2 กุมภาพันธ์ 2565
2 K

วงการแฟชั่นทำงานกันตามฤดูกาล เมื่อฤดูเปลี่ยน ช่วงเวลาของการอัปเดตเทรนด์ก็วนกลับมาอีกครั้ง

แม้ตอนนี้คนในวงการแฟชั่นจะพูดล่วงหน้าไปถึงเทรนด์ Autume/Winter 2022 ที่ดูไกลตัวเมืองร้อนอย่างประเทศไทย แต่สิ่งที่น่ายินดีก็คือ ‘ผ้าไทย’ งานฝีมือที่คนไทยคุ้นเคยกันดี กำลังหาบทบาทโลดแล่นอยู่ในรันเวย์เมืองหนาวกับเขาด้วย เพราะตอนนี้เรากำลังจะมีเทรนด์บุ๊กผ้าไทยประจำฤดูหนาวเล่มแรกออกมาให้ได้ใช้กัน

‘THAI TEXTILES TREND BOOK AUTUMN/WINTER 2022-2023’ คือหนังสือเทรนด์บุ๊กผ้าไทยเล่มที่ 2 ต่อเนื่องมาจาก THAI TEXTILES TREND BOOK SPRING/SUMMER 2022 เทรนด์บุ๊กผ้าไทยเล่มแรกที่เริ่มแจกจ่ายให้ผู้คนในแวดวงแฟชั่นได้ใช้เมื่อ 2 ปีก่อน

เทรนด์บุ๊กผ้าไทย AUTUMN/WINTER คู่มือสร้างสรรค์ผ้าไทยในแฟชั่นเมืองหนาว
ภาพ : นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

เช่นเคย เทรนด์บุ๊กเล่มนี้ยังเป็นแนวคิดและผลงานการบรรณาธิการของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยมี ฟอร์ด-กุลวิทย์ เลาสุขศรี บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Vogue ประเทศไทย โจ-ธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย ร่วมเป็นหนึ่งในกรรมการที่ปรึกษา เพิ่มเติมคือได้ อู๋-วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ WISHARAWISH ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการผ้าไทยมากว่า 20 ปี มาร่วมระดมไอเดียสร้างสรรค์เทรนด์บุ๊กเล่มนี้ด้วย

เทรนด์บุ๊กผ้าไทย AUTUMN/WINTER คู่มือสร้างสรรค์ผ้าไทยในแฟชั่นเมืองหนาว

คราวนี้จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะได้แวะไปเคาะประตูออฟฟิศ Vogue เพื่อพูดคุยกับ 3 หัวเรือใหญ่ ผู้เป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์บุ๊กผ้าไทยกันอีกครั้ง ว่าพวกเขาจะหยิบเรื่องราวของฤดูหนาวที่คนไทยไม่ค่อยคุ้นเคย มาผสานกับวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยอย่างไรให้สนุกและลงตัว

คราม-ราชาแห่งสีย้อม

“เทรนด์บุ๊กเล่มนี้แตกต่างจากปีที่แล้วชัดเจน ด้วยฤดูกาล เนื้อหา และคอนเทนต์ด้านใน ปีที่แล้วเราทำงานโดยอิงจากการแบ่งกลุ่มตามอายุคน 6 กลุ่ม แต่ปีนี้เราเอาเทรนด์โลกมาจับ ซึ่งแนวคิดทั้งหมด ทูลกระหม่อมพระราชทานมาให้ตั้งแต่ต้นเลย ทรงพระราชทานมู้ดบอร์ดด้วยพระองค์เอง แปะเอง เลือกสีเอง ทั้งหมดอิงจากประสบการณ์ส่วนพระองค์ที่ได้ไปทรงงานที่ต่างประเทศ จากหนังสือและแมกกาซีนในห้องสมุดส่วนพระองค์ แล้วท่านก็รับสั่งให้ทีมไปตีโจทย์มา ทำยังไงก็ได้ให้ความเป็นไทยยังคงอยู่” โจเกริ่น

เพื่อให้สอดคล้องไปกับเทรนด์โลกจริง ๆ หนังสือเล่มนี้จึงหยิบเรื่อง ‘Circular Economy’ หรือระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนขึ้นมาเป็นตัวชูโรง ด้วยทรงเล็งเห็นว่าวงการอุตสาหกรรมแฟชั่น เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน การแก้ปัญหาที่ว่าอย่างยั่งยืนจึงต้องแก้กันไปถึงต้นตอการผลิตเสื้อผ้า 

ดังเช่นพระราชดำรัสของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ที่ทรงพระราชทานไว้ในพิธีเปิดงาน ‘THAI TEXTILES TREND BOOK Autumn/Winter 2022-2023 แนวโน้มเฉดสีมุมมองของธรรมชาติ การผสมผสานสีสันแห่งเนื้อแท้วัสดุสำหรับผ้าไทยในเหมันตฤดู’ ว่า

เทรนด์บุ๊กผ้าไทย AUTUMN/WINTER คู่มือสร้างสรรค์ผ้าไทยในแฟชั่นเมืองหนาว

“เล่มก่อนหน้านี้ประสบความสำเร็จมากในแง่ของผลตอบรับ อุตสาหกรรมสิ่งทอเกิดความกระปรี้กระเปร่าในการผลิต เกิดกระแสและพลังงานที่ดีในการออกแบบ ถือเป็นการเริ่มต้นพัฒนา ทั้งเรื่องสีและองค์ความรู้ใหม่ ๆ รู้สึกปลาบปลื้มที่เรามีหนังสือด้านแฟชั่นอย่างจริงจังเสียที ในการนำไปใช้ทำการเรียนการสอน หรือใช้ประกอบอาชีพ 

“อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมสิ่งทอเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน เล่มนี้สอนเรื่องการลดใช้ทรัพยากร หรือใช้แล้วต้องปลูกทดแทน ใช้วัสดุที่คุ้นเคยอย่างคุ้มค่าที่สุด เพื่อลดการเกิดของเสีย ซึ่งภูมิปัญญาไทยเรื่องการย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติจากวัสดุที่มาจากธรรมชาติช่วยแก้ปัญหาได้ แต่ต้องทำอย่างจริงจัง หวังว่าจะเป็นหนังสือที่อ่านแล้วเพลิดเพลินและเป็นประโยชน์กับอุตสาหกรรมสิ่งทอ แฟชั่น และดีไซน์ ก่อนจะมีเทรนด์บุ๊กเล่มต่อ ๆ ไป”

“เทรนด์บุ๊กเล่มนี้เราเลยเริ่มต้นทุกอย่างกับ Circular Color หรือสีธรรมชาติ จริง ๆ เล่มที่แล้วเราพูดถึงการย้อมสีธรรมชาติมาแล้วนิดหน่อย แต่ในปีนี้เนื้อหาเกี่ยวกับสีธรรมชาติเข้มข้นขึ้นมาก” ฟอร์ดขยายความ

“ตัวตั้งต้นของเทรนด์บุ๊กในปีนี้จึงเป็น ‘King of Dye’ หรือครามนั้นเอง” โจเฉลย

เทรนด์บุ๊กผ้าไทย AUTUMN/WINTER คู่มือสร้างสรรค์ผ้าไทยในแฟชั่นเมืองหนาว
เทรนด์บุ๊กผ้าไทย AUTUMN/WINTER คู่มือสร้างสรรค์ผ้าไทยในแฟชั่นเมืองหนาว

หลายคนอาจคุ้นเคยกับ ‘คราม’ พืชตระกูลถั่วที่ให้สีเฉดฟ้า-น้ำเงิน หรือตามชื่อสีสากลที่เราเรียกว่า Indigo กันอยู่บ้าง แต่อาจไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วครามเป็นหนึ่งในสีธรรมชาติที่อยู่กับสังคมผู้ย้อมเส้นไหมมาช้านาน มีคุณสมบัติในการระบายอากาศดีเยี่ยม และในปัจจุบันยังถือเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยด้วย

“ถ้าถามว่าทำไมเราต้องให้ครามสำคัญกับครามนัก อย่างแรกคือตอนนี้ครามเป็นสีที่อยู่ในเทรนด์โลก และครามในประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ คุณภาพสูง เรามีพื้นที่ปลูกและเลี้ยงครามเยอะ บางจังหวัดส่งออกครามไปขายต่างประเทศได้เลย เพราะตอนนี้ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับไม้ย้อมสีธรรมชาตินี้มาก” โจว่าต่อ

“จริง ๆ ในไทยเองมีครามตั้งแต่เหนือจรดใต้ ในหนังสือจะบอกเลยว่า ภาคเหนือมีฮ่อมเป็นไม้ย้อมลักษณะคล้ายคราม แต่ว่าตอนนี้ฮ่อมหาไม่ค่อยได้แล้ว เขาจึงนิยมซื้อครามมาจากอีสาน หรือในอีสานเองตอนนี้ก็เป็นฮับใหญ่ของครามเลย โดยเฉพาะในจังหวัดสกลนคร 

เทรนด์บุ๊กผ้าไทย AUTUMN/WINTER คู่มือสร้างสรรค์ผ้าไทยในแฟชั่นเมืองหนาว

“ภาคใต้ส่วนใหญ่เขาจะเอาครามไปแนมกับน้ำพริก แต่ในอดีตชาวมุสลิมจะใช้สีจากครามทาทับจิตรกรรมฝาผนังเพื่อกันสนิมจากทะเล ส่วนภาคกลาง ครามอยู่ในเสื้อผ้าของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อพยพมาจากลาว เช่น ไทยวน ไทยทรงดำ ที่ย้อมฝ้ายเพื่อทอผ้าซิ่นตีนจก หรือบางทีเขาก็จะเอาครามไปย้อมกับมะเกลือเพื่อให้ผ้าสีเข้มและชัดมากยิ่งขึ้น” อู๋อธิบายให้เราเห็นภาพอีกนิด

Colors of The Nature

ความพิเศษของครามไม่ได้มีแค่การเป็นสีย้อมสารพัดประโยชน์สมฉายาราชาแห่งสีย้อมเท่านั้น แต่ครามยังเป็นพืชที่สร้างสีสันได้หลากหลายนับร้อยเฉด

ครามหม้อเดียวกัน ในพื้นที่ที่ความร้อนและความชื้นต่างกัน ทำให้เกิดสีฟ้าคนละเฉดได้

นี่ยังไม่รวมไปถึงสูตรผสมลับเฉพาะของแต่ละหมู่บ้านและทักษะฝีมือของผู้ย้อม ที่เสกให้ครามกลายเป็นตั้งแต่สีฟ้าติดขาวไปจนถึงสีน้ำเงินเข้มน้ำทะเลลึก

หรือจะให้สนุกกว่านั้น ครามยังนำไปผสมกับสีธรรมชาติอื่น ๆ จนเกิดเป็นสีใหม่ได้อีกสารพัด

“ในเทรนด์บุ๊กเล่มนี้ เราใช้ครามเป็นตัวตั้งต้นไปย้อมกับสีธรรมชาติอื่น ๆ เช่น ครั่ง ประโหด แก่นขนุน หรือไม้ย้อมสีในท้องถิ่นต่าง ๆ สรุปออกมาจะได้เป็น 6 กลุ่มสี แต่ในคราวนี้แต่ละกลุ่มสี ทูลกระหม่อมจะทรงเพิ่มสีเชื่อมต่อลงไปด้วย จากเฉดหนึ่งไปสู่อีกเฉดจึงมีสีอื่น ๆ แทรกอยู่ เพื่อให้นักออกแบบเอาไปใช้งานได้หลากหลายขึ้น” โจเล่า

เทรนด์บุ๊กผ้าไทย AUTUMN/WINTER คู่มือสร้างสรรค์ผ้าไทยในแฟชั่นเมืองหนาว
เทรนด์บุ๊กผ้าไทย AUTUMN/WINTER คู่มือสร้างสรรค์ผ้าไทยในแฟชั่นเมืองหนาว

โดยสีทั้ง 6 กลุ่ม แบ่งออกได้เป็น

  • Ripe and Maturity กลุ่มสีแดงอมม่วง จากการผสมครามและครั่งเข้าด้วยกัน เป็นสีที่สื่อถึงความมีเสน่ห์และปรารถนา ดั่งเช่นคนที่สั่งสมประสบการณ์จนเริ่มสุกงอม
  • Profoundness Mind กลุ่มสีครามอมเขียว ให้ความรู้สึกสุขุมนุ่มลึก เป็นกลุ่มสีที่อิงมาจากสีธรรมชาติ เช่น ท้องฟ้าและน้ำทะเล รวมไปถึงสีฟ้าที่อิงมาจากทักษะในการสร้างสรรค์ของมนุษย์
  • Heaven on Earth กลุ่มสีน้ำตาลอมส้ม ให้ความรู้สึกถึงความหวัง ความเชื่อ และศรัทธา สะท้อนให้เห็นความรุ่งเรืองของอารยธรรมไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน
  • Nature of Wisdom กลุ่มสีเหลือง เปรียบเสมือนงานเทศกาลและประเพณีต่าง ๆ ของไทย ให้ความรู้สึกสนุกสนาน มีความสุข เบิกบาน และกระตือรือร้น
  • A Humble Journey กลุ่มสีเอิร์ธโทน ที่อิงมาจากสีต่าง ๆ ของธรรมชาติ ให้ความรู้สึกอบอุ่น ผ่อนคลาย นอบน้อม
  • An Alternative Persuasion กลุ่มสีสเปรกตรัม ได้มาจากการแยกสัดส่วนของแสงออกเป็นสีสันต่าง ๆ เปรียบเสมือนความอิสระ การค้นพบตัวเองของคนรุ่นใหม่ และความล้ำสมัย

คงไม่ได้มีเพียงคนนอกวงการแฟชั่นอย่างเราที่ตื่นตาตื่นใจกับความมหัศจรรย์ของการผสมสีธรรมชาติแบบนี้ เพราะโจบอกว่านักศึกษาแฟชั่นและนักออกแบบรุ่นใหม่อีกหลายคนก็ยังไม่ค่อยรู้จักสีธรรมชาติเหล่านี้มากนัก เทรนด์บุ๊กเล่มนี้จึงถือเป็นตัวช่วยเปิดโลกทัศน์ให้คนรุ่นใหม่ได้ไอเดียออกแบบงานที่สนุกขึ้น และรู้สึกใกล้ชิดกับความเป็นไทยมากขึ้นด้วย

Local Friendly

“ตอนนี้เราเหมือนนักกีฬา ถ้าเราอยากไปโอลิมปิก ไปยังระบบสากล เราก็ต้องมีความพร้อม ความเฟิร์ม พอประตูเปิดอีกครั้งเราก็ต้องฟาดเลย” อู๋เปรย

เพราะแม้เทรนด์บุ๊กเล่มก่อนจะช่วยขยับตลาดผ้าไทยไปได้อีกขั้น แต่เทรนด์บุ๊กผ้าไทยคราวนี้ ยังบวกไปกับความหวังที่จะเตรียมความพร้อมผู้ผลิตผ้าไทยให้กลับเข้าสู่ระบบแฟชั่นโลกอีกครั้ง หลังจากการระบาดของโควิด-19 ทำให้ผ้าไทยไม่สามารถบุกตลาดโลกได้ดังเคย

“แนวทางที่ทูลกระหม่อมท่านพระราชทานมาสำหรับโครงการนี้คือการสร้างระบบธุรกิจ คราวนี้ International ต้องมาเจอกับ Local ให้ได้ พระองค์ท่านมีพระราชประสงค์ให้ผ้าไทยไปต่อได้ในระบบการขายโลก ส่งออกได้ด้วยคุณภาพที่ดีขึ้น ลงลึกไปถึงเส้นใยและการทอที่ยั่งยืน เพื่อไปให้ถึงตรงนั้นเราเลยต้องลงไปรีเสิร์ชกันถึงเรื่องดิน เรื่องน้ำในชุมชน สุขภาพและอนามัยของคนทอผ้าเคมี ว่าสิ่งเหล่านี้มีผลต่อสุขภาพของคนทอจริง ๆ และเขาจะมีทางเลือกใหม่ ๆ อะไรได้บ้าง

เบื้องหลังเทรนด์บุ๊กผ้าไทยเล่มสอง ที่ชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ของงานหัตถกรรมไทยบนเวทีแฟชั่นโลก

“ยิ่งในแง่เศรษฐกิจเชิงมหภาค เราอาจจะตีความว่าไหมอิตาลีดี ไหมจีนดี แต่เขาขายในระบบอุตสาหกรรม ซึ่งเวลาดีไซเนอร์จะหางานที่เป็นงานคราฟต์จริง ๆ เขาจะนึกถึงไทย เพราะเรายังมีรากเหง้าของคราฟต์อยู่ในยุคปัจจุบัน สมมติไปเที่ยวในชุมชนทอผ้า เดินไปสุ่ม ๆ เราก็ยังจะเจอคนนั่งทอผ้าด้วยมืออยู่ที่ใต้ถุนบ้าน ดังนั้นเราคือ World Market จริง ๆ ” โจสมทบ 

และเพื่อให้คนทั่วไปใช้เทรนด์บุ๊กได้จริงแม้ไม่ได้มีความรู้ด้านแฟชั่นมาก่อน หนังสือเล่มนี้จึงถูกออกแบบมาให้เป็นมิตร จะอ่านก็เข้าใจง่าย หรือจะดูภาพอย่างเดียวก็นำไปปรับใช้ได้ทันที 

“สมมติเขาไปเห็นภาพทับทิมสีแดงมีวาวกระจายออกมา เขาก็หยิบภาพนี้ไปดัดแปลงเป็นแสงในผ้าบาติกได้ มันเป็นการเรียนรู้จากภาพ แล้วเราก็พยายามปรับภาพให้มีความเป็นสากลและตามเทรนด์มากขึ้น เพราะคราวที่แล้วเราใส่ความเป็นไทยไปร้อยเต็มเลย ซึ่งชาวบ้านเขาไม่ตื่นเต้นกับสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว” โจกล่าว

เบื้องหลังเทรนด์บุ๊กผ้าไทยเล่มสอง ที่ชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ของงานหัตถกรรมไทยบนเวทีแฟชั่นโลก

นอกจากชุดภาพถ่ายที่หลากหลาย หนังสือเล่มนี้ยังให้ความสำคัญกับวิธีการทอผ้าที่แตกต่างกัน เพื่อให้ช่างทอได้เห็นทางเลือกการทอผ้าแบบใหม่ ๆ นอกเหนือจากการใช้ไหมเส้นหนาตามฉบับชุดผ้าไหมไทยที่เราคุ้นเคย ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดมากขึ้น ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้ชาวบ้านรักษาเทคนิคการทอผ้าแบบเดิมที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นเอาไว้

“พระองค์ท่านตรัสเลยว่าอย่าไปตีกรอบว่าหนาวแล้วต้องเป็นสีดำ สีเทา หรือหนาวแล้วต้องเป็นผ้าเนื้อหนา เพราะปัจจุบัน เทคโนโลยีของเส้นใยทำให้ผ้าบางแต่อุ่นได้ แล้วความหนาวจริง ๆ ก็มีหลายแบบ มันอาจจะเป็นความหนาวแบบลมทะเลที่แค่อยากหยิบผ้าคลุมไหล่มาห่มก็ได้

“เราจึงต้องปรับความคิดกับชาวบ้านเลยว่า จริง ๆ ไหมสาวแลงหรือไหมน้อยที่ชาวบ้านมักเอามาเป็นเส้นยืนและเส้นพุ่ง มันทำให้ผ้าออกมาหนาและแข็ง เขาสามารถปรับมาใช้เส้นยืนหนา แต่เปลี่ยนไปพุ่งด้วยไหมเส้นเล็กก็ได้ ผ้าก็จะออกมานิ่มขึ้น ทำให้เห็นเสน่ห์ของผ้าไทยมากขึ้นด้วย”

หนังสือเรียนแฟชั่นฉบับภาษาไทย

ในขณะที่ผู้ผลิตผ้าไทยสามารถใช้เทรนด์บุ๊กนี้เพื่อต่อยอดงานหัตถกรรมของชุมชน นักศึกษาแฟชั่นก็ใช้เทรนด์บุ๊กเล่มนี้ได้อย่างคุ้มค่าไม่แพ้กัน เพราะหากพูดกันตามจริง หนังสือแฟชั่นฝีมือคนไทยเพื่อคนไทย หรือแม้กระทั่งหนังสือจากต่างชาติที่แปลไทยในปัจจุบันก็ยังมีน้อยจนนับนิ้วได้

เบื้องหลังเทรนด์บุ๊กผ้าไทยเล่มสอง ที่ชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ของงานหัตถกรรมไทยบนเวทีแฟชั่นโลก

“ตอนทำเราเองก็ไม่รู้หรอกว่าสิ่งนี้จะเวิร์กหรือไม่ แต่สิ่งที่เราดีใจที่สุดก็คือ เราเห็นอาจารย์ถือหนังสือเล่มที่แล้วมาขอบคุณเรา คือเราต้องไม่ลืมว่าเด็กที่เรียนแฟชั่นในไทยไม่ได้มีแค่ที่ จุฬาฯ หรือ ม.กรุงเทพนะ ยังมีสาขาวิชานี้ในจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งเขาไม่สามารถเข้าถึงสื่อต่าง ๆ ได้อย่างคนเมือง มากสุดเขาก็ดูได้แค่ใน Pinterest

“ฉะนั้น หนังสือเล่มนี้มันสร้างโอกาสให้กับเด็ก ๆ มาก หยิบไปเป็นหลักสูตรให้เด็ก ๆ ได้เห็นเทรนด์แฟชั่นโลก เมื่อเขาทำทีสิสงานของเขาก็จะทันสมัยขึ้น ไม่ได้มีแต่สไตล์เดิม ๆ เหมือนแต่ก่อน” โจเล่า

“เราไม่ได้บอกว่าเขาจะต้องสนใจหนังสือทั้งเล่ม เขาสนใจอันไหน ชอบอันไหนก็ไปทำรีเสิร์ชต่อกับสิ่งนั้นได้ หรืออย่างน้อยเมื่อเขาเห็นตัวอย่างการทอผ้าในเล่ม เขาก็อาจจะเข้าใจว่าผ้าทอไทยมันดัดแปลงได้ ไม่จำเป็นต้องทอลายเต็มผืนเหมือนอย่างที่เคยเห็น เวลาสั่งผ้าจะไปขอให้ชาวบ้านพลิกแพลงทอผ้าลายใหญ่ขึ้นก็ได้ เขานำสิ่งนี้ไปต่อยอดได้เองตามประสบการณ์ของเขา” ฟอร์ดสมทบ

เบื้องหลังเทรนด์บุ๊กผ้าไทยเล่มสอง ที่ชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ของงานหัตถกรรมไทยบนเวทีแฟชั่นโลก

ไม่เพียงแค่ในห้องเรียนเท่านั้น แต่ในกลุ่มดีไซเนอร์รุ่นใหม่ เทรนด์บุ๊กเล่มนี้ก็จะทำหน้าที่เป็นเหมือนสะพานเชื่อมพวกเขาเข้าหาผู้ผลิต ทำให้ผ้าไทยได้ไปโลดแล่นอยู่ในงานดีไซน์ฝีมือคนไทยมากขึ้น 

เช่นเดียวกับในงานเปิดตัวเทรนด์บุ๊กครั้งที่ผ่านมา คราวนี้เราจึงยังมีโอกาสได้เห็นตัวอย่างเสื้อผ้าแฟชั่นจากผ้าไทยฝีมือดีไซเนอร์ไทยชื่อดัง ที่สะท้อนความเป็นไปได้ในการหยิบจับผ้าไทยมาใช้ให้เป็นสากลอีกครั้ง

เบื้องหลังเทรนด์บุ๊กผ้าไทยเล่มสอง ที่ชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ของงานหัตถกรรมไทยบนเวทีแฟชั่นโลก
เบื้องหลังเทรนด์บุ๊กผ้าไทยเล่มสอง ที่ชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ของงานหัตถกรรมไทยบนเวทีแฟชั่นโลก

“โครงการนี้ผลักดันให้นักออกแบบไทยมาลองใช้ผ้าไทย เพื่อเขาจะได้มีโอกาสหยิบจับผ้าไทยบ้าง ในนิทรรศการเปิดงานเลยจะมีงานของทั้ง Kloset, Asava, Theatre, Archive, Issue และ WISHARAWISH ซึ่งจริง ๆ แบรนด์เหล่านี้คุ้นเคยกับการใช้ผ้าไทยอยู่แล้ว แต่เวลาเราเอาผ้าไทยไปโยนในออฟฟิศเขา มันไม่ได้มีแค่ดีไซเนอร์คนเดียวที่จะได้เห็น แต่ยังมีอีกหลาย ๆ ทีมในนั้นที่จะได้เรียนรู้ไปด้วยกัน” อู๋กล่าว 

นี่เองคือเมล็ดพันธุ์ที่ค่อย ๆ หยั่งราก เพื่อสร้างระบบตลาดผ้าไทยที่ยั่งยืน ในแบบที่ทุกคนสามารถมีที่ทางของตัวเองได้ในอนาคต

ผ้าไทยในตลาดร่วมสมัย

“สิ่งที่เราคาดหวังจากเทรนด์บุ๊กเล่มนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงไปแบบก้าวกระโดด แต่ค่อย ๆ ขยับ เพราะมันเป็นความจำเป็นให้ผ้าไทยอยู่รอด” ฟอร์ดออกความเห็น

เทรนด์บุ๊กเล่มนี้ทำหน้าที่เพิ่มน้ำหนักให้วงการหัตถกรรมสิ่งทอเติบโตขึ้นในวงการร่วมสมัย

“ถ้าถามว่าตอนนี้ตลาดผ้าไทยเติบโตขึ้นไหม เมื่อเทียบกับ 3 ปีที่แล้ว วันนี้ตลาดผ้าไทยโตขึ้นมาก เราวัดผลจากการขายของผู้ประกอบการในโอท็อป หรือการขายของเขาเองในระบบออนไลน์ คนไทยเองก็หันมาซื้อผ้าไทยเพราะความสวยงามเพิ่มขึ้น ไม่ได้มีกลุ่มผู้ใหญ่มาซื้ออย่างเดียวแล้ว

“อนาคตจะมีหนังสือเทรนด์บุ๊กอีก 2 เล่ม โดยมีนางเอกที่เราจะหยิบมาเป็นตัวเด่นแตกต่างกันไป หลังจากนั้นคือการรอดูผลการเติบโตของสิ่งที่เราหว่านเมล็ดไว้” โจตอบ เมื่อเราถามถึงแนวทางของโครงการนี้ในอนาคต

เบื้องหลังเทรนด์บุ๊กผ้าไทยเล่มสอง ที่ชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ของงานหัตถกรรมไทยบนเวทีแฟชั่นโลก

  “มันคือแนวคิดที่คนในวงการผ้าไทยจะนำไปใช้ต่อได้ ซึ่งพูดเลยว่าเมล็ดพันธุ์ที่เราปลูกลงไป มันวัดกันไม่ได้หรอกว่าจะเห็นผลกันวันนี้พรุ่งนี้ บางอย่างเขาดูกันปีต่อปีได้ แต่เทรนด์บุ๊กเล่มนี้อาจจะไปสร้างการเปลี่ยนแปลงในอีกหลายสิบปีข้างหน้าก็ได้ เพราะดีไซเนอร์คนหนึ่งเขา Invest กันเป็น 10 ปี 15 ปีเลย” 

ดีไซเนอร์อย่างอู๋กล่าวปิดท้าย ด้วยความคาดหวังว่าหนังสือจากกลุ่มนักออกแบบและผู้เชี่ยวชาญที่หลงใหลผ้าไทย จะช่วยเป็นสะพานเชื่อมระหว่างภูมิปัญญาสิ่งทอไทยกับโลกแฟชั่นแห่งอนาคต ให้เศรษฐกิจงานหัตถกรรมของไทยได้เติบโตขึ้นอย่างยั่งยืน 

ภาพ : THAI TEXTILES TREND BOOK AUTUMN/WINTER 2022-2023

Writer

เอม มฤคทัต

นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ที่อยากจะลองทำงานเขียน หลงรักทุกอย่างที่เป็นสีพีชและภาพยนตร์จิบลิ มีความสามารถพิเศษในการกินข้าววันละ 5 มื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ไทยกับญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมายาวนานทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม เรามีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งป๊อปคัลเจอร์ อาหาร และการท่องเที่ยว ยิ่งปี 2017 นี้ถือเป็นช่วงที่เข้มข้นมาก ความนิยมของผักชีในญี่ปุ่นพุ่งทะลุจุดพีก วงไอดอลแฟรนไชส์ญี่ปุ่นอย่าง BNK48 ก็เปรี้ยงปังดังไปทั่วเมืองไทย

ปีนี้ยังมีความพิเศษอีกอย่างคือ ครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-ญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ เราเลือกเรื่อง ‘ฮะนะโกะ’ ช้างไทยที่ทำหน้าที่ทูตเชื่อมเจริญไมตรีอย่างแข็งขันมาตลอดเกือบ 70 ปีมาเล่าให้ฟัง

“สำหรับคนญี่ปุ่น ช้างเป็นสัตว์ที่สื่อถึงความสุขนะ ใครๆ ก็รักช้างทั้งนั้นแหละ”

เจ้าของร้านกาแฟเคยอธิบายให้เราฟังถึงเหตุผลที่เลือกช้างเป็นโลโก้ร้าน ทั้งๆ ที่มันไม่น่าเกี่ยวข้องกับกาแฟสักนิด

คนญี่ปุ่นที่อายุ 50 – 60 ปีขึ้นไปน่าจะเห็นด้วยกับแนวคิดนี้กันทั้งนั้น เพราะฮะนะโกะในวัย 2 ขวบถูกส่งตัวไปอยู่สวนสัตว์อุเอะโนะตั้งแต่ปี 1949 ตามคำขอของรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อช่วยฟื้นฟูจิตใจของเด็กๆ และผู้คน หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง สมัยนั้นรูปแบบความบันเทิงยังมีจำกัด การได้เห็นช้างซึ่งเป็นสัตว์อิมพอร์ตจากต่างประเทศ ตัวใหญ่มหึมาแต่ยังคาวาอี้ จึงสร้างความสุขให้ชาวเมืองได้มาก เกิดกระแสช้างบูมที่ร้อนแรงไปทั่วประเทศ ฮะนะโกะและอินทิรา ช้างอีกเชือกที่รัฐบาลญี่ปุ่นขอมาจากอินเดีย กลายเป็นขวัญใจมหาชนที่มีพิธีต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่พร้อมแฟนคลับไปรอกรี๊ดตั้งแต่เท้าแตะแดนปลาดิบ

ความคลั่งไคล้นี้คงคล้ายกับการที่ชาวไทยให้ความรักและเอ็นดูช่วงช่วงและหลินฮุ่ยจากประเทศจีน จะต่างกันก็ตรงที่สมัยก่อนไม่มีการถ่ายทอดสดให้ดูได้จากที่บ้าน คนส่วนมากไม่รู้ด้วยซ้ำว่าช้างหน้าตาเป็นอย่างไร การได้มาเห็นของจริงที่สวนสัตว์เลยยิ่งเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่สร้างความประทับใจให้อย่างจัง มีคนมาดูปีละเป็นล้านคน ในที่สุดก็เกิดโครงการสวนสัตว์เคลื่อนที่เพื่อกระจายความสุขให้ทั่วถึง อินทิรารับหน้าที่เดินสายโชว์ตัวต่างจังหวัด ส่วนฮะนะโกะที่ยังเด็กรับผิดชอบงานอีเวนต์ในโตเกียว

ความป๊อปส่งผลให้สวนสัตว์ Inokashira Park Zoo ทำเรื่องขอตัวฮะนะโกะย้ายไปอยู่ที่นั่นถาวร ตั้งแต่อายุ 7 ขวบจวบจนวาระสุดท้ายในวัย 69 ปี ฮะนะโกะสร้างตำนานช้างเซเลบที่อายุยืนที่สุดในญี่ปุ่นและกลายเป็นสัญลักษณ์ของสวนสัตว์แห่งนี้

ชีวิตดาราจะขาดดราม่าไปได้ยังไง ฮะนะโกะเองก็เคยถูกสังคมโจมตีเช่นกัน เมื่อเกิดอุบัติเหตุเหยียบคนตายในโรงเลี้ยงช้าง รอบแรกเป็นคนเมาที่แอบบุกเข้าไปหากลางดึก แต่รอบที่ 2 เป็นคนเลี้ยงที่คุ้นเคยกันดี ฮะนะโกะจึงเริ่มถูกเกลียดชัง มีคนมาตะโกนว่าและเอาหินมาปา จนฮะนะโกะที่เคยขี้เล่น ชอบทักทายผู้คน ทานอาหารไม่ลง ไม่ร่าเริง ไม่ออกไปเจอผู้คนข้างนอกเช่นเคย จนกระทั่งได้คุณยะมะคะวะ คนเลี้ยงคนใหม่และทีมงานอีก 3 คนเข้ามาดูแลอย่างใส่ใจ ฮะนะโกะจึงค่อยๆ เริ่มเปิดใจให้มนุษย์อีกครั้งและกลับมาร่าเริงดังเดิม ทีมคุณยะมะคะวะและฮะนะโกะสนิทกันมาก ดูแลกันมาตลอด 30 ปีจนเขาเกษียณ เรื่องราวความผูกพันระหว่างคุณยะมะคะวะและฮะนะโกะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนประทับใจมาก ลูกชายของเขาซึ่งก็เคยตามพ่อมาช่วยดูแลฮะนะโกะเช่นกันถึงกับเขียนหนังสือเล่าเรื่องราวความรักที่พ่อมีให้กับช้างเชือกนี้ออกมาและได้รับความนิยมจน Fuji TV ซื้อลิขสิทธิ์ไปทำละครในปี 2007

นอกจากงานละคร ฮะนะโกะยังรับงานมาสคอตทีมฟุตบอล มีสารคดี งานนิทรรศการ สินค้าและของเล่นต่างๆ เป็นของตนเอง แม้แต่กรมขนส่งในท้องถิ่นทำป้ายทะเบียนรถรูปช้างออกมาด้วย นางมี follower เยอะที่สุดในสวนสัตว์ Inokashira Park Zoo (วัดจากยอดเงินบริจาคให้สวนสัตว์ซึ่งผู้บริจาคเลือกสัตว์ที่ตนเองต้องการซัพพอร์ตได้) แถมยังมีปาร์ตี้วันเกิดที่มีคนหลายวัยมาร่วมฉลองนับร้อย ชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ถ้า Hachiko = สุนัขพันธุ์ชิบะ ฮะนะโกะ = ช้าง เช่นกัน ขนาดในหนังสือการ์ตูน โดราเอมอน ตอนหนึ่งที่กล่าวถึงช้าง ยังตั้งชื่อว่า ‘ฮะนะโอะ’ ให้พ้องกับฮะนะโกะเลย

ฮะนะโกะรับทั้งงานแมสและงานอาร์ต แอบไปสร้างแรงบันดาลใจในวงการศิลปะด้วย ‘I’m calling you. rebirth of humans and the elephant’ คือ photobook ที่จัดทำโดย Kichijoji Art Museum และทีม AHA! (Archive for Human Activities) ซึ่งรวบรวมภาพของผู้คนที่เคยถ่ายกับฮะนะโกะในยุคสมัยต่างๆ ตั้งแต่เล็กจนโต เพื่อย้อนมองความเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงปัจจุบัน มีคนร่วมส่งรูปถ่ายเข้ามาจำนวนมาก ตั้งแต่รูปฟิล์ม 8 ม.ม. ยันภาพจากสมาร์ทโฟน จุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้คือ ทีมงานคนหนึ่งค้นพบว่า ในคลังรูปถ่ายที่พวกเขามี ฮะนะโกะมักจะปรากฏตัวอยู่ในช่วงชีวิตใดสักช่วงของคนในเมืองเสมอ

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ ฮะนะโกะและผู้คนในเมืองนี้เติบโตไปพร้อมๆ กัน ตลอดระยะเวลาหกสิบกว่าปีที่อยู่ที่นี่ ฮะนะโกะคือสิ่งที่เชื่อมสัมพันธ์ของคนในครอบครัวแต่ละรุ่น ตั้งแต่คุณตาคุณยายยังเด็ก จนลูกโต พาแฟนมาเดตที่นี่ แต่งงานและมีหลานให้พามาเที่ยวสวนสัตว์อีกครั้ง

เจ้าหน้าที่สวนสัตว์เล่าให้ฟังว่า สำหรับบางคนการได้แวะมาที่สวนสัตว์แห่งนี้ คือการได้กลับมาเจอเพื่อนสมัยเด็ก คนจำนวนมากพาลูกหลานมาด้วยความประทับใจในอดีตที่ได้เจอช้างครั้งแรกที่นี่ แม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนานแต่ช้างตัวนั้นก็ยังอยู่ การได้แชร์ความทรงจำที่ดีเหล่านั้นกับคนในครอบครัวถือเป็นเรื่องพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ ส่วนเด็กๆ เองก็ตื่นเต้นที่ได้เจอสัตว์ตัวใหญ่ใจดีที่น่ารัก

เวลาผ่านไป เด็กมีจำนวนลดน้อยลง ความบันเทิงหลากหลายมากขึ้น คนหันไปนิยมเล่นกับสัตว์ตัวเล็กๆ น่ารักๆ ในสวนสัตว์อย่างหนูตะเภาหรือกระรอก สถานภาพทางสังคมของฮะนะโกะเปลี่ยนจากความบันเทิงระดับมหภาคของผู้คนในยุคหลังสงคราม เป็นเพียงความน่ารัก ความยิ่งใหญ่ของสัตว์โลกอีกชนิดในยุคที่โซเชียลมีเดียเป็นใหญ่

แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ความผูกพันของชาวญี่ปุ่นกับฮะนะโกะลดน้อยลง

หนึ่งในวิธีที่จะวัดระดับความเป็นที่รัก คือความโศกเศร้าและความคิดถึงของคนที่ยังอยู่ทางนี้

ฮะนะโกะเสียชีวิตเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่ทางสวนสัตว์เปิดโอกาสให้คนมาวางดอกไม้ เขียนข้อความส่งถึงฮะนะโกะเป็นครั้งสุดท้าย มีคนนำดอกไม้มาวางมากกว่า 5,300 ช่อ และเขียนจดหมายมอบให้เกือบ 10,000 ฉบับ งานอำลาอาลัยซึ่งจัดในเดือนกันยายน มีคนมาร่วมงานถึง 2,800 คน ทั้งงานพิธีและมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินที่มีความผูกพันกับฮะนะโกะ นอกจากนี้ ผู้คนบริจาคเงินให้จำนวนมากเพื่อนำไปสร้างรูปปั้นฮะนะโกะที่หน้าสถานี Kichijoji (คิชิโจจิ) แม้แต่ในป้ายบอกเวลารถไฟในสถานียังขึ้นข้อความแสดงความเสียใจอยู่ช่วงหนึ่ง

ที่น่าปลื้มใจแทนฮะนะโกะคือ ทุกวันนี้ก็ยังมีคนแวะเวียนไปโรงเลี้ยงที่ไร้ช้าง ซึ่งปรับห้องด้านในเป็นงานนิทรรศการฮะนะโกะย่อมๆ เสมอ เราถามครูประจำชั้นที่พาเด็กอนุบาลมาเยี่ยมบ้านฮะนะโกะว่าทำไมยังอุตส่าห์พาเด็กๆ มาดูรูปช้างในสวนสัตว์

คุณครูตอบว่า “ต้องพามาสิ พวกเราคิดถึงฮะนะโกะนี่นา”

ใครๆ ก็รักช้างจริงด้วย

จากคุณหนูสู่วัยคุณยาย ฮะนะโกะตั้งใจทำหน้าที่ในฐานะทูตสัมพันธไมตรีอย่างดีที่สุดเสมอมา เริ่มต้นจากงานสร้างขวัญกำลังใจ สู่การสร้างสายสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ระหว่างคนญี่ปุ่นด้วยกันเองในแต่ละรุ่น

เราจึงไม่แปลกใจเลยที่ข้อความส่วนใหญ่ในหมื่นข้อความที่ส่งให้ฮะนะโกะนั้นไม่ใช่คำอำลาอย่าง ‘sayonara’ แต่เป็นคำว่า ‘arigato’

ขอบคุณนะ

ขอบคุณคุณ Naoya Ohashi จาก Inokashira Park Zoo สำหรับข้อมูลและเอกสารต่างๆ

Writer & Photographer

ณิชมน หิรัญพฤกษ์

นักศึกษาเอกภาษาญี่ปุ่นที่คิดเลขไม่ได้ อ่านแผนที่ไม่ออก แต่รักการเดินทาง / ผู้ประสานงานใน a day และ HUMAN RIDE ฉบับญี่ปุ่น / เจ้าของคอลัมน์ made in japan และหนังสือ 'ซะกะ กัมบัตเตะ!' ปัจจุบันใช้เวลาว่างจากการหาร้านคาเฟ่กรุบกริบไปนั่งเรียนปริญญาโทที่โตเกียว และโดนยัดเยียดความเป็นไกด์เถื่อนให้อยู่เป็นระยะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load