‘เมื่อแผ่นดินของเราทั้งสองติดกัน เราจึงควรเข้าใจซึ่งกันและกัน’ 

นี่คือปณิธานที่หาญมุ่ง ซึ่งผู้สร้างเพจหวังให้ผู้ติดตามเป็นเช่นเดียวกับที่เขาเป็น

ก่อนอื่น เราเชื่อว่าน้อยคนนักที่รู้ว่าประเทศไทยและเมียนมามีพื้นที่ติดกันมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ด้วยระยะทางกว่า 2,401 กิโลเมตร ตั้งแต่ภาคเหนือที่จังหวัดเชียงราย จรดถึงภาคใต้ที่จังหวัดระนอง 

ทีนี้ แล้วเรารู้จักอะไรเกี่ยวกับประเทศที่มีพรมแดนติดกันยาวยืดทางฝั่งซ้ายของประเทศเราอีกไหม นอกจากเจดีย์ชเวดากอง บุเรงนอง และยาหม่อง 

มีเพจหนึ่งที่พร้อมจะบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศนี้ให้เราฟัง ซึ่งหลายเรื่องไม่เคยรู้มาก่อน

ไทย-พม่า : เพราะแผ่นดินเราติดกัน เพจเรื่องราวของเพื่อนบ้านที่อยากเล่าให้เราเข้าใจกัน

ปักเป้า-ศุภสันส์ ภูมิไชยา เป็นปลัดอำเภอโดยตำแหน่งงานประจำ และมีตำแหน่งผู้ก่อตั้งเพจ ไทย-พม่า : เพราะแผ่นดินเราติดกัน เป็นงานอดิเรกที่ทำทุกวัน ถ้าใครที่ติดตามอยู่จะพบว่าเพจนี้ลงคอนเทนต์ทุกอย่างที่ขึ้นชื่อว่าเมียนมา บางครั้งก็นำเสนอเรื่องอาหารท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม ภาษาเมียนมา หรือเหตุการณ์บ้านเมือง ไปจนถึงสิ่งที่เราไม่คาดว่าจะได้เห็นอย่างเจดีย์ชเวดากองยามเช้าผ่านกล้องวงจรปิด

วันนี้เราไม่ได้นัดเจอกับเขาที่ขอบชายแดนไทย-เมียนมา หรือสะพานมิตรภาพแถบแม่สอด กลับกันเป็นใจกลางพระนครเก่าในยามบ่ายแก่ๆ เพื่อคุยกันถึงเรื่องทั้งหลายแหล่ของเพจชื่อยาวนี้

*ข้อตกลงเบื้องต้นในบทความนี้

เมียนมา หมายถึง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งมีชาติพันธุ์ที่หลากหลาย กระจายตัวอยู่ทุกส่วนของประเทศ หนึ่งในนั้นมี ชาวพม่า ซึ่งเป็นชนกลุ่มหลักของประเทศ 

 วิชาความเข้าใจพม่าพื้นฐาน

ย้อนกลับไปหลายปีก่อน ขณะยังเป็นนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ปักเป้าคือคนไทยธรรมดาที่ไม่ได้รู้จักประเทศเพื่อนบ้านเป็นพิเศษแบบเจาะลึก แต่มีเหตุการณ์หนึ่งทำให้เขาต้องย้อนกลับมาฉุกคิด และเป็นจุดที่ทำให้เขากลายเป็นผู้สนใจความเป็นพม่าอย่างถอนตัวไม่ขึ้น และเราเชื่อว่าเขาคงไม่มีความคิดที่จะถอนแน่นอน

ไทย-พม่า : เพราะแผ่นดินเราติดกัน เพจเรื่องราวของเพื่อนบ้านที่อยากเล่าให้เราเข้าใจกัน

“จุดเริ่มต้นคือการมอบหมายงานของอาจารย์ เป็นการทำรายงานเกี่ยวกับคนชายขอบในประเทศไทย เลยเลือกศึกษาเกี่ยวกับคนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในประเทศไทย เวลาไปศึกษาทำให้พบว่าคนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงมีถิ่นฐานตั้งยู่ทั้งในไทยและเมียนมา ทีนี้เวลานำเสนอหน้าชั้นเรียน มีคำถามหนึ่งที่ถือว่าติดใจตั้งแต่นั้นมา คือคำถามที่ว่าแล้วประเทศเมียนมามีชาติพันธุ์อื่นๆ ไหม ซึ่งคำถามนี้ถามแล้วเราตอบไม่ได้”

“ประเทศนี้ติดประเทศไทยมากและมีพรมแดนยาวที่สุดในบรรดาประเทศเพื่อนบ้าน แล้วทำไมเราไม่รู้จักประเทศเขาเลย” เพื่อนในคลาสคนหนึ่งทักขึ้นมาหลังจากนั้น คำถามเหมือนแทงใจ เป็นแรงผลักให้ปักเป้าพยายามทำความเข้าใจกับประเทศนี้ให้มากขึ้น จากนั้นมาเขาจึงทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ใกล้ชิดและเกี่ยวพันกับความเป็นพม่าให้มากที่สุด เริ่มจากการขอลงเรียนรายวิชาเลือกภาษาพม่าในต่างคณะซึ่งสอนโดยอาจารย์ชาวพม่า

ชีวิตทำงานหลังเรียนจบ ปักเป้าก็ยังคงแสวงหาช่องทางเพื่อเข้าใกล้กับชาวพม่ามากขึ้น เริ่มจากการเป็น NGO สอนภาษาไทยให้กับกลุ่มแรงงานชาวเมียนมาในประเทศไทยอยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่งได้เข้ารับราชการในตำแหน่งปลัดอำเภอ แน่นอนว่าปักเป้าคงจะขอไปอยู่ที่จังหวัดไหนสักแห่งที่ใกล้กับชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน และอำเภอแม่ระมาด จังหวัดตากเป็นจุดหมายนั้น ที่นี่ทำให้เขาได้เข้าใจชาวเมียนมามากขึ้นกว่าเดิม การคลุกคลีกับคนเมียนมาทำให้ปักเป้ารับรู้ข้อมูลเชิงลึกและข้อมูลบางอย่างที่มีความรู้สึกอยากบอกต่อ ด้วยความหวังอยากปรับความเข้าใจให้กับคนไทยด้วยกัน

เพราะยิ่งเข้าใกล้ก็กลับยิ่งพบว่าพม่ายังมีอะไรที่เขาเองก็ยังไม่รู้อีกมาก

ความหวังตั้งต้น

ความน่าสนใจของเพจนี้ คือการบอกเล่าเรื่องราวของประเทศเมียนมาในทุกๆ เรื่อง ด้วยภาษาที่ย่อยง่ายเป็นกันเอง เนื้อหาไม่ยาวนัก โดยไม่ได้เน้นเรื่องไหนเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นความตั้งใจแต่แรกตั้ง

เดิมทีก่อนหน้าสร้างเพจ ปักเป้าจำเป็นต้องทำการบ้านว่ามีเพจไหนพูดถึงประเทศเมียนมาบ้าง สิ่งที่เจอคือเพจท่องเที่ยวแทบทั้งนั้น สิ่งนี้จึงจุดประกายให้เขาทำเพจที่อยากจะให้คนอื่นได้รู้ในคอนเทนต์ด้านอื่นๆ ที่ตนเองสนใจ มากกว่าการมองว่าเป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยว

“เรามีการตั้งหลักตั้งแต่ต้นว่าเราเป็นคนไทยที่สนใจประเทศเมียนมาในทุกมิติ แล้วเราอยากบอกต่อ เล่าสู่กันฟัง” เขาเล่าให้ฟังถึงธีมหลักที่ใช้ในการทำเพจมาจนวันนี้

ไทย-พม่า : เพราะแผ่นดินเราติดกัน เพจเรื่องราวของเพื่อนบ้านที่อยากเล่าให้เราเข้าใจกัน

ช่วงแรกๆ คอนเทนต์ของเพจเกี่ยวข้องกับศาสนาและศิลปวัฒนธรรมเป็นหลัก เพราะปักเป้ามองว่าสิ่งเหล่านี้คือจุดร่วมที่มีระหว่างประเทศเรากับประเทศเขา ซึ่งจะช่วยให้คนไทยผู้ติดตามเปิดใจรับสารได้ง่ายกว่า เมื่อเวลาผ่านไปจึงเริ่มมีเนื้อหาอื่นๆ เพิ่มเติมเข้ามา ทั้งอาหารการกิน การเมือง และสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น การระบาดของ COVID-19 และการเลือกตั้งภายในประเทศ ซึ่งเขามองว่าเป็นหนึ่งในการพัฒนาให้เพจมีความเข้ายุคสมัยมากขึ้น

นอกจากนี้ ด้วยความที่เป็นนักอ่านผู้รักในการสะสมหนังสือ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับประเทศเมียนมา ทำให้บางครั้งเมื่อมีเวลาเหมาะเจาะ พอดีกับกำลังอ่านหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง และอารมณ์อำนวยให้เขียน ทางเพจก็จะมีรีวิวหนังสือเล่มต่างๆ ที่น่าสนใจ เผื่อว่าผู้ที่ติดตามจะอยากรู้ประเทศเพื่อนบ้านเรานี้ในแง่มุมอื่นผ่านการอ่านหนังสืออย่างจริงจัง

ทั้งนี้ปักเป้าออกตัวอย่างถ่อมตนว่าไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพม่า แต่เป็นเพียงคนสนใจด้านพม่าเท่านั้น เพจนี้จึงเป็นเสมือนพื้นที่ถ่ายทอดตัวตนของเขาเอง โดยถ้าสังเกตให้ดี นานๆ ครั้ง ถึงจะมีเวลาเขียนคอนเทนต์ขนาดยาวครั้งหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่แล้ว เขามองว่าเพจนี้เป็นแหล่งข้อมูลที่นำเสนอเรื่องราวน่าสนใจ จากคนที่ทำคอนเทนต์ไว้แล้ว ทั้งจากเพจของคนไทยเองและของชาวพม่า

“ด้วยความที่ทำเพจ ทำให้ได้มีโอกาสรู้จักกับบุคคลต่างๆ ก็เลยติดตามเขาด้วย เวลาเขามีอะไรที่เป็นคอนเทนต์ของเขา เราก็แชร์มาให้คนที่สนใจพม่าได้เห็นในมุมมองต่างๆ ต้องบอกว่าในปัจจุบันมีคนที่สนใจประเทศพม่ามากขึ้น คนที่เขาศึกษาพม่าในแต่ละด้านเริ่มนำเสนอเนื้อหามายังสาธารณะและคนรู้จักมากขึ้น” ปักเป้าพูดถึงอีกสถานะหนึ่งของตน คือการเป็นคนกลางเผยแผ่เรื่องราวที่เป็นประโยชน์จากผู้คร่ำหวอดด้านพม่าสู่ผู้ติดตามเพจ 

เมดอินเมียนมา

ถึงแม้ส่วนใหญ่นับตั้งแต่สร้างเพจนี้ขึ้นมาเพจจะดำเนินการอยู่ในประเทศไทย แต่ก็มีช่วงหนึ่งที่เพจนี้จำเป็นต้องผลิตคอนเทนต์จากประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงของเรา 

เคยมีรุ่นพี่คนหนึ่งบอกกับปักเป้าว่า “ถ้าอยากรู้จักประเทศไหนให้ดีจริงๆ ก็ควรไปลองใช้ชีวิตที่ประเทศนั้นบ้าง” 

ประโยคข้างต้นเป็นเหตุให้ไม่นานมานี้ เขาเลือกที่จะผละจากงานประจำครู่หนึ่ง ไปเรียนรู้ภาษาพม่าเพิ่มเติมเพื่อนำกลับมาใช้ในการทำงาน และน่าจะมีประโยชน์ต่อการสร้างสรรค์เนื้อหาใหม่ๆ ให้กับเพจ
กว่า 10 เดือนที่มหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศย่างกุ้ง (YUFL) ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้าย พอดีกับช่วงนั้น COVID-19 เริ่มเข้ามาระบาดเป็นระลอกแรกในประเทศเมียนมา ทำให้กว่าเกือบครึ่งของช่วงเวลาที่ได้อยู่ที่นั่น ผ่านไปกับการกักตัว และใช้ชีวิตอยู่ภายใต้สถานการณ์รับมือโรคร้ายในต่างแดน

แต่ก็ทำให้เขารู้จักเมียนมาแบบลุ่มลึกมากขึ้นทั้งนิสัยใจคอและวิถีชีวิต

และสำหรับใครที่กดเข้าไปดูเพจช่วงนี้ จะพบว่าคอนเทนต์เพจหลักๆ เน้นเรื่องการรายงานตัวเลขผู้ป่วย COVID-19 และการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านไป เราจึงชวนให้ผู้ที่ถือว่ารู้จักประเทศเมียนมาดีคนหนึ่ง ช่วยบอกเล่าสถานการณ์ขลุกขลักที่ว่าให้ฟังเสียหน่อย

“หลายคนตั้งคำถามว่าทำไมในประเทศติด COVID-19 ขนาดนี้ ยังจะเลือกตั้งอีก จากที่อ่านมา รัฐธรรมนูญจะกำหนดระยะเวลาเลือกตั้ง ถ้าไม่ทำตามกำหนดระยะเวลา ทหารจะเข้ามาปกครองดูแลประเทศในช่วงเวลานั้นๆ ได้ ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทุกอย่างต้องรันเวลาตามรัฐธรรมนูญกำหนด ดังนั้นจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จัดตามระบบ แต่ก็มีบางพื้นที่ที่อาจมีประเด็นความมั่นคงหรือโรคภัย ที่ทำให้ไม่มีการเลือกตั้งที่พื้นที่นั้นอยู่ คือเว้นบางเขตไว้ แต่โดยส่วนใหญ่ก็มีการจัด”

ด้วยความที่ตัวเองเป็นแอดมินเพจ เขาจึงมองว่าทุกอย่างล้วนมีเหตุผลซึ่งเป็นไปตามบริบทของประเทศนั้นๆ 

ดังนั้นจึงไม่อยากให้คนไทยมองเมียนมาเพียงด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ต่างกันเวลาคนอื่นมองประเทศไทย ก็ไม่อยากให้มองประเด็นใดประเด็นหนึ่ง เพราะจะทำให้ไม่เห็นภาพโดยรวมของประเทศนั้น

“เช่นเดียวกับเวลาเรามองเขา ถ้าเรามองแต่ด้านสาธารณสุข เราจะไม่เห็นความเชื่อมโยงเกาะเกี่ยวไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเมือง ดังนั้นเวลาเรามองเขาเรื่องของการเมืองหรือการเลือกตั้ง ก็เลยจำเป็นที่จะต้องมองเผื่อในเรื่องอื่นๆ แล้วเราจะเห็นในภาพรวมว่า ทำไมเขาถึงทำแบบนี้”

ทุกคอนเทนต์ที่เขาอยากสื่อสารให้คนอื่นรับรู้ ล้วนแต่เจือไปด้วยความหวังให้เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อประเทศเมียนมาทั้งสิ้น

ไทย-พม่า : เพราะแผ่นดินเราติดกัน เพจเรื่องราวของเพื่อนบ้านที่อยากเล่าให้เราเข้าใจกัน
ไทย-พม่า : เพราะแผ่นดินเราติดกัน เพจเรื่องราวของเพื่อนบ้านที่อยากเล่าให้เราเข้าใจกัน

หนึ่งมิตรชิดกัน

มาถึงตรงนี้เราเริ่มสงสัยว่า แล้วอะไรทำให้หลงใหลในความเป็นพม่าถึงขนาดลมหายใจเป็นไทยสลับพม่าขนาดนี้

คำถามนี้เป็นสิ่งที่หลายคนถามเขาในฐานะผู้ที่สันทัดประเทศเมียนมาคนหนึ่ง เพราะถ้าพูดถึงบ้านเมืองนี้ใครๆ ก็มักจะนึกถึงศิลปะ ดนตรี หรือวัดวาอาราม แต่สำหรับปักเป้าเองเขากลับมองว่า ‘ความเหมือนและความต่าง’ ที่มีระหว่างบ้านเรากับเพื่อนบ้านเป็นสิ่งที่มีเสน่ห์ 

“ความเหมือนคือเวลาไปแล้วมีความรู้สึกว่า เราเป็นพวกเดียวกันได้ ถึงแม้ว่าเราจะมีหลายอย่างที่ต่างกัน แต่เวลาไปทุกครั้งมีความรู้สึกว่า เราเป็นพวกเดียวกับเขา” เขาอธิบายเพิ่มเติมถึงความหลงใหลส่วนตัวที่น่าจะไม่มีใครเหมือน

แต่ทั้งนี้ เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าคนไทยส่วนหนึ่งมองคนบ้านใกล้ชิดหลังคาติดกันที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกันยาวนานนี้ในด้านลบ เราจึงอยากรู้บ้างว่า ในมุมของฝั่งคนเมียนมาเองนั้น มองเราแบบไหน

คำตอบจากปากคนที่คลุกคลีกับชาวเมียนมากลับต่างออกไป

“คนเมียนมาที่มองไทยเท่าที่เจอ ส่วนใหญ่เขามองในลักษณะของการชื่นชม ตัวอย่างคือ ตอนนั้นไปซื้อของ ในร้านขายของฝาก เป็นร้านใหญ่ ทีนี้เขาก็ถามว่ามาจากไหน ก็บอกว่ามาจากประเทศไทย สายตาเขาจากตอนแรก เขาสงสัยว่าคนนี้เป็นใคร สายเขาเป็นประกาย แล้ว โอ้โห มาจากประเทศไทย มาจาก Bangkok ฉันเคยไป Bangkok ครั้งหนึ่ง เจริญมากเลย คนดีมากเลย 

“ซึ่งเขามองเราว่าเป็นประเทศที่มีความเจริญมากกว่า ถ้าเปรียบความรู้สึกให้ชัดก็เหมือนกับเรามองญี่ปุ่น เขามองเราในลักษณะนี้เช่นกัน แต่การมองตรงนี้เขาไม่ได้มองเราเพราะอยากจะเป็นเรา แต่เขามองเราเพราะเราเหนือกว่า และเขาอยากจะพัฒนาให้ได้เหมือนเรา อันนี้จากการได้คุยและสัมผัสได้ว่าเขาสื่อสารแบบนั้น ดังนั้นเขาไม่ได้มองเราในเชิงติดลบเหมือนที่เรามองเขา”

มองมุมกลับปรับมุมใหม่

ก่อนทำความเข้าใจใหม่ที่ปลายเหตุ เราควรย้อนมองที่ต้นสาย 

“แล้วสาเหตุของอคติหรือความไม่เข้าใจกันคืออะไร” เราตั้งคำถาม

“การเรียนกระแสหลัก” คือคำตอบที่เราไม่แปลกใจ ก่อนผู้ที่เข้าอกเข้าใจในความเป็นพม่าตรงหน้าเรา จะสาธยายต่อถึงปัญหาที่น่าจะมาจากหนังสือเรียนและสื่อต่างๆ ที่กล่าวถึงพม่าในฐานะผู้รุกรานมากกว่ามิตรประเทศผู้เกื้อกูลกัน

“เรามองเมียนมาเป็นศัตรู ผู้ร้าย ซึ่งเป็นมุมมองที่เป็นเหตุการณ์ในสภาพบ้านเมืองที่ยังไม่มีคำว่าประเทศ แต่เวลาเราเอามาเล่า เล่าด้วยบริบทเดียวกัน ทำให้มีความรู้สึกเคียดแค้น อคติ ก็เลยเป็นความรู้สึกหลักที่ทำให้เราสร้างกำแพงทำความเข้าใจตั้งแต่ต้นของคนไทย ตั้งแต่เด็กไทยเป็นต้นมา”

เมื่อเป็นเช่นนี้ ความหวังของเพจจึงอยากส่งสารบางอย่างให้ผองเราเผ่าไทยปรับมุมมองและเปิดใจ เผื่อว่าในอนาคตทัศนคติที่เรามีต่อเขาจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และทลายกำแพงภาพจำที่อยู่ในชุดความคิดของคนในชาติเรามานานปี

“อยากให้เข้าใจอย่างเดียวคือบริบทมันต่างกัน เพราะว่าสิ่งที่เพจต้องการสื่อสาร ไม่ได้จะให้เราปฏิเสธสิ่งที่ถูกสอนมาจากประวัติศาสตร์กระแสหลัก แต่อยากให้เรียนรู้ประวัติศาสตร์กระแสหลักโดยมีความเข้าใจบริบทมากขึ้น ซึ่งตรงนี้มันจะทำให้เราเข้าใจว่า มันเกิดอะไร เพราะว่าหลายคนพยายามที่จะแยกสองส่วนนี้ออกจากกัน ก็คือในส่วนของสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต กับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่ทางเพจไม่อยากให้มองแยกกันแบบนี้ เพราะถ้ามองแยกก็จะเป็นลักษณะของการไม่สนใจหรือไม่อยากพูดถึง” ปักเป้าสำทับถึงที่มาและทางแก้ของปัญหา ซึ่งเพจของเขากำลังพยายามนำเสนอแง่มุมที่ต่างออกไป เพื่อความเข้าใจในมุมที่ควรจะเป็น

บทสนทนาจบลงก่อนแสงของวันจะหมด สิ่งที่เราได้ตลอดการพูดคุยถึงเรื่องเพจนี้คือ ข้อมูลต่างๆ ของประเทศใกล้บ้านแค่พรมแดนกั้น ที่พรั่งพรูออกมาผ่านคนไทยที่เรายอมรับด้วยใจจริงว่าเขาเข้าใจประเทศเมียนมาในทุกแง่มุม

สุดท้ายนี้ เหมือนกับที่ว่าไว้ตอนแรก 

‘เมื่อแผ่นดินของเราทั้งสองติดกัน เราจึงควรเข้าใจซึ่งกันและกัน’

ไทย-พม่า : เพราะแผ่นดินเราติดกัน เพจเรื่องราวของเพื่อนบ้านที่อยากเล่าให้เราเข้าใจกัน

Facebook :ไทย – พม่า : เพราะแผ่นดินเราติดกัน

Writer

พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์

นักลองฝึกพิสูจน์อักษร ผู้แสร้งเป็นนักลองฝึกเขียน อดีตเป็นนักเรียนภาษา ผู้สนใจเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ รักในมวลรอบข้างที่ดี กาแฟ ชาเขียว และแมวเหมียว

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

แฟนเธอประหลาดมาก บ่นเรื่องประเทศไทยประเทศญี่ปุ่นอย่างโน้นอย่างนี้ ทำไมไม่เขียนเรื่องของแฟนเธอล่ะ” 

คำพูดติดตลกของเพื่อนเป็นจุดเปิดสวิตช์ให้ อายากะ สาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบการเขียนการ์ตูน คว้าปากกามาวาดการ์ตูนร่วมกับแฟนหนุ่มชาวไทยอย่าง ซัน-ประเสริฐ ประเสริฐวิทยาการ บนเพจเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ชื่อ อายากะซังกับซันคุง《タイ人パクチー食べないから》จนเป็นที่รู้จักมากขึ้นในหมู่นักอ่านญี่ปุ่นและนักอ่านไทย

อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》เพจเฟซบุ๊กเล่าเรื่องราววัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ฉบับภาษาไทยที่หาไม่ได้ในหนังสือเดินทาง จากสองคู่รักผู้มอบเสียงหัวเราะผ่านตัวละคร ‘อายากะซัง’ สาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบภูติญี่ปุ่นกับการวาดภาพแมว และ ‘ซันคุง’ แฟนหนุ่มชาวไทยนักออกแบบเกมที่ได้แต่งงานใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นมาสิบกว่าปี 

ความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่สร้างข้อขัดข้องใจไปพร้อมกับบทสนทนาชวนหัวเราะ เต็มไปด้วยเกร็ดความรู้แฝงอยู่ในการ์ตูนทุกตอน เรายกหูต่อสายข้ามน้ำข้ามทะเลถึงแดนอาทิตย์อุทัย เพื่อพูดคุยกับนักวาดมังงะ ผู้อยากถ่ายทอดเรื่องราวความไทย ๆ และความเป็นนิฮงจิน (คนญี่ปุ่น) ให้ทุกคนได้ลองมาสัมผัสความสนุกไปด้วยกัน

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 1 จุดเริ่มต้นที่แปลก

“เราเจอกันเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ผมมาเรียนต่อโทที่ญี่ปุ่นและได้เข้าชมรมร้องประสานเสียง ผมเข้ามาเป็นรุ่นพี่เขา 1 ปี เราเจอกันและร้องเพลงด้วยกันในวงคอรัสตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับการวาดรูปเลย”

ซันหัวเราะก่อนจะหันไปคุยกับแฟนสาวที่นั่งข้างกันด้วยภาษาญี่ปุ่นแล้วเล่าต่อ

“สมัยก่อนอายากะทำงานประจำ แต่เขาอยากเขียนการ์ตูน เลยตัดสินใจลาออกจากงานแล้วมาเขียนการ์ตูนเป็นหลัก ตอนแรกรับวาดภาพเหมือนก่อน แล้วก็วาดการ์ตูนเกี่ยวกับแมวเพราะเขาชอบแมวมาก แต่ตลาดการแข่งขันของแมวที่ญี่ปุ่นสูงมาก”

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยแมวและคนรักแมว เป็นที่รู้กันดีว่าญี่ปุ่นแมวเยอะเสียจนมีเกาะแมวอยู่หลายแห่งอย่างเกาะทาชิโระจิมะ เกาะอาโอชิมะหรือเกาะเอโนะชิมะ ความนิยมแมวของคนที่นี่มีสูงมาก การวาดภาพให้แมวมีความเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครจึงเป็นเรื่องยาก

แต่เพราะพลังของเพื่อนที่ช่วยจุดประกายจากสิ่งใกล้ตัว ทำให้เกิดการ์ตูนเรื่องนี้ขึ้นจนได้

“ทำไมไม่เขียนเรื่องของแฟนเธอล่ะ แฟนเธอประหลาดพอแล้ว ไม่ซ้ำกับคนอื่นด้วย” 

แม้จะเป็นคำพูดชวนขำของเพื่อน แต่ทั้งคู่ก็มานั่งไตร่ตรองกันจริงจัง ซันเป็นคนชอบเล่าและบ่นเกี่ยวกับประเทศไทยอยู่แล้ว ชอบพูดถึงเกร็ดความรู้ออกมาโดยธรรมชาติ ถ้านำสิ่งที่ซันเล่ามาเขียนเป็นการ์ตูนคงเล่าได้เยอะ แถมยังยูนีกไม่ซ้ำใคร จุดเริ่มต้นแสนประหลาดที่อยากแชร์ความแปลกใหม่จึงเริ่มจากตรงนี้

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 2 ยากแท้จริงหนอการวาดมังงะ

การเริ่มต้นตรงนั้น อายากะเปิดเพจบนทวิตเตอร์เพื่อเล่าเรื่องราวของเธอและซันเป็นภาษาญี่ปุ่นก่อน ในชื่อ アヤカシ (@ayakashidesuyo) ล่าสุดเขียนได้ถึงตอนที่ 50 แล้ว ส่วนภาคภาษาไทย เป็นการทำงานร่วมกันกับซัน แฟนหนุ่มที่คอยเป็นนักแปลเรื่องราวที่อายากะเขียนให้คนไทยได้อ่านกันอย่างออกรสบนเพจเฟซบุ๊ก อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》ตอนนี้มีถึงตอนที่ 47 แล้ว ซึ่งกว่าจะออกมาเป็นแต่ละตอนไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ 

“บางตอนใช้เวลาทั้งคิดทั้งเขียน 10 นาทีเสร็จก็มี บางเรื่องที่ต่อกันยาวและข้อมูลเยอะ ต้องใช้เวลากว่า 2 สัปดาห์ เราคิดว่าข้อมูลนั้นจะนำมาเรียงลำดับยังไง การคิดว่าต้องเริ่มยังไงและจบยังไง ต้องวางช่องวางแบบไหน กี่หน้า เป็นสิ่งที่ใช้เวลานานและยากที่สุด ส่วนเรื่องการลงเส้น ไม่นานเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”

อายากะเล่าถึงเทคนิคต่อว่า การแบ่งช่องเป็นตัวช่วยและเป็นเทคนิคสำคัญที่ทำให้นักอ่านเข้าถึงอารมณ์ รวมถึงเข้าใจเนื้อเรื่องได้ดีขึ้น ถ้าการแบ่งช่องทำออกมาดี คนอ่านก็จะสนุกและอินไปกับเรื่องได้ดีขึ้น ซันเล่าให้เราฟังต่อ

“ไม่รู้ว่าเมืองไทยมีพวกศาสตร์การเขียนมังงะไหมนะ เพราะที่ญี่ปุ่นเขามีศาสตร์แบบนี้อยู่ มีเทคนิคที่เปิดเพจออกมายังไงให้มันเจออะไรใหญ่ ๆ สร้างความอิมแพค หรือจะเก็บความอิมแพคใส่ให้จบทีละหน้า อายากะต้องคิดเรื่องพวกนี้เยอะ มันเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ยาก เขาพยายามทำเรื่องพวกนี้อยู่ครับ

“ผมได้ช่วยเขาดูตรงนี้ด้วย เพราะผมทำงานเกี่ยวกับด้านนี้มา เราพยายามบอกให้เขาลดตัวหนังสือลง ทำให้คนอ่านเข้าใจง่ายที่สุด เราพยายามคุยกันแล้วแก้ บางทีเขาก็จะมาปรึกษาว่าอ่านรู้เรื่องไหม สนุกไหม เราก็จะบอกว่าตรงนี้อ่านเข้าใจยากนะ เราแก้ส่งกันกลับไปกลับมา รู้ตัวอีกทีผ่านมา 2 – 3 สัปดาห์ก็มี”

อายากะคิดและเขียน ส่วนซันเป็นคนแปลไทยพร้อมกับรอคอมเมนต์งาน ทำงานร่วมด้วยช่วยกันดีแบบนี้ เราเลยสงสัยว่าเวลาเลือกเรื่องที่จะวาด ทั้งสองคนช่วยกันเลือกยังไง

“ออกตัวก่อนการ์ตูนเรื่องนี้ ผมจะไม่ยุ่งเรื่องวิธีการคิด การเขียน และการจัดมุกของอายากะ เพราะผมอยากให้มันเป็นผลงานของเขาเอง ฉะนั้นผมแค่บ่นไปทุกวัน เขาจะจับเรื่องไหนมาเขียนก็แล้วแต่เลย” 

ส่วนเนื้อหาที่ออกมาให้เราได้อ่านกันในภาคภาษาไทย คนไทยอาจจะดูไม่ออกว่าอายากะเลือกเรื่องนำมาเขียนยังไง แต่เธอเฉลยกับเราว่า เธอเสนอเรื่องราวตามแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นใน 4 ฤดูกาลของญี่ปุ่น (ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว) 

อย่างหน้าร้อนในญี่ปุ่น อายากะเขียนเรื่องฤดูร้อน พอถึงหน้าหนาวเขียนเรื่องเทศกาลปีใหม่ เมืองไทยไม่ได้มีฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูใบไม้ร่วง ก็อาจจะมองกันไม่ออก แต่ถ้ามองมุมมองของคนญี่ปุ่น การ์ตูนของอายากะเต็มไปด้วยบรรยากาศของทุกฤดูกาลเลยทีเดียว

แม้ว่าโทนการเล่าเรื่องจะมีความญี่ปุ่น แต่เนื้อหาเรื่องวัฒนธรรมไทยก็แน่นไม่แพ้กัน ทุกตอนของการ์ตูนมักมีเกร็ดความรู้แลกเปลี่ยนกันระหว่างวัฒนธรรมไทยและญี่ปุ่นอยู่ท้ายตอนเสมอ

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

“ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองไทยก็ฟังมาจากซันบ้าง ฟังแล้วก็ค่อยไปหาข้อมูลเพิ่ม เพราะว่าซันมีความรู้ที่ค่อนข้างไม่สมดุลและไม่สมบูรณ์ บางทีซันเข้าใจผิด เพราะงั้นก็จะไปหาถามเพื่อนคนไทยคนอื่น เช็กจากหลาย ๆ ที่ว่า เรื่องที่ซันคุงพูดมาจริงหรือไม่จริงยังไง”

ซันเริ่มยกตัวอย่างความรู้ที่ไม่สมดุลบางอย่างของตัวเอง

“เรื่อง Valcano Milo Lava ตอนผมอยู่เมืองไทยมันไม่มี ผมไม่ได้อยู่ไทยมานานแล้ว ผมไม่รู้เรื่องนี้ อายากะก็จะไปถามน้องนักเรียนไทย เด็ก ๆ ที่อยู่เมืองไทยตอนนี้ ผมก็อ้าว เอ๊ะ อ๋อ จริง ๆ มันมีเหรอตอนนี้ ผมก็เอ๊ะ เห โซนันดะ ?” 

อีกสิ่งที่ทำให้มังงะข้ามวัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น เรื่องนี้มีเสน่ห์ คงไม่พ้นคาแรกเตอร์ของอายากะซังและซันคุงที่มีนิสัยต่างกันสุดขั้ว แต่กลับสร้างเสียงหัวเราะและสีสันให้กับเรื่องได้ดีมาก

“ตามความเป็นจริง ซันก็จะเป็นแบบนี้ ยิ้มไปบ่นไป พูดจาทำลายล้างแต่ยังยิ้มอยู่ ตัวซันคุงที่เขาเขียน คือตัวผมที่เขาอยากให้คนอื่นเห็น ส่วนอายากะต่างนิดหน่อยคือ อายากะตัวจริงยิ้มมากกว่าในการ์ตูน ในการ์ตูนเขาหน้าเฉยมาก ไม่หือไม่อือ แต่เรื่องที่คุยเป็นเรื่องที่เราคุยกันจริง ๆ”

ไม่ใช่แค่อายากะและซันคุงที่คาแรกเตอร์ตรงกับตัวจริง แมวสอง 2 ตัวอย่างโกมะคิจิและคิบิสุเกะ ก็มีหน้าตาและนิสัยตรงปกไม่แพ้กัน

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ
อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 3 ไทจิน vs นิฮงจิน

หลังเปลี่ยนเป้าหมายจากการวาดการ์ตูนแมวมาเป็นการวาดเรื่องราว 2 วัฒนธรรม เป้าหมายที่เคยตั้งไว้เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เป้าหมายใหม่เป็นสิ่งที่อายากะและซันหวังอยากทำให้ดีขึ้นในอนาคต

“สิ่งหนึ่งที่อยากสื่อตลอด คือเรื่องราวไทย-ญี่ปุ่น ที่ไม่ได้อยู่ในหนังสือนำเที่ยว เช่น คนไทยไม่ได้กินผักชีขนาดนั้น หรือคนไทยนามสกุลยาวจนใช้ชีวิตในญี่ปุ่นลำบาก ข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่รู้จะไปหาจากไหน เป็นสิ่งที่มีแค่คนที่อยู่ด้วยกันอย่างเรารู้ เราพยายามหาข้อมูลที่น่าสนใจมาเล่าให้คนอื่นฟัง

“อีกเรื่องที่พยายามทำคือ อยากให้คนที่อ่านการ์ตูนของฉัน อ่านแล้วรู้สึกดี จึงพยายามเขียนโทน Positive ให้คนอ่านแล้วเขามีความสุข เรานำด้านบวกมาเสียดสีและพูดถึงบ้านเมืองให้เป็นบวก แต่ต้องไม่ทำให้ใครรู้สึกแย่ เพราะคนที่จะซวยในการ์ตูนเรื่องนี้มีแค่ซันคุงคนเดียว” 

อายากะเล่าต่อพร้อมกับรอยยิ้มถึงอีกเป้าหมายในการเขียนการ์ตูนเรื่องนี้ “ฉันชอบเวลาที่ซันคุงพล่าม ทั้งน่ารักและน่ารำคาญ อยากจะแสดงความน่ารักและน่ารำคาญไปให้คนทั้งโลกได้เห็นค่ะ”

ความน่ารักและน่ารำคาญของซันคุง ในรูปชายหนุ่มสวมเชิ้ตกางเกงยีนส์ใส่ต่างหูเท่ ๆ ให้คนไทยและคนญี่ปุ่นอ่านได้เดินทางครบ 1 ปีเต็มในปีนี้ มังงะอายากะซังกับซันคุงได้เพิ่มชุมชนนักอ่านที่ชื่นชอบเรื่องราวระหว่างประเทศมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่คนญี่ปุ่นเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมไทย และคนไทยเองก็ได้ย้อนมองวัฒนธรรมบ้านเกิดพร้อม ๆ กับเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นด้วย

“คนญี่ปุ่นชอบเรื่องที่มีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับประเทศไทยค่ะ ชอบสาระความรู้ แต่คนไทยเจอเกร็ดสาระเยอะ ๆ จะไม่ค่อยชอบ ส่วนใหญ่ชอบดูตัวละครมากกว่า ชอบดูซันคุงบ่น แล้วถ้าซันคุงโดนซัดหงอ คนก็จะสะใจ คนไทยและคนญี่ปุ่นต่างกันชัดมาก”

อายากะอธิบายต่อว่า จริง ๆ แล้วคนญี่ปุ่นชอบคนไทย ปกติคนญี่ปุ่นไม่ได้ชอบชาติไหนเป็นพิเศษนัก แต่สำหรับคนไทย ในสายตาคนญี่ปุ่นมีแต่ความน่ารัก สดใส และตลก ความเป็นมิตรไม่เป็นภัย ทำให้นิฮงจินชอบไทจินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว 

รายละเอียดที่เราเขียน ทำให้คนญี่ปุ่นนึกถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นมาได้ อย่างเรื่องพริกขี้หนู เขาก็คอมเมนต์มาว่า ‘เฮ้ย จริงด้วย มันโคตรเผ็ดเลย’ คนญี่ปุ่นเขาชอบเมืองไทยมาก เขาอาจจะไม่ได้เปลี่ยนไปจากการอ่านการ์ตูนของเรา เพราะเขาก็รักคนไทยอยู่แล้ว”

คนไทยเองก็คงไม่ต่างกันมากนัก ทั้งมังงะและอนิเมะญี่ปุ่นเป็นที่นิยมในประเทศไทยมานาน คนไทยเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านสื่อมากมาย แต่ยังคงมีบางเรื่องที่คนไทยไม่รู้ หากไม่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นด้วยตัวเอง ซันจึงอยากให้คนไทยรู้เรื่องราวแปลกใหม่ที่น่าสนใจของญี่ปุ่นมากขึ้น พร้อม ๆ กับให้คนไทยได้ทบทวนถึงวัฒนธรรมไทยไปในตัวด้วย

“เราพยายามจะเลือกเรื่องที่คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ หลายอย่างคนเขารู้กันทั่วไป แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่ถ้าไม่ได้มาอยู่จริงเขาก็จะมองไม่เห็น ผมว่าญี่ปุ่นยังมีอีกหลายเมืองที่คนไทยยังมองไม่เห็นเหมือนกัน”

เพราะคนไทยรู้จักญี่ปุ่นและอ่านมังงะกันเยอะ เราเลยสงสัยว่านั่นเป็นเหตุผลที่ซันตั้งใจให้คนไทยได้อ่านการ์ตูนจากขวาไปซ้าย แบบการ์ตูนญี่ปุ่นแท้ ๆ เลยหรือเปล่า

“ตอนแรกอายากะอยากเขียนให้คนญี่ปุ่นอ่าน ผมเลยเป็นคนบอกเขาว่า ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว แปลไทยเถอะ แล้วเดี๋ยวนี้การ์ตูนญี่ปุ่นที่ไทยเขาก็อ่านจากขวาไปซ้ายกันเยอะแล้ว มันมีความเป็นญี่ปุ่น ผมก็เลยให้อ่านขวาไปซ้ายเลย

“ผมว่าการ์ตูนญี่ปุ่นมีดีอย่างหนึ่งนะ มันไม่เหมือนการ์ตูนที่คนไทยเขียน มีความญี่ปุ๊นญี่ปุ่นอยู่ในเรื่อง เช่น วิธีใส่คำพูด การ์ตูนญี่ปุ่นมีบอลลูนคำพูด แต่ก็จะมีประโยคเพิ่มเติมโผล่ออกมานอกบอลลูนด้วย สิ่งนี้ไม่เจอในการ์ตูนภาษาไทย ผมว่าเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ สำคัญมาก ถ้าเราปรับมากเกินไป เสน่ห์จะหาย เราพยายามเหลือไว้เท่าที่ทำได้ครับ”

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ
นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

ตอนที่ 4 เรื่องระหว่างเรา…

วัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ที่ออกมาแล้วถึง 50 ตอนถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อย และไม่ง่ายเลยกับการเขียนถึงวัฒนธรรมนอกกระแส แต่ก่อนจะมาเป็นเรื่องราวให้พวกเราได้อ่าน การได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของทั้งคู่ คงสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อความสัมพันธ์ไม่น้อย

“เยอะเลยครับ เหมือนเรามารีวิววัฒนธรรมของเราสองคนใหม่อีกรอบ ต่อให้เราคบกันมานาน 15 ปีแล้ว มันก็ยังมีวัฒนธรรมใหม่ ๆ ซึ่งเราไม่เคยรู้ ไม่เคยสนใจมาก่อน

“อย่างเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราไปวัดด้วยกัน ก็คุยกันว่าศาสนาพุทธไทยกับศาสนาพุทธญี่ปุ่นมันคนละอย่างกันเลย คนไทยเวลาไหว้พระขอพรก็มักขอให้มีเงินมีทอง แล้วอายากะก็ถามว่า ขอพระพุทธเจ้าเนี่ยนะ พระพุทธเจ้าสอนให้สละทรัพย์ แล้วทำไมไปขอเงินพระพุทธเจ้า ซึ่งเราไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเวลาสวดมนต์ขอพรไปเราขอจากใคร เราไม่เคยมองศาสนาตัวเองแบบนี้ มันเป็นมุมมองใหม่ที่เราได้จากการพูดคุยกัน”

อายากะเสริมต่อ

“พวกเราเป็นคู่ที่คุยกันมากกว่าคู่อื่นตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว การเขียนมังงะเรื่องนี้ทำให้เราได้คุยกันมากขึ้นไปอีก เพราะไม่ใช่แค่ซันคุงพล่ามฝั่งเดียว และฉันก็ไม่ได้แค่ฟังอย่างเดียวแล้ว”

ซันยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ ว่าด้วยเรื่องการไปเดตกันของทั้งคู่

“เวลาไปเดตกัน พอผมเล่าเรื่องเกี่ยวกับเมืองไทย เขาก็จะบอกให้หยุดเดิน ขอจดให้เสร็จก่อน ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่ไม่ดีก็มีบ้าง บางทีทะเลาะกันเพราะเขาวาดรูปช้า ผมบ่นว่าเมื่อไหร่จะเสร็จ เขาก็จะตอบกลับมาว่าอย่าบ่น ผมบอกให้แก้ตรงนั้น แต่เขาก็ไม่แก้ มันเล็กน้อยแต่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ผมว่าสนุกดีที่ได้คุยกันเรื่องวัฒนธรรม พอไปเที่ยวกัน เราก็ได้หามุกใหม่ ๆ นั่งคุยกันแลกเปลี่ยน”

เพราะเป็นคู่ที่พูดคุยกันทุกเรื่องอยู่แล้ว ความแตกต่างทางวัฒนธรรมจึงไม่เป็นอุปสรรคในการอยู่ร่วมกันของอายากะและซัน 

คิดว่ามันจะมีปัญหามากกว่านี้ค่ะ แต่ก็ไม่มีปัญหาเลยนะที่แต่งงานกัน อยู่ด้วยกัน อาจมีเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น คนไทยไม่ค่อยซีเรียสว่าจะต้องถอดรองเท้าตรงไหน ไม่มีเส้นชัดเจน แต่คนญี่ปุ่นจะมีเส้นชัดเจน ซึ่งสำหรับฉันมันไม่ใช่ปัญหา ขำมากกว่า”

อีกเหตุผลคือ ซันปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้เยอะอยู่แล้วด้วย

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

“อีกอย่างคือ ผมว่าเพราะอายากะเป็นผู้หญิงญี่ปุ่นด้วยนะ ถ้ากลับกัน เป็นสาวไทยแต่งงานชายญี่ปุ่น แล้วแม่คนไทยเรียกสินสอด คนญี่ปุ่นก็จะงง สินสอดคืออะไร ทำไมฉันต้องจ่ายเงินให้พ่อแม่เธอ แต่คู่เรามันกลับกัน เราบอกอายากะว่าที่เมืองไทยผู้ชายต้องจ่ายเงินให้พ่อแม่ผู้หญิง แต่เธอเป็นคนญี่ปุ่น เพราะงั้นฉันไม่ให้นะ”

ซันหัวเราะก่อนที่เราจะคุยกันต่อเรื่องภาพวาดฝันถึงมังงะของทั้งคู่ในอนาคต ที่แม้ว่าตอนนี้ทั้งคู่ยังไม่ได้วางแผนว่าจะเขียนสิ้นสุดไว้ที่กี่ตอน คาดว่าคงเขียนด้วยกันไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดมุกให้มาเล่นกับนักอ่านทั้งไทจินและนิฮงจิน

มีแพลนนิดหน่อยว่าตอนนี้อาจจะเป็นภาคแรก เราก็จะยังอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วคุยกันเรื่องเมืองไทยไปก่อน พอจบภาคนี้แล้ว อาจจะได้ต่อภาคที่อายากะได้ไปผจญเมืองไทย เพราะเราแต่งงานกันที่เมืองไทยด้วยครับ งานแต่งงานเมืองไทยเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก คนญี่ปุ่นไม่รู้จัก และตอนนี้เราก็มีตัวน้อยแล้ว คงเขียนเรื่องตัวน้อยด้วยในอนาคต

“อีกเรื่องคือเป้าหมายของหนังสือ อายากะอยากจะมีสักวันที่ได้พิมพ์หนังสือออกมาเป็นเล่ม ๆ ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่ในเว็บไซต์ เราก็ต้องเขียนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น พยายามสู้เพื่อให้ได้พิมพ์หนังสือในสักวัน”

ซันเล่าให้เราฟังจบก็หันหน้ากลับไปคุยอายากะเบา ๆ อย่างอบอุ่น “สักวันถ้าทำออกมาเป็นแบบมังงะได้ก็คงรู้สึกดีเลยเนอะ”

ก่อนบอกเล่ากันไป เราขอให้อายากะลองพูดไทยให้เราฟังสักประโยค 

“อายากะพูดภาษาไทยไม่ได้ค่ะ”

เธอตอบกลับมาอย่างน่ารัก พร้อมกับสัญญาว่าจะตั้งใจเรียนภาษาไทย ไปพร้อม ๆ กับความตั้งใจที่อยากสร้างการ์ตูนให้คนไทยและคนญี่ปุ่น ได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเสมอ

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

Facebook : อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》 

Twitter : twitter.com/ayakashidesuyo

Writer

กชกร ด่านกระโทก

มนุษย์แมนนวล ผู้หลงใหลในกลิ่นและสัมผัสของหนังสือ ใช้เวลาว่างไปกับการอ่านนิยาย/มังงะ สนุกไปกับการเดินทาง และชื่นชอบในการเรียนรู้โลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุ์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load