เมื่อพูดถึงโบสถ์คริสต์ ภาพจำแรกๆ คืออาคารก่ออิฐขนาดใหญ่โต มียอดแหลมสูงเสียดฟ้าประดับด้วยไม้กางเขน มีหน้าต่างเจาะช่องปลายแหลม กรุด้วยกระจกสีเป็นรูปคริสตประวัติหรือรูปบรรดานักบุญต่างๆ ถ้าใครไปเที่ยวยุโรปก็คงจะคุ้นเคยดีกับอาคารลักษณะนี้ 

ทีนี้ลองย้อนกลับมาดูในเมืองไทยของเราว่าโบสถ์คริสต์ส่วนใหญ่ที่สร้างขึ้นมา มีรูปทรงแบบนี้หรือเปล่า?

มันก็เป็นและไม่เป็นนะครับ โบสถ์คริสต์รุ่นโบราณช่วงสมัยอยุธยาและกรุงรัตนโกสินทร์จนถึงราวรัชกาลที่ 6 ส่วนมากสร้างด้วยสถาปัตยกรรมตะวันตกแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะสมัยโรแมนติกในศตวรรษที่ 19 ยุโรปเกิดกระแสความนิยมนำรูปแบบศิลปะโบราณมาสร้างขึ้นใหม่ บรรดาศิลปะโกธิก เรเนสซองส์ และโรมาเนสก์ จากยุคโบราณจึงออกมาปรากฏอีกครั้ง โบสถ์คริสต์ในไทยช่วงรัชกาลที่ 5 – 6 ลงมาก็สร้างตามสถาปัตยกรรมแบบนี้เช่นกัน เช่น วัดพระคริสตหฤทัย วัดกาลหว่าร์ และวัดบางนกแขวก เป็นทรงฝรั่งแท้ๆ เพราะช่วงนั้นเป็นเวลาที่คนไทยกำลังเร่งปฏิรูปบ้านเมืองให้ทัดเทียมฝรั่ง มีการจ้างสถาปนิก วิศวกร ศิลปินฝรั่งเข้ามาทำงานแบบใหม่ พระราชวังต่างๆ ก็สร้างด้วยสถาปัตยกรรมตะวันตก แม้แต่วัดพุทธเองก็ตาม บางแห่งก็เป็นฝรั่งกับเขาด้วย

โบสถ์คริสต์ทรงไทย ผลพวงจากการสร้างความเป็นไทยในยุคหลังสงคราม
วัดพระคริสตหฤทัย (วัดเพลง)
โบสถ์คริสต์ ทรงไทย ผลพวงจากการสร้างความเป็นไทยในยุคหลังสงคราม
วัดกาลหว่าร์

แล้ววัดคริสต์ทรงฝรั่งในไทยมันมีข้อดีข้อเสียยังไง บางคนอาจสงสัย

ข้อดีคือวัดเหล่านี้แสดงระบบสัญลักษณ์และความหมายต่างๆ ทางคริสต์ศาสนาได้ครบถ้วน เช่น ใช้กระจกสีเล่าเรื่องทางศาสนา รูปปั้นต่างๆ ที่สวยสดงดงามจากต่างประเทศ ส่วนประกอบของโบสถ์ก็แสดงแผนผังแบบไม้กางเขน ซึ่งบอกเล่าการเดินทางของจิตวิญญาณเชิงสัญลักษณ์ได้สมบูรณ์ตามขนบสถาปัตยกรรมโบราณ 

แต่ข้อเสียก็มี ข้อแรกเป็นข้อเสียเชิงฟังก์ชันการใช้งาน เมืองไทยร้อนครับ ร้อนมากๆ ด้วย ยิ่งถ้ากรุกระจกสีเข้าไปก็ยิ่งอบ ไม่มีการระบายอากาศ ช่างฝรั่งยุคแรกๆ ไม่เข้าใจสภาพอากาศเมืองไทย ทำกระจกขนาดใหญ่กรุหน้าต่างจนเต็ม แต่ไม่มีช่องเปิด จนภายในโถงอาคารอบอ้าว แต่คนโบราณท่านคงศรัทธามาก จึงนั่งอบได้นานเป็นชั่วโมงๆ โดยไม่มีแอร์หรือพัดลม อีกประการหนึ่ง อาคารทรงยุโรปนั้นไม่เหมาะกับอากาศชื้น ฝนตกชุก หลังคาที่ไม่เอียงลาดมากเท่าอาคารไทย (นึกถึงหลังคาเรือนไทย) ก็ระบายน้ำได้ช้า หลังคาอาจจะรั่วได้ง่าย อีกประการหนึ่งคืออาคารก่ออิฐขนาดใหญ่ๆ ไม่ค่อยเหมาะกับดินเลนหรือดินที่อ่อนตัวในกรุงเทพฯ บ้านเรา ช่างอิฐของไทยเองก็ไม่คุ้นกับสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ที่มีการเรียงอิฐแบบแปลกๆ จึงพบว่าโบสถ์ริมแม่น้ำหลายแห่งเริ่มจะทรุดได้ง่ายหรือทรุดมาตั้งแต่ยุคโบราณแล้ว

ข้อเสียอีกประการ คือข้อเสียเชิงอุดมการณ์ ในยุคสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รัฐไทยไม่ได้คาดหวังให้ทุกคนเป็น ‘คนไทย’ แต่มีระบบความคิดการ ‘พึ่งพระบรมโพธิสมภาร’ ชนชาติใดหรือศาสนิกใดก็ตามที่มาอาศัยในแผ่นดินสยาม พระเจ้าแผ่นดินจะรับไว้เป็นพสกนิกร คุ้มครองป้องกันให้ความปลอดภัย เพราะสมัยนั้นบารมีของกษัตริย์ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากร และยิ่งมีประชากรหลากหลายเชื้อชาติศาสนาเท่าใด ก็ยิ่งแปลว่าพระบารมีแผ่ไพศาลมากเท่านั้น คนโบราณจึงมีความคิดเรื่องการจำแนกแจกแจงว่าในกรุงเทพฯ มีคนอยู่กี่ชาติกี่ภาษานั่นเอง เป็นการบ่งบอกถึงบารมีของผู้นำรัฐด้วย

แต่ในสมัยต้นยุคประชาธิปไตย หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โลกเกิดกลับขั้วกัน การเกิดของรัฐชาติสมัยใหม่ (Modern State) รวบรวมผู้คนมากมายหลากหลายชาติพันธุ์ แต่ไม่ได้รวมศูนย์ที่กษัตริย์ ผู้คนที่มีความคิด ความเชื่อ เชื้อชาติ ศาสนา ภาษาที่แตกต่าง ยากจะปกครองได้โดยไม่เกิดความขัดแย้ง ดังนั้นจึงต้องมี ‘อุดมคติ’ ร่วมกันประการหนึ่งขึ้นมา คือการสร้างความเป็นไทยหรือที่เรารู้จักกันในนามรัฐนิยม ซึ่งระบบการสร้างความเป็นไทยเพื่อปูแนวทางสู่รัฐชาติสมัยใหม่นี้มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 แล้ว แต่มาเฟื่องฟูเอาในช่วงจอมพลป. พิบูลสงคราม ที่เราทราบกันดีนั่นเอง 

ในยุคนี้เองที่การแสดงออกเชิงอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ถูกควบคุมมาก เช่น การปิดโรงเรียนสอนภาษาจีน การบังคับใช้ชื่อแบบไทย การเปลี่ยนรูปแบบการใช้ภาษาไทย และการผลิตความเป็นไทยรูปแบบต่างๆ ขึ้นมามากมาย บางอย่างก็เป็นความเป็นไทยที่ไม่เคยมีมาก่อน สถาปัตยกรรมเองก็ถูกเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปด้วย กลายเป็นอาคารทรงไทยประยุกต์บ้าง อาคารทรงอาร์ต เดโค (Art Deco) ที่หนาหนักทึบแบบรัฐบาลทหารฟาสซิสม์บ้าง โดยมีวัสดุสมัยใหม่เช่น ซีเมนต์ คอนกรีต เหล็กเส้น เป็นวัสดุหลัก เพื่อนำพาสยามไปสู่โลกสมัยใหม่และสร้างความเป็นไทยแบบใหม่ขึ้นมา (ถ้าสนใจสถาปัตยกรรมช่วงเวลานี้ ลองหางานของอาจารย์ชาตรี ประกิตนนทการอ่านได้ครับ) 

 ระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา ในช่วงรัชกาลที่ 8 ก็มีการเบียดเบียนศาสนาคริสต์ เพราะถูกมองว่าเป็นศาสนาของฝรั่งเศส ชาติศัตรูที่สยามกำลังทำสงครามเพื่อแย่งชิงดินแดนเมืองขึ้นคืนมา ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกแต่โบราณนั้นยึดโยงอยู่กับราชสำนักอย่างเหนียวแน่นและได้รับพระบรมราชูปถัมภ์เรื่อยมา แต่ในห้วงเวลาที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 ไม่ได้ประทับอยู่ในสยาม ทำให้คริสต์ศาสนาขาดที่พึ่งพิงและคริสตชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกถูกเบียดเบียนทางศาสนาอย่างรุนแรง โบสถ์บางแห่งถูกปิด รูปปั้นศักดิ์สิทธิ์ถูกทำลาย และหลายคนถูกฆาตกรรม ดังที่เรารู้จักชื่อ ‘มรณสักขีทั้งแปดในประเทศไทย’ ก็เป็นเหตุการณ์ที่ปะทุขึ้นในห้วงเวลานี้เอง

คริสต์ศาสนาได้รับผลกระทบมากในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพากับสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก่อนห้วงเวลานั้น โบสถ์ต่างๆ ที่สร้างกันในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ที่เป็นแบบฝรั่งแท้ก็ยังใช้งานได้ดีอยู่ ยังไม่ปรักหักพัง ระหว่างสงครามก็ไม่ได้ก่อสร้างอะไรใหม่ เพราะขาดแคลนวัสดุก่อสร้างและผู้คนก็แทบไม่มีอะไรจะกิน จนหลังสงครามจึงเกิดเทรนด์ใหม่ขึ้นมา ส่วนหนึ่งผมคิดว่าบรรยากาศทางการเมืองของการสร้างความเป็นไทยสมัยใหม่นั่นแหละ ที่นำพาให้กระแสมันไหลไปแบบนั้น

หลังสงคราม โลกก็เปลี่ยนความคิด

ช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบใน พ.ศ. 2488 จนกระทั่งราวๆ พ.ศ. 2510 โบสถ์คาทอลิกเกิดกระแสสร้างความเป็นไทยขึ้นใหม่ตามแนวคิดรัฐนิยมของจอมพลป. พิบูลสงคราม ที่ยังคงตกค้างรากความคิดสืบมา อาคารหลายหลังที่สร้างขึ้นในระยะนี้สะท้อนภาพของสถาปัตยกรรมไทยลดรูป ซึ่งใช้คอนกรีตหรือซีเมนต์อันเป็นวัสดุสมัยใหม่เป็นหลัก คล้ายคลึงกับกลุ่มสถาปัตยกรรมสกุลความคิดของพระพรหมพิจิตร (อู๋ ลาภานนท์) โดยมากเป็นอาคารปูนซีเมนต์ทรงไทย ลดทอนรายละเอียดจนเหลือแต่เส้นกรอบนอกทางเรขาคณิต เรียบง่าย แต่ดูเข้มแข็ง ใหญ่โตสง่างาม ยังเห็นความสืบเนื่องได้ตามกลุ่มอาคารราชการ และศาลากลางจังหวัดต่างๆ  

ปรากฏว่ามีโบสถ์คาทอลิกจำนวนหนึ่งที่สร้างขึ้นตามสถาปัตยกรรมเช่นนี้ คือเป็นอาคารทรงไทยขนาดใหญ่ มีหน้าจั่วป้านกว้าง เครื่องบนและตัวลำยองเป็นเพียงชิ้นหล่อปูนซีเมนต์ ทำเป็นรูปช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ที่ลดทอนรายละเอียดลง ที่น่าสนใจคือบริเวณช่อฟ้ามักถูกแทนด้วยไม้กางเขน

โบสถ์แรกในภาคกลางที่สร้างขึ้นใหม่หลังสงคราม คือวัดนักบุญยาโกเบ แม่กลอง ออกแบบเป็นศิลปะไทย งดงามทันสมัย โดยคุณพ่ออันเดร เชกเกเรลลี บาทหลวงชาวอิตาเลียนผู้เป็นเจ้าอาวาส 

โบสถ์คริสต์ทรงไทย ผลพวงจากการสร้างความเป็นไทยในยุคหลังสงคราม
วัดนักบุญยาโกเบ แม่กลอง (ภาพ : นิพัทธ์ สิริพรรณยศ)

โบสถ์ทรงไทยคอนกรีตประยุกต์หลังถัดมา คือวัดพระมหาไถ่ (พ.ศ. 2496) เป็นโบสถ์ที่สร้างโดยคณะพระมหาไถ่ที่มีศูนย์กลางในสหรัฐอเมริกา ตัวโบสถ์ออกแบบโดย ยี. อัชชิเนลี สถาปนิกชาวอิตาเลียน โดยได้รับคำแนะนำให้สร้างโบสถ์เป็นทรงไทยจากพระคาร์ดินัลฟูลตัน ชีน นักเทศน์ชาวอเมริกันผู้เลื่องชื่อและบังเอิญเดินทางมาเยี่ยมเยียนประเทศไทยในขณะนั้นพอดี (ปัจจุบันท่านได้รับสถาปนาเป็น ‘บุญราศี’ แล้ว) เห็นได้ชัดว่าตัวโบสถ์เป็นสถาปัตยกรรมทรงไทยเครื่องคอนกรีตประยุกต์สมัยใหม่ซึ่งกำลังเฟื่องฟูในเวลาร่วมสมัยกันอย่างชัดเจน พยายามผสมผสานรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยเข้ามาใช้กับโบสถ์คริสต์จนเป็นเอกลักษณ์ของยุคสมัยนี้

โบสถ์คริสต์ ทรงไทย ผลพวงจากการสร้างความเป็นไทยในยุคหลังสงคราม
แบบร่างในระยะเริ่มแรกของวัดมหาไถ่ มีการใช้องค์ประกอบสถาปัตยกรรมไทยเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะลักษณะของเครื่องลำยองที่ใช้นาคสะดุ้งแบบโบราณและมีหน้าบันเป็นรูปไม้กางเขน ซึ่งปัจจุบันหน้าบันเปลี่ยนเป็นรูปพระมารดานิจจานุเคราะห์ (ภาพ : หอจดหมายเหตุอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ)
โบสถ์คริสต์ ทรงไทย ผลพวงจากการสร้างความเป็นไทยในยุคหลังสงคราม
วัดพระมหาไถ่ (ภาพ : พิสุทธิ์ จรินทิพย์พิทักษ์)
โบสถ์คริสต์ทรงไทย ผลพวงจากการสร้างความเป็นไทยในยุคหลังสงคราม
ภายในวัดพระมหาไถ่ ตกแต่งอย่างไทย เช่น ใช้ดาวเพดานในกรอบย่อมุม ใช้พานพุ่ม ฯลฯ (ภาพ : พิสุทธิ์ จรินทิพย์พิทักษ์)

โบสถ์อื่นๆ ที่สร้างขึ้นในรูปแบบไทยคอนกรีตประยุกต์ในช่วงระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน ได้แก่ วัดนักบุญยอแซฟ ตรอกจันทร์ (ก่อสร้างในช่วง พ.ศ. 2498 – 2506) วัดนักบุญฟิลิปและยากอบ หัวไผ่ ชลบุรี (พ.ศ. 2503) วัดอารักขเทวดา โคกวัด ปราจีนบุรี (พ.ศ. 2509) (ปัจจุบันปฏิสังขรณ์เป็นรูปทรงโมเดิร์นแล้ว) โบสถ์ทรงไทยเหล่านี้สร้างขึ้นด้วยรูปแบบสมัยใหม่และวัสดุยุคใหม่อย่างคอนกรีตหรือเหล็กเส้น แตกต่างไปจากโบสถ์ทรงฝรั่งในช่วงรัชกาลที่ 5 – 6 โดยเน้นการผสมผสานทางวัฒนธรรม หรือขับเน้นความเป็นไทย ซึ่งเป็นผลพวงมาจากแนวคิดของยุครัฐชาติสมัยใหม่ และการสังคายนาของพระศาสนจักรคาทอลิกในศตวรรษที่ 20 โดยตรง

โบสถ์คริสต์ ทรงไทย ผลพวงจากการสร้างความเป็นไทยในยุคหลังสงคราม
วัดนักบุญยอแซฟ ตรอกจันทร์ ในปัจจุบัน (ภาพ : ปติสร เพ็ญสุต)
โบสถ์คริสต์ ทรงไทย ผลพวงจากการสร้างความเป็นไทยในยุคหลังสงคราม
ภายในวัดนักบุญยอแซฟ ตรอกจันทร์ ตกแต่งแบบอาร์ต เดโก ผสมผสานกับลายไทยประยุกต์ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของงานสถาปัตยกรรมในยุคนี้ (ภาพ : ปติสร เพ็ญสุต)
โบสถ์คริสต์ ทรงไทย ผลพวงจากการสร้างความเป็นไทยในยุคหลังสงคราม
วัดนักบุญฟิลิปและยากอบ หัวไผ่ ชลบุรี (ภาพ : นิพัทธ์ สิริพรรณยศ)

ทำไมโบสถ์ต้องเป็นทรงไทย อะไรคือความหมายโดยนัย

 สาเหตุที่พระศาสนจักรคาทอลิกในไทยกลับมาเลือกสร้างโบสถ์ทรงไทย ซึ่งเคยปรากฏอยู่จำนวนหนึ่งตั้งแต่สมัยอยุธยาและช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ แต่ห่างหายไปนานเกือบร้อยปีจากอิทธิพลยุคการพยายามฟื้นฟู (Revival) ศิลปะสถาปัตยกรรมยุโรปโบราณของยุคโรแมนติกช่วงศตวรรษที่ 19 กลับมาเป็นทรงไทย (ประยุกต์) นั้น น่าจะมีความเป็นไปได้หลายประการ ได้แก่

1. บาทหลวงคณะพระมหาไถ่จากสหรัฐอเมริกาและบาทหลวงชาวอิตาเลียนบางท่านมีความคิดก้าวหน้าในการปรับตัวเข้าสู่วัฒนธรรมท้องถิ่น (Inculturation) มาก่อนการสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 (Vatican Council II) (พ.ศ. 2505 – 2508) ซึ่งผลของการสังคายนาสากลครั้งนี้ เป็นการปลดล็อกแนวคิดอนุรักษ์นิยมครั้งสำคัญ และเชิญชวนให้ชาวคาทอลิกทั่วโลกนมัสการพระเจ้าด้วยวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง โดยไม่ต้องใช้วัฒนธรรมตะวันตกอีกต่อไป เลิกใช้ภาษาละตินในมิสซา ใช้เพลงท้องถิ่นแทนที่จะเป็นเพลงละตินมากยิ่งขึ้น และใช้ศิลปะ-สถาปัตยกรรมของแต่ละประเทศในการประยุกต์เข้ากับคริสตศิลป์ ก่อให้เกิดโบสถ์รูปทรงท้องถิ่น-สมัยใหม่จำนวนมาก

2. บาดแผลจากช่วงสงครามอินโดจีน ศาสนาคริสต์ถูกมองว่าเป็นศาสนาของฝรั่งเศส เจ้าอาณานิคมในอินโดจีนซึ่งเป็นศัตรูกับสยาม ชาวคริสต์จึงถูกมองว่าเป็นสายลับให้กับชาวตะวันตก จนเกิดการเบียดเบียนศาสนาคริสต์ทั่วไปในภาคอีสานและภาคตะวันออก ทำให้การแสดงออกทางศิลปกรรมจำต้องสร้างสรรค์ให้กลมกลืนไปกับศิลปะไทย เพื่อมิให้ถูกมองว่าเป็นคนนอกอีกต่อไป

3. รัฐนิยมสร้างความเป็นไทยของรัฐบาลจอมพลป. พิบูลสงคราม อาจยังมีผลกระทบทางความรู้สึกของคริสตศาสนิกชนว่า จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงออกทางวัฒนธรรมให้ผสมผสานกลมกลืนกับวัฒนธรรมไทยให้มากขึ้น ซึ่งในระยะเวลาที่เกิดโบสถ์ทรงไทยคอนกรีตประยุกต์เช่นนี้ ก็ตรงกับสมัยทางการเมืองครั้งที่ 2 ของจอมพลป. พิบูลสงครามพอดี

4. กระแสชาตินิยมสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อเรียกร้องเอกราชจากเจ้าอาณานิคมรุนแรงขึ้น จนโบสถ์คาทอลิกยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (Post war church) ในไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2491 ลงมาสร้างเป็นทรงไทยคอนกรีตประยุกต์จำนวนมาก เพื่อลดแรงเสียดทานจากความรู้สึกต่อต้านชาติอาณานิคมจากตะวันตก ซึ่งเป็นกระแสหลักที่โหมกระพือไปทั่วเอเชียในขณะนั้น และกลมกลืนกับวัฒนธรรมท้องถิ่นมากขึ้น

หลัง พ.ศ. 2490 – 2500 อาคารราชการและอาคารสาธารณะต่างๆ ของไทย ไม่ว่าจะเป็นศาลากลาง ศาลหลักเมือง มักออกแบบเป็นสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ทั้งสิ้น ซึ่งสวนทางกับกระแสของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในโลกสากล แต่ดูเหมือนว่าราว พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา สถาปัตยกรรมโบสถ์คริสต์ที่ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมไทยคอนกรีตประยุกต์แบบสกุลช่างพระพรหมพิจิตร ค่อยๆ เสื่อมความนิยมลง (ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นการบังเอิญหรือไม่ แต่อยู่ในห้วงเวลาของการสิ้นสุดสมัยของรัฐบาลจอมพลป. พิบูลสงครามครั้งที่ 2 พอดี)

 ซึ่งหลังจากนั้น สถาปัตยกรรมสมัยใหม่แบบ Mid-Century Modern ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเย็นเข้ามาแทนที่โบสถ์ทรงไทยประยุกต์ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งที่มั่นของขบวนการคอมมิวนิสต์ในไทย ศาสนากับคอมมิวนิสต์นั้นเป็นขั้วตรงข้ามกันอยู่แล้ว ซึ่งหมายรวมทั้งศาสนาพุทธและคริสต์ การแสดงออกของการต่อสู้กันเชิงอุดมการณ์ด้วยสถาปัตยกรรมแบบใหม่ในยุคสงครามเย็นก็มีความซับซ้อนน่าตื่นตาตื่นใจอยู่มาก ถ้าหากมีโอกาสก็น่าจะนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้อีก

ถ้าสนใจชมโบสถ์คริสต์ทรงไทย ตามไปดูได้ดังนี้

วัดพระมหาไถ่ ซอยร่วมฤดี แขวงเพลินจิต เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ (รถไฟฟ้า BTS เพลินจิต)

วัดนักบุญยอแซฟ ซอยจันทร์ 43 แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ (อยู่ในซอยเดียวกับวัดไผ่เงิน)

วัดนักบุญยาโกเบ ริมน้ำแม่กลอง ตำบลแม่กลอง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม 

วัดนักบุญฟิลิปและยากอบหัวไผ่ ตำบลโคกขี้หนอน อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี

Writer & Photographer

Avatar

ปติสร เพ็ญสุต

เป็นนักรื้อค้นหอจดหมายเหตุ ชอบเดินตรอกบ้านเก่าและชุมชนโบราณ สนใจงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเภท รวมทั้งคริสตศิลป์ด้วย ปัจจุบันกำลังติดตามธรรมาสน์ศิลปะอยุธยาและเครื่องไม้จำหลักศิลปะอยุธยา เคยคิดจะเป็นนักบวช แต่ไม่ได้บวช

ครุ่นคริสต์

เรื่องสนุกเกี่ยวกับคริสตศาสนาในประเทศไทย

เมื่อเอ่ยถึง ‘ขนมฝรั่ง’ ที่เราคุ้นเคยกันดีทุกวันนี้ ต่างก็ทราบกันดีว่าเป็นผลผลิตมาจากมรดกตกทอดที่มิชชันนารีชาวโปรตุเกสนำเข้ามาพร้อมกับคริสต์ศาสนาตั้งแต่สมัยอยุธยา และทำกันสืบเนื่องมาถึงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ ซึ่งแต่เดิมมีต้นตำรับอยู่ในหมู่บ้านเชื้อสายโปรตุเกสอย่างบ้านกุฎีจีนหรือชุมชนโบสถ์คอนเซ็ปชัญ ก่อนจะแพร่หลายออกไปนอกชุมชนและกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมขนมไทยไป 

แต่นอกจากขนมลูกครึ่งอิทธิพลโปรตุเกส-สยามในดินแดนไทยแล้ว หากลองสืบสาแหรกกันดู ในดินแดนต่างประเทศที่รับอิทธิพลวัฒนธรรมโปรตุเกสอย่างญี่ปุ่น ก็ปรากฏว่ามีขนมร่วมเชื้อเครือญาติที่ปรุงรสสืบทอดกันมายาวนานกว่า 400 ปีแล้ว มีลักษณะหน้าตาใกล้เคียงกับขนมลูกครึ่งในสยาม ขนมเหล่านั้นก้าวข้ามรั้ววังเข้าสู่ราชสำนักจนกลายเป็น ‘ขนมประจำชาติญี่ปุ่น’ เช่นเดียวกับฝอยทอง ทองหยอด หรือขนมตระกูลทอง ๆ ทั้งหลายที่เรานิยมทำกินกันในงานมงคล วันนี้จึงอยากจะพูดถึงขนมสัญชาติญี่ปุ่นหลากหลายรส ที่บรรดามิชชันนารีคาทอลิกนำเข้ามาพร้อมกับคริสต์ศาสนา

นันบัง สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกส ที่กลายเป็นของหวานประจำชาติญี่ปุ่นเหมือนฝอยทองบ้านเรา
โบสถ์ซางตาครู้ส ชุมชนโปรตุเกสดั้งเดิมของบางกอก แหล่งกำเนิดขนมฝรั่งเลิศรสหลากหลายสูตร
นันบัง สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกส ที่กลายเป็นของหวานประจำชาติญี่ปุ่นเหมือนฝอยทองบ้านเรา
ขนมฝรั่งกุฎีจีน ตำรับจากโปรตุเกส
นันบัง สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกส ที่กลายเป็นของหวานประจำชาติญี่ปุ่นเหมือนฝอยทองบ้านเรา
นันบัง สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกส ที่กลายเป็นของหวานประจำชาติญี่ปุ่นเหมือนฝอยทองบ้านเรา
ขนมหลากหลายประเภทในชุมชนกุฎีจีน

มิชชันนารีแห่งญี่ปุ่นกับนโยบายต่อต้านคริสเตียน

400 กว่าปีก่อน นักบุญฟรังซิส เซเวียร์ มิชชันนารีชาวสเปนผู้เรืองนาม เดินทางไปประกาศพระนามของพระคริสต์ในญี่ปุ่น มีผู้คนกลับใจเข้ารับนับถือศาสนาคริสต์มากมาย เมื่อผลงานของท่านเป็นที่ประจักษ์ในยุโรป จากนั้นเหล่ามิชชันนารีชาวโปรตุเกสและสเปน ต่างติดตามกันเข้าไปทำงานเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในหมู่เกาะ ‘สุดปลายแผ่นดิน’ นี้ จนกล่าวกันว่า มีชาวคริสต์กว่า 3 แสนคน (ประมาณการกันว่า ชาวญี่ปุ่นในยุคนั้นมีประชากรราว ๆ 3 ล้านคน) ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่มากมาย ยิ่งไปกว่านั้น มีบรรดาไดเมียวและเจ้าผู้ครองนครหลายคนที่หันมายอมรับนับถือศาสนาคริสต์ด้วยความเลื่อมใสศรัทธา สำหรับชาวบ้านที่เป็นชาวไร่ชาวนานั้น คริสต์ศาสนาเป็นเหมือน ‘ความหวัง’ ของเขาในการสร้างชีวิตที่ดีขึ้น เพราะสภาพสังคมที่ถูกกดขี่จากกฎเกณฑ์ที่เคร่งครัดในระบบฐานันดรและชาติกำเนิดจนไม่อาจลืมตาอ้าปากได้ง่าย ๆ 

นันบัง สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกส ที่กลายเป็นของหวานประจำชาติญี่ปุ่นเหมือนฝอยทองบ้านเรา
ภาพนันบัง หรือคนเถื่อนจากทางใต้ถือของบรรณาการ
ภาพ : commons.wikimedia.org/wiki/File:Namban-08.jpg

‘ขนมหวาน’ เองก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างมิชชันนารีกับชาวบ้าน และเจ้านายผู้ปกครอง ดังปรากฏว่า ใน ค.ศ. 1569 มิชชันนารีชาวโปรตุเกสชื่อ หลุยส์ ฟรัวซ์ ได้นำขนมลูกกวาด ‘คอนเฟตโต’ (Confeito) ไปเป็นของขวัญให้กับ โอดะ โนบุนากะ ขุนพลผู้รวบรวมแผ่นดินญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน พร้อมกับของขวัญบรรณาการอื่น ๆ ขนมน้ำตาลที่โปร่งแสงเหมือนแก้วนี้ คงจะเป็นที่ถูกอกถูกใจโนบุนากะ ผู้ได้ชื่อว่าโปรดปรานของหวานมาก เขาตอบแทนบาทหลวงฟรัวซ์ด้วยลูกพลับหวานตากแห้งแบบญี่ปุ่น อันเป็นของโปรดของเขา โนบุนากะยังได้มีโอกาสลองลิ้มชิม ‘ขนมปังบิสกิต’ ซึ่งทำให้เขาติดอกติดใจในรสชาติ ถึงกับสั่งจากพ่อค้าในโอซาก้าเข้ามาบ่อย ๆ 

ความสัมพันธ์กับโปรตุเกสเช่นนี้คงจะราบรื่นเป็นอย่างดี เพราะโอดะก็สนับสนุนคริสต์ศาสนาพอสมควรทีเดียว เขาต้องการพันธมิตรจากตะวันตกไว้ซื้ออาวุธปืนและคัดง้างกับบรรดานักบวชชาวพุทธที่กล้าลุกขึ้นต่อต้านเขา และในที่สุด บาทหลวงฟรัวซ์ก็ได้กลายเป็นคนสนิทของโนบุนากะ เขาได้รู้เห็นเป็นพยานการทำสงครามกับพระสงฆ์ในพุทธศาสนา และได้อยู่ในเหตุการณ์จุดจบของโนบุนากะด้วย

นันบัง สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกส ที่กลายเป็นของหวานประจำชาติญี่ปุ่นเหมือนฝอยทองบ้านเรา
ภาพโอดะ โนบุนากะ ไดเมียวผู้โปรดปรานของหวานและให้การอุปถัมภ์คริสต์ศาสนา
ภาพ : th.wikipedia.org/wiki
นันบัง สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกส ที่กลายเป็นของหวานประจำชาติญี่ปุ่นเหมือนฝอยทองบ้านเรา
คัมเปโตะ (こんぺいとう) ขนมลูกกวาดแบบโปรตุเกสในญี่ปุ่น
ภาพ : en.wikipedia.org/wiki/Konpeitō

เวลาผ่านไป ขั้วอำนาจทางการเมืองก็ผันเปลี่ยนไปด้วย เมื่อโนบุนากะถูกโค่นล้มลง และตามมาด้วยการสถาปนาระบบโชกุนภายใต้ตระกูลโตกุกาวะขึ้น พระจักรพรรดิทรงมีฐานะเป็นเพียงหุ่นเชิด และเริ่มเกิดความหวาดระแวงชาวคริสต์ที่ติดต่อโดยตรงกับชาวยุโรป (หรือที่เรียกกันว่า นันบัง หรือพวกป่าเถื่อนจากทิศใต้) ฝรั่งดั้งขอพวกนี้มิได้นำมาเพียงศาสนาของพระเยซู แต่นำอาวุธปืนไฟสมัยใหม่มาด้วย จำนวนคริสตังที่เพิ่มขึ้นมากมายก็เป็นภัยต่อความมั่นคง จึงเกิดการต่อต้านเบียดเบียนคริสตศาสนา บรรดาไดเมียวที่เคยนับถือคริสต์ก็ต้องนับถืออย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ ส่วนบรรดาคริสตังที่เคยมีผู้อุปถัมภ์ค้ำชูก็ถูกห้ามนับถือ หากจับได้จะต้องรับโทษถึงประหารชีวิต โดยการตรึงกางเขนเช่นเดียวกับพระคริสต์ บางส่วนก็ลงสำเภาหนีไปประเทศที่มีอิสรภาพทางศาสนา (เช่น สยามหรือฟิลิปปินส์ ปัตตาเวีย ที่นับถือคริสต์เช่นกัน) บางส่วนก็หลบซ่อนตามเกาะแก่งหรือหุบเขา กลายเป็น ‘คริสตังลับ’ หรือ Kakure Kirishitan ที่รักษาความเชื่อของตนโดยไม่มีบาทหลวงเข้าไปดูแลไว้ได้ถึงกว่า 200 ปี โดยพวกเขาเก็บรักษาเศษผ้าเปื้อนเลือดของบรรพชนที่ยอมสละชีวิตเพื่อศาสนาไว้เคารพบูชา เป็นเครื่องเตือนใจพร้อมกับคำทำนายโบราณว่า หากผ่านไป 7 ชั่วอายุคน พวกเขาจะมีอิสรภาพในการนับถือศาสนาคริสต์อีกครั้ง

ขนมนันบังในญี่ปุ่น ความสัมพันธ์ที่ไม่ถูกกีดกั้น

ในช่วงที่ศาสนาคริสต์กำลังรุ่งเรืองในญี่ปุ่น (ราว ๆ ศตวรรษที่ 17 หรือช่วงรัชกาลพระนเรศวรถึงพระเจ้าปราสาททองของไทย) คงจะเกิดการถ่ายทอดสูตรอาหารแบบ ‘นันบัง’ หรือตำรับคนเถื่อนทางใต้ให้กับชุมชนคาทอลิกในญี่ปุ่น อาหารบางอย่างปรุงขึ้นตามกฎเกณฑ์ทางศาสนา เช่น เทมปุระ เป็นอาหารประเภทผักชุบแป้งทอด นิยมรับประทานกันในทุกวันศุกร์และในช่วงเทศกาลมหาพรต ที่ชาวคาทอลิกจะถือศีลอดอาหาร (โดยจะอดเนื้อสัตว์ใหญ่) ดังนั้น ผักทอดที่ให้พลังงานจึงเหมาะกับวัฒนธรรมนี้ – ซึ่งแตกต่างออกไปจากขนมหวาน ซึ่งดูจะเป็นอาหารที่ได้รับยกเว้นจากข้อห้ามทางศาสนาทั่วทั้งโลก ความหวานจากน้ำตาลจากเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนทุกวัฒนธรรม และแทบไม่มีข้อห้ามทางศาสนาสำหรับน้ำตาลเลย ไม่มีศาสนาหรือวัฒนธรรมใดที่รังเกียจขนมหวาน (ยกเว้นในกรณีของช็อกโกแลตที่ถูกพระศาสนจักรคาทอลิกตั้งแง่ในระยะแรกที่นำเข้ามาจากโลกใหม่-อเมริกา) 

อาจจะเป็นเพราะเหตุผลที่ว่า เมื่อ 500 ปีก่อน น้ำตาลเป็นสิ่งที่หายาก โดยเฉพาะน้ำตาลจากอ้อย ที่ญี่ปุ่นนำเข้าจากจีนในฐานะสินค้าฟุ่มเฟือยสำหรับให้ชนชั้นสูงใช้ทำขนมหวาน และใช้ปรุงยาสำหรับชาวบ้าน น้ำตาลนั้นมาจากไร่อ้อยที่ต้องแบ่งแรงงานจากการทำไร่ไถนา (ซึ่งจำเป็นมากกว่าในการผลิตอาหารหลักสำหรับบริโภคในชีวิตประจำวัน) ความหรูหราของขนมจึงถูกใช้ในฐานะของขวัญที่เป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพ และความชื่นชมยินดีในโอกาสพิเศษหรือรับรองแขกจากแดนไกลเท่านั้น

จึงไม่น่าประหลาดใจนักว่า เมื่อรัฐบาลโตกุกาวะประกาศปิดประเทศ ห้ามนับถือคริสต์ศาสนาในศตวรรษที่ 17 กลับไม่มีท่าทีรังเกียจขนมที่มาจากคนต่างชาติต่างศาสนาเหล่านี้เลย ในเวลานั้นขนมแบบนันบังแพร่หลายไปทั่วแล้ว ผนวกกับในช่วงศตวรรษที่ 18 น้ำตาลเริ่มมีราคาถูกลง เพราะโชกุนโตกุกาวะ โยชิมุเนะ โชกุนคนที่ 8 ได้ริเริ่มการทำไร่อ้อยในริวกิวและอามามิ ทำให้คนทั่วไปเริ่มมีโอกาสลิ้มลองน้ำตาลได้ง่ายขึ้น (ในสมัยของโชกุนท่านเดียวกันนี้ เริ่มมีการริเริ่มทำฟาร์มโคนมตามแบบชาวดัตช์ด้วย ทำให้เกิดวัฒนธรรมการดื่มนม และการนำนมมาใช้ประกอบอาหารกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ห่างหายไปหลายร้อยปีในยุคสงครามกลางเมือง) 

ชาวญี่ปุ่นคงจะนิยมชมชื่นขนมนันบังมาก ถึงกับบันทึกตำรา ‘ขนมฝรั่งคนเถื่อน’ หลายชนิดลงในตำราสมัยเอโดะ เช่น ตำราของ Ichirobei Umemura ที่เรียบเรียงใน ค.ศ. 1718 ตำรานี้มีการพรรณนาถึงกรรมวิธีการใช้ ‘เตาอบ’ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และให้รายชื่อขนมหลายอย่างที่อาจจะเทียบเคียงกับปัจจุบันได้ เช่น คัสเตลล่า (เค้ก) ขนมฝรั่ง (ซึ่งมีลักษณะคล้ายขนมฝรั่งกุฎีจีน) โบโรที่คล้ายกับขนมผิง และลูกกวาดหนามสีสวยนาม ‘คัมเปโตะ’ 

'นันบัง' สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกสที่เอาชนะนโยบายต่อต้านคริสเตียนในญี่ปุ่น และกลายเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมประจำชาติ
ภาพห้องครัวทำขนมจากตำราของ Ichirobei Umemura
ภาพ : www.library.tohoku.ac.jp/collection/exhibit/sp/2005/list3/007.html

คัมเปโตะ เป็นลูกกวาดชนิดหนึ่งที่มีกำเนิดในโปรตุเกส ซึ่งปรากฏในรายชื่อเครื่องบรรณาการที่มิชชันนารีนำมามอบให้แก่โอดะ โนบุนากะ (ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว) ขนมชนิดนี้ทำจากเกล็ดน้ำตาลเคลือบงา ที่ต้องนำน้ำตาลมากวนในกระทะขอบสูงขนาดใหญ่เป็นเวลา 2 -3 สัปดาห์ กว่าจะได้ลูกกวาดขนาดใหญ่ที่มีหนามฟูสวย 

ขนมชนิดนี้คล้ายคลึงกับ ‘ลูกกวาด’ ชาววังของสยาม ซึ่งได้ชื่อว่าลูกกวาดเพราะกรรมวิธีทำนั้นต้องใช้มือลงไปกวนกวาดในกระทะทองเหลืองที่ลนไฟให้ร้อน ห้ามใช้ช้อนหรือทัพพี เพราะลูกกวาดจะไม่ขึ้นหนาม ส่วนไส้ในของสยามนั้นเป็นเมล็ดฟักทองหรือถั่วประเภทต่าง ๆ ถือว่าเป็นขนมชาววัง เฉกเช่นเดียวกับคัมเปโตะของญี่ปุ่น ก็ถูกพัฒนาจนมีหลายสูตร เช่น รสเกลือ ไวน์ ชาเขียว โฮจิฉะ เป็นขนมอวดฝีมือที่ช่างทำขนมอาจจะต้องใช้เวลาถึง 20 ปีในการฝึกฝน 

ในท้ายที่สุดแล้วขนมนี้ก็ได้เผยแพร่เข้าสู่ราชสำนัก กลายเป็นขนมชั้นสูงที่ราชสำนักจะบรรจุในกล่องอย่างสวยงาม ส่งไปพระราชทานในฐานะของขวัญแสดงความยินดีในโอกาสต่าง ๆ สำหรับสามัญชน คัมเปโตะยังเป็นของขวัญในงานแต่งงาน แสดงความยินดีในการคลอดลูก หรือถวายให้ศาลเจ้าและอารามต่าง ๆ ถือได้ว่าเป็นของหรูหราที่กลายเป็นขนมญี่ปุ่นเต็มตัวมากว่า 200 ปี และในที่สุด เมื่อราคาน้ำตาลในตลาดโลกลดต่ำลงมาจากการขยายพื้นที่ทำไร่อ้อยทั่วโลก คัมเปะโตะก็กลายเป็นขนมที่ให้พลังงานสูงสำหรับทหารญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย

'นันบัง' สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกสที่เอาชนะนโยบายต่อต้านคริสเตียนในญี่ปุ่น และกลายเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมประจำชาติ
กระบวนการทำคัมเปโตะในปัจจุบัน
ภาพ : www.youtube.com/watch?v=ckZlXSnLOOo

ส่วนเค้กคัสเตล่า ฝอยทองญี่ปุ่น โบโร (คุกกี้) และคาราเมลจากโปรตุเกส ยังเป็นขนมสูตรหรูหราประจำครัวขุนนางญี่ปุ่นต่อไป แม้ว่าในระยะต่อมา พวกโปรตุเกสจะถูกสั่งห้ามเข้าประเทศ ญี่ปุ่นปิดประเทศในศตวรรษที่ 17 ยอมให้ชาวดัตช์โปรแตสแตนต์ที่รักษาสัญญาว่าจะไม่ก้าวก่ายทางด้านศาสนาภายในญี่ปุ่น เข้ามาค้าขายแต่เพียงผู้เดียว กระนั้นก็ดี มนตร์เสน่ห์ของขนมจากตะวันตกก็ไม่ได้หายไปไหน ชาวญี่ปุ่นยังคงจดบันทึกตำรับขนมแบบดัตช์เพิ่มเติมต่อไปในฐานะ ‘ขนมนันบัง’ เคียงคู่ไปกับสูตรขนมโปรตุเกสโบราณ เมนูที่เพิ่มเติมเข้าไปนั้นมีสูตรขนมปังชนิดต่าง ๆ และพาสต้าด้วย ชาวดัตช์ที่เข้ามาค้าขายในญี่ปุ่น ยังมีภาระที่ต้องเดินทางไปเข้าพบโชกุที่เมืองหลวงเอโดะทุกปีหรือ 2 ปี ที่นั่นพวกเขายังได้รับการต้อนรับอย่างดีด้วยงานเลี้ยงหรูหรา เช่นเดียวกับขนมแบบตะวันตกก็ยังเป็นที่ต้อนรับเสมอในเมืองหลวง

'นันบัง' สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกสที่เอาชนะนโยบายต่อต้านคริสเตียนในญี่ปุ่น และกลายเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมประจำชาติ
Keiren Shomen หรือฝอยทองแบบญี่ปุ่น มักห่อด้วยสาหร่าย มีที่มาจาก “fios de ovos” ของโปรตุเกส
ภาพ : ippin.gnavi.co.jp/article-12443/
'นันบัง' สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกสที่เอาชนะนโยบายต่อต้านคริสเตียนในญี่ปุ่น และกลายเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมประจำชาติ
ภาพ Tamago Boro ที่มีหน้าตาคล้ายขนมผิงในประเทศไทย
ภาพ : spoonfulpassion.com/mini-egg-biscuit/)
'นันบัง' สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกสที่เอาชนะนโยบายต่อต้านคริสเตียนในญี่ปุ่น และกลายเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมประจำชาติ
‘คาเซอิตะ’ ขนมบิสกิตข้าวเหนียวสอดไส้แยม เป็นหนึ่งในขนมโปรตุเกสโบราณของญี่ปุ่น มีที่มาจาก Caixa da Marmelada ขุนนางตระกูลโฮโซคาวะใช้เป็นบรรณาการไปยังเมืองหลวง มีการประทับตราประจำตระกูลบนขนมด้วย
ภาพ : ippin.gnavi.co.jp/article-1601/

วัฒนธรรมนันบังยังดำเนินต่อไปในโลกาภิวัตน์

เป็นเวลา 200 ปีที่ญี่ปุ่นปิดประเทศ จนถึงสมัยศตวรรษที่ 19 เมื่อ ‘เรือดำ’ ของ มัทธิว เพอรี่ นายพลจัตวาแห่งสหรัฐอเมริกาเข้ามากดดันให้ญี่ปุ่นยอมรับการติดต่อจากภายนอกอีกครั้ง ระบบโชกุนค่อย ๆ เสื่อมอำนาจลง ขณะที่ระบบพระจักรพรรดิถูกนำกลับมาอีกครั้ง เฉกเช่นเดียวกับศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกได้รับเสรีภาพในการปฏิบัติศาสนกิจอีกครั้ง (แต่ก็ไม่ได้รุ่งเรืองเหมือนเมื่อ 400 ปีก่อน) ส่วนขนมนันบังนั้น อาจจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งเดียวที่ไม่เคยหายไปไหน มันติดอยู่ในปลายลิ้นของผู้คนชนชั้นสูงมาตลอดเวลาหลายชั่วอายุคน อีกทั้งยังกลับได้รับความนิยมชมชอบขึ้นจนแพร่หลายออกจากรั้ววัง ในเวลาเดียวกันสูตรขนมจากประเทศตะวันตกหลั่งไหลเข้ามาพร้อมกับเทคโนโลยีต่าง ๆ หลังการปฏิรูปเมจิ จนมีคำกล่าวว่า ขนมในประเทศญี่ปุ่นมี 2 ประเภท คือขนมแบบญี่ปุ่นแท้ ๆ และขนมนันบังที่กลายเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมประจำชาติ แต่การฟื้นฟูครั้งหลังนี้มิได้มาพร้อมกับคริสต์ศาสนา หากแต่มาพร้อมกับกระแสโลกาภิวัตน์ที่ดำเนินต่อไปพร้อมกับร้านเบเกอรี่หน้าตาแปลกใหม่แฟนตาซีที่เติบโตพร้อมกับอุตสาหกรรมการเลี้ยงโคนมอย่างจริงจัง ซึ่งเปลี่ยนโฉมหน้าวงการโภชนาการของญี่ปุ่นไปเลยทีเดียว

Writer & Photographer

Avatar

ปติสร เพ็ญสุต

เป็นนักรื้อค้นหอจดหมายเหตุ ชอบเดินตรอกบ้านเก่าและชุมชนโบราณ สนใจงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเภท รวมทั้งคริสตศิลป์ด้วย ปัจจุบันกำลังติดตามธรรมาสน์ศิลปะอยุธยาและเครื่องไม้จำหลักศิลปะอยุธยา เคยคิดจะเป็นนักบวช แต่ไม่ได้บวช

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load