หลายครั้งคนเรามักคิดถึงความทรงจำอันงดงามเก่า ๆ ในอดีต อยากกลับไปหา อยากทำให้มันหวนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง แต่เราก็คงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการมองภาพถ่ายเก่า หรือเข้าไปหลบในห้วงภวังค์ความคิด จนบางทีถึงหลายทีก็แอบคิดว่า… ถ้ามีไทม์แมชชีนก็คงจะดี

เช่นเดียวกับเจ้าของเพจบ้านของจิ๋ว กิ๊บ-ธัญญาทิพย์ อ่อนกล และ กอล์ฟ-อรรถพล อ่วมสอาด สองสามีภรรยาอดีตคุณครู ที่ผูกพันกับความทรงจำวัยเด็กอยู่มากมายหลายเรื่องซึ่งคงบอกเล่าเป็นถ้อยคำไม่หมด ทั้งคู่ไม่มีเครื่องย้อนเวลา มีเพียงรูปถ่ายและภาพลาง ๆ ของสิ่งที่เคยคุ้น แต่อยากให้ความทรงจำเหล่านั้นจับต้องได้ จึงบรรจงออกแบบ วางเสาเข็ม เก็บทุกรายละเอียด ใช้ความรักก่อร่างสร้างบ้าน ออกมาในรูปแบบ ‘บ้านของจิ๋ว’

คู่รักนักสร้าง ‘บ้านของจิ๋ว’ ที่เรียนทำโมเดลเอง เพื่อสร้างบ้านไทยยุคเก่าอย่างสมจริง

เมื่อความตั้งใจปรากฏชัดเจน กิ๊บและกอล์ฟจึงศึกษาผ่านวิชาการฝึกฝนด้วยตัวเอง และลงมือทำโดยเริ่มจากศูนย์ แต่ความสุขและความสนุกเป็นแรงขับเคลื่อนชั้นดี ทั้งคู่จึงคร่ำหวอดในวงการนี้มานานพอที่จะทำได้ทุกอย่าง ทั้งร้านรวง ห้องหับ ตลาดนัด ตลาดน้ำ 

ต้องการไม้ชนิดไหน พื้นแบบใด บ้านของจิ๋วก็ทำให้ภาพจำเป็นจริงได้ทั้งหมด

“เราคิดถึงบรรยากาศเก่า ๆ หมู่บ้านเล็ก ๆ ชีวิตวัยเด็กในสมัยนั้น เราเลยอยากทำงานชิ้นหนึ่งเพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำ” กิ๊บเริ่มบทสนทนา

บ้านของจิ๋ว แต่เรื่องราวของบ้านไม่จิ๋ว

บ้านของจิ๋วทุกหลัง ปลูกขึ้นมาด้วยความรักของกิ๊บและกอล์ฟ

กิ๊บเล่าว่าเธอผูกพันกับสิ่งต่าง ๆ ในวัยเด็กมากมาย หนึ่งในความทรงจำที่มีค่าที่สุด คือชีวิตที่เติบโตมากับร้านขายของชำของคุณพ่อ เจ้าร้านขายของชำยุคเก่านั้น จึงถูกรังสรรค์ออกมาเป็นของจิ๋วชิ้นแรก

“ร้านขายของชำมีความหมายกับเรามาก เพราะเราโตมากับร้านนี้ สมัยก่อนพ่อให้ไปนั่งเฝ้าซุ้มยาดอง ไปนั่งขายโมบายที่ทำจากหลอดเป็นกองสูงท่วมหัว แลกมากับค่าขนม เราก็ดีใจ หรือบางทีเราแอบจิ๊กของแถมจากขนมลัง ได้เล่นกับเพื่อน ๆ หน้าบ้าน ข้ามไปวิกหนัง วิ่งไปตลาด คือความทรงจำของเรามันอยู่ตรงนั้นหมดเลย”

จากร้านขายของชำ ข้ามฝั่งไปต่อกันที่ความทรงจำของกิ๊บตรงวิกหนัง ที่นั่นมีของขาย มีรถขายโรตีสายไหมหยอดเหรียญจอดเรียงราย เด็ก ๆ กำเหรียญบาท เหรียญห้า เหรียญสิบไปหยอดกัน เพียงหมุน ตื๊ดดดด… ก็จะสุ่มจำนวนโรตีที่เราจะได้ ด้านซ้ายด้านขวาขนาบด้วยร้านปลาหมึกบ้าง ร้านน้ำบ้าง ถัดไปอีกหน่อยมีรถแห่หนังจอดอยู่ รอคอยเวลาวิ่งออกไปแห่ตามหมู่บ้าน 

“ในวิกหนังจะมีดนตรี มีคอนเสิร์ต เป็นแหล่งรวมความบันเทิง เมื่อก่อนมี พุ่มพวง ดวงจันทร์ มี สายัณห์ สัญญา มาเล่นดนตรีในวิกหนังนี้ด้วย ด้านหน้าก็มีของขายเต็มไปหมด มีเด็กวิ่งเล่น เราคิดถึงบรรยากาศเก่า ๆ แบบนั้นที่หาไม่ได้อีกแล้วในสมัยนี้” กอล์ฟเสริม

หากความทรงจำที่เป็นที่สุดของกิ๊บคือร้านขายของชำ กอล์ฟเองก็มีภาพจำวัยเด็กที่เป็นที่สุดเหมือนกัน ชนิดว่าคิดถึงเมื่อไหร่ ก็เล่าออกมาได้เป็นฉาก ๆ นั่นคือ ร้านเกมคู่ใจ

“ที่สุดสำหรับพี่ต้องร้านเกมเลย ตอนนั้นชอบโดดเรียนไปเล่นเกม เตะบอลเสร็จไปเล่นเกม ไปกัน 3 คน ผลัดกันเล่นคนละตา คนละตัว เล่นเกมมาริโอ้คนละด่าน วน ๆ กันไป หรือบางทีไม่ได้เล่น แต่ไปนั่งดูเขาเล่นก็มีความสุขแล้ว”

ความทรงจำในวัยเด็กของเขายังฉายให้เราชมต่อไปเรื่อย ๆ ราวกับพาย้อนไปในบรรยากาศเหล่านั้น

“สมัยมัธยม ตอนไปโรงเรียน มีร้านเทปอยู่ตรงคลองน้ำเน่า ที่ปากน้ำ อยู่ตรงวินรถตากบพอดี เราก็จะเล็งไว้เลยว่า ชุดนี้ วงนี้ที่เราชอบออกเทปแล้วนะ เราก็จะเก็บตังค์มาซื้อสะสมไว้ เรื่องพวกนี้มันอยู่ในความทรงจำตลอด เราก็เลยทำบ้านออกมาจากความรู้สึก จากใจล้วน ๆ” 

คู่รักนักสร้าง ‘บ้านของจิ๋ว’ ที่เรียนทำโมเดลเอง เพื่อสร้างบ้านไทยยุคเก่าอย่างสมจริง
คู่รักนักสร้าง ‘บ้านของจิ๋ว’ ที่เรียนทำโมเดลเอง เพื่อสร้างบ้านไทยยุคเก่าอย่างสมจริง

ไทม์แมชชีนสู่จุดเริ่มจิ๋ว

จากความผูกพันกับทรงจำวัยเด็กมากมายของทั้งคู่นำมาสู่การทำบ้านของจิ๋ว เราเลยขอพาย้อนไปสู่อีกหนึ่งจุดสำคัญ อย่างวันแรกที่พวกเขาหลงรักสิ่งนี้

นั่นคือวันที่ครูกิ๊บและครูกอล์ฟตัดสินใจหันหลังให้กระดานดำ เปลี่ยนจากการจับกระดาษ สอนหนังสือ มาจับกบไสไม้ แล้วเสกความทรงจำจากรูปถ่ายให้กลายเป็นเหล่าบ้านจิ๋ว

“ก่อนหน้านี้เราเป็นครูมาก่อน พี่เป็นครูประถม พี่กิ๊บเป็นครูมัธยม แต่เราไม่ชอบอะไรที่มันอยู่ในกรอบ เราเลยออกมาทำร้านอาหาร ทีนี้บังเอิญว่าพี่กับแฟนชอบถ่ายรูปฟิกเกอร์โมเดลเก่า ๆ แต่มันไม่มีฉาก เราก็เลยเกิดไอเดียว่า อยากทำฉากเล็ก ๆ เพื่อเอามาให้ตัวฟิกเกอร์โมเดลถ่ายรูปคู่ วันหนึ่งพอเราทำบ้านจิ๋วขึ้นมา แล้วมีคนมาเห็น มาชื่นชม ก็เลยเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราอยากทำของจิ๋วเป็นอาชีพเสริม” กอล์ฟเผยที่มา จากความธรรมดาสู่สิ่งพิเศษ

หลังจากทั้งคู่คิดเห็นตรงกัน จึงลงใจว่าจะเสกรูปถ่ายให้กลายเป็นของจิ๋ว แม้ว่าทำเป็นอาชีพเสริมมาเรื่อย ๆ แต่รู้ตัวอีกทีบ้านจิ๋วนี้ก็กลายเป็นเป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวัน ทำวันละนิด วันละหน่อย ทุกวันอย่างสม่ำเสมอจนเกิดเป็นความชำนาญ พาให้หลงรักเหล่าบ้านจิ๋วจนถอนตัวไม่ขึ้น 

“ตอนทำเรามีความสุขมาก เหมือนได้กลับไปในยุคนั้น เราเลยใช้เวลาช่วงปิดร้านอาหาร ช่วงลูกหลับ มาทำทุกวัน วันละ 3 – 4 ชั่วโมง บางทีทำ ๆ ไปเพลินกำลังได้ที่ กำลังสนุก ก็ลากยาวถึงเช้าเลย จนพระบิณฑบาตแล้ว” เพลินจนอะไรก็หยุดไม่อยู่จริง ๆ กอล์ฟว่า

ทั้งคู่ไม่มีพื้นฐาน ไม่มีประสบการณ์เลยในช่วงแรก แต่เผอิญว่าบ้านทุกหลังนี้ก่อสร้างจากความรัก อุปสรรคเลยเป็นเพียงแค่คำคำหนึ่งในพจนานุกรม

คู่รักนักสร้าง ‘บ้านของจิ๋ว’ ที่เรียนทำโมเดลเอง เพื่อสร้างบ้านไทยยุคเก่าอย่างสมจริง

“แรก ๆ ก็ยังจับทิศจับทางไม่ได้ ลองผิดลองถูกอยู่นาน เมื่อก่อนจำได้เลยว่าเราใช้ไม้กระบอกทำเสา คือเราไม่มีพื้นฐานเลยว่าจะต้องใช้ไม้อะไรทำอะไร เราดูบ้านจริงว่าเป็นแบบนี้ ๆ แล้วก็ลองเหลาไม้ ลองตัดสังกะสีมาแปะ ๆๆ ตอนนั้นพี่เอาสังกะสีบ้านของจริงเลยนะ เลือกแบบที่มันเป็นสนิม แล้วก็ไปเอากรรไกรตัดสังกะสีของพ่อมาตัดแล้วแปะ เหมือนทำงานประดิษฐ์เลย แล้วก็มารู้ทีหลังว่า อ้อ สีสนิมเนี่ย เขาไม่ได้ทำมาจากสนิมจริง เขาใช้สีเพนต์เอา ก็ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่” กอล์ฟเล่าพลางหัวเราะ

กิ๊บและกอล์ฟจึงเหมือนเริ่มต้นจากศูนย์ ลองเอาไม้จริงมาทำพื้น เอาสังกะสีแท้ ๆ มากั้นห้องให้สมจริง 

เมื่อพรสวรรค์ไม่สำคัญเท่ากับพรแสวง ทั้งสองจึงไม่เคยหยุดพยายาม ตรากตรำลองผิดลองถูก หัดจากอินเทอร์เน็ตบ้าง ยูทูบบ้าง จากแชนแนลของชาวต่างชาติ ขวนขวายจากทุกช่องทางเรียนรู้ ล้มบ้าง ลุกบ้าง จนในที่สุดบ้านหลังแรกก็เกิดขึ้นจริง

“ตอนนั้นจำได้เราทำโมเดลร้านขายของชำอันแรกเลย ไปนั่งขายที่ตลาด มีคนมาซื้อ 800 บาท เราดีใจมาก จากคูหาเดียวเล็ก ๆ เลยค่อย ๆ ขยับขยายมาใหญ่ขึ้น ไปร้านอื่นมากขึ้น”

และเมื่อมีบ้านหลังแรก หลังที่ 2 ที่ 3 จึงตามมาเรื่อย ๆ จนตอนนี้หากถามว่าทำมาแล้วทั้งหมดกี่หลัง คงเป็นคำถามที่ยากเกินกว่าจะตอบได้ 

คู่รักนักสร้าง ‘บ้านของจิ๋ว’ ที่เรียนทำโมเดลเอง เพื่อสร้างบ้านไทยยุคเก่าอย่างสมจริง

ได้เวลา ลงเสาเข็ม

ก่อนจะมีบ้าน ก็ต้องมีแบบบ้านก่อน

“แบบบ้านส่วนหนึ่งมาจากความทรงจำ อีกส่วนคือเราชอบไปตามตลาดเก่า ไปเที่ยวจังหวัดนั้น จังหวัดนี้ เราก็ดูบรรยากาศเก่า ๆ บ้านเรือน บรรยากาศของคนพื้นที่นั้น แล้วก็ถ่ายรูปเก็บไว้ ว่าร้านเป็นแบบนี้ โครงบ้านเป็นแบบนี้ ประตูเป็นแบบนี้ หน้าต่างเป็นแบบนี้นะ แล้วก็เอากลับมาปรับกับงานของเรา” กว่าจะจำได้แม่นยำเพียงนี้ ต้องผ่านบ้านมาหลายหลัง รวมเป็นหมู่บ้านนับไม่ถ้วน กอล์ฟอาศัยจากทั้งการสังเกตและรูปถ่าย แต่ส่วนใหญ่มาจากความคุ้นเคยที่คลุกคลีกับเหล่าบ้านเก่ามานาน

เมื่อแปลนบ้านทุกหลังถูกออกแบบขึ้นแล้ว จึงประจงวางเสาเข็มทีละต้น ค่อย ๆ ก่อสร้างบ้านน้อยหลังนี้ตามความตั้งใจใหญ่

“เหมือนเราปลูกบ้านหลังหนึ่ง ต้องมีเสา มีจั่ว มีคาน มีฝาบ้าน เราต้องขึ้นใหม่หมดเลย ไม่ได้มีเป็นบล็อกเหมือนเครื่องมือสมัยใหม่” กอล์ฟเล่าให้เราฟัง แม้เป็นบ้านหลังจิ๋ว ก็ใช่ว่าจะปะ ๆ ติด ๆ กลายเป็นบ้านได้โดยง่าย ขั้นตอนนั้นราวกับปลูกบ้านจริงหนึ่งหลัง 

เริ่มจากหาทำเล กิ๊บและกอล์ฟต้องหาหมุดหามุมบนที่ดินขนาด 30 x 30 ซม. ว่าบ้านของเขาควรจะลงตรงไหน ชิดขอบที่ดินติดริมรั้ว หรืออยู่ตรงกลางให้สมมาตร ต้องคำนวณพื้นที่หน้ากว้างของถนนหน้าบ้านให้พอเหมาะเสมือนของจริง

ย้อนความทรงจำเด็กยุค 90 ผ่านโมเดลร้านเกม ร้านขนมวัยเด็ก และตลาดขนาดจิ๋ว กับคู่รักนักสร้างบ้านจิ๋วส่งออกทั่วโลก

“เราต้องคำนวณขนาดที่พอดีต่อห้อง อย่างห้องเดียว 30 ซม. จะมีพื้นถนนออกมา 25 ซม. ส่วนสูงจะประมาณ 45 ซม. ยังไม่รวมหลังคา ไซส์นี้ถ้าคนที่เขาเอาไปเล่นกับฟิกเกอร์โมเดล มันจะเล่นกับตุ๊กตุ่นได้พอดี เอาตัวคนไปนั่งในร้าน ไปเข้าฉาก ทำให้เป็นเรื่องราว มีบรรยากาศได้” กอล์ฟคิดขนาดพื้นที่เผื่อไว้ให้เหล่าโมเดลตัวจิ๋วหมดแล้ว เขาจำไซส์ได้อย่างแม่นยำ เป๊ะโดยไม่ต้องกางไม้เมตร

เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ก็ถึงเวลาของการตอกเสาเข็ม บรรจงวางไม้ที่ละชิ้น เฉกเช่นเดียวกับโครงบ้าน โดยไม่ทิ้งเค้าเดิม นั่นคือความสมจริง

“เราเอาไม้เก่า ไม้สักมาทำ สมมติอยากได้พื้นไม้ที่ไม่เรียบ เราก็จะดูไม้เลยว่าตัวนี้มันเก่า มันผุ เหมาะที่จะทำพื้นแหว่ง ๆ ตรงนี้ เอามาทำเสา ทำฝาบ้านเป็นรูบ้าง หรือถ้าเป็นห้องแถวปูน เราก็จะใช้โฟม แล้วมาใช้ปูนสำหรับทำโมเดลทาทับอีกที จะได้ดูเหมือนของจริง”

ถัดมาเข้าสู่ช่วงของการมุงหลังคา วางวงกบ ติดฝ้าเพดาน ฉาบปูน ถมพื้น ปูกระเบื้อง ติดตั้งประตูหน้าต่าง สุขภัณฑ์ ทาสี “ทุกอย่างเราทำให้เหมือนกับที่เป็นความทรงจำสมัยนั้น 85 – 90 เปอร์เซ็นต์ เราจำได้ว่าเสื่อน้ำมันตรงนี้ เพื่อนคนนี้เล่นกันลากโต๊ะไปขาด เสาต้นนี้เป็นรอย หรือแม้แต่จำได้ว่าเล่นซนจนโดนเจ้าของร้านว่า เราใส่ให้เหมือนเดิมทั้งหมด เพราะอยากเก็บของเก่าไว้ในรูปแบบโมเดลของจิ๋ว” 

ย้อนความทรงจำเด็กยุค 90 ผ่านโมเดลร้านเกม ร้านขนมวัยเด็ก และตลาดขนาดจิ๋ว กับคู่รักนักสร้างบ้านจิ๋วส่งออกทั่วโลก

กอล์ฟเล่าว่าทุกอย่างอยู่ที่เดิมเป๊ะ ๆ ไม่มีผิดเพี้ยน เขาจำได้ทุกฉากทุกตอน ทุกซอกทุกมุม ว่าตรงไหนมีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นบ้าง ผนังเก่าที่หลุดลอก พื้นที่เปรอะเปื้อน โต๊ะเก้าอี้สึกกร่อน กอล์ฟไม่มองว่าเหล่านี้คือความเก่าที่ควรเก็บเข้าซอกหลืบ แต่มันคือรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ควรค่าแก่การเก็บไว้ให้คนเห็น เพื่อให้ภาพจำของเขาคงเดิมให้ได้มากที่สุด

เมื่อบ้าน ตลาด หรือทุกสรรพสิ่งสมบูรณ์แล้ว ก็ถึงเวลาลำเลียงสิ่งของเข้าบ้าน จัดเรียงสินค้าในร้าน ทั้งคู่อาศัยรูปถ่ายหรือของที่มีอยู่แล้ว มาถ่ายรูป มาย่อส่วน มาทำสเกลให้ได้สัดส่วนที่ต้องการ ขั้นตอนนี้ต้องอาศัยความละเอียดมาก เพราะของชิ้นน้อยไซส์เล็กกว่าบ้านลงไปอีกหลายเท่า 

“อย่างร้านของชำของพ่อกิ๊บมีของเก่า ๆ หลงเหลืออยู่ ผงซักฟอกเปาบุ้นจิ้นเอย ขนมโดราเอมอนเอย เราก็มาย่อส่วนให้เล็กจิ๋ววางประดับบนชั้นขายของ และห้ามลืมว่าต้องวางให้ถูกตำแหน่งด้วยนะ ว่ามีของอะไร วางตรงไหน” 

กอล์ฟจดจำทุกอย่างได้แบบไม่ต้องพึ่งเมมโมรีการ์ด และทำออกมาให้เหมือนกับภาพทรงจำที่วิ่งในความคิดให้ได้มากที่สุด 

บ้านจิ๋วไม่รู้จบ

งานชิ้นไหนขึ้นแท่นของความเป็นที่สุด ยากที่สุด โหดที่สุด – เราถาม

“ไม่มีนะ…เราว่ามันสุดทุกงาน” 

“คือเราจะไม่คิดว่างานนี้มันง่าย งานนี้มันกระจอกนะ เราจะไม่คิดแบบนั้นเลย เราคิดเสมอว่างานที่ลูกค้าสั่งทำ มันต้องดี ก็เลยต้องโหดสำหรับเราทุกชิ้นอยู่แล้ว เราจะใส่ใจ ตั้งใจทำชิ้นนั้นให้ออกมาดีที่สุด” 

เมื่อไม่คิดว่าง่าย ทุกชิ้นจึงยาก ยากเพื่อผลลัพธ์ที่หวังให้เป็นที่สุดของความประทับใจ

เพราะความตั้งใจกับบ้านทุกหลังขนาดนี้ เราจึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมบ้านจิ๋วของกิ๊บและกอล์ฟจึงมียอดสั่งจองไกลถึงเวียดนาม เกาหลี ออสเตรเลีย และอเมริกา ลูกค้าทั้งไกลและใกล้ต่างพากันรอคิวยาวข้ามปี 

“ของจิ๋วเหล่านี้มันมีคุณค่าสำหรับลูกค้า บางคนไปซื้อแผ่นเกมร้านนี้จนสนิทกับเจ้าของ บางคนก็เอารูปบ้านเก่ามาเลย น่ารักมาก บ้านเป็นแบบนี้นะ แม่ยืนอยู่ตรงนี้นะ บางคนสั่งทำร้านเพราะโตมากับร้านนี้ เขาก็อยากได้ความทรงจำเก่า ๆ คืนกลับมา”

เพราะบ้านของจิ๋วมีคุณค่าต่อคนรับและคนทำ กิ๊บและกอล์ฟจึงสร้างได้โดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย แต่เราก็อดสงสัยไม่ได้ว่า งานที่ต้องอาศัยทั้งความใจเย็นและประณีตแบบนี้ เคยทำให้เขาเบื่อหรือท้อบ้างไหม

“มันก็มีบ้างนะ ถ้าวันนี้เราเหนื่อย ไม่อยากทำ ก็คือจะพัก แต่ว่าเราก็จะไปนั่งดูงานนะว่าพรุ่งนี้ต้องทำอะไร ทั้งวันนั้นเราไม่ได้ทำก็จริง แต่จะแพลนสำหรับงานต่อไปไว้เลย พอวันรุ่งขึ้นก็ไม่ต้องมาคิดแล้ว เพราะว่าคิดไว้เมื่อคืนแล้ว” แม้มือจะพัก แต่ความคิดไม่พักตาม 

เราเชื่อแล้วว่าทั้งกิ๊บและกอล์ฟก่อบ้านจิ๋วขึ้นมาจากใจรักล้วน ๆ

“มันเป็นความสุขของเราเลย เวลาทำ เหมือนเราได้เข้าไปอยู่ในงานชิ้นนั้น ในบรรยากาศเก่า ๆ” กิ๊บเล่าทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความสุข ก่อนจะวางสายเพื่อไปเคลียร์ห้องแถว จัดแผงผักจิ๋ว ปลาสลิดจิ๋ว เตรียมเรียกความทรงจำขึ้นมาใหม่ กับภาพของตลาดเก่าและอีกหลากร้านมากมายไม่รู้จบ

ย้อนความทรงจำเด็กยุค 90 ผ่านโมเดลร้านเกม ร้านขนมวัยเด็ก และตลาดขนาดจิ๋ว กับคู่รักนักสร้างบ้านจิ๋วส่งออกทั่วโลก

Facebook : บ้านของจิ๋ว

Writer

Avatar

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

Photographer

Avatar

ภาณุวิช ขวัญยืน

ช่างภาพจากสุโขทัย

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

1 กุมภาพันธ์ 2566
2 K

ภาษาจีนวันละคำวันนี้ ขอเสนอคำว่า หลงจู้ (廊主) แปลว่า ผู้จัดการ

ถึงแม้คนไทยจะเรียกเพี้ยนวรรณยุกต์เป็น ‘หลงจู๊’ แต่การใช้งานยังคงเดิม คือไว้เรียกผู้จัดการดูแลธุรกิจหรือโรงงานของชาวจีน

และเป็นคำที่ชาวบ้านร้านถิ่นในละแวกบางโพใช้เรียกแทนชื่อจริงของ อ่าง-ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์ ชายสูงวัยเชื้อสายจีนไหหลำที่อยู่เบื้องหลังงานเลื่อยไม้สักของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง มานานหลายสิบปี จนเป็นสัญลักษณ์ประจำโรงเลื่อยไม้เก่าแก่แห่งนี้ก็ว่าได้

หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ อ่าง-ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์

“เขาทำมาตั้งแต่เรียนจบ อายุมากกว่าผม ด้วยความที่เป็นญาติกัน เขาก็มาเรียนรู้จากเถ้าแก่รุ่นแรก เป็นคนตีหน้าไม้เอง เลื่อยไม้เอง” เก่ง-ดุสิต เสนาภู่พิทักษ์ เจ้าของโรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงคนปัจจุบันกล่าวถึงญาติผู้พี่ของตนด้วยความเคารพ ก่อนพาเราไปทัศนาจรในอาณาจักรไม้ซุงของเขา

บางโพเป็นชื่อย่านหนึ่งในเขตบางซื่อ พิกัดที่แน่ชัดคือบริเวณจุดตัดระหว่างถนนประชาราษฎร์สาย 1 กับประชาราษฎร์สาย 2 อันเป็นที่รู้จักในชื่อ ‘สี่แยกบางโพ’ โดยถนนสายแรกนี้ตัดขนานไปกับแนวแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลลงมาจากภาคเหนือ เป็นเส้นทางลำเลียงไม้ซุงจากหัวเมืองเหนือลงมากรุงเทพฯ ช้านาน

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

ว่ากันว่าชาวจีนไหหลำมีความชำนาญในการประกอบอาชีพอยู่ 3 – 4 อย่าง ถ้าไม่ขายอาหารหรือทำการโรงแรม ก็จะทำโรงไม้และโรงเลื่อย ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ปากน้ำโพ นครสวรรค์ อุทัยธานี ปทุมธานี นนทบุรี จนเข้าเขตกรุงเทพมหานครที่บางโพ ไปถึงสามเสน บางรัก จึงถูกจับจองโดยกลุ่มชาวจีนไหหลำผู้สันทัดช่ำชองด้านการค้าไม้และแปรรูปผลิตภัณฑ์ไม้

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

ทว่าโรงเลื่อยไม้ส่วนใหญ่ในย่านบางโพไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นที่นี่เป็นครั้งแรก หากย้ายมาจากแถววัดสระเกศราชวรวิหาร ละแวกคลองมหานาค คลองรอบกรุง และคลองผดุงกรุงเกษม ที่เป็นถิ่นการค้าไม้ของชาวจีนมาตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 4 สาเหตุหลักที่ต้องย้ายออกมาก็เพราะเขตเมืองชั้นในเริ่มคับแคบ เต็มไปด้วยมลภาวะ ผู้ประกอบการโรงเลื่อยจึงต้องแสวงหาย่านใหม่ในการดำเนินกิจการของตน บางโพซึ่งจัดว่าอยู่ชานเมืองจึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงก็เป็นหนึ่งในนั้น

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

“เริ่มแรกเราไม่ได้อยู่ตรงนี้ อยู่แถววัดคอกหมู (วัดสิตาราม) ช่วงแถวซอยตรงข้ามวัดสระเกศ ด้วยเมืองพัฒนาและเติบโตขึ้น หลวงไม่อนุญาตให้ขนไม้ซุงผ่านคลองมหานาค ทำให้การขนส่งวัตถุดิบยากลำบาก ก็เปลี่ยนมาใช้รถจอหนังขนไม้ซุงเข้าไป แล้วสักระยะหนึ่งก็ไม่ให้รถผ่านเข้าไปในเขตเมือง ต้องออกมานอกเมือง เล็งเห็นว่าทำเลตรงนี้สะดวกในการขนวัตถุดิบ โรงเลื่อยไม้ส่วนมากเลยย้ายมาบางโพ”

ด้านหลังไม้สักแปรรูปที่ตั้งสุมกันเป็นภูเขาเลากา เสียงคมเลื่อยเสียดสีเนื้อไม้ดังขึ้นทุกขณะจิต เราหยีตาป้องกันฝุ่นไม้ที่ฟุ้งตลบ เท้าก้าวไปตามพื้นโรงงานที่ปกคลุมด้วยเศษไม้หนาเตอะราวผืนทรายบนชายหาด พลันสายตาก็สะดุดเข้ากับชายร่างเล็กที่กำลังสั่งงานลูกน้องอย่างแข็งขันบนท่อนซุง

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

หลงจู๊อ่างรับไหว้ผู้มาใหม่ แล้วโดดลงจากซุงที่ยืนอยู่ด้วยท่าทางที่คล่องแคล่วเกินคนวัยเดียวกัน

“ชื่อ ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์ นี่เปลี่ยนเอง ตั้งเอง” ถ้อยคำแนะนำตัวภาษาไทยที่ติดสำเนียงไหหลำหน่อย ๆ ฟ้องว่าชื่อเกิดของเขาต้องเป็นภาษาจีนเป็นแน่ 

“ตอนนี้อายุ 69 ย่าง 70 ปี กุมภาพันธ์ 2566 นี่ก็จะครบ 70 แล้ว”

ไท้เชียง ก่อตั้งขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของ ไต้ถ่ง แซ่ผู่ ชาวจีนโพ้นทะเลผู้ทิ้งบ้านเกิดบนเกาะไหหลำมาแสวงโชคที่เมืองไทย นอกจากท่านผู้นี้จะเป็นคนบุกเบิกกิจการโรงเลื่อยของครอบครัวแล้ว นายไต้ถ่งยังส่งต่อวิชาการเลื่อยไม้สู่หลงจู๊อ่าง หลานลุงผู้เอาการเอางานด้วย

“นายไต้ถ่งเป็นพี่ชายของแม่ผม ผมเรียก ‘เบ๊เด’ แปลว่า ลุงฝั่งแม่” หลงจู๊ลำดับศักดิ์ให้เราฟัง 

“ตัวผมเกิดที่ศาลาแดง ตอนอายุ 15 เรียนชั้น มศ. 3 ที่เทคโนโลยีสหะพาณิชย์ เขตบางรัก เมื่อก่อนผมไม่ค่อยอยู่บ้าน แม่เลยเอามาอยู่กับเบ๊เด วันธรรมดาเรียนหนังสือ พอวันพฤหัสได้หยุด ผมก็มาช่วยงานเบ๊เด สมัยก่อนจะมีไม้ส่งออก ตีหน้าไม้โปรดักส์เข้าประเทศไทย ผมก็มาช่วยทำส่งออก”

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ
ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

สินค้าหลักของโรงเลื่อยแห่งนี้คือไม้กระดาน คนงานที่นี่ต้องเลื่อยซุงไม้สักท่อนใหญ่ ๆ แปรรูปเป็นไม้กระดาน เพื่อขายให้กับร้านค้าไม้แปรรูปและผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ทั้งหลาย ไปจนถึงคิ้วบัว

ช่วงที่เป็นวัยรุ่น ถึงจะเป็นหลานเถ้าแก่คนแรก แต่เด็กใหม่อย่างอ่างไม่มีสิทธิ์เลือกงานที่อยากทำ เขาต้องทำทุกอย่างตามที่ผู้เป็นลุงหรือคนอื่นสั่ง ใครเรียกใช้งานอะไรก็ต้องทำ

“แต่ก่อนก็ต้องตีหน้าไม้ส่งออก มันจะมีแผ่น แล้วคอยวัดไม้ เช็กไม้ดูว่าสวยหรือไม่สวย แล้วก็ต้องจำ พอคนไหนขาดลูกน้อง เราก็จะไปช่วยทำทุกอย่าง ต้องได้ทุกหน้าที่ครับ”

ในช่วงการฝึกงานของเขา อ่างจำได้ดีทีเดียวว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือการตีหน้าไม้

“การตีหน้าไม้ คือการแปรรูปจากซุงขึ้นมา เราต้องรู้ว่าซุงต้นนี้สวยไม่สวย แล้วต้องใช้ความจำ จำว่าเมื่อไหร่จะถึงรูถึงตา ใกล้ไส้เราต้องรู้ ต้องเนี้ยบพอดี เพราะไม้สักมันเลื่อยยาก ไม่เหมือนไม้เบญจพรรณ ไม้เบญจพรรณไม่ค่อยมีรูมีตา เขาเลื่อยยังไงก็ได้ แต่ไม้สักต้องเป๊ะ แล้วต้องดูสภาพป่าด้วย

“ในโรงเลื่อยต้องทำหน้าที่หลายอย่าง อย่างผมต้องแปรรูปไม้ ยกซุงขึ้นมาแล้วตัด นั่งดูว่าลูกค้าต้องการขนาดไหน เราก็ตัดขนาดนั้นแล้วเลื่อยเอา ถ้าไม้มันงอก็ต้องตัดให้มันพอดี”

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

ขั้นตอนการเลื่อยซุงสมัยก่อนกับปัจจุบันแตกต่างกันมาก ผู้มากประสบการณ์เล่าด้วยสีหน้าที่บอกว่ายังไม่ลืมความเสียวไส้ เมื่อนึกถึงอุบัติเหตุที่เคยเกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมงานของเขา

“สมัยก่อนลำบากนะ เวลาจะเลื่อยไม้ เราต้องใช้เลื่อยวงเดือน เป็นเลื่อยกลม ๆ มันอันตรายนะ ถ้าบางคนทำไม่เป็น มันตีไส้แตกเลย แต่เลื่อยวงเดือนนี่ไม่เท่าไหร่ เคยโดนเหมือนกัน สมัยนี้ปลอดภัยกว่าสมัยก่อนเยอะ สมัยก่อนถ้าไม่ป้องกันแย่เลย เคยมีลูกน้องนิ้วขาด”

แม้จะต้องทำงานท่ามกลางเสียงดังแสบแก้วหูของเลื่อยจักร ความเหน็ดเหนื่อยที่ต้องปีนขึ้นปีนลงทั้งวัน ตลอดจนความอันตรายที่อาจได้รับจากใบเลื่อย แต่อ่างก็ยังรักงานนี้ยิ่งชีวิต

“ไม่เคยกังวลเลย สนุกดี ยิ่งวัดไม้ส่งออกยิ่งสนุก วันหนึ่งเหงื่อออกน่าดูเลย เล่นขนกันเป็นคันรถ วันหนึ่ง ๆ ทำทั้งวัน วัดไม้ส่งออกไปเมืองนอกดีมาก สมัยก่อนทำงานสนุก ไม่เครียด ได้ออกแรง เมื่อก่อนนี้ขายดี เมืองนอกใช้เยอะ เขาเอาไม้สักเราไปทำเรือยอชต์ เพราะไม้สักมันทน โดนน้ำเกลือไม่เป็นไร”

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ
ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

เพราะความสนุกนี่กระมังที่ทำให้อ่างไม่เคยคิดจากโรงเลื่อยของเบ๊เดไปไหน แม้ตัวเขาจะจบ มศ. 3 ไปต่อช่างกลมาแล้ว ก็ยังเลือกที่จะทำงานและเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับโรงเลื่อยต่อไป จนกระทั่งเขามีอายุได้ 30 ปีเศษ หลงจู๊คนเก่าอำลาโรง เขาจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหลงจู๊คนใหม่

แล้วเมื่อ ไต้ถ่ง แซ่ผู่ หมดอายุขัย งานเลื่อยของที่นี่จึงตกอยู่ในการดูแลของหลงจู๊อ่าง

“สิ่งสำคัญที่สุดในการทำงานโรงเลื่อยคือความจำ ต้องมีคนสอน ไม่มีคนสอนก็ทำไม่ได้ คนจะเป็นหลงจู๊นี่สำคัญที่สุดคือเราต้องรู้ไม้ ไม้ต้นนี้สวยหรือไม่สวย เมื่อไหร่จะถึงไส้ถึงรู ลูกค้าต้องการขนาดไหน ต้องเลือก” ผู้จัดการกล่าวและอวดเนื้อไม้ซุงท่อนล่าสุดที่กำลังเลื่อยด้วยความเสียดาย “เห็นต้นนี้ไหมครับ ไม้มันโพรงมากเพราะหนอนไช แบบนี้ลงทุนมาเป็นแสนก็ขาดทุนหมด”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

ในขั้นตอนการเลื่อยซุงทุกต้น หลงจู๊สำทับว่า สมาธิเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นต้องมี

“เราเลื่อยมาเราต้องรู้ด้วยว่าเราเลื่อยตรงไม่ตรง เราต้องใช้ความคิดเราเอง เราทำทุกอย่าง ใช้สมองเกิดจากสมาธิ ใช้สมาธิช่วยได้เยอะ เพราะผมสวดมนต์ การสวดมนต์ทำให้จิตใจเราดี ทำให้งานเราไม่เครียด มีประโยชน์มาก เพราะสมัยเราอายุน้อย ๆ เราต้องใช้ การสวดมนต์ช่วยได้ทุกอย่าง”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

การทำงานของหลงจู๊และทุกคนในที่นี้กินเวลาถึง 6 วันต่อสัปดาห์ เริ่ม 8.00 นาฬิกา และเลิก 17.00 นาฬิกา ลูกน้องคนอื่นอาจมีทั้งที่พักอยู่ในรั้วโรงเลื่อยนี้ และมีบ้านพักอยู่ด้านนอก แต่หลงจู๊กินนอนอยู่ที่นี่ ยึดโรงเลื่อยเป็นบ้านของตนเอง

“พักอยู่ที่เลย โรงงานเป็นเหมือนบ้าน เฝ้าโรงงานให้เขา”

ทุกวัน หลงจู๊อ่างจะนุ่งกางเกงขาสั้นเหนือเข่าเพื่อง่ายต่อการปีนป่ายขึ้นบนกองซุงและเครื่องจักร นำสำลีมาอุดรูหูเพื่อป้องกันเสียงดังระหว่างเลื่อย รวมทั้งสวมหน้ากากอนามัยเพื่อกรองฝุ่นและเศษไม้

“บางทีใช้เสียงก็ไม่ได้ เพราะเสียงมันดัง ต้องตะโกนแข่งกับเลื่อยสายพาน” เขาว่า แล้วชูนิ้วมือส่งสัญญาณให้คนงานแผนกคุมเครื่องจักรทำตามข้อตกลงร่วมกัน “ต้องใช้มือแบบนี้ ดูง่ายกว่า”

ในขณะที่ลูกจ้างคนงานในโรงเลื่อยแห่งอื่นอาจมีแรงงานต่างด้าว ชาวประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาใช้แรงงานบ้าง แต่คนงานที่ไท้เชียงทุกคนเป็นคนไทย โดยมากมาจากต่างจังหวัด ทุกคนที่เป็นลูกมือในการแปรรูปไม้กระดานอยู่ในตอนนี้ล้วนผ่านการถ่ายทอดวิชาจากหลงจู๊อ่างมาแล้วทั้งสิ้น

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน
หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

“เราต้องสอนเขา เขาต้องหัดมาจากตัดไม้บ้าง ซอยไม้บ้าง”

แต่เมื่อถูกถามว่าจะมีใครที่หน่วยก้านดี มีแววขึ้นมาสืบต่องานหลงจู๊ได้บ้าง หลงจู๊คนปัจจุบันก็ส่ายหน้าแล้วตอบอย่างไม่ต้องคิดว่า

“หายาก ไม่มีคนทำ เพราะปัญหาคือหลงจู๊โรงเลื่อยต้องชำนาญเรื่องไม้ ต้องหัดตั้งแต่เด็ก ๆ ว่าไม้มันสวยไหม หมดยุคผมก็คงหมดแล้ว ไม่มีใครสืบ นอกจากตามต่างจังหวัดที่เขาผ่าเหมือนกัน พวกไม้สวนป่า ไม้เล็ก ๆ มันเลื่อยง่าย ไม่แข็งไม่ทนแบบไม้สัก”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

จากข้อมูลของ ‘โกเก่ง’ ญาติผู้น้องของหลงจู๊อ่าง โรงเลื่อยที่ยังเหลืออยู่เพียง 4 – 5 แห่งในย่านบางโพต้องประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน ได้แก่ การขาดแคลนวัตถุดิบและตลาดที่ต้องการสินค้า เพราะหลังจากการปิดป่า ห้ามตัดไม้ในภาคเหนือเมื่อ พ.ศ. 2532 เจ้าของโรงเลื่อยต้องหันไปซื้อไม้ซุงจากต่างประเทศเข้ามาเลื่อยแทน อย่างที่ไท้เชียงก็ได้จากการประมูลสัมปทานไม้สักในเมียนมา ขณะที่คนรุ่นใหม่มองว่าไม้สักเป็นของโบราณล้าสมัย หันไปใช้วัสดุชนิดอื่น ๆ ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ก่อสร้างแทน

งานที่โรงเลื่อยจึงลดฮวบฮาบจากสมัยที่หลงจู๊อ่างเพิ่งขึ้นรับตำแหน่งหลงจู๊ใหม่ ๆ มาก จากเคยมีงานเลื่อยทุกวัน บางวันต้องเลื่อยไม้กันจนดึกดื่น ได้ส่งออกไม้แปรรูปไปยังต่างประเทศ กลายเป็นเลื่อยเฉพาะเมื่อมีออร์เดอร์จากลูกค้า บางวันก็ไม่ต้องเลื่อยซุง แต่แปรรูปทำเครื่องเรือนหรือพื้นบ้านแทน

แต่นั่นไม่เป็นปัญหาสำหรับคนที่เลื่อยไม้มาตั้งแต่วัยฉกรรจ์ยันวัยชรา เพราะเขาพร้อมทำงานทุกชิ้นด้วยพละกำลังที่ยังเหลือแหล่ แม้ไม่รู้ว่าจะทำต่อไปอีกนานเท่าไรก็ตาม

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

“สนุกและท้าทายดี ยังมีความสุข งานหลงจู๊ไม่มีใครทำ หายาก เราจะสอนคนก็สอนไม่ได้ ไม่มีใครหัด เคยสอนลูกน้อง ลูกน้องมันใช้ไม่ได้ มันไม่เก่ง เพราะเขาไม่เข้าใจหลักการ สอนแล้วก็ไม่จำ แต่สอนแล้วไม่ไหว คนงานต้องเชิญออก เหลือแต่เราอย่างเดียว” หลงจู๊อ่างหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

ถึงจะไม่มีคนมาสืบสานงานของเขา แต่เขาก็ยินดีที่จะถ่ายทอดข้อมูลความรู้ที่ตนเองมีให้กับเด็กรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเหล่านักศึกษาที่มักจะแวะเวียนมาขอความรู้ที่โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงอยู่เนือง ๆ

“ทำจนกว่าจะไม่ไหวนั่นแหละ ตำแหน่งนี้ไม่ได้ก็มาทำตำแหน่งเบา ๆ ทำกันไปจนตาย ถ้าเราแข็งแรงก็ทำได้ตลอด เราอาศัยสวดมนต์ ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ เพราะเรารู้หมดทุกอย่าง ร่างกายแข็งแรง เดี๋ยวนี้ต้องทำเองหมด เราออกกำลังจะได้แข็งแรง แต่อย่าเครียดเท่านั้น เครียดทุกอย่างก็เสร็จหมด”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน
หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

วันที่ 4 – 15 กุมภาพันธ์ 2566 ในช่วงสัปดาห์ Bangkok Design Week 2023 โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม The Tour of Wood ทริปที่จะพาผู้เข้าร่วมไปรู้จักไม้ตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ไปพบกับ หลงจู๊อ่าง-ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์ ตัวจริงเสียงจริงได้ในทัวร์นี้ ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่เฟซบุ๊ก Bangphowoodstreet หรือเว็บไซต์ Bangphowoodstreet.com

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load