The Cloud x ไทยประกันชีวิต
แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

ตอนเด็กๆ ก่อนกินข้าวคุณอาจเคยต้องพนมมือขึ้นพร้อมกับท่อง ‘ข้าวทุกจาน อาหารทุกอย่าง อย่ากินทิ้งขว้าง เป็นของมีค่า ผู้คนอดอยาก มีมากหนักหนา สงสารบรรดา เด็กตาดำๆ’ จากนั้นต้องลงมือทานจนหมดไม่ให้เหลือ เมื่อโตขึ้นจึงเกิดคำถามในใจว่าเราจะท่องไปทำไมกัน

และในวันที่คุณไม่ต้องท่องบทนี้พร้อมพนมมือก่อนทานข้าวแล้ว คุณยังกินข้าวเหลือกันอยู่หรือเปล่า

แล้วเคยตั้งคำถามบ้างไหมว่าอาหารที่คุณกินไม่หมดจะถูกส่งไปที่ไหนหรือจะมีจุดจบที่ใด คุณอาจตอบว่า แน่ล่ะ มันคงต้องถูกทิ้งในกองขยะสักที่ หรือย่อยสลายได้เอง แต่หารู้ไม่ว่าคุณคิดผิดมหันต์ เพราะเรากำลังประสบปัญหาขยะอาหารอยู่

ซึ่งการทับถมของขยะเหล่านี้ก่อให้เกิดผลเสียมากมายอีกนับไม่ถ้วน

ถ้าอย่างนั้นจะดีกว่าไหม หากทำให้ของที่ถูกทิ้งกลายเป็นสิ่งที่มีค่า

บรูซ-โป้วเจา เฉิน ผู้จัดการฝ่ายโครงการ มูลนิธิ Thai SOS หรือมูลนิธิรักษ์อาหาร

วันนี้เราจึงเดินทางมาพบ บรูซ-โป้วเจา เฉิน ผู้จัดการฝ่ายโครงการ SOS Thailand หรือมูลนิธิรักษ์อาหาร ที่นี่คือมูลนิธิที่รับบริจาคอาหารเพื่อนำมาส่งต่อในหลากหลายรูปแบบ โดยไม่ทำให้อาหารกลายเป็นขยะไปอย่างสูญเปล่า 

เริ่มจากความตั้งใจของกลุ่มคนเพียงหยิบมือ สู่การส่งต่อไปยังอีกหลายปากท้อง ในรูปแบบของอาหารที่มีคุณภาพดีแต่ต้องถูกทิ้ง เพียงเพราะเป็นส่วนเกินจากโรงแรมหรือห้างร้าน ไปจนกระทั่งถึงพื้นนาของชาวเกษตรกร สู่การนำเศษอาหารที่ทานไม่ได้ไปทำเป็นปุ๋ย

“ผมเชื่อเรื่องการสร้างแพลตฟอร์มให้คนสามารถที่จะสร้างผลประโยชน์ ในขณะเดียวกันก็แก้ปัญหาไปด้วยกันได้”  

เพราะขยะจะไม่มีคุณค่าเกิดขึ้นเลย หากถูกทิ้งกองรวมกันอยู่เฉยๆ ทั้งที่มันสามารถสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันและเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้นได้

01

Food Waste อาหารคือขยะระดับชาติ

ในปี 2016 กรมควบคุมมลพิษออกมาชี้แจงว่า 27.06 ล้านตันของขยะมูลฝอย เกินครึ่งหรือกว่า 64 เปอร์เซ็นต์ล้วนเป็นขยะอาหารทั้งสิ้น สถิติอันน่าตกใจที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ คือขยะอาหารที่คนไทยทิ้งต่อวันมีปริมาณสูงถึง 300 – 500 ตัน 

ดังนั้น ปัญหาขยะจึงนับว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่สามารถแก้ไขให้หมดไปได้ในทันที “เมื่อเราพูดถึงภาพรวมของปัญหาจริงๆ เรากำลังพูดถึงปัญหาของขยะอาหารล้นเมือง เพราะคนมักจะเข้าใจผิดว่าขยะอาหารย่อยสลายได้ แล้วจะไม่เป็นปัญหา” บรูซเริ่มอธิบาย

แค่การทับถมของขยะอาหารพวกนี้ก็ก่อให้เกิดอันตรายแล้ว อันตรายอย่างไร?

การทับถมของขยะประเภทอินทรีย์ทำให้เกิดการขาดออกซิเจน และในสภาพการย่อยสลายนั้นย่อมก่อให้เกิดแก๊สมีเทน สำหรับปฏิกิริยาภาวะโลกร้อน แก๊สมีเทนส่งผลเสียกว่าแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 20 เท่า แน่นอนว่านี่คือปัญหาร้ายแรงด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ กองขยะอาหารยังนำมาซึ่งกลิ่นเหม็น พาหะนำโรคอย่างหนูและแมลงวัน รวมทั้งเหล่าเชื้อโรคทั้งหลาย ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนอย่างเลี่ยงไม่ได้ 

บรูซเล่าว่า “ตอนที่ผมเรียนจบใหม่ๆ ผมมีโอกาสได้ไปเรียนรู้การสร้างความยั่งยืนตามเกาะต่างๆ ในประเทศไทย อย่างลานขยะที่ผมไปบ่อยที่สุด ก็คือลานขยะบนเกาะสาก เกาะล้าน แล้วก็เกาะเต่า ผมก็นั่งดูวัฏจักรลานขยะพวกนี้ ตั้งแต่ช่วงที่แมลงวันเต็มไปหมดทั่วลานขยะ จนแมลงปอมากิน ยันแมลงวันวนกลับมาใหม่ การอาศัยรอบกองขยะมันสร้างผลกระทบต่อคน คนบนแผ่นดินใหญ่อาจผลักภาระเรื่องขยะออกไปไกลๆ ได้ แต่คนบนเกาะเขาจะทำอย่างไรในเมื่อมันอยู่ใกล้แค่นั้น” 

คุณอาจคิดว่าถ้าอย่างนั้นก็เผาขยะอาหารพวกนี้เสียก็สิ้นเรื่อง แต่หารู้หรือไม่ว่าการนำขยะเปียกหรือขยะอาหารเข้าเตาเผาร่วมกับขยะอื่นๆ กลับทำให้เตามีอุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิพื้นฐานที่เตาเผาต้องการ ซึ่งทำให้เกิดกระบวนการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้เกิดสารเคมีตกค้าง และแน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเราอย่างร้ายแรงที่สุด

บรูซจึงหันมาจริงจังในการจัดการปัญหาขยะอาหาร เพราะรู้ว่ามันเป็นปัญหาและมีผลกระทบต่อทุกชีวิตรวมถึงโลกของเรา “นี่คือสิ่งที่ทำให้ผมสนใจการจัดการกับขยะอาหารเป็นพิเศษ เพราะว่ามันเป็นปัญหาระดับชาติจริงๆ แถมแก้ไม่ได้ด้วยวิธีอื่นเลย ถ้าไม่เริ่มหาทางออกกันเดี๋ยวนี้” 

02

Food Rescue ปฏิบัติการต่อชีวิตให้อาหารส่วนเกิน

SOS Thailand หรือมูลนิธิรักษ์อาหาร ก่อตั้งขึ้นโดยนักเดินทางชาวเดนมาร์กผู้มาเข้าพักที่โรงแรมในประเทศไทย แล้วพบว่าอาหารเหลือทิ้งจากการให้บริการแขกในโรงแรมที่ถูกนำไปทิ้งจำนวนมากมายนั้นเป็นของที่มีคุณภาพดีมากและยังกินได้ 

โครงการ Food Rescue จึงถือกำเนิดขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะสร้างระบบการกระจายอาหารส่วนเกิน โดยรับบริจาคอาหารส่วนเกินที่เหลือจากการบริโภคจากโรงแรม ภัตตาคาร หรือการขายจากร้านค้าปลีกที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อนำอาหารส่วนเกินเหล่านั้นส่งต่อไปยังผู้ที่ต้องการแต่ไม่สามารถเข้าถึงอาหารได้ ตามโรงเรียน ชุมชน สถานสงเคราะห์

อาหารส่วนเกินจะกลายเป็นขยะอาหารทันที ถ้ามันถูกทิ้งขว้างไปโดยไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ อีก ทั้งที่ตัวมันยังไม่หมดอายุ คุณภาพดี และรสชาติอร่อย “จากอาหารส่วนเกินปริมาณมหาศาลที่จะต้องถูกนำไปทิ้งเป็นขยะอาหาร โครงการ Food Rescue สามารถต่อชีวิตพวกมัน โดยส่งต่อไปยังผู้รับบริจาคอาหาร ได้ 1 เปอร์เซ็นต์จากปริมาณอาหารส่วนเกินทั้งหมดในกรุงเทพฯ” 

Thai SOS มูลนิธิที่เปลี่ยนอาหารเหลือทิ้งจากห้างร้านเป็นมื้ออาหารผู้ด้อยโอกาสและปุ๋ยชั้นดีแก่เกษตรกร

ตัวเลขดูเหมือนน้อยนิด แต่ถ้านำปริมาณอาหารทั้งหมดตีเป็นจำนวนมื้อ แล้วหารด้วยค่าดำเนินการทั้งหมดของ Food Rescue จะพบข้อมูลที่น่าตื่นเต้นว่าอาหารแต่ละมื้อที่ผู้บริจาคได้รับไปนั้นมีราคาอยู่ที่ 4 บาทเท่านั้น เพราะไม่ต้องแบกรับต้นทุนด้านวัตถุดิบ บรูซบอกว่า ตามปกติภาครัฐจะสนับสนุนค่าอาหารให้สถานสงเคราะห์ต่างๆ ด้วยต้นทุน 20 – 30 บาทต่อมื้อ ต้นทุนเท่านี้ไม่สามารถซื้อวัตถุดิบดีๆ ที่มีสารอาหารครบถ้วนได้ 

Food Rescue จึงเป็นเหมือนตัวกลางในการส่งต่อวัตถุดิบอาหารคุณภาพเยี่ยมที่เป็นส่วนเกินเหลือทิ้งอยู่แล้วไปสู่ผู้ที่ต้องการ ซึ่งถ้าโครงการดำเนินไปและขยายเป็นโครงข่ายที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต จะสามารถส่งเสริมสิทธิขั้นพื้นฐานด้านการกินของคนในสถานสงเคราะห์ในประเทศไทยได้ ด้วยระบบอาหารหมุนเวียนที่แข็งแรงและมีประสิทธิภาพ

Thai SOS มูลนิธิที่เปลี่ยนอาหารเหลือทิ้งจากห้างร้านเป็นมื้ออาหารผู้ด้อยโอกาสและปุ๋ยชั้นดีแก่เกษตรกร
Thai SOS มูลนิธิที่เปลี่ยนอาหารเหลือทิ้งจากห้างร้านเป็นมื้ออาหารผู้ด้อยโอกาสและปุ๋ยชั้นดีแก่เกษตรกร

ความสำเร็จของ Food Rescue เป็นเครื่องการันตีว่าระบบอาหารหมุนเวียนที่ว่าสามารถเกิดขึ้นจริงได้ ช่วงปลายปี 2016 จนถึงต้นปี 2017 น้ำหนักเฉลี่ยของอาหารส่วนเกินที่รับบริจาคมีประมาณ 20 กิโลกรัมต่อวัน ด้วยรถรับอาหารเพียงคันเดียวและยังไม่สามารถบรรจุได้เต็มคันรถ จนปัจจุบันพวกเขาสามารถรับอาหารเพิ่มขึ้นได้เกิน 1 ตันต่อวัน จนมีรถพร้อมตู้แช่เย็นที่ควบคุมอุณหภูมิไว้ที่ 2 – 4 องศาเซลเซียสอยู่ถึง 4 คัน เพื่อรับและส่งอาหาร

ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา Food Rescue ดำเนินการ 7 วันต่อสัปดาห์ เพราะคุณภาพอาหารแปรผันตามอายุการผลิต ทีมงานของมูลนิธิรักษ์อาหารจึงต้องทำงานโดยไม่มีวันหยุดพัก เพื่อส่งต่ออาหารเหลือคุณภาพดีไปสู่ผู้คนอย่างรวดเร็วที่สุด

“พวกเราเห็นความสำเร็จมากมายในยุโรปและในประเทศอเมริกาตอนเหนือ ซึ่งเป็นประเทศในเขตหนาว แต่ว่าประเทศไทยอยู่ในพื้นที่เขตร้อน ฉะนั้น ไม่ใช่แค่พวกเราทำตามเขาแล้วจะรอดนะ พวกเราต้องระวังมากกว่าเขา ต้องลงทุนมากกว่าเขา ถึงจะสร้างระบบนี้ในประเทศไทยได้ และพวกเราก็พิสูจน์แล้วว่ามันเป็นไปได้ แค่ต้องใส่ใจมากขึ้นอีกหน่อย” บรูซเล่าด้วยสายตามุ่งมั่ง

03

Food Journey อาหารและการเดินทางจากห้องครั

;

นอกจากที่องค์กรจะทำหน้าที่จัดการอาหารส่วนเกินแล้ว ยังมีการอบรม ให้ความรู้ และผลักดันนโยบายการแก้ปัญหาอาหารที่ถูกทิ้งเหล่านี้ด้วย 

ฝ้าย-ธนาภรณ์ อ้อยอิสรานุกุล คือหนึ่งในทีมของมูลนิธิรักษ์อาหารผู้ทำหน้าที่ประสานงานกับผู้บริจาคอาหาร ทั้งโรงแรม ภัตตาคาร และซูเปอร์มาร์เก็ต เธอจะประสานงานกับทั้งผู้จัดการทั่วไป ผู้ควบคุมคุณภาพ และเชฟ ที่ทราบดีว่าในแต่ละวันมีอาหารส่วนเกินเหลือทิ้งเท่าไหร่ ฝ้ายบอกว่า เชฟทุกคนที่เธอประสานงานล้วนยินดีที่อาหารของพวกเขาจะได้รับการส่งต่อไปยังผู้ที่ต้องการ 

ทางมูลนิธิมีข้อกำหนดอย่างชัดเจนว่าอาหารที่บริจาคได้ต้องผ่านเกณฑ์และกระบวนการตรวจวัดประสิทธิภาพอะไรบ้าง ตั้งแต่การเก็บรวบรวม ใส่ตู้แช่ ไปจนถึงการหยิบออกมาชั่งน้ำหนักและแยกประเภท แล้วถึงค่อยนำอาหารขึ้นรถได้ ทุกนาทีที่หมุนไปในการนำอาหารจากจุดวางมายังตู้แช่เย็นในรถล้วนสำคัญและมีผลต่อคุณภาพของอาหาร 

Thai SOS มูลนิธิที่เปลี่ยนอาหารเหลือทิ้งจากห้างร้านเป็นมื้ออาหารผู้ด้อยโอกาสและปุ๋ยชั้นดีแก่เกษตรกร
Thai SOS มูลนิธิที่เปลี่ยนอาหารเหลือทิ้งจากห้างร้านเป็นมื้ออาหารผู้ด้อยโอกาสและปุ๋ยชั้นดีแก่เกษตรกร

“ฟังเหมือนเป็นขั้นตอนที่ง่าย แต่พอได้เห็นประตูหลังของโรงแรมที่วุ่นวายมาก แล้วเราต้องหาช่องว่างในความวุ่นวายเหล่านั้นเพื่อขนย้ายอาหารมาที่รถให้ได้ ก็เป็นเรื่องที่ยุ่งยากไม่น้อย เราให้ความสำคัญกับทุกขั้นตอนกว่าจะได้รับอาหารมา เพื่อให้แน่ใจว่ากว่าจะถึงมือผู้บริโภค อาหารเหล่านั้นยังอยู่ในคุณภาพดี” ฝ้ายเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม และอธิบายต่อว่า

เมื่อได้รับอาหารมาแล้ว ทีมของมูลนิธิจะตรวจสอบอีกครั้งว่ามีอาหารไม่ผ่านคุณภาพปะปนมาหรือเปล่า “ปกติพวกเราจะไม่รับอาหารทะเล เพราะว่ามันเป็นของที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูงที่จะเสีย ดังนั้น เราจะไม่เสี่ยงเพราะไม่มีทางรู้เลยว่าหลังจากสถานสงเคราะห์รับอาหารไปแล้วจะเก็บในตู้แช่ที่ได้มาตรฐานและคงอายุอาหารได้ตามที่ควรจะเป็นหรือเปล่า” 

Thai SOS มูลนิธิที่เปลี่ยนอาหารเหลือทิ้งจากห้างร้านเป็นมื้ออาหารผู้ด้อยโอกาสและปุ๋ยชั้นดีแก่เกษตรกร

เมื่ออาหารส่วนเกินเดินทางไปถึงกลุ่มผู้รับบริจาคแล้ว จะต้องมีทีมที่คอยรับอาหารเหล่านี้และต้องตรวจคุณภาพครั้งที่ 3 ก่อนที่จะกระจายไปให้คนในชุมชนหรือในสถานสงเคราะห์นั้นๆ อย่างเป็นระเบียบ เพื่อคุณภาพสูงสุดของอาหารที่ผู้บริโภคจะได้รับ

ฝ้ายอธิบายว่า ที่มูลนิธิต้องตรวจสอบคุณภาพอาหารถึง 3 ครั้ง ก็เพื่อสร้างความสบายใจให้กับทั้งทางผู้บริจาคอาหารและผู้รับบริจาคอาหาร “ก่อนจะขอรับบริจาคอาหารพวกเราดูมาตรฐานของโรงแรม ภัตตาคาร และซูเปอร์มาเก็ตด้วย ในสัญญาของเราระบุไว้ชัดเจนว่าขอให้ทางผู้บริจาคดูแลอาหารที่บริจาคเหมือนอาหารที่ดูแลลูกค้า”

04

Compost Program ทิ้งไว้ให้กลายเป็นปุ๋ย

“Food Rescue คือการสร้างระบบกระจายอาหารอาหารคุณภาพดีที่ยังสามารถกินได้ ออกไปให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ แต่ต้องไม่ลืมว่าในอุตสาหกรรมเหล่านั้นยังมีเศษอาหาร ซึ่งประกอบไปด้วยอาหารเสื่อมสภาพและวัตถุดิบส่วนเกินจากกระบวนการผลิตที่กินไม่ได้อีกปริมาณมหาศาล คำถามและความท้าทายถัดมา คือเราจะทำอย่างไรกับขยะอาหารเหล่านั้น” บรูซอธิบาย

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ โครงการ Compost Program ซึ่งเป็นการนำขยะอาหารไปทำปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อแจกจ่ายให้กับเกษตรกรชาวไร่

ระบบโลจิสติกส์ที่ใช้ในการขนส่งของ Compost Program ใกล้เคียง Food Rescue แต่ใช้รถคนละแบบ จากรถที่มีตู้แช่เย็นก็เปลี่ยนเป็นแค่รถกระบะทั่วไปแทน ในการตระเวนรับเศษอาหารหรือขยะอาหารจากโรงแรม ภัตตาคาร และซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ 

Thai SOS มูลนิธิที่เปลี่ยนอาหารเหลือทิ้งจากห้างร้านเป็นมื้ออาหารผู้ด้อยโอกาสและปุ๋ยชั้นดีแก่เกษตรกร

“รถกระบะ 1 คัน ตระเวนรับเศษอาหารจากโรงแรม 2 – 3 แห่งก็เต็มรถแล้ว เป็นข้อบ่งชี้ว่าปริมาณของอาหารส่วนเกินที่ยังกินได้และเศษอาหารที่กินไม่ได้แล้ว มีสัดส่วนต่างกันเยอะ เศษอาหารมีปริมาณเยอะมาก เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่น่าหนักใจให้ต้องไปช่วยกันคิดแก้ไขปัญหาต่อไปในอนาคต” 

บรูซอธิบายว่า คนมักทิ้งอาหารไปทั้งที่มันยังคงมีคุณภาพดีอยู่หรือทิ้งก่อนที่จะมันจะกินไม่ได้จริงๆ เนื่องจากความเข้าใจผิดเรื่องการตีความค่าบนฉลากอย่าง Best Before กับ Expired By 

“คำว่า Best Before หมายความว่าถ้าคุณทานอาหารตามเวลาที่กำหนดนี้มันจะคุณภาพดีที่สุด แต่เลยเวลานั้นไม่ได้หมายความว่ากินไม่ได้แล้ว อาจจะแค่คุณภาพไม่ถึง เนื้อไม่แน่น หรือมันอาจจะบดเป็นผงง่ายขึ้น ถ้าเป็น Expired By คือเลยวันที่กำหนดก็ห้ามกินแล้ว มักจะถูกใส่ไว้ในของที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะคุณภาพของผักและผลไม้มันไม่ได้อยู่ที่ป้าย มันอยู่ที่การรักษา แค่วางผิดอุณหภูมิอาหารก็สามารถเสียได้ก่อนเวลานั้น แต่ในทางกลับกัน ถ้าเก็บไว้ในอุณหภูมิที่เหมาะสม มันจะอยู่ได้นานกว่าป้ายนั้นไปเป็นอาทิตย์เลย”

Thai SOS มูลนิธิที่เปลี่ยนอาหารเหลือทิ้งจากห้างร้านเป็นมื้ออาหารผู้ด้อยโอกาสและปุ๋ยชั้นดีแก่เกษตรกร

เมื่อรับเศษอาหารตามโรงแรมแล้ว รถกระบะจะเดินทางลำเลียงไปยังพื้นที่เกษตรกรรมต่างๆ ในโครงข่ายของมูลนิธิรักษ์อาหาร ซึ่งประกอบไปด้วยรังสิต พระรามสอง บางกะเจ้า ไปจนถึงพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี 

“เศษอาหารเหล่านี้จะถูกนำไปทำปุ๋ยอินทรีย์และอาหารสัตว์ ผู้บริจาคจะเก็บขยะอาหารหรือเศษอาหาร อย่างเปลือกผัก เปลือกผลไม้ ไว้ในห้องขยะแช่เย็น ซึ่งสะอาดและสามารถชะลอการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ได้ พอนำออกมามันก็ยังสดอยู่ ทางมูลนิธิจึงสามารถนำไปเป็นอาหารสัตว์ได้โดยตรง พวกสัตว์กินอาหารกันอย่างมีความสุข และมีสองถึงสามรุ่นแล้วที่โตมากับอาหารของพวกเรา” บรูซเล่าอย่างตื่นเต้น

05

All Flowers Grow Through Dirt ทิ้งไว้ให้งอกงาม

นอกจากอาหารสัตว์ ยังมีปุ๋ยอินทรีย์ บรูซบอกว่า “พวกเราไปลงพื้นที่ ทำความรู้จักกับชาวเกษตรกรหลายแห่งซึ่งประสบปัญหาเรื่องคุณภาพดิน ยกตัวอย่างบางพื้นที่มีปัญหาดินเค็มซึ่งมักต้องแก้ด้วยการล้างดิน การล้างดินหมายถึงการใช้น้ำจืดจำนวนมากเพื่อล้างความเค็มออกไป แล้วใช้น้ำเท่าไหร่กว่าจะล้างความเค็มออกจากดินได้ ปุ๋ยอินทรีย์จากเศษอาหารจะเพิ่มประสิทธิภาพให้ผืนดิน” 

มูลนิธิรักษ์อาหารจึงชวนเกษตรกรมาร่วมกันสร้างดินใหม่ วิธีนี้นอกจากจะเป็นการช่วยชาวเกษตรกรแก้ปัญหาเรื่องคุณภาพดินแล้ว ยังเป็นการสร้างต้นทุนดินให้กับเกษตรกรมือใหม่ที่ต้องการเริ่มทำฟาร์มอีกด้วย เพราะพวกเขาเชื่อว่า ดินดีที่มีสารอาหารเปรียบเสมือนการสร้างต้นทุนที่ดีให้กับชาวเกษตรกร

ความตั้งใจของ 'กลุ่มรักษ์อาหาร' คนกลุ่มเล็กๆ ที่ชุบชีวิตให้อาหารไม่กลายเป็นขยะอย่างสูญเปล่า เพื่อแก้ปัญหาปากท้องและปัญหาคุณภาพดิน

ปุ๋ยอินทรีย์มีหลายสูตร ทีมงานของมูลนิธิรักษ์อาหารเดินทางขึ้นเหนือไปถึงแม่โจ้ เพื่อเรียนรู้การทำปุ๋ยจากเศษอาหาร

“พวกเราเคยลองกันหลายอย่างมากไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยน้ำ จนไปถึงปุ๋ยไส้เดือน แต่ละชนิดก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน อย่างปุ๋ยน้ำ ถ้าทำไม่ถูกกระบวนการ มันจะส่งกลิ่นเหม็นมาก ส่วนปุ๋ยไส้เดือน ถ้าเราไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ ไส้เดือนก็จะตาย

“สุดท้ายเราเลือกสูตรการทำปุ๋ยจากเศษอาหารที่สามารถสอนเกษตรกรให้ทดลองทำได้ง่ายที่สุด นั่นคือ ‘ปุ๋ยไม่กลับกองสูตรแม่โจ้’ ซึ่งเป็นสูตรที่ง่าย คือแค่กองเศษอาหารผสมผสานกับดินทิ้งไว้แล้วรอจนมันย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย แถมอุณหภูมิของประเทศไทยยังเหมาะกับการทำปุ๋ยประเภทนี้ที่ง่ายต่อการการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์

ความตั้งใจของ 'กลุ่มรักษ์อาหาร' คนกลุ่มเล็กๆ ที่ชุบชีวิตให้อาหารไม่กลายเป็นขยะอย่างสูญเปล่า เพื่อแก้ปัญหาปากท้องและปัญหาคุณภาพดิน
ความตั้งใจของ 'กลุ่มรักษ์อาหาร' คนกลุ่มเล็กๆ ที่ชุบชีวิตให้อาหารไม่กลายเป็นขยะอย่างสูญเปล่า เพื่อแก้ปัญหาปากท้องและปัญหาคุณภาพดิน

“เราไม่ได้บังคับให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากเศษอาหารแทนปุ๋ยเคมีนะ เพราะการบังคับมันไม่ยั่งยืน เมื่อเขาได้ทดลองทำและพิสูจน์ด้วยผลลัพธ์ของพืชผลในไร่ เขาก็รับรู้ได้เองว่ามันดีกว่ากันอย่างไร เกษตรกรหลายคนที่มาร่วมเป็นโครงข่ายกับเรา ตอนแรกๆ ก็ยังใช้ปุ๋ยเคมีอยู่บ้าง จนทุกวันนี้เขาติดอกติดใจและเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากเศษอาหารถาวร” 

การทำ ‘ปุ๋ยไม่กลับกองสูตรแม่โจ้’ เริ่มจากการเตรียมพื้นที่ 2 x 1.5 เมตร จากนั้นปู 1 ชั้น ด้วยฟางหรือไม่ก็ใบไม้ หรือที่เราเรียกว่าวัสดุคาร์บอน ประมาณ 10 เซนติเมตร ตามด้วยวัสดุอินทรีย์พวกเศษอาหารอีกหนึ่งชั้น ตามด้วยขี้วัวโรยพื้นผิว ซึ่งในกระบวนการนี้จะมีการฉีดน้ำใส่เข้าไปด้วยให้มันชื้นแล้วก็ทำซ้ำ 

จนมันกลายเป็นชั้นสูง 1.5 เมตร บรูซเสริมว่า “เคล็ดลับคืออย่ากดให้แน่น ให้มันหลวมในระดับหนึ่งเพื่อให้อากาศสามารถถ่ายเทได้สะดวก กองเศษอาหารนี้จะทำงานเหมือนเตาอบจุลินทรีย์ธรรมชาติ เราก็แค่ปล่อยให้มันรับแสงอาทิตย์แล้วมันก็สะสมอุณหภูมิตรงกลางของกองปุ๋ยไว้ ระยะเวลา 1 – 2 เดือนต่อมาเราจะได้ปุ๋ยอินทรีย์จากเศษอาหาร”

นอกจากการให้ความรู้กับเกษตรกรแล้ว มูลนิธิรักษ์อาหารส่งเสริมให้ครัวเรือนจัดการกับเศษอาหารหรือขยะอาหารที่บ้านหรือคอนโดของตัวเอง “วิธีง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้คือการใช้กล่องทำปุ๋ยขนาดเล็ก ที่สามารถสร้างระบบการย่อยสลายในตัวเอง โดยเป็นกล่องปิดสนิท ไม่ต้องห่วงเรื่องปัญหาพวกแมลงหรือหนู เพราะมันจะไม่สามารถเข้าไปในกล่องได้ แค่สับเศษอาหารเป็นชิ้นเล็กๆ ผสมกับวัสดุตั้งต้นง่ายๆ จากนั้นก็ใส่น้ำตาลเล็กน้อยถ้าอยากเร่งการย่อยสลาย ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย”

06

Little Big People ทิ้งท้ายก่อนคิดจะทิ้ง

บรูซบอกว่า หลายปีที่ทำงานด้านนี้มาเขาเห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เป็นความเปลี่ยนแปลงจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่กำลังขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ “คนเห็นมูลค่าของขยะมากขึ้น เพราะรูปแบบการทำงานภาคธุรกิจมารองรับมูลค่าขยะเหล่านี้มีการกระจายให้เข้าถึงง่ายมาก อย่างออฟฟิศเก่าของมูลนิธิรักษ์อาหารที่เจริญกรุง 57 ซึ่งเป็นจุดรับซื้อและแยกขยะ ทุกวันผมเห็นเครื่องใช้ไฟฟ้าถูกทุบเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเพื่อเอาโลหะข้างในไปชั่งขาย เป็น Circular Economy แบบไทยๆ รูปแบบหนึ่ง”

ความตั้งใจของ 'กลุ่มรักษ์อาหาร' คนกลุ่มเล็กๆ ที่ชุบชีวิตให้อาหารไม่กลายเป็นขยะอย่างสูญเปล่า เพื่อแก้ปัญหาปากท้องและปัญหาคุณภาพดิน

การแยกขยะคือจุดเริ่มต้นสำคัญในการจัดการขยะมูลฝอยที่คนทั่วไปมักมองข้าม การที่เราเทขยะอาหารปนไปกับขยะประเภทอื่นๆ ทำให้กระบวนการรีไซเคิลเพื่อยืดอายุการใช้งานวัสดุไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะปนเปื้อนไปด้วยเศษอาหารที่เน่าเสีย ถ้าเราแยกขยะตามประเภท ขยะเหล่านั้นจะถูกนำไปรีไซเคิลเพื่อใช้งานได้ไม่รู้จบ ทั้งขวด กระป๋อง ไปจนถึงถุงพลาสติก

การสร้างความตระหนักให้กับคนในสังคมนับเป็นเรื่องยาก เพราะมันมักจะต้องมาพร้อมกับทางออก ซึ่งในตอนนี้มีทางออกสำหรับปัญหาขยะที่จำกัดมาก “เพื่อลดปัญหาอาหารส่วนเกินและขยะเศษอาหารตั้งแต่ต้นทาง เราทุกคนต้อง ‘กินให้หมด ซื้อให้พอดี เก็บรักษาให้เป็น’ เพราะของที่ยังดีที่เหลือในซูเปอร์มาร์เก็ต พวกผมจะได้รับไปบริจาคให้คนอื่นต่อได้” บรูซกล่าวอย่างกระตือรือร้น 

บรูซกล่าวทิ้งท้ายว่า ทุกวันนี้มูลนิธิรักษ์อาหารสามารถตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ได้แล้ว 2 ข้อ คือข้อ 2 Zero Hunger หรือขจัดความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหาร ส่งเสริมเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน และข้อที่ 12 Sustainable Consumption and Production หรือการวางแผนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน

1 เปอร์เซ็นต์ของอาหารส่วนเกินที่มูลนิธิรักษ์อาหารสามารถต่ออายุและส่งให้สังคม จะสามารถเพิ่มปริมาณและประสิทธิภาพได้มากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเราทุกคนหันมาเริ่มต้นที่ตัวเอง เมื่อคนตัวเล็กหลายคนเริ่มต้นทำสิ่งเล็กๆ ผลลัพธ์จะผลิดอกออกใบขยายเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ ที่ส่งผลต่อสังคมและโลกใบนี้

เพียงแค่ทุกคน ‘กินให้หมด ซื้อให้พอดี เก็บรักษาให้เป็น’

Thai SOS มูลนิธิที่เปลี่ยนอาหารเหลือทิ้งจากห้างร้านเป็นมื้ออาหารผู้ด้อยโอกาสและปุ๋ยชั้นดีแก่เกษตรกร

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

นักศึกษาถ่ายภาพที่กำลังตามหาแนวทางของตัวเอง ผ่านมุมมอง ผ่านการคิด และ ดู

Larger than Life

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

The Cloud x ไทยประกันชีวิต
Larger than Life แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

ครูยศ เหล่าอัน คือนักปลูกต้นไม้

ตลอดเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ชายคนนี้ปลูกต้นไม้ไปแล้วมากกว่า 1 ล้านต้นทั่วประเทศ

เขาชวนทุกคนปลูกต้นไม้ ด้วยวิธีที่แปลกประหลาด เรียบง่าย และได้ผลจริง แต่ใช่ว่าทุกคนจะยอมรับวิธีนี้ตั้งแต่ได้ฟังครั้งแรก

จะน่าเหลือเชื่อไปไหมหากฉันบอกว่า ใต้รากสาขาลึกลงไปในผืนดิน ต้นไม้ของครูยศ มีเถ้าอัฐิของผู้ล่วงลับถูกฝังอยู่ด้วย

แต่สุดท้ายต้นไม้จำนวน 1 ล้านต้น คงบอกได้ว่าสิ่งที่เขาทำ ส่งต่อไปสู่ผู้คนในสังคมได้ไกลขนาดไหน

เมื่อแรกเริ่ม ครูยศถูกมองว่าบ้าที่คิดจะทำ ‘โครงการปลูกต้นไม้ด้วยเถ้ากระดูก’ ด้วยความเชื่อต่อพิธีกรรมที่มีมาอย่างยาวนาน จนถึงความกลัวต่อวิญญาณผีสาง ทำให้แนวคิดของเขาถูกต่อต้านจากชาวบ้านทันที

ครูยศ เหล่าอัน

เจตนาดีของครูยศ คือต้องการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ชุมชน ส่งเสริมให้คนปลูกและดูแลต้นไม้ ที่สำคัญคือช่วยลดปัญหาขยะมลพิษในแหล่งน้ำจากการลอยอังคาร

ครูยศจึงลงมือทำ แม้จะถูกต่อต้าน ทำเพื่อพิสูจน์ว่าแนวคิดของเขาไม่ใช่เรื่องพิเรนทร์ที่เป็นไปไม่ได้

เขาเริ่มปลูกต้นไม้บนที่ดินสาธารณะรกร้างว่างเปล่า จากสิบเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสนต้น พิสูจน์จนชาวบ้านค่อยๆ ซึมซับและเข้าใจ ด้วยผลลัพธ์ที่สัมผัสได้อย่างอากาศบริสุทธิ์และร่มเงาไม้ใหญ่

จากเสียงต่อต้าน กลายเป็นความเชื่อถือและศรัทธาที่ขยายจากหมู่บ้านเล็กๆ ออกไปไกล เถ้าอัฐิจำนวนมากมายถูกส่งมาจากทุกสารทิศ เพื่อให้ครูยศนำไปปลูกต้นไม้

ครูยศ เหล่าอัน

ชีวิตคือการเดินทาง และการเดินทางที่ใช้เวลาชั่วชีวิตคือการมุ่งหน้ากลับไปสู่สภาวะแท้จริง สภาวะที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ” ครูยศกล่าวขึ้นขณะพาฉันเดินฝ่าดงไม้ลึกเข้าไป

ที่นี่คือวัดป่าโรจธรรม จังหวัดขอนแก่น สองข้างทางเรียงรายไปด้วยต้นไม้ที่อุดมสมบูรณ์อย่างสวนป่า ใต้รากสาขาของต้นไม้ทุกต้นมีเถ้ากระดูกมนุษย์ ชิ้นส่วนแห่งชีวิตที่ถูกคืนกลับสู่ผืนดิน ให้เป็นสภาวะแท้จริงที่เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ 

“ทุกชีวิตเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป แต่เราสามารถสร้างประโยชน์เป็นบุญกุศลให้โลกใบนี้ได้ แม้สิ้นชีวิตไปแล้วก็ตาม ต้นไม้ที่เจริญงอกงามจากเถ้าถ่านอัฐิจะคงอยู่ต่อไป เพื่อผลิตออกซิเจน มอบความชุ่มชื้น และแผ่กิ่งก้านสาขาอย่างเมตตา เป็นที่พักพิงอาศัยแก่เพื่อนร่วมโลก” ครูยศเอ่ยขึ้น

ต้นไม้แห่งความศรัทธาได้ถูกปลูกขึ้นในใจของผู้คน และจะผลิดอกออกผลไปอีกแสนนาน

01

ที่มาของความเชื่อ

ทางพุทธศาสนา เมื่อมนุษย์สิ้นลมหายใจร่างกายจะถูกนำไปประกอบพิธีฌาปนกิจด้วยการเผา จนสุดท้ายเหลือเพียงเถ้าถ่านอัฐิที่จะถูกนำไปลอยอังคารในแม่น้ำหรือมหาสมุทร เพื่อส่งดวงวิญญาณของผู้วายชนม์ไปสู่ภพภูมิที่ดี 

เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ครูยศเห็นชาวบ้านนำอัฐิของเหล่าผู้ล่วงลับไปลอยอังคารในแม่น้ำชีที่แห้งขอดในฤดูแล้ง ผ้าขาว หม้อ ไห ถุงปุ๋ย ติดอยู่ตามเกาะแก่งแม่น้ำ แม้แต่อัฐิยังถูกโปรยลงบนพื้นดินแตกระแหงที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นลำน้ำ นอกจากจะเป็นภาพที่น่าสลดใจแล้ว ภาชนะและข้าวของที่ติดอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติเหล่านั้นยังเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม 

“เริ่มจากความเมตตาและสงสาร เมื่อเห็นอัฐิของผู้วายชนม์ถูกนำไปกองทิ้งไว้ตามแหล่งน้ำที่แห้งขอดช่วงฤดูแล้ง เพราะเถ้าถ่านเหล่านั้นก็คือคน แทนที่ผู้วายชนม์จะได้ไปเกิดดีมีสุข กลับมาถูกมองในแง่ไม่ดีงาม”

หลังเฝ้าสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่หลายปี ครูยศจึงเกิดความคิดว่า ในเมื่อแก่นแท้ของการลอยอังคารคือการกลับคืนสู่ธรรมชาติผ่านสายน้ำของมนุษย์คนหนึ่ง การกลับคืนสู่ธรรมชาติผ่านธาตุชนิดอื่นอย่าง ‘ดิน’ ก็ถือเป็นการเข้าถึงแก่นแท้นี้ไม่ต่างกัน

โครงการปลูกต้นไม้ด้วยเถ้ากระดูก ของชุมชนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ จึงถือกำเนิดขึ้น 

“ถ้าเรานำอัฐิเหล่านั้นไปผสมกับดินเป็นส่วนหนึ่งของการปลูกต้นไม้ คืนร่างกายมนุษย์กลับคืนสู่แผ่นดิน คืนชีวิตกลับสู่ธรรมชาติ น่าจะเป็นบุญกุศลมากกว่ามาทิ้งไว้เช่นนั้น ซึ่งก็เหมือนกับคืนสู่น้ำในการลอยอังคารตามความเชื่อดั้งเดิมของศาสนาพุทธ” 

แนวคิดการนำเถ้ากระดูกมาปลูกต้นไม้ของครูยศ ถูกต่อต้านจากคนในชุมชนทันที เพราะแม้จะมีเจตนาดี แต่ด้วยความเชื่อต่อพิธีกรรมที่มีมาอย่างยาวนาน จนถึงความกลัวต่อวิญญาณผีสาง ทำให้แนวคิดดังกล่าวดูแหวกแนวไปมากสำหรับคนเมื่อ 30 ปีก่อน

“ผมเลยเริ่มจากการลงมือทำเลย ทำให้ชาวบ้านดู พิสูจน์ให้เขาเห็น” ครูยศเล่า 

วัดตามชนบทสมัยนั้นมีทั้งวัดที่มีเมรุเผาศพและวัดที่ไม่มีฌาปนสถานจึงใช้เพียงกองฟอนแบบโบราณ กองฟอนคือการเอาไม้เนื้อแข็งมาสุมรวมกันเป็นทรงสี่เหลี่ยมคล้ายคอกหมูเพื่อวางหีบศพแล้วเผา เมื่อเผาเสร็จก็จะมีเถ้าถ่านอัฐิหลงเหลืออยู่ในบริเวณ

ครูยศ เหล่าอัน

“ผมก็ไปเก็บเถ้ากระดูกแถวเมรุบ้าง กองฟอนบ้าง มาปลูกต้นไม้บนที่ดินสาธารณะรกร้างว่างเปล่าตามหมู่บ้าน โดยเฉพาะวัดและบริเวณรอบๆ อย่างป่าช้าเก่า ซึ่งมีพื้นที่ว่างสามารถปลูกต้นไม้ได้ ผมก็จะขออนุญาตเจ้าอาวาสวัดก่อนเข้าไปปลูกทุกครั้ง โดยเน้นพืชสมุนไพรและไม้ยืนต้น จากสิบเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสนต้น

02

พลังแห่งศรัทธา

“ชาวบ้านค่อยๆ ซึมซับและเข้าใจจากผลลัพธ์ที่เราทำ เห็นความร่มรื่น สัมผัสอากาศบริสุทธิ์ จากต้นไม้ที่ปลูกไว้ตามพื้นที่ว่างไม่ได้ใช้ประโยชน์ของชุมชน จากที่ชาวบ้านมองว่าครูยศนี่บ้า (หัวเราะ) เขาก็เริ่มให้ความเชื่อถือและเล่ากันปากต่อปาก จากบ้านสู่บ้านเพื่อนำอัฐิมาบริจาค บ้านไหนอยู่ใกล้ก็หอบมาให้ ส่วนคนอยู่ไกลก็ติดต่อทางจดหมาย ส่งอัฐิเป็นพัสดุไปรษณีย์มา

“ตอนที่แม่ผมถึงแก่ความตาย ผมนำอัฐิของแม่มาผสมดินปลูกต้นไม้บนที่นาของตัวเอง เขียนป้ายชื่อแม่อย่างดี ระบุวันเกิดวันตาย และปักไว้ข้างๆ ต้นไม้ที่งอกเงยขึ้นจากเถ้ากระดูกของท่าน ต้นไม้ของแม่โตวันโตคืนให้ร่มเงาลูกหลานในอาณาบริเวณบ้าน” 

ครูยศ เหล่าอัน

โครงการปลูกต้นไม้ปลูกป่าด้วยเถ้ากระดูกเริ่มเป็นที่รู้จัก จากแค่ในตำบลก็ขยายไปยังต่างจังหวัด ครูยศได้รับการติดต่อจากชาวบ้านและผู้นำชุมชนจำนวนมากที่ศรัทธาและสนใจอยากร่วมโครงการ 

“ผมสนับสนุนให้คนปลูกต้นไม้บนที่ดินของตัวเอง ตามหัวไร่ปลายนาที่บรรพบุรุษหาที่ดินที่ดอนไว้ให้ คุณมีกินมีใช่ทุกวันนี้เพราะพ่อแม่ให้ คุณกล้าไหมที่จะปลูกต้นไม้ให้ท่าน ถ้ากล้าผมจะไปทำพิธีปลูกให้ แต่ถ้าไม่กล้า อยากบริจาคอัฐิก็ส่งมา ผมจะปลูกให้ บางหมู่บ้านเก็บเถ้าถ่านอัฐิผู้วายชนม์ไว้เป็นร้อยห่อ รอผมและคณะไปทำพิธีปลูกให้ ซึ่งพิธีก็เรียบง่ายมาก ไม่สิ้นเปลืองเลย” ครูยศกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

03

ป่าในวัดป่า

ที่ดินทั้ง 20 ไร่ ของวัดป่าโรจนธรรมแห่งนี้เป็นพื้นที่ไร่นาเดิมของชาวบ้านที่บริจาคให้โครงการมาทำวัดป่า แบ่งการใช้งานเป็นอาสนสถานและที่พักสงฆ์ประมาณ 5 ไร่ ที่เหลือปลูกต้นไม้ และขุดบึงเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้รดต้นไม้ในฤดูแล้ง ที่นี่ไม่ใช้น้ำประปาใช้น้ำจากบ่อดินธรรมชาติ ไม่มีไฟฟ้า และการบิณฑบาตทุกเช้าจะต้องเดินเท้าเข้าหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ห่างออกไป 5 กิโลเมตร 

ไม่มีป้ายหรือกำแพงวัด ถ้าใครบังเอิญขับรถหลงจากทางหลวงลึกเข้ามา คงคาดไม่ถึงว่าที่นี่คือวัด และเป็นวัดที่ทำหน้าที่เสมือนโอเอซิสให้ร่มเงาและเก็บกักความชุ่มชื้นมหาศาลเอาไว้ บนพื้นที่เกษตรกรรมขนาดมหึมาสุดลูกหูลูกตาที่แทบไม่มีไม้ยืนต้นอยู่เลย

ครูยศ เหล่าอัน

ครูยศพาฉันเดินสำรวจสวนป่าในบริเวณวัด ยิ่งลึกยิ่งร่มรื่น เรือนยอดของไม้พะยูงจำนวนนับพันต้นทำหน้าที่เป็นหลังคาธรรมชาติกันเปลวแดดร้อนเปรี้ยง เศษใบและกิ่งไม้ที่ร่วงหล่นทับถมกันช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในผืนดิน เป็นที่อยู่อาศัยให้สรรพสัตว์ร่วมโลก

“ต้นพะยูงพวกนี้ เพิ่งปลูกไปเมื่อไม่นาน อายุราว 4 – 5 ปี” ครูยศอธิบายต่อถึงวิธีคัดเลือกสายพันธุ์ต้นไม้ที่จะนำมาเข้าร่วมโครงการ ว่าต้องเป็นพันธุ์พืชพื้นถิ่นดั้งเดิมที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศมาตั้งแต่โบราณ พื้นที่จะถูกกับดินฟ้าอากาศ ทางภาคอีสานมีพวกประดู่ ยางนา ไม้แดง เพียงเมล็ดได้รับความชุ่มชื้นก็จะแตกหน่อเติบโตอย่างแข็งแรงโดยธรรมชาติ เพราะอุณหภูมิและปัจจัยต่างๆ พอเหมาะกับพันธุ์พืชนั้นๆ 

“ถ้ามีการระบุสายพันธุ์ไว้ในพินัยกรรมของผู้วายชนม์ ผมก็จะปลูกให้ตามความประสงค์นั้น บางคนพูดไว้ก่อนตาย ชีวิตผมได้ดิบได้ดีเพราะทุเรียน ปลูกต้นทุเรียนด้วยเถ้ากระดูกผมนะ หรือบางคนอยากได้ต้นพะยูง เพราะจะได้ช่วยพยุงชีวิตของลูกหลานให้มั่นคง

“ที่สำคัญคือ เราต้องการให้มีระบบนิเวศ มีต้นไม้หลากหลายชนิดปลูกแซมกันอยู่ในพื้นที่เดียว เพราะมันจะทำให้พวกนก หนู ปู แมลง มดแดง หรือนก มาพึ่งพิงอาศัย”

04

คืนสู่สามัญ

วันนี้จะมีพิธีปลูกต้นไม้ด้วยเถ้าถ่านอัฐิจากผู้วายชนม์จำนวน 13 ท่าน

“เราจะเริ่มด้วยการทำพิธีกรรมทางศาสนาก่อน เป็นพิธีที่เรียบง่ายทว่าสำคัญและศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้เกียรติผู้วายชนม์

เริ่มด้วยนิมนต์พระบังสกุล อนิจจา วต สังขารา อุปปาทวยธัมมิโน อุปปัชชิตวา นิรุชชันติ เตสัง วูปสโม สุโข พระสงฆ์ก็จะไปยืนพิจารณา สักวันไม่ว่าอาตมาหรือโยมก็ต้องมีสภาพนี้เหมือนกัน

จากนั้นถวายจัตุปัจจัยให้พระภิกขุสงฆ์ ก่อนจะเข้าสู่พิธีปลูกต้นไม้ พระสงฆ์รูปไหนอยากร่วมปลูกด้วย ก็เชิญจับจอบจับเสียมลงแปลงสวนป่าพร้อมญาติโยมได้เลย” ครูยศกล่าวยิ้มๆ

ในการปลูกต้นไม้ ครูยศจะขุดหลุมขนาดกว้าง 50 ลึก 50 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และจอกแหนที่เก็บขึ้นมาจากแอ่งน้ำธรรมชาติ มารองก้นหลุมเอาไว้ ไม่ต้องใช้สารเคมีใดๆ จากนั้นนำเถ้าถ่านอัฐิผู้วายชนม์ผสมเข้ากับวัตถุดิบธรรมชาติที่ใช้รองก้นหลุมเหล่านั้น พร้อมอธิษฐานจิต   

ครูยศ เหล่าอัน
ครูยศ เหล่าอัน

“ขอให้ท่านผู้บริจาคสรีระร่างกาย เถ้าถ่านอัฐินี้ จงไปเกิดดีมีสุขในสัมปรายภพเบื้องหน้า บุตรหลานของท่านเบื้องหลังก็ขอให้มีความสุขความเจริญเช่นกัน บัดนี้ชมรมอนุรักษ์และคณะทั้งหลายจะปลูกต้นไม้เป็นเกียรติ เป็นอนุสรณ์ให้กับท่าน”

เมื่ออธิษฐานจบก็ลงมือปลูกด้วยกระบวนอย่างการปลูกต้นไม้ทั่วไป ญาติโยมและพระสงฆ์ร่วมไม้ร่วมมือกันเอากล้าไม้ลงหลุมที่จัดเตรียมเอาไว้ กลบดินให้แน่น เป็นอันเสร็จพิธี

ครูยศ เหล่าอัน

ในเถ้ากระดูกประกอบไปด้วย ธาตุไนโตรเจน โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนีเซียม ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ต้นไม้แตกรากได้ดี ช่วยเร่งการออกดอกผล นอกจากนี้ เถ้ากระดูกมีความเป็นด่างเล็กน้อย ทำให้เมื่อผสมลงในดินที่เป็นกรดจะช่วยปรับปรุงคุณภาพของดิน

ลูกหลานผู้วายชนม์ท่านไหนอยากปักป้ายระบุชื่อ วันเกิด วันตาย อายุ ไว้ข้างต้นไม้ ก็สามารถทำได้เพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกถึงผู้ล่วงลับ แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ต้องการระบุชื่อ ปล่อยให้เถ้าถ่านอัฐิได้ผสมผสานไปเป็นส่วนหนึ่งของดิน อย่างการเป็นส่วนหนึ่งของน้ำในพิธีลอยอังคาร

ครูยศ เหล่าอัน

“ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน นับถือศาสนาอะไร ก็สามารถบริจาคเถ้าถ่านอัฐิมาปลูกต้นไม้ได้ มีชาวต่างชาติจำนวนมากทั้งชาวยุโรป ชาวอเมริกัน ที่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธเข้าร่วมโครงการนี้ บางท่านอยู่เมืองไทย มีภรรยาเป็นคนไทย เขาก็บอกไว้ก่อนเสียชีวิตเลยว่าถ้าเขาเป็นอะไรไปไม่ต้องส่งร่างกลับประเทศเขานะ ให้เอาเถ้ากระดูกไปปลูกต้นไม้แทน

“ช่วงขวบปีแรกของการปลูกเราอาจจะต้องรดน้ำดูแลกล้าไม้ แต่เมื่อพ้น 5 ปีแรกไปแล้วต้นไม้จะดูแลเรา ผลิตออกซิเจน ปรับสภาพอากาศ ดูแลระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม พวกเราจะอาศัยพึ่งใบบุญของป่านี้ไปอีกชั่วลูกชั่วหลาน

“ถ้าคุณมีโอกาสกลับมาที่วัดป่านี้ในอีก 2 – 3 ปีข้างหน้า ต้นไม้อายุน้อยที่เห็นอยู่นี้จะเติบโตเป็นไม้ใหญ่เขียวชอุ่มยิ่งกว่าเดิม อาณาบริเวณของวัดป่าจะร่มรื่นรมณียาเหมือนกับในสมัยพุทธกาล”

05

ปลูกต้นไม้ในใจคน

“ผมเป็นเด็กวัด ได้ซึมซับความรู้ทางพระพุทธศาสนาตั้งแต่เด็ก วัดสมัยโบราณจะมีความร่มรื่น ไม่ได้มีอาคารสิ่งก่อสร้างมากอย่างในปัจจุบัน ผู้คนเข้าไปแล้วจะรู้สึกร่มเย็น สามารถปลดเปลื้องความทุกข์ได้ เราจึงอยากให้โครงการปลูกต้นไม้ปลูกป่าด้วยเถ้ากระดูกนี้ได้ไปสร้างความร่มรื่นให้หลายๆ วัดเป็นรมณียสถาน เพื่อถวายพระพุทธเจ้าผู้ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานในผืนป่า”

ครูยศเป็นคนที่มีแนวคิดอนุรักษ์มาตั้งแต่เด็ก ตอนอายุ 12 ปี สมัยเป็นเด็กวัดที่วัดโพธิ์ชัย จังหวัดมหาสารคาม มีคหบดีผู้มีอันจะกิน นำหน่อพระศรีมหาโพธิ์จากประเทศอินเดียมาทอดกฐินให้วัด แต่ก็ไม่มีคนปลูก จนเวลาผ่านไปหลายเดือน ในที่สุดครูยศจึงตัดสินใจที่จะปลูกหน่อพระศรีมหาโพธิ์เอง โดยตั้งอธิษฐานจิตว่า “หากข้าพเจ้าจะมีบุญวาสนาได้พึ่งพาอาศัยพระพุทธศาสนา ขอให้ต้นโพธิ์ที่ข้าพเจ้าปลูกจงเจริญงอกงามสืบไป”

50 ปีต่อมา ต้นโพธิ์ดังกล่าวยังคงอยู่และเติบโตแผ่กิ่งก้านสาขา ใครไปใครมาก็ต้องไปพึ่งร่มเงา ครูยศจึงเป็นคนรักต้นไม้มานับจากนั้น

เมื่อเติบโตขึ้น ครูยศตระเวณปลูกต้นไม้ตามป่าสาธารณประโยชน์ ที่ดินรกร้าง ในหลายจังหวัดทางภาคอีสาน หลังจบวิทยาลัยครู วิชาเอกเกษตรกรรม ครูยศก็มารับราชการครู นอกจากปลูกฝังเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เด็กๆ แล้ว ยังได้นำคณะนักเรียนและครูร่วมกันเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ชุมชน โดยเน้นปลูกต้นไม้ในวัด ป่าช้า โรงเรียน และที่ดินสาธารณะรกร้างตามหมู่บ้าน และส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกสวนป่าในพื้นที่ตนเอง

“ผมอึดอัดมาก เวลาเห็นบางหน่วยงานจัดงานปลูกต้นไม้เอาหน้าแบบสักงับ สักงับเป็นภาษาอีสานแปลว่า ขุดหลุมตื้นๆ ซึ่งตรงกับการกระทำของหน่วยงานเหล่านั้น คือเอาต้นไม้ลงดินโดยไม่ตระเตรียมหลุม ไม่ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักที่จะเป็นสารอายุให้ต้นไม้ แค่เอารากลง ถ่ายภาพ แล้วก็จากไปตลอดกาล

“ผมเสียดายงบประมาณราชการที่มาสูญเสียให้กับความฉาบฉวยเหล่านี้ปีละหลายล้านบาท

ผมจึงไปอาสาออกแบบการปลูกต้นไม้ ให้คำแนะนำการทำสวนป่า สวนสาธารณะประโยชน์กับองค์การบริหารส่วนต่างๆ ทั่วประเทศ ผมไม่รอให้ใครมาเปลี่ยน ผมลงมือทำเดี๋ยวนั้น เพื่อหวังว่าสิ่งเล็กๆ ที่ทำจะช่วยประเทศ ช่วยโลกได้

“ชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีคณะทำงานหลัก 15 คน ตั้งแต่พระภิกษุสงฆ์ไปจนถึงนักเรียนนักศึกษา และเรามีสมาชิกชมรม 1 พันกว่าคนทั่วประเทศ ผมปลูกฝังและกระจายงานออกไป เพราะผมทำอยู่คนเดียว รู้อยู่คนเดียว วันหนึ่งผมตายขึ้นมา โครงการนี้ก็จะไม่ได้ไปต่อ ซึ่งนั่นคือความไม่ยั่งยืน” ครูยศกล่าว

06

กุศโลบายเพื่อวันพรุ่งนี้

ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ปลูกต้นไม้ด้วยเถ้ากระดูกไปแล้ว 1,030,047 ต้น มีการลงทะเบียนใส่หมายเลขไว้อย่างเป็นระบบ สามารถตรวจสอบได้

“ปลูกต้นไม้ใช้เวลาไม่กี่ปีก็ได้เก็บผลกิน แต่การเปลี่ยนแนวคิดเพื่อปลูกต้นไม้ในใจคนนั้นใช้เวลาและความอดทนอย่างมหาศาล ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อย แต่ท้อไม่ได้ เพราะได้ตั้งปณิธานที่จะคืนบุญคุณให้แผ่นดิน คืนความอุดมสมบูรณ์ คืนพื้นที่สีเขียวให้ผืนป่าจนกว่าชีวิตจะหาไม่ เมื่อถึงวันนั้นก็เอาเถ้าถ่านจากร่างกายผมมาเป็นปุ๋ยต้นไม้”

อีกหนึ่งปัญหาที่ครูยศให้ความสำคัญคือ ปัญหาขยะในผืนป่า “คนทุกวันนี้มักง่าย เอาป่ามาเป็นที่ทิ้งขยะ บางคนเข้ามาท่องเที่ยว บางคนเข้ามาเก็บผลผลิตจากป่าไปประทังชีวิต ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติแต่กลับทิ้งภาระมลพิษไว้เบื้องหลัง”

ชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงร่วมกับภาครัฐ ภาคประชาชน และองค์กรเอกชนหลายแห่ง จัดทำโครงการเก็บขยะออกจากป่า คืนเทวดาให้ต้นไม้ ซึ่งเป็นการชวนอาสาสมัครเข้าไปช่วยกันเก็บขยะสิ่งแปลกปลอมออกจากผืนป่า

“ป่าเป็นแหล่งผลิตต้นน้ำและออกซิเจน เมื่อป่าสะอาด คนก็ได้รับผลผลิตบริสุทธิ์ไปด้วย ในอีกแง่ ซึ่งจะมองเป็นกุศโลบายก็ได้ คือเมื่อป่าสะอาด เทพบุตร เทพธิดา เจ้าป่าเจ้าเขา จะได้ความร่มเย็นและได้พลังในการปกปักรักษาป่าดังเดิม

เมื่อเดือนที่ผ่านมา ป่าชุมชนภูกระแต จังหวัดมหาสารคาม กลายเป็นป่าปลอดขยะแห่งแรกของประเทศไทย ทั้งที่แต่ก่อนเป็นที่ทิ้งขยะ มีขยะสะสมที่คนเอามาทิ้งไว้เป็นร้อยๆ ตัน หลังจากช่วยกันกำจัดขยะออกจากป่าจนหมด

เราก็เอาโครงการปลูกต้นไม้ปลูกป่าด้วยเถ้ากระดูกเข้าไปเพิ่มปริมาณต้นไม้ เท่านั้นแหละ ไม่มีใครกล้านำขยะมาทิ้งอีกเลย เพราะกลัวสิ่งที่ดูแลรักษาต้นไม้อยู่ครูยศทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

รักอิสระ มุกดาม่วง

เป็นคนจังหวัดอุดรธานี-ถิ่นภาคอีสาน โดยกำเนิด รักอิสระเคยดร็อปเรียนตอนมัธยมแล้วไปเป็นเด็กล้างจานที่ร้านอาหารไทยในอเมริกา 1 ปี ชอบเดินทางท่องเที่ยว ถ่ายรูป และสนใจภาพเชิงสารคดีเป็นพิเศษ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load