เมื่อพูดถึงโบสถ์คริสต์ ภาพจำแรกๆ คืออาคารก่ออิฐขนาดใหญ่โต มียอดแหลมสูงเสียดฟ้าประดับด้วยไม้กางเขน มีหน้าต่างเจาะช่องปลายแหลม กรุด้วยกระจกสีเป็นรูปคริสตประวัติหรือรูปบรรดานักบุญต่างๆ ถ้าใครไปเที่ยวยุโรปก็คงจะคุ้นเคยดีกับอาคารลักษณะนี้ 

ทีนี้ลองย้อนกลับมาดูในเมืองไทยของเราว่าโบสถ์คริสต์ส่วนใหญ่ที่สร้างขึ้นมา มีรูปทรงแบบนี้หรือเปล่า?

มันก็เป็นและไม่เป็นนะครับ โบสถ์คริสต์รุ่นโบราณช่วงสมัยอยุธยาและกรุงรัตนโกสินทร์จนถึงราวรัชกาลที่ 6 ส่วนมากสร้างด้วยสถาปัตยกรรมตะวันตกแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะสมัยโรแมนติกในศตวรรษที่ 19 ยุโรปเกิดกระแสความนิยมนำรูปแบบศิลปะโบราณมาสร้างขึ้นใหม่ บรรดาศิลปะโกธิก เรเนสซองส์ และโรมาเนสก์ จากยุคโบราณจึงออกมาปรากฏอีกครั้ง โบสถ์คริสต์ในไทยช่วงรัชกาลที่ 5 – 6 ลงมาก็สร้างตามสถาปัตยกรรมแบบนี้เช่นกัน เช่น วัดพระคริสตหฤทัย วัดกาลหว่าร์ และวัดบางนกแขวก เป็นทรงฝรั่งแท้ๆ เพราะช่วงนั้นเป็นเวลาที่คนไทยกำลังเร่งปฏิรูปบ้านเมืองให้ทัดเทียมฝรั่ง มีการจ้างสถาปนิก วิศวกร ศิลปินฝรั่งเข้ามาทำงานแบบใหม่ พระราชวังต่างๆ ก็สร้างด้วยสถาปัตยกรรมตะวันตก แม้แต่วัดพุทธเองก็ตาม บางแห่งก็เป็นฝรั่งกับเขาด้วย

โบสถ์คริสต์ทรงไทย ผลพวงจากการสร้างความเป็นไทยในยุคหลังสงคราม
วัดพระคริสตหฤทัย (วัดเพลง)
โบสถ์คริสต์ ทรงไทย ผลพวงจากการสร้างความเป็นไทยในยุคหลังสงคราม
วัดกาลหว่าร์

แล้ววัดคริสต์ทรงฝรั่งในไทยมันมีข้อดีข้อเสียยังไง บางคนอาจสงสัย

ข้อดีคือวัดเหล่านี้แสดงระบบสัญลักษณ์และความหมายต่างๆ ทางคริสต์ศาสนาได้ครบถ้วน เช่น ใช้กระจกสีเล่าเรื่องทางศาสนา รูปปั้นต่างๆ ที่สวยสดงดงามจากต่างประเทศ ส่วนประกอบของโบสถ์ก็แสดงแผนผังแบบไม้กางเขน ซึ่งบอกเล่าการเดินทางของจิตวิญญาณเชิงสัญลักษณ์ได้สมบูรณ์ตามขนบสถาปัตยกรรมโบราณ 

แต่ข้อเสียก็มี ข้อแรกเป็นข้อเสียเชิงฟังก์ชันการใช้งาน เมืองไทยร้อนครับ ร้อนมากๆ ด้วย ยิ่งถ้ากรุกระจกสีเข้าไปก็ยิ่งอบ ไม่มีการระบายอากาศ ช่างฝรั่งยุคแรกๆ ไม่เข้าใจสภาพอากาศเมืองไทย ทำกระจกขนาดใหญ่กรุหน้าต่างจนเต็ม แต่ไม่มีช่องเปิด จนภายในโถงอาคารอบอ้าว แต่คนโบราณท่านคงศรัทธามาก จึงนั่งอบได้นานเป็นชั่วโมงๆ โดยไม่มีแอร์หรือพัดลม อีกประการหนึ่ง อาคารทรงยุโรปนั้นไม่เหมาะกับอากาศชื้น ฝนตกชุก หลังคาที่ไม่เอียงลาดมากเท่าอาคารไทย (นึกถึงหลังคาเรือนไทย) ก็ระบายน้ำได้ช้า หลังคาอาจจะรั่วได้ง่าย อีกประการหนึ่งคืออาคารก่ออิฐขนาดใหญ่ๆ ไม่ค่อยเหมาะกับดินเลนหรือดินที่อ่อนตัวในกรุงเทพฯ บ้านเรา ช่างอิฐของไทยเองก็ไม่คุ้นกับสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ที่มีการเรียงอิฐแบบแปลกๆ จึงพบว่าโบสถ์ริมแม่น้ำหลายแห่งเริ่มจะทรุดได้ง่ายหรือทรุดมาตั้งแต่ยุคโบราณแล้ว

ข้อเสียอีกประการ คือข้อเสียเชิงอุดมการณ์ ในยุคสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รัฐไทยไม่ได้คาดหวังให้ทุกคนเป็น ‘คนไทย’ แต่มีระบบความคิดการ ‘พึ่งพระบรมโพธิสมภาร’ ชนชาติใดหรือศาสนิกใดก็ตามที่มาอาศัยในแผ่นดินสยาม พระเจ้าแผ่นดินจะรับไว้เป็นพสกนิกร คุ้มครองป้องกันให้ความปลอดภัย เพราะสมัยนั้นบารมีของกษัตริย์ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากร และยิ่งมีประชากรหลากหลายเชื้อชาติศาสนาเท่าใด ก็ยิ่งแปลว่าพระบารมีแผ่ไพศาลมากเท่านั้น คนโบราณจึงมีความคิดเรื่องการจำแนกแจกแจงว่าในกรุงเทพฯ มีคนอยู่กี่ชาติกี่ภาษานั่นเอง เป็นการบ่งบอกถึงบารมีของผู้นำรัฐด้วย

แต่ในสมัยต้นยุคประชาธิปไตย หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โลกเกิดกลับขั้วกัน การเกิดของรัฐชาติสมัยใหม่ (Modern State) รวบรวมผู้คนมากมายหลากหลายชาติพันธุ์ แต่ไม่ได้รวมศูนย์ที่กษัตริย์ ผู้คนที่มีความคิด ความเชื่อ เชื้อชาติ ศาสนา ภาษาที่แตกต่าง ยากจะปกครองได้โดยไม่เกิดความขัดแย้ง ดังนั้นจึงต้องมี ‘อุดมคติ’ ร่วมกันประการหนึ่งขึ้นมา คือการสร้างความเป็นไทยหรือที่เรารู้จักกันในนามรัฐนิยม ซึ่งระบบการสร้างความเป็นไทยเพื่อปูแนวทางสู่รัฐชาติสมัยใหม่นี้มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 แล้ว แต่มาเฟื่องฟูเอาในช่วงจอมพลป. พิบูลสงคราม ที่เราทราบกันดีนั่นเอง 

ในยุคนี้เองที่การแสดงออกเชิงอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ถูกควบคุมมาก เช่น การปิดโรงเรียนสอนภาษาจีน การบังคับใช้ชื่อแบบไทย การเปลี่ยนรูปแบบการใช้ภาษาไทย และการผลิตความเป็นไทยรูปแบบต่างๆ ขึ้นมามากมาย บางอย่างก็เป็นความเป็นไทยที่ไม่เคยมีมาก่อน สถาปัตยกรรมเองก็ถูกเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปด้วย กลายเป็นอาคารทรงไทยประยุกต์บ้าง อาคารทรงอาร์ต เดโค (Art Deco) ที่หนาหนักทึบแบบรัฐบาลทหารฟาสซิสม์บ้าง โดยมีวัสดุสมัยใหม่เช่น ซีเมนต์ คอนกรีต เหล็กเส้น เป็นวัสดุหลัก เพื่อนำพาสยามไปสู่โลกสมัยใหม่และสร้างความเป็นไทยแบบใหม่ขึ้นมา (ถ้าสนใจสถาปัตยกรรมช่วงเวลานี้ ลองหางานของอาจารย์ชาตรี ประกิตนนทการอ่านได้ครับ) 

 ระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา ในช่วงรัชกาลที่ 8 ก็มีการเบียดเบียนศาสนาคริสต์ เพราะถูกมองว่าเป็นศาสนาของฝรั่งเศส ชาติศัตรูที่สยามกำลังทำสงครามเพื่อแย่งชิงดินแดนเมืองขึ้นคืนมา ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกแต่โบราณนั้นยึดโยงอยู่กับราชสำนักอย่างเหนียวแน่นและได้รับพระบรมราชูปถัมภ์เรื่อยมา แต่ในห้วงเวลาที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 ไม่ได้ประทับอยู่ในสยาม ทำให้คริสต์ศาสนาขาดที่พึ่งพิงและคริสตชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกถูกเบียดเบียนทางศาสนาอย่างรุนแรง โบสถ์บางแห่งถูกปิด รูปปั้นศักดิ์สิทธิ์ถูกทำลาย และหลายคนถูกฆาตกรรม ดังที่เรารู้จักชื่อ ‘มรณสักขีทั้งแปดในประเทศไทย’ ก็เป็นเหตุการณ์ที่ปะทุขึ้นในห้วงเวลานี้เอง

คริสต์ศาสนาได้รับผลกระทบมากในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพากับสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก่อนห้วงเวลานั้น โบสถ์ต่างๆ ที่สร้างกันในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ที่เป็นแบบฝรั่งแท้ก็ยังใช้งานได้ดีอยู่ ยังไม่ปรักหักพัง ระหว่างสงครามก็ไม่ได้ก่อสร้างอะไรใหม่ เพราะขาดแคลนวัสดุก่อสร้างและผู้คนก็แทบไม่มีอะไรจะกิน จนหลังสงครามจึงเกิดเทรนด์ใหม่ขึ้นมา ส่วนหนึ่งผมคิดว่าบรรยากาศทางการเมืองของการสร้างความเป็นไทยสมัยใหม่นั่นแหละ ที่นำพาให้กระแสมันไหลไปแบบนั้น

หลังสงคราม โลกก็เปลี่ยนความคิด

ช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบใน พ.ศ. 2488 จนกระทั่งราวๆ พ.ศ. 2510 โบสถ์คาทอลิกเกิดกระแสสร้างความเป็นไทยขึ้นใหม่ตามแนวคิดรัฐนิยมของจอมพลป. พิบูลสงคราม ที่ยังคงตกค้างรากความคิดสืบมา อาคารหลายหลังที่สร้างขึ้นในระยะนี้สะท้อนภาพของสถาปัตยกรรมไทยลดรูป ซึ่งใช้คอนกรีตหรือซีเมนต์อันเป็นวัสดุสมัยใหม่เป็นหลัก คล้ายคลึงกับกลุ่มสถาปัตยกรรมสกุลความคิดของพระพรหมพิจิตร (อู๋ ลาภานนท์) โดยมากเป็นอาคารปูนซีเมนต์ทรงไทย ลดทอนรายละเอียดจนเหลือแต่เส้นกรอบนอกทางเรขาคณิต เรียบง่าย แต่ดูเข้มแข็ง ใหญ่โตสง่างาม ยังเห็นความสืบเนื่องได้ตามกลุ่มอาคารราชการ และศาลากลางจังหวัดต่างๆ  

ปรากฏว่ามีโบสถ์คาทอลิกจำนวนหนึ่งที่สร้างขึ้นตามสถาปัตยกรรมเช่นนี้ คือเป็นอาคารทรงไทยขนาดใหญ่ มีหน้าจั่วป้านกว้าง เครื่องบนและตัวลำยองเป็นเพียงชิ้นหล่อปูนซีเมนต์ ทำเป็นรูปช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ที่ลดทอนรายละเอียดลง ที่น่าสนใจคือบริเวณช่อฟ้ามักถูกแทนด้วยไม้กางเขน

โบสถ์แรกในภาคกลางที่สร้างขึ้นใหม่หลังสงคราม คือวัดนักบุญยาโกเบ แม่กลอง ออกแบบเป็นศิลปะไทย งดงามทันสมัย โดยคุณพ่ออันเดร เชกเกเรลลี บาทหลวงชาวอิตาเลียนผู้เป็นเจ้าอาวาส 

โบสถ์คริสต์ทรงไทย ผลพวงจากการสร้างความเป็นไทยในยุคหลังสงคราม
วัดนักบุญยาโกเบ แม่กลอง (ภาพ : นิพัทธ์ สิริพรรณยศ)

โบสถ์ทรงไทยคอนกรีตประยุกต์หลังถัดมา คือวัดพระมหาไถ่ (พ.ศ. 2496) เป็นโบสถ์ที่สร้างโดยคณะพระมหาไถ่ที่มีศูนย์กลางในสหรัฐอเมริกา ตัวโบสถ์ออกแบบโดย ยี. อัชชิเนลี สถาปนิกชาวอิตาเลียน โดยได้รับคำแนะนำให้สร้างโบสถ์เป็นทรงไทยจากพระคาร์ดินัลฟูลตัน ชีน นักเทศน์ชาวอเมริกันผู้เลื่องชื่อและบังเอิญเดินทางมาเยี่ยมเยียนประเทศไทยในขณะนั้นพอดี (ปัจจุบันท่านได้รับสถาปนาเป็น ‘บุญราศี’ แล้ว) เห็นได้ชัดว่าตัวโบสถ์เป็นสถาปัตยกรรมทรงไทยเครื่องคอนกรีตประยุกต์สมัยใหม่ซึ่งกำลังเฟื่องฟูในเวลาร่วมสมัยกันอย่างชัดเจน พยายามผสมผสานรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยเข้ามาใช้กับโบสถ์คริสต์จนเป็นเอกลักษณ์ของยุคสมัยนี้

โบสถ์คริสต์ ทรงไทย ผลพวงจากการสร้างความเป็นไทยในยุคหลังสงคราม
แบบร่างในระยะเริ่มแรกของวัดมหาไถ่ มีการใช้องค์ประกอบสถาปัตยกรรมไทยเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะลักษณะของเครื่องลำยองที่ใช้นาคสะดุ้งแบบโบราณและมีหน้าบันเป็นรูปไม้กางเขน ซึ่งปัจจุบันหน้าบันเปลี่ยนเป็นรูปพระมารดานิจจานุเคราะห์ (ภาพ : หอจดหมายเหตุอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ)
โบสถ์คริสต์ ทรงไทย ผลพวงจากการสร้างความเป็นไทยในยุคหลังสงคราม
วัดพระมหาไถ่ (ภาพ : พิสุทธิ์ จรินทิพย์พิทักษ์)
โบสถ์คริสต์ทรงไทย ผลพวงจากการสร้างความเป็นไทยในยุคหลังสงคราม
ภายในวัดพระมหาไถ่ ตกแต่งอย่างไทย เช่น ใช้ดาวเพดานในกรอบย่อมุม ใช้พานพุ่ม ฯลฯ (ภาพ : พิสุทธิ์ จรินทิพย์พิทักษ์)

โบสถ์อื่นๆ ที่สร้างขึ้นในรูปแบบไทยคอนกรีตประยุกต์ในช่วงระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน ได้แก่ วัดนักบุญยอแซฟ ตรอกจันทร์ (ก่อสร้างในช่วง พ.ศ. 2498 – 2506) วัดนักบุญฟิลิปและยากอบ หัวไผ่ ชลบุรี (พ.ศ. 2503) วัดอารักขเทวดา โคกวัด ปราจีนบุรี (พ.ศ. 2509) (ปัจจุบันปฏิสังขรณ์เป็นรูปทรงโมเดิร์นแล้ว) โบสถ์ทรงไทยเหล่านี้สร้างขึ้นด้วยรูปแบบสมัยใหม่และวัสดุยุคใหม่อย่างคอนกรีตหรือเหล็กเส้น แตกต่างไปจากโบสถ์ทรงฝรั่งในช่วงรัชกาลที่ 5 – 6 โดยเน้นการผสมผสานทางวัฒนธรรม หรือขับเน้นความเป็นไทย ซึ่งเป็นผลพวงมาจากแนวคิดของยุครัฐชาติสมัยใหม่ และการสังคายนาของพระศาสนจักรคาทอลิกในศตวรรษที่ 20 โดยตรง

โบสถ์คริสต์ ทรงไทย ผลพวงจากการสร้างความเป็นไทยในยุคหลังสงคราม
วัดนักบุญยอแซฟ ตรอกจันทร์ ในปัจจุบัน (ภาพ : ปติสร เพ็ญสุต)
โบสถ์คริสต์ ทรงไทย ผลพวงจากการสร้างความเป็นไทยในยุคหลังสงคราม
ภายในวัดนักบุญยอแซฟ ตรอกจันทร์ ตกแต่งแบบอาร์ต เดโก ผสมผสานกับลายไทยประยุกต์ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของงานสถาปัตยกรรมในยุคนี้ (ภาพ : ปติสร เพ็ญสุต)
โบสถ์คริสต์ ทรงไทย ผลพวงจากการสร้างความเป็นไทยในยุคหลังสงคราม
วัดนักบุญฟิลิปและยากอบ หัวไผ่ ชลบุรี (ภาพ : นิพัทธ์ สิริพรรณยศ)

ทำไมโบสถ์ต้องเป็นทรงไทย อะไรคือความหมายโดยนัย

 สาเหตุที่พระศาสนจักรคาทอลิกในไทยกลับมาเลือกสร้างโบสถ์ทรงไทย ซึ่งเคยปรากฏอยู่จำนวนหนึ่งตั้งแต่สมัยอยุธยาและช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ แต่ห่างหายไปนานเกือบร้อยปีจากอิทธิพลยุคการพยายามฟื้นฟู (Revival) ศิลปะสถาปัตยกรรมยุโรปโบราณของยุคโรแมนติกช่วงศตวรรษที่ 19 กลับมาเป็นทรงไทย (ประยุกต์) นั้น น่าจะมีความเป็นไปได้หลายประการ ได้แก่

1. บาทหลวงคณะพระมหาไถ่จากสหรัฐอเมริกาและบาทหลวงชาวอิตาเลียนบางท่านมีความคิดก้าวหน้าในการปรับตัวเข้าสู่วัฒนธรรมท้องถิ่น (Inculturation) มาก่อนการสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 (Vatican Council II) (พ.ศ. 2505 – 2508) ซึ่งผลของการสังคายนาสากลครั้งนี้ เป็นการปลดล็อกแนวคิดอนุรักษ์นิยมครั้งสำคัญ และเชิญชวนให้ชาวคาทอลิกทั่วโลกนมัสการพระเจ้าด้วยวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง โดยไม่ต้องใช้วัฒนธรรมตะวันตกอีกต่อไป เลิกใช้ภาษาละตินในมิสซา ใช้เพลงท้องถิ่นแทนที่จะเป็นเพลงละตินมากยิ่งขึ้น และใช้ศิลปะ-สถาปัตยกรรมของแต่ละประเทศในการประยุกต์เข้ากับคริสตศิลป์ ก่อให้เกิดโบสถ์รูปทรงท้องถิ่น-สมัยใหม่จำนวนมาก

2. บาดแผลจากช่วงสงครามอินโดจีน ศาสนาคริสต์ถูกมองว่าเป็นศาสนาของฝรั่งเศส เจ้าอาณานิคมในอินโดจีนซึ่งเป็นศัตรูกับสยาม ชาวคริสต์จึงถูกมองว่าเป็นสายลับให้กับชาวตะวันตก จนเกิดการเบียดเบียนศาสนาคริสต์ทั่วไปในภาคอีสานและภาคตะวันออก ทำให้การแสดงออกทางศิลปกรรมจำต้องสร้างสรรค์ให้กลมกลืนไปกับศิลปะไทย เพื่อมิให้ถูกมองว่าเป็นคนนอกอีกต่อไป

3. รัฐนิยมสร้างความเป็นไทยของรัฐบาลจอมพลป. พิบูลสงคราม อาจยังมีผลกระทบทางความรู้สึกของคริสตศาสนิกชนว่า จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงออกทางวัฒนธรรมให้ผสมผสานกลมกลืนกับวัฒนธรรมไทยให้มากขึ้น ซึ่งในระยะเวลาที่เกิดโบสถ์ทรงไทยคอนกรีตประยุกต์เช่นนี้ ก็ตรงกับสมัยทางการเมืองครั้งที่ 2 ของจอมพลป. พิบูลสงครามพอดี

4. กระแสชาตินิยมสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อเรียกร้องเอกราชจากเจ้าอาณานิคมรุนแรงขึ้น จนโบสถ์คาทอลิกยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (Post war church) ในไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2491 ลงมาสร้างเป็นทรงไทยคอนกรีตประยุกต์จำนวนมาก เพื่อลดแรงเสียดทานจากความรู้สึกต่อต้านชาติอาณานิคมจากตะวันตก ซึ่งเป็นกระแสหลักที่โหมกระพือไปทั่วเอเชียในขณะนั้น และกลมกลืนกับวัฒนธรรมท้องถิ่นมากขึ้น

หลัง พ.ศ. 2490 – 2500 อาคารราชการและอาคารสาธารณะต่างๆ ของไทย ไม่ว่าจะเป็นศาลากลาง ศาลหลักเมือง มักออกแบบเป็นสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ทั้งสิ้น ซึ่งสวนทางกับกระแสของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในโลกสากล แต่ดูเหมือนว่าราว พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา สถาปัตยกรรมโบสถ์คริสต์ที่ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมไทยคอนกรีตประยุกต์แบบสกุลช่างพระพรหมพิจิตร ค่อยๆ เสื่อมความนิยมลง (ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นการบังเอิญหรือไม่ แต่อยู่ในห้วงเวลาของการสิ้นสุดสมัยของรัฐบาลจอมพลป. พิบูลสงครามครั้งที่ 2 พอดี)

 ซึ่งหลังจากนั้น สถาปัตยกรรมสมัยใหม่แบบ Mid-Century Modern ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเย็นเข้ามาแทนที่โบสถ์ทรงไทยประยุกต์ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งที่มั่นของขบวนการคอมมิวนิสต์ในไทย ศาสนากับคอมมิวนิสต์นั้นเป็นขั้วตรงข้ามกันอยู่แล้ว ซึ่งหมายรวมทั้งศาสนาพุทธและคริสต์ การแสดงออกของการต่อสู้กันเชิงอุดมการณ์ด้วยสถาปัตยกรรมแบบใหม่ในยุคสงครามเย็นก็มีความซับซ้อนน่าตื่นตาตื่นใจอยู่มาก ถ้าหากมีโอกาสก็น่าจะนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้อีก

ถ้าสนใจชมโบสถ์คริสต์ทรงไทย ตามไปดูได้ดังนี้

วัดพระมหาไถ่ ซอยร่วมฤดี แขวงเพลินจิต เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ (รถไฟฟ้า BTS เพลินจิต)

วัดนักบุญยอแซฟ ซอยจันทร์ 43 แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ (อยู่ในซอยเดียวกับวัดไผ่เงิน)

วัดนักบุญยาโกเบ ริมน้ำแม่กลอง ตำบลแม่กลอง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม 

วัดนักบุญฟิลิปและยากอบหัวไผ่ ตำบลโคกขี้หนอน อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี

Writer & Photographer

Avatar

ปติสร เพ็ญสุต

เป็นนักรื้อค้นหอจดหมายเหตุ ชอบเดินตรอกบ้านเก่าและชุมชนโบราณ สนใจงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเภท รวมทั้งคริสตศิลป์ด้วย ปัจจุบันกำลังติดตามธรรมาสน์ศิลปะอยุธยาและเครื่องไม้จำหลักศิลปะอยุธยา เคยคิดจะเป็นนักบวช แต่ไม่ได้บวช

ครุ่นคริสต์

เรื่องสนุกเกี่ยวกับคริสตศาสนาในประเทศไทย

คืนวันที่ 22 พฤษภาคม ค.ศ. 2015 เวลาประมาณ 2 ทุ่มเศษ คุณพ่อเจ้าอาวาสวัดกาลหว่าร์ในสมัยนั้นพร้อมกับกลุ่มคริสตังบางส่วนและผมได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์

การเดินทางไปโรงพยาบาลครั้งนี้ไม่ได้มีใครป่วยหรือไม่สบาย แต่เราไปเพื่อนำ ‘รูปพระตาย’ ของวัดกาลหว่าร์ไปทำการเอกซเรย์ภายใต้คำแนะนำของคุณโรแบร์ต ซึ่งเมื่อเราไปถึงที่โรงพยาบาลบุรุษพยาบาลได้เตรียมเตียงเข็นคนไข้ออกมารับ ‘รูปพระตาย’ พวกเราเชิญรูปพระตายไปขณะคลุมผ้าอยู่

เราเลือกที่จะเข้าประตูด้านหลังโรงพยาบาลเพื่อให้ใกล้กับห้องเอกซเรย์มากที่สุดเพื่อไม่ให้ใครตกใจและไม่เป็นการรบกวนการทำงานของโรงพยาบาล เมื่อมาถึงห้องซีทีสแกนและเปิดผ้าคลุมออก เจ้าหน้าที่และพยาบาลดูเหมือนจะมีสีหน้าตกใจเล็กน้อย

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
คุณโรแบร์ตและเจ้าหน้าที่ขณะนำรูปพระตายเข้าเครื่องซีทีสแกน

ด้วยขนาดของ ‘รูปพระตาย’ ที่มีขนาดและสัดส่วนเท่ากับมนุษย์จริง อีกทั้งรอยช้ำต่าง ๆ ที่ปรากฏบนร่างกายดูเหมือนเป็นร่างของมนุษย์ที่เพิ่งผ่านการทรมานอย่างสาหัส ใบหน้าที่สิ้นใจจากความทรมานพร้อมกับเลือดที่ยังคงปรากฏอยู่ สามารถสื่อความหมายให้กับสายตาทุกคู่ที่มองเห็นได้โดยไม่ต้องมีคำอธิบาย

‘รูปพระตาย’ ของวัดกาลหว่าร์อยู่คู่กับวัดมาอย่างยาวนาน และเป็นที่รู้กันว่าตลอด 365 วันใน 1 ปี จะมีเพียงคืนเดียวเท่านั้น ที่ ‘รูปพระตาย’ นี้จะปรากฏสู่สายตาของผู้คน ซึ่งก็คือ ‘คืนวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ของทุกปี’ โดยในแต่ละปีวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ (Good Friday) จะเวียนมาบรรจบไม่ตรงกันตามปฏิทินแบบจันทรคติที่ชาวคริสต์ยึดถือ ซึ่งในคืนวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์นี้เองเหตุการณ์จำลองมหาทรมานของพระเยซูเจ้าจะถูกเล่าขานขึ้นอีกครั้งผ่านข้อความที่ปรากฏในพระคัมภีร์ไบเบิล บาทหลวงผู้ประกอบพิธีจะร่วมกับผู้อ่านพระวรสารเล่าเรื่องราวการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเจ้าให้กับผู้คนที่มาร่วมพิธีได้ฟัง

เมื่อภายหลังพิธีกรรมต่างๆ สิ้นสุดลง ก็เป็นเวลาของความเงียบเพื่อเตรียมที่จะเชิญ ‘รูปพระตาย’ ซึ่งประดิษฐานอยู่ในบุษบกขนาดใหญ่ประดับประดาด้วยดอกไม้หอมนานาชนิด แห่ออกไปบริเวณโดยรอบวัดและพื้นที่ที่เคยเป็นชุมชนกาลหว่าร์ในอดีต

ชาววัดกาลหว่าร์ปฏิบัติประเพณีสืบต่อกันมาเนิ่นนานแค่ไหนแล้วไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่จากคำบอกเล่าของคนในครอบครัวผม ตั้งแต่สมัยอากงเดินทางจากเมืองจีนมาอยู่ที่วัดกาลหว่าร์ เรื่องราวการแห่ ‘รูปพระตาย’ ก็เป็นที่เล่าขานอยู่ก่อนหน้าแล้ว

จากอายุของเรื่องเล่าก็ไม่เท่ากับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้พวกเราคนในยุคปัจจุบันต้องไปถึงโรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์ในค่ำคืนนั้น คุณโรแบร์ต บูแกรง ดูบูร์ก (Robert Bougrain-Dubourg)เป็นนักอนุรักษ์ชาวฝรั่งเศสที่มีประสบการณ์การทำงานในสถานที่สำคัญหลายแห่งในประเทศฝรั่งเศส กรีซ คิวบา และอียิปต์ ระหว่างที่คุณโรแบร์ตดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการหลักสูตรด้านการอนุรักษ์ภาพจิตรกรรมที่ École des Beaux Arts d’Avignon ในประเทศฝรั่งเศสนั้น คุณโรแบร์ตได้ก่อตั้งองค์กรอนุรักษ์ไร้พรมแดนขึ้น หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า ‘Restaurateurs Sans Frontieres’

จากองค์กรที่คุณโรแบร์ตก่อตั้งนี้เอง ใน ค.ศ. 2001 ประเทศไทยภายใต้ความร่วมมือจากสถานทูตฝรั่งเศสและมหาวิทยาลัยศิลปากร จึงได้เชิญคุณโรแบร์ตเข้ามาดำเนินการบูรณะภาพวาดฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยตั้งแต่ ค.ศ. 2001 เป็นต้นมา ประเทศไทยดูเหมือนจะเป็นบ้านหลังที่ 2 ของคุณโรแบร์ต

จากประสบการณ์ของคุณโรแบร์ตนั้น การไขปริศนา ‘รูปพระตาย’ ดูเป็นสิ่งที่ไม่เกินเอื้อมมือ

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
ภาพซีทีสแกนเมื่อมองจากจอของเจ้าหน้าที่

ผลจากซีทีสแกนปรากฏภาพแรกบนจอคอมพิวเตอร์ที่ถ้าคนจะมองว่าเป็นร่างกายมนุษย์ก็ดูจะไม่ผิด คุณโรแบร์ตเองก็ดูจะให้ความสนใจกับสิ่งที่ค้นพบจากภาพนี้อย่างมาก แต่ในคืนนั้นพวกเราก็ไม่ได้วิเคราะห์อะไรมากนักเนื่องจากต้องรอฟิล์มเอกซเรย์และซีทีสแกนทั้งหมดจากทางโรงพยาบาล เพื่อจะได้ทำการวิเคราะห์อย่างละเอียดอีกครั้ง

ในการอนุรักษ์รูปพระตายนั้น คุณโรแบร์ตได้แบ่งการวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางในการบูรณะออกเป็น 2 ส่วนคือ การวิเคราะห์โครงสร้างวัสดุจากภาพฉายรังสี และการวิเคราะห์ชั้นสี (Stratigraphic Analysis) โดยก่อนหน้าที่จะนำ ‘รูปพระตาย’ ไปที่โรงพยาบาลนั้น คุณโรแบร์ตได้เดินทางมายังวัดกาลหว่าร์เพื่อทำการศึกษาชั้นสีไปในเบื้องต้นแล้ว ภายหลังกลับจากโรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์คุณโรแบร์ตจึงแนะนำให้เชิญ ‘รูปพระตาย’ ไปยังแล็บของเขาเพื่อการบูรณะ โดยสาเหตุหลักของการบูรณะคือรอยแตกที่ปรากฏอยู่กลางพระรูปและชั้นสีที่ถลอกรวมถึงเสื่อมสภาพจากการบูรณะครั้งก่อนหน้า

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
คุณโรแบร์ตขณะพิสูจน์ชั้นสีรูปพระตายที่วัดกาลหว่าร์
วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
คุณโรแบร์ตอธิบายข้อมูลเบื้องต้นจากการวิเคราะห์ให้กลุ่มคริสตังวัดกาลหว่าร์ที่ตามไปส่งรูปพระตายฟัง
วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
รอยแยกกลางรูปพระตายบริเวณหน้าอกที่นำไปสู่การบูรณะ
ภาพ : ขัตติยา เล้ากอบกุล
วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
ภาพเอกซเรย์และซีทีสแกนแสดงโครงสร้างและองค์ประกอบของรูปพระตาย
ภาพ : Restaurateurs Sans Frontieres
วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
คุณหลุยส์ได้นำไฟล์ซีทีสแกนเข้าสู่โปรแกรมทางการแพทย์เพื่อสร้างภาพสามมิติดูภายในรูปพระตาย
ภาพ : Restaurateurs Sans Frontieres

จากภาพซีทีสแกนคุณโรแบร์ตได้อธิบายว่า ‘รูปพระตาย’ นั้นแกะสลักจากไม้ทั้งท่อน คว้านเนื้อไม้บริเวณหลังออกและปิดเข้าด้วยไม้อีกแผ่นหนึ่ง หลังจากนั้นจึงทาสีทับลงบนเนื้อไม้ นอกจากนี้ ภาพซีทีสแกนยังสามารถบอกได้อีกว่าที่มาของรอยแตกบริเวณกลางรูปพระตายนั้นเกิดจากการหดขยายตัวของเนื้อไม้บริเวณตาไม้มาเป็นเวลานาน

จากการวิเคราะห์ภาพซีทีสแกนและภาพเอกซเรย์นั้นให้ข้อมูลที่น่าสนใจยิ่งกว่า เพราะมีการค้นพบตะปูขนาดเล็กที่ใช้ยึดชิ้นส่วนไม้เข้าด้วยกัน ซึ่งตะปูนี้เรียกว่า Hand Wrought Nail เป็นตะปูทำมือที่มีปลายแหลมหัวแบนใหญ่ ซึ่งตะปูชนิดนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 17

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
รูปตะปู Hand Wrought Nail ที่พบจากภาพเอกซเรย์
ภาพ : Restaurateurs Sans Frontieres

แขนที่กางออกได้

นอกจากตะปูที่ค้นพบแล้ว ยังได้ค้นพบข้อต่อไม้บริเวณหัวไหล่

จากภาพซีทีสแกน พบว่ามีข้อต่อไม้ของไหล่ด้านซ้ายชำรุดไป ด้วยเหตุนี้คุณโรแบร์ตจึงได้ตัดสินใจร่วมกับทางโบสถ์ในการเปิดบริเวณหัวไหล่ของรูปพระตายออก ทำให้ทราบว่าข้อต่อไม้บริเวณไหล่ถูกคลุมด้วยหนังสัตว์ทาสีและเย็บปิดข้อต่อไม้ไว้และค้นพบว่า ‘รูปพระตาย’ นั้นสามารถกางแขนออกได้ทั้งสองข้าง

ศิลปะรูปแบบนี้มีชื่อเรียว่า ‘Cristo Yacente’ ซึ่งเป็นศิลปะที่นิยมสร้างกันตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 บริเวณคาบสมุทรไอบีเรียเพื่อประกอบพิธีสำคัญในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ โดยในพิธีจะมีการตรึงรูปพระเยซูไว้บนไม้กางเขน และเมื่อดำเนินพิธีมาจนถึงช่วงเวลาที่พระเยซูเจ้าสิ้นพระชนม์ รูปพระเยซูจะถูกปลดลงจากกางเขน และอัญเชิญในลักษณะของรูปพระตายแห่ไปทั่วเมือง

ในปัจจุบันประเพณีดังกล่าวยังคงดำเนินอยู่ทุกปีทางตอนใต้ของประเทศสเปนและโปรตุเกส รวมถึงอาณานิคมโปรตุเกสและสเปนอย่างมาเก๊าและฟิลิปปินส์อีกด้วย

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
ภาพซีทีาแกนแสดงข้อต่อส่วนที่หักในอดีต
ภาพ : Restaurateurs Sans Frontieres
วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
หนังสัตว์ทาสียึดติดกับไม้บริเวณไหล่ด้วยตะปูและเย็บด้วยเชือกโบราณเพื่อปิดข้อต่อไหล่ของรูปพระตาย
ภาพ : ขัตติยา เล้ากอบกุล
วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
บริเวณหัวไหล่เมื่อถอดหนังเก่าเดิมออกเผยให้เห็นถึงตะปูโบราณ และข้อต่อไม้บริเวณไหล่ของรูปพระตาย
ภาพ : ขัตติยา เล้ากอบกุล

ชั้นสีเล่าเรื่อง

ในส่วนของการวิเคราะห์ชั้นสีนั้น ก่อนการบูรณะมีความจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจชุดสี ตั้งแต่ชุดสีปัจจุบันไปถึงครั้งเมื่อแรกสร้างพระรูปนี้ขึ้น ดังนั้น คุณโรแบร์ตจึงขูดชั้นสีเป็นพื้นที่ขนาดเล็กใน 3 ส่วนคือ ใบหน้า แขนขวา และขาขวา ของพระรูปเพื่อหาข้อมูลชุดสีดั้งเดิม ซึ่งจากชั้นปัจจุบันลงไปถึงชั้นเนื้อวัสดุ ค้นพบชั้นสีทั้งหมด 7 ชั้น

จากผลการวิเคราะห์ชั้นสี คุณโรแบร์ตจึงได้เลือกเปิดพื้นที่บางส่วนเพื่อให้เห็นสีในชั้นก่อนหน้ามากขึ้น โดยเลือกใช้สารเคมีละลายชั้นสีปัจจุบันบางส่วนออกเพื่อกลับไปยังสีชั้นที่ 4 ซึ่งค่อนข้างมีความสมบูรณ์และสามารถเห็นงานช่างในยุคก่อนหน้าได้

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
ตัวอย่างชุดสีที่พบจากการวิเคราะห์ชั้นสีรูปพระตาย
ภาพ : Restaurateurs Sans Frontieres
วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
ตัวอย่างชั้นสีที่เปิดออกบริเวณใบหน้าของรูปพระตาย
ภาพ : ขัตติยา เล้ากอบกุล

อย่างไรก็ตาม จากผลการวิเคราะห์การบูรณะจึงดำเนินไปภายใต้การตัดสินร่วมกันระหว่างคุณโรแบร์ตกับคริสตังวัดกาลหว่าร์ที่จะเก็บรักษาชั้นสีในปัจจุบันไว้ และบูรณะเฉพาะส่วนที่เสียหายของพระรูป อาทิ รอยแตกกลางพระรูป และข้อต่อหัวไหล่ที่หักไป รวมถึงชั้นสีปัจจุบันในบางส่วนที่เสียหาย ซึ่งผลการตัดสินใจบูรณะครั้งนี้ทางโบสถ์เห็นว่าอาจไม่ใช่แนวทางที่ดีที่สุดที่ทำให้งานศิลปะทรงคุณค่าในยุคก่อนหน้าปรากฏสู่สายตาผู้คน หากแต่การเก็บรักษาชั้นสีปัจจุบันไว้ เป็นการคงการแสดงออกผ่านงานบูรณะในอดีต และเมื่อวันหนึ่งที่โอกาสที่เหมาะสมมาถึง ชั้นสีโบราณอันงดงาม อาจได้มีโอกาสเผยแสดงสู่สายตาของผู้คนอีกครั้งหนึ่ง

ในช่วงเวลาที่งานบูรณะพระตายใกล้จะเสร็จสิ้น เป็นโอกาสที่ดีที่ทางคุณโรแบร์ตและชาววัดกาลหว่าร์ได้มีโอกาสต้อนรับ คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน และคณาจารย์จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้ให้เกียรติมาพูดคุยและชมงานครั้งนี้

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
คุณโรแบร์ตได้ขณะอธิบายการบูรณะรูปพระตายให้คุณใหม่ คณาจารย์ และคริสตังวัดกาลหว่าร์ ได้ฟัง
วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
คุณโรแบร์ตกำลังแนะนำ ‘พี่สืบ’ นักอนุรักษ์ที่ทำการบูรณะข้อต่อบริเวณหัวไหล่ของรูปพระตาย

กลับสู่บ้าน

ภายหลังการบูรณะเสร็จสิ้น รูปพระตายได้ถูกอัญเชิญกลับวัดกาลหว่าร์ในปี 2018 ก่อนวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ อันที่จริงไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าในอดีตรูปพระตายมาถึงวัดกาลหว่าร์เมื่อไร แต่คุณพ่อวิกเตอร์ ลาร์เก มิสชันนารีชาวฝรั่งเศสได้รวบรวมเอกสารบันทึกของมิสชันนารีในอดีตแปลเป็นหนังสือ ประวัติย่อวัดซางตาครู้สและวัดกาลหว่าร์ ซึ่งตีพิมพ์ระหว่าง ค.ศ. 1982 – 1989 มีข้อความตอนหนึ่งระบุว่า “…พวกคริสตังชาวโปรตุเกส หรือชาวญวนที่ไม่ถูกฆ่าตาย หรือมิได้ถูกจับเป็นนักโทษ ต่างก็หลบหนี และไปหาที่หลบซ่อนในที่ต่าง ๆ มีกลุ่มหนึ่งไปกับคุณพ่อกอร์ ส่วนคนอื่น ๆ ส่วนมากมุ่งไปบางกอก กลุ่มพวกชาวโปรตุเกสที่ไม่ยอมรับอำนาจของประมุขมิสซัง ต่างก็นำเอาทรัพย์สมบัติไปอย่างปลอดภัย มีรูปปั้นมีค่ายิ่งสองรูป รูปแรก ซึ่งจะเป็นชื่อกับสถานที่ที่ไปตั้งอยู่ที่บางกอก คือ รูปแม่พระลูกประคำ ซึ่งยังคงอยู่ในวัดหลังปัจจุบัน ส่วนอีกรูปหนึ่งนั้นเป็นรูปซึ่งวันหนึ่งในปี 1787 ได้ให้ชื่อที่รู้จักกันแพร่หลายมากต่อวัดกาลหว่าร์หลังแรก: เป็นรูปพระเยซูคริสตเจ้าถูกตรึงบนกางเขน (calvário ภาษาโปรตุเกส)…”

มีข้อความที่น่าสังเกตในบันทึกที่กล่าวว่า “…รูปพระตายเป็นรูปพระเยซูคริสตเจ้าถูกตรึงบนไม้กางเขน…” อาจเป็นไปได้ว่าในอดีตครั้งหนึ่งรูปพระตายเคยกางแขนออกได้ เพื่อประกอบพิธีโบราณตามอย่างชาวโปรตุเกสในดินแดนต่างๆ เป็นแน่ ซึ่งในปัจจุบันไม่มีพิธีดังกล่าวอีกแล้ว มีเพียงพิธีแห่พระตาย โดยประเพณีนี้เองถือเป็นประเพณีที่ตกทอดมายาวนานของวัดกาลหว่าร์ คำว่า ‘กาลหว่าร์’ นั้นจริง ๆ แล้วมาจากรากศัพท์ภาษาละตินว่า ‘Calvariæ’ แปลว่า ‘หัวกะโหลก’ ซึ่งเป็นชื่อของเนินเขาที่พระเยซูเจ้าถูกตรึงกางเขนแต่ถูกเรียกเพี้ยนมาเป็นคำว่า ‘กาลหว่าร์’ ดังในปัจจุบัน

ในอดีตชาวโปรตุเกสคงอยากที่ถวายเกียรติในการตั้งชื่อโบสถ์หลังแรกให้กับรูปพระตายนี้ เวลาที่ผ่านมากว่า 232 ปี ‘กาลหว่าร์’ และ ‘รูปพระตาย’ ก็ยังคงอยู่ผ่านกาลเวลามาจนถึงปัจจุบัน ซ้ำยังทำให้ระลึกถึงบรรดาครอบครัวชาวโปรตุเกสที่ได้ปกป้องสมบัติอันล้ำค่านี้จากการถูกทำลายให้กลายเป็นเรื่องเล่าขานและยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนในปัจจุบันและอนาคตต่อไป

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
‘รูปพระตาย’ ในพิธีแห่คืนวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ ค.ศ. 2018 ณ วัดกาลหว่าร์
ภาพ : สุเรนทร์ สุวดินทร์กูร

หากใครที่อยากจะมีโอกาสที่จะได้เห็นรูปพระตายสักครั้งในชีวิต ในปีนี้วันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ตรงกับคืนวันที่ 19 เมษายน ค.ศ. 2019 โดยที่วัดกาลหว่าร์พิธีจะเริ่มเวลา 19.30 น. และหลังพิธีเวลาประมาณ 20.30 น. จะเป็นช่วงเวลาของการแห่รูปพระตาย ผู้สนใจสามารถมาร่วมพิธีได้โดยการแต่งกายชุดสุภาพสีขาว-ดำ และสามารถนำดอกมะลิมาถวายรูปพระตายก่อนพิธีและภายหลังพิธีแห่ ทุกท่านสามารถรอจูบรูปพระตายและรับดอกมะลิกลับบ้าน อันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดมายาวนานของวัดกาลหว่าร์

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
ภาพเอกซเรย์บริเวณพระบาทของรูปพระตายบริเวณที่พระเยซูถูกตอกตะปู ถือเป็นเครื่องหมายที่สำคัญในคริสตศาสนาที่แสดงถึงความรักของพระเยซูที่ยอมตายเพื่อไถ่บาปให้กับมนุษย์ทุกคน
ภาพ : Restaurateurs Sans Frontieres
ข้อมูลเพิ่มเติม
Facebook : วัดแม่พระลูกประคำ (กาลหว่าร์) Holy Rosary Church
1318 ซอยวานิช 2 ถนนโยธา เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 10100
โทร 0814886140

RSF Asia

คุณโรแบร์ตเปิดบริษัททำงานด้านการอนุรักษ์ในประเทศไทยตั้งแต่ ค.ศ. 2007 ได้รวบรวมนักอนุรักษ์ชาวไทยที่มีฝีมือในงานช่างต่างๆ เช่น ช่างไม้ ช่างปั้น ช่างเขียนลาย ช่างลงรักปิดทอง มาร่วมทีมด้วย โดยงานที่ทำนั้นมีตั้งแต่งานบูรณะโบราณวัตถุขนาดเล็ก ตั้งแต่งานเขียนสีลงบนกระดาษ ภาพเขียน ภาพพิมพ์ ประติมากรรม ไปจนถึงโบราณสถานที่ต้องเชิญคุณโรแบร์ตไปดูถึงที่

ที่ผ่านมาคุณโรแบร์ตได้มีโอกาสถวายงานในการบูรณะภาพจิตกรรมภายในพระราชวังหลายแห่งในกรุงเทพฯ นอกจากนั้นคุณโรแบร์ตยังได้รับความไว้วางใจจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในการบูรณะโบราณวัตถุต่างๆ ซึ่งถ้าหากใครมีสมบัติล้ำค่าส่วนตัวอยากที่จะรักษาหรือไขปริศนา ก็สามารถติดต่อไปตามที่อยู่ด้านล่างนี้ได้ หรือหากใครจะไปด้วยตนเอง ที่ทำงานคุณโรแบร์ตนั้นก็ตั้งอยู่ข้างๆ บ้านจิม ทอมป์สัน ในซอยเกษมสันต์ 2 ซึ่งใช้เวลาเดินเพียง 10 นาทีจากหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

Restauranteurs Sans Frontieres

เวลาเปิด-ปิด : 09.00 – 17.00 น. วันจันทร์-ศุกร์
ที่ตั้ง : RSF Asia The Jame H.W. Thompson Foundation
6 ซอยเกษมสันต์ 2 ถนนพระราม 1 10300
อีเมล : [email protected]
โทร 0875516543

Writer & Photographer

Avatar

อภิชาติ กิตติเมธาวีนันท์

โตมากับวัดกาลหว่าร์ หลงใหลในประวัติศาสตร์ คริสตศาสนา และการอนุรักษ์สถาปัตยกรรม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load