The Cloud x ไทยประกันชีวิต
แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

ตอนเด็กๆ ก่อนกินข้าวคุณอาจเคยต้องพนมมือขึ้นพร้อมกับท่อง ‘ข้าวทุกจาน อาหารทุกอย่าง อย่ากินทิ้งขว้าง เป็นของมีค่า ผู้คนอดอยาก มีมากหนักหนา สงสารบรรดา เด็กตาดำๆ’ จากนั้นต้องลงมือทานจนหมดไม่ให้เหลือ เมื่อโตขึ้นจึงเกิดคำถามในใจว่าเราจะท่องไปทำไมกัน

และในวันที่คุณไม่ต้องท่องบทนี้พร้อมพนมมือก่อนทานข้าวแล้ว คุณยังกินข้าวเหลือกันอยู่หรือเปล่า

แล้วเคยตั้งคำถามบ้างไหมว่าอาหารที่คุณกินไม่หมดจะถูกส่งไปที่ไหนหรือจะมีจุดจบที่ใด คุณอาจตอบว่า แน่ล่ะ มันคงต้องถูกทิ้งในกองขยะสักที่ หรือย่อยสลายได้เอง แต่หารู้ไม่ว่าคุณคิดผิดมหันต์ เพราะเรากำลังประสบปัญหาขยะอาหารอยู่

ซึ่งการทับถมของขยะเหล่านี้ก่อให้เกิดผลเสียมากมายอีกนับไม่ถ้วน

ถ้าอย่างนั้นจะดีกว่าไหม หากทำให้ของที่ถูกทิ้งกลายเป็นสิ่งที่มีค่า

บรูซ-โป้วเจา เฉิน ผู้จัดการฝ่ายโครงการ มูลนิธิ Thai SOS หรือมูลนิธิรักษ์อาหาร

วันนี้เราจึงเดินทางมาพบ บรูซ-โป้วเจา เฉิน ผู้จัดการฝ่ายโครงการ SOS Thailand หรือมูลนิธิรักษ์อาหาร ที่นี่คือมูลนิธิที่รับบริจาคอาหารเพื่อนำมาส่งต่อในหลากหลายรูปแบบ โดยไม่ทำให้อาหารกลายเป็นขยะไปอย่างสูญเปล่า 

เริ่มจากความตั้งใจของกลุ่มคนเพียงหยิบมือ สู่การส่งต่อไปยังอีกหลายปากท้อง ในรูปแบบของอาหารที่มีคุณภาพดีแต่ต้องถูกทิ้ง เพียงเพราะเป็นส่วนเกินจากโรงแรมหรือห้างร้าน ไปจนกระทั่งถึงพื้นนาของชาวเกษตรกร สู่การนำเศษอาหารที่ทานไม่ได้ไปทำเป็นปุ๋ย

“ผมเชื่อเรื่องการสร้างแพลตฟอร์มให้คนสามารถที่จะสร้างผลประโยชน์ ในขณะเดียวกันก็แก้ปัญหาไปด้วยกันได้”  

เพราะขยะจะไม่มีคุณค่าเกิดขึ้นเลย หากถูกทิ้งกองรวมกันอยู่เฉยๆ ทั้งที่มันสามารถสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันและเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้นได้

01

Food Waste อาหารคือขยะระดับชาติ

ในปี 2016 กรมควบคุมมลพิษออกมาชี้แจงว่า 27.06 ล้านตันของขยะมูลฝอย เกินครึ่งหรือกว่า 64 เปอร์เซ็นต์ล้วนเป็นขยะอาหารทั้งสิ้น สถิติอันน่าตกใจที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ คือขยะอาหารที่คนไทยทิ้งต่อวันมีปริมาณสูงถึง 300 – 500 ตัน 

ดังนั้น ปัญหาขยะจึงนับว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่สามารถแก้ไขให้หมดไปได้ในทันที “เมื่อเราพูดถึงภาพรวมของปัญหาจริงๆ เรากำลังพูดถึงปัญหาของขยะอาหารล้นเมือง เพราะคนมักจะเข้าใจผิดว่าขยะอาหารย่อยสลายได้ แล้วจะไม่เป็นปัญหา” บรูซเริ่มอธิบาย

แค่การทับถมของขยะอาหารพวกนี้ก็ก่อให้เกิดอันตรายแล้ว อันตรายอย่างไร?

การทับถมของขยะประเภทอินทรีย์ทำให้เกิดการขาดออกซิเจน และในสภาพการย่อยสลายนั้นย่อมก่อให้เกิดแก๊สมีเทน สำหรับปฏิกิริยาภาวะโลกร้อน แก๊สมีเทนส่งผลเสียกว่าแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 20 เท่า แน่นอนว่านี่คือปัญหาร้ายแรงด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ กองขยะอาหารยังนำมาซึ่งกลิ่นเหม็น พาหะนำโรคอย่างหนูและแมลงวัน รวมทั้งเหล่าเชื้อโรคทั้งหลาย ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนอย่างเลี่ยงไม่ได้ 

บรูซเล่าว่า “ตอนที่ผมเรียนจบใหม่ๆ ผมมีโอกาสได้ไปเรียนรู้การสร้างความยั่งยืนตามเกาะต่างๆ ในประเทศไทย อย่างลานขยะที่ผมไปบ่อยที่สุด ก็คือลานขยะบนเกาะสาก เกาะล้าน แล้วก็เกาะเต่า ผมก็นั่งดูวัฏจักรลานขยะพวกนี้ ตั้งแต่ช่วงที่แมลงวันเต็มไปหมดทั่วลานขยะ จนแมลงปอมากิน ยันแมลงวันวนกลับมาใหม่ การอาศัยรอบกองขยะมันสร้างผลกระทบต่อคน คนบนแผ่นดินใหญ่อาจผลักภาระเรื่องขยะออกไปไกลๆ ได้ แต่คนบนเกาะเขาจะทำอย่างไรในเมื่อมันอยู่ใกล้แค่นั้น” 

คุณอาจคิดว่าถ้าอย่างนั้นก็เผาขยะอาหารพวกนี้เสียก็สิ้นเรื่อง แต่หารู้หรือไม่ว่าการนำขยะเปียกหรือขยะอาหารเข้าเตาเผาร่วมกับขยะอื่นๆ กลับทำให้เตามีอุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิพื้นฐานที่เตาเผาต้องการ ซึ่งทำให้เกิดกระบวนการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้เกิดสารเคมีตกค้าง และแน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเราอย่างร้ายแรงที่สุด

บรูซจึงหันมาจริงจังในการจัดการปัญหาขยะอาหาร เพราะรู้ว่ามันเป็นปัญหาและมีผลกระทบต่อทุกชีวิตรวมถึงโลกของเรา “นี่คือสิ่งที่ทำให้ผมสนใจการจัดการกับขยะอาหารเป็นพิเศษ เพราะว่ามันเป็นปัญหาระดับชาติจริงๆ แถมแก้ไม่ได้ด้วยวิธีอื่นเลย ถ้าไม่เริ่มหาทางออกกันเดี๋ยวนี้” 

02

Food Rescue ปฏิบัติการต่อชีวิตให้อาหารส่วนเกิน

SOS Thailand หรือมูลนิธิรักษ์อาหาร ก่อตั้งขึ้นโดยนักเดินทางชาวเดนมาร์กผู้มาเข้าพักที่โรงแรมในประเทศไทย แล้วพบว่าอาหารเหลือทิ้งจากการให้บริการแขกในโรงแรมที่ถูกนำไปทิ้งจำนวนมากมายนั้นเป็นของที่มีคุณภาพดีมากและยังกินได้ 

โครงการ Food Rescue จึงถือกำเนิดขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะสร้างระบบการกระจายอาหารส่วนเกิน โดยรับบริจาคอาหารส่วนเกินที่เหลือจากการบริโภคจากโรงแรม ภัตตาคาร หรือการขายจากร้านค้าปลีกที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อนำอาหารส่วนเกินเหล่านั้นส่งต่อไปยังผู้ที่ต้องการแต่ไม่สามารถเข้าถึงอาหารได้ ตามโรงเรียน ชุมชน สถานสงเคราะห์

อาหารส่วนเกินจะกลายเป็นขยะอาหารทันที ถ้ามันถูกทิ้งขว้างไปโดยไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ อีก ทั้งที่ตัวมันยังไม่หมดอายุ คุณภาพดี และรสชาติอร่อย “จากอาหารส่วนเกินปริมาณมหาศาลที่จะต้องถูกนำไปทิ้งเป็นขยะอาหาร โครงการ Food Rescue สามารถต่อชีวิตพวกมัน โดยส่งต่อไปยังผู้รับบริจาคอาหาร ได้ 1 เปอร์เซ็นต์จากปริมาณอาหารส่วนเกินทั้งหมดในกรุงเทพฯ” 

Thai SOS มูลนิธิที่เปลี่ยนอาหารเหลือทิ้งจากห้างร้านเป็นมื้ออาหารผู้ด้อยโอกาสและปุ๋ยชั้นดีแก่เกษตรกร

ตัวเลขดูเหมือนน้อยนิด แต่ถ้านำปริมาณอาหารทั้งหมดตีเป็นจำนวนมื้อ แล้วหารด้วยค่าดำเนินการทั้งหมดของ Food Rescue จะพบข้อมูลที่น่าตื่นเต้นว่าอาหารแต่ละมื้อที่ผู้บริจาคได้รับไปนั้นมีราคาอยู่ที่ 4 บาทเท่านั้น เพราะไม่ต้องแบกรับต้นทุนด้านวัตถุดิบ บรูซบอกว่า ตามปกติภาครัฐจะสนับสนุนค่าอาหารให้สถานสงเคราะห์ต่างๆ ด้วยต้นทุน 20 – 30 บาทต่อมื้อ ต้นทุนเท่านี้ไม่สามารถซื้อวัตถุดิบดีๆ ที่มีสารอาหารครบถ้วนได้ 

Food Rescue จึงเป็นเหมือนตัวกลางในการส่งต่อวัตถุดิบอาหารคุณภาพเยี่ยมที่เป็นส่วนเกินเหลือทิ้งอยู่แล้วไปสู่ผู้ที่ต้องการ ซึ่งถ้าโครงการดำเนินไปและขยายเป็นโครงข่ายที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต จะสามารถส่งเสริมสิทธิขั้นพื้นฐานด้านการกินของคนในสถานสงเคราะห์ในประเทศไทยได้ ด้วยระบบอาหารหมุนเวียนที่แข็งแรงและมีประสิทธิภาพ

Thai SOS มูลนิธิที่เปลี่ยนอาหารเหลือทิ้งจากห้างร้านเป็นมื้ออาหารผู้ด้อยโอกาสและปุ๋ยชั้นดีแก่เกษตรกร
Thai SOS มูลนิธิที่เปลี่ยนอาหารเหลือทิ้งจากห้างร้านเป็นมื้ออาหารผู้ด้อยโอกาสและปุ๋ยชั้นดีแก่เกษตรกร

ความสำเร็จของ Food Rescue เป็นเครื่องการันตีว่าระบบอาหารหมุนเวียนที่ว่าสามารถเกิดขึ้นจริงได้ ช่วงปลายปี 2016 จนถึงต้นปี 2017 น้ำหนักเฉลี่ยของอาหารส่วนเกินที่รับบริจาคมีประมาณ 20 กิโลกรัมต่อวัน ด้วยรถรับอาหารเพียงคันเดียวและยังไม่สามารถบรรจุได้เต็มคันรถ จนปัจจุบันพวกเขาสามารถรับอาหารเพิ่มขึ้นได้เกิน 1 ตันต่อวัน จนมีรถพร้อมตู้แช่เย็นที่ควบคุมอุณหภูมิไว้ที่ 2 – 4 องศาเซลเซียสอยู่ถึง 4 คัน เพื่อรับและส่งอาหาร

ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา Food Rescue ดำเนินการ 7 วันต่อสัปดาห์ เพราะคุณภาพอาหารแปรผันตามอายุการผลิต ทีมงานของมูลนิธิรักษ์อาหารจึงต้องทำงานโดยไม่มีวันหยุดพัก เพื่อส่งต่ออาหารเหลือคุณภาพดีไปสู่ผู้คนอย่างรวดเร็วที่สุด

“พวกเราเห็นความสำเร็จมากมายในยุโรปและในประเทศอเมริกาตอนเหนือ ซึ่งเป็นประเทศในเขตหนาว แต่ว่าประเทศไทยอยู่ในพื้นที่เขตร้อน ฉะนั้น ไม่ใช่แค่พวกเราทำตามเขาแล้วจะรอดนะ พวกเราต้องระวังมากกว่าเขา ต้องลงทุนมากกว่าเขา ถึงจะสร้างระบบนี้ในประเทศไทยได้ และพวกเราก็พิสูจน์แล้วว่ามันเป็นไปได้ แค่ต้องใส่ใจมากขึ้นอีกหน่อย” บรูซเล่าด้วยสายตามุ่งมั่ง

03

Food Journey อาหารและการเดินทางจากห้องครั

;

นอกจากที่องค์กรจะทำหน้าที่จัดการอาหารส่วนเกินแล้ว ยังมีการอบรม ให้ความรู้ และผลักดันนโยบายการแก้ปัญหาอาหารที่ถูกทิ้งเหล่านี้ด้วย 

ฝ้าย-ธนาภรณ์ อ้อยอิสรานุกุล คือหนึ่งในทีมของมูลนิธิรักษ์อาหารผู้ทำหน้าที่ประสานงานกับผู้บริจาคอาหาร ทั้งโรงแรม ภัตตาคาร และซูเปอร์มาร์เก็ต เธอจะประสานงานกับทั้งผู้จัดการทั่วไป ผู้ควบคุมคุณภาพ และเชฟ ที่ทราบดีว่าในแต่ละวันมีอาหารส่วนเกินเหลือทิ้งเท่าไหร่ ฝ้ายบอกว่า เชฟทุกคนที่เธอประสานงานล้วนยินดีที่อาหารของพวกเขาจะได้รับการส่งต่อไปยังผู้ที่ต้องการ 

ทางมูลนิธิมีข้อกำหนดอย่างชัดเจนว่าอาหารที่บริจาคได้ต้องผ่านเกณฑ์และกระบวนการตรวจวัดประสิทธิภาพอะไรบ้าง ตั้งแต่การเก็บรวบรวม ใส่ตู้แช่ ไปจนถึงการหยิบออกมาชั่งน้ำหนักและแยกประเภท แล้วถึงค่อยนำอาหารขึ้นรถได้ ทุกนาทีที่หมุนไปในการนำอาหารจากจุดวางมายังตู้แช่เย็นในรถล้วนสำคัญและมีผลต่อคุณภาพของอาหาร 

Thai SOS มูลนิธิที่เปลี่ยนอาหารเหลือทิ้งจากห้างร้านเป็นมื้ออาหารผู้ด้อยโอกาสและปุ๋ยชั้นดีแก่เกษตรกร
Thai SOS มูลนิธิที่เปลี่ยนอาหารเหลือทิ้งจากห้างร้านเป็นมื้ออาหารผู้ด้อยโอกาสและปุ๋ยชั้นดีแก่เกษตรกร

“ฟังเหมือนเป็นขั้นตอนที่ง่าย แต่พอได้เห็นประตูหลังของโรงแรมที่วุ่นวายมาก แล้วเราต้องหาช่องว่างในความวุ่นวายเหล่านั้นเพื่อขนย้ายอาหารมาที่รถให้ได้ ก็เป็นเรื่องที่ยุ่งยากไม่น้อย เราให้ความสำคัญกับทุกขั้นตอนกว่าจะได้รับอาหารมา เพื่อให้แน่ใจว่ากว่าจะถึงมือผู้บริโภค อาหารเหล่านั้นยังอยู่ในคุณภาพดี” ฝ้ายเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม และอธิบายต่อว่า

เมื่อได้รับอาหารมาแล้ว ทีมของมูลนิธิจะตรวจสอบอีกครั้งว่ามีอาหารไม่ผ่านคุณภาพปะปนมาหรือเปล่า “ปกติพวกเราจะไม่รับอาหารทะเล เพราะว่ามันเป็นของที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูงที่จะเสีย ดังนั้น เราจะไม่เสี่ยงเพราะไม่มีทางรู้เลยว่าหลังจากสถานสงเคราะห์รับอาหารไปแล้วจะเก็บในตู้แช่ที่ได้มาตรฐานและคงอายุอาหารได้ตามที่ควรจะเป็นหรือเปล่า” 

Thai SOS มูลนิธิที่เปลี่ยนอาหารเหลือทิ้งจากห้างร้านเป็นมื้ออาหารผู้ด้อยโอกาสและปุ๋ยชั้นดีแก่เกษตรกร

เมื่ออาหารส่วนเกินเดินทางไปถึงกลุ่มผู้รับบริจาคแล้ว จะต้องมีทีมที่คอยรับอาหารเหล่านี้และต้องตรวจคุณภาพครั้งที่ 3 ก่อนที่จะกระจายไปให้คนในชุมชนหรือในสถานสงเคราะห์นั้นๆ อย่างเป็นระเบียบ เพื่อคุณภาพสูงสุดของอาหารที่ผู้บริโภคจะได้รับ

ฝ้ายอธิบายว่า ที่มูลนิธิต้องตรวจสอบคุณภาพอาหารถึง 3 ครั้ง ก็เพื่อสร้างความสบายใจให้กับทั้งทางผู้บริจาคอาหารและผู้รับบริจาคอาหาร “ก่อนจะขอรับบริจาคอาหารพวกเราดูมาตรฐานของโรงแรม ภัตตาคาร และซูเปอร์มาเก็ตด้วย ในสัญญาของเราระบุไว้ชัดเจนว่าขอให้ทางผู้บริจาคดูแลอาหารที่บริจาคเหมือนอาหารที่ดูแลลูกค้า”

04

Compost Program ทิ้งไว้ให้กลายเป็นปุ๋ย

“Food Rescue คือการสร้างระบบกระจายอาหารอาหารคุณภาพดีที่ยังสามารถกินได้ ออกไปให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ แต่ต้องไม่ลืมว่าในอุตสาหกรรมเหล่านั้นยังมีเศษอาหาร ซึ่งประกอบไปด้วยอาหารเสื่อมสภาพและวัตถุดิบส่วนเกินจากกระบวนการผลิตที่กินไม่ได้อีกปริมาณมหาศาล คำถามและความท้าทายถัดมา คือเราจะทำอย่างไรกับขยะอาหารเหล่านั้น” บรูซอธิบาย

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ โครงการ Compost Program ซึ่งเป็นการนำขยะอาหารไปทำปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อแจกจ่ายให้กับเกษตรกรชาวไร่

ระบบโลจิสติกส์ที่ใช้ในการขนส่งของ Compost Program ใกล้เคียง Food Rescue แต่ใช้รถคนละแบบ จากรถที่มีตู้แช่เย็นก็เปลี่ยนเป็นแค่รถกระบะทั่วไปแทน ในการตระเวนรับเศษอาหารหรือขยะอาหารจากโรงแรม ภัตตาคาร และซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ 

Thai SOS มูลนิธิที่เปลี่ยนอาหารเหลือทิ้งจากห้างร้านเป็นมื้ออาหารผู้ด้อยโอกาสและปุ๋ยชั้นดีแก่เกษตรกร

“รถกระบะ 1 คัน ตระเวนรับเศษอาหารจากโรงแรม 2 – 3 แห่งก็เต็มรถแล้ว เป็นข้อบ่งชี้ว่าปริมาณของอาหารส่วนเกินที่ยังกินได้และเศษอาหารที่กินไม่ได้แล้ว มีสัดส่วนต่างกันเยอะ เศษอาหารมีปริมาณเยอะมาก เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่น่าหนักใจให้ต้องไปช่วยกันคิดแก้ไขปัญหาต่อไปในอนาคต” 

บรูซอธิบายว่า คนมักทิ้งอาหารไปทั้งที่มันยังคงมีคุณภาพดีอยู่หรือทิ้งก่อนที่จะมันจะกินไม่ได้จริงๆ เนื่องจากความเข้าใจผิดเรื่องการตีความค่าบนฉลากอย่าง Best Before กับ Expired By 

“คำว่า Best Before หมายความว่าถ้าคุณทานอาหารตามเวลาที่กำหนดนี้มันจะคุณภาพดีที่สุด แต่เลยเวลานั้นไม่ได้หมายความว่ากินไม่ได้แล้ว อาจจะแค่คุณภาพไม่ถึง เนื้อไม่แน่น หรือมันอาจจะบดเป็นผงง่ายขึ้น ถ้าเป็น Expired By คือเลยวันที่กำหนดก็ห้ามกินแล้ว มักจะถูกใส่ไว้ในของที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะคุณภาพของผักและผลไม้มันไม่ได้อยู่ที่ป้าย มันอยู่ที่การรักษา แค่วางผิดอุณหภูมิอาหารก็สามารถเสียได้ก่อนเวลานั้น แต่ในทางกลับกัน ถ้าเก็บไว้ในอุณหภูมิที่เหมาะสม มันจะอยู่ได้นานกว่าป้ายนั้นไปเป็นอาทิตย์เลย”

Thai SOS มูลนิธิที่เปลี่ยนอาหารเหลือทิ้งจากห้างร้านเป็นมื้ออาหารผู้ด้อยโอกาสและปุ๋ยชั้นดีแก่เกษตรกร

เมื่อรับเศษอาหารตามโรงแรมแล้ว รถกระบะจะเดินทางลำเลียงไปยังพื้นที่เกษตรกรรมต่างๆ ในโครงข่ายของมูลนิธิรักษ์อาหาร ซึ่งประกอบไปด้วยรังสิต พระรามสอง บางกะเจ้า ไปจนถึงพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี 

“เศษอาหารเหล่านี้จะถูกนำไปทำปุ๋ยอินทรีย์และอาหารสัตว์ ผู้บริจาคจะเก็บขยะอาหารหรือเศษอาหาร อย่างเปลือกผัก เปลือกผลไม้ ไว้ในห้องขยะแช่เย็น ซึ่งสะอาดและสามารถชะลอการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ได้ พอนำออกมามันก็ยังสดอยู่ ทางมูลนิธิจึงสามารถนำไปเป็นอาหารสัตว์ได้โดยตรง พวกสัตว์กินอาหารกันอย่างมีความสุข และมีสองถึงสามรุ่นแล้วที่โตมากับอาหารของพวกเรา” บรูซเล่าอย่างตื่นเต้น

05

All Flowers Grow Through Dirt ทิ้งไว้ให้งอกงาม

นอกจากอาหารสัตว์ ยังมีปุ๋ยอินทรีย์ บรูซบอกว่า “พวกเราไปลงพื้นที่ ทำความรู้จักกับชาวเกษตรกรหลายแห่งซึ่งประสบปัญหาเรื่องคุณภาพดิน ยกตัวอย่างบางพื้นที่มีปัญหาดินเค็มซึ่งมักต้องแก้ด้วยการล้างดิน การล้างดินหมายถึงการใช้น้ำจืดจำนวนมากเพื่อล้างความเค็มออกไป แล้วใช้น้ำเท่าไหร่กว่าจะล้างความเค็มออกจากดินได้ ปุ๋ยอินทรีย์จากเศษอาหารจะเพิ่มประสิทธิภาพให้ผืนดิน” 

มูลนิธิรักษ์อาหารจึงชวนเกษตรกรมาร่วมกันสร้างดินใหม่ วิธีนี้นอกจากจะเป็นการช่วยชาวเกษตรกรแก้ปัญหาเรื่องคุณภาพดินแล้ว ยังเป็นการสร้างต้นทุนดินให้กับเกษตรกรมือใหม่ที่ต้องการเริ่มทำฟาร์มอีกด้วย เพราะพวกเขาเชื่อว่า ดินดีที่มีสารอาหารเปรียบเสมือนการสร้างต้นทุนที่ดีให้กับชาวเกษตรกร

ความตั้งใจของ 'กลุ่มรักษ์อาหาร' คนกลุ่มเล็กๆ ที่ชุบชีวิตให้อาหารไม่กลายเป็นขยะอย่างสูญเปล่า เพื่อแก้ปัญหาปากท้องและปัญหาคุณภาพดิน

ปุ๋ยอินทรีย์มีหลายสูตร ทีมงานของมูลนิธิรักษ์อาหารเดินทางขึ้นเหนือไปถึงแม่โจ้ เพื่อเรียนรู้การทำปุ๋ยจากเศษอาหาร

“พวกเราเคยลองกันหลายอย่างมากไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยน้ำ จนไปถึงปุ๋ยไส้เดือน แต่ละชนิดก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน อย่างปุ๋ยน้ำ ถ้าทำไม่ถูกกระบวนการ มันจะส่งกลิ่นเหม็นมาก ส่วนปุ๋ยไส้เดือน ถ้าเราไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ ไส้เดือนก็จะตาย

“สุดท้ายเราเลือกสูตรการทำปุ๋ยจากเศษอาหารที่สามารถสอนเกษตรกรให้ทดลองทำได้ง่ายที่สุด นั่นคือ ‘ปุ๋ยไม่กลับกองสูตรแม่โจ้’ ซึ่งเป็นสูตรที่ง่าย คือแค่กองเศษอาหารผสมผสานกับดินทิ้งไว้แล้วรอจนมันย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย แถมอุณหภูมิของประเทศไทยยังเหมาะกับการทำปุ๋ยประเภทนี้ที่ง่ายต่อการการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์

ความตั้งใจของ 'กลุ่มรักษ์อาหาร' คนกลุ่มเล็กๆ ที่ชุบชีวิตให้อาหารไม่กลายเป็นขยะอย่างสูญเปล่า เพื่อแก้ปัญหาปากท้องและปัญหาคุณภาพดิน
ความตั้งใจของ 'กลุ่มรักษ์อาหาร' คนกลุ่มเล็กๆ ที่ชุบชีวิตให้อาหารไม่กลายเป็นขยะอย่างสูญเปล่า เพื่อแก้ปัญหาปากท้องและปัญหาคุณภาพดิน

“เราไม่ได้บังคับให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากเศษอาหารแทนปุ๋ยเคมีนะ เพราะการบังคับมันไม่ยั่งยืน เมื่อเขาได้ทดลองทำและพิสูจน์ด้วยผลลัพธ์ของพืชผลในไร่ เขาก็รับรู้ได้เองว่ามันดีกว่ากันอย่างไร เกษตรกรหลายคนที่มาร่วมเป็นโครงข่ายกับเรา ตอนแรกๆ ก็ยังใช้ปุ๋ยเคมีอยู่บ้าง จนทุกวันนี้เขาติดอกติดใจและเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากเศษอาหารถาวร” 

การทำ ‘ปุ๋ยไม่กลับกองสูตรแม่โจ้’ เริ่มจากการเตรียมพื้นที่ 2 x 1.5 เมตร จากนั้นปู 1 ชั้น ด้วยฟางหรือไม่ก็ใบไม้ หรือที่เราเรียกว่าวัสดุคาร์บอน ประมาณ 10 เซนติเมตร ตามด้วยวัสดุอินทรีย์พวกเศษอาหารอีกหนึ่งชั้น ตามด้วยขี้วัวโรยพื้นผิว ซึ่งในกระบวนการนี้จะมีการฉีดน้ำใส่เข้าไปด้วยให้มันชื้นแล้วก็ทำซ้ำ 

จนมันกลายเป็นชั้นสูง 1.5 เมตร บรูซเสริมว่า “เคล็ดลับคืออย่ากดให้แน่น ให้มันหลวมในระดับหนึ่งเพื่อให้อากาศสามารถถ่ายเทได้สะดวก กองเศษอาหารนี้จะทำงานเหมือนเตาอบจุลินทรีย์ธรรมชาติ เราก็แค่ปล่อยให้มันรับแสงอาทิตย์แล้วมันก็สะสมอุณหภูมิตรงกลางของกองปุ๋ยไว้ ระยะเวลา 1 – 2 เดือนต่อมาเราจะได้ปุ๋ยอินทรีย์จากเศษอาหาร”

นอกจากการให้ความรู้กับเกษตรกรแล้ว มูลนิธิรักษ์อาหารส่งเสริมให้ครัวเรือนจัดการกับเศษอาหารหรือขยะอาหารที่บ้านหรือคอนโดของตัวเอง “วิธีง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้คือการใช้กล่องทำปุ๋ยขนาดเล็ก ที่สามารถสร้างระบบการย่อยสลายในตัวเอง โดยเป็นกล่องปิดสนิท ไม่ต้องห่วงเรื่องปัญหาพวกแมลงหรือหนู เพราะมันจะไม่สามารถเข้าไปในกล่องได้ แค่สับเศษอาหารเป็นชิ้นเล็กๆ ผสมกับวัสดุตั้งต้นง่ายๆ จากนั้นก็ใส่น้ำตาลเล็กน้อยถ้าอยากเร่งการย่อยสลาย ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย”

06

Little Big People ทิ้งท้ายก่อนคิดจะทิ้ง

บรูซบอกว่า หลายปีที่ทำงานด้านนี้มาเขาเห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เป็นความเปลี่ยนแปลงจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่กำลังขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ “คนเห็นมูลค่าของขยะมากขึ้น เพราะรูปแบบการทำงานภาคธุรกิจมารองรับมูลค่าขยะเหล่านี้มีการกระจายให้เข้าถึงง่ายมาก อย่างออฟฟิศเก่าของมูลนิธิรักษ์อาหารที่เจริญกรุง 57 ซึ่งเป็นจุดรับซื้อและแยกขยะ ทุกวันผมเห็นเครื่องใช้ไฟฟ้าถูกทุบเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเพื่อเอาโลหะข้างในไปชั่งขาย เป็น Circular Economy แบบไทยๆ รูปแบบหนึ่ง”

ความตั้งใจของ 'กลุ่มรักษ์อาหาร' คนกลุ่มเล็กๆ ที่ชุบชีวิตให้อาหารไม่กลายเป็นขยะอย่างสูญเปล่า เพื่อแก้ปัญหาปากท้องและปัญหาคุณภาพดิน

การแยกขยะคือจุดเริ่มต้นสำคัญในการจัดการขยะมูลฝอยที่คนทั่วไปมักมองข้าม การที่เราเทขยะอาหารปนไปกับขยะประเภทอื่นๆ ทำให้กระบวนการรีไซเคิลเพื่อยืดอายุการใช้งานวัสดุไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะปนเปื้อนไปด้วยเศษอาหารที่เน่าเสีย ถ้าเราแยกขยะตามประเภท ขยะเหล่านั้นจะถูกนำไปรีไซเคิลเพื่อใช้งานได้ไม่รู้จบ ทั้งขวด กระป๋อง ไปจนถึงถุงพลาสติก

การสร้างความตระหนักให้กับคนในสังคมนับเป็นเรื่องยาก เพราะมันมักจะต้องมาพร้อมกับทางออก ซึ่งในตอนนี้มีทางออกสำหรับปัญหาขยะที่จำกัดมาก “เพื่อลดปัญหาอาหารส่วนเกินและขยะเศษอาหารตั้งแต่ต้นทาง เราทุกคนต้อง ‘กินให้หมด ซื้อให้พอดี เก็บรักษาให้เป็น’ เพราะของที่ยังดีที่เหลือในซูเปอร์มาร์เก็ต พวกผมจะได้รับไปบริจาคให้คนอื่นต่อได้” บรูซกล่าวอย่างกระตือรือร้น 

บรูซกล่าวทิ้งท้ายว่า ทุกวันนี้มูลนิธิรักษ์อาหารสามารถตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ได้แล้ว 2 ข้อ คือข้อ 2 Zero Hunger หรือขจัดความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหาร ส่งเสริมเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน และข้อที่ 12 Sustainable Consumption and Production หรือการวางแผนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน

1 เปอร์เซ็นต์ของอาหารส่วนเกินที่มูลนิธิรักษ์อาหารสามารถต่ออายุและส่งให้สังคม จะสามารถเพิ่มปริมาณและประสิทธิภาพได้มากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเราทุกคนหันมาเริ่มต้นที่ตัวเอง เมื่อคนตัวเล็กหลายคนเริ่มต้นทำสิ่งเล็กๆ ผลลัพธ์จะผลิดอกออกใบขยายเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ ที่ส่งผลต่อสังคมและโลกใบนี้

เพียงแค่ทุกคน ‘กินให้หมด ซื้อให้พอดี เก็บรักษาให้เป็น’

Thai SOS มูลนิธิที่เปลี่ยนอาหารเหลือทิ้งจากห้างร้านเป็นมื้ออาหารผู้ด้อยโอกาสและปุ๋ยชั้นดีแก่เกษตรกร

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

นักศึกษาถ่ายภาพที่กำลังตามหาแนวทางของตัวเอง ผ่านมุมมอง ผ่านการคิด และ ดู

Larger than Life

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

The Cloud X ไทยประกันชีวิต

เวลา 4 โมงเย็นเป็นเวลาเลิกเรียน เด็กๆ ถูกเรียกแถวเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน หากลองนับดู โรงเรียนบ้านท่าตาสี จังหวัดสระแก้ว มีนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงชั้นประถม 6 เพียง 145 คนเท่านั้น 

เมื่อเห็นเด็กๆ ขี่จักรยานเรียงแถวกลับบ้านแล้ว เรากลับเห็นเด็กๆ บางคนกลับมาใหม่พร้อมเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ในชุดเตรียมพร้อมเพื่อซ้อมกีฬา เมื่อสอบถามจึงทราบว่าถึงเวลาที่พวกเขาต้องซ้อมวอลเลย์บอลแล้ว และมักซ้อมกันอย่างนี้เป็นประจำทุกเย็น คล้ายเป็นกิจวัตรประจำวันหนึ่งอย่างของพวกเขาไปแล้ว

และคุณครูผู้อยู่เบื้องหลังการฝึกซ้อม การสร้างทีมวอลเลย์บอลเพื่อพาเด็กๆ บ้านท่าตาสีไปแข่งขันจนได้รับแชมป์และรางวัลมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว ก็คือ ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา ครูสอนภาษาอังกฤษที่อยากส่งเสริมเด็กๆ ในด้านกีฬาเพื่ออนาคตที่ดีกว่า ด้วยใจที่ศรัทธาในอาชีพและคำว่า ‘ครู’ ที่เขาได้รับ

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

“เพราะการเป็นครูคืออาชีพที่ทรงเกียรติมาก เรามีความรู้สึกว่าเราจะต้องเต็มที่ ต้องศรัทธา และเชื่อมั่นในอาชีพครูของเรา เพราะอาชีพเรามีหน้าที่ในการส่งเสริมเด็ก ไม่ใช่แค่เรื่องของการเรียน แต่เราต้องส่งเสริมเด็กทุกคนให้เท่าเทียมกันในเรื่องของความสามารถ ดังนั้น เราต้องทำให้เด็กที่เรียนอยู่กับเรามีอาชีพที่ดี มีครอบครัวที่ดี มีจิตสำนึกที่ดีในการที่จะกลับมาพัฒนาชุมชนของเขา จึงเป็นอาชีพที่เราภูมิใจที่ได้เป็น”

เซตที่ 01

เริ่มต้นเสิร์ฟ

ครูเบิ้มเริ่มต้นเป็นเด็กที่เติบโตมาในวิถีชนบทจังหวัดศรีสะเกษ ในครอบครัวที่เป็นชาวนามาก่อน “เราโตมากับครอบครัวที่ถือว่ายากจน เพราะว่าตอนนั้นพ่อกับแม่ก็ยังไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง ต้องอาศัยบ้านยายอยู่ด้วยกัน เติบมาโดยการเป็นเด็กในวิถีชนบท แต่เราเป็นคนที่ชอบการทำกิจกรรม กล้าแสดงออกตั้งแต่ตอนที่เรียนอยู่ประถม พอโตมาก็เป็นเด็กกิจกรรมของโรงเรียนระดับมัธยมอีก เราไปแข่งวิชาการ ประกวดมารยาทบ้าง ไปแข่งขันอ่านทำนองเสนาะ อาขยานบ้าง ตอนเด็กๆ เรามีโอกาสได้ทำกิจกรรมที่โรงเรียนเยอะ เลยกลายเป็นคนที่ชอบทำกิจกรรมไปเลยครับ แล้วก็เรื่องกีฬาด้วย” 

แต่แล้วไม่นานครูเบิ้มก็พบอุปสรรคครั้งใหญ่ในชีวิต

“ตอนที่ผมอยู่ปอหนึ่ง พ่อเขาโดนจับในเรื่องของอาวุธสงคราม ตอนนั้นชีวิตครอบครัวก็เริ่มแยกจากกัน แม่ต้องไปทำงานที่กรุงเทพฯ เพื่อที่จะหาเงินมาส่งพ่อ แล้วก็ส่งเราด้วย ตอนนั้นเราต้องอยู่กับยายแล้วก็หลานๆ แค่ไม่กี่คน ตอนนั้นสิ่งที่เราต้องทำก็คือ พยายามใช้ชีวิตให้ไม่เป็นภาระของยาย พยายามทำมาหากิน พยายามฝึกหาปู หาปลา กินเอง อยู่ด้วยตัวเองให้ได้มากที่สุด 

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

“ตอนนั้นมันไม่อบอุ่นเหมือนคนอื่นเลยครับ มันเหมือนฝันร้ายที่เราไม่ตื่นสักที แต่ว่าเราไม่เคยใช้สิ่งนี้มาเป็นปมด้อย เราไม่เคยโกรธเลยนะว่าคนจะพูดถึงเราแบบไหน เขาจะพูดยังไงก็เรื่องของเขา แต่สิ่งที่เราทำได้คือ เราจะไม่ทำให้พ่อแม่เราเสียใจเลย” 

จากนั้นครูเบิ้มที่สอบได้ลำดับดีมาตลอดก็เข้ามหาวิทยาลัยในจังหวัดสุรินทร์

“จนเราจะขึ้นมหาวิทยาลัย พ่อออกจากเรือนจำมา ก็มีโอกาสได้อยู่กับครอบครัวแค่แป๊บเดียวแล้วเราก็ต้องไปเรียนต่อ ตอนนั้นผมเรียนคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ ผมไม่ได้เรียนครูมาโดยตรง เพราะตอนนั้นเราอยากทำงานโรงแรม ไม่ได้คิดว่าจะทำงานสายอาชีพครู แล้วญาติพี่น้องเราทุกคนเป็นครูหมดเลยนะ ซึ่งความต้องการของเราค่อนข้างขัดแย้งกับความต้องการของคนในครอบครัว เพราะว่าญาติๆ ก็อยากให้เรารับราชการ แต่เราเองเรามีความรู้สึกว่าเราอยากทำงานที่เรารัก คือการทำงานโรงแรม เราอยากทำงานที่ใช้ภาษา เราเป็นคนที่ชอบความท้าทาย ชอบการเรียนรู้ใหม่ๆ เลยอยู่โรงแรมประมาณได้ปีสองปี พอแม่บอกว่าอยากให้กลับมาเรียนครูเพิ่ม เลยตัดสินใจออกจากงานที่โรงแรมมาเรียนครู”

เซตที่ 02

ความเป็นครู

การตัดสินใจออกจากงานโรงแรมที่รักในตอนแรกเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากมาก “เพราะเรารู้สึกว่างานนี้เลี้ยงครอบครัวเรามาตั้งหลายปี อีกอย่างมันทำให้เราเป็นคนมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ตอนต้องเขียนใบลาออก เราร้องไห้เลย วินาทีที่ต้องลาออกจากโรงแรม ต้องคืนชุด ต้องลาเพื่อน มันเสียดายงานที่เรารัก ไม่รู้ว่าถ้าเรามาเป็นครู เราจะชอบเหมือนกับที่เป็นงานนั้นหรือเปล่า แต่ว่าสุดท้ายที่ตัดสินใจเพราะว่าเพื่อครอบครัว พ่อแม่อยากให้เรากลับไปอยู่บ้าน อยากให้มารับราชการ เพราะเป็นอาชีพที่มั่นคง เราก็มาเริ่มต้นการเรียนครูใหม่อีกปีครึ่ง ส่วนตัวเราชอบการสอนเด็กอยู่แล้วส่วนหนึ่ง เพราะเคยสอนเด็กที่หมู่บ้านช่วงปิดเทอมตอนเรียนมหาวิทยาลัย ตอนนั้นผมพาเด็กทั้งหมู่บ้านมาสอนภาษาอังกฤษฟรี

“พอตัดสินใจมาใช้คำว่าครูแล้ว ชีวิตมันเปลี่ยนไปเลย แต่เราได้ใช้ทักษะที่ได้จากการทำโรงแรมมามากทีเดียว ทั้งในเรื่องความมั่นใจในการสอนหน้าชั้นเรียน แล้วก็เรื่องการใช้ภาษาที่จะมาใช้สอนเด็ก”

แล้วชีวิตความเป็นครูของครูเบิ้มก็เริ่มต้นขึ้น จากการเป็นครูอัตราจ้างที่โรงเรียนโคกกลางเหนือพิทยาสรรพ์ ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ 

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

“สอนหนังสือที่แรกก็สนุก ตอนนั้นทางโรงเรียนเขาไม่ได้จ้างเรา แต่เราไปขอเขาสอน สอนตั้งแต่ชั้นปอหนึ่งถึงปอหกเพราะเราทำทีมวอลเลย์บอลให้กับโรงเรียน แต่ท่านผอ. เขาให้ค่าจ้างเราเดือนละหนึ่งพันบาท แม้จะน้อย แต่เราเอาเงินหนึ่งพันนั้นมาใช้จ่ายกับนักวอลเลย์บอลของโรงเรียน 

“ประมาณ พ.ศ. 2553 ผมก็ย้ายไปอยู่ไปอยู่กับคุณครูบัญญัติ ภูพาที ที่เป็นคนช่วยให้ผมเรียนจบจนมาเป็นครู และขยับมาทำตำแหน่งครูอัตราจ้างที่ได้เงินเดือนเยอะขึ้น ที่โรงเรียนอนุบาลลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ที่นั่นเขาทำทีมวอลเลย์บอลด้วย เราเลยได้ไปสอนอนุบาลด้วย เด็กๆ เก่งกันมาก ไปแข่งจนได้แชมป์ประเทศไทย

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

“ไม่นานผมก็ได้เป็นพนักงานราชการ ตอนนั้นเงินเดือนขยับมาอยู่ที่หมื่นห้า มาสอบได้ที่โรงเรียนที่อยู่ใกล้ๆ บ้าน ก็สอนภาษาอังกฤษด้วย สอนวอลเลย์บอลด้วยเหมือนกัน พอ พ.ศ. 2557 เราโดนเรียกตัวมาที่สระแก้ว เลยได้มาบรรจุอยู่ที่นี่”

ครูเบิ้มมีความสุขมากที่โรงเรียนบ้านท่าตาสี เขาบอกกับเราทั้งน้ำตาด้วยความภูมิใจว่ารักที่นี่เหมือนเป็นบ้านหลังที่สอง

“เรามีความสุขกับการเป็นครูที่นี่มาก เรามีความภาคภูมิใจกับการเป็นข้าราชการครูที่ท่าตาสี เรารักที่นี่ ผมกินนอนใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เหมือนอยู่บ้านเลย เพราะที่นี่ให้โอกาสเราทุกอย่าง ชุมชนเองก็รักเรามาก ผอ. ให้โอกาสเรา เด็กๆ ทุกคนเชื่อฟังเรา การเป็นข้าราชการครูในแบบของเรา คือเราได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ ได้สอนในสิ่งที่เด็กชอบ เราได้ใช้เวลาทุ่มเทกับเขา ถ้าผมยังอยู่ตรงนี้ ผมก็อยากเต็มที่กับคำว่าครูให้ได้มากที่สุด”

เซตที่ 03

โค้ชเบิ้มทำทีม

มาถึงตรงนี้คุณก็คงสงสัยเช่นเดียวกับเราว่าทำไมครูเบิ้มถึงสนใจส่งเสริมเด็กด้วยกีฬาวอลเลย์บอล เป็นเพราะความชอบส่วนตัวของครูคนเก่งคนนี้หรือไม่

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

“ตอนแรกผมไม่ได้ชอบวอลเลย์เป็นพิเศษ เพราะเราชอบเล่นกีฬาทุกอย่างเลย ทั้งฟุตบอล ตะกร้อ วอลเลย์บอล แบดมินตัน มาเล่นกีฬาวอลเลย์บอลจริงจังตอนอยู่มัธยม ผมเป็นตัวแทนของโรงเรียนไปแข่งขัน พอเรามาจับกีฬาวอลเลย์บอลแล้วรู้สึกว่ามันเป็นกีฬาที่คนนิยม เด็กๆ รู้จักและอยากเล่น เพราะเขามีวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติเป็นไอดอล เราเลยคิดว่าน่าจะเอามาสอนและส่งเสริม ให้เด็กๆ มีโอกาสเรียนต่อง่ายกว่ากีฬาชนิดอื่น

“ตอนผมมาบรรจุที่ท่าตาสี ตอนแรกยังไม่มีทีมวอลเลย์บอลเลย มีแค่สนามปูนเฉยๆ ตาข่ายก็ไม่มี ลูกวอลเลย์บอลก็ไม่มี แรกๆ ผมก็สอนภาษาอังกฤษอย่างเดียวในห้อง ไม่ได้ทำกิจกรรมอื่นเลย แต่เราด้วยความที่เราเคยทำทีมวอลเลย์บอลมาตลอด ผมก็เลยขออนุญาต ผอ. ว่าผมขอทำทีมวอลเลย์บอลนะครับ ผอ. ก็ให้โอกาสเราได้ทำ เราเรียกประชุมทีมเด็กๆ เลย บอกว่าครูอยากทำทีมวอลเลย์บอลนะ มาเล่นวอลเลย์บอลกับครูไหม ครูมีลูกศิษย์ที่ไปแข่ง ได้ออกในยูทูบด้วยนะ แล้วเราก็เปิดวิดีโอให้เด็กๆ ได้ดู เด็กเห็นเราในทีวี เห็นเด็กที่อายุรุ่นเดียวกันเล่นกีฬา เขาก็รู้สึกอยากเล่นตาม”

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา
ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

ในตอนแรกมีเด็กๆ มาเล่น เป็นเพียงเด็กผู้ชาย 10 คนเท่านั้น และนั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะฝึกฝนเด็กๆ ที่มีพื้นฐานเท่ากับศูนย์สำหรับกีฬาชนิดนี้

“แรกๆ เด็กเขาเล่นไม่เป็นเลยครับ แรกๆ ก็เหนื่อยมากพอสมควร เพราะการสร้างคนให้เป็นคนเก่งและคนดีในเวลาเดียวกัน ต้องใช้เวลาในการสร้างนานมาก อย่างถ้าเราสร้างบ้าน เดือนสองเดือนเราก็เห็นเป็นรูปเป็นร่างแล้ว แต่การสร้างคนให้เป็นคนเก่งไม่พอ ต้องเป็นคนดีด้วย ผมใช้เวลาสร้างทีมอยู่ประมาณสี่ห้าเดือนเลย เพราะเราต้องศึกษาเด็กๆ ศึกษาบริบทชุมชน ศึกษาผู้บริหาร ศึกษาว่าเราจะทำทีมได้ไหม เด็กจะเล่นให้เราไหม บริบทชุมชนเป็นยังไงบ้าง เพราะเวลาเราซ้อมมันจะต้องจริงจัง ต้องเลิกค่ำ มีซ้อมวันเสาร์และอาทิตย์ ซ้อมตอนปิดเทอมด้วย” 

เพราะการซ้อมอย่างจริงจังทำให้ครูไม่ได้กลับบ้าน และต้องละทิ้งเวลาส่วนตัวทุกอย่างให้กับเด็กทั้งหมด เพราะอุดมการณ์ที่เชื่อว่าการใช้เวลาอยู่กับเด็กยิ่งมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้พวกเขาเก่งได้เร็วขึ้นเท่านั้น 

และแล้วความพยายามและทุ่มเทของครูเบิ้มก็สัมฤทธิ์ผล

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

“ปีแรกที่สร้างทีมขึ้นมาคือตอน พ.ศ. 2558 เราได้ไปแข่ง ได้รางวัลมาเยอะมากเลยนะ ได้ที่สองระดับภาคมา ได้ที่ สองระดับจังหวัดมา ได้ถ้วยใบแรกมาก็เป็นถ้วยใบใหญ่เลย ทีนี้เราก็เริ่มทำมาเรื่อยๆ จนเด็กเราเรียนจบจากที่นี่แล้วมีโอกาสได้ไปเรียนต่อ

“เป้าหมายหลักในการทำทีมวอลเลย์บอลของผม คือการสร้างโอกาสให้กับนักเรียน นักเรียนเรามีความสามารถต่างกันครับ เด็กบางคนเรียนเก่ง บางคนเรียนไม่เก่ง บางคนปานกลาง บางคนชอบกีฬา บางคนชอบเกษตร เราก็มาดูว่า เราจะส่งเสริมเด็กยังไงให้เขาเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองเท่าๆ กันในแต่ละความสามารถของเขา 

“เราเริ่มพาเด็กที่เรียนไม่เก่ง เด็กหลังห้อง มาซ้อมกีฬา เด็กที่เก่งเราก็ดันวิชาการเขา ถ้าเขาสนใจจะมาเล่นเพิ่มเติมศักยภาพก็ได้ แต่ที่เราทำส่วนมากคือการพาเด็กที่อาจบกพร่องทางการเรียนรู้หรือเรียนรู้ช้าให้มาเล่นกีฬา ถ้าเขาเก่งแล้ว ก็จะมีโรงเรียนดังๆ ในกรุงเทพฯ เข้ามาดูตัวและพาเขาไปเรียนต่อ เพราะเด็กที่นี่สูงสุดของเขาจบปอหก เขาไปต่อแค่ชั้นมัธยมในตัวอำเภอ แต่เด็กที่เป็นนักกีฬา พอเขาเรียนจบไปแล้ว เขาก็จะมีโอกาสได้ไปไกลกว่า”

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

เซตที่ 04

นักตบลูกยางบ้านท่าตาสี

“การเล่นกีฬาที่นี่ เราไม่ได้บังคับ คุณอยากเล่นก็มาเล่น ไม่อยากเล่นก็ไม่เป็นไร แต่คุณต้องทำกิจกรรมอย่างอื่นที่มันมีประโยชน์นะ แต่ถ้าอยากใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ก็มาเป็นนักกีฬาวอลเลย์บอล เราจะฝึกให้คุณทุกอย่าง ถ้าเด็กคนไหนเก่งๆ เราก็เลือกให้เป็นตัวหลักของทีมและพาไปแข่ง แต่เราต้องให้เหตุผลกับเด็กว่าทำไมตัวหลักถึงได้ลงสนามก่อน ต้องบอกเด็กว่าพี่เขาขยันนะ พี่เขาเก่ง ถ้าเราอยากลงสนามบ้าง เราก็ต้องขยัน เราต้องมีการคุยกันกับเด็กเพื่อสร้างความเข้าใจให้เขาด้วย”

“พอผ่านไป เด็กๆ ก็เริ่มมีพัฒนาการ เราก็สบายขึ้น เพราะเด็กเก่งกันแล้ว รุ่นน้องที่เข้ามา พอเห็นพี่ๆ เล่นกีฬา เขาก็สนใจอยากเล่นตาม เขาเก่งได้โดยการสังเกต เห็นพี่ๆ ไปแข่งแล้วได้รางวัล ไปสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน ได้รับการชื่นชมหน้าเสาธง มันเลยกลายเป็นกระแสด้านบวกที่ดี”

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

และสำหรับกิจวัตรในหนึ่งวันของเด็กๆ ทั้งการเรียนและการซ้อมวอลเลย์บอลเริ่มต้นตั้งแต่เช้ายันเย็น

“เราเริ่มซ้อมตอนเช้าก่อน เด็กจะนอนค้างที่โรงเรียน ตื่นเช้ามารดน้ำผัก ซ้อมตอนเช้าหกถึงเจ็ดโมง ซ้อมเสร็จให้กลับบ้านไปกินข้าว แปดโมงก็มาเข้าเรียนตามปกติ เลิกสี่โมงเย็นเด็กก็มาซ้อมกีฬาปกติ วันเสาร์อาทิตย์จะซ้อมได้ยาวนานนิดหนึ่ง

 “แต่ช่วงนี้เนื่องจากติด COVID-19 รายการแข่งขันมันไม่ค่อยชัดเจน ก็อาจจะปรับเปลี่ยนการซ้อมไป แต่ว่าเมื่อก่อนเด็กจะนอนที่โรงเรียน เพราะเราไม่มีห้องพักนักกีฬา ครูเองก็นอนที่ห้องเรียน ผมนอนอยู่ที่ห้องเรียนตั้งแต่เข้ามาบรรจุปีแรก แต่พอช่วง COVID-19 เด็กก็ต้องนอนอยู่บ้านตามสถานการณ์” 

นอกจากการซ้อมกีฬา เด็กๆ จะได้ทำกิจกรรมอื่นอีกด้วย ทั้งการปลูกผัก รดน้ำผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ทำขนม เพื่อให้เด็กรู้จักการพึ่งพาตนเอง

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา
ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

“พอเด็กๆ ได้ทำกิจกรรม อย่างปลูกผัก รดน้ำ เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ เด็กก็จะนำผลผลิตที่ได้ไปขายในชุมชน ตอนเช้ามาก็รดน้ำผัก ซ้อมกีฬา ตอนเย็นก็รดน้ำผัก แล้วซ้อมกีฬา วันเสาร์และอาทิตย์ ครูก็จะพาทำกิจกรรม ทำขนม เอาไปขายที่ตลาดนัด ที่เราทำแบบนี้เพราะเราอยากสอนเด็กให้รู้จักกล้าแสดงออก หารายได้ให้ตัวเอง พึ่งหาตัวเองให้ได้มากที่สุด ลดภาระค่าใช้จ่ายให้โรงเรียน ซึ่งมันก็ได้ผลครับ เงินที่ไปแข่งได้มา เราเอาเข้ากองทุนออมไว้ ตอนนี้เรามีกองทุนนักกีฬาที่พาเขาไปแข่งได้” 

นอกเหนือจากกิจกรรมทางด้านกีฬาและการเกษตร ครูเบิ้มยังช่วยผลักดันในเรื่องของดนตรีให้กับเด็กๆ ด้วย

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

“ผมเป็นคนที่ชอบร้องเพลงอยู่แล้วครับ เป็นเด็กสายประกวดร้องเพลงลูกทุ่งมาตั้งแต่เด็กๆ ความฝันคืออยากเป็นนักร้อง มีโอกาสได้ทำเพลงแต่มันก็ไม่ดัง เรารู้ว่ามันไม่เหมาะกับเราแล้วแหละ แต่เราก็ไม่ทิ้งงานร้องเพลง เราไปประกวดตามรายการต่างๆ แล้วนำประสบการณ์ตรงนั้นมาถ่ายทอดให้กับนักเรียน เคยพานักเรียนของเราไปแข่งรายการ ไมค์ทองคำ พานักเรียนไปออกรายการ ซูเปอร์เท็น ไปร้องเพลงขอบ้านใหม่ ขอลูกวอลเลย์บอลมาให้น้องๆ เล่น

“ตอนแรกผมกังวลมากเลย เรากลัวว่าพอมาทำทีมกีฬาแล้วเด็กจะเสียในเรื่องของผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาไหม เรากลัวว่าผู้ใหญ่ห่วงในเรื่องของผลการเรียนของเด็กๆ แต่เราเองกลับมองว่าเด็กจะประสบความสำเร็จได้ ไม่จำเป็นต้องมีเกรดเฉลี่ยสูง ผมมองว่ามันไม่เกี่ยวกับตัวเลข เด็กที่มีความสามารถด้านอื่นนอกเหนือจากการเรียน เขาอาจจะได้ดีเหมือนกัน ถ้าเราส่งเสริมเขาเต็มที่ นี่คือจุดประสงค์ในการทำกิจกรรมต่างๆ ในโรงเรียนของผม”

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

เซตที่ 05

วอลเลย์บอลกระชับมิตร

“เราส่งเสริมเรื่องกีฬาวอลเลย์บอลมาตลอด และนำวอลเลย์บอลมาบูรณาการกับการทำเกษตรด้วย เพราะโรงเรียนเรามีพื้นที่การทำเกษตรเยอะ ก็มาบูรณาการให้เขาได้ทำกิจกรรมต่างๆ นอกห้องเรียน มากกว่าการเรียนหนังสือในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ 

“พอเรามาอยู่ตรงนี้ สิ่งที่จะช่วยให้เด็กนำไปใช้ในชีวิตได้จริง ก็คือเรื่องของการทำศาสตร์พระราชา เพราะบริบทชุมชนเราเป็นเกษตรกรกันหมดเลย ดังนั้นการสอนลูกหลานเขาในเรื่องใกล้ตัว เป็นอะไรที่เข้าใจง่ายที่สุด อีกอย่างหนึ่งคือมันตอบโจทย์ครอบครัวเขาด้วย เพราะอย่างน้อยวันหนึ่งเมื่อเขาต้องออกจากงานมาอยู่บ้าน เขาต้องทำเป็น เขาต้องปลูกผักได้ เขาต้องเลี้ยงไก่เป็น เขาต้องใช้สอยประโยชน์จากพื้นที่ที่เขามีเป็น ต้องช่วยเหลือตัวเองให้ได้” 

ครูเบิ้มบอกกับเราว่าวัดผลสัมฤทธิ์ได้จากแปลงผักของเด็กๆ

“การทำแปลงเกษตรบอกอะไรเราได้หลายอย่าง เช่น ความรับผิดชอบ ถ้าเด็กรับผิดชอบได้ แปลงผักเด็กจะสวย ผักที่ออกจะงาม แต่ถ้าเด็กไม่มีความรับผิดชอบ แปลงผักก็เละ ไม่รดน้ำก็ตาย แปลงผักแปลงหนึ่งวัดเด็กได้เลยเขาเป็นคนยังไง เริ่มจากเราทำให้ดูแล้วก็ให้เขาฝึกดูแลเอง ให้เด็กเขาฝึกสังเกตและให้เขาได้เรียนรู้ เพราะเด็กที่บ้านเรา พ่อแม่เขาทำเกษตรเกือบทุกคน แต่เขาอาจจะไม่พาลูกลงพื้นที่กับเขาทุกคน แต่เราก็อยากให้เขาทำเป็น อย่างน้อยก็ขั้นพื้นฐาน เพราะโดยรากเหง้าของเขาจริงๆ แล้วคือการทำเกษตรกรรม เราอยากให้เขารู้จักกับรากเหง้าเขาก่อนว่าเขาเป็นอะไร”

สำหรับการวัดผลในด้านกีฬาก็เช่นกัน

เหมือนการปลูกผักเลย ผมจะให้เด็กวัดศักยภาพตัวเอง ว่าก่อนมาเป็นนักกีฬากับการมาเป็นนักกีฬาระยะหนึ่งแล้ว มีความเปลี่ยนแปลงยังไงบ้าง ความสำเร็จของการทำทีมวอลเวลย์บอลของที่นี่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับต้องได้ถ้วยรางวัล แต่สิ่งที่เราอยากได้มากกว่า คือให้เด็กรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ฝึกวินัย ความรับผิดชอบ” 

จากกิจกรรมในโรงเรียน ขยายมาสู่ความร่วมมือของคนในชุมชน

“ตอนแรกคนในชุมชนก็ไม่รู้ว่าการซ้อมกีฬาแบบจริงจังทำยังไง เราก็ทำให้เขาเห็น นัดเด็กมาซ้อม พาเด็กวิ่งในหมู่บ้าน เขาเห็นเด็กวิ่งตลอด พอเด็กเริ่มซ้อมทุกวัน เขาก็เริ่มเห็นว่าเด็กมันเก่ง ไปแข่งมาก็ชนะ มีการขึ้นป้ายหน้าโรงเรียน ผมใช้วอลเลย์บอลเปลี่ยนวิถีชีวิตเด็กในชุมชนไปหมดเลย เด็กจากเลิกเรียกกลับบ้าน ตอนนี้เลิกเรียนมาซ้อมกีฬา เช้าเย็นเสาร์อาทิตย์ก็มาอยู่ที่โรงเรียน โรงเรียนกลายเป็นบ้านหลังที่สองที่ผู้ปกครองไว้ใจ เพราะเขาเห็นว่าเราจริงจังกับสิ่งที่ทำ เขาก็ยิ่งเชื่อมั่น เข้ามาช่วยเข้ามาสนับสนุน ทั้งเรื่องของเงินบ้าง ของบ้าง อาหารบ้าง” ซึ่งครูเบิ้มก็เล่าต่อว่า กีฬาวอลเลย์บอลเหมือนตัวเชื่อมสัมพันธ์ของทั้งคุณครูทุกท่าน ผู้ปกครอง คนในชุมชน และนักเรียน ให้เน้นเฟ้นเข้าด้วยกันมากยิ่งขึ้น 

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

สุดท้ายแล้วการพาทีมวอลเลย์บอลเด็กๆ โรงเรียนบ้านท่าตาสีมาได้ไกลจนถึงวันนี้ มีเพียงจุดประสงค์เดียวก็เพื่ออนาคตของเด็กทุกคนที่นี่

“เราอยากเห็นลูกศิษย์ของเราทุกคนเป็นคนดี ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับสังคม เอาตัวรอดได้ อยู่กับสังคมได้อย่างมีความสุข ไม่จำเป็นต้องมีอาชีพที่ใหญ่โต แต่ให้เขาเลี้ยงดูตัวเขาเองได้ เลี้ยงครอบครัวเขาได้ และที่สำคัญคือเราอยากเห็นลูกศิษย์ของเราเป็นคนที่มีจิตสำนึกที่ดี ในการที่จะกลับมาพัฒนาโรงเรียน พัฒนาชุมชน นี่คือสิ่งที่เราอยากเห็นจากลูกศิษย์เรา ความคาดหวังของครูทุกคนคืออยากเห็นลูกศิษย์ของตัวเองประสบความสำเร็จในชีวิตในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เขาพึงพอใจ ที่เขาอยากทำ แล้วก็ไม่เป็นภาระของสังคม”

“ถ้าวันหนึ่งผมต้องย้ายกลับบ้าน ก็คงเป็นการจากแบบลำบากใจเหมือนตอนที่เราออกจากโรงแรม เพราะ ณ ตอนนี้ความสุขของชีวิตผมคือที่นี่ คือโรงเรียนนี้ ภูมิใจทุกครั้งที่ได้บอกตัวเองว่าเป็นครูที่โรงเรียนบ้านท่าตาสี เราภูมิใจมากกับสิ่งที่เราทำ” ครูเบิ้มยิ้มพร้อมน้ำตาแห่งความภาคภูมิใจ ซึ่งเราสัมผัสได้ถึงความรักและความศรัทธาที่ครูเบิ้มมีในอาชีพครู ผู้อุทิศตนเพื่อเด็กๆ มาโดยตลอด

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

อิสรีย์ อรุณประเสริฐ

จบ Film Production ด้าน Producing & Production Design แต่ชอบถ่ายภาพและออกแบบงานกราฟิกเป็นงานอดิเรก มีครัว การเดินทาง และ Ambient Music เป็นตัวช่วยประโลมจิตใจจากวันที่เหนื่อยล้า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load