เมษายน 2562

รถไฟขบวน 275 ปลายทางอรัญประเทศล้อหมุนออกจากสถานีกรุงเทพตั้งแต่ไก่โห่

เราไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องออกแต่เช้าขนาดนี้ นี่เป็นการเดินทางไปอรัญประเทศกับรถไฟขบวนขวัญใจนักท่องเที่ยวที่กำลังแบกกระเป๋าไปดูนครวัดที่เสียมเรียบ ไม่แน่ใจว่าเพราะมันมีแค่ 2 เที่ยวคือเช้ากับบ่ายหรือเปล่า มันเลยเป็นขวัญใจแบบจำใจ

อีกอย่างคงเพราะค่าตั๋วสนนราคาที่ 48 บาท กับการเดินทางถึง 250 กิโลเมตร ทำให้นักเดินทางเลือกที่จะผูกมิตรกับรถไฟหวานเย็นที่จอดกวาดหมดทุกสถานีตั้งแต่กรุงเทพยันอรัญประเทศ

เชื่อมทางรถไฟ, ไทย, กัมพูชา

ทางรถไฟสายตะวันออกมุ่งหน้าสู่อรัญประเทศสร้างเสร็จเมื่อปี 2469 สถานีรถไฟอรัญประเทศคือสถานีสุดท้ายในประเทศไทย สถานีไม้หลังเล็กกะทัดรัดยืนต้อนรับคนที่ลงมาจากรถไฟขบวน 275 แตะขอบสระเวลา 11 โมงครึ่งตามเวลาพอดีเป๊ะ หลังจากห้อตะบึงจากกรุงเทพฯ มาแล้ว 5 ชั่วโมงครึ่ง นับเป็นการเดินทางที่ทรหดทีเดียวสำหรับระยะทาง 250 กิโลเมตร

เราสังเกตว่าคนที่สถานีรถไฟส่วนใหญ่พูดภาษาเขมร

นอกจากคนไทยแล้ว คนกัมพูชาหลายชีวิตใช้รถไฟเดินทางไปสระแก้ว ปราจีนบุรี หรือแม้แต่การเดินทางเข้ากรุงเทพฯ

การนั่งรถไฟครั้งนี้เราไม่ได้นั่งไปเที่ยวเฉยๆ แต่เป็นการตามไปดูการเชื่อมต่อรถไฟไทยกับกัมพูชาที่กำลังจะ ‘กลับมา’ อีกครั้ง

กลับมาอีกครั้ง

แสดงว่ามันเคยเชื่อมถึงกันด้วยหรือ

ใช่ครับ ณ เวลาปัจจุบันทางรถไฟสายตะวันออกสิ้นสุดที่สถานีอรัญประเทศ แต่เมื่อ 77 ปีที่แล้ว ทางรถไฟสายนี้ทอดยาวผ่านสถานีคลองลึก ข้ามแดนเข้าไปถึงฝั่งกัมพูชา และเคยมีรถไฟที่วิ่งจากกรุงเทพฯ ไปถึงพระตะบองเลยทีเดียว

เชื่อมทางรถไฟ, ไทย, กัมพูชา

ขอเล่าย้อนกลับไปเมื่อ 77 ปีก่อน มีการสร้างทางรถไฟจากอรัญประเทศ ผ่านปอยเปตไปที่มงคลบุรีเพื่อบรรจบกับทางรถไฟของกัมพูชาที่มุ่งหน้ามาจากพนมเปญ ช่วงนั้นการบุกเบิกทางรถไฟทำโดยทหารญี่ปุ่นด้วยภารกิจทางด้านสงครามในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นอกจากนั้น การได้รับพื้นที่เสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ ให้อยู่ภายใต้ความดูแลของประเทศไทยทำให้ทางรถไฟจากอรัญประเทศถึงสวายโดนแก้วอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกรมรถไฟ

รถไฟขบวนแรกที่วิ่งไปถึงพระตะบองยังนับว่าเป็นรถไฟของไทย มันเป็นรถรวมทั้งโดยสารและสินค้าที่วิ่งกันทรหดถึง 15 ชั่วโมง ออกกรุงเทพฯ 7 โมงครึ่งถึงพระตะบองเกือบ 4 ทุ่ม กรมรถไฟในยุคนั้นยึดถือกำหนดเวลาเดินรถไฟมาเรื่อยจนปี 2489 เมื่อญี่ปุ่นประกาศแพ้สงครามทำให้ปอยเปต เสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ กลับไปอยู่ในความปกครองของอินโดจีนฝรั่งเศสอีกครั้ง รถไฟที่วิ่งอยู่ในช่วงอรัญประเทศ-พระตะบอง เลยถูกระงับไปโดยปริยาย บวกกับรถจักรของไทยหลุดไปชนรถไฟของฝรั่งเศส ทำให้ทางการไทยตัดสินใจรื้อทางรถไฟจากอรัญประเทศ-คลองลึกออกจนหมด

แต่นั่นเป็นเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงชั่วคราวเท่านั้น ภายหลังจากกัมพูชาได้รับเอกราชจึงได้มีการเจรจาขอกลับมาเดินรถไฟระหว่างประเทศกันอีกครั้ง

เชื่อมทางรถไฟ, ไทย, กัมพูชา

หลังจากความพยายามมาหลายปี

รถไฟขบวนแรกที่ข้ามแดนไทย-กัมพูชาเคลื่อนขบวนเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2498 จากปอยเปตมาถึงอรัญประเทศ แม้ว่าจะเป็นระยะทางสั้นๆ แต่ก็ถือว่าเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่ขบวนรถไฟได้พาคนไทยและกัมพูชาเดินทางถึงกันอย่างแท้จริงหลังจากที่กัมพูชาได้รับเอกราช โดยฐานะเป็นราชอาณาจักรกัมพูชาอย่างสมบูรณ์

แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดอีกครั้ง เมื่อเกิดสถานการณ์ที่ทำให้ต้องปิดพรมแดนลงในปี 2501 รถไฟระหว่างประเทศก็ต้องหยุดชะงักตามไปด้วย ครั้งนี้โชคดีที่กินระยะเวลาไม่นานก็กลับมาเคลื่อนขบวนอีกครั้งในปี 2502 แต่ด้วยความยืดเยื้อของเหตุการณ์นั้นทำให้ทั้งสองฝ่ายตัดสินใจยุติการเดินรถไฟข้ามประเทศในปี 2504

เชื่อมทางรถไฟ, ไทย, กัมพูชา

เห็นไหมครับว่ารถไฟไทย-กัมพูชามีความล้มลุกคลุกคลานและความไม่แน่นอนมากๆ มันไม่ใช่แค่เรื่องของรถไฟ แต่เป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศ การเมือง ที่เป็นตัวแปรทำให้สะดุด แต่การหยุดเดินรถไฟในปี 2504 ก็ไม่ได้หยุดถาวร เพราะอีก 9 ปีต่อมา ได้มีการเจรจาเพื่อขอเดินรถไฟระหว่างประเทศกันอีกครั้ง จากทางรถไฟที่ถูกปล่อยทิ้งร้างก็ต้องบูรณะกันยกใหญ่ ครั้งนี้น่าจะมีนิมิตหมายที่ดีเพราะในช่วงปี 2516 ทางการไทยก็ได้มอบหัวรถจักรไอน้ำให้กับกัมพูชาไปเพื่อเสริมทัพขบวนรถไฟของบ้านเขา

การค้าขายและการเดินทางไปมาระหว่างอรัญประเทศกับปอยเปตก็ดำเนินต่อไปจนปี 2517 เกิดเหตุการณ์ภายในประเทศกัมพูชาที่ร้ายแรงมากจนต้องยุติการเดินรถไฟระหว่างประเทศอีกเป็นครั้งที่ 3 และครั้งนี้ก็ยาวนานมากจนถึงปัจจุบัน เท่ากับว่าไม่มีรถไฟวิ่งระหว่างอรัญประเทศไปปอยเปตตั้งแต่ปี 2517 ทางรถไฟที่เคยใช้งานก็ถูกทิ้งร้างเอาไว้ บางส่วนก็ถูกขโมยไปขาย

จากที่เคยเป็นทางรถไฟก็เริ่มมีคนบุกรุกมาปลูกบ้าน ปลูกเพิงอยู่บนที่ที่เคยเป็นทางรถไฟ จนเราแทบมองไม่ออกเลยว่านี่เคยเป็นทางรถไฟมาก่อนจริงๆ

เส้นทางรถไฟสายสำคัญที่เชื่อมโยงไทยกับกัมพูชาได้หลับใหลลงตั้งแต่เวลานั้น

เชื่อมทางรถไฟ, ไทย, กัมพูชา เชื่อมทางรถไฟ, ไทย, กัมพูชา

ที่ตลาดโรงเกลือ ตลาดใหญ่ชายแดนที่มีความวุ่นวายและจอแจ คนไทยคนกัมพูชามากมายหลายหน้าแวะเวียนกันเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย มีทั้งคนมาช้อปปิ้ง คนมาขายของ คนมาทำงาน สิ่งที่ทำให้ชายแดนคลองลึกมีชีวิตชีวาก็คงเป็นตลาดนี้นี่แหละ

แต่ข้างตลาดกลับมีสิ่งหนึ่งที่เคยมีชีวิต แต่ได้หลับใหลลงอย่างไม่มีใครเหลียวแลมากว่า 40 ปี

เชื่อมทางรถไฟ, ไทย, กัมพูชา

นี่คือสะพานคลองลึกที่ทอดตัวข้ามคลองพรมโหดเขตแดนธรรมชาติระหว่างไทยกับกัมพูชา มันเป็นสะพานเหล็กที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสีดำ แต่ภาพที่เราเห็นข้างหน้ามันคือสะพานเหล็กที่ถูกสนิมเกาะกินซะจนไม่เหลือเค้าของสะพานรถไฟ รางและไม้หมอนหายไปหมด

และน่าหดหู่ยิ่งไปกว่าคือการที่เราต้องมุดรั้วที่เต็มไปด้วยกองขยะเพื่อเข้ามาดูสะพานรถไฟที่เป็นพรมแดนของอรัญประเทศกับปอยเปต สะพานที่ครั้งนึงเคยทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างสองประเทศเข้าด้วยกัน เรายังคิดอยู่เลยนะว่าจะมีโอกาสได้เห็นรถไฟสายนี้กลับมาเชื่อมกันอีกครั้งไหม

จนกระทั่งปี 2557 มีข่าวดีที่สุดในรอบหลายปีจนทำให้เราตื่นเต้นมากเมื่อการรถไฟประกาศปรับปรุงเส้นทางรถไฟสายอรัญประเทศตั้งแต่สถานีคลองสิบเก้าจนถึงสะพานคลองลึก

เชื่อมทางรถไฟ, ไทย, กัมพูชา

ความฝันที่จะได้นั่งรถไฟจากไทยไปกัมพูชาถูกวาดขึ้นมาในหัวแล้ว คงไม่ใช่แค่เราที่ตื่นเต้น คนไทยและกัมพูชาที่อยู่ชายแดนนี้ก็น่าจะตื่นเต้นที่จะได้เห็นรถไฟตัวเป็นๆ วิ่งข้ามประเทศอีกครั้งหลังจากหายไปกว่า 40 ปี

และในปีเดียวกันนั้นมีรื้อถอนสะพานคลองลึกและวางศิลาฤกษ์เพื่อสร้างสะพานรถไฟไทย-กัมพูชาขึ้นมาใหม่ นั่นยิ่งเป็นสิ่งที่คอนเฟิร์มได้จริงๆ ว่ารถไฟไทย-กัมพูชากำลังจะคัมแบ็ก

เชื่อมทางรถไฟ, ไทย, กัมพูชา

พิธีวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างสะพานรถไฟไทย-กัมพูชา

หลังจากสะพานคลองลึกได้รื้อถอนและติดตั้งสะพานใหม่เรียบร้อยใน 3 ปีให้หลัง ทางรถไฟที่ถูกทิ้งร้างไว้ 40 กว่าปี จากสถานีอรัญประเทศถูกวางรางใหม่เอี่ยมมาจนถึงสะพานคลองลึก ส่วนฝั่งกัมพูชาการวางทางรถไฟค่อนข้างยาก เพราะตึกคาสิโนและโรงแรมขวางทางรถไฟเดิมเอาไว้หมด การแก้ไขปัญหาคือผ่านใต้ตึกมันไปซะ!

เชื่อมทางรถไฟ, ไทย, กัมพูชา

ทางรถไฟถูกฝังลงในคอนกรีต ไม่มีหมอน ไม่มีหินโรยทาง โครงสร้างทางต้องแข็งแรงและไม่สร้างความกระทบกระเทือนให้กับโครงสร้างของตึกที่ย้ายไปไหนไม่ได้แล้ว เราพูดได้เต็มปากเลยว่ามันคือความท้ายทายสุดยอดของฝั่งกัมพูชาที่ต้องสร้างทางรถไฟในพื้นที่จำกัดไปหมดทุกอย่าง

นอกจากตึกแล้วสิ่งที่สร้างปัญหาแน่นอนคือทางรถไฟที่ต้องทะลุข้ามผ่านวงเวียนหน้าคาสิโนซึ่งมีการจราจรหนาแน่นเกือบตลอดเวลา ไหนจะรถราแล้วก็คนที่เดินกันให้ขวักไขว่ เป็นความท้าทายสำคัญในการเดินรถไฟฝั่งกัมพูชาสุดๆ เรียกได้ว่าปัญหาทุกอย่างจะเจอที่นี่แบบ One-stop service งานนี้วิศวกรและรถไฟกัมพูชาคงกินพาราหมดไปหลายกระปุก

เชื่อมทางรถไฟ, ไทย, กัมพูชา

สถานีรถไฟปอยเปตเป็นสถานีเพียงแห่งเดียวของเมืองนี้มีสภาพเหมือนคนแก่ที่ถูกทิ้งไว้โดยไม่ใยดี ต้นไม้ขนาดเล็กใหญ่ขึ้นแซมทุกที่จนเหมือนบ้านร้าง จากสถานีรถไฟกลายเป็นที่ทิ้งขยะและที่พักพิงของคนไร้บ้าน แม้ว่าตัวอาคารสถานีจะยังมีโครงสร้างที่ดีพอจะฟื้นกลับมามีชีวิตใหม่ได้ แต่สภาพแวดล้อมบริเวณย่านสถานีรถไฟเดิมต้องพลิกโฉมกันขนานใหญ่ มันกลายเป็นที่รกร้าง มีโกดัง มีตลาด มีอาคารถาวรขึ้นมาแซม จนไม่เหลือเค้าความเป็นย่านสถานีรถไฟอีกเลย

เชื่อมทางรถไฟ, ไทย, กัมพูชา เชื่อมทางรถไฟ, ไทย, กัมพูชา เชื่อมทางรถไฟ, ไทย, กัมพูชา

เมษายน 2562

ที่เราเล่าไปข้างบนนั้นคือเหตุผลที่เราต้องกลับมาที่นี่อีกครั้ง

เราเดินออกจากสถานีและมุ่งหน้าไปที่สะพานคลองลึกโดยทันที สิ่งที่เคยเห็นเมื่อหลายปีก่อนเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด บริเวณด้านข้างตลาดโรงเกลือก่อนข้ามสะพานเดิมซึ่งเคยเป็นที่หยุดรถไทย สถานที่ซึ่งกำหนดให้รถไฟจอดเป็นจุดสุดท้ายก่อนข้ามแดน ถูกเนรมิตให้กลายเป็นสถานีรถไฟน้องใหม่ลำดับที่ 445 ที่มีชื่อว่า สถานีด่านพรมแดนบ้านคลองลึก ที่นี่เป็นสถานีชายแดนทำหน้าที่ด้านการตรวจคนเข้าเมือง ด่านตรวจพืช สัตว์ รวมถึงศุลกากร เหมือนกับสถานีรถไฟชายแดนอื่นๆ ที่ประเทศไทยมี

เชื่อมทางรถไฟ, ไทย, กัมพูชา

บริเวณที่หยุดรถไทยเดิม ก่อนก่อสร้างสถานีด่านพรมแดนบ้านคลองลึก

เชื่อมทางรถไฟ, ไทย, กัมพูชา

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดคือฝั่งกัมพูชาที่ครั้งก่อนเรายังจินตนาการอยู่เลยว่าทางรถไฟจะตัดผ่านตึกเหล่านั้นไปยังไง วันนี้ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่ามันผ่านตึกคาสิโนไปได้อย่างน่ามหัศจรรย์ สถานีปอยเปต ถูกปรับปรุงใหม่ซะจนเหมือนเกิดใหม่ สถานีนี้จะทำหน้าที่เป็นสถานีชายแดนฝั่งกัมพูชาเหมือนกับสถานีด่านพรมแดนบ้านคลองลึกของบ้านเราไม่มีผิดเพี้ยน

เชื่อมทางรถไฟ, ไทย, กัมพูชา เชื่อมทางรถไฟ, ไทย, กัมพูชา เชื่อมทางรถไฟ, ไทย, กัมพูชา

มันเป็นอีกหนึ่งความประทับใจสำหรับคนรักรถไฟอย่างเรา และอาจรวมถึงคนอื่นๆ ด้วย ที่เส้นทางรถไฟซึ่งหลับใหลไปกว่า 45 ปีจะกลับมามีลมหายใจอีกครั้งจากความพยายามของทั้งสองประเทศ พร้อมทั้งเห็นการเติบโตจากวันที่ไม่มีอะไรเลย ในวันที่มีแค่วัชพืช กองขยะ ที่รกร้างซึ่งค่อยๆ พัฒนาเป็นรูปร่างจนกลายเป็นทางรถไฟและสถานีรถไฟ พร้อมที่จะรับขบวนรถไฟกลับมาโลดแล่นอีกครั้ง

ในวันที่ 22 เมษายน 2562 จะมีการลงนามความตกลงการเดินรถไฟระหว่างไทยและกัมพูชา การลงนามนี้คือสัญญาการเดินรถไฟระหว่างสองประเทศเพื่อให้เกิดการขนส่งทางรถไฟให้เป็นไปตามกฎระเบียบของทั้งสองฝ่าย

นอกจากลงนามในข้อตกลงแล้ว ยังมีการมอบขบวนรถไฟให้กับฝ่ายกัมพูชาเป็นของขวัญในการกลับมาเดินรถไฟด้วยกัน รถไฟขบวนนี้จึงเป็นเหมือนทูตเชื่อมใจระหว่างไทยกับกัมพูชา

สิ่งที่น่าบังเอิญไปมากกว่านั้น คือวันที่ 22 เมษายน เมื่อ 64 ปีที่แล้ว ก็เป็นวันเปิดการเชื่อมต่อทางรถไฟระหว่างกันเป็นครั้งแรกอีกด้วย

ไม่เรียกว่าบังเอิญแล้วจะให้เรียกว่าอะไร

เชื่อมทางรถไฟ, ไทย, กัมพูชา

รถดีเซลรางฮิตาชิ ทูตความสัมพันธ์ระหว่างรถไฟไทยและกัมพูชา

เส้นทางรถไฟสายนี้ไม่ใช่เส้นทางใหม่ แต่เป็นการต่อยอดจากคนรุ่นก่อนที่เคยสร้างไว้และพยายามที่จะกลับมาสานต่อกันอีกครั้ง นี่คือยุคสมัยของเราและมันเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะทำให้ระบบรถไฟในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตต่อไป เพราะการเชื่อมต่อนี้มันไม่ใช่แค่ระดับประเทศต่อประเทศ แต่ยิ่งใหญ่มากกว่านั้น เพราะเป็นการต่อเส้นทางรถไฟสายหลักของอาเซียนที่ทอดยาวมาตั้งแต่สิงคโปร์ ผ่านมาเลเซีย เข้าประเทศไทย ไปกัมพูชา คงเหลือเพียงแค่ทางรถไฟไม่กี่ร้อยกิโลเมตรจากกัมพูชาเข้าเวียดนามเท่านั้นที่ยังเป็นเส้นทางที่ขาดหาย ถ้าหากต่อทางรถไฟช่วงสุดท้ายนี้สำเร็จ จะทำให้เส้นทางรถไฟสายสิงคโปร์-คุนหมิง ส่วนตะวันออกเชื่อมถึงกันได้อย่างสมบูรณ์

เสียงหวูดรถไฟกำลังจะดังขึ้นอีกครั้ง

เชื่อมทางรถไฟ, ไทย, กัมพูชา

ภาพ : Ministry of Public Works and Transport, Cambodia

Writer

Avatar

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

เอี๊ยดดด กึก

เสียงล้อเหล็กของรถไฟขบวน 167 หยุดสนิทหลังจากห้อตะบึงบนรางเหล็กข้ามคืนมากว่า 866 กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ นอกหน้าต่างด้านซ้ายมือของตู้รถไฟคือภาพของสถานีรถไฟเก่าแห่งหนึ่ง ร่องรอยความมีอายุของสถานีปรากฏขึ้นให้เห็นค่อนข้างชัดแม้ว่าจะทาสีเหลืองสดทับลงไปครั้งแล้วครั้งเล่า นอกจากลักษณะทางกายภาพของไม้ที่ก่อตัวเป็นสถานีแล้ว ลักษณะสถาปัตยกรรมที่แตกต่างจากเหล่าอาคารในปัจจุบันบ่งบอกได้ว่าสถานีรถไฟแห่งนี้มีบางสิ่งที่ดึงดูดเราอยู่

นี่คือ สถานีรถไฟกันตัง สุดปลายทางรถไฟสายอันดามัน

สถานีรถไฟกันตัง เป็นสถานีที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของไทยที่อยู่คู่กับทางรถไฟสายใต้มาตั้งแต่แรกเริ่มสร้าง เปิดใช้งานเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2456 แต่ก่อนมีชื่อว่าสถานีรถไฟตรัง ก่อนที่จะมีการย้ายตัวจังหวัดไปอยู่ที่ตำบลทับเที่ยง สถานีตรังจึงเปลี่ยนชื่อเป็นสถานีกันตัง ส่วนสถานีทับเที่ยงนั้นก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็นสถานีตรัง

เยี่ยม 'สถานีรถไฟกันตัง' สถานีรถไฟเก่าแก่ที่บรรจุประวัติศาสตร์และความงามแบบวินเทจ

ภารกิจหลักของสถานีกันตังคือการโดยสารและมีทางแยกเข้าสู่ท่าเรือกันตัง เพื่อใช้ประโยชน์ในการขนส่งสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอุปกรณ์ในการก่อสร้างทางรถไฟ หรือแม้แต่ตัวรถไฟเองที่นำเข้ามาจากประเทศทางฝั่งยุโรป เช่น เยอรมนี อังกฤษ สหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่อินเดีย

กลยุทธ์การนำเข้าสินค้าในกิจการรถไฟเริ่มเปลี่ยนไปจากฝั่งยุโรปมาเป็นเพื่อนบ้านใกล้ตัวอย่างญี่ปุ่น ทำให้ท่าเรือกันตังต้องซบเซาลง จนท้ายที่สุดต้องยกเลิกการขนส่งสินค้าที่ท่าเรือกันตัง ภาพในปัจจุบันนั้นเราจะเห็นถนนสายเล็กๆ สายหนึ่งที่ต่อทอดยาวจากปลายทางตัน สองฝั่งถนนนั้นที่เคยเป็นทางรถไฟมาก่อนถูกโอบล้อมด้วยบ้านเรือน

เยี่ยม 'สถานีรถไฟกันตัง' สถานีรถไฟเก่าแก่ที่บรรจุประวัติศาสตร์และความงามแบบวินเทจ

ความโดดเด่นของสถานีรถไฟกันตังคือตัวอาคารที่มีเอกลักษณ์ ถ้าจะให้ว่ากันแล้วเป็นหนึ่งในไม่กี่สถานีในเส้นทางรถไฟสายใต้ที่ทอดยาวจากกรุงเทพฯ ไปถึงสิงคโปร์ที่ยังมีรูปแบบสถาปัตยกรรมของสถานี ‘ดั้งเดิม’ เหมือนตอนเริ่มสร้าง ซึ่งเพื่อนร่วมรุ่นที่เหมือนกันคือสถานีชุมทางเขาชุมทองในจังหวัดนครศรีธรรมราชที่อยู่ห่างไปอีกราวๆ 100 กิโลเมตร

ตัวอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าวางขนานไปกับทางรถไฟ ผังสถานีแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ตัวอาคารสถานี และชานชาลามีหลังคาคลุม ลักษณะตัวสถานีเป็นอาคารไม้ชั้นเดียวผสมผสานศิลปะแบบตะวันออกและตะวันตก หลังคาเป็นรูปทรงปั้นหยาผสมกับหลังคาจั่ว โครงสร้างอาคารเป็นแบบกรอบเสาคานกรุด้วยแผ่นไม้ที่เรียกกันว่า ‘สติ๊กสไตล์’

เยี่ยม 'สถานีรถไฟกันตัง' สถานีรถไฟเก่าแก่ที่บรรจุประวัติศาสตร์และความงามแบบวินเทจ

เสาค้ำยันอาคารก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่ละสายตาไปไม่ได้ ความโดดเด่นของเสาค้ำยันทุกต้นมีลูกเล่นในการเซาะร่องไม้เป็น 3 ร่องพร้อมตกแต่งด้วยคิ้วบังรอบเสา และมีคิ้วบัวค้ำยันฉลุลายที่วิจิตรพร้อมกับการค้ำยันที่ประกอบช่องประตูมีการตกแต่งคล้ายซุ้มประตูโค้งประดับลายฉลุไม้

เยี่ยม 'สถานีรถไฟกันตัง' สถานีรถไฟเก่าแก่ที่บรรจุประวัติศาสตร์และความงามแบบวินเทจ

หากมองไปทางประตูและหน้าต่างจะเห็นเอกลักษณ์แบบบานลูกฟักไม้ เหนือบานประตูมีเกล็ดบายอากาศและการตีไม้ระแนงคู่กันเพื่อระบายอากาศที่ร้อนชื้นของภาคใต้ การทาสีของสถานีนั้นจะทาผนังเป็นสีเหลืองมัสตาร์ด และขอบหน้าต่าง ขอบประตู เสา รวมถึงคานต่างๆ จะเป็นสีน้ำตาลเพื่อขับกันให้โดดเด่นชวนมอง

อีกหนึ่งความโดดเด่นของตัวสถานีนั้น เมื่อเราเดินออกไปที่ถนนและหันกลับไปมอง จะเป็นมุขเทียบรถยนต์มีหลังคาทรงจั่ว หลังคามุงด้วยกระเบื้องซีเมนต์รูปว่าว ที่หน้าบันประดับรูปวงกลมขนาบข้างด้วยสามเหลี่ยมฐานโค้งสองข้างที่เป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิก

บริเวณพื้นที่ขายตั๋วและชานชาลานั้นมีความโปร่งสบาย ช่องจำหน่ายตั๋วที่สถานีกันตังมีความแปลกกว่าสถานีอื่น และน่าจะเป็นสถานีเดียวที่ไม่ได้เป็นช่องสี่เหลี่ยม แต่เป็นการประดับช่องขายตั๋วให้เป็นช่องโค้งแบบ Arch ซึ่งเป็นลักษณะงานสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของยุโรป

เยี่ยม 'สถานีรถไฟกันตัง' สถานีรถไฟเก่าแก่ที่บรรจุประวัติศาสตร์และความงามแบบวินเทจ

ด้านทิศใต้ของสถานีจะมีป้ายสถานีคอนกรีตสีขาวพร้อมตัวอักษร ‘กันตัง’ ที่มีฟอนต์เป็นเอกลักษณ์บ่งบอกว่านี่คือสถานีรถไฟแน่ๆ นอกจากนั้นยังมีป้ายเล็กๆ เพิ่มเข้ามาเพื่อให้เป็นจุดสนใจของสถานี ‘สุดทางรถไฟฝั่งอันดามัน’ ซึ่งในบรรดาจังหวัดที่ทางรถไฟสายใต้พาดผ่านจะเป็นจังหวัดติดชายฝั่งอ่าวไทยทั้งนั้น ก็มีเพียงจังหวัดตรังที่เดียวในชายฝั่งอันดามันที่ทางรถไฟมาถึง

ใครมาถึงตรงนี้แล้วไม่ถ่ายรูปกับป้ายนี่ถือว่ามาไม่ถึงที่นี่นะ

เยี่ยม 'สถานีรถไฟกันตัง' สถานีรถไฟเก่าแก่ที่บรรจุประวัติศาสตร์และความงามแบบวินเทจ

ภายในสถานีมีกลิ่นไอของอดีตคุกรุ่นอยู่ ทำให้นึกถึงภาพของสถานีรถไฟในอดีตได้เป็นอย่างดี คุณค่าของสถานีรถไฟกันตังไม่ใช่แค่เป็นสถานีรถไฟสุดสายปลายทาง แต่ยังทรงคุณค่าทางด้านสถาปัตยกรรม นับเป็นสถานีรถไฟเล็กๆ ที่มีความสวยงามเป็นพิเศษ จึงไม่มีข้อกังขาที่กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนให้สถานีกันตังเป็นโบราณสถานเมื่อ พ.ศ. 2539

สถานีรถไฟกันตัง : สถานีวินเทจสุดทางรถไฟฝั่งอันดามัน

นอกจากตัวสถานีแล้ว พื้นที่รอบๆ สถานีรถไฟในอดีตนั้นมีความคึกคักเป็นอย่างมาก ทั้งโรงรถจักร วงเวียนกลับรถจักร หอเติมน้ำรถจักรสูงใหญ่โดดเด่น รวมถึงบ้านพักรถไฟที่มีอายุไม่ต่างกับสถานีกระจัดกระจายอยู่รอบๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปความสำคัญของสถานีกันตังในแง่ของการขนส่งสินค้าที่น้อยลง กันตังจึงมีความเงียบเหงาเข้ามาแทนที่ ทิ้งไว้แต่เพียงอนุสรณ์ของความรุ่งเรืองในอดีตผ่านวงเวียนกลับรถจักร หอเติมน้ำ และคำบอกเล่าจากปากคนเก่าแก่เท่านั้น

แก๊ง แก๊ง!!

รถไฟเที่ยวสุดท้ายกำลังออกจากสถานี การเดินทางมาสถานีรถไฟกันตังนั้นสามารถเดินทางได้เพียงขบวนเดียวเท่านั้นคือขบวนรถเร็วที่ 167 กรุงเทพ-กันตัง ซึ่งออกจากสถานีกรุงเทพตอน 18.30 น. ถึงสถานีกันตังเวลา 11.20 น. แล้วจะจอดพักแค่เพียง 1 ชั่วโมง 20 นาที ก็จะแปลงร่างเป็นขบวนที่ 168 เข้ากรุงเทพในเวลา 12.40 น. จึงนับเป็นเพียงชั่วโมงเศษๆ ที่สถานีกันตังจะคึกคักและเต็มไปด้วยผู้คน

เมื่อสิ้นเสียงระฆังรถเร็วขบวน 168 กันตัง-กรุงเทพ ก็จะค่อยๆ เคลื่อนออกจากสถานีกันตัง เมื่อรถไฟเคลื่อนออกไปจนลับสายตา ความเงียบเหงากลับมาเยือนสถานีอีกครั้ง จังหวะชีวิตในสถานีค่อยๆ สงบและหลับลงในที่สุดเพื่อรอต้อนรับรถไฟขบวน 167 ใหม่อีกครั้งในวันรุ่งขึ้น

สถานีรถไฟกันตัง : สถานีวินเทจสุดทางรถไฟฝั่งอันดามัน

อีกนิดอีกหน่อย

  1. ในสถานีกันตังมีห้องจัดแสดงอุปกรณ์ต่างๆ ที่เคยใช้ในกิจการรถไฟ สามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
  2. ในสถานีมีร้านกาแฟชื่อ ‘สถานีรัก’ ซึ่งคลาคล่ำไปด้วยคนที่มาเยี่ยมสถานีรถไฟในแต่ละวัน มีมุมถ่ายรูปน่ารักๆ ที่หน้าร้าน ไม่ไกลจากป้ายสถานี
  3. รถเร็วขบวน 167 และ 168 ที่มาถึงกันตังมีให้บริการแบบรถนั่งชั้น 3 รถนั่งชั้น 2 รถนอนชั้น 2 พัดลม และรถนอนชั้น 2 แอร์ แต่อย่าตกใจถ้าออกจากสถานีทุ่งสงไปแล้วคนจะหายไปเกือบทั้งขบวน
  4. นอกจากสถานีรถไฟกันตังแล้ว ใกล้ๆ กันมีพิพิธภัณฑ์พระยารัษฎา ซึ่งเป็นอีกแห่งที่ไม่ควรพลาด
อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load