3 กุมภาพันธ์ 2563
19 K

THAI Textiles The Touch of Thai เป็นโครงการที่กระทรวงการต่างประเทศจับมือกับกระทรวงวัฒนธรรม จัดโครงการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยในต่างแดนที่มีผ้าไทยเป็นแกนหลัก ปีที่ผ่านมา คณะเดินทางชาวไทยพาผ้าไหมไปสู่สายตาชาวตะวันออกกลาง 3 ประเทศ คือคูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน 

เมื่อไปเยือนดินแดนมุสลิมที่มั่งคั่งด้วยน้ำมัน การสานสัมพันธ์ผ่านผ้าย่อมได้รับการตระเตรียมให้น่าประทับใจ มีทั้งนิทรรศการผ้าไทยและชุดไทยประเพณีแบบต่างๆ ที่สวยงามเข้าใจง่าย การแสดงนาฏศิลป์ ของที่ระลึกจากพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และที่โดดเด่นที่สุดคือแฟชั่นโชว์ผ้าไทย เป็นคอลเลกชันรวมผลงานเก๋จากดีไซเนอร์ไทยแบรนด์ต่างๆ ที่แสดงให้เห็นว่าแพรพรรณทอมือแบบไทยเข้ามาเป็นเครื่องแต่งกายสาวๆ ในยุคปัจจุบันได้อย่างไร

แฟชั่นโชว์ผ้าไทยในตะวันออกกลาง การทูตที่ถูกใจเจ้าหญิงและสาวๆ แดนทะเลทราย
แฟชั่นโชว์ผ้าไทยในตะวันออกกลาง การทูตที่ถูกใจเจ้าหญิงและสาวๆ แดนทะเลทราย
แฟชั่นโชว์ผ้าไทยในตะวันออกกลาง การทูตที่ถูกใจเจ้าหญิงและสาวๆ แดนทะเลทราย
แฟชั่นโชว์ผ้าไทยในตะวันออกกลาง การทูตที่ถูกใจเจ้าหญิงและสาวๆ แดนทะเลทราย

“โครงการของกระทรวงการต่างประเทศเรียกว่าการทูตวัฒนธรรม (Soft Diplomacy) ใช้วัฒนธรรมเพื่อไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆ ในอดีตที่ผ่านมา สถานทูตสถานกงสุลเราทั่วโลกพยายามหาวิธีการให้ประเทศหรือประชาชนในประเทศนั้นๆ เข้าใจประเทศไทยว่ามีเอกลักษณ์ มีวัฒนธรรมที่เก่าแก่ เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เกิดความสัมพันธ์ ในระดับรัฐบาลก็ดี ระดับประชาชนก็ดี”

แฟชั่นโชว์ผ้าไทยในตะวันออกกลาง การทูตที่ถูกใจเจ้าหญิงและสาวๆ แดนทะเลทราย

ชัยสิริ อนะมาน ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อธิบายแนวคิดเบื้องหลังงานนี้ ตัวอย่างโครงการคือการนำคณะโขนหรือมวยไทยไปแสดงตามประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทั้งในตะวันออกกลาง ยุโรป และแอฟริกา ซึ่งต่อมาได้จับมือกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อบูรณาการให้โครงการเติบโตมากขึ้น เมื่อร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศต่างๆ การแสดงผลงานในแต่ละท้องที่ก็ต่างกันออกไป

เส้นทางแรกเริ่มต้นที่ Sadu House พิพิธภัณฑ์ผ้าพื้นเมืองในรัฐคูเวต งานนี้ได้รับการสนับสนุนสถานที่จาก Sheikha Bibi Duaij Al-Sabah เจ้าหญิงจากตระกูล Al Sabah ที่ปกครองคูเวตมายาวนาน การจัดแสดงนิทรรศการผ้าไทยในอาคารนี้ลงตัวมาก เพราะจะได้ทำความรู้จักผ้าไทยและเรียนรู้เรื่องการทอผ้ากี่ทอมือแบบตะวันออกกลาง ไปจนถึงเครื่องแต่งกายแบบท่านชีคไปพร้อมๆ กัน แถมที่นี่ยังมีเวิร์กช็อปทำเข็มกลัดดอกไม้จากผ้าไหมไทยฟรี ให้สาวๆ คูเวตและภริยาทูตประเทศต่างๆ มาฝึกทำงานคราฟต์ด้วยกัน

แฟชั่นโชว์ผ้าไทยในตะวันออกกลาง การทูตที่ถูกใจเจ้าหญิงและสาวๆ แดนทะเลทราย
แฟชั่นโชว์ผ้าไทยในตะวันออกกลาง การทูตที่ถูกใจเจ้าหญิงและสาวๆ แดนทะเลทราย

“เราคุ้นเคยกับผ้าไทยอยู่แล้วเพราะผ้าไทยดังมาก โดยเฉพาะผ้าไหมและผ้าบาติก หลายเดือนก่อนเราได้คุยกับท่านทูตไทย (นายดุสิต เมนะพันธุ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา) พอรู้ว่าประเทศไทยจะจัดงานนี้ ก็เลยทำงานร่วมกันค่ะ เราดีใจมากที่เราเป็นประเทศแรกในอ่าวเปอร์เซียที่ได้จัดงานนี้ Sadu Society ทำงานเรื่องผ้าพื้นเมืองอยู่แล้ว เราตั้งใจอนุรักษ์และประชาสัมพันธ์ผ้าทอแบบประเพณี เรามีกลุ่มช่างทอที่มาเรียนรู้ศิลปะผ้าร่วมสมัยที่นี่ เช่น ควิลต์ โครเชต์ เปลี่ยนไปตามฤดูกาลค่ะ ดังนั้นเราเลยตื่นเต้นมากที่ช่างสามสิบคนของเราได้เรียนเทคนิคงานคราฟต์ไทยที่นี่ อยากให้ที่นี่เป็นที่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมสำหรับศิลปินรุ่นใหม่” เจ้าหญิงทรงเล่าอย่างกระตือรือร้น

“เราชอบผ้าไทยมาก มีคอลเลกชันผ้าไทยที่บ้านด้วย ทุกครั้งที่ไปเมืองไทยต้องได้ผ้าติดไม้ติดมือตลอด ผ้าไหมไทยมีคุณภาพ นุ่ม และทิ้งตัวสวย แต่ว่าที่นี่ร้อนมาก เลยใส่ผ้าไหมได้แค่ช่วงหน้าหนาวนะคะ”

หลังนำเสนอผ้าไทยให้ชาวคูเวตรู้จัก จุดหมายปลายทางต่อไปคือสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงอาบูดาบี ณ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กิจกรรมผ้าไทยกลายเป็นจุดเด่นของงาน Thai Festival ประเทศนี้ การเดินแฟชั่นโชว์หน้าคฤหาสน์หลังงามแบบอาหรับนิยมได้รับเสียงตอบรับดี มีอาสาสมัครชาวไทยที่มาร่วมเดินแบบมากมาย และงานนี้ได้รับความสนใจจากผู้ชมมาก แม้ฝนตกโปรยปรายแต่ก็ยังมีผู้ร่วมงานคับคั่ง

“ฉันซื้อผ้าไทยไปแล้ว และอยากนำไปปรับใช้กับเสื้อผ้าแฟชั่นแบบที่ชาวอาหรับใส่ได้ ผู้หญิงอาหรับชอบเสื้อผ้าสวยๆ สีสันสดใสนะคะ ใต้ชุดดำเราก็แต่งตัวกัน ต่อไปอยากจะสั่งผ้าไทยมาใช้ ตั้งใจว่าจะใช้กับดูไบแฟชั่นวีก

 แต่อาจต้องเพิ่มลายปักและลวดลายมากขึ้น เพราะเราชอบผ้าที่มีรายละเอียดซับซ้อน อย่างชุดสีดำที่ดูเรียบๆ ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่ามีลวดลาย”

Sheikha Hend Faisal Al Qassemi เจ้าหญิงผู้ทรงอิทธิพลด้านแฟชั่นตะวันออกกลางและผู้จัดดูไบแฟชั่นวีกทรงเอ่ย เจ้าหญิงทรงเคยเป็นทูตกิติมศักดิ์ประจำเมืองไทยอยู่หนึ่งปี จึงทรงโปรดปรานวัฒนธรรมไทยและผ้าไทยจนเสด็จมาเปิดงานนี้

คณะเดินทางนำผ้าไทยมาถึงประเทศสุดท้ายคือราชอาณาจักรบาห์เรน ผ้าไทยได้รับการจัดแสดงใน Thai Festival ที่ The Gulf Hotel กรุงมานามา ซึ่งนายกรัฐมนตรีของบาห์เรน Khalifa bin Salman Al Khalifa พระปิตุลาของพระราชาบาห์เรนทรงเสด็จมาเปิดงานด้วยตนเอง และยังพระราชทานโอกาสให้คณะชาวไทยเข้าเฝ้าที่วังอีกด้วย

“ไม่เคยปรากฏเลยนะว่าท่านนายกบาห์เรนไปเปิดงานลักษณะนี้ที่ไหน นี่เป็นครั้งแรก พระโอรสท่านเองก็ประหลาดใจ โรงแรมนี้พระองค์ก็ไม่ได้เสด็จนานแล้ว ทรงโปรดเมืองไทยมาก ดังนั้นงานที่นี่ถือเป็นการดำเนินการทางการทูตที่ประสบความสำเร็จมาก ทำให้สื่อและคนทั่วบาห์เรนสนใจ บาห์เรนมีคนประมาณล้านห้าแสนคนเท่านั้น แต่กำลังซื้อเขาเยอะ ปัจจุบันคนบาห์เรนก็มาเมืองไทยประมาณปีละสามหมื่นห้าพันคน เขาทำให้ธุรกิจจากไทยโตขึ้นได้ ก้าวต่อไปคือมีการค้า การลงทุน และที่สำคัญคือการท่องเที่ยว ซึ่งเกิดขึ้นแน่นอน” ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวสรุป 

การเดินทางพาแฟชั่นผ้าไทยที่ไปเฉิดฉายในแดนอาหรับ เป็นส่วนหนึ่งของ Soft Diplomacy อันนุ่มนวล ที่ทำให้ชื่อและเรื่องราวของเมืองไทยติดอยู่ในความทรงจำชาวตะวันออกกลาง

 ระยะทางและวัฒนธรรมที่แตกต่างอาจทำให้เราไม่รู้จักกันเท่าไหร่นัก แต่เส้นสายไหมแกมฝ้ายได้ถักทอให้ไทยและสมาชิกอ่าวเปอร์เซียใกล้ชิดกันมากขึ้น ชาวอาระเบียได้รู้จักศิลปวัฒนธรรมไทยอ่อนหวาน และคนไทยก็ได้พบพานน้ำใจและความอ่อนโยนของชาวตะวันออกกลาง

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

“หนังสือเล่มนี้ไม่ได้จะมาเล่าเรื่องราวของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่ตั้งใจบอกเล่าเรื่องราวของนักฝันคนหนึ่งที่มองไปยังเส้นทางในอนาคตด้วยวิสัยทัศน์ที่น่าอัศจรรย์”

ข้อความขึ้นต้นในพ็อกเก็ตบุ๊ก ‘The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคต พอจะทำให้เห็นภาพการเล่าเรื่องในหลวงรัชกาลที่ 9 ในมุมมองใหม่ การกลั่นกรองข้อมูลมหาศาลเป็นหนังสืออ่านง่ายขนาดถนัดมือ เป็นความตั้งใจของทีมงาน ‘สานต่อที่พ่อทำ’ ที่อยากถ่ายทอดแนวคิดการทรงงานของพระราชาให้เรียบง่ายที่สุด ไม่ใช่เพียงเพื่อชื่นชมพระองค์ในฐานะกษัตริย์ แต่มองเห็นหลักการทำงานและใช้ชีวิตของคนทำงานคนหนึ่ง ซึ่งผู้อ่านสามารถแกะรอยและลงมือปฏิบัติตามได้จริงทันที

เราได้มีโอกาสพูดคุยกับทีมงานสานต่อที่พ่อทำ จึงได้รู้ว่าไอเดียเบื้องหลังการทำหนังสือเล่มนี้ไม่ธรรมดา ที่สำคัญคือ ‘The Visionary’ ไม่มีวางแผงขาย เพราะกำลังเปิดให้จอง และจะแจกให้คนไทยที่สนใจฟรีๆ ในเดือนกันยายนที่กำลังมาถึง

ก่อนลงมือสั่งจองหนังสือ มาทำความรู้จักที่มาที่ไปของหนังสือในหลวงที่แปลกที่สุดเล่มหนึ่ง และเหตุผลที่ควรอ่านหนังสือเล่มนี้ให้จบรวดเดียวกันดีกว่า

´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย

1. เล่าเรื่องที่ใครๆ ไม่เคยรู้

เบื้องหลังโครงการ ‘สานต่อที่พ่อทำ’ คือกลุ่มคนที่ทำงานด้านสื่อสารมวลชน นักคิด นักเขียน ครีเอทีฟ ผู้กำกับหนังโฆษณา ซึ่งรวมตัวกันกลางปี 2559 เพื่อทำงานบอกเล่าเรื่องราวพ่อของแผ่นดิน ในวาระที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ครองราชย์ครบ 70 ปี และจะมีพระชนมพรรษา 90 พรรษาในปี 2560 แม้เหตุการณ์ไม่คาดฝันในเดือนตุลาคมปีที่แล้วทำให้โครงการชะงัก แต่สุดท้ายทีมงานทั้งหมดก็ตัดสินใจเดินหน้าทำงานกันต่อ เกิดเป็นหนังโฆษณาชุดสานต่อที่พ่อทำ 9 เรื่อง, ทริป ‘เดินทางพ่อ’, การ์ตูนเด็ก, และเพจ Facebook สานต่อที่พ่อทำ โดยทีมงานกลุ่มสุดท้ายสนใจถ่ายทอด untold story ของในหลวง ไม่ใช่เรื่องโด่งดังอย่างโครงการในพระราชดำริต่างๆ แต่เป็นอีกแง่มุมที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน

“พวกเราเป็นเจนวายรุ่นแรกๆ ที่ตอนเด็กยังทันเห็นพระองค์ทรงงานหนัก เสด็จฯ ไปตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วไทย แต่ว่าเด็กรุ่นหลังพวกเราไม่กี่ปีไม่ทันเห็นเรื่องเหล่านี้แล้ว ได้แต่ฟังเรื่องราวที่ดูห่างไกล เข้าไม่ถึง เราเลยอยากเล่าเรื่องราวที่จับต้องได้ ไม่อยากเก็บเรื่องของในหลวงไว้บนหิ้ง เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงทำมีหลักฐาน เลยตั้งใจสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ว่าลองเปิดใจแล้วมารู้จักในหลวงกัน โดยการหาหีบห่อในการเล่าที่ไม่เหมือนเดิม โจทย์ในการหาข้อมูลคือเลือกเรื่องที่ไม่ได้พูดถึงกันทั่วไป ไม่ใช่เรื่องแก้มลิง คุณยายถือดอกบัว แต่เป็นข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์คนที่ทำงานกับพระองค์จริงๆ เป็นเรื่องดีๆ ที่คนไม่เคยรู้ แล้วเราอยากบอกให้คนอื่นรู้”

´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย ´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย ´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย

2. กลั่นกรองข้อมูลมหาศาล

“ปัญหาของการหาข้อมูลคือข้อมูลกระจัดกระจาย พระองค์ทรงงานหนักหลายด้านเป็นระยะเวลายาวนานมากๆ แหล่งข้อมูลมีเรื่องในหลวงในมุมเดียว เหลี่ยมเดียว หรือช่วงเวลาเดียว มีเรื่องน้ำ เรื่องดิน เรื่องป่าไม้ เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แต่ไม่มีการรวมรวมข้อมูลเป็นชุดเดียวกัน ข้อมูลที่คนไทยรับรู้เลยโดดไปโดดมา เราเห็นพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงเต็มไปหมด แต่นึกไม่ออกเลยว่านั่นคือช่วงเวลาไหน หรือพระองค์ทรงงานด้านไหนอยู่

“ระหว่างที่เราค้นคว้าข้อมูล เราก็รู้จักในหลวงมากขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็น magic ที่ทำให้ทีมทำงานต่อไปไม่หยุด พอได้ข้อมูลแต่ละที่มาเราก็มาต่อจิ๊กซอว์จนเห็นภาพพระองค์ชัดขึ้น จนเรื่องร้อยกันเป็นหนึ่งเดียว”  

ทีมงานเพจสานต่อที่พ่อทำตัดสินใจใช้เวลา 1 ปีเล่าพระราชประวัติในหลวงรัชกาลที่ 9 บนโลกออนไลน์ ย่อยข้อมูลตลอดระยะเวลา 70 ปีให้อยู่ในปีเดียว โดยแบ่งข้อมูลเป็น 12 หมวด สำหรับ 12 เดือน การวางไทม์ไลน์ยาวๆ ทำให้พวกเขาเข้าใจวิธีและพัฒนาการการทำงาน จากการทดลองอ่างเก็บน้ำราคา 60,000 บาท จนถึงเขื่อนระดับหมื่นล้าน การจัดการข้อมูลมหาศาลเพื่อถ่ายทอดให้สนุก เข้าใจง่าย ทำให้พวกเขามองเห็นภาพพระราชาในมุมที่ต่างออกไป

“ช่วงเวลาที่เข้มข้นสุดๆ คือช่วงที่พระองค์มีพระชนมพรรษาสามสิบกว่าพรรษาถึงหกสิบกว่าพรรษา ทรงมีวังในทุกภาคของประเทศไทย พอภาคเหนือหนาวก็เสด็จฯ ขึ้นเหนือ พอภาคใต้น้ำท่วมก็เสด็จฯ ลงใต้ พออีสานแล้งก็เสด็จฯ ไป แล้วก็กลับมากรุงเทพฯ กับหัวหิน วนเป็นวงจรแบบนี้อยู่หลายสิบปี โครงการต่างๆ ถึงเกิดขึ้นทั่วประเทศและดำเนินไปได้พร้อมกัน งานแต่ละภาคก็ไม่เหมือนกัน ภาคเหนือมีเรื่องฝิ่น ภาคใต้เรื่องป่าพรุ ภาคอีสานมีเรื่องขาดแคลนน้ำ แล้วยังมีศูนย์ทดลองในภาคกลางอีก เราเลยจัดกลุ่มเรื่องพวกนี้เป็นก้อนๆ เรียงตามไทม์ไลน์ และกลั่นกรองเป็นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเราได้ยินกันจนเบื่อ รู้สึกว่ามันจับต้องไม่ได้ ทั้งที่จริงๆ แล้วมันเรียบง่าย สมเหตุสมผล และดีมาก”

การกลั่นกรองเนื้อหาทำให้ทีมงานตกตะกอนข้อมูลชุดใหม่ขึ้นมาเป็นแนวคิดเบื้องหลังการทรงงาน เมื่อสิ่งที่อยากจะเล่ามีมากเกินกว่าจะถ่ายทอดบนพื้นที่ออนไลน์เพียงอย่างเดียว พวกเขาตัดสินใจแปลงข้อมูลเป็นหนังสือชื่อ ‘The Visionary’

´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย ´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย ´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย

3. วิสัยทัศน์สำหรับสวมใส่

“เราทำงานโฆษณามา รู้ว่าต้องทำสิ่งที่คนดูอยากดู ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากทำ และเราไม่ได้อยากทำหนังสือประวัติศาสตร์ แต่นึกถึงหนังสือวิเคราะห์การทำงานของ Steve Jobs, Elon Musk หรือ Jack Ma ที่คนสมัยนี้ชอบอ่าน คนรุ่นใหม่ต้องการผู้นำทางความคิด ไอดอลด้านการทำงาน”

ทีมงานสานต่อที่พ่อทำเล่าว่า ตอนแรกหนังสือเล่มนี้จะชื่อ ‘จักรวาลงานของพ่อ’ โดยเน้นเล่าเรื่องงานต่างๆ ผ่านอุปกรณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 แต่เพจ Facebook ทำให้พวกเขาเรียนรู้ว่าเรื่องของพระองค์มีมากกว่าการเล่าผ่านสิ่งของ

vision ของพระองค์ต่างหากที่พิเศษกว่าเรื่องอื่นใด ดังนั้นผู้อ่านควรได้รู้จักพระองค์ในฐานะ ‘คนทำงาน’

พวกเขาทำสิ่งที่ไม่มีใครทำมาก่อน คือเอาข้อมูลมาแบแล้วเล่นแร่แปรธาตุ ลบไทม์ไลน์เวลาออก แล้วจัดกลุ่มข้อมูลใหม่เป็น 9 บท แต่ละบทถ่ายทอดแนวพระราชดำริการทรงงานที่ในหลวงทรงใช้ตลอดรัชสมัย โดยดีไซน์เส้นทางการอ่านให้ชัดเจน ตรรกะเรียบง่าย ใช้คำราชาศัพท์เพียงเท่าที่จำเป็น ทำให้วิธีคิดในทุกบทนำมาใช้ร่วมกันได้ มีการสรุปใจความเป็น Key of Success ก่อนพลิกไปบทถัดไป

“เราเริ่มเล่าเรื่องจากบทที่ 1 การใช้วิทยุสื่อสาร แก่นคือการสื่อสารเป็นการเชื่อมต่อกับประชาชน บทที่ 2 การใช้อุปกรณ์หรือแผนที่ จริงๆ หมายถึงการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ให้ใช้ทำงานได้หลายอย่าง จนจบที่ปรัชญาการทำงานที่คนรู้จักในชื่อเศรษฐกิจพอเพียง จะเห็นเส้นทางการทำงานจากจุดเล็กๆ คิดแก้ปัญหาจนกลายเป็นปรัชญา”

นอกจากเป็นหนังสือแนวคิดการทำงานยุคใหม่ สิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้แปลกไปจากหนังสือในหลวงเล่มอื่นๆ คือไม่มีพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 9 ในตัวเล่มเลย

“เราทำหนังสือในหลวงที่ไม่มีพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง เพราะอยากให้มองเห็นสารที่จะสื่อมากกว่า สิ่งที่พระองค์ทรงทำน่าสนใจและดีมาก เลยอยากให้คนเสพเนื้อหาจริงๆ ไม่ใช่ติดภาพว่าเป็นพระราชกรณียกิจของในหลวง เรามีแค่รูปฉลองพระเนตรเป็นสัญลักษณ์ เหมือนเราเอาฉลองพระเนตรหรือ vision ของในหลวงมาให้คุณลองใส่ และอีกแง่นึง คือได้มองย้อนกลับไปว่าเบื้องหลังฉลองพระเนตรของพระองค์ ในหลวงทรงมีพระราชดำริอย่างไร”

´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย ´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย ´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย

4. ของขวัญสำหรับทุกคน

“หนังสือเล่มนี้เป็นสิ่งสุดท้ายในโครงการสานต่อที่พ่อทำ ถ้าสิ่งที่เราทำทั้งหมดเป็นหม้อต้มยา นี่คือเคี่ยวจนได้จอกสุดท้าย กินเข้าไปแล้วนำไปใช้ได้เลย”

ทีมงานสานต่อที่พ่อทำกล่าวตบท้าย

‘The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคต จะแจกฟรีทั่วประเทศสำหรับผู้ที่สนใจคนละ 1 เล่ม เข้าไปสั่งจองและดูรายละเอียดการรับหนังสือได้ใน Facebook Page สานต่อที่พ่อทำ หรือ www.zipeventapp.com/e/The-Visionary ตั้งแต่วันนี้ – 12 กันยายน 2560 นอกจากนี้ยังมีหนังสือเสียงที่ศิลปิน 9 คน มาอ่านเนื้อหาแต่ละบท คือ บอย โกสิยพงษ์, แต้ว ณฐพร, หมาก ปริญ, ตูน บอดี้แสลม, มาโนช พุฒตาล, ต่อ ธนญชัย, อาย กมลเนตร, ปุ๊ อัญชลี และ ลีโอ พุฒ โดยหนังสือเสียงนี้จะกระจายตามห้องสมุดเสียงและเผยแพร่ทางออนไลน์ พร้อมๆ กับหนังสือเล่ม ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2560

ขอปิดท้ายเบื้องหลังการถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคต ด้วยข้อความในหนังสือที่ทีมงานสานต่อที่พ่อทำฝากไว้

“เราเชื่อว่าการสานต่อสิ่งที่ในหลวงทำ คือการนำวิธีคิดที่เปี่ยมด้วยคุณค่าของพระองค์มาใช้เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น และเมื่อใดที่เรามีชีวิตที่ดีขึ้น คนรอบตัวก็ดีขึ้น และสุดท้ายสังคมนี้ก็จะดีขึ้น นั่นต่างหากถึงจะสมประสงค์กับสิ่งที่ในหลวงทรงทุ่มเทกระทำมาตลอดอายุขัยของท่าน”

´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย

FB: สานต่อที่พ่อทำ

Writer

Avatar

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load