาย’ ให้เด็กชายเอนก นักเรียนชั้น ป.7 อายุสิบกว่าขวบ ผู้จะเติบโตเป็นนักเขียนสารคดีในอนาคต

“หนังสือแบบเรียนสมัยก่อนมันมีภาพประกอบสวย ของไทยวัฒนาพานิชก็มีทั้งภาพถ่ายและภาพวาดลายเส้น ชอบดูภาพ ที่บ้านก็มีปฏิทินเก่า สิ่งพิมพ์เก่า เราก็ชอบดู ชอบตัดจากหนังสือเหล่านั้นมาแปะบนกระดาษ สมัยก่อนมีกระดาษสีชมพู ไม่ใช่กระดาษห่อของ ก็เอามาตัด ทำเป็นเล่ม ทำเป็นสมุดภาพตั้งแต่ ป.6 ป.7

“บ้านเราขายแบบเรียน มีเยอะ แล้วเป็นเล่มที่เขาไม่ใช้แล้ว มีซ้ำกันบ้าง ภาพเล่มหนึ่งจากหนังสือวิทยาศาสตร์ เป็นภาพไดโนเสาร์ยุคหลายล้านปีก่อน พิมพ์สี สวยมาก แล้วก็ชอบมาตัดมาแปะไว้ ประทับใจมาก มีสวนคุณยายคนหนึ่งอยู่ข้างบ้าน เราก็จินตนาการว่านี่คือสวนดึกดำบรรพ์สมัยโบราณ มันผูกโยงกันไปหมดเวลาเห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ มันอยู่ในใจมาตลอด”

สมุดภาพประจำจังหวัด

 

แรกมีสมุดภาพในเมืองไทย และแรกมีสมุดภาพประจำจังหวัด

เดินเข้าร้านหนังสือดีๆ ที่ต่างประเทศจะพบสมุดภาพหลากหลายหัวข้อจนตาลาย อาจารย์เอนกกล่าวว่า
“ยุโรป อเมริกา นี่ทำสมุดภาพเยอะ อย่างยุโรปนี่แน่นอนอยู่แล้ว เขามีภาพตั้งแต่แกะไม้โบราณ ภาพเกี่ยวกับศาสนานี่ก็มีเยอะแยะ พอมีรูปถ่าย สมัยรัชกาลที่ 3 ก็ถ่ายกันเป็นล้านๆ รูป มันเยอะแยะไปหมด ฝีมือก็ดี ไม่กะพร่องกะแพร่ง เขาก็เลยมีภาพในคลังให้ได้พิมพ์ออกมาตลอด

“เขาถ่ายรูปเยอะกว่าบ้านเรามาก แล้วถ่ายกันทุกระดับ สมมติว่าเป็นนิโกร เป็นทาส เขาก็ถ่าย อาจเป็นตัวทาสเองไปขอถ่าย หรือนักวิชาการ นักมานุษยวิทยา ของเขาไปถ่ายไว้ ช่างภาพเขาถ่ายทุกระดับ ทุกชนชั้น แต่ของเรานี่ถ่ายเจ้านาย ถ่ายคนชั้นสูงเป็นหลัก ไม่ค่อยถ่ายขอทาน ช่างไทยไม่ค่อยถ่าย แต่ช่างฝรั่งเข้ามาเขาถ่าย” อาจารย์เอนกตั้งข้อสังเกต

สมุดภาพประจำจังหวัด

ประเทศไทยเริ่มมีสิ่งที่เรียกว่าสมุดภาพตั้งแต่เมื่อไร

หลักฐานเก่าแก่ที่สุดที่อาจารย์เอนกเคยค้นไว้ มีปรากฏใน พ.ศ. 2427 (รัชกาลที่ 5) เป็นโฆษณาขายสมุดอัลบั้มรูปของห้างแฮรี เอ.แบดแมน ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ สยามไสมย มีรูปสวนสราญรมย์ พระราชวัง วัดอรุณฯ วัดโพธิ์ เป็นหลักฐานว่ามีการรวบรวมภาพต่างๆ มาไว้ในเล่มเดียว แต่ตอนนั้นยังไม่ใช่ระบบพิมพ์

ในรัชกาลต่อๆ มามีการทำสิ่งพิมพ์เชิง ‘สมุดภาพ’ ในหัวข้อต่างๆ อยู่บ้าง เช่น หนังสือที่ระลึกแห่งการเปิดทางรถไฟหลวงสายใต้ 2459 สมุดภาพ Siam ของคาร์ล ดอห์ริง (Karl Dohring) พิมพ์ปี 2466 สมุดภาพแสดงผลงานของรัฐบาลในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี และหนังสือที่จัดทำในวาระพิเศษของมหาวิทยาลัยต่างๆ

สมุดภาพประจำจังหวัด

สมุดภาพสมัยใหม่เริ่มเห็นพิมพ์หลัง พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา คือ ประชุมสมุดภาพสำคัญในประวัติศาสตร์ ของสำนักนายกรัฐมนตรี (เล่ม 1 พิมพ์พ.ศ. 2510 เล่ม 2 พิมพ์พ.ศ. 2520) อดีตลานนา รวมภาพเมืองเหนือในอดีต (พ.ศ. 2520) วิวัฒนาการลายไทย (พ.ศ. 2524) สมุดภาพประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2525) แบบแผนบ้านเรือนในสยาม (พ.ศ. 2531) ประมวลภาพพระปิยมหาราช (พ.ศ. 2532)

สำหรับสมุดภาพประจำจังหวัด อาจารย์เอนกเล่าว่า เริ่มอย่างจริงจังตั้งแต่ พ.ศ. 2536 คือทำ สมุดภาพสงขลามหาวชิราวุธ ให้แก่โรงเรียนเดิม (โรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา) เป็นการพิมพ์แจก และใช้ทุนส่วนตัวบางส่วนด้วย

สมุดภาพประจำจังหวัด

หลังจากเล่มนี้ ยังจัดทำตามหลังมาอีก 8 เล่ม รวมเป็น 9 เล่ม โดยแต่ละเล่มภาพไม่ซ้ำกัน มีภาพใหม่เพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ แหล่งที่มาของภาพมีทั้งจากร้านฉายาสงขลา ซึ่งเป็นร้านถ่ายรูปเก่าแก่ ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรุงเทพฯ ภาพในคลังส่วนตัว ภาพจากศิษย์เก่ามหาวชิราวุธที่ร่วมแรงร่วมใจกันส่งภาพมาช่วย และภาพจากการลงพื้นที่ของอาจารย์เอนกและคณะ อาจารย์ธงชัยร่วมเดินทางไปลงพื้นที่ตั้งแต่ พ.ศ. 2550 – 2551 เพื่อเก็บภาพและข้อมูลชุดใหม่มาทำ สมุดภาพสงขลา พ.ศ.๒๕๕๑ เน้นภาพสถานที่ที่คนไม่ค่อยพูดถึงและภาพเก่าที่ไม่เคยเผยแพร่ สมุดภาพสงขลาทั้ง 9 เล่มนั้นมีภาพรวมกันแล้วหลายพันภาพ

สมุดภาพประจำจังหวัด

เป็นจังหวัดเดียวในประเทศไทยที่มีภาพถ่ายจังหวัดตัวเองทั้งเก่าและใหม่จำนวนมากในระดับฮาร์ดคอร์ และรวบรวมตีพิมพ์เป็นเล่มได้สำเร็จ

“ถ้าไม่บันทึกและตีพิมพ์ไว้ ที่สุดเราก็จะนึกภาพไม่ออกว่าสงขลาคงอยู่หรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง” อาจารย์เอนกซึ่งเป็นคนสงขลาโดยกำเนิดระบุเหตุผล

“จุดประสงค์ในการทำสมุดภาพและหนังสือใดก็แล้วแต่ ก็เพื่อให้ชาวสงขลาหรือผู้หยิบอ่านเกิดความตื่นตัว หันมาเพ่งหาของดีในท้องถิ่นของตน พิจารณาต้นทุนทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่คนรุ่นเก่าสร้างไว้ แล้วคิดทางพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น”

สมุดภาพประจำจังหวัด

หลังซีรีส์ สมุดภาพสงขลา มี สมุดภาพประจำจังหวัด ที่ตีพิมพ์แล้วอีกราว 10 เล่ม เป็นของ 6 จังหวัด เพราะบางจังหวัดมีมากกว่า 1 เล่ม

“เราทำหนังสือประมวลข้อเขียนกันมาตลอด จนมีฐานข้อมูลในรูปข้อเขียนจำนวนมหาศาล ถ้าไม่รวมภาพเก่าๆ เอาไว้บ้าง คนรุ่นหลังจะต่อไม่ติด นึกไม่ออกว่าสงขลาเคยมีบ้านเรือนวัดวาอารามสวยๆ หรือมีอะไรดีพออวดคนจังหวัดอื่นบ้าง” อาจารย์เอนกเขียนไว้ในคำนำ สมุดภาพสงขลา พ.ศ.๒๕๕๑ ถึงสาเหตุที่สนใจทำหนังสือสมุดภาพ

 

ไล่ตามความเก่าที่หลงเหลือ

อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่า ยุคที่ชาวบ้านมีภาพถ่ายส่วนตัวมากหน่อยคือ พ.ศ. 2490 เป็นต้นมา โดยเฉพาะช่วง 2500 – 2510 ที่ฟิล์มสีเริ่มแพร่หลาย ถ้าเจอเก่ากว่านั้นถือว่าโชคดี

“คำว่าภาพเก่าที่สุดที่เราเจอก็สมัยรัชกาลที่ 4 ที่ 5 แต่ภาพเหล่านี้ไม่ใช่ภาพของชาวบ้าน เป็นภาพจากหอจดหมายเหตุฯ ส่วนใหญ่ก็เป็นภาพในราชสำนัก พระราชพิธีสำคัญๆ มีภาพชาวบ้านจากที่ช่างฝรั่งถ่ายบ้าง” อาจารย์เอนกเล่า

“แต่ภาพในครอบครองของชาวบ้านทั่วไปที่เราพบ ถ้าโชคดี ย้อนกลับไปได้ถึงพ.ศ. 2460 (รัชกาลที่ 6) ก็ถือว่าเก่งแล้ว”

สมุดภาพประจำจังหวัด

อาจารย์ธงชัยอธิบายเพิ่มเติมว่า ที่มีรูปเยอะตั้งแต่ พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา เพราะกล้องถ่ายรูปถูกลง มีกล้องระบบ Instamatic หรือที่เรียกว่ากล้องปัญญาอ่อน แค่ยกกล้องก็ถ่ายได้เลย ถอดกลักฟิล์มไปล้างและอัดที่ร้าน ก็ได้รูปถ่ายมาดูเล่นที่บ้าน

แต่ใครเกิดทัน คงยังจำได้ว่าฟิล์ม 1 ม้วนมี 36 รูป จะกดชัตเตอร์แต่ละทีต้องคิดก่อน จะถ่ายทิ้งถ่ายขว้างอย่างสมัยนี้ไม่ได้ เพราะฟิล์มแพง นี่พูดถึงชาวกรุงและจังหวัดใหญ่ๆ ถ้าเป็นชาวบ้านในชนบท น้อยคนจะมีกล้องส่วนตัว เมื่อจะถ่ายรูปอะไร เช่นมีงานต่างๆ หรือเปิดร้านใหม่ ยังต้องจ้างช่างถ่ายรูปอาชีพ

สมุดภาพประจำจังหวัด

ขั้นตอนการทำสมุดภาพประจำจังหวัดของอาจารย์เอนกและอาจารย์ธงชัย คือเดินทางลงพื้นที่ไปตามชุมชนต่างๆ ขอยืมรูปถ่ายส่วนตัวของชาวบ้านมาถ่ายรูปทำสำเนา (อาจารย์เอนกใช้คำว่า ‘ก๊อปปี้’) โดยใช้ช่างภาพมืออาชีพ ตามด้วยนั่งสัมภาษณ์เจ้าของรูปเพื่อถามเรื่องราวเบื้องหลังภาพถ่ายใบนั้น นำมาเขียนคำบรรยายภาพ

เป็นงานที่ฟังแล้วต้องทึ่งในความอุตสาหะ อีกทั้งแค่ราวครึ่งหนึ่งของภาพที่อุตส่าห์ไปก๊อปปี้มาจะได้ลงตีพิมพ์ กล่าวคือ หน้างานคัดรอบหนึ่งว่าจะขอก๊อปปี้ภาพไหน แต่พอกลับมาถึงกรุงเทพฯ ยังต้องผ่านการคัดอีกรอบ

สมุดภาพประจำจังหวัด

“ข้อแรก ภาพต้องคมชัด” อาจารย์เอนกตอบเมื่อเราถามถึงเกณฑ์การคัดเลือกว่าภาพไหนจะได้ไปต่อ  

“ข้อสอง ภาพต้องมีเนื้อหาพอสมควร ไม่ใช่ไม่รู้เลย ต้องรู้ว่าภาพนี้คือใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ก็ต้องถามเจ้าของภาพตั้งแต่ต้น มีคนสำคัญสักคนสองคนไหม เช่นภาพนี้มีคนนี้ เป็นกำนันใหญ่อยู่ที่นั่น ก็ต้องบอกเพื่อให้เป็นหมายสังเกต ถ้าภาพคมชัด แต่ไม่รู้เนื้อหา ก็เอาไว้ก่อน เป็นภาพชั้นรอง ยกเว้นเป็นภาพสำคัญจริงๆ ก็เอามาลงเป็นภาพเล็กๆ”

 

ปัญหาของคนทำสมุดภาพ

งานทำสมุดภาพเรียกได้ว่าต้องทำแข่งกับเวลา เพราะการลงพื้นที่ต้องอาศัยแรงกายแรงใจ รีบทำแบบเอาปริมาณก็ไม่ได้ อีกทั้งคนเก่าแก่ที่เก็บรักษาภาพและรู้เรื่องราวในภาพก็ค่อยๆ ล้มหายไปทีละคนสองคน

สมุดภาพประจำจังหวัด

“งานแบบนี้มันเสียเวลา ขับรถขึ้นๆ ลงๆ ขึ้นๆ ลงๆ พูดๆๆ พูดซ้ำพูดซากอยู่อย่างนี้ (หัวเราะ) บอกว่า หนึ่ง ภาพขาวดำ สอง ไม่เอาของท่านไป ยืมเดี๋ยวนั้น ถ่ายเดี๋ยวนั้น แล้วก็สอบถาม เขียนหลังรูป ให้เครดิตเจ้าของภาพทุกคน ทุกครั้ง ทำหนังสือเสร็จก็เอามาให้” อาจารย์เอนกเล่า

“ตอนนี้ทำสมุดภาพสระบุรี ไป 4 ครั้งนะ ครั้งหนึ่ง 3 – 4 วัน เพิ่งกลับกันมาเมื่อวานเอง เพราะต้องตระเวนไปทุกอำเภอ ไปแล้วก็ต้องไปพูดชี้แจงว่ามาทำอะไร ต้องไปพบกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. อบจ. อะไรก็แล้วแต่ที่เขาแนะนำ แล้วก็ตั้งแท่นก๊อปปี้ ถ่ายภาพจิตรกรรมฝาผนังในวัดที่เราเห็นว่าควรจะถ่ายไว้ เพราะมันมีแต่จะกะเทาะเสียหายไป”

ยังไม่นับปัญหาต่างๆ หน้างาน ที่อาจารย์ทั้งสองฟันฝ่ามาเพราะเห็นคุณค่าของสิ่งที่ทำ บางจังหวัดสมควรทำสมุดภาพอย่างยิ่งเพราะมีเรื่องราวเยอะ แต่ไปเจอผู้นำของจังหวัดที่ไม่ได้สนใจเรื่องประวัติศาสตร์ ก็ไม่สามารถเดินหน้าได้ บางจังหวัดอยู่ไกล ต้องเทียวไปเทียวมา บางทีทำเสร็จเรียบร้อย ทางจังหวัดส่งข่าวมาว่ามีภาพเพิ่มเติม ต้องไปก๊อปปี้ใหม่ ก็ต้องไป บางจังหวัดหวังดี สแกนภาพถ่ายมาให้เลย แต่ความละเอียดไม่พอสำหรับตีพิมพ์ นี่เป็นเพียงอุปสรรคบางส่วนของคนทำสมุดภาพประจำจังหวัด

สมุดภาพประจำจังหวัด

“เขามักเข้าใจกันว่าสแกนเร็วๆ ปรื๊ดๆ แล้วใช้ได้เลย คือเอาไปฉายขึ้นจอคอมพิวเตอร์ ดูในมือถือ หรือคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กน่ะได้ แต่พิมพ์หนังสือไม่ได้ เพราะความละเอียดมันน้อย ก็ต้องไปบอกว่า 2 เมกะไบต์ขึ้นไป ต้องชี้แจง แล้วก็ต้องบอกว่าเน้นภาพขาว-ดำ เพราะเป็นภาพรุ่นปู่ย่าตายาย มันคลาสสิก รูปสีเนี่ยมันชัด แต่มันมีเยอะ” อาจารย์เอนกเล่า

“บางทีรูปต้นฉบับไม่มีแล้ว เพราะเขาสแกนให้เราแล้วคืนเจ้าของไปหมด ไม่รู้ว่าบ้านใครต่อบ้านใคร เขาไม่ได้จดกันว่ายืมของใครมาบ้าง เราก็ตามไปที่บ้านเขาเท่าที่ตามได้ พยายามสืบไปเรื่อยว่าคนจัดงานเขาได้รูปมาจากบ้านไหน เราก็ตามไป ถ้าหายไปแล้วก็จนใจ ก็อด”

หากใครเคยอ่านหนังสืออาจารย์เอนก จะสังเกตว่านอกจากคำบรรยายภาพแล้ว ยังมีรหัสภาพ ตั้งแต่สั้นๆ ไปจนถึงยาวปรี๊ด เช่น ‘ห้องสมุดเอนก นาวิกมูล ซื้อจากนักสะสม ซีดีเอนกก๊อปปี้ 088’ ‘เอนกถ่ายจ26พค2551 ซีดี667-24-57’ ทั้งนี้เพื่อให้ง่ายต่อการค้นภาพ ซึ่งเป็นระบบที่อาจารย์เอนกพยายามนำมาใช้ในการทำสมุดภาพประจำจังหวัดด้วย

“การถ่ายเนี่ยเราต้องเขียนใบปะหน้า เช่น วันนี้เสาร์ที่ 11 พฤษภาคม 2562 มาที่ไหน ผู้ร่วมเดินทางมีใครบ้าง เป็นไดอารี่การทำงาน เป็นหมายเหตุ ก็เขียนใส่กระดาษวางไว้ ช่างภาพก็ก๊อปปี้ไปพร้อมภาพ เพราะต่อไปเก็บไว้ชั่วลูกชั่วหลาน ใครจะไปรู้ว่าใครเป็นคนก๊อปปี้ ใครเป็นคนทำ ถ้าเราไม่เขียนบอก อันนี้ก็เป็นระบบที่คิดไว้ตั้งแต่ไหนแต่ไร แล้วก็พัฒนามาตลอด”

สมุดภาพประจำจังหวัด

อาจารย์ธงชัยเสริมเรื่องปัญหาที่พบหน้างานว่า

“บางครอบครัวยกรูปมาให้ทั้งตั้ง แล้วมันปนกันหมด เราก็ต้องมานั่งเรียงลำดับ แล้วค่อยๆ ดูว่า ตกลงนี่งานบวชใคร บางทีในตั้งนั้นมีงานศพ 2 งาน งานย่า งานยาย ก็ค่อยๆ มานั่งคัด นั่งแยก ให้เหลือรูปที่เราต้องการ คือรูปที่มีเนื้อหาสมบูรณ์ เสร็จแล้วก็มานั่งถาม ถ้าเป็นรูปงานศพ ศพใคร ชื่ออะไร พ.ศ. อะไร วัดไหน ดูจากอายุเด็กในรูป ประมาณปีไหน แล้วก็ลำเลียงส่งให้ช่างภาพก๊อปปี้ เสร็จแล้วก็มัดคืนเขา คืนตรงนั้นเลย อย่าทำแตกกอง ไม่งั้นต้องนั่งแยกใหม่อีก” อาจารย์ธงชัยยิ้ม

สมุดภาพประจำจังหวัด ไม่ใช่เพียงเอาภาพอะไรก็ได้ของจังหวัดนั้นมาแปะๆ รวมกัน ต้องมีเส้นเรื่องเช่นเดียวกับหนังสือสารคดีทั่วไป

“สมุดภาพของหนึ่งจังหวัด ปกติก็แบ่งเป็น 2 เล่มคือ เล่มภาพเก่าล้วน กับเล่มมรดกศิลปวัฒนธรรม เล่มภาพเก่าล้วนก็อาจแบ่งเป็นรายอำเภอ และแบ่งย่อยลงไปเป็นคน สถานที่ เหตุการณ์” อาจารย์ธงชัยอธิบาย

“คน เราก็ต้องเอาคนเก่าก่อน สถานที่ก็เอาสถานที่สำคัญ แล้วก็เอาเหตุการณ์ต่างๆ เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม ส่วนมรดกความทรงจำ ของสวย ของงาม ศิลปวัตถุ ก็ไล่ตามวัดเลย คือของพวกนี้จะอยู่วัด”

สมุดภาพประจำจังหวัด

สมุดภาพที่เพิ่งตีพิมพ์ล่าสุดคือ สมุดภาพนนทบุรี (พ.ศ. 2561) เนื้อหาไล่เรียงตั้งแต่ภาพเก่านนทบุรียุคแรก ภูมิสถานบ้านเมือง คือสถานที่สำคัญต่างๆ (ศาลากลาง ท่าน้ำ วัด โรงเรียน สะพาน ฯลฯ) ภาพความทรงจำและเหตุการณ์ ประเพณี วิถีชีวิต เช่น ภาพพิธีไหว้ครูดนตรี งานเลี้ยงน้ำชาการกุศล ก่อพระเจดีย์ทราย ขบวนเรือแห่ผ้าป่า ไปจนถึงงานแต่ง งานบวช งานศพ

อาจารย์เอนกเล่าว่า เท่าที่ไปลงพื้นที่มา จังหวัดไหนๆ ก็คล้ายกัน คือเน้นถ่ายภาพเหตุการณ์สำคัญในชีวิต ถ่ายภาพโอกาสพิเศษ เช่น ไปเที่ยว รูปถ่ายแปลกๆ เช่น ถ่ายผู้ร้าย แบบนี้ไม่ค่อยมี อย่างเก่งก็ภาพถ่ายน้ำท่วม อันนี้เห็นทั่วไป งานศพจะเห็นเยอะ เพราะเป็นการรวมญาติ

“ไม่มีหรอกมานั่งถ่ายอาหาร” อาจารย์ยิ้มเหมือนจะแซว คนยุคนี้สั่งอาหารสั่งกาแฟแล้วยังไม่กินทันที ควักโทรศัพท์มือถือขึ้นมาก่อน

 

ศาสตร์และศิลป์แห่งการ ‘อ่านภาพเก่า’

ขั้นตอนที่เสียเวลาและอาจยากมากที่สุดสำหรับการทำสมุดภาพคือ การอ่านภาพเพื่อเขียนคำบรรยาย
อาจารย์ธงชัยกล่าวว่า

“เวลาลงพื้นที่เก็บข้อมูล เราเสียเวลากับเรื่องเขียนคำบรรยายเยอะมาก คือถาม แล้วจด ถ้าเจ้าของภาพไม่ซีเรียส เราก็ขออนุญาตใช้ดินสอ 2B บันทึกไว้ให้หลังรูปเลย หลักคิดก็คือ ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ นี่คือหลักจดหมายเหตุ”

แปลกแต่จริง บางทีเจ้าของรูปอาจจำรายละเอียดในรูปไม่ได้มาก คนทำสมุดภาพต้องใช้วิธีอ่านภาพเพื่อเขียนคำบรรยาย

สมุดภาพประจำจังหวัด

คลังความรู้ในการเขียนคำบรรยายมาจากไหน คำตอบที่ได้ไม่ผิดจากคาด

“ผมชอบอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ พงศาวดาร โบราณคดี อยู่แล้ว โดยเฉพาะเกี่ยวกับยุครัชกาลที่ 4 5 6 อ่านมาตลอด จากหนังสือที่สะสม 30,000 – 40,000 เล่ม ก็ทำให้ความรู้เยอะ มันช่วยเสริมในการอ่านภาพ ภาพบางภาพเราคุ้นๆ ว่า เอ๊ะ ในหนังสือมันบอกเรื่องทุ่นนี่ ทุ่นกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ให้เรือสินค้าผูก เอ้า รูปนี้มีกล่องอะไรลอยตุ๊บป่องอยู่กลางแม่น้ำ พอเราเห็น ขยายดู ไอ้นี่แหละทุ่นกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ให้เรือรบ เรือสำเภา เรือสินค้า ผูกจอด เราก็บรรยายได้ เสริมกัน” อาจารย์ธงชัยอธิบาย

“เวลาเราถาม เจ้าของภาพเขาก็บอกคร่าวๆ ทั้งนั้น แต่ดูจากภาพบางทีก็พออ่านได้ว่าน่าจะเป็นยุคนั้นยุคนี้ เช่นภาพที่ขอบหยัก ใช้กรรไกรขอบหยักมาตัด ก็เป็นที่นิยมในยุค 2490 จะเยอะ หรือภาพสียุคเก่าจะมีตัวเลขปี เช่น 17 อยู่ที่ขอบล่าง หรือดูจากสีก็พออนุมานได้ สีที่ปรากฏบนภาพ หรือดูการแต่งกาย เสื้อผ้า รถที่ใช้ ฉากหลัง สิ่งเหล่านี้เป็นตัวช่วยอ่านภาพ” อาจารย์ธงชัยกล่าว

“พอได้เห็นอะไรมาเยอะๆ ก็พอจะบอกได้ว่าภาพนี้เป็นช่วงปีไหน ภูเขาแบบนี้ อ้อ เขาวัง เพชรบุรี การเห็นป้ายสถานีรถไฟก็ช่วยได้เยอะ แต่บางภาพบอกอะไรไม่ได้จริงๆ ก็ต้องระบุว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด แต่เป็นภาพที่สวยและน่าสนใจ ก็คัดมาลงตีพิมพ์เพื่อเป็นหลักฐาน”

สมุดภาพประจำจังหวัด

อาจารย์เอนกเดินทางมากตั้งแต่ยังหนุ่มเพราะลงพื้นที่ทำงานสารคดี ประกอบกับความจำดีเยี่ยม ทำให้ง่ายขึ้นในการทำ สมุดภาพประจำจังหวัด

“การออกไปเที่ยวสำรวจมาก่อนแล้ว เราก็จะรู้ว่าเคยเห็นอะไรบ้าง ไปวัดก็จะรู้ว่ามีจิตรกรรมฝาผนังอะไรที่น่าสนใจ หมายถึงที่ไปเที่ยวมาตั้งแต่เด็ก โตมาแล้วก็ยังสำรวจตลอดเวลา ขึ้นกุฏิพระ อย่างวัดมัชฌิมาวาสมันมีภาพเก่าอันนี้อยู่ จำได้ สมัยก่อนกล้องไม่ดีเท่าสมัยนี้ ไม่รู้จะบันทึกยังไง แล้วก็เกรงใจพระ กลัวท่านจะดุเอาบ้าง ก็ได้แต่จำๆ ไว้ ไปวัดนั้นวัดนี้เราก็เห็น หนึ่ง ในกุฏิ สอง ในโบสถ์ในวิหาร ก็ต้องมีภาพจิตรกรรม มีภาพวาด หรือสิ่งของต่างๆ เช่น พระพุทธรูป เท่าที่ผ่านตาเราก็จะรู้แล้วว่าวัดนี้มีอะไร ไม่มีอะไร” อาจารย์เอนกเล่า

สมุดภาพประจำจังหวัด

คุณสมบัติที่สำคัญของคนทำสมุดภาพคือ ต้องละเอียด อาจารย์ธงชัยกล่าว

“เพราะภาพเนี่ยมันดูลวกๆ ไม่ได้ ต้องค่อนข้างละเอียด เวลาอ่านภาพต้องสังเกตมากกว่าการดูเพลินๆ วิธีที่เราทำได้คือ เวลาเดินทางไปไหนให้สังเกตทิวเขา แม่น้ำ ลำคลอง โบราณสถาน เวลาเห็นภาพมันจะช่วยเรา เช่น แม่น้ำนี้ตลิ่งสูง ตลิ่งเตี้ย มันควรจะเป็นแม่น้ำไหน บางทีรูปมาเปล่าๆ เปลือยๆ เราดูตลิ่ง ตลิ่งไม่สูง มีโขดหิน มีเกาะแก่ง มันน่าจะอยู่ตาก แม่น้ำปิง เพราะตลิ่งเตี้ย

สมุดภาพประจำจังหวัด

“ไปเจออีกรูปหนึ่ง ตลิ่งสูง ก็มีอยู่สองแม่น้ำ คือแม่น้ำน่านกับแม่น้ำแม่กลอง มันจะสูง ถ้าฤดูแล้งก็ 20 – 30 เมตร แม่น้ำแม่กลองก็อาจจะ 10 – 20 เมตร เห็นเขาหินปูน เขาดิน ก็พออ่านได้ว่าน่าจะเป็นที่ไหน”

เชื่อหรือไม่ว่า ตัวช่วยที่สำคัญอีกอย่างในการอ่านภาพคือ หนังสืองานศพ

“ประเด็นที่เราจะได้เปรียบคือ เรามีหนังสืองานศพของผู้มีอันจะกินของจังหวัดนั้นๆ อยู่ในมือ เราก็ดูรู้ว่าบ้านนี้ ครอบครัวนี้ เป็นคนมีฐานะ ก็ต้องมีรูปถ่ายเก่า เราก็ประสานติดต่อเข้าไปเพื่อขอก๊อปปี้รูปจากบ้านเหล่านี้ เขามีรูปแน่นอนเพราะเราเห็นจากหนังสืองานศพ กิจกรรมที่เขาไปทำงานกัน ไปเที่ยว ไปเชียงใหม่ ไปบางแสน ไปศรีราชา ทำไมรู้ เพราะมีสะพานยื่นไปในเกาะลอย แล้วมีรางรถไฟอยู่

สมุดภาพประจำจังหวัด

อ่านยี่ห้อรถก็อ่านปีได้ อย่างนี้ก็ต้องปี 1950 กว่า 1957 – 1958 ก็คือก่อน พ.ศ. 2500 นิดหน่อย เราก็ต้องมาดูว่าเขาเกิดปีไหน ในหนังสืองานศพจะมีบอกอยู่ ประวัติ เขาเกิด 2482 คาดว่าอายุ 20 มีรถ รูปรถก็น่าจะถ่ายราว 2502 เป็นคนแพร่ ดังนั้น เขาต้องมีรูปเมืองแพร่ สมมติถ้าเราไปรับงานที่แพร่ เราก็เข้าไปหาคนนามสกุลนี้ที่ระบุในหนังสืองานศพ”

การได้รูปถ่ายมาแล้วพลิกเจอคำบรรยายหลังภาพถือเป็นโชคดี เพราะน้อยมากที่จะเจอ

“ใครเขาจะมานั่งเขียนหลังรูปกัน ไม่มีเลย บางคนขยันหน่อย ก็ทำอัลบั้มรูป แล้วเขียนคำบรรยายด้วยหมึกสีขาว ต้องเป็นคนประณีต สมัยก่อนหมึกสีขาว หมึกโปสเตอร์ เขียนด้วยปากกาคอแร้ง เป็นงานประณีต ก็ต้องคนประณีตทำ” อาจารย์เอนกตอบ

“แต่คนทั่วไปก็แค่แปะภาพไว้เฉยๆ เลยต้องเสียเวลานั่งอ่าน แล้วก็เทียบเคียงกับรูปข้างๆ”

อ่านมาถึงตรงนี้ ยังมีใครคิดอีกไหมว่าการทำสมุดภาพคือการไปขอรูปจากชาวบ้านมาแปะๆ รวมกันเป็นเล่ม

 

ภาพหนึ่งภาพบอกคำเป็นพัน

สำหรับคนทำสมุดภาพ ความสำคัญของมันคืออะไร

สมุดภาพประจำจังหวัด

อาจารย์ธงชัยตอบว่า

“ภาพหนึ่งภาพดีกว่าคำบรรยายหมื่นคำ เวลามีภาพเก่าให้เห็นมันสนุก มันเพลิดเพลิน มีประโยชน์ โดยเฉพาะถ้าตัวเองเกี่ยวข้องกับเรื่องๆ นั้น ก็ยิ่งสนุก ประการที่สองคือ เป็นการเก็บรักษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง ก่อนที่มันจะสาบสูญไป แต่ถ้าเรานำมาจัดพิมพ์เป็นหนังสือ จำนวน 2,000 – 3,000 เล่มเนี่ย ก็จะขยายองค์ความรู้ของรูปเหล่านั้นได้มากขึ้น ขยายโอกาสที่ภาพใบนั้นจะถูกเห็นมากขึ้น ประโยชน์ข้อสามก็คือ เป็นการขยายเรื่องการศึกษาประวัติศาสตร์ของตนเอง ของท้องถิ่นนั้นๆ ซึ่งเราได้อ่านข้อเขียนมากมายมหาศาลจากประวัติศาสตร์ที่คนรจนาขึ้นมา เช่น ประวัติศาสตร์เมืองอ่างทอง เมืองอยุธยา แต่เราไม่เคยเห็นภาพของสถานที่ที่เขาบรรยายเลย ว่ามันมีภูมิสถานบ้านเมืองยังไง อ่านแล้วก็จินตนาการไม่ออก”

อาจารย์ธงชัยกล่าวว่า สมุดภาพทำให้คนสนใจใฝ่รู้จะศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของตนเอง ทำให้คนเห็นว่า อ๋อ ของเดิมเป็นอย่างนี้นะ

สมุดภาพประจำจังหวัด

การทำสมุดภาพในอีก 50 ปีข้างหน้าอาจจะเจอปัญหาหนักยิ่งกว่าการต้องตระเวนไปตามจังหวัดต่างๆ แล้วเก็บข้อมูล

“คนบันทึกจะมีสักกี่ค้น…” อาจารย์เอนกทำเสียงสูง เมื่อเราตั้งข้อสังเกตว่ายุคนี้ถ่ายรูปง่าย แต่ไม่ได้แปลว่าอีก 50 ปี การทำสมุดภาพจะง่ายตามใช่ไหม

“ในอนาคตรูปมันจะเยอะมาก เป็นล้านๆ รูป แต่ใครบันทึกจริงจังแค่ไหน และเขาไม่ได้เก็บจริงจัง ใส่ External Drive เป็นรูปไฟฟ้า เสื่อมหายไปก็มี เราถ่ายรูปกันเยอะจริง แต่ไม่จด ไม่บรรยาย ถ่ายเก็บไว้เฉยๆ ถึงแม้มีเลขวันเดือนปีอยู่ ไม่รู้ว่าถ่ายอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ความทรงจำคนมันไม่ค่อยจำ” อาจารย์เอนก เจ้าของสโลแกน ‘เจาะลึก บันทึกอดีต’ กล่าว

สมุดภาพประจำจังหวัด

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ สื่อมวลชนคนสำคัญแห่งวงการสารคดีเมืองไทย กล่าวไว้ใน พ.ศ. 2556 ว่า เขาเชื่อว่าข้อมูลทั้งข้อเขียนหรือรูปถ่ายของเอนก นาวิกมูล อาจมีปริมาณและคุณค่ามากกว่าสถาบันการศึกษาหลายแห่งในประเทศ

การจัดทำสมุดภาพของไทยยังถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับปริมาณและความหลากหลายของสมุดภาพในต่างประเทศ เราอาจไม่ได้แพ้เขาในด้านฝีมือ แต่แพ้เรื่องกำลังคนที่จะเห็นความสำคัญและลงทุนลงแรงผลิตสมุดภาพ

สมุดภาพประจำจังหวัด

ต่างประเทศมีสารพัดสำนักพิมพ์และสำนักจดหมายเหตุ ช่วยกันจัดพิมพ์สมุดภาพในหัวข้อต่างๆ ทั้งยอดนิยมและไม่ค่อยนิยม ตั้งแต่สมุดภาพสงครามโลกครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 ไปจนถึงสมุดภาพหัวข้อเฉพาะทางสุดๆ เช่น สมุดภาพชีวิตประจำวันของชาวยิวที่อพยพไปอยู่ย่าน Lower East Side บนเกาะแมนฮัตตัน หรือสมุดภาพชีวิตชาวบ้านในอังกฤษ ที่มีภาพเก่าตั้งแต่ ค.ศ. 1856 แต่เขียนคำบรรยายภาพได้ค่อนข้างละเอียด เพราะมีบันทึกไว้ และมีภาพทุกอย่างตั้งแต่ชนชั้นปกครอง ไปจนถึงคนกวาดปล่องไฟและคนจับหนู

สมุดภาพประจำจังหวัด

แต่ตราบใดที่เอนก นาวิกมูล และ ธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ ยังไม่หยุดทำงานอันสำคัญนี้ ประเทศไทยจะมีสมุดภาพที่บันทึกประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพิ่มขึ้นทีละเล่ม ทีละเล่ม

สมุดภาพประจำจังหวัด

หนังสือประกอบการเขียน

เอนก นาวิกมูล. สมุดภาพสงขลา พ.ศ.2551. กรุงเทพฯ: คณะกรรมการชุมนุมนักเรียนเก่ามหาวชิราวุธ พ.ศ.2551, 2551

เอนก นาวิกมูล. ประชุมภาพเมืองไทย. กรุงเทพฯ: สายธาร, 2551

เอนก นาวิกมูล. เมื่อวัยเด็ก. กรุงเทพฯ: พิมพ์คำ, 2556

เอนก นาวิกมูล. ภาพเก่ากรุงเทพฯ. กรุงเทพฯ: พิมพ์คำ, 2558

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Collector

คอลเลกชันความหลงใหลของนักสะสมนานาประเภท

สุพรรณหงส์ 3 ตัวยืนเด่นบนโต๊ะทำงานของ นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ไม่นับรวมรางวัลอื่น ๆ ที่เรียงรายอยู่ในห้องทำงานในสตูดิโอย่านลาดพร้าว แต่ถ้าลองเพ่งพินิจออฟฟิศของเธอดูดี ๆ จะเห็นได้ว่าหิ้งเหนือศีรษะ ชั้นวางของข้างตัว และสารพัดกล่องบนโต๊ะมุมห้อง อัดแน่นด้วยขวดน้ำหอมนับร้อย ๆ ขวด ซึ่งตัวนุชี่เองก็ไม่ได้นับจำนวนไปนานแล้วว่ามีทั้งหมดเท่าไหร่ 

คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาคือ ทำไมน้ำหอมถึงไม่อยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งที่บ้าน แต่ไพล่มาจัดแสดงเป็นมิวเซียมน้อย ๆ ในออฟฟิศผู้กำกับภาพยนตร์

“เราเก็บน้ำหอมไว้ที่ทำงาน เพราะว่าถ้าไว้ที่บ้าน ห้องนอนอยู่ชั้นสอง มันร้อน ที่นี่อยู่ชั้นล่าง มันเย็นกว่า แล้วก็เอาไว้ดมตอนทำงานด้วย” นักสะสมน้ำหอมวินเทจตอบตรงไปตรงมา 

นิยามของ Vintage คือของที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ในปัจจุบันคือยุคโบราณถึงปี 1970 แต่นุชี่เลือกเก็บตั้งแต่น้ำหอมอายุ 10 ปีขึ้นไป ซึ่งเปลี่ยนวัตถุดิบหรือปรับปรุงกลิ่นไปจนหาแบบเดิมไม่ได้แล้ว หรือน้ำหอมที่เลิกผลิต อนุชาตระเวนสะสมน้ำหอมตามตลาดมือสอง ทั้งตลาดน้ำหอมและตลาดทั่วไปทั้งที่ญี่ปุ่น อินเดีย และยุโรป ห้างสรรพสินค้าเก่า ๆ (บางขวดได้จากห้างไนติงเกล พาหุรัด) บางทีคนก็มาขายให้ หรือส่วนมากไปประมูลจากอเมริกาทางอินเทอร์เน็ต เพราะเป็นแหล่งน้ำหอมวินเทจสำคัญ ธุรกิจน้ำหอมไหน ๆ ต้องมาเปิดในประเทศใหญ่นี้ น้ำหอมวินเทจตกค้างที่อเมริกาเยอะมาก จนเลือกซื้อได้หลากหลาย

ความอุตสาหะเสาะหาของหอมนี้มีที่มาอย่างไร ทำไมน้ำหอมวินเทจถึงน่าหลงใหลจนต้องค้นหาไปทั่วโลก มาฟังคำตอบจากอนุชา

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

Blow my mind

“จุดเริ่มต้นเกิดจากความสงสัยใคร่รู้ค่ะ เวลาไปดมน้ำหอมตามเคาน์เตอร์ เราก็สงสัยว่ากลิ่นอะไร พอเขาบอกกลิ่นหญ้าแฝก กลิ่นซีดาร์วูด กลิ่นมัสก์ กลิ่น Ambergris ดมไปก็แยกไม่ออก ของเหล่านี้จริง ๆ กลิ่นเป็นยังไงกันแน่ ก็เลยเริ่มซื้อวัตถุดิบกลิ่นเดี่ยวต่าง ๆ มาดม กลิ่นมะนาว กลิ่นมะกรูดแคริบเบียน กลิ่น Bitter Orange ต่างจากส้มอื่นยังไง เริ่มไปตามหมวดไม้ ดอกไม้ ผลไม้ต่าง ๆ พอเราเริ่มเรียนปรุงน้ำหอม ก็คิดว่าน้ำหอมวินเทจน่าจะเป็นแหล่งความรู้ที่ดี กลิ่นคลาสสิกที่ได้รับการยกย่องว่ามี Composition ดียอดเยี่ยมเป็นอย่างไร เราก็เริ่มหาน้ำหอมที่ใกล้เคียงปีที่ผลิตตอนแรกมากที่สุด หาจากอีเบย์ก่อน สั่งมา 2 กลิ่นก่อน คือ Joy by Jean Patou (1930) และ Shalimar by Jacques Guerlain (1921)

“พอเขาส่งของมา เราเปิดกล่องแล้วกลิ่นมันหอมฟุ้งไปทั้งบ้าน ไม่เคยดมน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ที่มีกลิ่นยอดเยี่ยมเช่นนี้ มีวัตถุดิบที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ มันมีความสมบูรณ์”

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

นุชี่อธิบายว่าคอมโพสิชันของกลิ่นไม่ต่างจากดนตรีที่มีเสียงเครื่องสาย เสียงเครื่องเป่า เสียงกลอง ซึ่งฟังแล้วอาจไม่ได้ชอบที่สุด แต่รับรู้ได้ว่าการสอดประสานของดนตรีซับซ้อน ยอดเยี่ยม มีคุณภาพ น้ำหอมก็เหมือนกัน ฝึกดมแล้วก็เริ่มรู้ว่าอะไรดีไม่ดี

“กลิ่นชาลิมาร์มัน Blow my mind เป็นศิลปะการปรุงน้ำหอมที่ยอดเยี่ยม คุณภาพวัตถุดิบก็หาไม่ได้ในปัจจุบัน หลังจากนั้นเราก็เริ่มซื้อน้ำหอมวินเทจเลย เพราะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เลอค่า เริ่มจากกลิ่นที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นกลิ่นแนวต่าง ๆ ที่ยอดเยี่ยม หรือเป็นน้ำหอมมีชื่อ เหมือนสะสมแผ่นเสียงของนักร้อง หรือภาพวาดศิลปิน เราก็สะสมงานของนักทำน้ำหอมบางคน อย่าง Edmond Roudnistka, Jean Carles, Guy Robert เพื่อศึกษาผลงานชิ้นเอกของเขา แล้วหากลิ่นที่ใกล้เคียงต้นกำเนิดในยุคนั้นที่สุด คุณภาพดีที่สุด เราเลือกสะสม Extrait de Parfum หรือน้ำหอมประเภทที่เข้มข้นที่สุดเสมอ เพราะจะได้วัตถุดิบที่ดีที่สุดมากที่สุด เพื่อจะได้รู้ว่าคุณภาพที่ดีเป็นยังไง

“หลังจากนั้นก็หยุดไม่ได้ เก็บน้ำหอมสำคัญ ๆ ทั้งหลายไว้ ซึ่งน้ำหอมก็ไม่ค่อยกลิ่นเพี้ยนนะ ถึงเสื่อมไปบ้าง น้ำหอมอายุเป็นร้อยปีก็ยังหอม บางคนเขาใช้ขี้ผึ้งอุดไว้ กลิ่นก็แทบไม่เปลี่ยนเลย สิ่งที่จะเปลี่ยนกลิ่นน้ำหอมคือแสงแดด อากาศ ความชื้น ความร้อน 

“Top Note เป็นกลิ่นแรกที่ไปก่อน แต่ Heart Note และ Base Note แทบไม่หายไป โดยเฉพาะ Base Note ที่ยากจะถูกทำลาย อย่างมากคือกลิ่นแปร่งในช่วง 15 นาทีแรก แต่หลังจากนั้นเมื่อกลิ่น Heart Note และ Base Note ทำงาน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญจากวัตถุดิบที่ไม่มีแล้ว ก็ยังทำให้เราศึกษาคอมโพสิชันของน้ำหอมได้อยู่ดี โดยเราจะใช้วิธีอ่านเอาว่า Top Note เป็นอย่างไร ส่วนมากก็คือกลิ่นตระกูลซิตรัส อัลดีไฮด์ กลิ่น Floral หรือ Fruity”

นุชี่แถมเกร็ดว่า Jean Carles ผู้เป็นเสมือนอาจารย์ใหญ่ในสถาบันการทำน้ำหอม เป็นคนสอนเรื่องพีระมิดกลิ่นโน้ตต่าง ๆ ที่ทำให้ทั้งผู้ปรุงและผู้ใช้น้ำหอมเข้าใจลักษณะน้ำหอมฝรั่งเศสที่ซับซ้อน ซึ่งตั้งแต่ยุค 90 เป็นต้นมา คอนเซ็ปต์การปรุงน้ำหอมก็เปลี่ยนไป น้ำหอมบางกลิ่นอาจเสถียรถาวร กลิ่นแทบไม่เปลี่ยนเลยตั้งแต่ฉีดครั้งแรกก็มี

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ศิลปะความทรงจำ

เมื่อถามว่ากลิ่นแบบไหนที่ชอบ นุชี่ตอบอย่างมั่นใจว่าชอบกลิ่นทุกตระกูล สะสมน้ำหอมวินเทจทุกแบบ ความทรงจำกลิ่น Olfactory Memory มีพลังมากอย่างน่าทึ่ง

“กลิ่นอะไรหอมหรือเหม็นขึ้นอยู่กับความทรงจำของเรา และเป็นผัสสะที่กระตุ้นความทรงจำได้มากที่สุด เวลาได้กลิ่นหอประชุมจุฬาฯ ทีไร เราจะเห็นฉากละครที่เราทำขึ้นมาชัด เพราะเราอยู่ในนั้นเป็นเดือน ๆ ได้กลิ่นแล้วเห็นภาพก่อนเห็นหอประชุมจุฬาฯ จริงๆ ซะอีก ส่วนกลิ่นดิน Earthy Aroma คือกลิ่นแรกที่ทำให้เราสนใจว่า เราจะผลิตกลิ่นนี้ออกมาได้อย่างไร แต่พอศึกษาก็พบว่าเราเอาดินมาสกัดกลิ่นไม่ได้ แต่มีสารที่ให้กลิ่นเหมือนดินหลังฝนตกได้ เอากลิ่นไม้ กลิ่นเครื่องเทศต่าง ๆ มาผสมได้ 

“เราเก็บเพื่อศึกษากลิ่น ไม่ได้เก็บเพื่อสะสมขวด ดังนั้นกลิ่นที่ได้มาจะถูกเปิดและดมเพื่อเรียน แล้วก็ให้คำปรึกษา สอน ทำเป็นงานอดิเรกได้ งานปรุงน้ำหอมต้องเข้าใจเคมี เข้าใจวิทยาศาสตร์ด้วย ดังนั้นจึงเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่หาคนเข้าใจได้ยากเหมือนกัน ไม่เหมือนภาพวาดที่เรามองเห็นสีแต่ละสี ดนตรีที่เราได้ยินเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น พอบอกวัตถุดิบกลิ่นน้ำหอม บางมีมันยากที่จะแยกแยะ มันขึ้นอยู่กับ Olfactory Memory ถ้าเราไม่เคยดมหญ้าแฝก ดอกเจอราเนียม หรือไม้กฤษณา ก็แยกไม่ออก ไม่เข้าใจว่านี่คือกลิ่นอะไร 

“กลิ่นเป็นสิ่งที่ทรงพลังมากไม่แพ้ศิลปะอื่น ๆ และเป็นเรื่องน่าค้นหา ถึงจะยาก แต่มันน่าทำความรู้จัก เสียดายที่ในเมืองไทย น้ำอบน้ำปรุงมีองค์ประกอบหลักเป็นน้ำ ไม่ใช่แอลกอฮออล์ อายุของน้ำหอมอยู่ได้ไม่นานเท่า การศึกษากลิ่นน้ำหอมไทยจากตัวอย่างจริงในอดีตจึงทำได้ยาก ทั้งที่น่าสนใจและน่านำมาพัฒนาได้อยู่”

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง
กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

เสน่ห์วินเทจ

“ยิ่งอายุมากขึ้น จะชอบกลิ่นหลากหลายมากขึ้น สมัยก่อนก็ไม่ค่อยชอบกลิ่นสังเคราะห์ แต่เดี๋ยวนี้ก็เห็นคุณค่ามันมากขึ้น สิ่งที่เราสนใจควบคู่กับน้ำหอม คือแต่ละกลิ่นสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไร สะท้อนความนิยมหรืออะไรในสังคมยุคนั้น”

เธอขยายความรู้ประวัติศาสตร์น้ำหอมให้ฟังว่า น้ำหอมตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 – ต้นศตวรรษที่ 20 เริ่มใช้วัตถุดิบสังเคราะห์ และเป็นต้นกำเนิด Modern Perfumery น้ำหอมที่สกัดจากธรรมชาติ เช่น น้ำมันกุหลาบ เป็นน้ำหอมออร์แกนิกที่มีกลิ่นซับซ้อนตามธรรมชาติ กลิ่นไม่ชัดเหมือนน้ำหอมสังเคราะห์ แต่ใช้เป็นวัตถุดิบให้เกิดความกลมกลืน นุ่มนวล หรือความลึกมากขึ้น 

เนื่องจากวัตถุดิบธรรมชาติมีต้นทุนสูงมาก ทั้งพื้นที่เกษตร เวลา แรงงาน และทรัพยากรต่าง ๆ ผู้ผลิตและผู้บริโภคส่วนใหญ่รับต้นทุนไม่ไหว ปัจจุบันโครงกระดูกของน้ำหอมส่วนใหญ่จึงเป็นกลิ่นสังเคราะห์ซึ่งอยู่ได้นาน และปรับใช้เฉดต่าง ๆ ได้ดั่งใจ 

ขณะที่น้ำหอมยุคเก่าที่ผลิตจำนวนน้อย ผู้บริโภคจำนวนไม่มาก ไม่ได้แพร่หลายอย่างปัจจุบัน การทำน้ำหอมไม่มีการประนีประนอมคุณภาพ วัตถุดิบที่ใช้จึงดีกว่าโดยธรรมชาติ ไม่มีข้อจำกัดแบบยุคนี้ 

“ไม่ได้หมายความว่าน้ำหอมสังเคราะห์ไม่มีคุณภาพ เหมือนดนตรี เครื่องดนตรีสังเคราะห์อย่างซินธิไซเซอร์ก็มีคุณค่าแบบของมัน ไม่ได้แปลว่าไวโอลินดีกว่าเสมอไป มันใช้งานต่างกันมากกว่า เราเองก็เป็นทั้งคนใช้น้ำหอมและคนปรุงน้ำหอมเองด้วย เลยเห็นคุณค่าของวัตถุดิบทุกอย่างไม่ว่าถูกหรือแพง หาง่ายหรือหายาก มันมีหน้าที่ที่ต่างกันออกไป

“อีกเหตุผลที่เราชอบน้ำหอมวินเทจมาก เพราะมันมีความซับซ้อนสูง มีสเตทเมนต์ของผู้ทำ มีคาแรกเตอร์จัด คนที่ใช้น้ำหอมก็ต้องมีคาแรกเตอร์แบบนี้ บางกลิ่นก้ำกึ่งว่าจะหอมหรือเหม็นกันแน่ แนวทางมันสุดโต่งชัดเจน แต่ยุคปัจจุบันน้ำหอมเป็นสิ่งที่คนใช้กันทั่วไป จะทำกลิ่นแปลก ๆ ยาก ๆ มีสเตทเมนต์มาก ๆ บางทีก็ไม่ตอบโจทย์ตลาด แบรนด์ใหญ่ ๆ ก็ต้องทำกลิ่นที่คนส่วนใหญ่จะชอบได้ กลิ่นอ่อนหวาน กลิ่นเย้ายวน แต่ความตื่นเต้นหวือหวาน้อยกว่าสมัยก่อน ยกเว้นพวกแบรนด์ Niche ที่กลิ่นแปลกพิสดาร ถ้าลองสังเกตดูจะเห็นว่าน้ำหอมยุคนี้ส่วนผสมน้อยลง เข้าใจง่ายมากขึ้นกว่ายุคก่อน”

จากน้ำหอมกลิ่นแรกที่ใช้คือ CHANEL Allure Homme (1999) นุชี่ขึ้นไทม์แมชชีนแห่งกลิ่น ศึกษาย้อนดมลึกขึ้นไปเรื่อย ๆ 

“Allure Homme เป็นกลิ่นแนว Oriental ของผู้ชาย โดยมากน้ำหอมผู้ชายในยุค 90 ไม่ได้มีตัวเลือกเยอะมาก เป็นกลิ่น Fougère หรือที่คนไทยเรียกว่ากลิ่นสปอร์ต กลิ่นมอส กลิ่นที่ให้ความรู้สึกสะอาด เย็น ความเป็นผู้ชาย เราไม่ชอบ อยากได้กลิ่นที่มีความหวาน กลิ่นนี้เปิดด้วยซิตรัส มีวานิลลา เป็นกลิ่นที่ซับซ้อน หวาน ๆ แรด ๆ น่ะ”

เธอเริ่มผจญภัยเปลี่ยนมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาเจอน้ำหอมวินเทจแล้วใช้มายาว ๆ นุชี่เลือกใช้น้ำหอมโดยไม่ได้สนใจว่าเป็นกลิ่นของผู้ชายหรือผู้หญิง แต่ส่วนมากเลือกน้ำหอมผู้หญิงเพราะมีความลุ่มลึกซับซ้อนมากกว่า ขณะที่น้ำหอมผู้ชายจะเน้นความคลาสสิก 

หอมกลิ่นไทม์ไลน์

นุชี่หยิบน้ำหอมมาบรรจงวางเรียงทีละขวด ไล่ตามขวบปีที่พวกมันถูกรังสรรค์ขึ้นในแต่ละทศวรรษ บางกลิ่นมาจากปีนั้น ๆ และบางกลิ่นก็ซื้อในเวลาไล่เลี่ยกับปีที่ออกจำหน่ายไม่นาน ความรู้จักความรักคลั่งไคล้น้ำหอมของเธอลอยอ้อยอิ่งอยู่บนไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์น้ำหอม

อย่าแปลกใจที่มีสัดส่วนแบรนด์ Guerlain อยู่ในคอลเลกชันมากเป็นพิเศษ เพราะเธอมองว่าแบรนด์นี้สร้างตำนานสุดยอดน้ำหอมในประวัติศาสตร์หลายต่อหลายกลิ่น

ดึกดำบรรพ์ – 1910

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

Fougère Royale by Houbigant (1882) ซึ่งนุชี่บอกว่าเป็นกลิ่นแรกของ Modern Perfume เนื่องจากใช้กลิ่นสังเคราะห์ ขวดนี้ได้จากมุมไบ ประเทศอินเดีย 

นอกจากนี้ยังมี Jicky by Aimé Guerlain (1889) ที่ได้ชื่อว่าเป็นน้ำหอมยูนิเซ็กซ์แรกในประวัติศาสตร์ 

Idéal by Houbigant (1900), Après L’Ondée by Jacques Guerlain (1906), Pompeia by L.t. Piver (1907),

Narcisse Noir by Caron (1911), Chypre by Coty (1917) และ Émeraude by Coty (1921) 

หมวดนี้เรียกได้ว่า Ancient เพราะหลายขวดอายุนับร้อยปีแล้ว 

1920 ยุค Art Deco

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ในยุคสาว ๆ แฟลปเปอร์เฉิดฉาย ศิลปะ Art Deco รุ่งเรือง น้ำหอมแห่งยุคนี้คือ Chanel N°5 ที่ยังเป็นตำนานขายดีตลอดกาลจนถึงปัจจุบัน ชาแนลเป็นห้องเสื้อแรกที่ผลิตน้ำหอม ขวดใหญ่นุชี่ได้จากญี่ปุ่น ส่วนขวดเล็กเก่ากว่ามาก ดูได้จากฉลากและจุกฝาแก้ว ซึ่งแตกต่างจากยุคหลัง ๆ นอกจากนี้ยังมี Mitsouko by Jaques Guerlain (1919), Tabac Blond by Caron (1919), Shalimar by Jacques Guerlain (1921) ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความคลั่งไคล้กลิ่นวินเทจของเธอ และ Bellodgia by Caron (1927)

1930 ยุค The Great Depression

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

น้ำหอมที่โด่งดังที่สุดคือ Joy by Jean Patou (1930) เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำในช่วงนี้ ของชุบชูใจสีชมพู Shocking Pink และกลิ่นดอกไม้หรูหราเป็นสิ่งปลอบประโลมใจชั้นยอด นอกจากนี้ยังมี Vol de Nuit by Jacques Guerlain (1933), Fleur de Rocaille by Caron (1934) และ Shocking (1937) กับ Sleeping (1940) by Schiaparelli ที่ขวดอลังการพิสดารพันลึกตามเอกลักษณ์ของห้องเสื้อที่เปิดในยุค 30 และหายไปนานก่อนกลับมาเปิดใหม่ในปัจจุบัน

1940 ยุคสงครามโลก

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ยุคนี้เริ่มมีนักทำน้ำหอมหญิงอย่าง Germaine Cellier รุ่นบุกเบิก ผู้ออกแบบน้ำหอมให้แบรนด์ต่าง ๆ ทั้ง Bandit by Robert Piguet (1944) และ Vent Vert by Pierre Balmain (1947) นอกจากนี้ยังมี Femme by Marcel Rochas (1948) ทรวดทรงขวดโค้งเว้า ขับเน้นความเฟมินีนตามสมัยนิยม แบบ Mae West ดาราหนังชื่อดัง และ Ma Griffe by Carven (1946)

1950 ยุคกระโปรงบาน 

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ยุคหลังสงคราม กระโปรง New Look ฮิตไปทั่ว น้ำหอมกลับไปมีความเป็นหญิงจ๋า ๆ แต่คงคงามสง่างาม อิทธิพลของทศวรรษที่แล้วยังมีอยู่ ทั้ง Miss Dior by Christian Dior (1947) และขวดสำคัญรูปนก L’Air du Temps by Nina Ricci (1948) ที่สื่อถึงสันติภาพ

“L’Air du Temps คือกลิ่นที่แม่เราใช้ เป็นกลิ่น Floral ที่ดมแล้วนึกตอนที่แม่จะไปเมืองนอก ได้กลิ่นนี้ทีไรจะเห็นภาพแม่ใส่สูทสีน้ำตาล ผูกผ้าพันคอ เตรียมจะไปเมืองนอก จำความรู้สึกได้ว่าเราจะไม่ได้เจอแม่แล้ว ทั้งเสียใจแล้วก็กลัว”

ตัวอย่างสำคัญในยุคนี้ยังมี Youth-Dew by Estée Lauder (1953) และ Diorissimo by Christian Dior (1956) ที่ออกแบบโดย Edmond Roudnistka

1960 ยุคบุปผาชน

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

ยุคนี้แม้แฟชั่นจะเปลี่ยนไป แต่คาแรกเตอร์หญิงหวาน ๆ สง่างามยังคงมีอยู่ในน้ำหอม ทั้ง Madame Rochas by Rochas (1960), Bal à Versailles by Jean Desprez (1962), Chant d’Aromes by Jean-Paul Guerlain (1962), Chamade by Jean-Paul Guerlain (1969) 

1970 ยุคปลดแอก

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

นุชี่นิยามน้ำหอมยุคนี้ว่า “หญิงใส่สูท มั่นใจ Cold-heart Business Women” กลิ่นต่าง ๆ เริ่มเปลี่ยนไปจากยุคหกศูนย์ จากความสง่างามไปเป็นความมั่นใจ และอิสระเสรีมากขึ้น ทั้ง Ô de Lancôme by Lancôme (1969) ที่มีความหวาน แต่ไม่ได้หวานจ๋า ไปจนถึงความก๋ากั่นแบบ Rive Gauche by Yves Saint Laurent (1969) ที่สะท้อนความเฟมินิสต์เต็มขั้น น้ำหอมผู้หญิงต่าง ๆ แสดงความมั่นใจของหญิงยุคใหม่ ทั้ง Chanel N°19 by Chanel (1970) และ Amazone by Hermès (1974)

จุดสังเกตน้ำหอมยุคเก่าคือหัวสเปรย์ ถ้าเป็นจุกสแปลชคือของเก่าแท้ และถ้าเป็นหัวสเปรย์อัดแก๊สก็เป็นของเก่าเช่นกัน เพราะใส่สาร CFC ทำลายชั้นบรรยากาศ เดี๋ยวนี้กฎหมายห้ามจึงเลิกใช้แล้ว

1980 ยุค Big Perfume

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“ยุคนี้น้ำหอม Flamboyant ใส่แล้วฟุ้งกระจายกระจุย หอมไปสามบ้านแปดบ้าน ระเบิดเถิดเทิง” 

ทศวรรษนี้นักสะสมน้ำหอมเลือกตัวหลักแห่งยุคมา 3 ตัว 

Opium by Yves Saint Laurent (1977) “เปิดมาแล้วเปรี้ยวมาก โอ๊ย เว่อร์มาก” 

Poison by Dior (1985) “กลิ่นเหมือนดอกไม้ผสมแอปเปิ้ลเน่า ๆ เหมือนขยะเปียก แต่หอมนะ” 

และ Obsession by Calvin Klein (1985) กลิ่น Amber Spicy ของผู้หญิงที่มีแท็กไลน์โด่งดังว่า Between love and madness lies Obsession

1990 ยุคสะอาดสังเคราะห์

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

แม้ Cool Water by Davidoff (1988) ผลิตก่อน แต่นุชี่มองว่านี่คือกลิ่นที่เป็นนิยามของยุค 90 เป็นกลิ่นแรก ๆ ที่เป็นกลิ่นแนว Aquatic ของน้ำหอมผู้ชาย ยุคนี้น้ำหอมผู้ชายเน้นกลิ่นเหมือนเพิ่งอาบน้ำมาใหม่ ให้ความรู้สึกสะอาด 

“ภาพ Interior Design ยุคนี้คือความโมเดิร์น ขาว ๆ คลีน ๆ กริบ เอาอะไรรก ๆ ไปวางคือเสียเลย น้ำหอมยุคนี้เลยสะท้อนออกมาเช่นกัน หลายกลิ่นไม่ใส่วัตถุดิบธรรมชาติอะไรเลย เพราะธรรมชาติจะตุ ๆ หน่อย กลิ่นต่าง ๆ น่ะโคตรไม่ธรรมชาติเลยคุณ”

นุชี่ฉีดตัวอย่างให้ลองดม ทั้ง Trésor by Lancôme (1990) CK one by Calvin Klein (1994) และ Pleasures by Estée Lauder (1995) กลิ่นดอกไม้ขาวจั๊วะที่สะอาดเนี้ยบ ไม่มีกลิ่นอับ กลิ่นสาบตามธรรมชาติ ซึ่งยุคนั้นถือว่าทันสมัย 

นอกจากนี้ยังมี Angel by Mugler (1992) น้ำหอมขวดรูปดาวที่ดังถึงยุค 2000 เป็นกลิ่นที่ช็อกฮือฮาทั้งวงการ อาจหาญด้วยความหวานเหมือนขนมหวาน ซึ่งต่างจากน้ำหอมเดิม ๆ ที่ไม่มีกลิ่นแบบอาหาร ตามมาด้วยกลิ่นหวานน้ำตาลคาราเมลอีกหลายกลิ่น กลายเป็นน้ำหอมกลิ่น Oriental ในยุคใหม่ เมื่อย้อนกลับไปดมกลิ่นตระกูลเดียวกันอย่าง Shalimar by Jacques Guerlain (1921) จะเห็นการเดินทางของกลิ่นน้ำหอมที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน 

5 กลิ่นน้ำหอมสำคัญของ อนุชา บุญยวรรธนะ

Joy by Jean Patou (1930)

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“เป็นกลิ่น Floral ที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติเยอะมาก ทั้งกุหลาบ มะลิ และดอกไม้อื่น ๆ แพงมาก และเป็นกลิ่นที่ได้รับการโหวตว่าเป็นน้ำหอมแห่งศตวรรษ ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำในปี 1929 กลิ่นนี้คือกลิ่นที่ปลอบประโลมลูกค้าชนชั้นสูงที่เสียทรัพย์สินมหาศาล ดมแล้วนึกถึงยุคที่ดีงาม ร่ำรวย ทุกวันนี้การออกแบบกลิ่นปัจจุบันก็พยายามสร้างสัดส่วนให้ใกล้เคียงเดิม”

Shalimar by Jacques Guerlain (1921) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“เป็นน้ำหอมกลิ่น Oriental ที่หวานแบบโบราณ รุ่มรวย มีการใช้วานิลลาเยอะมาก แต่ตัดด้วยกลิ่นเครื่องหนัง”

L’heure bleue by Jacques Guerlain (1912) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“มันเป็นน้ำหอมที่สร้างก่อนช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 สภาวะตอนนั้นคนวิตกกังวล ลังเล ไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิต น้ำหอมนี้เลยสร้างมาเพื่อพูดถึงความรู้สึก In Between ระหว่างความรุ่งโรจน์ในอดีตและความไม่มั่นใจต่ออนาคต เป็นกลิ่นแนว Floral-Oriental มีดอกไม้ในยุคนั้นและความหวาน เป็นกลิ่นที่อาจดมแล้วเชยนะ แต่มันมีเอกลักษณ์มาก ไม่เหมือนใคร อาจจะสื่อถึงปารีสในช่วงเวลานั้น

“เราหยิบทั้งชื่อและคอนเซ็ปต์ของน้ำหอม มาเป็นแรงบันดาลใจของหนังเรื่อง อนธการ หรือ The Blue Hour (2015) ที่พูดเรื่องกึ่ง ๆ ความดีงามกับความชั่ว เรื่องของเด็กที่อยากฆ่าพ่อแม่ตัวเอง มีลักษณะกึ่งจริงกึ่งฝัน

Vol de Nuit by Jacques Guerlain (1933) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

กลิ่นเขียว ๆ ชวนให้นึกถึงป่ารกชัฏ และมีความซับซ้อนในตัว ตัวขวดเป็นรูปใบพัด สื่อถึงชื่อ Vol de Nuit (Night Flight) เป็นแรงบันดาลใจให้นุชี่ทำหนังเรื่อง มะลิลา หรือ Malila: The Farewell Flower (2017) ซึ่งตัวน้ำหอมเอง ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากนิยายอีกทีหนึ่ง Jacques Guerlain อุทิศน้ำหอมกลิ่นนี้ให้หญิงที่กล้าผจญภัย อย่างนักบินหญิง Hélène Boucher ที่มีที่หยัดยืนในโลกของผู้ชาย แต่ก็ไม่เสียตัวตนความเป็นผู้หญิงไป 

“กลิ่นมันดาร์ก ๆ หน่อย ทำให้เราคิดออกว่าองค์ประกอบภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ควรประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เรายังขาดอะไร ควรใส่อะไรลงไป แต่ไม่ใช่ดมแล้วออกมาเป็นหนังเลยนะคะ น้ำหอมมันเป็นนามธรรมมาก ๆ แต่บางคนเขาก็บอกว่าดูหนังเราแล้วก็รู้สึกถึงกลิ่นได้เหมือนกันนะ”

Opium by Yves Saint Laurent (1977) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

เราชอบความเว่อร์ องค์ประกอบดี เป็นกลิ่นที่ชอบมากเลยเก็บมาหลายรุ่นและหลายขนาดด้วย ขวดที่ใหญ่ที่สุดเป็นขวดสำหรับตั้งโชว์นะคะ ไม่มีน้ำหอมอยู่ในนั้น เอามาถือเป็นกระเป๋าเล่น ๆ เฉย ๆ ค่ะ” (หัวเราะ) 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load