23 ธันวาคม 2563
5,576

‘เมื่อแผ่นดินของเราทั้งสองติดกัน เราจึงควรเข้าใจซึ่งกันและกัน’ 

นี่คือปณิธานที่หาญมุ่ง ซึ่งผู้สร้างเพจหวังให้ผู้ติดตามเป็นเช่นเดียวกับที่เขาเป็น

ก่อนอื่น เราเชื่อว่าน้อยคนนักที่รู้ว่าประเทศไทยและเมียนมามีพื้นที่ติดกันมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ด้วยระยะทางกว่า 2,401 กิโลเมตร ตั้งแต่ภาคเหนือที่จังหวัดเชียงราย จรดถึงภาคใต้ที่จังหวัดระนอง 

ทีนี้ แล้วเรารู้จักอะไรเกี่ยวกับประเทศที่มีพรมแดนติดกันยาวยืดทางฝั่งซ้ายของประเทศเราอีกไหม นอกจากเจดีย์ชเวดากอง บุเรงนอง และยาหม่อง 

มีเพจหนึ่งที่พร้อมจะบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศนี้ให้เราฟัง ซึ่งหลายเรื่องไม่เคยรู้มาก่อน

ไทย-พม่า : เพราะแผ่นดินเราติดกัน เพจเรื่องราวของเพื่อนบ้านที่อยากเล่าให้เราเข้าใจกัน

ปักเป้า-ศุภสันส์ ภูมิไชยา เป็นปลัดอำเภอโดยตำแหน่งงานประจำ และมีตำแหน่งผู้ก่อตั้งเพจ ไทย-พม่า : เพราะแผ่นดินเราติดกัน เป็นงานอดิเรกที่ทำทุกวัน ถ้าใครที่ติดตามอยู่จะพบว่าเพจนี้ลงคอนเทนต์ทุกอย่างที่ขึ้นชื่อว่าเมียนมา บางครั้งก็นำเสนอเรื่องอาหารท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม ภาษาเมียนมา หรือเหตุการณ์บ้านเมือง ไปจนถึงสิ่งที่เราไม่คาดว่าจะได้เห็นอย่างเจดีย์ชเวดากองยามเช้าผ่านกล้องวงจรปิด

วันนี้เราไม่ได้นัดเจอกับเขาที่ขอบชายแดนไทย-เมียนมา หรือสะพานมิตรภาพแถบแม่สอด กลับกันเป็นใจกลางพระนครเก่าในยามบ่ายแก่ๆ เพื่อคุยกันถึงเรื่องทั้งหลายแหล่ของเพจชื่อยาวนี้

*ข้อตกลงเบื้องต้นในบทความนี้

เมียนมา หมายถึง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งมีชาติพันธุ์ที่หลากหลาย กระจายตัวอยู่ทุกส่วนของประเทศ หนึ่งในนั้นมี ชาวพม่า ซึ่งเป็นชนกลุ่มหลักของประเทศ 

 วิชาความเข้าใจพม่าพื้นฐาน

ย้อนกลับไปหลายปีก่อน ขณะยังเป็นนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ปักเป้าคือคนไทยธรรมดาที่ไม่ได้รู้จักประเทศเพื่อนบ้านเป็นพิเศษแบบเจาะลึก แต่มีเหตุการณ์หนึ่งทำให้เขาต้องย้อนกลับมาฉุกคิด และเป็นจุดที่ทำให้เขากลายเป็นผู้สนใจความเป็นพม่าอย่างถอนตัวไม่ขึ้น และเราเชื่อว่าเขาคงไม่มีความคิดที่จะถอนแน่นอน

ไทย-พม่า : เพราะแผ่นดินเราติดกัน เพจเรื่องราวของเพื่อนบ้านที่อยากเล่าให้เราเข้าใจกัน

“จุดเริ่มต้นคือการมอบหมายงานของอาจารย์ เป็นการทำรายงานเกี่ยวกับคนชายขอบในประเทศไทย เลยเลือกศึกษาเกี่ยวกับคนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในประเทศไทย เวลาไปศึกษาทำให้พบว่าคนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงมีถิ่นฐานตั้งยู่ทั้งในไทยและเมียนมา ทีนี้เวลานำเสนอหน้าชั้นเรียน มีคำถามหนึ่งที่ถือว่าติดใจตั้งแต่นั้นมา คือคำถามที่ว่าแล้วประเทศเมียนมามีชาติพันธุ์อื่นๆ ไหม ซึ่งคำถามนี้ถามแล้วเราตอบไม่ได้”

“ประเทศนี้ติดประเทศไทยมากและมีพรมแดนยาวที่สุดในบรรดาประเทศเพื่อนบ้าน แล้วทำไมเราไม่รู้จักประเทศเขาเลย” เพื่อนในคลาสคนหนึ่งทักขึ้นมาหลังจากนั้น คำถามเหมือนแทงใจ เป็นแรงผลักให้ปักเป้าพยายามทำความเข้าใจกับประเทศนี้ให้มากขึ้น จากนั้นมาเขาจึงทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ใกล้ชิดและเกี่ยวพันกับความเป็นพม่าให้มากที่สุด เริ่มจากการขอลงเรียนรายวิชาเลือกภาษาพม่าในต่างคณะซึ่งสอนโดยอาจารย์ชาวพม่า

ชีวิตทำงานหลังเรียนจบ ปักเป้าก็ยังคงแสวงหาช่องทางเพื่อเข้าใกล้กับชาวพม่ามากขึ้น เริ่มจากการเป็น NGO สอนภาษาไทยให้กับกลุ่มแรงงานชาวเมียนมาในประเทศไทยอยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่งได้เข้ารับราชการในตำแหน่งปลัดอำเภอ แน่นอนว่าปักเป้าคงจะขอไปอยู่ที่จังหวัดไหนสักแห่งที่ใกล้กับชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน และอำเภอแม่ระมาด จังหวัดตากเป็นจุดหมายนั้น ที่นี่ทำให้เขาได้เข้าใจชาวเมียนมามากขึ้นกว่าเดิม การคลุกคลีกับคนเมียนมาทำให้ปักเป้ารับรู้ข้อมูลเชิงลึกและข้อมูลบางอย่างที่มีความรู้สึกอยากบอกต่อ ด้วยความหวังอยากปรับความเข้าใจให้กับคนไทยด้วยกัน

เพราะยิ่งเข้าใกล้ก็กลับยิ่งพบว่าพม่ายังมีอะไรที่เขาเองก็ยังไม่รู้อีกมาก

ความหวังตั้งต้น

ความน่าสนใจของเพจนี้ คือการบอกเล่าเรื่องราวของประเทศเมียนมาในทุกๆ เรื่อง ด้วยภาษาที่ย่อยง่ายเป็นกันเอง เนื้อหาไม่ยาวนัก โดยไม่ได้เน้นเรื่องไหนเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นความตั้งใจแต่แรกตั้ง

เดิมทีก่อนหน้าสร้างเพจ ปักเป้าจำเป็นต้องทำการบ้านว่ามีเพจไหนพูดถึงประเทศเมียนมาบ้าง สิ่งที่เจอคือเพจท่องเที่ยวแทบทั้งนั้น สิ่งนี้จึงจุดประกายให้เขาทำเพจที่อยากจะให้คนอื่นได้รู้ในคอนเทนต์ด้านอื่นๆ ที่ตนเองสนใจ มากกว่าการมองว่าเป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยว

“เรามีการตั้งหลักตั้งแต่ต้นว่าเราเป็นคนไทยที่สนใจประเทศเมียนมาในทุกมิติ แล้วเราอยากบอกต่อ เล่าสู่กันฟัง” เขาเล่าให้ฟังถึงธีมหลักที่ใช้ในการทำเพจมาจนวันนี้

ไทย-พม่า : เพราะแผ่นดินเราติดกัน เพจเรื่องราวของเพื่อนบ้านที่อยากเล่าให้เราเข้าใจกัน

ช่วงแรกๆ คอนเทนต์ของเพจเกี่ยวข้องกับศาสนาและศิลปวัฒนธรรมเป็นหลัก เพราะปักเป้ามองว่าสิ่งเหล่านี้คือจุดร่วมที่มีระหว่างประเทศเรากับประเทศเขา ซึ่งจะช่วยให้คนไทยผู้ติดตามเปิดใจรับสารได้ง่ายกว่า เมื่อเวลาผ่านไปจึงเริ่มมีเนื้อหาอื่นๆ เพิ่มเติมเข้ามา ทั้งอาหารการกิน การเมือง และสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น การระบาดของ COVID-19 และการเลือกตั้งภายในประเทศ ซึ่งเขามองว่าเป็นหนึ่งในการพัฒนาให้เพจมีความเข้ายุคสมัยมากขึ้น

นอกจากนี้ ด้วยความที่เป็นนักอ่านผู้รักในการสะสมหนังสือ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับประเทศเมียนมา ทำให้บางครั้งเมื่อมีเวลาเหมาะเจาะ พอดีกับกำลังอ่านหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง และอารมณ์อำนวยให้เขียน ทางเพจก็จะมีรีวิวหนังสือเล่มต่างๆ ที่น่าสนใจ เผื่อว่าผู้ที่ติดตามจะอยากรู้ประเทศเพื่อนบ้านเรานี้ในแง่มุมอื่นผ่านการอ่านหนังสืออย่างจริงจัง

ทั้งนี้ปักเป้าออกตัวอย่างถ่อมตนว่าไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพม่า แต่เป็นเพียงคนสนใจด้านพม่าเท่านั้น เพจนี้จึงเป็นเสมือนพื้นที่ถ่ายทอดตัวตนของเขาเอง โดยถ้าสังเกตให้ดี นานๆ ครั้ง ถึงจะมีเวลาเขียนคอนเทนต์ขนาดยาวครั้งหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่แล้ว เขามองว่าเพจนี้เป็นแหล่งข้อมูลที่นำเสนอเรื่องราวน่าสนใจ จากคนที่ทำคอนเทนต์ไว้แล้ว ทั้งจากเพจของคนไทยเองและของชาวพม่า

“ด้วยความที่ทำเพจ ทำให้ได้มีโอกาสรู้จักกับบุคคลต่างๆ ก็เลยติดตามเขาด้วย เวลาเขามีอะไรที่เป็นคอนเทนต์ของเขา เราก็แชร์มาให้คนที่สนใจพม่าได้เห็นในมุมมองต่างๆ ต้องบอกว่าในปัจจุบันมีคนที่สนใจประเทศพม่ามากขึ้น คนที่เขาศึกษาพม่าในแต่ละด้านเริ่มนำเสนอเนื้อหามายังสาธารณะและคนรู้จักมากขึ้น” ปักเป้าพูดถึงอีกสถานะหนึ่งของตน คือการเป็นคนกลางเผยแผ่เรื่องราวที่เป็นประโยชน์จากผู้คร่ำหวอดด้านพม่าสู่ผู้ติดตามเพจ 

เมดอินเมียนมา

ถึงแม้ส่วนใหญ่นับตั้งแต่สร้างเพจนี้ขึ้นมาเพจจะดำเนินการอยู่ในประเทศไทย แต่ก็มีช่วงหนึ่งที่เพจนี้จำเป็นต้องผลิตคอนเทนต์จากประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงของเรา 

เคยมีรุ่นพี่คนหนึ่งบอกกับปักเป้าว่า “ถ้าอยากรู้จักประเทศไหนให้ดีจริงๆ ก็ควรไปลองใช้ชีวิตที่ประเทศนั้นบ้าง” 

ประโยคข้างต้นเป็นเหตุให้ไม่นานมานี้ เขาเลือกที่จะผละจากงานประจำครู่หนึ่ง ไปเรียนรู้ภาษาพม่าเพิ่มเติมเพื่อนำกลับมาใช้ในการทำงาน และน่าจะมีประโยชน์ต่อการสร้างสรรค์เนื้อหาใหม่ๆ ให้กับเพจ
กว่า 10 เดือนที่มหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศย่างกุ้ง (YUFL) ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้าย พอดีกับช่วงนั้น COVID-19 เริ่มเข้ามาระบาดเป็นระลอกแรกในประเทศเมียนมา ทำให้กว่าเกือบครึ่งของช่วงเวลาที่ได้อยู่ที่นั่น ผ่านไปกับการกักตัว และใช้ชีวิตอยู่ภายใต้สถานการณ์รับมือโรคร้ายในต่างแดน

แต่ก็ทำให้เขารู้จักเมียนมาแบบลุ่มลึกมากขึ้นทั้งนิสัยใจคอและวิถีชีวิต

และสำหรับใครที่กดเข้าไปดูเพจช่วงนี้ จะพบว่าคอนเทนต์เพจหลักๆ เน้นเรื่องการรายงานตัวเลขผู้ป่วย COVID-19 และการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านไป เราจึงชวนให้ผู้ที่ถือว่ารู้จักประเทศเมียนมาดีคนหนึ่ง ช่วยบอกเล่าสถานการณ์ขลุกขลักที่ว่าให้ฟังเสียหน่อย

“หลายคนตั้งคำถามว่าทำไมในประเทศติด COVID-19 ขนาดนี้ ยังจะเลือกตั้งอีก จากที่อ่านมา รัฐธรรมนูญจะกำหนดระยะเวลาเลือกตั้ง ถ้าไม่ทำตามกำหนดระยะเวลา ทหารจะเข้ามาปกครองดูแลประเทศในช่วงเวลานั้นๆ ได้ ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทุกอย่างต้องรันเวลาตามรัฐธรรมนูญกำหนด ดังนั้นจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จัดตามระบบ แต่ก็มีบางพื้นที่ที่อาจมีประเด็นความมั่นคงหรือโรคภัย ที่ทำให้ไม่มีการเลือกตั้งที่พื้นที่นั้นอยู่ คือเว้นบางเขตไว้ แต่โดยส่วนใหญ่ก็มีการจัด”

ด้วยความที่ตัวเองเป็นแอดมินเพจ เขาจึงมองว่าทุกอย่างล้วนมีเหตุผลซึ่งเป็นไปตามบริบทของประเทศนั้นๆ 

ดังนั้นจึงไม่อยากให้คนไทยมองเมียนมาเพียงด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ต่างกันเวลาคนอื่นมองประเทศไทย ก็ไม่อยากให้มองประเด็นใดประเด็นหนึ่ง เพราะจะทำให้ไม่เห็นภาพโดยรวมของประเทศนั้น

“เช่นเดียวกับเวลาเรามองเขา ถ้าเรามองแต่ด้านสาธารณสุข เราจะไม่เห็นความเชื่อมโยงเกาะเกี่ยวไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเมือง ดังนั้นเวลาเรามองเขาเรื่องของการเมืองหรือการเลือกตั้ง ก็เลยจำเป็นที่จะต้องมองเผื่อในเรื่องอื่นๆ แล้วเราจะเห็นในภาพรวมว่า ทำไมเขาถึงทำแบบนี้”

ทุกคอนเทนต์ที่เขาอยากสื่อสารให้คนอื่นรับรู้ ล้วนแต่เจือไปด้วยความหวังให้เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อประเทศเมียนมาทั้งสิ้น

ไทย-พม่า : เพราะแผ่นดินเราติดกัน เพจเรื่องราวของเพื่อนบ้านที่อยากเล่าให้เราเข้าใจกัน
ไทย-พม่า : เพราะแผ่นดินเราติดกัน เพจเรื่องราวของเพื่อนบ้านที่อยากเล่าให้เราเข้าใจกัน

หนึ่งมิตรชิดกัน

มาถึงตรงนี้เราเริ่มสงสัยว่า แล้วอะไรทำให้หลงใหลในความเป็นพม่าถึงขนาดลมหายใจเป็นไทยสลับพม่าขนาดนี้

คำถามนี้เป็นสิ่งที่หลายคนถามเขาในฐานะผู้ที่สันทัดประเทศเมียนมาคนหนึ่ง เพราะถ้าพูดถึงบ้านเมืองนี้ใครๆ ก็มักจะนึกถึงศิลปะ ดนตรี หรือวัดวาอาราม แต่สำหรับปักเป้าเองเขากลับมองว่า ‘ความเหมือนและความต่าง’ ที่มีระหว่างบ้านเรากับเพื่อนบ้านเป็นสิ่งที่มีเสน่ห์ 

“ความเหมือนคือเวลาไปแล้วมีความรู้สึกว่า เราเป็นพวกเดียวกันได้ ถึงแม้ว่าเราจะมีหลายอย่างที่ต่างกัน แต่เวลาไปทุกครั้งมีความรู้สึกว่า เราเป็นพวกเดียวกับเขา” เขาอธิบายเพิ่มเติมถึงความหลงใหลส่วนตัวที่น่าจะไม่มีใครเหมือน

แต่ทั้งนี้ เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าคนไทยส่วนหนึ่งมองคนบ้านใกล้ชิดหลังคาติดกันที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกันยาวนานนี้ในด้านลบ เราจึงอยากรู้บ้างว่า ในมุมของฝั่งคนเมียนมาเองนั้น มองเราแบบไหน

คำตอบจากปากคนที่คลุกคลีกับชาวเมียนมากลับต่างออกไป

“คนเมียนมาที่มองไทยเท่าที่เจอ ส่วนใหญ่เขามองในลักษณะของการชื่นชม ตัวอย่างคือ ตอนนั้นไปซื้อของ ในร้านขายของฝาก เป็นร้านใหญ่ ทีนี้เขาก็ถามว่ามาจากไหน ก็บอกว่ามาจากประเทศไทย สายตาเขาจากตอนแรก เขาสงสัยว่าคนนี้เป็นใคร สายเขาเป็นประกาย แล้ว โอ้โห มาจากประเทศไทย มาจาก Bangkok ฉันเคยไป Bangkok ครั้งหนึ่ง เจริญมากเลย คนดีมากเลย 

“ซึ่งเขามองเราว่าเป็นประเทศที่มีความเจริญมากกว่า ถ้าเปรียบความรู้สึกให้ชัดก็เหมือนกับเรามองญี่ปุ่น เขามองเราในลักษณะนี้เช่นกัน แต่การมองตรงนี้เขาไม่ได้มองเราเพราะอยากจะเป็นเรา แต่เขามองเราเพราะเราเหนือกว่า และเขาอยากจะพัฒนาให้ได้เหมือนเรา อันนี้จากการได้คุยและสัมผัสได้ว่าเขาสื่อสารแบบนั้น ดังนั้นเขาไม่ได้มองเราในเชิงติดลบเหมือนที่เรามองเขา”

มองมุมกลับปรับมุมใหม่

ก่อนทำความเข้าใจใหม่ที่ปลายเหตุ เราควรย้อนมองที่ต้นสาย 

“แล้วสาเหตุของอคติหรือความไม่เข้าใจกันคืออะไร” เราตั้งคำถาม

“การเรียนกระแสหลัก” คือคำตอบที่เราไม่แปลกใจ ก่อนผู้ที่เข้าอกเข้าใจในความเป็นพม่าตรงหน้าเรา จะสาธยายต่อถึงปัญหาที่น่าจะมาจากหนังสือเรียนและสื่อต่างๆ ที่กล่าวถึงพม่าในฐานะผู้รุกรานมากกว่ามิตรประเทศผู้เกื้อกูลกัน

“เรามองเมียนมาเป็นศัตรู ผู้ร้าย ซึ่งเป็นมุมมองที่เป็นเหตุการณ์ในสภาพบ้านเมืองที่ยังไม่มีคำว่าประเทศ แต่เวลาเราเอามาเล่า เล่าด้วยบริบทเดียวกัน ทำให้มีความรู้สึกเคียดแค้น อคติ ก็เลยเป็นความรู้สึกหลักที่ทำให้เราสร้างกำแพงทำความเข้าใจตั้งแต่ต้นของคนไทย ตั้งแต่เด็กไทยเป็นต้นมา”

เมื่อเป็นเช่นนี้ ความหวังของเพจจึงอยากส่งสารบางอย่างให้ผองเราเผ่าไทยปรับมุมมองและเปิดใจ เผื่อว่าในอนาคตทัศนคติที่เรามีต่อเขาจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และทลายกำแพงภาพจำที่อยู่ในชุดความคิดของคนในชาติเรามานานปี

“อยากให้เข้าใจอย่างเดียวคือบริบทมันต่างกัน เพราะว่าสิ่งที่เพจต้องการสื่อสาร ไม่ได้จะให้เราปฏิเสธสิ่งที่ถูกสอนมาจากประวัติศาสตร์กระแสหลัก แต่อยากให้เรียนรู้ประวัติศาสตร์กระแสหลักโดยมีความเข้าใจบริบทมากขึ้น ซึ่งตรงนี้มันจะทำให้เราเข้าใจว่า มันเกิดอะไร เพราะว่าหลายคนพยายามที่จะแยกสองส่วนนี้ออกจากกัน ก็คือในส่วนของสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต กับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่ทางเพจไม่อยากให้มองแยกกันแบบนี้ เพราะถ้ามองแยกก็จะเป็นลักษณะของการไม่สนใจหรือไม่อยากพูดถึง” ปักเป้าสำทับถึงที่มาและทางแก้ของปัญหา ซึ่งเพจของเขากำลังพยายามนำเสนอแง่มุมที่ต่างออกไป เพื่อความเข้าใจในมุมที่ควรจะเป็น

บทสนทนาจบลงก่อนแสงของวันจะหมด สิ่งที่เราได้ตลอดการพูดคุยถึงเรื่องเพจนี้คือ ข้อมูลต่างๆ ของประเทศใกล้บ้านแค่พรมแดนกั้น ที่พรั่งพรูออกมาผ่านคนไทยที่เรายอมรับด้วยใจจริงว่าเขาเข้าใจประเทศเมียนมาในทุกแง่มุม

สุดท้ายนี้ เหมือนกับที่ว่าไว้ตอนแรก 

‘เมื่อแผ่นดินของเราทั้งสองติดกัน เราจึงควรเข้าใจซึ่งกันและกัน’

ไทย-พม่า : เพราะแผ่นดินเราติดกัน เพจเรื่องราวของเพื่อนบ้านที่อยากเล่าให้เราเข้าใจกัน

Facebook :ไทย – พม่า : เพราะแผ่นดินเราติดกัน

Writer

พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์

นักลองฝึกพิสูจน์อักษร ผู้แสร้งเป็นนักลองฝึกเขียน อดีตเป็นนักเรียนภาษา ผู้สนใจเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ รักในมวลรอบข้างที่ดี กาแฟ ชาเขียว และแมวเหมียว

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

10 พฤศจิกายน 2564
1,627

เคยสงสัยกันมั้ยครับว่า ทำไมนโยบายสาธารณะบางอย่างไม่สามารถสนองตอบความต้องการของประชาชน บางนโยบายก่อความขัดแย้ง บ้างทำแล้วไม่สัมฤทธิ์ผล หรือแม้แต่ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ’ คือ แฟนเพจเฟซบุ๊กโดยกลุ่มนักคิดนักสร้างสรรค์เชียงใหม่ ที่มองเห็นว่าช่องว่างของปัญหาดังกล่าวนั้นเติมเต็มได้ หากเชื่อมโยงความเข้าใจระหว่างภาคประชาสังคมกับประชาคม

พวกเขาหยิบจับโซเชียลมีเดียมาเป็นเครื่องมือ สำหรับพัฒนากลไกที่จะทำให้เกิดขับเคลื่อนเมืองอย่างมีส่วนร่วมด้วยข้อมูลจากประชาชน ผ่านการปั้นประเด็นเมืองหลายหลากให้เป็นเรื่องสนุก เข้าถึงง่าย พร้อมชวนคิด ชวนคุย หาทางออกเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสะท้อนเสียงให้ผู้กำหนดนโยบายสาธารณะได้รับฟังเรื่องที่เป็นความต้องการของคนหมู่มาก และวางหลักไมล์นำสู่การออกแบบแผนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Plan) และผังออกแบบเชิงแนวคิด (Conceptual Design Plan) ซึ่งบางประเด็นกลายเป็นไวรัลที่มีจำนวนผู้สนใจหลักแสน ยอดแชร์หลักพัน

ไม่เพียงเท่านั้น ยังช่วยจุดประกายให้เมืองอื่นๆ ตื่นตัว สร้างการรับรู้ข้อมูลเมือง รวมถึงเป็นพื้นที่แสดงออกของคนที่อยากเห็นเมืองดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

เรานัดหมายกันที่ศูนย์ฟื้นบ้าน ย่าน เวียงเชียงใหม่ เพื่อคุยมุมมองความคิด วิธีการทำงานขับเคลื่อนและสร้างกลไกเมืองด้วยสื่อสมัยใหม่ กับ ตา-สุวารี วงศ์กองแก้ว, ภูวา-ผศ.ดร.จิรันธนิน กิติกา, หมูใหญ่-คมสัน ไชยวงศ์, ดรีม-ธนกร เจริญเชื่อมสกุล และ แป้ง-อาคิรา ศิริวัฒนานุกุล ทีมผู้อยู่เบื้องหลังเพจที่เชื่อว่า เชียงใหม่เป็นของทุกคนที่แคร์

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน
ซ้ายไปขวา : แป้ง-อาคิรา ศิริวัฒนานุกุล ภูวา-ผศ.ดร.จิรันธนิน กิติกา ดรีม-ธนกร เจริญเชื่อมสกุล ตา-สุวารี วงศ์กองแก้ว และ หมูใหญ่-คมสัน ไชยวงศ์

ข้อมูลเคลื่อนเมือง

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เป็นส่วนหนึ่งของโครงงานวิจัย ‘การพัฒนากระบวนการเพื่อขับเคลื่อนประชาคมเมืองเชียงใหม่’ แผนงานคนไทย 4.0 ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการสังเกตพัฒนาการเติบโตของประชาสังคมเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเอื้อความเป็นไปได้ในการขยับวงจรการทำเรื่องนโยบายสาธารณะของรัฐ ให้ประชาชนมีโอกาสออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของตัวเองมากขึ้น ด้วยแนวคิดรวมประชาสังคมกับประชาชนให้ใกล้ชิดและเข้าใจกัน เพื่อสร้างพลังเสียงที่เข้มแข็ง โดยใช้โซเชียลมีเดีย

 “สมัยก่อนถ้ารัฐหรือหน่วยงานเรียกประชุมระดมความคิดเห็น ทุกคนจะสละงานแล้วมาประชุมกัน แต่ปัจจุบันเป็นยุคของคนรุ่นใหม่ กลุ่มคนที่มีศักยภาพ แต่ก็มีภาระหน้าที่มาก จนทำให้การประชุมรูปแบบเดิมอาจไม่ตอบโจทย์ ดังนั้น เราจึงแสวงหาช่องทางใหม่สำหรับรวบรวมความคิดของพวกเขา และรองรับผู้คนที่อยากเห็นเมืองดีขึ้นเหมือนกัน โดยเป็นช่องทางที่ไม่ได้รบกวนกันทุกวัน ให้ข้อมูลไปเรื่อยๆ ค่อยๆ เติบโตแลกเปลี่ยนความเห็น สร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญของการขับเคลื่อนเป้าหมายตรงนี้ เลยกลายเป็นที่มาของการก่อตั้งเพจเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ” ตา หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาเมือง หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ และหนึ่งในคณะนักวิจัย ขยายไอเดียการเลือกโซเชียลมีเดียมาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเมือง

ขณะเดียวกัน ภูวา อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หัวเรือใหญ่ของทีมเสริมว่า โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่เชื่อมโยงโลกเสมือนกับโลกจริง ช่วยสร้างการรับรู้และแสดงออกที่น่าสนใจ ทำให้ผู้คนยุคใหม่เข้าถึงมิติความเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคม ผู้ประกอบการ หรือชุมชน ได้อย่างฉับไว แถมเปิดกว้างสำหรับการแบ่งปันข้อมูล

“ผมรู้สึกว่าการทำงานเชิงกายภาพแบบเดิม เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์แข็งทื่อและยุทธศาสตร์ที่ล่าช้า แต่ปัจจุบันเรามี Digital Disruption ที่ลื่นไหลมาก ซึ่งคนรุ่นใหม่เห็นช่องว่างและการใช้พื้นที่แบบนี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ในเมื่อพวกเขาเห็นแล้วว่า ระบบและโครงสร้างเป็นแบบนี้ แล้วก็ใช้วิธีของโซเชียลมีเดีย ตอบสนองความต้องการใช้ชีวิต แก้ไขปัญหา นำเสนอ หรือเรียกร้องพัฒนาสิ่งที่ดีกว่า 

“แต่จะทำยังไงให้พื้นที่เหล่านี้ที่เป็นพื้นที่เสมือนและกำลังจริงขึ้นเรื่อยๆ ไปอยู่ในวิธีคิดของรัฐได้ ฉะนั้น เราจึงจำเป็นต้องเข้าใจกลไกและวิธีคิดแบบนี้ ส่วนรัฐก็จะต้องรู้ทันและเชื่อมโยงกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่คนละมิติ เพราะที่ผ่านมากับดักของ Urban Development คือมันไม่เคยรู้ทัน Urban Gentrification รัฐออกแบบพื้นที่แล้วใช้คำว่า พัฒนา แต่เป็นการพัฒนาแบบทำลายคน ทั้งที่ความสำเร็จของเมืองเชียงใหม่เกิดขึ้นจากผู้คนตลอดมา

“ผมว่าสิ่งนี้คือความท้าทายของเมือง ว่าเมืองของความจริงเชิงกายภาพกับเมืองของโลกเสมือน มันจะบรรจบและหลอมรวมกันได้อย่างไร”

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน
เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน

ภูวา เล่าความตั้งใจหลักของพวกเขาต่อว่า คือการขับเคลื่อนเมืองด้วยข้อมูลของประชาชน โดยวางแฟนเพจเฟซบุ๊กเป็นพื้นที่แห่งสังคมใหม่ที่พูดคุย แสดงออก และเชื่อมโยงกัน ผ่านข้อมูลเมืองที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะข้อมูลของฝั่งเห็นด้วย ข้อมูลของฝั่งเห็นแย้ง แล้วร่วมหาทางออกให้กับมัน

“หัวใจสำคัญคือการพยายามผลักดันให้ข้อมูลเหล่านั้นถูกส่งออกและสะท้อนกลับไป เพื่อให้เกิดผลกับเมืองด้วย”

กวาดสัญญาณ

ท่ามกลางประเด็นเมืองมากมายก่ายกอง เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอมีแนวคิดในการนำเสนอเนื้อหาด้วยวิธีการเฉพาะที่พวกเขาเรียกมันว่า ‘กวาดสัญญาณ’ จับคลื่นข้อมูลความสนใจของผู้คน มาต่อยอดสร้างสรรค์ประเด็น ชวนกระตุกต่อมคิดถึงเมืองที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี

“จริงๆ ประเด็นอย่าง ‘ถ้าเชียงใหม่ไม่พึ่งการท่องเที่ยวแล้วควรพึ่งอะไร’ มันก็เริ่มมาจากการที่เราจับสัญญาณได้ว่า พอเกิดวิกฤตโควิด-19 แล้วเศรษฐกิจมันแย่ ทุกคนลำบากกันหมด ซึ่งเชียงใหม่เองก็กระทบหนัก โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว เราเลยมาช่วยกันตบประเด็น เปิดเป็นคำถามชวนแลกเปลี่ยน เผยตัวเลขมูลค่าทางเศรษฐกิจและสำรวจศักยภาพด้านอื่นๆ ของเมือง เพื่อเสนอความเป็นไปได้ว่า ถ้าไม่ใช่การท่องเที่ยวแล้ว เชียงใหม่ยังมีจุดแข็งอะไรให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกบ้าง 

“ปรากฏว่าประเด็นนี้เปรี้ยงมาก และกลายเป็นไวรัลที่มีคนพูดถึงหลักแสน แชร์หลักพัน รวมทั้งเมืองที่มีบทเรียนคล้ายกันกับเรา อย่างภูเก็ต ขอนแก่น ชลบุรี ก็แชร์ไปถกต่อ ตลอดจนมีหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวนำข้อมูลไปอ้างอิงในกิจกรรมของเขาด้วย” ภูวาเล่าอย่างคล่องแคล่วด้วยความภูมิใจ

ควบคู่กับการคัดสรรประเด็นดึงดูดในมุมมองชวนติดตาม กระบวนท่าอันโดดเด่นของเพจคือการเชื่อมโยงสู่งานข้อมูลเมืองได้อย่างกลมกล่อม ย่อยง่าย โดยฝีมือของหมูใหญ่ที่ถ่ายทอดสาระน่ารู้จากการค้นคว้างานวิจัย ผสานรูปแบบการนำเสนอสนุกๆ ด้วยเครื่องมือสุดสร้างสรรค์

“ตอนทำประเด็น ‘พื้นที่สาธารณะคนเชียงใหม่มีไหน’ เรามีไอเดียว่า พื้นที่สาธารณะจะต้องเป็นพื้นที่ที่คนเข้าไปวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือเดินเล่นผ่อนคลาย ประกอบกับตอนนั้นกวาดสัญญาณพบว่า อ่างแก้วของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็เป็นอีกแห่งที่คนนิยมไปใช้ทำกิจกรรมทำนองนี้ เลยอยากรู้มีที่ไหนอีกบ้างที่เป็นพื้นที่สาธารณะ นอกเหนือจากสวนหย่อมหรือสวนสุขภาพของเมือง 

“นึกถึงแอปพลิเคชันเก็บข้อมูลออกกำลังกาย Strava ก็นำมันตรวจสอบผ่านแท็ก แล้วเจอกับพื้นที่สาธารณะที่มีคนวิ่งวนๆ ตรงนั้นเยอะมาก แต่เราคาดไม่ถึง เช่น สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เชียงใหม่ หรือเทศบาลตำบลหนองจ๊อม ซึ่งประชาชนสามารถเข้าไปใช้ได้หมดเลย” หมูใหญ่ยกตัวอย่าง

ถัดมาประเด็นเดียวกัน จะถูกดันต่อด้วยกรณีศึกษาที่น่าสนใจจากทั่วโลก เพื่อนำเสนอว่ายังมีความเป็นไปได้อะไรอีกบ้าง ที่จะพอเป็นทางออกของเมือง ซึ่งผู้รังสรรค์เนื้อหาส่วนนี้คือแป้ง ก่อนปลายสัปดาห์ดรีมจะทำหน้าที่เก็บรวบรวมทุกคอมเมนต์ สัมภาษณ์เพิ่มเติมผู้เกี่ยวข้อง สำหรับทำบทสรุปเป็นแนวทางว่า แต่ละประเด็นชาวเชียงใหม่มีความเห็นอยากให้เมืองเดินไปในทิศทางใด

“ทุกวันนี้เสียงที่เราได้รับกระจายวงค่อนข้างกว้าง สมาชิกเพจของเราส่วนมากอยู่ในช่วงอายุสามสิบถึงสี่สิบปี แต่ที่มีการตอบสนองสูงสุดมาจากช่วงวัยมหาวิทยาลัย” ดรีมว่า

“เป้าหมายหลักของเราคือเน้นคนเชียงใหม่” ภูวาเสริม “แต่กลายเป็นว่า คนเชียงใหม่มีเยอะสุดก็จริง ประมาณหกสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ หากรองลงมาคือคนกรุงเทพฯ ตามด้วยจังหวัดปริมณฑลและหัวเมืองใหญ่ๆ เพจของเราจึงไม่ใช่แค่เป็นพื้นที่คุยเรื่องเมืองเชียงใหม่ แต่เป็นพื้นที่ของคนที่แคร์เมือง และ Active Citizen ด้วย”

ความน่าสนใจอีกอย่าง คือพฤติกรรมการเสพข้อมูลของสมาชิกเพจที่ชอบแชร์ แต่ไม่คอมเมนต์

“บางคนเขาชอบแชร์โพสต์ของเราไปลงกลุ่มหรือหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัวแล้วไปคุยกันต่อในนั้น เราก็ต้องตามไปเก็บข้อมูล ซึ่งบางความเห็นมันเจ๋งมากๆ เช่น ประเด็น ‘10 ตึกสูงที่สุดในเชียงใหม่ แล้วตึกสูงจำเป็นหรือไม่สำหรับคนเชียงใหม่’ มีคอมเมนต์เปิดโลกเรามาก เขาถามว่าไม่นับตึกของมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลเหรอ” หมูใหญ่หัวเราะร่วน “เราก็ตอบไปว่า นับครับ แค่ไม่ติดท็อป 10 เฉยๆ หรือ แคปเจอร์ข้อมูลเราไปแปะถามในกลุ่ม ‘คนรัก ตึกสูงเชียงใหม่’ ว่าข้อมูลนี้ถูกต้องมั้ยครับ แล้วก็แลกเปลี่ยนกัน กระทั่งแตกประเด็นคุยไปถึงเรื่องของผังเมืองเชียงใหม่นู้นเลย”

“จำได้ว่าสัปดาห์นั้น มีคนหนึ่งคอมเมนต์ประมาณยี่สิบกว่าความคิดเห็น หมายความว่าเขาสนใจในประเด็นนี้มาก มีการยกกรณีศึกษาตัวอย่างและแนวคิดต่างๆ นานา มาลงเพียบเลย” ดรีมเพิ่มเติม

“ใช่ๆ” ภูวาสำทับ ด้วยเสียงตื่นเต้น “อย่างประเด็นของตึกสูง ไม่ท่องเที่ยวจะทำอะไร หรืองานคราฟต์เชียงใหม่ ผมว่าทุกคนมาปล่อยของเลย รู้เยอะกว่าพวกเราอีก

“สำหรับเรื่องตึกสูง ผมว่าเสียงของคนที่อยากได้ตึกน่าสนใจนะ เพราะเป็นเสียงที่คิดว่าภาคประชาสังคมไม่ค่อยได้ยิน เสียงที่พูดถึงความเจริญและการเติบโตของเศรษฐกิจในเมือง ซึ่งบางทีก็ติดกับดักของเมืองอนุรักษ์มากไปหน่อย แต่ว่าอะไรคือจุดสมดุลล่ะ สิ่งนี้ทุกฝ่ายต้องแลกเปลี่ยนและตกผลึกร่วมกัน”

แผนพัฒนาที่เห็นคนและกลไก

ปัจจุบันนอกจากเฟซบุ๊ก เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอยังจับสื่อ Clubhouse มาเสริมพลังขับเคลื่อนเมือง ผ่านการเปิดห้องถอดบทเรียน เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และบ่มเพาะ Active Citizen ในอนาคต โดยประเดิมด้วยการแลกเปลี่ยนถอดบทเรียนกิจกรรมเมือง ‘ราชดำเนินเดินได้เดินดี’ ของกลุ่มวิถีราชดำเนิน ร่วมกับหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ และ UDDC ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง จากกิจกรรมขีดเส้นทางเดิน เลนจักรยาน เลนจอดรถ และถนนใหม่ เพื่อใช้ทางสัญจรทางเดียวตลอดเส้นถนนราชดำเนินในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ภูวารู้สึกว่ากิจกรรมนี้น่านำมาพูดคุยกัน เพราะหลังจากอ่านรายละเอียดของโครงการ พบว่าเขาดำเนินการกันมาเป็น 10 กว่าปี แถมมีเวิร์กชอปเยอะมาก

“แล้วอะไรเป็นจุดอ่อนที่ทำให้มีเสียงคัดค้าน คนไม่รับรู้ ไม่เข้าใจ ก็เลยพยายามตีแผ่และถอดบทเรียนออกมา ซึ่งมันน่าสนใจตรงที่ในวันเปิดห้อง Clubhouse ถกเรื่องนี้ มีคนเข้าร่วมเยอะมาก ทั้งเด็กนักเรียนโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คนใช้รถใช้ถนน และเจ้าของบ้านในละแวกนั้น คือ เขารู้สึกว่าทำไมทำแบบนี้ เขาเคยไม่รู้เรื่องมาก่อนเลย เราจึงถามกลับไปว่าต้องทำยังไงถึงจะรู้เรื่อง เขาเลยบอกกลไกต่างๆ อาทิ ประกาศเสียงตามสาย ทำโปสเตอร์โปรโมตตามร้านค้าและพื้นที่ชุมชน หรือโพสต์ลงกลุ่มกาดมั่ว กลายเป็นว่านี่แหละคือเครื่องมือสำคัญที่คนทำงานเมืองต้องรู้ ไม่ใช่แค่การแปะป้ายฝากเทศบาล แต่เขาต้องแอคทีฟกว่านั้น

“ในทางกลับกัน คนในเมืองก็ต้องรู้ว่าจะติดตามเรื่องเมืองได้จากไหน ต้องแสวงหาและเข้าถึงมันได้ยังไง สำหรับเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ บทเรียนที่เราได้รับคือการหาช่องทางเชื่อมต่อข้อมูลให้ทั้งนักพัฒนาเมืองและคนในเมืองได้มาเจอกัน เรามองว่าสิ่งนี้คือการพัฒนาเมือง และเราอยากเห็นเมืองที่มีคนเป็นศูนย์กลางของการออกแบบ”

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน

กลไกขับเคลื่อนเมืองโดยภาคประชาชาวเน็ต

สำหรับราชดำเนินเดินได้เดินดี เป็น 1 ใน 8 กิจกรรม ที่ทางเพจตั้งใจเพิ่มพื้นที่บอกเล่าเรื่องราว และถอดบทเรียนกิจกรรมดีๆ ช่วยฟื้นฟูพัฒนาเมืองของภาคประชาสังคมเชียงใหม่ พร้อมแนะนำภาคประชาสังคมให้ทุกคนได้รู้จัก เพื่อสานความเข้มแข็งและเติมเต็มความเข้าใจกันระหว่างภาคประชาสังคมกับประชาชน

โดยกิจกรรมล่าสุดที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปคือ ถอดบทเรียน ‘งานพัฒนาภูมิทัศน์ของวัดร้างในเมืองเชียงใหม่’

“ตามข้อมูลของศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC-CEUS) ระบุว่า ในพื้นที่เมืองเก่าเชียงใหม่ของเรา มีวัดและโบราณสถานที่สำคัญกว่าร้อยแห่ง ตั้งแต่พระอารามหลวงชั้นเอกไปจนถึงวัดร้าง และบางแห่งยังขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากรเรียบร้อย แต่กลับขาดการดูแลรักษา 

“ทาง ‘เขียว สวย หอม’ ภาคประชาสังคมของเมืองเชียงใหม่ที่ทำงานเกี่ยวกับพื้นที่สีเขียว จึงผุดกิจกรรมสร้างกลไกความร่วมมือของชาวชุมชนวัดกู่เต้า เพื่อจุดประกายการดูแลรักษาวัดร้าง ซึ่งมีทีมนักวิจัยในโครงงานได้ลงไปถอดบทเรียนแล้วพบว่า มีกลไกน่าสนใจในการปรับปรุงรักษาและจัดการด้วยวิธีใหม่ๆ

“ด้านเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ จึงรับช่วงต่อนำบทเรียนมาถ่ายทอด ถอดออกมาเป็นเชิงของข้อมูล และเสนอกลไก ประกอบกับชวนคนทำงานนี้มาแลกเปลี่ยนกันใน Clubhouse ถึงแม้ว่าประเด็นอาจไม่ได้ใหญ่มาก ทว่ามันเป็นประเด็นที่คนควรรู้และเอาไปคิดต่อ เพราะวัดร้างเป็นสัญลักษณ์ของการคงอยู่อย่างร่วมสมัยของเมืองประวัติศาสตร์ และเศรษฐกิจใหม่ที่เป็นพลวัติของเมือง ถือเป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์สำคัญที่รอการพลิกฟื้น พร้อมเชื่อมโยงส่งเสริมเศรษฐกิจของเมืองเชียงใหม่” ภูวาอธิบาย

ส่วนกิจกรรมครั้งหน้า อย่าง ถอดบทเรียน ‘ครัวงาน เชียงใหม่ : โควิด-19 เศรษฐกิจ การว่างงาน และประชาสังคม’ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

ตาขยายรายละเอียดเรื่องนี้ให้ฟังว่า “ครัวงาน เป็นโปรเจกต์ของกลุ่ม ChiangmaiTrust ร่วมกับ เขียว สวย หอม พูดถึงการผสานระหว่างการช่วยบรรเทาความเดือดของคนจนเมือง สะท้อนออกมาให้เห็นผ่านการจ้างงาน ทั้งสร้างพื้นที่ให้คนตกงานมาหางาน และจ้างงานคนตกงานให้เขามาเป็นแรงงานตามความสามารถ เพื่อสร้างต้นแบบกระบวนการทำงานแบบเกื้อกูลในระดับชุมชน โดยมีชุมชนแจ่งหัวรินเป็นชุมชนนำร่องพัฒนาในการพื้นที่สาธารณะ เช่น ขุดลอกท่อระบายน้ำ และยังมีการฝึกทักษะด้านการปลูกพืชผัก ซึ่งได้ทีมเขียว สวย หอม เข้ามาดูแล

“อันนี้ผมว่าสำคัญนะ เพราะบางทีคนไม่รู้จัก เขียว สวย หอม หรือ ChiangmaiTrust แล้วไปเห็นกิจกรรม คนจะงงว่าทำอะไร ทำทำไม เราก็ต้องถอดบทเรียน บอกเล่าเรื่องราว อีกอย่างมันเป็นการแนะนำภาคประชาสังคมและแนะนำประเด็นเมือง เคยมีบางคนถามผมว่า อะไรคือภาคประชาสังคม แล้วเราจะเป็นได้ไหม อยากทำงานเมืองบ้าง ซึ่งเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอมันจุดประเด็นเลยว่า ทำงานเมืองมันทำได้ และขับเคลื่อนเมืองได้จริงๆ ด้วย” ภูวาเสริมความหมายของคำว่าภาคประชาสังคมอย่างเห็นภาพ

“ในมุมมองของชาวบ้าน เขารู้สึกว่าเชียงใหม่มีกลุ่มประชาสังคมเยอะมาก แล้วก็เห็นว่ามันทำงานแยกกันเป็นกลุ่มๆ เพราะฉะนั้น เรารู้สึกว่าโปรเจกต์มันดีเนอะที่เขาได้มาทำงานร่วมกัน ค่อยๆ มารวมกัน” แป้งเอ่ยขึ้นก่อนบทสนทนาจะจบลง

“เหล่านี้คือทดลองสร้างกลไกขับเคลื่อนเมืองโดยภาคประชาชนบนอินเทอร์เน็ต เนื่องจากเรามองว่าทั้งแปดกิจกรรม ทำหน้าที่เป็นตัวยึดโยงของความคิดเรื่องช่องว่าง การถมช่องว่าง และฉายภาพว่าการสร้างนโยบายสาธารณะจากภาคประชาชนขึ้นมา จะเป็นตัวแบบของการพัฒนาเมืองได้อย่างไร กอปรกับเป็นเป้าหมายหนึ่งของงานวิจัยที่เราพยายาม Ground Up ความคิดเห็น ดูว่าแท้จริงผู้คนคิดอย่างไร รวมถึงสกัดข้อมูลระดับชุมชนหรือย่านมาร้อยเรียงกัน เข้าไปเติมในแพลตฟอร์มของข้อมูล เพื่อนำสู่การออกแบบแผนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Plan) และผังออกแบบเชิงแนวคิด (Conceptual Design Plan) จากฐานล่าง ซึ่งมองเห็นคนและกลไกอยู่ร่วมกัน

“แม้ว่าพอทำเสร็จ มันอาจไม่กลายเป็นคำตอบเลยทันที แต่อย่างน้อยๆ จะทำให้ประชาชนมีพื้นที่หรือพูดดังขึ้น จากไม่มีใครรับฟัง ก็จำเป็นต้องฟังแล้วล่ะ” ตากล่าวสรุปทิ้งท้ายอย่างมั่นใจ

คุยกับกลุ่มนักคิด-นักสร้างสรรค์เชียงใหม่ที่ใช้สื่อขับเคลื่อนเมือง เป็นพื้นที่ให้ประชาชนออกแบบนโยบายรัฐและคุณภาพชีวิตด้วยเสียงของตัวเอง

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load