เมื่อพูดถึงโบสถ์คริสต์ ภาพจำแรกๆ คืออาคารก่ออิฐขนาดใหญ่โต มียอดแหลมสูงเสียดฟ้าประดับด้วยไม้กางเขน มีหน้าต่างเจาะช่องปลายแหลม กรุด้วยกระจกสีเป็นรูปคริสตประวัติหรือรูปบรรดานักบุญต่างๆ ถ้าใครไปเที่ยวยุโรปก็คงจะคุ้นเคยดีกับอาคารลักษณะนี้ 

ทีนี้ลองย้อนกลับมาดูในเมืองไทยของเราว่าโบสถ์คริสต์ส่วนใหญ่ที่สร้างขึ้นมา มีรูปทรงแบบนี้หรือเปล่า?

มันก็เป็นและไม่เป็นนะครับ โบสถ์คริสต์รุ่นโบราณช่วงสมัยอยุธยาและกรุงรัตนโกสินทร์จนถึงราวรัชกาลที่ 6 ส่วนมากสร้างด้วยสถาปัตยกรรมตะวันตกแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะสมัยโรแมนติกในศตวรรษที่ 19 ยุโรปเกิดกระแสความนิยมนำรูปแบบศิลปะโบราณมาสร้างขึ้นใหม่ บรรดาศิลปะโกธิก เรเนสซองส์ และโรมาเนสก์ จากยุคโบราณจึงออกมาปรากฏอีกครั้ง โบสถ์คริสต์ในไทยช่วงรัชกาลที่ 5 – 6 ลงมาก็สร้างตามสถาปัตยกรรมแบบนี้เช่นกัน เช่น วัดพระคริสตหฤทัย วัดกาลหว่าร์ และวัดบางนกแขวก เป็นทรงฝรั่งแท้ๆ เพราะช่วงนั้นเป็นเวลาที่คนไทยกำลังเร่งปฏิรูปบ้านเมืองให้ทัดเทียมฝรั่ง มีการจ้างสถาปนิก วิศวกร ศิลปินฝรั่งเข้ามาทำงานแบบใหม่ พระราชวังต่างๆ ก็สร้างด้วยสถาปัตยกรรมตะวันตก แม้แต่วัดพุทธเองก็ตาม บางแห่งก็เป็นฝรั่งกับเขาด้วย

โบสถ์คริสต์ทรงไทย ผลพวงจากการสร้างความเป็นไทยในยุคหลังสงคราม
วัดพระคริสตหฤทัย (วัดเพลง)
โบสถ์คริสต์ ทรงไทย ผลพวงจากการสร้างความเป็นไทยในยุคหลังสงคราม
วัดกาลหว่าร์

แล้ววัดคริสต์ทรงฝรั่งในไทยมันมีข้อดีข้อเสียยังไง บางคนอาจสงสัย

ข้อดีคือวัดเหล่านี้แสดงระบบสัญลักษณ์และความหมายต่างๆ ทางคริสต์ศาสนาได้ครบถ้วน เช่น ใช้กระจกสีเล่าเรื่องทางศาสนา รูปปั้นต่างๆ ที่สวยสดงดงามจากต่างประเทศ ส่วนประกอบของโบสถ์ก็แสดงแผนผังแบบไม้กางเขน ซึ่งบอกเล่าการเดินทางของจิตวิญญาณเชิงสัญลักษณ์ได้สมบูรณ์ตามขนบสถาปัตยกรรมโบราณ 

แต่ข้อเสียก็มี ข้อแรกเป็นข้อเสียเชิงฟังก์ชันการใช้งาน เมืองไทยร้อนครับ ร้อนมากๆ ด้วย ยิ่งถ้ากรุกระจกสีเข้าไปก็ยิ่งอบ ไม่มีการระบายอากาศ ช่างฝรั่งยุคแรกๆ ไม่เข้าใจสภาพอากาศเมืองไทย ทำกระจกขนาดใหญ่กรุหน้าต่างจนเต็ม แต่ไม่มีช่องเปิด จนภายในโถงอาคารอบอ้าว แต่คนโบราณท่านคงศรัทธามาก จึงนั่งอบได้นานเป็นชั่วโมงๆ โดยไม่มีแอร์หรือพัดลม อีกประการหนึ่ง อาคารทรงยุโรปนั้นไม่เหมาะกับอากาศชื้น ฝนตกชุก หลังคาที่ไม่เอียงลาดมากเท่าอาคารไทย (นึกถึงหลังคาเรือนไทย) ก็ระบายน้ำได้ช้า หลังคาอาจจะรั่วได้ง่าย อีกประการหนึ่งคืออาคารก่ออิฐขนาดใหญ่ๆ ไม่ค่อยเหมาะกับดินเลนหรือดินที่อ่อนตัวในกรุงเทพฯ บ้านเรา ช่างอิฐของไทยเองก็ไม่คุ้นกับสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ที่มีการเรียงอิฐแบบแปลกๆ จึงพบว่าโบสถ์ริมแม่น้ำหลายแห่งเริ่มจะทรุดได้ง่ายหรือทรุดมาตั้งแต่ยุคโบราณแล้ว

ข้อเสียอีกประการ คือข้อเสียเชิงอุดมการณ์ ในยุคสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รัฐไทยไม่ได้คาดหวังให้ทุกคนเป็น ‘คนไทย’ แต่มีระบบความคิดการ ‘พึ่งพระบรมโพธิสมภาร’ ชนชาติใดหรือศาสนิกใดก็ตามที่มาอาศัยในแผ่นดินสยาม พระเจ้าแผ่นดินจะรับไว้เป็นพสกนิกร คุ้มครองป้องกันให้ความปลอดภัย เพราะสมัยนั้นบารมีของกษัตริย์ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากร และยิ่งมีประชากรหลากหลายเชื้อชาติศาสนาเท่าใด ก็ยิ่งแปลว่าพระบารมีแผ่ไพศาลมากเท่านั้น คนโบราณจึงมีความคิดเรื่องการจำแนกแจกแจงว่าในกรุงเทพฯ มีคนอยู่กี่ชาติกี่ภาษานั่นเอง เป็นการบ่งบอกถึงบารมีของผู้นำรัฐด้วย

แต่ในสมัยต้นยุคประชาธิปไตย หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โลกเกิดกลับขั้วกัน การเกิดของรัฐชาติสมัยใหม่ (Modern State) รวบรวมผู้คนมากมายหลากหลายชาติพันธุ์ แต่ไม่ได้รวมศูนย์ที่กษัตริย์ ผู้คนที่มีความคิด ความเชื่อ เชื้อชาติ ศาสนา ภาษาที่แตกต่าง ยากจะปกครองได้โดยไม่เกิดความขัดแย้ง ดังนั้นจึงต้องมี ‘อุดมคติ’ ร่วมกันประการหนึ่งขึ้นมา คือการสร้างความเป็นไทยหรือที่เรารู้จักกันในนามรัฐนิยม ซึ่งระบบการสร้างความเป็นไทยเพื่อปูแนวทางสู่รัฐชาติสมัยใหม่นี้มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 แล้ว แต่มาเฟื่องฟูเอาในช่วงจอมพลป. พิบูลสงคราม ที่เราทราบกันดีนั่นเอง 

ในยุคนี้เองที่การแสดงออกเชิงอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ถูกควบคุมมาก เช่น การปิดโรงเรียนสอนภาษาจีน การบังคับใช้ชื่อแบบไทย การเปลี่ยนรูปแบบการใช้ภาษาไทย และการผลิตความเป็นไทยรูปแบบต่างๆ ขึ้นมามากมาย บางอย่างก็เป็นความเป็นไทยที่ไม่เคยมีมาก่อน สถาปัตยกรรมเองก็ถูกเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปด้วย กลายเป็นอาคารทรงไทยประยุกต์บ้าง อาคารทรงอาร์ต เดโค (Art Deco) ที่หนาหนักทึบแบบรัฐบาลทหารฟาสซิสม์บ้าง โดยมีวัสดุสมัยใหม่เช่น ซีเมนต์ คอนกรีต เหล็กเส้น เป็นวัสดุหลัก เพื่อนำพาสยามไปสู่โลกสมัยใหม่และสร้างความเป็นไทยแบบใหม่ขึ้นมา (ถ้าสนใจสถาปัตยกรรมช่วงเวลานี้ ลองหางานของอาจารย์ชาตรี ประกิตนนทการอ่านได้ครับ) 

 ระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา ในช่วงรัชกาลที่ 8 ก็มีการเบียดเบียนศาสนาคริสต์ เพราะถูกมองว่าเป็นศาสนาของฝรั่งเศส ชาติศัตรูที่สยามกำลังทำสงครามเพื่อแย่งชิงดินแดนเมืองขึ้นคืนมา ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกแต่โบราณนั้นยึดโยงอยู่กับราชสำนักอย่างเหนียวแน่นและได้รับพระบรมราชูปถัมภ์เรื่อยมา แต่ในห้วงเวลาที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 ไม่ได้ประทับอยู่ในสยาม ทำให้คริสต์ศาสนาขาดที่พึ่งพิงและคริสตชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกถูกเบียดเบียนทางศาสนาอย่างรุนแรง โบสถ์บางแห่งถูกปิด รูปปั้นศักดิ์สิทธิ์ถูกทำลาย และหลายคนถูกฆาตกรรม ดังที่เรารู้จักชื่อ ‘มรณสักขีทั้งแปดในประเทศไทย’ ก็เป็นเหตุการณ์ที่ปะทุขึ้นในห้วงเวลานี้เอง

คริสต์ศาสนาได้รับผลกระทบมากในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพากับสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก่อนห้วงเวลานั้น โบสถ์ต่างๆ ที่สร้างกันในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ที่เป็นแบบฝรั่งแท้ก็ยังใช้งานได้ดีอยู่ ยังไม่ปรักหักพัง ระหว่างสงครามก็ไม่ได้ก่อสร้างอะไรใหม่ เพราะขาดแคลนวัสดุก่อสร้างและผู้คนก็แทบไม่มีอะไรจะกิน จนหลังสงครามจึงเกิดเทรนด์ใหม่ขึ้นมา ส่วนหนึ่งผมคิดว่าบรรยากาศทางการเมืองของการสร้างความเป็นไทยสมัยใหม่นั่นแหละ ที่นำพาให้กระแสมันไหลไปแบบนั้น

หลังสงคราม โลกก็เปลี่ยนความคิด

ช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบใน พ.ศ. 2488 จนกระทั่งราวๆ พ.ศ. 2510 โบสถ์คาทอลิกเกิดกระแสสร้างความเป็นไทยขึ้นใหม่ตามแนวคิดรัฐนิยมของจอมพลป. พิบูลสงคราม ที่ยังคงตกค้างรากความคิดสืบมา อาคารหลายหลังที่สร้างขึ้นในระยะนี้สะท้อนภาพของสถาปัตยกรรมไทยลดรูป ซึ่งใช้คอนกรีตหรือซีเมนต์อันเป็นวัสดุสมัยใหม่เป็นหลัก คล้ายคลึงกับกลุ่มสถาปัตยกรรมสกุลความคิดของพระพรหมพิจิตร (อู๋ ลาภานนท์) โดยมากเป็นอาคารปูนซีเมนต์ทรงไทย ลดทอนรายละเอียดจนเหลือแต่เส้นกรอบนอกทางเรขาคณิต เรียบง่าย แต่ดูเข้มแข็ง ใหญ่โตสง่างาม ยังเห็นความสืบเนื่องได้ตามกลุ่มอาคารราชการ และศาลากลางจังหวัดต่างๆ  

ปรากฏว่ามีโบสถ์คาทอลิกจำนวนหนึ่งที่สร้างขึ้นตามสถาปัตยกรรมเช่นนี้ คือเป็นอาคารทรงไทยขนาดใหญ่ มีหน้าจั่วป้านกว้าง เครื่องบนและตัวลำยองเป็นเพียงชิ้นหล่อปูนซีเมนต์ ทำเป็นรูปช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ที่ลดทอนรายละเอียดลง ที่น่าสนใจคือบริเวณช่อฟ้ามักถูกแทนด้วยไม้กางเขน

โบสถ์แรกในภาคกลางที่สร้างขึ้นใหม่หลังสงคราม คือวัดนักบุญยาโกเบ แม่กลอง ออกแบบเป็นศิลปะไทย งดงามทันสมัย โดยคุณพ่ออันเดร เชกเกเรลลี บาทหลวงชาวอิตาเลียนผู้เป็นเจ้าอาวาส 

โบสถ์คริสต์ทรงไทย ผลพวงจากการสร้างความเป็นไทยในยุคหลังสงคราม
วัดนักบุญยาโกเบ แม่กลอง (ภาพ : นิพัทธ์ สิริพรรณยศ)

โบสถ์ทรงไทยคอนกรีตประยุกต์หลังถัดมา คือวัดพระมหาไถ่ (พ.ศ. 2496) เป็นโบสถ์ที่สร้างโดยคณะพระมหาไถ่ที่มีศูนย์กลางในสหรัฐอเมริกา ตัวโบสถ์ออกแบบโดย ยี. อัชชิเนลี สถาปนิกชาวอิตาเลียน โดยได้รับคำแนะนำให้สร้างโบสถ์เป็นทรงไทยจากพระคาร์ดินัลฟูลตัน ชีน นักเทศน์ชาวอเมริกันผู้เลื่องชื่อและบังเอิญเดินทางมาเยี่ยมเยียนประเทศไทยในขณะนั้นพอดี (ปัจจุบันท่านได้รับสถาปนาเป็น ‘บุญราศี’ แล้ว) เห็นได้ชัดว่าตัวโบสถ์เป็นสถาปัตยกรรมทรงไทยเครื่องคอนกรีตประยุกต์สมัยใหม่ซึ่งกำลังเฟื่องฟูในเวลาร่วมสมัยกันอย่างชัดเจน พยายามผสมผสานรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยเข้ามาใช้กับโบสถ์คริสต์จนเป็นเอกลักษณ์ของยุคสมัยนี้

โบสถ์คริสต์ ทรงไทย ผลพวงจากการสร้างความเป็นไทยในยุคหลังสงคราม
แบบร่างในระยะเริ่มแรกของวัดมหาไถ่ มีการใช้องค์ประกอบสถาปัตยกรรมไทยเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะลักษณะของเครื่องลำยองที่ใช้นาคสะดุ้งแบบโบราณและมีหน้าบันเป็นรูปไม้กางเขน ซึ่งปัจจุบันหน้าบันเปลี่ยนเป็นรูปพระมารดานิจจานุเคราะห์ (ภาพ : หอจดหมายเหตุอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ)
โบสถ์คริสต์ ทรงไทย ผลพวงจากการสร้างความเป็นไทยในยุคหลังสงคราม
วัดพระมหาไถ่ (ภาพ : พิสุทธิ์ จรินทิพย์พิทักษ์)
โบสถ์คริสต์ทรงไทย ผลพวงจากการสร้างความเป็นไทยในยุคหลังสงคราม
ภายในวัดพระมหาไถ่ ตกแต่งอย่างไทย เช่น ใช้ดาวเพดานในกรอบย่อมุม ใช้พานพุ่ม ฯลฯ (ภาพ : พิสุทธิ์ จรินทิพย์พิทักษ์)

โบสถ์อื่นๆ ที่สร้างขึ้นในรูปแบบไทยคอนกรีตประยุกต์ในช่วงระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน ได้แก่ วัดนักบุญยอแซฟ ตรอกจันทร์ (ก่อสร้างในช่วง พ.ศ. 2498 – 2506) วัดนักบุญฟิลิปและยากอบ หัวไผ่ ชลบุรี (พ.ศ. 2503) วัดอารักขเทวดา โคกวัด ปราจีนบุรี (พ.ศ. 2509) (ปัจจุบันปฏิสังขรณ์เป็นรูปทรงโมเดิร์นแล้ว) โบสถ์ทรงไทยเหล่านี้สร้างขึ้นด้วยรูปแบบสมัยใหม่และวัสดุยุคใหม่อย่างคอนกรีตหรือเหล็กเส้น แตกต่างไปจากโบสถ์ทรงฝรั่งในช่วงรัชกาลที่ 5 – 6 โดยเน้นการผสมผสานทางวัฒนธรรม หรือขับเน้นความเป็นไทย ซึ่งเป็นผลพวงมาจากแนวคิดของยุครัฐชาติสมัยใหม่ และการสังคายนาของพระศาสนจักรคาทอลิกในศตวรรษที่ 20 โดยตรง

โบสถ์คริสต์ ทรงไทย ผลพวงจากการสร้างความเป็นไทยในยุคหลังสงคราม
วัดนักบุญยอแซฟ ตรอกจันทร์ ในปัจจุบัน (ภาพ : ปติสร เพ็ญสุต)
โบสถ์คริสต์ ทรงไทย ผลพวงจากการสร้างความเป็นไทยในยุคหลังสงคราม
ภายในวัดนักบุญยอแซฟ ตรอกจันทร์ ตกแต่งแบบอาร์ต เดโก ผสมผสานกับลายไทยประยุกต์ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของงานสถาปัตยกรรมในยุคนี้ (ภาพ : ปติสร เพ็ญสุต)
โบสถ์คริสต์ ทรงไทย ผลพวงจากการสร้างความเป็นไทยในยุคหลังสงคราม
วัดนักบุญฟิลิปและยากอบ หัวไผ่ ชลบุรี (ภาพ : นิพัทธ์ สิริพรรณยศ)

ทำไมโบสถ์ต้องเป็นทรงไทย อะไรคือความหมายโดยนัย

 สาเหตุที่พระศาสนจักรคาทอลิกในไทยกลับมาเลือกสร้างโบสถ์ทรงไทย ซึ่งเคยปรากฏอยู่จำนวนหนึ่งตั้งแต่สมัยอยุธยาและช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ แต่ห่างหายไปนานเกือบร้อยปีจากอิทธิพลยุคการพยายามฟื้นฟู (Revival) ศิลปะสถาปัตยกรรมยุโรปโบราณของยุคโรแมนติกช่วงศตวรรษที่ 19 กลับมาเป็นทรงไทย (ประยุกต์) นั้น น่าจะมีความเป็นไปได้หลายประการ ได้แก่

1. บาทหลวงคณะพระมหาไถ่จากสหรัฐอเมริกาและบาทหลวงชาวอิตาเลียนบางท่านมีความคิดก้าวหน้าในการปรับตัวเข้าสู่วัฒนธรรมท้องถิ่น (Inculturation) มาก่อนการสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 (Vatican Council II) (พ.ศ. 2505 – 2508) ซึ่งผลของการสังคายนาสากลครั้งนี้ เป็นการปลดล็อกแนวคิดอนุรักษ์นิยมครั้งสำคัญ และเชิญชวนให้ชาวคาทอลิกทั่วโลกนมัสการพระเจ้าด้วยวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง โดยไม่ต้องใช้วัฒนธรรมตะวันตกอีกต่อไป เลิกใช้ภาษาละตินในมิสซา ใช้เพลงท้องถิ่นแทนที่จะเป็นเพลงละตินมากยิ่งขึ้น และใช้ศิลปะ-สถาปัตยกรรมของแต่ละประเทศในการประยุกต์เข้ากับคริสตศิลป์ ก่อให้เกิดโบสถ์รูปทรงท้องถิ่น-สมัยใหม่จำนวนมาก

2. บาดแผลจากช่วงสงครามอินโดจีน ศาสนาคริสต์ถูกมองว่าเป็นศาสนาของฝรั่งเศส เจ้าอาณานิคมในอินโดจีนซึ่งเป็นศัตรูกับสยาม ชาวคริสต์จึงถูกมองว่าเป็นสายลับให้กับชาวตะวันตก จนเกิดการเบียดเบียนศาสนาคริสต์ทั่วไปในภาคอีสานและภาคตะวันออก ทำให้การแสดงออกทางศิลปกรรมจำต้องสร้างสรรค์ให้กลมกลืนไปกับศิลปะไทย เพื่อมิให้ถูกมองว่าเป็นคนนอกอีกต่อไป

3. รัฐนิยมสร้างความเป็นไทยของรัฐบาลจอมพลป. พิบูลสงคราม อาจยังมีผลกระทบทางความรู้สึกของคริสตศาสนิกชนว่า จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงออกทางวัฒนธรรมให้ผสมผสานกลมกลืนกับวัฒนธรรมไทยให้มากขึ้น ซึ่งในระยะเวลาที่เกิดโบสถ์ทรงไทยคอนกรีตประยุกต์เช่นนี้ ก็ตรงกับสมัยทางการเมืองครั้งที่ 2 ของจอมพลป. พิบูลสงครามพอดี

4. กระแสชาตินิยมสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อเรียกร้องเอกราชจากเจ้าอาณานิคมรุนแรงขึ้น จนโบสถ์คาทอลิกยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (Post war church) ในไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2491 ลงมาสร้างเป็นทรงไทยคอนกรีตประยุกต์จำนวนมาก เพื่อลดแรงเสียดทานจากความรู้สึกต่อต้านชาติอาณานิคมจากตะวันตก ซึ่งเป็นกระแสหลักที่โหมกระพือไปทั่วเอเชียในขณะนั้น และกลมกลืนกับวัฒนธรรมท้องถิ่นมากขึ้น

หลัง พ.ศ. 2490 – 2500 อาคารราชการและอาคารสาธารณะต่างๆ ของไทย ไม่ว่าจะเป็นศาลากลาง ศาลหลักเมือง มักออกแบบเป็นสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ทั้งสิ้น ซึ่งสวนทางกับกระแสของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในโลกสากล แต่ดูเหมือนว่าราว พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา สถาปัตยกรรมโบสถ์คริสต์ที่ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมไทยคอนกรีตประยุกต์แบบสกุลช่างพระพรหมพิจิตร ค่อยๆ เสื่อมความนิยมลง (ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นการบังเอิญหรือไม่ แต่อยู่ในห้วงเวลาของการสิ้นสุดสมัยของรัฐบาลจอมพลป. พิบูลสงครามครั้งที่ 2 พอดี)

 ซึ่งหลังจากนั้น สถาปัตยกรรมสมัยใหม่แบบ Mid-Century Modern ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเย็นเข้ามาแทนที่โบสถ์ทรงไทยประยุกต์ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งที่มั่นของขบวนการคอมมิวนิสต์ในไทย ศาสนากับคอมมิวนิสต์นั้นเป็นขั้วตรงข้ามกันอยู่แล้ว ซึ่งหมายรวมทั้งศาสนาพุทธและคริสต์ การแสดงออกของการต่อสู้กันเชิงอุดมการณ์ด้วยสถาปัตยกรรมแบบใหม่ในยุคสงครามเย็นก็มีความซับซ้อนน่าตื่นตาตื่นใจอยู่มาก ถ้าหากมีโอกาสก็น่าจะนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้อีก

ถ้าสนใจชมโบสถ์คริสต์ทรงไทย ตามไปดูได้ดังนี้

วัดพระมหาไถ่ ซอยร่วมฤดี แขวงเพลินจิต เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ (รถไฟฟ้า BTS เพลินจิต)

วัดนักบุญยอแซฟ ซอยจันทร์ 43 แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ (อยู่ในซอยเดียวกับวัดไผ่เงิน)

วัดนักบุญยาโกเบ ริมน้ำแม่กลอง ตำบลแม่กลอง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม 

วัดนักบุญฟิลิปและยากอบหัวไผ่ ตำบลโคกขี้หนอน อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี

Writer & Photographer

ปติสร เพ็ญสุต

เป็นนักรื้อค้นหอจดหมายเหตุ ชอบเดินตรอกบ้านเก่าและชุมชนโบราณ สนใจงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเภท รวมทั้งคริสตศิลป์ด้วย ปัจจุบันกำลังติดตามธรรมาสน์ศิลปะอยุธยาและเครื่องไม้จำหลักศิลปะอยุธยา เคยคิดจะเป็นนักบวช แต่ไม่ได้บวช

ครุ่นคริสต์

เรื่องสนุกเกี่ยวกับคริสตศาสนาในประเทศไทย

ในบทความก่อน ๆ ผมเคยได้เกริ่นเล่าเรื่องมาแล้วว่า ชาวคริสเตียนรวมทั้งบาทหลวงมากมายเข้ามาในเมืองสยามตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง บรรดาบาทหลวงเหล่านี้เดินทางเข้ามาพร้อมกับเรือบรรทุกสินค้าที่เดินทางสัญจรไปรอบโลกในยุคแห่งการค้นพบ (Age of Discovery) 

โลกใหม่หรือทวีปอเมริกาสร้างความมั่งคั่งให้กับกษัตริย์ชาวสเปน และเมืองท่าต่าง ๆ ในเอเชียก็มีทรัพย์สินเต็มพระคลังราชสำนักโปรตุเกส เรือของกษัตริย์คาทอลิกเหล่านี้จึงแล่นไปพร้อมกับบาทหลวงประจำเรือ ทำหน้าที่ดูแลอภิบาลชุมชนตามชาติภาษาของตน ตามเมืองท่าอาณานิคมเล็ก ๆ ริมชายฝั่ง ยิ่งดินแดนใดที่มีบรรดา Creole หรือพวกลูกครึ่งชาวพื้นเมืองเกิดมากจนกลายเป็นชุมชนใหญ่ เช่น ในกรุงศรีอยุธยา พะสิม ศรีลังกา หรือมะนิลา งานดูแลชาวคริสต์พื้นเมืองหลายพันคนใน ‘ค่าย’ หรือชุมชนชาวคริสต์ต่าง ๆ ก็กินเวลาบาทหลวงเหล่านั้น จนไม่อาจปลีกตัวออกไปเผยแผ่ศาสนาให้กับชาวพื้นเมืองอื่น ๆ ได้ 

บาทหลวงเหล่านี้จึงทำงานอยู่ในค่ายชุมชนตะวันตกเสียเป็นส่วนใหญ่ นี่ยังไม่นับรวมบรรดาบาทหลวงที่ขาดจิตตารมณ์ของการแพร่ธรรม แต่กลับเดินทางออกจากยุโรปเพื่อแสวงหาความร่ำรวย จากการค้าขายกับดินแดนห่างไกลในเอเชีย สินค้าแปลก ๆ และเครื่องเทศบันดาลความมั่งคั่งอย่างไม่อาจจินตนาการได้ในทวีปยุโรป

เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
เรือสำเภาจำลองที่คณะมิชชันนารีใช้เดินทางมายังกรุงศรีอยุธยา

กำเนิดคณะ MEP บาทหลวงในดินแดนตะวันออกไกล

ด้วยบาทหลวงทำงานอยู่แต่ในค่ายของชนชาติตัวเอง ทำให้เกิดปัญหาการแพร่ธรรมที่ไม่เกิดผลในเอเชีย สันตะสำนักแห่งโรมไม่อาจนิ่งนอนใจ จึงก่อตั้งกระทรวงเผยแพร่ความเชื่อ (Propaganda Fide) ขึ้นในปี 1622 ในรัชสมัยพระสันตะปาปาเกรโกรีที่ 15 มีจุดประสงค์ในการประกาศข่าวดีของพระคริสต์ออกไปสู่ชาวต่างชาติ และผู้ที่รับเป็นแม่งานใหญ่คือราชสำนักแห่งฝรั่งเศส 

คณะนักบวชมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส (Paris Foreign Missions Society หรือเรียกสั้น ๆ ว่า MEP) จึงเกิดขึ้น เพื่อส่งบรรดามิชชันนารีไปยังดินแดนที่อำนาจทางการค้าของชาวโปรตุเกสและสเปนไปไม่ถึง หรือยังไม่มั่นคงนัก ซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงประเทศจีนและญี่ปุ่น รวมทั้งบางส่วนของเวียดนาม 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทางการเมืองในจีนขณะนั้นยังไม่เอื้ออำนวยต่อการเผยแผ่ศาสนาใหม่นัก บรรดาบาทหลวงที่ถูกส่งออกไปจึงไปตกค้างอยู่ในดินแดนที่ให้เสรีภาพทางศาสนามากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในยุคนั้น คือ ‘กรุงศรีอยุธยา’ และลงหลักปักฐานเผยแผ่ศาสนาในสยามตั้งแต่นั้นมา 

จวบจนในปีนี้ คณะ MEP จึงจัดให้มีการเฉลิมฉลอง 350 ปีการแพร่ธรรมของบาทหลวงเหล่านี้ขึ้น โดยจัดนิทรรศการความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับคณะ MEP ขึ้นในอารามประจำคณะในกรุงปารีส – ถือว่าเป็นครั้งแรกของคณะที่ฉลองความสัมพันธ์กับประเทศไทยอย่างเป็นทางการ และค่อนข้างพิเศษไปกว่านั้นตรงที่ บรรดามิชชันนารีของคณะนี้เริ่มงานแพร่ธรรมแรก ๆ ในกรุงศรีอยุธยา คณะ MEP มีอายุ 360 ปี ส่วนการแพร่ธรรมในอยุธยานั้นเริ่มมาถึง 350 ปีแล้ว (ตั้งแต่ พ.ศ. 2205 ในสมัยพระนารายณ์) 

น่าเสียดายที่ ‘บ้านแรก’ ของคณะที่กรุงศรีอยุธยาถูกทำลายไปในกองเพลิงในสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 แต่เรายังสังเกตเห็นซากอิฐบางส่วนได้ภายในวัดนักบุญยอแซฟ ที่ตำบลสำเภาล่ม (ส่วนตัววัดปัจจุบันสร้างขึ้นในสมัยปลายรัชกาลที่ 5)

เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
บาทหลวงฟรองซัว ปัลลือ มิชชันนารีชาวฝรั่งผู้บุกเบิกงานแพร่ธรรมที่กรุงศรีอยุธยา
ภาพ : missionsetrangeres.com
เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
ภาพถ่ายขาวดำการทำงานของบรรดามิชชันนารีในอดีตภายในนิทรรศการ

นิทรรศการรำลึก 350 ปี การส่งมิชชันนารีชาวฝรั่งเศสมายังสยาม

สำหรับท่านผู้อ่านต่างศาสนิก อาจจะงงกับคำว่า ‘คณะ’ ในศาสนาคริสต์ บาทหลวงและนักบวชรวมทั้งแม่ชี ซิสเตอร์ จำเป็นต้องมีการสังกัด ‘คณะ’ ที่มีจุดประสงค์ในการทำงานแตกต่างกัน ที่คุ้นหูคนไทยมาก ๆ ก็เช่น คณะเซนต์คาเบรียล คณะเยสุอิต คณะโดมินิกัน คณะฟรังซิสกัน ฯลฯ 

คณะ MEP ถือเป็นคณะบาทหลวงที่ทำงานในประเทศไทยยาวนานที่สุด โดยไม่เคยทิ้งร้างห่างช่วงไปเลยตลอด 350 ปี แม้ว่าจะประสบความยากลำบากหลายต่อหลายครั้ง เช่น เหตุการณ์ปฏิวัติของพระเพทราชาที่มีการทำลายหมู่บ้านชาวคริสต์ หรือเหตุการณ์พิพาทอินโดจีนที่ศาสนาคริสต์ถูกเพ่งเล็งว่าเป็นจารชนให้ฝรั่งเศส และเป็นคณะบาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่สืบทอดงานลงหลักปักฐานศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในสยามให้มั่นคงมาจนทุกวันนี้

ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณพ่อปัตทวี วงศ์ศรีแก้ว บาทหลวงจากมิสซังอุบลราชธานี ที่ตอนนี้ไปศึกษาต่อ ณ ประเทศฝรั่งเศส ท่านแนะนำให้ไปชมนิทรรศการนี้ ณ บ้านของคณะ MEP ที่กรุงปารีส ผมก็บอกไปว่าตอนนี้คงไม่มีโอกาสไปหรอก ทั้งโควิด ทั้งสถานการณ์โลกต่าง ๆ (แน่นอนเงินในกระเป๋าด้วย)

“พ่อช่วยเล่าเรื่องความเป็นมาและสถานการณ์ของคณะ MEP ในตอนนี้ให้ฟังได้ไหมครับ” 

“MEP ตอนนี้เขายังทำงานอยู่ แม้ว่าจะผ่านมาเกือบ 400 ปีแล้ว ทั่วโลกมีบาทหลวงราว ๆ 180 องค์ใน 13 ประเทศ ส่วนในปารีสมีบาทหลวงประจำที่ศูนย์ฯ อยู่ราว ๆ 15 – 20 องค์ มีผู้เตรียมตัวบวชอีกราว ๆ 17 องค์ เขาก็ประสบปัญหาขาดแคลนบาทหลวงเหมือนกัน เพราะสมัยนี้คนสนใจจะบวชมีน้อย เลยจัดเตรียมทุนไว้ให้ฆราวาสแพร่ธรรม ทุนนี้มีมาเป็นร้อยปีแล้ว สำหรับเยาวชนที่อยากสัมผัสบรรยากาศของการแพร่ธรรมในดินแดนห่างไกล เป็นทุนให้เปล่า 1 ปี กลับมาจะตัดสินใจบวชหรือไม่ก็ได้ ส่วนมากเขาก็จะไปทำงานในที่ที่กันดาร อย่างแอฟริกา เวียดนาม แต่ละปีก็จะมีอาสาสมัครออกไปทำงานปีละราว ๆ 150 คน”

“แล้วในไทยเป็นยังไงบ้างครับ”

“MEP ในไทยเนี่ย เขาโอบอุ้มและตั้งหลักให้พระศาสนจักรคาทอลิกไทยมาตั้ง 300 ปีแล้ว ลงหลักปักฐานให้จนมั่นคง เขาก็จะมีนโยบายว่า ประเทศไหนที่ศาสนจักรคาทอลิกมั่นคงแล้ว ก็จะค่อย ๆ ถอนตัวออกไปทำงานในประเทศอื่น ๆ ต่อ แต่บ้านของคณะในไทยก็ยังมีนะ อยู่ฝั่งตรงข้ามวัดแขกสีลมไง” 

ผมนึกถึงบ้านของคณะ MEP มีรั้วอิฐแดงข้างป้ายรถเมล์ตรงข้ามวัดแขก ข้างในมีโบสถ์หลังเล็ก ๆ เงียบ ๆ เพราะสมาชิกส่วนใหญ่ออกไปทำงานในพื้นที่ห่างไกล

พ่อปัตทวีเสริมว่า

“ถ้าใครมาชมนิทรรศการเองไม่ได้ ก็มีนิทรรศการแบบออนไลน์ด้วยนะ เข้าไปชมได้ เป็นแบบ Virtual Online Tours” พ่อวีบอก สำหรับผู้สนใจจะชม เข้าลิงก์นี้ได้เลย มีข้อมูลแปลเป็น 3 ภาษา ฝรั่งเศส อังกฤษ และไทย

ผมลองเข้าไปชมแล้ว เป็นนิทรรศการเล็ก ๆ แต่รวบรวมวัตถุสิ่งของหลายชิ้นที่นำมาจากสยาม ทั้งสมุดข่อย สมุดไทย ตำรายาแพทย์แผนพื้นบ้านต่าง ๆ รวมทั้งบันทึกประจำวันของของออกพระวิสุทธสุนทร (โกษาปาน) ราชทูตไทยที่เดินทางมายังฝรั่งเศสในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่ให้รายละเอียดการเดินทางไปฝรั่งเศสลึกซึ้งอย่างเหลือเชื่อ (ใครที่คิดว่าชาวสยามไม่ชอบการจดบันทึก ต้องลองอ่านไดอารี่เล่มนี้ของท่าน)

“สมัยพระนารายณ์ บาทหลวง MEP บางท่านเดินทางมาเป็นล่ามให้ที่นี่ พวกเขาจึงแวะกลับมายังบ้านเดิมของคณะ และพาราชทูตไทยมารับประทานอาหารค่ำที่นี่ด้วย ยังมีรูปอยู่เลยนะ เป็นรูปสีน้ำมันที่ตอนนี้ตกเป็นสมบัติเอกชน แสดงภาพขุนนางสวมครุยใส่ลอมพอก หรือเครื่องประดับศีรษะสีขาวทรงแหลมที่เราเห็นบ่อย ๆ ในงานพระราชพิธี กำลังนั่งโต๊ะล้อมวงกับบาทหลวง เขากินข้าวกันที่ตึกนี้แหละ แต่ไม่ทราบว่าห้องไหน เพราะมันก็ผ่านเวลามาตั้ง 300 กว่าปีแล้ว” คุณพ่อเอาภาพวาดมาให้ดูพร้อมบอกว่า ภาพนี้ยังไม่เคยเอามาจัดแสดงที่ไหนมาก่อนเลย

เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
ตึกของคณะ MEP ซึ่งเคยรับรองคณะทูตจากสยาม
เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
ภาพคณะทูตสยามสมัยสมเด็จพระนารายณ์รับประทานอาหารในตึกของคณะ MEP 
ภาพ : missionsetrangeres.com
บันทึกประจำวันของออกพระวิสุทธสุนทรหรือโกษาปาน
บันทึกของสังฆราชหลุยส์ ลาโน สมัยสมเด็จพระนารายณ์ กล่าวถึงการแพร่ธรรมในลาว ซึ่งยังไม่ได้รับการตีพิมพ์อย่างเป็นทางการ

นิทรรศการยังบอกเล่าความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักสยามกับคณะ MEP ที่ดำเนินไปกว่า 350 ปี เพราะนอกจากสมัยสมเด็จพระนารายณ์แล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เคยได้ส่งคณะทูตมายังราชสำนักของพระเจ้านโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส และแน่นอนว่า ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นล่าม ก็ต้องเป็นบาทหลวงของคณะผู้ชำนาญภาษาสยาม บ้านของคณะ MEP จึงมีโอกาสต้อนรับทูตชาวสยามถึง 2 ครั้ง และยังมีเรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเยือนวาติกันเพื่อเข้าเฝ้าพระสันตะปาปาอีกด้วย

ในนิทรรศการยังโชว์ศิลปวัตถุอื่น ๆ เช่น กล่องลงรักปิดทองจากสยาม เหยือกเงินที่เป็นหนึ่งในเครื่องราชบรรณาการกว่า 1,500 ชิ้นจากพระนารายณ์ (ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑ์ลูฟว์) แต่นำภาพถ่ายมาจัดแสดง 

เป็นที่น่าเสียดายว่า สงครามและความวุ่นวายต่าง ๆ ในฝรั่งเศสทำให้เครื่องราชบรรณาการจากสยามสูญหายไปจนหมด ยิ่งชิ้นที่ทำจากเงินหรือวัสดุมีค่า ก็มักจะถูกหลอมกลายเป็นเหรียญเอาไว้ใช้จ่ายแทน

ชามเบญจรงค์ทรงมะนาวตัดจากสยาม ของที่ระลึกที่คณะ MEP เก็บรักษาไว้
พระราชสาส์นของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงสมเด็จพระสันตะปาปา

ถึงแม้ทุกวันนี้ MEP จะลดบทบาทลงมากในการทำงานแพร่ธรรมในไทย แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าพระศาสนจักรคาทอลิกไทยที่ดำเนินงานก้าวหน้ามาจนทุกวันนี้ เกิดจากน้ำพักน้ำแรง หยาดเหงื่อและโลหิตของบรรดามิชชันนารีชาวฝรั่งเศส ที่เข้าทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ แม้ในรอบ 300 ปี หลายครั้งนักบวชเหล่านี้จะถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องกับความวุ่นวายทางการเมืองทุกครั้งที่สยามมีเรื่องปะทะกับฝรั่งเศสก็ตาม แต่ความตั้งใจจริงของพวกท่านที่จะนำพระธรรมของพระคริสตเจ้าเข้ามาปลูกไว้ในดินแดนเอเชีย เกิดผลสวยงาม สะท้อนออกมาเป็นกลุ่มคริสตชนมากมายทั่วทั้งสยามและเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

ภาพ : คุณพ่อปัตทวี วงศ์ศรีแก้ว

นิทรรศการ L’Évangile au Pays du Sourire 

จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ถึง 30 มิถุนายน 2565

ผู้สนใจเข้าชมได้ฟรี วันอังคาร-เสาร์ เวลา 10.00 – 18.00 น. 

ณ ที่ทำการสำนักงาน Missions Etrangères de Paris เลขที่ 128 rue du bac กรุงปารีส

Writer

ปติสร เพ็ญสุต

เป็นนักรื้อค้นหอจดหมายเหตุ ชอบเดินตรอกบ้านเก่าและชุมชนโบราณ สนใจงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเภท รวมทั้งคริสตศิลป์ด้วย ปัจจุบันกำลังติดตามธรรมาสน์ศิลปะอยุธยาและเครื่องไม้จำหลักศิลปะอยุธยา เคยคิดจะเป็นนักบวช แต่ไม่ได้บวช

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load