หลายครั้งคนเรามักคิดถึงความทรงจำอันงดงามเก่า ๆ ในอดีต อยากกลับไปหา อยากทำให้มันหวนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง แต่เราก็คงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการมองภาพถ่ายเก่า หรือเข้าไปหลบในห้วงภวังค์ความคิด จนบางทีถึงหลายทีก็แอบคิดว่า… ถ้ามีไทม์แมชชีนก็คงจะดี

เช่นเดียวกับเจ้าของเพจบ้านของจิ๋ว กิ๊บ-ธัญญาทิพย์ อ่อนกล และ กอล์ฟ-อรรถพล อ่วมสอาด สองสามีภรรยาอดีตคุณครู ที่ผูกพันกับความทรงจำวัยเด็กอยู่มากมายหลายเรื่องซึ่งคงบอกเล่าเป็นถ้อยคำไม่หมด ทั้งคู่ไม่มีเครื่องย้อนเวลา มีเพียงรูปถ่ายและภาพลาง ๆ ของสิ่งที่เคยคุ้น แต่อยากให้ความทรงจำเหล่านั้นจับต้องได้ จึงบรรจงออกแบบ วางเสาเข็ม เก็บทุกรายละเอียด ใช้ความรักก่อร่างสร้างบ้าน ออกมาในรูปแบบ ‘บ้านของจิ๋ว’

คู่รักนักสร้าง ‘บ้านของจิ๋ว’ ที่เรียนทำโมเดลเอง เพื่อสร้างบ้านไทยยุคเก่าอย่างสมจริง

เมื่อความตั้งใจปรากฏชัดเจน กิ๊บและกอล์ฟจึงศึกษาผ่านวิชาการฝึกฝนด้วยตัวเอง และลงมือทำโดยเริ่มจากศูนย์ แต่ความสุขและความสนุกเป็นแรงขับเคลื่อนชั้นดี ทั้งคู่จึงคร่ำหวอดในวงการนี้มานานพอที่จะทำได้ทุกอย่าง ทั้งร้านรวง ห้องหับ ตลาดนัด ตลาดน้ำ 

ต้องการไม้ชนิดไหน พื้นแบบใด บ้านของจิ๋วก็ทำให้ภาพจำเป็นจริงได้ทั้งหมด

“เราคิดถึงบรรยากาศเก่า ๆ หมู่บ้านเล็ก ๆ ชีวิตวัยเด็กในสมัยนั้น เราเลยอยากทำงานชิ้นหนึ่งเพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำ” กิ๊บเริ่มบทสนทนา

บ้านของจิ๋ว แต่เรื่องราวของบ้านไม่จิ๋ว

บ้านของจิ๋วทุกหลัง ปลูกขึ้นมาด้วยความรักของกิ๊บและกอล์ฟ

กิ๊บเล่าว่าเธอผูกพันกับสิ่งต่าง ๆ ในวัยเด็กมากมาย หนึ่งในความทรงจำที่มีค่าที่สุด คือชีวิตที่เติบโตมากับร้านขายของชำของคุณพ่อ เจ้าร้านขายของชำยุคเก่านั้น จึงถูกรังสรรค์ออกมาเป็นของจิ๋วชิ้นแรก

“ร้านขายของชำมีความหมายกับเรามาก เพราะเราโตมากับร้านนี้ สมัยก่อนพ่อให้ไปนั่งเฝ้าซุ้มยาดอง ไปนั่งขายโมบายที่ทำจากหลอดเป็นกองสูงท่วมหัว แลกมากับค่าขนม เราก็ดีใจ หรือบางทีเราแอบจิ๊กของแถมจากขนมลัง ได้เล่นกับเพื่อน ๆ หน้าบ้าน ข้ามไปวิกหนัง วิ่งไปตลาด คือความทรงจำของเรามันอยู่ตรงนั้นหมดเลย”

จากร้านขายของชำ ข้ามฝั่งไปต่อกันที่ความทรงจำของกิ๊บตรงวิกหนัง ที่นั่นมีของขาย มีรถขายโรตีสายไหมหยอดเหรียญจอดเรียงราย เด็ก ๆ กำเหรียญบาท เหรียญห้า เหรียญสิบไปหยอดกัน เพียงหมุน ตื๊ดดดด… ก็จะสุ่มจำนวนโรตีที่เราจะได้ ด้านซ้ายด้านขวาขนาบด้วยร้านปลาหมึกบ้าง ร้านน้ำบ้าง ถัดไปอีกหน่อยมีรถแห่หนังจอดอยู่ รอคอยเวลาวิ่งออกไปแห่ตามหมู่บ้าน 

“ในวิกหนังจะมีดนตรี มีคอนเสิร์ต เป็นแหล่งรวมความบันเทิง เมื่อก่อนมี พุ่มพวง ดวงจันทร์ มี สายัณห์ สัญญา มาเล่นดนตรีในวิกหนังนี้ด้วย ด้านหน้าก็มีของขายเต็มไปหมด มีเด็กวิ่งเล่น เราคิดถึงบรรยากาศเก่า ๆ แบบนั้นที่หาไม่ได้อีกแล้วในสมัยนี้” กอล์ฟเสริม

หากความทรงจำที่เป็นที่สุดของกิ๊บคือร้านขายของชำ กอล์ฟเองก็มีภาพจำวัยเด็กที่เป็นที่สุดเหมือนกัน ชนิดว่าคิดถึงเมื่อไหร่ ก็เล่าออกมาได้เป็นฉาก ๆ นั่นคือ ร้านเกมคู่ใจ

“ที่สุดสำหรับพี่ต้องร้านเกมเลย ตอนนั้นชอบโดดเรียนไปเล่นเกม เตะบอลเสร็จไปเล่นเกม ไปกัน 3 คน ผลัดกันเล่นคนละตา คนละตัว เล่นเกมมาริโอ้คนละด่าน วน ๆ กันไป หรือบางทีไม่ได้เล่น แต่ไปนั่งดูเขาเล่นก็มีความสุขแล้ว”

ความทรงจำในวัยเด็กของเขายังฉายให้เราชมต่อไปเรื่อย ๆ ราวกับพาย้อนไปในบรรยากาศเหล่านั้น

“สมัยมัธยม ตอนไปโรงเรียน มีร้านเทปอยู่ตรงคลองน้ำเน่า ที่ปากน้ำ อยู่ตรงวินรถตากบพอดี เราก็จะเล็งไว้เลยว่า ชุดนี้ วงนี้ที่เราชอบออกเทปแล้วนะ เราก็จะเก็บตังค์มาซื้อสะสมไว้ เรื่องพวกนี้มันอยู่ในความทรงจำตลอด เราก็เลยทำบ้านออกมาจากความรู้สึก จากใจล้วน ๆ” 

คู่รักนักสร้าง ‘บ้านของจิ๋ว’ ที่เรียนทำโมเดลเอง เพื่อสร้างบ้านไทยยุคเก่าอย่างสมจริง
คู่รักนักสร้าง ‘บ้านของจิ๋ว’ ที่เรียนทำโมเดลเอง เพื่อสร้างบ้านไทยยุคเก่าอย่างสมจริง

ไทม์แมชชีนสู่จุดเริ่มจิ๋ว

จากความผูกพันกับทรงจำวัยเด็กมากมายของทั้งคู่นำมาสู่การทำบ้านของจิ๋ว เราเลยขอพาย้อนไปสู่อีกหนึ่งจุดสำคัญ อย่างวันแรกที่พวกเขาหลงรักสิ่งนี้

นั่นคือวันที่ครูกิ๊บและครูกอล์ฟตัดสินใจหันหลังให้กระดานดำ เปลี่ยนจากการจับกระดาษ สอนหนังสือ มาจับกบไสไม้ แล้วเสกความทรงจำจากรูปถ่ายให้กลายเป็นเหล่าบ้านจิ๋ว

“ก่อนหน้านี้เราเป็นครูมาก่อน พี่เป็นครูประถม พี่กิ๊บเป็นครูมัธยม แต่เราไม่ชอบอะไรที่มันอยู่ในกรอบ เราเลยออกมาทำร้านอาหาร ทีนี้บังเอิญว่าพี่กับแฟนชอบถ่ายรูปฟิกเกอร์โมเดลเก่า ๆ แต่มันไม่มีฉาก เราก็เลยเกิดไอเดียว่า อยากทำฉากเล็ก ๆ เพื่อเอามาให้ตัวฟิกเกอร์โมเดลถ่ายรูปคู่ วันหนึ่งพอเราทำบ้านจิ๋วขึ้นมา แล้วมีคนมาเห็น มาชื่นชม ก็เลยเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราอยากทำของจิ๋วเป็นอาชีพเสริม” กอล์ฟเผยที่มา จากความธรรมดาสู่สิ่งพิเศษ

หลังจากทั้งคู่คิดเห็นตรงกัน จึงลงใจว่าจะเสกรูปถ่ายให้กลายเป็นของจิ๋ว แม้ว่าทำเป็นอาชีพเสริมมาเรื่อย ๆ แต่รู้ตัวอีกทีบ้านจิ๋วนี้ก็กลายเป็นเป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวัน ทำวันละนิด วันละหน่อย ทุกวันอย่างสม่ำเสมอจนเกิดเป็นความชำนาญ พาให้หลงรักเหล่าบ้านจิ๋วจนถอนตัวไม่ขึ้น 

“ตอนทำเรามีความสุขมาก เหมือนได้กลับไปในยุคนั้น เราเลยใช้เวลาช่วงปิดร้านอาหาร ช่วงลูกหลับ มาทำทุกวัน วันละ 3 – 4 ชั่วโมง บางทีทำ ๆ ไปเพลินกำลังได้ที่ กำลังสนุก ก็ลากยาวถึงเช้าเลย จนพระบิณฑบาตแล้ว” เพลินจนอะไรก็หยุดไม่อยู่จริง ๆ กอล์ฟว่า

ทั้งคู่ไม่มีพื้นฐาน ไม่มีประสบการณ์เลยในช่วงแรก แต่เผอิญว่าบ้านทุกหลังนี้ก่อสร้างจากความรัก อุปสรรคเลยเป็นเพียงแค่คำคำหนึ่งในพจนานุกรม

คู่รักนักสร้าง ‘บ้านของจิ๋ว’ ที่เรียนทำโมเดลเอง เพื่อสร้างบ้านไทยยุคเก่าอย่างสมจริง

“แรก ๆ ก็ยังจับทิศจับทางไม่ได้ ลองผิดลองถูกอยู่นาน เมื่อก่อนจำได้เลยว่าเราใช้ไม้กระบอกทำเสา คือเราไม่มีพื้นฐานเลยว่าจะต้องใช้ไม้อะไรทำอะไร เราดูบ้านจริงว่าเป็นแบบนี้ ๆ แล้วก็ลองเหลาไม้ ลองตัดสังกะสีมาแปะ ๆๆ ตอนนั้นพี่เอาสังกะสีบ้านของจริงเลยนะ เลือกแบบที่มันเป็นสนิม แล้วก็ไปเอากรรไกรตัดสังกะสีของพ่อมาตัดแล้วแปะ เหมือนทำงานประดิษฐ์เลย แล้วก็มารู้ทีหลังว่า อ้อ สีสนิมเนี่ย เขาไม่ได้ทำมาจากสนิมจริง เขาใช้สีเพนต์เอา ก็ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่” กอล์ฟเล่าพลางหัวเราะ

กิ๊บและกอล์ฟจึงเหมือนเริ่มต้นจากศูนย์ ลองเอาไม้จริงมาทำพื้น เอาสังกะสีแท้ ๆ มากั้นห้องให้สมจริง 

เมื่อพรสวรรค์ไม่สำคัญเท่ากับพรแสวง ทั้งสองจึงไม่เคยหยุดพยายาม ตรากตรำลองผิดลองถูก หัดจากอินเทอร์เน็ตบ้าง ยูทูบบ้าง จากแชนแนลของชาวต่างชาติ ขวนขวายจากทุกช่องทางเรียนรู้ ล้มบ้าง ลุกบ้าง จนในที่สุดบ้านหลังแรกก็เกิดขึ้นจริง

“ตอนนั้นจำได้เราทำโมเดลร้านขายของชำอันแรกเลย ไปนั่งขายที่ตลาด มีคนมาซื้อ 800 บาท เราดีใจมาก จากคูหาเดียวเล็ก ๆ เลยค่อย ๆ ขยับขยายมาใหญ่ขึ้น ไปร้านอื่นมากขึ้น”

และเมื่อมีบ้านหลังแรก หลังที่ 2 ที่ 3 จึงตามมาเรื่อย ๆ จนตอนนี้หากถามว่าทำมาแล้วทั้งหมดกี่หลัง คงเป็นคำถามที่ยากเกินกว่าจะตอบได้ 

คู่รักนักสร้าง ‘บ้านของจิ๋ว’ ที่เรียนทำโมเดลเอง เพื่อสร้างบ้านไทยยุคเก่าอย่างสมจริง

ได้เวลา ลงเสาเข็ม

ก่อนจะมีบ้าน ก็ต้องมีแบบบ้านก่อน

“แบบบ้านส่วนหนึ่งมาจากความทรงจำ อีกส่วนคือเราชอบไปตามตลาดเก่า ไปเที่ยวจังหวัดนั้น จังหวัดนี้ เราก็ดูบรรยากาศเก่า ๆ บ้านเรือน บรรยากาศของคนพื้นที่นั้น แล้วก็ถ่ายรูปเก็บไว้ ว่าร้านเป็นแบบนี้ โครงบ้านเป็นแบบนี้ ประตูเป็นแบบนี้ หน้าต่างเป็นแบบนี้นะ แล้วก็เอากลับมาปรับกับงานของเรา” กว่าจะจำได้แม่นยำเพียงนี้ ต้องผ่านบ้านมาหลายหลัง รวมเป็นหมู่บ้านนับไม่ถ้วน กอล์ฟอาศัยจากทั้งการสังเกตและรูปถ่าย แต่ส่วนใหญ่มาจากความคุ้นเคยที่คลุกคลีกับเหล่าบ้านเก่ามานาน

เมื่อแปลนบ้านทุกหลังถูกออกแบบขึ้นแล้ว จึงประจงวางเสาเข็มทีละต้น ค่อย ๆ ก่อสร้างบ้านน้อยหลังนี้ตามความตั้งใจใหญ่

“เหมือนเราปลูกบ้านหลังหนึ่ง ต้องมีเสา มีจั่ว มีคาน มีฝาบ้าน เราต้องขึ้นใหม่หมดเลย ไม่ได้มีเป็นบล็อกเหมือนเครื่องมือสมัยใหม่” กอล์ฟเล่าให้เราฟัง แม้เป็นบ้านหลังจิ๋ว ก็ใช่ว่าจะปะ ๆ ติด ๆ กลายเป็นบ้านได้โดยง่าย ขั้นตอนนั้นราวกับปลูกบ้านจริงหนึ่งหลัง 

เริ่มจากหาทำเล กิ๊บและกอล์ฟต้องหาหมุดหามุมบนที่ดินขนาด 30 x 30 ซม. ว่าบ้านของเขาควรจะลงตรงไหน ชิดขอบที่ดินติดริมรั้ว หรืออยู่ตรงกลางให้สมมาตร ต้องคำนวณพื้นที่หน้ากว้างของถนนหน้าบ้านให้พอเหมาะเสมือนของจริง

ย้อนความทรงจำเด็กยุค 90 ผ่านโมเดลร้านเกม ร้านขนมวัยเด็ก และตลาดขนาดจิ๋ว กับคู่รักนักสร้างบ้านจิ๋วส่งออกทั่วโลก

“เราต้องคำนวณขนาดที่พอดีต่อห้อง อย่างห้องเดียว 30 ซม. จะมีพื้นถนนออกมา 25 ซม. ส่วนสูงจะประมาณ 45 ซม. ยังไม่รวมหลังคา ไซส์นี้ถ้าคนที่เขาเอาไปเล่นกับฟิกเกอร์โมเดล มันจะเล่นกับตุ๊กตุ่นได้พอดี เอาตัวคนไปนั่งในร้าน ไปเข้าฉาก ทำให้เป็นเรื่องราว มีบรรยากาศได้” กอล์ฟคิดขนาดพื้นที่เผื่อไว้ให้เหล่าโมเดลตัวจิ๋วหมดแล้ว เขาจำไซส์ได้อย่างแม่นยำ เป๊ะโดยไม่ต้องกางไม้เมตร

เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ก็ถึงเวลาของการตอกเสาเข็ม บรรจงวางไม้ที่ละชิ้น เฉกเช่นเดียวกับโครงบ้าน โดยไม่ทิ้งเค้าเดิม นั่นคือความสมจริง

“เราเอาไม้เก่า ไม้สักมาทำ สมมติอยากได้พื้นไม้ที่ไม่เรียบ เราก็จะดูไม้เลยว่าตัวนี้มันเก่า มันผุ เหมาะที่จะทำพื้นแหว่ง ๆ ตรงนี้ เอามาทำเสา ทำฝาบ้านเป็นรูบ้าง หรือถ้าเป็นห้องแถวปูน เราก็จะใช้โฟม แล้วมาใช้ปูนสำหรับทำโมเดลทาทับอีกที จะได้ดูเหมือนของจริง”

ถัดมาเข้าสู่ช่วงของการมุงหลังคา วางวงกบ ติดฝ้าเพดาน ฉาบปูน ถมพื้น ปูกระเบื้อง ติดตั้งประตูหน้าต่าง สุขภัณฑ์ ทาสี “ทุกอย่างเราทำให้เหมือนกับที่เป็นความทรงจำสมัยนั้น 85 – 90 เปอร์เซ็นต์ เราจำได้ว่าเสื่อน้ำมันตรงนี้ เพื่อนคนนี้เล่นกันลากโต๊ะไปขาด เสาต้นนี้เป็นรอย หรือแม้แต่จำได้ว่าเล่นซนจนโดนเจ้าของร้านว่า เราใส่ให้เหมือนเดิมทั้งหมด เพราะอยากเก็บของเก่าไว้ในรูปแบบโมเดลของจิ๋ว” 

ย้อนความทรงจำเด็กยุค 90 ผ่านโมเดลร้านเกม ร้านขนมวัยเด็ก และตลาดขนาดจิ๋ว กับคู่รักนักสร้างบ้านจิ๋วส่งออกทั่วโลก

กอล์ฟเล่าว่าทุกอย่างอยู่ที่เดิมเป๊ะ ๆ ไม่มีผิดเพี้ยน เขาจำได้ทุกฉากทุกตอน ทุกซอกทุกมุม ว่าตรงไหนมีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นบ้าง ผนังเก่าที่หลุดลอก พื้นที่เปรอะเปื้อน โต๊ะเก้าอี้สึกกร่อน กอล์ฟไม่มองว่าเหล่านี้คือความเก่าที่ควรเก็บเข้าซอกหลืบ แต่มันคือรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ควรค่าแก่การเก็บไว้ให้คนเห็น เพื่อให้ภาพจำของเขาคงเดิมให้ได้มากที่สุด

เมื่อบ้าน ตลาด หรือทุกสรรพสิ่งสมบูรณ์แล้ว ก็ถึงเวลาลำเลียงสิ่งของเข้าบ้าน จัดเรียงสินค้าในร้าน ทั้งคู่อาศัยรูปถ่ายหรือของที่มีอยู่แล้ว มาถ่ายรูป มาย่อส่วน มาทำสเกลให้ได้สัดส่วนที่ต้องการ ขั้นตอนนี้ต้องอาศัยความละเอียดมาก เพราะของชิ้นน้อยไซส์เล็กกว่าบ้านลงไปอีกหลายเท่า 

“อย่างร้านของชำของพ่อกิ๊บมีของเก่า ๆ หลงเหลืออยู่ ผงซักฟอกเปาบุ้นจิ้นเอย ขนมโดราเอมอนเอย เราก็มาย่อส่วนให้เล็กจิ๋ววางประดับบนชั้นขายของ และห้ามลืมว่าต้องวางให้ถูกตำแหน่งด้วยนะ ว่ามีของอะไร วางตรงไหน” 

กอล์ฟจดจำทุกอย่างได้แบบไม่ต้องพึ่งเมมโมรีการ์ด และทำออกมาให้เหมือนกับภาพทรงจำที่วิ่งในความคิดให้ได้มากที่สุด 

บ้านจิ๋วไม่รู้จบ

งานชิ้นไหนขึ้นแท่นของความเป็นที่สุด ยากที่สุด โหดที่สุด – เราถาม

“ไม่มีนะ…เราว่ามันสุดทุกงาน” 

“คือเราจะไม่คิดว่างานนี้มันง่าย งานนี้มันกระจอกนะ เราจะไม่คิดแบบนั้นเลย เราคิดเสมอว่างานที่ลูกค้าสั่งทำ มันต้องดี ก็เลยต้องโหดสำหรับเราทุกชิ้นอยู่แล้ว เราจะใส่ใจ ตั้งใจทำชิ้นนั้นให้ออกมาดีที่สุด” 

เมื่อไม่คิดว่าง่าย ทุกชิ้นจึงยาก ยากเพื่อผลลัพธ์ที่หวังให้เป็นที่สุดของความประทับใจ

เพราะความตั้งใจกับบ้านทุกหลังขนาดนี้ เราจึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมบ้านจิ๋วของกิ๊บและกอล์ฟจึงมียอดสั่งจองไกลถึงเวียดนาม เกาหลี ออสเตรเลีย และอเมริกา ลูกค้าทั้งไกลและใกล้ต่างพากันรอคิวยาวข้ามปี 

“ของจิ๋วเหล่านี้มันมีคุณค่าสำหรับลูกค้า บางคนไปซื้อแผ่นเกมร้านนี้จนสนิทกับเจ้าของ บางคนก็เอารูปบ้านเก่ามาเลย น่ารักมาก บ้านเป็นแบบนี้นะ แม่ยืนอยู่ตรงนี้นะ บางคนสั่งทำร้านเพราะโตมากับร้านนี้ เขาก็อยากได้ความทรงจำเก่า ๆ คืนกลับมา”

เพราะบ้านของจิ๋วมีคุณค่าต่อคนรับและคนทำ กิ๊บและกอล์ฟจึงสร้างได้โดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย แต่เราก็อดสงสัยไม่ได้ว่า งานที่ต้องอาศัยทั้งความใจเย็นและประณีตแบบนี้ เคยทำให้เขาเบื่อหรือท้อบ้างไหม

“มันก็มีบ้างนะ ถ้าวันนี้เราเหนื่อย ไม่อยากทำ ก็คือจะพัก แต่ว่าเราก็จะไปนั่งดูงานนะว่าพรุ่งนี้ต้องทำอะไร ทั้งวันนั้นเราไม่ได้ทำก็จริง แต่จะแพลนสำหรับงานต่อไปไว้เลย พอวันรุ่งขึ้นก็ไม่ต้องมาคิดแล้ว เพราะว่าคิดไว้เมื่อคืนแล้ว” แม้มือจะพัก แต่ความคิดไม่พักตาม 

เราเชื่อแล้วว่าทั้งกิ๊บและกอล์ฟก่อบ้านจิ๋วขึ้นมาจากใจรักล้วน ๆ

“มันเป็นความสุขของเราเลย เวลาทำ เหมือนเราได้เข้าไปอยู่ในงานชิ้นนั้น ในบรรยากาศเก่า ๆ” กิ๊บเล่าทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความสุข ก่อนจะวางสายเพื่อไปเคลียร์ห้องแถว จัดแผงผักจิ๋ว ปลาสลิดจิ๋ว เตรียมเรียกความทรงจำขึ้นมาใหม่ กับภาพของตลาดเก่าและอีกหลากร้านมากมายไม่รู้จบ

ย้อนความทรงจำเด็กยุค 90 ผ่านโมเดลร้านเกม ร้านขนมวัยเด็ก และตลาดขนาดจิ๋ว กับคู่รักนักสร้างบ้านจิ๋วส่งออกทั่วโลก

Facebook : บ้านของจิ๋ว

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

Photographer

ภาณุวิช ขวัญยืน

ช่างภาพจากสุโขทัย

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

17 มิถุนายน 2565
3.49 K

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

ตอนที่เราดูหนังแล้วรู้สึกว่า นักแสดงในเรื่องมีความน่าเชื่อถือทั้งบุคลิก หน้าตา และการแสดงในบทบาทต่าง ๆ หรือแม้แต่บางคนเห็นเพียงไม่กี่วินาที แต่กลับรู้สึกว่าเขาเป็นคนคนนั้นได้อย่างสมจริง นั่นคืองานของ Casting Director ที่ทำการคัดเลือก ทดสอบ ผ่านขั้นตอนตามระบบกองถ่าย จนเข้าสู่การแสดงในภาพยนตร์

ผมอยากชวนทำความรู้จักกับคนทำงานตำแหน่งนี้ ซึ่งผ่านการทำงานยาวนานเกือบ 40 ปี กับกองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศที่มาถ่ายทำในประเทศไทยและย่านอาเซียน เขาคือ หนอน-ระวีพร ยุงไมเยอร์ ผู้เคยร่วมงานกับผู้กำกับต่างประเทศ อย่าง Danny Boyle, Luc Besson, Oliver Stone และในภาพยนตร์-ซีรีส์สารพัดเรื่อง อาทิ Only God Forgives, Heaven & Earth, The Beach, The Lady, Buoyancy, The Rocket, Bangkok Breaking ฯลฯ และเธอก็รวมกลุ่มกับเพื่อนพี่น้องคนทำงานสร้างสรรค์ จัดตั้ง กลุ่ม CUT สหภาพแรงงานสร้างสรรค์ ขึ้นมาด้วย

หนอน ยุงไมเยอร์ Casting Director วัย 58 ผู้เฟ้นหานักแสดงให้หนังต่างประเทศมานานกว่า 29 ปี
ถ่ายบนเรือที่เขมร ตอนถ่ายทำภาพยนตร์ Buoyancy

“สวัสดีครับ ผม โป๋ย ศักดิ์ชาย ทำงานเขียนบทและกำกับภาพยนตร์ เป็นหนังไทยแบบอินดี้หน่อยนะครับ ไม่ค่อยมีตำแหน่งCasting Directorแบบชัดเจนมาก พอดีทางเว็บเขาชวนมาทำสัมภาษณ์ ตอนนี้ผมเป็นผู้กำกับว่างงาน เลี้ยงวัวอยู่แถวบ้าน (สุรินทร์) เลยมาทำดูครับ เคยทำสัมภาษณ์ลงหนังสือเมื่อนานมาแล้ว เลยได้กลับมาลองดูอีกที”

ผมแนะนำตัวกับคุณหนอน ก่อนถามเธอต่อว่า “คุณหนอนอายุเท่าไหร่ครับ”

“58 เกือบจะ 59 แล้วค่ะ” เธอตอบ “ผม 52 แต่คุณดูเด็กกว่าผมอีกครับ” ผมตอบ

ระบบการทำงานของ Casting Director ในกองถ่ายภาพยนตร์ฝรั่งเป็นยังไงบ้างครับ

ในกองถ่ายทำหนังฝรั่ง ทางแคสติ้งจะปล่อยให้แผนกแคสติ้งทำ แบ่งเป็น Casting Director กับ Extra Casting ซึ่งคนทำCasting Directorต้องเก่งการจัดการ ต้องออดิชันเลือกคนที่เล่นเป็น ครีเอทีฟในการกระจายบท ตีความบท เลือกสคริปต์ เลือกว่าจะเอาซีนไหนให้เขาเล่น ส่วนแพลนการทำงานก็ชัดเจน เป็นระบบ

อาชีพนี้ เรามีหน้าที่หาความเป็นไปได้ของนักแสดงในแต่ละบทมาให้มากที่สุด โดยฟังจากความต้องการของผู้กำกับเป็นหลัก อาจแอบใส่สิ่งที่ตัวเองชอบหรือความคิดของตัวเองไปบ้างก็ได้ แต่อย่าให้เขาจับได้ (หัวเราะ) การมี Casting Director ช่วยให้ผู้กำกับทำงานสร้างสรรค์และต่อยอดไปได้อีก โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยหานักแสดงเอง

(คุณหนอนถามกลับ) ใน ‘หนังไทย’ ผู้กำกับจะใช้ผู้ช่วยผู้กำกับเป็นแคสติ้งใช่ไหมคะพี่โป๋ย

บางบริษัทหรือหนังทุนเยอะ ๆ ก็อาจจะมีครับ แต่ในงบแบบที่ผมทำ นักแสดงหลัก ถ้าเป็นดาราก็ไม่ต้องมีแคสต์ แต่นักแสดงประกอบ พูด 2 – 3 ประโยค ก็อาจใช้ผู้ช่วยผู้กำกับทำหน้าที่แคสติ้ง บางทีเนื้อเรื่องหรือสถานที่ก็มีส่วนเหมือนกัน ถ้ากองถ่ายในกรุงเทพฯ ก็เอาคนมาได้เยอะ ถ้ากองถ่ายต่างจังหวัด มีทั้งค่าเดินทาง ค่าอื่น ๆ เลยต้องแคสต์คนท้องถิ่นมาเล่นทั้งหมด ผมเป็นบ่อยมาก ทุนไม่สูง ก็เอาทีมงานหรือทีมไฟมาเล่น เอาความใกล้เคียงกับคาแรกเตอร์ ซึ่งมันจะไม่เป็นระบบเหมือนหนังฝรั่งที่กองใหญ่ ๆ หรือทุนเยอะกว่า

Casting Director เป็นสายงานที่ผมไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่ ก็เลยอยากรู้ว่าหนังฝรั่ง เขาแคสต์บทเยอะขนาดไหน บทที่มีแค่ 2 – 3 ไดอะล็อกก็แคสต์ด้วยใช่ไหมครับ

ใช่ค่ะ ถ้าหนังฝรั่งมาถ่ายเมืองไทย เมื่อสมัยก่อนเขาเอาทีมงานฝรั่งมาเป็น Casting Director และมีผู้ช่วยเป็นคนไทย ส่วนใหญ่บทพูดเยอะ ๆ เขาหานักแสดงมาหมดแล้ว เหลือบทพูดเล็ก ๆ น้อย ๆ พวก Featured Extras จะหาที่เมืองไทย

Casting Assistant ที่เป็นคนไทยก็ไปหาตัวเลือกมาให้เพื่อมาออดิชัน พอหลัง ๆ เขาเห็นว่าเมืองไทยเริ่มมีนักแสดงพูดภาษาอังกฤษได้ พอจะเล่นบทพูดได้บ้าง ก็หาได้มากขึ้นเรื่อย ๆ เขาก็เริ่มจ้างเราเป็น Casting Director โดยไม่ต้องจ้างทีมงานฝรั่งมาเป็นเจ้านาย แล้วเราก็หาบทที่ใหญ่ขึ้นได้ด้วย

จริง ๆ ตัวเราก็ค่อนข้างอยากนำเสนอด้วยค่ะ (หัวเราะ) เวลามีบทมา สมมติเขาให้หานักแสดงเบอร์ 21, 22, 23, 26, 27 เราก็อาจจะสรรหาเบอร์ 14 มานำเสนอ เห้ย! ประเทศเราก็มี ไม่ต้องเอานักแสดงมาก็ได้ ลองดูประเทศเราไหม เราเริ่มจากตรงนั้น ค่อย ๆ เป็น Casting Director โดยที่เขาไม่ต้องส่งฝรั่งมา ประหยัดเงินเขา จ้างคนไทยแทน

หนอน ยุงไมเยอร์ Casting Director วัย 58 ผู้เฟ้นหานักแสดงให้หนังต่างประเทศมานานกว่า 29 ปี
ถ่ายตอนทำหนังเรื่อง The Beach หาตัวประกอบเป็นแบ็กแพกเกอร์จริง ๆ ที่ภูเก็ต กระบี่ เกาะพะงัน

การทำงาน Casting Director หมายถึง จัดบทมาแคสต์พระเอก นางเอก ตัวรอง ผู้ร้าย แล้วตำแหน่งนี้มีสิทธิ์ตีความบทขนาดไหน หรือผู้กำกับกำหนดมากน้อยแค่ไหนในกระบวนการทำงาน

แล้วแต่ผู้กำกับค่ะ  ผู้กำกับบางคนไม่กำหนดเลย บางคนอ่านบทแล้วให้เราหามาเลย หรือผู้กำกับบางคนก็บอกความต้องการมาเลย อายุเท่านี้ถึงเท่านี้ เป็นคนเชื้อชาตินี้ ต้องถูกต้องตามที่ผู้กำกับต้องการ

อาจจะเป็นความเข้าใจผิดของผมก็ได้ สมมติว่า หนังเตรียมงานเดือนกุมภาพันธ์ ถ่ายทำเดือนมีนาคม งานแคสติ้งไม่ได้จบตั้งแต่ตอนเตรียมงาน ตอนถ่ายก็ยังต้องไปทำงานอยู่ใช่ไหมครับ

สมมติถ่ายทำเดือนมีนาคม เราจะถูกจ้างตั้งแต่เดือนธันวาคมหรือเดือนมกราคม เพื่อให้ตำแหน่งที่เกี่ยวข้องเลือกนักแสดง เช่น โปรดิวเซอร์ ไดเรกเตอร์ และทำสัญญากับนักแสดงที่มีบทเยอะ ๆ เพราะบางครั้งต้องซ้อม ต้องฝึกความสามารถบางอย่าง เช่น ขี่ม้า พูดภาษาต่างประเทศ ฯลฯ หลังจากนั้น Extra Casting จะหาตัวประกอบทั้งหมดที่ไม่มีบทพูด ส่วน AD (Assistant Director หรือผู้ช่วยผู้กำกับ) ก็จะมี Breakdown มาให้วางแผนว่าจะไปจังหวัดนั้นในวันนี้ เพื่อหาตัวประกอบเตรียมไว้ ซึ่งแบ่งเป็น 2 แผนก ตามความถูกต้องจริง ๆ ของระบบหนังนะคะ ในตอนแรกที่เราทำให้หนังฝรั่ง เราทำเองหมดเลย ตั้งแต่ Casting Director จนถึง Extra Casting

สำหรับเรา การออดิชันสำคัญมาก การตัดต่อ การเลือกเทก บางครั้งตอนเราถ่าย เราบอกคนตัดต่อว่า เราชอบเทก 2 พอมานั่งดูจริง ๆ มาตัดต่อจริง ๆ เราจะพบอะไรบางอย่างที่รู้สึกว่า ขอนำเสนอเทก 3 ดีกว่า เลยเป็นเหตุผลที่เมื่อก่อนเราทำเองทุกอย่าง เราชอบตัดเอง เราทำงานหนัก เรายอมอดนอน เราไม่กลัว (หัวเราะ) เดี๋ยวนี้แก่แล้ว ก็มีผู้ช่วยที่รู้ใจช่วยตัดต่อให้บ้างในบางงานค่ะ

ยุคแรกของการทำงานได้รับค่าตอบแทนเท่าไหร่ครับ

ตอนนั้นได้ค่าตอบแทนเป็นสัปดาห์ค่ะ เพียงแต่ค่าตัวเราอาจจะถูกกว่าเขาหน่อย (หัวเราะ) 25,000 ต่อสัปดาห์นะ ไม่ใช่ต่อเดือน เป็นค่าตัวสมัยก่อน เขาจ้างเราทั้งเรื่องเลย สำหรับฝรั่ง ค่าตัวคนทำงานในเมืองไทยถูกมากนะ ซึ่งคนฝรั่งที่ทำอาชีพแคสติ้ง ค่าตัวต่อสัปดาห์แพงมาก 5,000 เหรียญฯ ได้ ขอลองคูณ 30 นะ 150,000 บาท

หน้าที่เราทำตั้งแต่หานักแสดงมีบทพูด จนถึงหาเอ็กซ์ตร้า ซึ่งการหาเอ็กซ์ตร้าเป็นงานที่เราชอบมาก ไปภูเก็ต พังงา ถือกล้อง 1 ตัว แล้วก็ไปเดินหาเอ็กซ์ตร้า บางทีหาบทพูดเล็ก ๆ ในท้องถิ่นหรือในโลเคชัน ซึ่งงานแบบนี้เขาเรียกว่า Street Casting ทำงานมาจนถึงตอนนี้ก็ได้ค่าตัวเพิ่มขึ้นตามเครดิตและประสบการณ์ค่ะ

ก่อนเริ่มต้นทำงาน Casting Director คุณหนอนค่อย ๆ สะสมประสบการณ์จากงานอื่นมาก่อน

เราเรียนสาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เรียนเกี่ยวกับ Visual Communication พอจบออกมาก็ทำงานเอเจนซี ตำแหน่งครีเอทีฟ จนเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ พอมีโอกาสออกกองหนังโฆษณาในฐานะครีเอทีฟในตอนนั้น ก็รู้สึกว่าชอบทำงานโปรดักชันมากกว่า เลยลาออกจากเอเจนซีไปสมัครงานโปรดักชันที่สยามสตูดิโอ

เริ่มทำตั้งแต่แผนกอาร์ตจนได้เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ได้เป็นเป็นผู้ช่วยผู้กำกับโฆษณาที่นี่อยู่ 3 ปี พอดีช่วงนั้นมีหนังฝรั่งเข้ามาถ่ายเมืองไทยเยอะ ที่โปรดักชันเฮาส์เขาก็ส่งพวกแผนกกล้อง แผนกไฟไปออกกองหนังฝรั่ง ให้เช่าเครื่องมือเล็ก ๆ น้อย ๆ เราก็อยากไปดูว่ากองฝรั่งเขาทำงานกันยังไง ก็ไปขอเจ้านาย เจ้านายไม่ให้ไป ก็เลยลาออก มาเป็นผู้ช่วยผู้กำกับฟรีแลนซ์ แล้วไปสมัครงานกองหนังฝรั่ง

หนอน ยุงไมเยอร์ Casting Director วัย 58 ผู้เฟ้นหานักแสดงให้หนังต่างประเทศมานานกว่า 29 ปี
ภาพตอนหาตัวประกอบที่พังงา ตอนนั้นทำหนังฝรั่งเรื่องแรก ชื่อ Heaven & Earth ของ Oliver Stone

ในงานแต่ละงาน คุณมีสังกัดที่รู้จักแล้วชวนกันต่อ หรือว่าชื่อของคุณถูกรีเควสต์ครับ

ระบบโปรดักชันจากเมืองนอก เวลายกกองมาประเทศไทย มี 2 แบบ เรียกว่า Service Company เช่น Living Film, Indochina, Santa International กรณีนี้เขาจะมีคนที่ใช้งานกันประจำอยู่แล้ว แต่ถ้ากองถ่ายมาแบบอินดี้ ไม่รู้จักใคร ไม่มีตังค์ หรือไม่ใช่บริษัทใหญ่ ๆ จะมีสิ่งที่เรียกว่า Internet Movie Database (IMDb) เป็นแหล่งข้อมูลของคนทำหนังจากทั่วโลก เขาจะรู้เลยว่าประเทศไทยมีใครเคยทำตำแหน่งอะไรบ้าง เขาก็อาจจะติดต่อหาเราโดยตรง ซึ่งคนที่ทำงานกับหนังฝรั่งในเมืองไทย ส่วนใหญ่เป็นฟรีแลนซ์กันหมดค่ะ

มีกองถ่ายหนังเรื่องไหนที่ทำงานด้วยแล้วประทับใจไหมครับ

เรื่อง Only God Forgives ค่ะ เป็นหนังอินดี้นิด ๆ ผู้กำกับไม่ใช่ผู้กำกับฮอลลีวูด แต่พอดีเขาได้รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเรื่อง Drive จากคานส์ แล้วค่อยมาทำ Only God Forgives เราประทับใจตรงที่ผู้กำกับค่อนข้างเป็นอาร์ติสต์ เขาบอกเราว่าไม่ต้องไปทำเทสต์เยอะแยะ เลือกคนมาสัมภาษณ์ก่อน ถ้าไอชอบชีวิตเขา ไอจะเลือก ช่วยไปหาคนจริง ๆ นะ อย่างตำรวจเนี่ย ก็ไปหาตำรวจจริง ๆ ถ้าเป็นมือปืน หนอนไปหาคนเป็นมือปืนมาเลย ไออยากรู้ว่ามันมีท่าทียังไง

เรารู้สึกว่ามันเป็นงานแคสติ้งที่ได้โจทย์เหมือนเขาเอาเงินมาให้เราเล่น ได้เงิน ได้ทำงาน แล้วก็ได้หาคนประหลาด ๆ มาด้วย ซึ่งฝรั่งที่เล่นเป็นตัวประกอบที่โดนทรมานในหนัง ดังไปเลยนะ หลังจากนั้นมีงานที่อังกฤษเพียบเลย

แล้วอย่างหนังเรื่อง The Lady ล่ะครับ

เรื่องนี้เป็นของผู้กำกับ Luc Besson เขาเป็นผู้กำกับเบอร์หนึ่งของฝรั่งเศสค่ะ ซึ่งเราเป็นแฟนเขาจากเรื่อง Nikita, Léon, The Fifth Element ซึ่งหนังเรื่อง The Lady เราแคสต์นักแสดงทุกคนที่ไม่ใช่ Michelle Yeoh แฟน Michelle Yeoh และครอบครัวในเรื่อง นั่นเขาแคสต์มาจากฝรั่งเศสกับอังกฤษแล้ว ที่เหลือแคสต์ในเมืองไทยค่ะ

ด้วยความที่หนังเรื่องนี้เป็นหนังเกี่ยวกับพม่า เราก็อยากหาคนที่พูดภาษาพม่าได้จริง ๆ ในประเทศไทย เพราะยกกองไปถ่ายที่พม่าไม่ได้ ก็พยายามเจาะทุกทาง เจาะเข้าไปหาคนในชุมชนพม่า แต่เขาไม่ไว้ใจใครง่าย ๆ เราใช้เวลาอยู่นานมาก จากคนไม่รู้จักกลายเป็นคนรู้จัก เราใช้เวลาประมาณ 4 – 5 สัปดาห์ กว่าจะเจาะได้ 1 คน พอเจาะได้ 1 คน เขาไว้ใจเราแล้ว เขาก็จะบอกต่อ สนุกมาก แล้วคนพม่าเป็น Non-actor ที่เล่นหนังเก่งทุกคน ให้ร้องไห้ก็ร้อง

มีหนึ่งฉากที่น่าสนใจ คือตอนที่ Michelle Yeoh เล่นเป็น อองซานซูจี แล้วขึ้นไปกล่าวปราศรัย ตอนนั้นเธอไม่มีเวลาพอที่จะฝึกภาษาพม่าจริง ๆ แต่ฝึกพูดจากการศึกษาเทปของอองซานซูจีตอนกล่าวปราศรัย เธอฝึกพูดจนเหมือนมาก พอต้องเข้าฉากขึ้นปราศรัย นักแสดงตัวประกอบพม่าร้องไห้เลย โอ้ ประทับใจมาก เก่งมาก

หนอน ยุงไมเยอร์ Casting Director วัย 58 ผู้เฟ้นหานักแสดงให้หนังต่างประเทศมานานกว่า 29 ปี
ทีมแคสติ้งไทยถ่ายภาพกับ Luc Besson เป็นที่ระลึกในวันถ่ายวันสุดท้ายของภาพยนตร์ The Lady

นอกจากงานในประเทศ คุณยังขยายการทำงานของอาชีพ Casting Director ในอาเซียนด้วย

มีไปประเทศกัมพูชา ลาว แต่เรื่องที่กัมพูชา เขาขอถ่ายเมืองไทยไม่ได้ เลยต้องไปที่นู่น (กัมพูชา) เป็นเรื่องเกี่ยวกับแรงงานประมง สมัยหนึ่งที่ The Guardian ออกข่าวว่า ประเทศไทยใช้แรงงานทาสในเรือประมง คนที่มาคุยกับเราเป็นคนออสเตรเลีย แล้วเราต้องไปหาตัวเอกเป็นเด็กเขมรที่ถูกหลอกมาขายเป็นทาสบนเรือ มีไต้ก๋งเป็นคนไทย

เราไปหานักแสดงเด็กตัวเอกในพนมเปญ ไปหาในวิทยาลัยการแสดงก็ได้ตัวเลือกมาส่วนหนึ่ง แล้วเราก็ไปเสียมเรียบไปถึงก็ไปเจอ NGO Organization ที่ดูแลรับเลี้ยงเด็กข้างถนนที่เสียมเรียบ มีเด็กคนหนึ่งน่ารักมากเลย อายุ 15 เราเทสต์เด็กในนั้นทุกคน แล้วคนนี้โดดเด่นมากที่สุด เลยได้เป็นพระเอกในหนังเรื่อง Buoyancy แล้วก็มีไปถ่ายในประเทศพม่าบ้าง เป็นพวกหนังโฆษณาค่ะ

คุณหนอนมีวิธีหาคนมาแคสต์จากไหนบ้างครับ

เราทำอาชีพนี้ สะสมคนไว้เยอะค่ะ เวลาไปเจอใคร เพื่อน เพื่อนของเพื่อน เพื่อนของพี่ เพื่อนของพี่คนนั้นคนนี้ เขารู้ว่าเราเป็นแคสติ้งก็จะแนะนำมาอยู่แล้ว จากนั้นเราก็จะเก็บไว้ใน Database พอมีเฟซบุ๊กเราก็ไปติดตามเขา แล้วก็ติดตามเพื่อนของเขา (ในเฟซบุ๊ก) เพราะเพื่อนกันจะมีไทป์หรือความสนใจที่คล้ายกัน จนเรารู้สึกว่า Mark Zuckerberg แม่งต้องมีญาติทำแคสติ้ง เพราะว่าตั้งแต่มีเฟซบุ๊ก ชีวิตแผนกแคสติ้งก็ดีขึ้นนะคะ

เมื่อก่อนกว่าคุณจะหาเบอร์นักแสดงสักคน หาไม่ได้หรอก คุณต้องค่อย ๆ หา ค่อย ๆ ถามคนนู้นคนนี้ ต่อไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวนี้เปิดอินสตาแกรมทีเดียว คุณได้เบอร์ทุกคนเลย จบ สมมติอยากเช็กว่าเขาเป็นแบบไหน เคยทำอะไรมาบ้าง ก็เช็กได้จากยูทูบ กูเกิล เหมือนกัน เราก็ไปเช็กมาว่าพี่โป๋ยทำหนังอะไรมาบ้าง (หัวเราะ)

นอกจาก Casting Director เคยเปลี่ยนไปทำตำแหน่งอื่นไหมครับ

จากที่ทำมาหลายเรื่อง มีช่วงหนึ่งที่หนังฝรั่งเข้ามา แต่ไม่มีบทที่น่าสนใจเลย เป็นหนังบู๊เสียส่วนใหญ่ เขาก็จะให้เราหาตัวประกอบ หาคนกล้ามใหญ่ ๆ เราว่ามันน่าเบื่อ พอดีมีหนัง Rambo 4 เข้ามา เราเลยบอกโปรดิวเซอร์ว่า ไม่อยากทำแล้วนะ เบื่อ ไม่อยากคุยกับฝรั่งกล้ามใหญ่ ให้ทำผู้ช่วยผู้กำกับได้ไหม

เขาบอกว่าไม่มีตำแหน่งว่าง มาเป็น UPM (Unit Production Manager) ของกอง 2 ให้ได้ไหม ซึ่ง UPM คือผู้จัดการกองถ่าย ถ้าเทียบกับหนังไทย คือ ธุรกิจการจัดการในกองถ่าย เราก็ถามกลับว่า “หนอนจะทำได้เหรอ ไม่เคยทำ” เขาบอกว่า “กองเล็กนิดเดียว เธอเคยเป็น AD มาแล้ว ทำได้อยู่แล้ว ถ่ายแค่ 2 สัปดาห์เอง” เราก็เลยรับทำ

สนทนากับ หนอน-ระวีพร ยุงไมเยอร์ ผู้เฟ้นหานักแสดงทั่วราชอาณาจักร ถึงเส้นทางเกือบ 40 ปีของอาชีพ Casting Director
ถ่ายกับนักแสดงอังกฤษที่แคสต์มาเล่นภาพยนตร์เรื่อง Mechanic: Resurrection

พอตกลงทำ UPM แล้วเป็นยังไงบ้างครับ

พอทำไปทำมา กอง 1 ดันขี้เกียจ ซึ่งกอง 1 ผู้กำกับคือ Sylvester Stallone เขากำกับเอง เล่นเอง ถ่ายตัวเอง แสดงไปนิดเดียวแล้วก็เลิก ที่เหลือทิ้งให้กอง 2 มันเป็นแบบนี้ทุกวัน กอง 2 ก็เลยยาวและใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จาก 2 สัปดาห์ ก็เป็น 3 สัปดาห์ 4 สัปดาห์ 5 สัปดาห์ 6 สัปดาห์ กลายเป็นถ่ายอยู่ 2 – 3 เดือน (หัวเราะ)

ด้วยทุนสร้างที่เยอะ กองถ่ายหนังฝรั่งเลยมีความพร้อมในการทำงานมากกว่า

กอง Rambo 4 ส่วนที่สำคัญที่สุด คือสตั๊นท์ สตั๊นท์ในหนังฝรั่งเป็นเรื่องทางเทคนิคมาก มันมีสิ่งที่เรียกว่า Stunt Adjustment บางครั้งบางฉากที่เสี่ยงอันตรายมาก ๆ เขาจะคิดราคาเป็นเทก พอคิดเป็นเทก ก็จะต้องผ่านการอนุมัติจากคนหลายคน ดังนั้น การที่เราจะจ่ายเงินคนคนนี้เท่าไหร่ เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่มากในกองใหญ่

กองถ่ายหนังที่มีทุน มีเงินเยอะ เขาจ้างคนเยอะ กองก็ใหญ่ กลายเป็นอุปสรรคตรงกันข้ามกับหนังที่มีเงินน้อย คนมีเงินน้อยก็จะกองเล็ก ๆ เคลื่อนย้ายง่าย ไม่ต้องผ่านขั้นตอนเยอะ ไม่ต้องรอคำตอบนาน พอกองใหญ่ เจ้านายเยอะ กว่าจะอนุมัติต้องผ่านหลายขั้นตอน เคลื่อนย้ายไปไหนก็เป็นเรื่องใหญ่ เช่น เดินทาง ขนคน เตรียมพื้นที่ จัดที่ให้นั่งพัก ฯลฯ นี่เป็นเรื่องใหญ่มากในกองใหญ่ หนอนชอบทำกองเล็ก ๆ มากกว่า ชีวิตมีความสุข มีเจ้านายคนเดียว

ถ้าอยากทำอาชีพ Casting Director ต้องเริ่มต้นจากอะไรครับ

เริ่มได้หลายทาง อย่างตัวเราเริ่มจากเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ซึ่งปัจจุบันทุกคนเรียนได้เท่ากันจากอินเทอร์เน็ต ดังนั้น มาเป็นผู้ช่วยแคสติ้งสักเรื่องหนึ่งก็พอแล้ว ถ้าชอบจริง ๆ ทำได้จริง ๆ เป็น Casting Director เลยก็ได้ เพียงแต่งานนี้ไม่ได้ประกอบไปด้วยงานครีเอทีฟอย่างเดียว ต้องรู้จักการจัดการ เข้าใจเทคนิคการตัดต่อ การอัปโหลด ดาวน์โหลด ซึ่งประกอบด้วย 2 อย่าง ทั้งทางครีเอทีฟ ทั้งทางบริหารเงิน บริหารเวลา บริหารการนำเสนอ เสร็จแล้วก็มาบริหารการทำสัญญา เพราะมีสัญญาแบบต่าง ๆ จากสตูดิโอ เราก็ต้องเป็นหูเป็นตาให้นักแสดง ในฐานะที่นักแสดงเราอาจไม่เก่งภาษา เราเองก็ไม่มีประสบการณ์เรื่องการทำสัญญาอะไรสักเท่าไหร่หรอก แต่ก็มาช่วยเขาดูว่ามันยุติธรรมไหม ก็คือต้องทำหน้าที่เป็น Lawyer นิด ๆ ด้วย

สนทนากับ หนอน-ระวีพร ยุงไมเยอร์ ผู้เฟ้นหานักแสดงทั่วราชอาณาจักร ถึงเส้นทางเกือบ 40 ปีของอาชีพ Casting Director
ถ่ายกับสตั๊นท์ไทยที่เล่นเป็นทหารพม่าในเรื่อง The Lady รอยสักบนหน้าคือของปลอม ช่างแต่งหน้าวาดให้

ต้องมีคุณสมบัติอื่นอีกไหมครับ

ต้องชอบหนัง อย่างเราชอบดูหนังมาก ๆ ชอบอ่านหนังสือ เพราะคนที่อ่านหนังสือไม่เก่ง จะอ่านบทไม่เข้าใจ บางทีเข้าใจแค่ผิวเผินก็ไม่ได้ เพราะคนเขียนบทเก่ง ๆ จะซ่อนอะไรบางอย่างไว้ เขาไม่บอกตรง ๆ แต่จะมี Between the Lines เช่น ซีนที่ 16 มีบทพูดแบบนี้ แต่เขาไม่ได้พูดขึ้นมาเฉย ๆ นะ เขาพูดเพราะมีที่มา ถ้ามีทักษะเรื่องการอ่านก็ช่วยได้เยอะ ที่สำคัญต้องขยัน

ถ้าเราทำงานในแบบที่เราชอบ เราจะขยันโดยอัตโนมัติ เพราะมันสนุก พอสนุก เราจะไม่รู้สึกว่ากำลังทำงาน เราจะรู้สึกว่าเรากำลังเล่น มันสนุกดี I Love My Job! (พูดทันที)

ทำไมคุณหนอนถึงกล้าพูดเสียงดังเลยว่า I Love My Job!

สำหรับเรา มันเป็นอาชีพที่ชอบ ได้ทำหนังดี ๆ กับผู้กำกับดี ๆ หรือเวลาได้โจทย์ที่ท้าทาย เรารู้สึกว่ามันคุ้มค่าเวลาชีวิตที่จะทุ่มเทและขยันทำงาน ซึ่งการทำ Casting Director ก็เหมือนผู้กำกับในกองเล็ก ๆ ของเราเอง โดยเรามีอำนาจทุกอย่าง ไม่มีใครเป็นเจ้านายเรานอกจากผู้กำกับ เราได้เจอผู้กำกับในดวงใจหลายคน เจอ Danny Boyle ใน The Beach เจอ Luc Besson ใน The Lady เจอ Oliver Stone ใน Heaven & Earth ผู้กำกับแต่ละคน ใครบ้างจะไม่อยากเจอตัวจริง เราก็อยากเจอตัวจริง (หัวเราะ) และอาชีพนี้มันเป็นส่วนประกอบของทุกอย่างในตัวเรา เราได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการออดิชัน การหาคน แล้วก็ใช้ความเป็นนักอ่าน ได้อ่านบท ได้อ่านสคริปต์แปลก ๆ

อีกอย่างเราเป็นคนแรกที่เปลี่ยนบทในกระดาษแผ่นนั้นให้ออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหว

เกือบ 40 ปีของการทำงาน คุณหนอนเรียนรู้อะไรบ้างในตำแหน่ง Casting Director

เราเรียนรู้สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ มนุษย์ไม่ได้รู้จักตัวเองมากเหมือนกับที่คิด เมื่อคนอื่นมองเรา เขาจะเข้าใจตัวเรามากกว่าที่เราเข้าใจตัวเอง เราสังเกตจากการทำงาน บางทีผู้กำกับบอกว่าเขาเป็นคนแบบนี้ แต่จริง ๆ เขาไม่ได้เป็น การทำแคสติ้งทำให้เราเจอคนเยอะ ทำให้เราได้ออกค้นหามนุษย์ตั้งแต่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร ลงมาถึงล่างสุดของห่วงโซ่อาหาร จนถึงคนที่แม่งไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่อาหารเลย แต่นั่นแหละ มันทำให้งานเราสนุกมาก

ยิ่งเป็นคนที่สนใจในเรื่องมนุษย์ด้วยนะ รับรองถูกใจ

สนทนากับ หนอน-ระวีพร ยุงไมเยอร์ ผู้เฟ้นหานักแสดงทั่วราชอาณาจักร ถึงเส้นทางเกือบ 40 ปีของอาชีพ Casting Director
ถ่ายกับ Gaffer ไทยที่ไปถ่ายโฆษณาด้วยกันที่พม่า

คุณค่าของงานที่ทำมามากกว่าค่อนชีวิตสำหรับคุณหนอนคืออะไร

Casting Director พาเราไปสู่ข้อสรุปที่ว่า การพูดความจริงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แม้ว่าจะก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือ การตบตีกันก็ตาม แต่การพูดความจริงต่อกันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์กระทำต่อกันได้

คุณหนอน ยุงไมเยอร์ มองอนาคตในอีก 5 ปี 10 ปี ไว้แบบไหนครับ

ไม่ได้มองไกลขนาดนั้น เพราะแก่แล้วค่ะ (หัวเราะ)

เรามองปีหน้า ปีมะรืน ถ้ายังสนุกอยู่ ถ้ายังมีงานให้ทำอยู่ ก็จะหางานทำไปเรื่อย ๆ ถ้าเรารู้สึกเหนื่อย ก็จะหยุด เราไม่คิดว่าตัวเลขมีผลกับเรา แต่เราจะดูเอเนอจี้ตัวเองเป็นหลัก ตอนนี้ก็อยู่ที่แม่ฮ่องสอนเป็นหลัก ที่นี่เป็นเมืองเล็ก ๆ พอหน้าร้อนก็ร้อนมาก แต่ไม่เป็นไร เพราะหน้าหนาวมันคุ้มมาก ในวันที่ไม่ต้องทำงาน เราก็ขี่จักรยาน ดูหนัง เดินขึ้นเขา ทำสวน เล่นกับหมาคนอื่น เพราะเราไม่เลี้ยงหมา ไปทำหนังทีหลายเดือน เดี๋ยวหมาตาย จะเลี้ยงของตัวเองไม่ได้จนกว่าเราจะเกษียณ ก็เลยไปเล่นกับหมาข้างบ้านแทน แต่หมาข้างบ้านมันทำตัวเหมือนเป็นหมาเราเลยนะ (หัวเราะ)

ทุกวันนี้นอกจากทำแคสติ้งเป็น Casting Director ก็ขยับตัวเองไปเป็นครีเอเตอร์ของ Original Content และสิ่งที่อยากทำตอนนี้ คือ Thai Original Content บนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่มาเปิดในเมืองไทย ตอนนี้เขาเริ่มจ้างคนไทยเป็น Creative Head ทำให้เรามีความหวังว่า สตรีมมิ่งเซอร์วิสที่มาลงทุนจะช่วยให้วงการหนังไทยพัฒนา เราเชื่อแบบนั้นนะ

และท้ายนี้ เราอยากใช้โอกาสนี้ขอบคุณทุกผู้กำกับที่สอนงานและให้งานเรามาทั้ง คุณคธา พี่ไมค์ พี่พล พี่ตุ้ม ฯลฯ และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีงานไหนเลยที่ทำได้คนเดียว ผู้ช่วยของเราเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้งานมันสำเร็จลงได้ ตั้งแต่โบว์ใหญ่ จมปู้ ปุ้มปุ้ม โบเล็ก ร่มไทร พี่กรองทอง พี่แมวป่า น้องเอ๋ปาป้า พี่อ้วนที่ตอนนี้ไม่อ้วนแล้ว พี่แดง นังปีเตอร์ แซมแซมที่เขมร น้องมิ้นท์ น้องอาร์ นุ๊กกี้ จนมาถึงผู้ช่วยคนสุดท้องตอนนี้ คือน้องโบโบ้ Couldn’t have done it without YOU!

ภาพ : ระวีพร ยุงไมเยอร์ 

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

ศักดิ์ชาย ดีนาน

นักเขียนบท ผู้กำกับภาพยนตร์ ซึ่งค้นพบว่ามาเลี้ยงวัวที่สุรินทร์ (บ้านเกิด) ก็ทำหนังได้ แถมมีเวลาดื่มมากกว่าอยู่กรุงเทพฯ อีก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load