‘เมื่อแผ่นดินของเราทั้งสองติดกัน เราจึงควรเข้าใจซึ่งกันและกัน’ 

นี่คือปณิธานที่หาญมุ่ง ซึ่งผู้สร้างเพจหวังให้ผู้ติดตามเป็นเช่นเดียวกับที่เขาเป็น

ก่อนอื่น เราเชื่อว่าน้อยคนนักที่รู้ว่าประเทศไทยและเมียนมามีพื้นที่ติดกันมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ด้วยระยะทางกว่า 2,401 กิโลเมตร ตั้งแต่ภาคเหนือที่จังหวัดเชียงราย จรดถึงภาคใต้ที่จังหวัดระนอง 

ทีนี้ แล้วเรารู้จักอะไรเกี่ยวกับประเทศที่มีพรมแดนติดกันยาวยืดทางฝั่งซ้ายของประเทศเราอีกไหม นอกจากเจดีย์ชเวดากอง บุเรงนอง และยาหม่อง 

มีเพจหนึ่งที่พร้อมจะบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศนี้ให้เราฟัง ซึ่งหลายเรื่องไม่เคยรู้มาก่อน

ไทย-พม่า : เพราะแผ่นดินเราติดกัน เพจเรื่องราวของเพื่อนบ้านที่อยากเล่าให้เราเข้าใจกัน

ปักเป้า-ศุภสันส์ ภูมิไชยา เป็นปลัดอำเภอโดยตำแหน่งงานประจำ และมีตำแหน่งผู้ก่อตั้งเพจ ไทย-พม่า : เพราะแผ่นดินเราติดกัน เป็นงานอดิเรกที่ทำทุกวัน ถ้าใครที่ติดตามอยู่จะพบว่าเพจนี้ลงคอนเทนต์ทุกอย่างที่ขึ้นชื่อว่าเมียนมา บางครั้งก็นำเสนอเรื่องอาหารท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม ภาษาเมียนมา หรือเหตุการณ์บ้านเมือง ไปจนถึงสิ่งที่เราไม่คาดว่าจะได้เห็นอย่างเจดีย์ชเวดากองยามเช้าผ่านกล้องวงจรปิด

วันนี้เราไม่ได้นัดเจอกับเขาที่ขอบชายแดนไทย-เมียนมา หรือสะพานมิตรภาพแถบแม่สอด กลับกันเป็นใจกลางพระนครเก่าในยามบ่ายแก่ๆ เพื่อคุยกันถึงเรื่องทั้งหลายแหล่ของเพจชื่อยาวนี้

*ข้อตกลงเบื้องต้นในบทความนี้

เมียนมา หมายถึง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งมีชาติพันธุ์ที่หลากหลาย กระจายตัวอยู่ทุกส่วนของประเทศ หนึ่งในนั้นมี ชาวพม่า ซึ่งเป็นชนกลุ่มหลักของประเทศ 

 วิชาความเข้าใจพม่าพื้นฐาน

ย้อนกลับไปหลายปีก่อน ขณะยังเป็นนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ปักเป้าคือคนไทยธรรมดาที่ไม่ได้รู้จักประเทศเพื่อนบ้านเป็นพิเศษแบบเจาะลึก แต่มีเหตุการณ์หนึ่งทำให้เขาต้องย้อนกลับมาฉุกคิด และเป็นจุดที่ทำให้เขากลายเป็นผู้สนใจความเป็นพม่าอย่างถอนตัวไม่ขึ้น และเราเชื่อว่าเขาคงไม่มีความคิดที่จะถอนแน่นอน

ไทย-พม่า : เพราะแผ่นดินเราติดกัน เพจเรื่องราวของเพื่อนบ้านที่อยากเล่าให้เราเข้าใจกัน

“จุดเริ่มต้นคือการมอบหมายงานของอาจารย์ เป็นการทำรายงานเกี่ยวกับคนชายขอบในประเทศไทย เลยเลือกศึกษาเกี่ยวกับคนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในประเทศไทย เวลาไปศึกษาทำให้พบว่าคนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงมีถิ่นฐานตั้งยู่ทั้งในไทยและเมียนมา ทีนี้เวลานำเสนอหน้าชั้นเรียน มีคำถามหนึ่งที่ถือว่าติดใจตั้งแต่นั้นมา คือคำถามที่ว่าแล้วประเทศเมียนมามีชาติพันธุ์อื่นๆ ไหม ซึ่งคำถามนี้ถามแล้วเราตอบไม่ได้”

“ประเทศนี้ติดประเทศไทยมากและมีพรมแดนยาวที่สุดในบรรดาประเทศเพื่อนบ้าน แล้วทำไมเราไม่รู้จักประเทศเขาเลย” เพื่อนในคลาสคนหนึ่งทักขึ้นมาหลังจากนั้น คำถามเหมือนแทงใจ เป็นแรงผลักให้ปักเป้าพยายามทำความเข้าใจกับประเทศนี้ให้มากขึ้น จากนั้นมาเขาจึงทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ใกล้ชิดและเกี่ยวพันกับความเป็นพม่าให้มากที่สุด เริ่มจากการขอลงเรียนรายวิชาเลือกภาษาพม่าในต่างคณะซึ่งสอนโดยอาจารย์ชาวพม่า

ชีวิตทำงานหลังเรียนจบ ปักเป้าก็ยังคงแสวงหาช่องทางเพื่อเข้าใกล้กับชาวพม่ามากขึ้น เริ่มจากการเป็น NGO สอนภาษาไทยให้กับกลุ่มแรงงานชาวเมียนมาในประเทศไทยอยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่งได้เข้ารับราชการในตำแหน่งปลัดอำเภอ แน่นอนว่าปักเป้าคงจะขอไปอยู่ที่จังหวัดไหนสักแห่งที่ใกล้กับชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน และอำเภอแม่ระมาด จังหวัดตากเป็นจุดหมายนั้น ที่นี่ทำให้เขาได้เข้าใจชาวเมียนมามากขึ้นกว่าเดิม การคลุกคลีกับคนเมียนมาทำให้ปักเป้ารับรู้ข้อมูลเชิงลึกและข้อมูลบางอย่างที่มีความรู้สึกอยากบอกต่อ ด้วยความหวังอยากปรับความเข้าใจให้กับคนไทยด้วยกัน

เพราะยิ่งเข้าใกล้ก็กลับยิ่งพบว่าพม่ายังมีอะไรที่เขาเองก็ยังไม่รู้อีกมาก

ความหวังตั้งต้น

ความน่าสนใจของเพจนี้ คือการบอกเล่าเรื่องราวของประเทศเมียนมาในทุกๆ เรื่อง ด้วยภาษาที่ย่อยง่ายเป็นกันเอง เนื้อหาไม่ยาวนัก โดยไม่ได้เน้นเรื่องไหนเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นความตั้งใจแต่แรกตั้ง

เดิมทีก่อนหน้าสร้างเพจ ปักเป้าจำเป็นต้องทำการบ้านว่ามีเพจไหนพูดถึงประเทศเมียนมาบ้าง สิ่งที่เจอคือเพจท่องเที่ยวแทบทั้งนั้น สิ่งนี้จึงจุดประกายให้เขาทำเพจที่อยากจะให้คนอื่นได้รู้ในคอนเทนต์ด้านอื่นๆ ที่ตนเองสนใจ มากกว่าการมองว่าเป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยว

“เรามีการตั้งหลักตั้งแต่ต้นว่าเราเป็นคนไทยที่สนใจประเทศเมียนมาในทุกมิติ แล้วเราอยากบอกต่อ เล่าสู่กันฟัง” เขาเล่าให้ฟังถึงธีมหลักที่ใช้ในการทำเพจมาจนวันนี้

ไทย-พม่า : เพราะแผ่นดินเราติดกัน เพจเรื่องราวของเพื่อนบ้านที่อยากเล่าให้เราเข้าใจกัน

ช่วงแรกๆ คอนเทนต์ของเพจเกี่ยวข้องกับศาสนาและศิลปวัฒนธรรมเป็นหลัก เพราะปักเป้ามองว่าสิ่งเหล่านี้คือจุดร่วมที่มีระหว่างประเทศเรากับประเทศเขา ซึ่งจะช่วยให้คนไทยผู้ติดตามเปิดใจรับสารได้ง่ายกว่า เมื่อเวลาผ่านไปจึงเริ่มมีเนื้อหาอื่นๆ เพิ่มเติมเข้ามา ทั้งอาหารการกิน การเมือง และสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น การระบาดของ COVID-19 และการเลือกตั้งภายในประเทศ ซึ่งเขามองว่าเป็นหนึ่งในการพัฒนาให้เพจมีความเข้ายุคสมัยมากขึ้น

นอกจากนี้ ด้วยความที่เป็นนักอ่านผู้รักในการสะสมหนังสือ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับประเทศเมียนมา ทำให้บางครั้งเมื่อมีเวลาเหมาะเจาะ พอดีกับกำลังอ่านหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง และอารมณ์อำนวยให้เขียน ทางเพจก็จะมีรีวิวหนังสือเล่มต่างๆ ที่น่าสนใจ เผื่อว่าผู้ที่ติดตามจะอยากรู้ประเทศเพื่อนบ้านเรานี้ในแง่มุมอื่นผ่านการอ่านหนังสืออย่างจริงจัง

ทั้งนี้ปักเป้าออกตัวอย่างถ่อมตนว่าไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพม่า แต่เป็นเพียงคนสนใจด้านพม่าเท่านั้น เพจนี้จึงเป็นเสมือนพื้นที่ถ่ายทอดตัวตนของเขาเอง โดยถ้าสังเกตให้ดี นานๆ ครั้ง ถึงจะมีเวลาเขียนคอนเทนต์ขนาดยาวครั้งหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่แล้ว เขามองว่าเพจนี้เป็นแหล่งข้อมูลที่นำเสนอเรื่องราวน่าสนใจ จากคนที่ทำคอนเทนต์ไว้แล้ว ทั้งจากเพจของคนไทยเองและของชาวพม่า

“ด้วยความที่ทำเพจ ทำให้ได้มีโอกาสรู้จักกับบุคคลต่างๆ ก็เลยติดตามเขาด้วย เวลาเขามีอะไรที่เป็นคอนเทนต์ของเขา เราก็แชร์มาให้คนที่สนใจพม่าได้เห็นในมุมมองต่างๆ ต้องบอกว่าในปัจจุบันมีคนที่สนใจประเทศพม่ามากขึ้น คนที่เขาศึกษาพม่าในแต่ละด้านเริ่มนำเสนอเนื้อหามายังสาธารณะและคนรู้จักมากขึ้น” ปักเป้าพูดถึงอีกสถานะหนึ่งของตน คือการเป็นคนกลางเผยแผ่เรื่องราวที่เป็นประโยชน์จากผู้คร่ำหวอดด้านพม่าสู่ผู้ติดตามเพจ 

เมดอินเมียนมา

ถึงแม้ส่วนใหญ่นับตั้งแต่สร้างเพจนี้ขึ้นมาเพจจะดำเนินการอยู่ในประเทศไทย แต่ก็มีช่วงหนึ่งที่เพจนี้จำเป็นต้องผลิตคอนเทนต์จากประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงของเรา 

เคยมีรุ่นพี่คนหนึ่งบอกกับปักเป้าว่า “ถ้าอยากรู้จักประเทศไหนให้ดีจริงๆ ก็ควรไปลองใช้ชีวิตที่ประเทศนั้นบ้าง” 

ประโยคข้างต้นเป็นเหตุให้ไม่นานมานี้ เขาเลือกที่จะผละจากงานประจำครู่หนึ่ง ไปเรียนรู้ภาษาพม่าเพิ่มเติมเพื่อนำกลับมาใช้ในการทำงาน และน่าจะมีประโยชน์ต่อการสร้างสรรค์เนื้อหาใหม่ๆ ให้กับเพจ
กว่า 10 เดือนที่มหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศย่างกุ้ง (YUFL) ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้าย พอดีกับช่วงนั้น COVID-19 เริ่มเข้ามาระบาดเป็นระลอกแรกในประเทศเมียนมา ทำให้กว่าเกือบครึ่งของช่วงเวลาที่ได้อยู่ที่นั่น ผ่านไปกับการกักตัว และใช้ชีวิตอยู่ภายใต้สถานการณ์รับมือโรคร้ายในต่างแดน

แต่ก็ทำให้เขารู้จักเมียนมาแบบลุ่มลึกมากขึ้นทั้งนิสัยใจคอและวิถีชีวิต

และสำหรับใครที่กดเข้าไปดูเพจช่วงนี้ จะพบว่าคอนเทนต์เพจหลักๆ เน้นเรื่องการรายงานตัวเลขผู้ป่วย COVID-19 และการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านไป เราจึงชวนให้ผู้ที่ถือว่ารู้จักประเทศเมียนมาดีคนหนึ่ง ช่วยบอกเล่าสถานการณ์ขลุกขลักที่ว่าให้ฟังเสียหน่อย

“หลายคนตั้งคำถามว่าทำไมในประเทศติด COVID-19 ขนาดนี้ ยังจะเลือกตั้งอีก จากที่อ่านมา รัฐธรรมนูญจะกำหนดระยะเวลาเลือกตั้ง ถ้าไม่ทำตามกำหนดระยะเวลา ทหารจะเข้ามาปกครองดูแลประเทศในช่วงเวลานั้นๆ ได้ ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทุกอย่างต้องรันเวลาตามรัฐธรรมนูญกำหนด ดังนั้นจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จัดตามระบบ แต่ก็มีบางพื้นที่ที่อาจมีประเด็นความมั่นคงหรือโรคภัย ที่ทำให้ไม่มีการเลือกตั้งที่พื้นที่นั้นอยู่ คือเว้นบางเขตไว้ แต่โดยส่วนใหญ่ก็มีการจัด”

ด้วยความที่ตัวเองเป็นแอดมินเพจ เขาจึงมองว่าทุกอย่างล้วนมีเหตุผลซึ่งเป็นไปตามบริบทของประเทศนั้นๆ 

ดังนั้นจึงไม่อยากให้คนไทยมองเมียนมาเพียงด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ต่างกันเวลาคนอื่นมองประเทศไทย ก็ไม่อยากให้มองประเด็นใดประเด็นหนึ่ง เพราะจะทำให้ไม่เห็นภาพโดยรวมของประเทศนั้น

“เช่นเดียวกับเวลาเรามองเขา ถ้าเรามองแต่ด้านสาธารณสุข เราจะไม่เห็นความเชื่อมโยงเกาะเกี่ยวไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเมือง ดังนั้นเวลาเรามองเขาเรื่องของการเมืองหรือการเลือกตั้ง ก็เลยจำเป็นที่จะต้องมองเผื่อในเรื่องอื่นๆ แล้วเราจะเห็นในภาพรวมว่า ทำไมเขาถึงทำแบบนี้”

ทุกคอนเทนต์ที่เขาอยากสื่อสารให้คนอื่นรับรู้ ล้วนแต่เจือไปด้วยความหวังให้เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อประเทศเมียนมาทั้งสิ้น

ไทย-พม่า : เพราะแผ่นดินเราติดกัน เพจเรื่องราวของเพื่อนบ้านที่อยากเล่าให้เราเข้าใจกัน
ไทย-พม่า : เพราะแผ่นดินเราติดกัน เพจเรื่องราวของเพื่อนบ้านที่อยากเล่าให้เราเข้าใจกัน

หนึ่งมิตรชิดกัน

มาถึงตรงนี้เราเริ่มสงสัยว่า แล้วอะไรทำให้หลงใหลในความเป็นพม่าถึงขนาดลมหายใจเป็นไทยสลับพม่าขนาดนี้

คำถามนี้เป็นสิ่งที่หลายคนถามเขาในฐานะผู้ที่สันทัดประเทศเมียนมาคนหนึ่ง เพราะถ้าพูดถึงบ้านเมืองนี้ใครๆ ก็มักจะนึกถึงศิลปะ ดนตรี หรือวัดวาอาราม แต่สำหรับปักเป้าเองเขากลับมองว่า ‘ความเหมือนและความต่าง’ ที่มีระหว่างบ้านเรากับเพื่อนบ้านเป็นสิ่งที่มีเสน่ห์ 

“ความเหมือนคือเวลาไปแล้วมีความรู้สึกว่า เราเป็นพวกเดียวกันได้ ถึงแม้ว่าเราจะมีหลายอย่างที่ต่างกัน แต่เวลาไปทุกครั้งมีความรู้สึกว่า เราเป็นพวกเดียวกับเขา” เขาอธิบายเพิ่มเติมถึงความหลงใหลส่วนตัวที่น่าจะไม่มีใครเหมือน

แต่ทั้งนี้ เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าคนไทยส่วนหนึ่งมองคนบ้านใกล้ชิดหลังคาติดกันที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกันยาวนานนี้ในด้านลบ เราจึงอยากรู้บ้างว่า ในมุมของฝั่งคนเมียนมาเองนั้น มองเราแบบไหน

คำตอบจากปากคนที่คลุกคลีกับชาวเมียนมากลับต่างออกไป

“คนเมียนมาที่มองไทยเท่าที่เจอ ส่วนใหญ่เขามองในลักษณะของการชื่นชม ตัวอย่างคือ ตอนนั้นไปซื้อของ ในร้านขายของฝาก เป็นร้านใหญ่ ทีนี้เขาก็ถามว่ามาจากไหน ก็บอกว่ามาจากประเทศไทย สายตาเขาจากตอนแรก เขาสงสัยว่าคนนี้เป็นใคร สายเขาเป็นประกาย แล้ว โอ้โห มาจากประเทศไทย มาจาก Bangkok ฉันเคยไป Bangkok ครั้งหนึ่ง เจริญมากเลย คนดีมากเลย 

“ซึ่งเขามองเราว่าเป็นประเทศที่มีความเจริญมากกว่า ถ้าเปรียบความรู้สึกให้ชัดก็เหมือนกับเรามองญี่ปุ่น เขามองเราในลักษณะนี้เช่นกัน แต่การมองตรงนี้เขาไม่ได้มองเราเพราะอยากจะเป็นเรา แต่เขามองเราเพราะเราเหนือกว่า และเขาอยากจะพัฒนาให้ได้เหมือนเรา อันนี้จากการได้คุยและสัมผัสได้ว่าเขาสื่อสารแบบนั้น ดังนั้นเขาไม่ได้มองเราในเชิงติดลบเหมือนที่เรามองเขา”

มองมุมกลับปรับมุมใหม่

ก่อนทำความเข้าใจใหม่ที่ปลายเหตุ เราควรย้อนมองที่ต้นสาย 

“แล้วสาเหตุของอคติหรือความไม่เข้าใจกันคืออะไร” เราตั้งคำถาม

“การเรียนกระแสหลัก” คือคำตอบที่เราไม่แปลกใจ ก่อนผู้ที่เข้าอกเข้าใจในความเป็นพม่าตรงหน้าเรา จะสาธยายต่อถึงปัญหาที่น่าจะมาจากหนังสือเรียนและสื่อต่างๆ ที่กล่าวถึงพม่าในฐานะผู้รุกรานมากกว่ามิตรประเทศผู้เกื้อกูลกัน

“เรามองเมียนมาเป็นศัตรู ผู้ร้าย ซึ่งเป็นมุมมองที่เป็นเหตุการณ์ในสภาพบ้านเมืองที่ยังไม่มีคำว่าประเทศ แต่เวลาเราเอามาเล่า เล่าด้วยบริบทเดียวกัน ทำให้มีความรู้สึกเคียดแค้น อคติ ก็เลยเป็นความรู้สึกหลักที่ทำให้เราสร้างกำแพงทำความเข้าใจตั้งแต่ต้นของคนไทย ตั้งแต่เด็กไทยเป็นต้นมา”

เมื่อเป็นเช่นนี้ ความหวังของเพจจึงอยากส่งสารบางอย่างให้ผองเราเผ่าไทยปรับมุมมองและเปิดใจ เผื่อว่าในอนาคตทัศนคติที่เรามีต่อเขาจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และทลายกำแพงภาพจำที่อยู่ในชุดความคิดของคนในชาติเรามานานปี

“อยากให้เข้าใจอย่างเดียวคือบริบทมันต่างกัน เพราะว่าสิ่งที่เพจต้องการสื่อสาร ไม่ได้จะให้เราปฏิเสธสิ่งที่ถูกสอนมาจากประวัติศาสตร์กระแสหลัก แต่อยากให้เรียนรู้ประวัติศาสตร์กระแสหลักโดยมีความเข้าใจบริบทมากขึ้น ซึ่งตรงนี้มันจะทำให้เราเข้าใจว่า มันเกิดอะไร เพราะว่าหลายคนพยายามที่จะแยกสองส่วนนี้ออกจากกัน ก็คือในส่วนของสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต กับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่ทางเพจไม่อยากให้มองแยกกันแบบนี้ เพราะถ้ามองแยกก็จะเป็นลักษณะของการไม่สนใจหรือไม่อยากพูดถึง” ปักเป้าสำทับถึงที่มาและทางแก้ของปัญหา ซึ่งเพจของเขากำลังพยายามนำเสนอแง่มุมที่ต่างออกไป เพื่อความเข้าใจในมุมที่ควรจะเป็น

บทสนทนาจบลงก่อนแสงของวันจะหมด สิ่งที่เราได้ตลอดการพูดคุยถึงเรื่องเพจนี้คือ ข้อมูลต่างๆ ของประเทศใกล้บ้านแค่พรมแดนกั้น ที่พรั่งพรูออกมาผ่านคนไทยที่เรายอมรับด้วยใจจริงว่าเขาเข้าใจประเทศเมียนมาในทุกแง่มุม

สุดท้ายนี้ เหมือนกับที่ว่าไว้ตอนแรก 

‘เมื่อแผ่นดินของเราทั้งสองติดกัน เราจึงควรเข้าใจซึ่งกันและกัน’

ไทย-พม่า : เพราะแผ่นดินเราติดกัน เพจเรื่องราวของเพื่อนบ้านที่อยากเล่าให้เราเข้าใจกัน

Facebook :ไทย – พม่า : เพราะแผ่นดินเราติดกัน

Writer

Avatar

พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์

นักลองฝึกพิสูจน์อักษร ผู้แสร้งเป็นนักลองฝึกเขียน อดีตเป็นนักเรียนภาษา ผู้สนใจเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ รักในมวลรอบข้างที่ดี กาแฟ ชาเขียว และแมวเหมียว

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

“ช่วงกักตัวโควิดมันไม่มีอะไรทำ ผมก็เลยทำเพจครับ”

“ส่วนผมหมอเจตชวนมาทำครับ (หัวเราะ)”

ประโยคแรกเป็นของ หมอเจต-นพ.เจตพัฒน์ ทวีโภคา ส่วนประโยคที่สองเป็นของ หมอบี-นพ.อุดมศักดิ์ ตั้งชัยสุริยา ที่พูดกันอย่างติดตลกเมื่อเราถามถึงจุดเริ่มต้นของ ‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้เกี่ยวกับการแพทย์ฉุกเฉิน ครอบคลุมตั้งแต่เคล็ดลับสามัญประจำบ้านที่คนทั่วไปนำไปใช้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น ไปจนถึงความรู้ระดับเจาะลึก ซึ่งเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย
‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

นอกจากร่ายยาวให้ข้อมูลครบถ้วนประหนึ่งนั่งฟังแพทย์ในห้องตรวจ อีกจุดน่าสนใจอยู่ตรงภาพประกอบ ซึ่งหมอเจตลงมือวาดด้วยตัวเองทั้งหมด และหลังจากบทสนทนายามดึกระหว่างเรากับนายแพทย์หนุ่มทั้งสองจบลง ก็พบอีกประเด็นสำคัญที่อยากชวนทุกท่านอ่าน

ทั้งหมอบีและหมอเจตเห็นตรงและยืนยันหนักแน่นว่า จุดประสงค์ในการจัดสรรเวลามารังสรรค์คอนเทนต์ให้แฟนเพจติดตาม ก้าวข้ามการให้ความรู้หรือให้ใคร ๆ มานับหน้าถือตาว่าเป็นนายแพทย์ผู้เสียสละ แต่พวกเขาอยากให้สิ่งนี้มีส่วนให้คนตระหนักและกล้าเข้าใกล้ศาสตร์การแพทย์ฉุกเฉิน มีมุมมองที่ดีต่อแผนก ER รวมถึงฝันที่ยิ่งใหญ่ ว่าคอนเทนต์กู้ชีพมากมายที่พวกเขาตั้งใจเผยแพร่ออกไป อาจมีส่วนช่วยรักษาชีวิตคนใกล้ตัวเอาไว้ได้ 

ซักประวัติ

“ประเทศเรามีชุดความคิดที่ว่า ต้องเป็นคนรวยเท่านั้นถึงจะได้เรียนหมอ” 

หมอเจตเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการพาเราย้อนไปถึงอุดมการณ์ในวันที่ตัดสินใจเปิดเพจ เพราะชุดความคิดของสังคมที่มองว่าหากอยากอยู่ในแวดวงการแพทย์ คุณต้องมีต้นทุนที่ดี ครอบครัวต้องพร้อมสนับสนุน หรือแม้แต่เรียนจบแล้ว อยากเข้าร่วมประชุมวิชาการเพื่อยกระดับความรู้ให้ตัวเองสักครั้ง พวกเขาต้องเสียค่าใช้จ่ายถูกสุดหลักพัน หรืออาจบานปลายไปถึงหลักหมื่น ซึ่งสำหรับหมอที่มีเงินเดือนหลักแสนอาจไม่เป็นปัญหา แต่เมื่อลองนึกถึงพยาบาลหรือเหล่ากู้ภัย ซึ่งจำเป็นต้องเข้าถึงความรู้เหล่านี้ไม่แพ้กัน ก็ดูจะเหนือบ่ากว่าแรงใครหลายคนไม่อยู่ไม่น้อย

“มันถึงเวลาที่เราต้องคืนอะไรให้กับสังคมบ้าง” ซึ่งสิ่งนั้นปรากฏผลลัพธ์เป็นเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ รวบรวมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่ทั้งหมอเจตและหมอบีสั่งสมมา เพื่อให้ ‘ทุกคน’ ไม่ว่าจะอยู่ในสายงานการแพทย์หรือบุคคลทั่วไปที่อาจต้องเผชิญเหตุไม่คาดฝัน เข้ามาเก็บเกี่ยวและนำไปปรับใช้ได้โดยไม่เสียสตางค์สักบาท 

นอกจากนี้ แนวทางในการตั้งชื่อเพจของพวกเขาก็น่าสนใจไม่แพ้อุดมการณ์ข้างต้น เพราะทั้งสองตั้งใจตั้งให้สั้น กระชับ ชัดเจน จนออกมาเป็น ‘ห้องฉุกเฉิน + ต้องรู้’ เพื่อกลับไปตอบโจทย์เดิมอีกว่า ทุกคนควรรู้สิ่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

พบแพทย์

ข้อมูล ณ วันที่ 26 มกราคม 2566 ห้องฉุกเฉินต้องรู้มีผู้ติดตาม 168,883 คน แต่ละโพสต์มีแฟนเพจมาแสดงความคิดเห็น ถกเถียง และรีเควสขอความรู้เรื่องอาการใหม่ ๆ แบบเรียกได้ว่าคึกคักไม่แพ้เพจให้ความบันเทิง ซึ่งผู้คนที่กดติดตามมีหลากหลาย ทั้งบุคลากรทางการแพทย์แทบทุกสาขาและคนทั่วไปหลายช่วงวัย 

หมอเจตเล่าว่าในช่วงเริ่มต้น พวกเขาไม่ได้วางกลุ่มเป้าหมายหลักไว้ให้เป็นเช่นนี้ แต่ตั้งใจให้นักศึกษาแพทย์ พยาบาล กู้ภัย และผู้คนในสายงานที่เกี่ยวกับความเป็นความตาย มาติดตามไว้เพิ่มพูนความรู้ในการทำงาน เนื้อหาและภาษาในช่วงแรก ๆ จึงหนักหน่วงและเต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะที่คนในวงการเข้าใจร่วมกัน 

สำลักควันไฟ หมดสติ อย่าเชื่อเครื่องวัดออกซิเจน ระวังพิษก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ . ไฟไหม้โรงงาน คนไข้สำลักควันหมดสติ…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Wednesday, 10 August 2022

เมื่อเวลาผ่านล่วงเลยเข้าปีที่ 3 กลับกลายเป็นว่ามีคนทั่วไปให้ความสนใจมากขึ้น ประกอบกับได้หมอบีผู้เชี่ยวชาญด้านการให้ความรู้สำหรับประชาชนเข้ามาร่วมแรงร่วมใจ เนื้อหาและภาษาในเพจจึงปรับให้เป็นเคสที่เข้าถึงคนทั่วไปมากขึ้น และมีการหยิบยกโรคภัยไข้เจ็บที่สังคมกำลังสนใจ บ้างก็เป็นเคสที่มีคนขอให้ช่วยอธิบายซ้ำอีกครั้ง คล้าย ๆ กับการส่งบ้าน

แล้วมีจุดไหนที่ทำให้รู้สึกว่าการทำเพจนี้ประสบความสำเร็จแล้ว – เราถาม

“มีคนส่งข้อความมาว่า เขาเป็นคุณแม่ วันหนึ่งลูกเขาเกิดอาการชัก แล้วเขาเคยติดตามในเพจ เขาเลยปฐมพยาบาลให้ลูกก่อนนำส่งโรงพยาบาล แล้วลูกก็รอดชีวิต นั่นคือหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้พวกเราคิดว่า ประสบความสำเร็จในการทำเพจแล้วครับ”

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

ณ นาทีแห่งความเป็นความตายของแม่ลูกคู่นั้นคงเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและตกใจ แต่โพสต์โพสต์หนึ่งจากเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้กลับผุดขึ้นมา และพาให้เธอนำวิธีที่นำเสนอในเพจไปกู้ชีพ จนรักษาลูกชายเอาไว้ได้…

นอกจากเนื้อหาสดใหม่อิงกระแสกับโรคภัยไข้เจ็บที่สังคมกำลังสนใจ ภาพวาดประกอบสื่อความชัดเจน ภาษาในการนำเสนอที่อ่านง่าย เข้าถึงได้ทุกคน อีกสิ่งที่นายแพทย์ทั้งสองให้ความสำคัญมากที่สุด คือ ความถูกต้องของข้อมูล นั่นก็เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นแค่ครีเอเตอร์ แต่ยังเป็นบุคลากรทางการแพทย์ผู้ตั้งใจส่งต่อองค์ความรู้ที่มีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้น ทุกข้อมูลที่เขาสื่อสารออกไปจึงต้องแม่นยำ ห้ามผิดพลาด 

“เพจที่เราทำเกี่ยวกับความเป็นความตาย ไม่ใช่ดูเพื่อความบันเทิง เพจนี้แหละจะป้องกันคุณในยามที่คุณเดือดร้อน” หมอเจตย้ำ

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย
‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

X-RAY

มาถึงหลายคนที่สงสัย หมอดูเป็นอาชีพที่ตารางงานรัดตัว แล้วหมอเจตกับหมอบีเอาเวลาไหนมาจัดสรรลงคอนเทนต์ได้ทุกวัน คุณหมอทั้งสองปรึกษากันสักครู่ แล้วให้คำตอบว่า “คำแรกคือแพสชัน คำที่สองคือการบริหารเวลา”

แพสชันที่ว่า มาจากอุดมการณ์ที่ไม่อยากให้ความรู้ถูกจำกัดด้วยทุนนิยม

และอีกคำหนึ่งคือ การบริหารเวลา หมอเจตบอกเราว่า คือสิ่งที่หมอฉุกเฉินเชี่ยวชาญเป็นอันดับต้น ๆ เพราะหากทำงานล่าช้าหรือจัดลำดับความสำคัญผิดพลาดเพียงนิด นั่นหมายถึงชีวิตของคนไข้ 

ทั้งสองแบ่งหน้าที่ในการดูแลเพจร่วมกัน โดยหมอบีดูแลเรื่องเนื้อหา ตั้งแต่คัดเลือก ค้นคว้าข้อมูล หาตัวอย่างประกอบ หรือติดต่อผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ เพื่อรีเช็กข้อมูลและชวนมาพูดคุยให้ได้องค์ความรู้ที่กว้างขวางขึ้น รวมถึงหมอบียังทำหน้าที่แอดมิน ตอบกลับความคิดเห็นและข้อความจากบรรดาแฟนเพจอีกด้วย 

เย็บปากยังไงไม่ให้เบี้ยว…หาขอบปากให้เจอครับ ตรงนั้นเรียกว่า “เวอ-มิ-เลี่ยน”…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Monday, 22 August 2022

ส่วนหมอเจต นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งศาสตร์และศิลป์ เขาตั้งใจวาดภาพประกอบโพสต์ทั้งหมดให้เป็นศิลปะแบบ Pop Art โดยยังคงเก็บรายละเอียดที่เทียบเคียงกับหลักกายวิภาคศาสตร์เอาไว้ถ้วน แต่ก็ลดทอนความรุนแรงของบาดแผลหรือความเหวอะหวะให้อยู่ในระดับที่คนทั่วไปรับชมได้โดยไม่ต้องปิดตาหนี 

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

“วิธีการคือ เราจะคุยกันตลอดว่าตอนนี้มีเรื่องอะไรน่าสนใจ มีข่าวแบบนี้ คนน่าจะอยากรู้ข้อมูลการปฐมพยาบาลเคสนี้ หรือบางทีก็เริ่มจากหมอเจตส่งรูปที่วาดมาก่อน แล้วผมก็โอเค เข้าใจแล้วว่าเขาอยากสื่ออะไร มีเรื่องไหนที่ต้องเขียนชี้แจง ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องชวนใครมาคุยด้วยกัน จากนั้นก็ลุยเลย เพราะทั้งหมดเราทำอยู่ภายใต้กรอบเดียวกัน นั่นคือศาสตร์การแพทย์ฉุกเฉิน” หมอบี หมอสายวิชาการเล่าวิธีทำงานกับหมอสายติสต์อย่างหมอเจตให้ฟัง 

นอกจากทำหน้าที่แบ่งปันความรู้แบบอัดแน่นที่ย่อยให้เข้าถึงง่ายแล้ว ห้องฉุกเฉินต้องรู้ ยังเคยทำหน้าที่เป็นห้องฉุกเฉินยามจำเป็นให้กับผู้ป่วยและทีมกู้ภัยมาแล้ว คุณหมอทั้งสองยกตัวอย่างเหตุการณ์ให้เราฟังว่า มีคนส่งคลิปเข้ามาให้พวกเขาช่วยประเมินอาการเบื้องต้น ทั้งคนในบ้านหายใจผิดปกติ มีอาการชัก เพราะไม่รู้ว่าต้องรับมืออย่างไร ต้องไปโรงพยาบาลไหม หรือควรแจ้งหน่วยงานไหนต่อ หรือข้อความจากพนักงานกู้ภัย ที่ส่งเข้ามาถามว่า สิ่งที่พวกเขาปฐมพยาบาลให้ผู้ป่วยไปถูกต้องหรือเปล่า

คำถามจากแฟนเพจข้างต้น สะท้อนความเป็นจริงในสังคม 2 ประการ

หนึ่ง ความรู้เบื้องต้นในการปฐมพยาบาลยังคงห่างไกลจากความรู้ความเข้าใจของคนในสังคม พวกเรายังขาดแหล่งเข้าถึงข้อมูลอันเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเป็นความตาย ทั้งต่อตนเองและคนรอบข้าง 

สอง โชคดีที่ห้องฉุกเฉินต้องรู้ มีอยู่เพื่อพยายามขจัดปัญหานั้น

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

วินิจฉัย 

ถึงแม้ว่าตอนนี้แพทย์ฉุกเฉินจะเป็นสาขาที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ มากขึ้น องค์ความรู้ด้านการปฐมพยาบาลได้รับการเผยแพร่มากขึ้น แต่จากมุมมองของหมอเจตและหมอบีผู้คลุกคลีอยู่ในวงการ พวกเขาบอกว่า คนทั่วไปยังเข้าใจและก้าวข้ามสถานการณ์ฉุกเฉินได้ไม่มากเท่าที่ควร 

ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองคนจึงตั้งใจใช้เพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ เป็นประตูไปสู่ประชาชน เช่นเดียวกับที่แพทย์บางคนขึ้นเขาลงห้วย ขับรถขึ้นดอยด้วยงบของตัวเองไปสอนชาวบ้านเรื่องการปฐมพยาบาล สอนทำ CPR แก้อาการอาหารติดคอ ชัก แมลงสัตว์กัดต่อย ปั๊มหัวใจ ไฟฟ้าดูด จมน้ำ ฯลฯ 

“เพื่อนผมบอกว่า เพจของเราทำให้หมอฉุกเฉินมีบทบาทโดดเด่นมากขึ้น อย่างตอนเหตุโศกนาฏกรรมที่อิแทวอน ประเทศเกาหลีใต้ ถ้าเป็นในสมัยก่อน หลังเกิดเหตุการณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะออกมาให้ข้อมูล แต่ข้อมูลนั้นก็อาจจะออกแนววิเคราะห์เจาะลึก เป็นแนววิชาการหนัก ๆ เข้าถึงยาก แต่ตอนนี้เพจเราเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ออกมาพูดเรื่องนี้ได้ทันทีในฐานะหมอฉุกเฉินคนหนึ่ง รวมไปถึงในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้วยเช่นกัน ที่สำคัญ เราสามารถย่อยข้อมูลให้เข้าใจง่ายขึ้น คนที่ติดตามนำไปใช้ได้จริงมากขึ้น 

ในคลิป #อิแทวอน…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Sunday, 30 October 2022

“เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ผมเคยไปออกหน่วยสอนคนไข้เรื่องการปั๊มหัวใจ คนไข้บอก ป้าไม่ปั๊มได้ไหม ป้าทำไม่เป็นหรอก แต่หลังจากเหตุการณ์ที่อิแทวอน ซึ่งเราออกมาเล่าวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไว้อย่างละเอียด ก็รู้สึกว่าคนตระหนักและให้ความสนใจกับสิ่งนี้มากขึ้น มีถามเข้ามาว่าให้ปั๊มมือเดียวหรือ 2 มือดี ต้องเป่าปากไหม ถ้าเป่าปากแล้วจะเป็นโควิดไหม คำถามเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ประชาชนมีความตระหนักระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าดีใจมาก ๆ” หมอเจตกล่าว

ใบรับรองแพทย์

เวลาล่วงเลยจบพลบค่ำ ก่อนจากกัน เราถามถึงเป้าหมายไกล ๆ ที่นายแพทย์ทั้งสองใฝ่ฝันจะไปให้ถึง หมอเจตจึงยกคำพูดของ แอนดี วอร์ฮอล ขึ้นว่า “Art is anything that you can take away with” หรือ ศิลปะคือสิ่งที่คุณสามารถเอาไปด้วยได้ – คุยกันเรื่องวิทย์อยู่ดี ๆ ไหงยกคำคมของศิลปินคนดังขึ้นมาซะได้ 

“ทุกอย่างคือศิลปะที่คุณถือเอาไปได้ครับ ทั้งภาพของเรา เนื้อหาในเพจเรา หรือทุก ๆ ข้อมูลที่เราตั้งใจถ่ายทอดเอาไว้ ไม่ว่าอะไรจากศิลปะ คุณพกพามันใส่สมองเอาไว้ได้ แล้วจะหยิบมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้เช่นกัน นั่นคือความตั้งใจของผม

“คุณอยากรู้ว่าเส้นเลือดในสมองแตกไหม คุณดูภาพศิลปะของผม ถ้าวันหนึ่งที่คุณปากเบี้ยว คุณจะนึกถึงศิลปะของผมที่คุณเอาไปด้วยผ่านการจดจำ” หมอหัวใจศิลป์กล่าว 

และสำหรับหมอบี ความคาดหวังของเขาไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้ติดตามที่จะเพิ่มขึ้นหรือลดลง หากแต่เป็นการคงมาตรฐานในทุก ๆ คอนเทนต์ที่นำเสนอ ทั้งในด้านความถูกต้อง ครบถ้วน แม่นยำ เป็นประโยชน์ และเขายังหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เนื้อหาเหล่านั้นจะช่วยชีวิตของใครสักคนได้ในที่สุด

ที่สำคัญ ทั้งสองยังยืนยันหนักแน่นว่า พวกเขาเชื่อมั่นว่าการเข้าถึงความรู้ไม่จำเป็นต้องเสียเงิน และเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ของเขาจะยังคงยึดอุดมการณ์นี้ จนกว่าจะถึงวันที่แม้แต่เด็กอนุบาลก็ทำ CPR เป็น

Facebook : ห้องฉุกเฉินต้องรู้

YouTube : ห้องฉุกเฉิน ต้องรู้

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

ธนาธิป อดิเรกเกียรติ

ธนาธิป อดิเรกเกียรติ

ช่างภาพรักความสงบ กำลังพยายามค้นหาความสุขให้กับตัวเอง ผู้หลงใหลระหว่างบรรทัดของบทกวี

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load