The Cloud x ไทยประกันชีวิต
แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

ตอนเด็กๆ ก่อนกินข้าวคุณอาจเคยต้องพนมมือขึ้นพร้อมกับท่อง ‘ข้าวทุกจาน อาหารทุกอย่าง อย่ากินทิ้งขว้าง เป็นของมีค่า ผู้คนอดอยาก มีมากหนักหนา สงสารบรรดา เด็กตาดำๆ’ จากนั้นต้องลงมือทานจนหมดไม่ให้เหลือ เมื่อโตขึ้นจึงเกิดคำถามในใจว่าเราจะท่องไปทำไมกัน

และในวันที่คุณไม่ต้องท่องบทนี้พร้อมพนมมือก่อนทานข้าวแล้ว คุณยังกินข้าวเหลือกันอยู่หรือเปล่า

แล้วเคยตั้งคำถามบ้างไหมว่าอาหารที่คุณกินไม่หมดจะถูกส่งไปที่ไหนหรือจะมีจุดจบที่ใด คุณอาจตอบว่า แน่ล่ะ มันคงต้องถูกทิ้งในกองขยะสักที่ หรือย่อยสลายได้เอง แต่หารู้ไม่ว่าคุณคิดผิดมหันต์ เพราะเรากำลังประสบปัญหาขยะอาหารอยู่

ซึ่งการทับถมของขยะเหล่านี้ก่อให้เกิดผลเสียมากมายอีกนับไม่ถ้วน

ถ้าอย่างนั้นจะดีกว่าไหม หากทำให้ของที่ถูกทิ้งกลายเป็นสิ่งที่มีค่า

บรูซ-โป้วเจา เฉิน ผู้จัดการฝ่ายโครงการ มูลนิธิ Thai SOS หรือมูลนิธิรักษ์อาหาร

วันนี้เราจึงเดินทางมาพบ บรูซ-โป้วเจา เฉิน ผู้จัดการฝ่ายโครงการ SOS Thailand หรือมูลนิธิรักษ์อาหาร ที่นี่คือมูลนิธิที่รับบริจาคอาหารเพื่อนำมาส่งต่อในหลากหลายรูปแบบ โดยไม่ทำให้อาหารกลายเป็นขยะไปอย่างสูญเปล่า 

เริ่มจากความตั้งใจของกลุ่มคนเพียงหยิบมือ สู่การส่งต่อไปยังอีกหลายปากท้อง ในรูปแบบของอาหารที่มีคุณภาพดีแต่ต้องถูกทิ้ง เพียงเพราะเป็นส่วนเกินจากโรงแรมหรือห้างร้าน ไปจนกระทั่งถึงพื้นนาของชาวเกษตรกร สู่การนำเศษอาหารที่ทานไม่ได้ไปทำเป็นปุ๋ย

“ผมเชื่อเรื่องการสร้างแพลตฟอร์มให้คนสามารถที่จะสร้างผลประโยชน์ ในขณะเดียวกันก็แก้ปัญหาไปด้วยกันได้”  

เพราะขยะจะไม่มีคุณค่าเกิดขึ้นเลย หากถูกทิ้งกองรวมกันอยู่เฉยๆ ทั้งที่มันสามารถสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันและเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้นได้

01

Food Waste อาหารคือขยะระดับชาติ

ในปี 2016 กรมควบคุมมลพิษออกมาชี้แจงว่า 27.06 ล้านตันของขยะมูลฝอย เกินครึ่งหรือกว่า 64 เปอร์เซ็นต์ล้วนเป็นขยะอาหารทั้งสิ้น สถิติอันน่าตกใจที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ คือขยะอาหารที่คนไทยทิ้งต่อวันมีปริมาณสูงถึง 300 – 500 ตัน 

ดังนั้น ปัญหาขยะจึงนับว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่สามารถแก้ไขให้หมดไปได้ในทันที “เมื่อเราพูดถึงภาพรวมของปัญหาจริงๆ เรากำลังพูดถึงปัญหาของขยะอาหารล้นเมือง เพราะคนมักจะเข้าใจผิดว่าขยะอาหารย่อยสลายได้ แล้วจะไม่เป็นปัญหา” บรูซเริ่มอธิบาย

แค่การทับถมของขยะอาหารพวกนี้ก็ก่อให้เกิดอันตรายแล้ว อันตรายอย่างไร?

การทับถมของขยะประเภทอินทรีย์ทำให้เกิดการขาดออกซิเจน และในสภาพการย่อยสลายนั้นย่อมก่อให้เกิดแก๊สมีเทน สำหรับปฏิกิริยาภาวะโลกร้อน แก๊สมีเทนส่งผลเสียกว่าแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 20 เท่า แน่นอนว่านี่คือปัญหาร้ายแรงด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ กองขยะอาหารยังนำมาซึ่งกลิ่นเหม็น พาหะนำโรคอย่างหนูและแมลงวัน รวมทั้งเหล่าเชื้อโรคทั้งหลาย ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนอย่างเลี่ยงไม่ได้ 

บรูซเล่าว่า “ตอนที่ผมเรียนจบใหม่ๆ ผมมีโอกาสได้ไปเรียนรู้การสร้างความยั่งยืนตามเกาะต่างๆ ในประเทศไทย อย่างลานขยะที่ผมไปบ่อยที่สุด ก็คือลานขยะบนเกาะสาก เกาะล้าน แล้วก็เกาะเต่า ผมก็นั่งดูวัฏจักรลานขยะพวกนี้ ตั้งแต่ช่วงที่แมลงวันเต็มไปหมดทั่วลานขยะ จนแมลงปอมากิน ยันแมลงวันวนกลับมาใหม่ การอาศัยรอบกองขยะมันสร้างผลกระทบต่อคน คนบนแผ่นดินใหญ่อาจผลักภาระเรื่องขยะออกไปไกลๆ ได้ แต่คนบนเกาะเขาจะทำอย่างไรในเมื่อมันอยู่ใกล้แค่นั้น” 

คุณอาจคิดว่าถ้าอย่างนั้นก็เผาขยะอาหารพวกนี้เสียก็สิ้นเรื่อง แต่หารู้หรือไม่ว่าการนำขยะเปียกหรือขยะอาหารเข้าเตาเผาร่วมกับขยะอื่นๆ กลับทำให้เตามีอุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิพื้นฐานที่เตาเผาต้องการ ซึ่งทำให้เกิดกระบวนการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้เกิดสารเคมีตกค้าง และแน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเราอย่างร้ายแรงที่สุด

บรูซจึงหันมาจริงจังในการจัดการปัญหาขยะอาหาร เพราะรู้ว่ามันเป็นปัญหาและมีผลกระทบต่อทุกชีวิตรวมถึงโลกของเรา “นี่คือสิ่งที่ทำให้ผมสนใจการจัดการกับขยะอาหารเป็นพิเศษ เพราะว่ามันเป็นปัญหาระดับชาติจริงๆ แถมแก้ไม่ได้ด้วยวิธีอื่นเลย ถ้าไม่เริ่มหาทางออกกันเดี๋ยวนี้” 

02

Food Rescue ปฏิบัติการต่อชีวิตให้อาหารส่วนเกิน

SOS Thailand หรือมูลนิธิรักษ์อาหาร ก่อตั้งขึ้นโดยนักเดินทางชาวเดนมาร์กผู้มาเข้าพักที่โรงแรมในประเทศไทย แล้วพบว่าอาหารเหลือทิ้งจากการให้บริการแขกในโรงแรมที่ถูกนำไปทิ้งจำนวนมากมายนั้นเป็นของที่มีคุณภาพดีมากและยังกินได้ 

โครงการ Food Rescue จึงถือกำเนิดขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะสร้างระบบการกระจายอาหารส่วนเกิน โดยรับบริจาคอาหารส่วนเกินที่เหลือจากการบริโภคจากโรงแรม ภัตตาคาร หรือการขายจากร้านค้าปลีกที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อนำอาหารส่วนเกินเหล่านั้นส่งต่อไปยังผู้ที่ต้องการแต่ไม่สามารถเข้าถึงอาหารได้ ตามโรงเรียน ชุมชน สถานสงเคราะห์

อาหารส่วนเกินจะกลายเป็นขยะอาหารทันที ถ้ามันถูกทิ้งขว้างไปโดยไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ อีก ทั้งที่ตัวมันยังไม่หมดอายุ คุณภาพดี และรสชาติอร่อย “จากอาหารส่วนเกินปริมาณมหาศาลที่จะต้องถูกนำไปทิ้งเป็นขยะอาหาร โครงการ Food Rescue สามารถต่อชีวิตพวกมัน โดยส่งต่อไปยังผู้รับบริจาคอาหาร ได้ 1 เปอร์เซ็นต์จากปริมาณอาหารส่วนเกินทั้งหมดในกรุงเทพฯ” 

Thai SOS มูลนิธิที่เปลี่ยนอาหารเหลือทิ้งจากห้างร้านเป็นมื้ออาหารผู้ด้อยโอกาสและปุ๋ยชั้นดีแก่เกษตรกร

ตัวเลขดูเหมือนน้อยนิด แต่ถ้านำปริมาณอาหารทั้งหมดตีเป็นจำนวนมื้อ แล้วหารด้วยค่าดำเนินการทั้งหมดของ Food Rescue จะพบข้อมูลที่น่าตื่นเต้นว่าอาหารแต่ละมื้อที่ผู้บริจาคได้รับไปนั้นมีราคาอยู่ที่ 4 บาทเท่านั้น เพราะไม่ต้องแบกรับต้นทุนด้านวัตถุดิบ บรูซบอกว่า ตามปกติภาครัฐจะสนับสนุนค่าอาหารให้สถานสงเคราะห์ต่างๆ ด้วยต้นทุน 20 – 30 บาทต่อมื้อ ต้นทุนเท่านี้ไม่สามารถซื้อวัตถุดิบดีๆ ที่มีสารอาหารครบถ้วนได้ 

Food Rescue จึงเป็นเหมือนตัวกลางในการส่งต่อวัตถุดิบอาหารคุณภาพเยี่ยมที่เป็นส่วนเกินเหลือทิ้งอยู่แล้วไปสู่ผู้ที่ต้องการ ซึ่งถ้าโครงการดำเนินไปและขยายเป็นโครงข่ายที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต จะสามารถส่งเสริมสิทธิขั้นพื้นฐานด้านการกินของคนในสถานสงเคราะห์ในประเทศไทยได้ ด้วยระบบอาหารหมุนเวียนที่แข็งแรงและมีประสิทธิภาพ

Thai SOS มูลนิธิที่เปลี่ยนอาหารเหลือทิ้งจากห้างร้านเป็นมื้ออาหารผู้ด้อยโอกาสและปุ๋ยชั้นดีแก่เกษตรกร
Thai SOS มูลนิธิที่เปลี่ยนอาหารเหลือทิ้งจากห้างร้านเป็นมื้ออาหารผู้ด้อยโอกาสและปุ๋ยชั้นดีแก่เกษตรกร

ความสำเร็จของ Food Rescue เป็นเครื่องการันตีว่าระบบอาหารหมุนเวียนที่ว่าสามารถเกิดขึ้นจริงได้ ช่วงปลายปี 2016 จนถึงต้นปี 2017 น้ำหนักเฉลี่ยของอาหารส่วนเกินที่รับบริจาคมีประมาณ 20 กิโลกรัมต่อวัน ด้วยรถรับอาหารเพียงคันเดียวและยังไม่สามารถบรรจุได้เต็มคันรถ จนปัจจุบันพวกเขาสามารถรับอาหารเพิ่มขึ้นได้เกิน 1 ตันต่อวัน จนมีรถพร้อมตู้แช่เย็นที่ควบคุมอุณหภูมิไว้ที่ 2 – 4 องศาเซลเซียสอยู่ถึง 4 คัน เพื่อรับและส่งอาหาร

ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา Food Rescue ดำเนินการ 7 วันต่อสัปดาห์ เพราะคุณภาพอาหารแปรผันตามอายุการผลิต ทีมงานของมูลนิธิรักษ์อาหารจึงต้องทำงานโดยไม่มีวันหยุดพัก เพื่อส่งต่ออาหารเหลือคุณภาพดีไปสู่ผู้คนอย่างรวดเร็วที่สุด

“พวกเราเห็นความสำเร็จมากมายในยุโรปและในประเทศอเมริกาตอนเหนือ ซึ่งเป็นประเทศในเขตหนาว แต่ว่าประเทศไทยอยู่ในพื้นที่เขตร้อน ฉะนั้น ไม่ใช่แค่พวกเราทำตามเขาแล้วจะรอดนะ พวกเราต้องระวังมากกว่าเขา ต้องลงทุนมากกว่าเขา ถึงจะสร้างระบบนี้ในประเทศไทยได้ และพวกเราก็พิสูจน์แล้วว่ามันเป็นไปได้ แค่ต้องใส่ใจมากขึ้นอีกหน่อย” บรูซเล่าด้วยสายตามุ่งมั่ง

03

Food Journey อาหารและการเดินทางจากห้องครั

;

นอกจากที่องค์กรจะทำหน้าที่จัดการอาหารส่วนเกินแล้ว ยังมีการอบรม ให้ความรู้ และผลักดันนโยบายการแก้ปัญหาอาหารที่ถูกทิ้งเหล่านี้ด้วย 

ฝ้าย-ธนาภรณ์ อ้อยอิสรานุกุล คือหนึ่งในทีมของมูลนิธิรักษ์อาหารผู้ทำหน้าที่ประสานงานกับผู้บริจาคอาหาร ทั้งโรงแรม ภัตตาคาร และซูเปอร์มาร์เก็ต เธอจะประสานงานกับทั้งผู้จัดการทั่วไป ผู้ควบคุมคุณภาพ และเชฟ ที่ทราบดีว่าในแต่ละวันมีอาหารส่วนเกินเหลือทิ้งเท่าไหร่ ฝ้ายบอกว่า เชฟทุกคนที่เธอประสานงานล้วนยินดีที่อาหารของพวกเขาจะได้รับการส่งต่อไปยังผู้ที่ต้องการ 

ทางมูลนิธิมีข้อกำหนดอย่างชัดเจนว่าอาหารที่บริจาคได้ต้องผ่านเกณฑ์และกระบวนการตรวจวัดประสิทธิภาพอะไรบ้าง ตั้งแต่การเก็บรวบรวม ใส่ตู้แช่ ไปจนถึงการหยิบออกมาชั่งน้ำหนักและแยกประเภท แล้วถึงค่อยนำอาหารขึ้นรถได้ ทุกนาทีที่หมุนไปในการนำอาหารจากจุดวางมายังตู้แช่เย็นในรถล้วนสำคัญและมีผลต่อคุณภาพของอาหาร 

Thai SOS มูลนิธิที่เปลี่ยนอาหารเหลือทิ้งจากห้างร้านเป็นมื้ออาหารผู้ด้อยโอกาสและปุ๋ยชั้นดีแก่เกษตรกร
Thai SOS มูลนิธิที่เปลี่ยนอาหารเหลือทิ้งจากห้างร้านเป็นมื้ออาหารผู้ด้อยโอกาสและปุ๋ยชั้นดีแก่เกษตรกร

“ฟังเหมือนเป็นขั้นตอนที่ง่าย แต่พอได้เห็นประตูหลังของโรงแรมที่วุ่นวายมาก แล้วเราต้องหาช่องว่างในความวุ่นวายเหล่านั้นเพื่อขนย้ายอาหารมาที่รถให้ได้ ก็เป็นเรื่องที่ยุ่งยากไม่น้อย เราให้ความสำคัญกับทุกขั้นตอนกว่าจะได้รับอาหารมา เพื่อให้แน่ใจว่ากว่าจะถึงมือผู้บริโภค อาหารเหล่านั้นยังอยู่ในคุณภาพดี” ฝ้ายเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม และอธิบายต่อว่า

เมื่อได้รับอาหารมาแล้ว ทีมของมูลนิธิจะตรวจสอบอีกครั้งว่ามีอาหารไม่ผ่านคุณภาพปะปนมาหรือเปล่า “ปกติพวกเราจะไม่รับอาหารทะเล เพราะว่ามันเป็นของที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูงที่จะเสีย ดังนั้น เราจะไม่เสี่ยงเพราะไม่มีทางรู้เลยว่าหลังจากสถานสงเคราะห์รับอาหารไปแล้วจะเก็บในตู้แช่ที่ได้มาตรฐานและคงอายุอาหารได้ตามที่ควรจะเป็นหรือเปล่า” 

Thai SOS มูลนิธิที่เปลี่ยนอาหารเหลือทิ้งจากห้างร้านเป็นมื้ออาหารผู้ด้อยโอกาสและปุ๋ยชั้นดีแก่เกษตรกร

เมื่ออาหารส่วนเกินเดินทางไปถึงกลุ่มผู้รับบริจาคแล้ว จะต้องมีทีมที่คอยรับอาหารเหล่านี้และต้องตรวจคุณภาพครั้งที่ 3 ก่อนที่จะกระจายไปให้คนในชุมชนหรือในสถานสงเคราะห์นั้นๆ อย่างเป็นระเบียบ เพื่อคุณภาพสูงสุดของอาหารที่ผู้บริโภคจะได้รับ

ฝ้ายอธิบายว่า ที่มูลนิธิต้องตรวจสอบคุณภาพอาหารถึง 3 ครั้ง ก็เพื่อสร้างความสบายใจให้กับทั้งทางผู้บริจาคอาหารและผู้รับบริจาคอาหาร “ก่อนจะขอรับบริจาคอาหารพวกเราดูมาตรฐานของโรงแรม ภัตตาคาร และซูเปอร์มาเก็ตด้วย ในสัญญาของเราระบุไว้ชัดเจนว่าขอให้ทางผู้บริจาคดูแลอาหารที่บริจาคเหมือนอาหารที่ดูแลลูกค้า”

04

Compost Program ทิ้งไว้ให้กลายเป็นปุ๋ย

“Food Rescue คือการสร้างระบบกระจายอาหารอาหารคุณภาพดีที่ยังสามารถกินได้ ออกไปให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ แต่ต้องไม่ลืมว่าในอุตสาหกรรมเหล่านั้นยังมีเศษอาหาร ซึ่งประกอบไปด้วยอาหารเสื่อมสภาพและวัตถุดิบส่วนเกินจากกระบวนการผลิตที่กินไม่ได้อีกปริมาณมหาศาล คำถามและความท้าทายถัดมา คือเราจะทำอย่างไรกับขยะอาหารเหล่านั้น” บรูซอธิบาย

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ โครงการ Compost Program ซึ่งเป็นการนำขยะอาหารไปทำปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อแจกจ่ายให้กับเกษตรกรชาวไร่

ระบบโลจิสติกส์ที่ใช้ในการขนส่งของ Compost Program ใกล้เคียง Food Rescue แต่ใช้รถคนละแบบ จากรถที่มีตู้แช่เย็นก็เปลี่ยนเป็นแค่รถกระบะทั่วไปแทน ในการตระเวนรับเศษอาหารหรือขยะอาหารจากโรงแรม ภัตตาคาร และซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ 

Thai SOS มูลนิธิที่เปลี่ยนอาหารเหลือทิ้งจากห้างร้านเป็นมื้ออาหารผู้ด้อยโอกาสและปุ๋ยชั้นดีแก่เกษตรกร

“รถกระบะ 1 คัน ตระเวนรับเศษอาหารจากโรงแรม 2 – 3 แห่งก็เต็มรถแล้ว เป็นข้อบ่งชี้ว่าปริมาณของอาหารส่วนเกินที่ยังกินได้และเศษอาหารที่กินไม่ได้แล้ว มีสัดส่วนต่างกันเยอะ เศษอาหารมีปริมาณเยอะมาก เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่น่าหนักใจให้ต้องไปช่วยกันคิดแก้ไขปัญหาต่อไปในอนาคต” 

บรูซอธิบายว่า คนมักทิ้งอาหารไปทั้งที่มันยังคงมีคุณภาพดีอยู่หรือทิ้งก่อนที่จะมันจะกินไม่ได้จริงๆ เนื่องจากความเข้าใจผิดเรื่องการตีความค่าบนฉลากอย่าง Best Before กับ Expired By 

“คำว่า Best Before หมายความว่าถ้าคุณทานอาหารตามเวลาที่กำหนดนี้มันจะคุณภาพดีที่สุด แต่เลยเวลานั้นไม่ได้หมายความว่ากินไม่ได้แล้ว อาจจะแค่คุณภาพไม่ถึง เนื้อไม่แน่น หรือมันอาจจะบดเป็นผงง่ายขึ้น ถ้าเป็น Expired By คือเลยวันที่กำหนดก็ห้ามกินแล้ว มักจะถูกใส่ไว้ในของที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะคุณภาพของผักและผลไม้มันไม่ได้อยู่ที่ป้าย มันอยู่ที่การรักษา แค่วางผิดอุณหภูมิอาหารก็สามารถเสียได้ก่อนเวลานั้น แต่ในทางกลับกัน ถ้าเก็บไว้ในอุณหภูมิที่เหมาะสม มันจะอยู่ได้นานกว่าป้ายนั้นไปเป็นอาทิตย์เลย”

Thai SOS มูลนิธิที่เปลี่ยนอาหารเหลือทิ้งจากห้างร้านเป็นมื้ออาหารผู้ด้อยโอกาสและปุ๋ยชั้นดีแก่เกษตรกร

เมื่อรับเศษอาหารตามโรงแรมแล้ว รถกระบะจะเดินทางลำเลียงไปยังพื้นที่เกษตรกรรมต่างๆ ในโครงข่ายของมูลนิธิรักษ์อาหาร ซึ่งประกอบไปด้วยรังสิต พระรามสอง บางกะเจ้า ไปจนถึงพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี 

“เศษอาหารเหล่านี้จะถูกนำไปทำปุ๋ยอินทรีย์และอาหารสัตว์ ผู้บริจาคจะเก็บขยะอาหารหรือเศษอาหาร อย่างเปลือกผัก เปลือกผลไม้ ไว้ในห้องขยะแช่เย็น ซึ่งสะอาดและสามารถชะลอการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ได้ พอนำออกมามันก็ยังสดอยู่ ทางมูลนิธิจึงสามารถนำไปเป็นอาหารสัตว์ได้โดยตรง พวกสัตว์กินอาหารกันอย่างมีความสุข และมีสองถึงสามรุ่นแล้วที่โตมากับอาหารของพวกเรา” บรูซเล่าอย่างตื่นเต้น

05

All Flowers Grow Through Dirt ทิ้งไว้ให้งอกงาม

นอกจากอาหารสัตว์ ยังมีปุ๋ยอินทรีย์ บรูซบอกว่า “พวกเราไปลงพื้นที่ ทำความรู้จักกับชาวเกษตรกรหลายแห่งซึ่งประสบปัญหาเรื่องคุณภาพดิน ยกตัวอย่างบางพื้นที่มีปัญหาดินเค็มซึ่งมักต้องแก้ด้วยการล้างดิน การล้างดินหมายถึงการใช้น้ำจืดจำนวนมากเพื่อล้างความเค็มออกไป แล้วใช้น้ำเท่าไหร่กว่าจะล้างความเค็มออกจากดินได้ ปุ๋ยอินทรีย์จากเศษอาหารจะเพิ่มประสิทธิภาพให้ผืนดิน” 

มูลนิธิรักษ์อาหารจึงชวนเกษตรกรมาร่วมกันสร้างดินใหม่ วิธีนี้นอกจากจะเป็นการช่วยชาวเกษตรกรแก้ปัญหาเรื่องคุณภาพดินแล้ว ยังเป็นการสร้างต้นทุนดินให้กับเกษตรกรมือใหม่ที่ต้องการเริ่มทำฟาร์มอีกด้วย เพราะพวกเขาเชื่อว่า ดินดีที่มีสารอาหารเปรียบเสมือนการสร้างต้นทุนที่ดีให้กับชาวเกษตรกร

ความตั้งใจของ 'กลุ่มรักษ์อาหาร' คนกลุ่มเล็กๆ ที่ชุบชีวิตให้อาหารไม่กลายเป็นขยะอย่างสูญเปล่า เพื่อแก้ปัญหาปากท้องและปัญหาคุณภาพดิน

ปุ๋ยอินทรีย์มีหลายสูตร ทีมงานของมูลนิธิรักษ์อาหารเดินทางขึ้นเหนือไปถึงแม่โจ้ เพื่อเรียนรู้การทำปุ๋ยจากเศษอาหาร

“พวกเราเคยลองกันหลายอย่างมากไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยน้ำ จนไปถึงปุ๋ยไส้เดือน แต่ละชนิดก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน อย่างปุ๋ยน้ำ ถ้าทำไม่ถูกกระบวนการ มันจะส่งกลิ่นเหม็นมาก ส่วนปุ๋ยไส้เดือน ถ้าเราไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ ไส้เดือนก็จะตาย

“สุดท้ายเราเลือกสูตรการทำปุ๋ยจากเศษอาหารที่สามารถสอนเกษตรกรให้ทดลองทำได้ง่ายที่สุด นั่นคือ ‘ปุ๋ยไม่กลับกองสูตรแม่โจ้’ ซึ่งเป็นสูตรที่ง่าย คือแค่กองเศษอาหารผสมผสานกับดินทิ้งไว้แล้วรอจนมันย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย แถมอุณหภูมิของประเทศไทยยังเหมาะกับการทำปุ๋ยประเภทนี้ที่ง่ายต่อการการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์

ความตั้งใจของ 'กลุ่มรักษ์อาหาร' คนกลุ่มเล็กๆ ที่ชุบชีวิตให้อาหารไม่กลายเป็นขยะอย่างสูญเปล่า เพื่อแก้ปัญหาปากท้องและปัญหาคุณภาพดิน
ความตั้งใจของ 'กลุ่มรักษ์อาหาร' คนกลุ่มเล็กๆ ที่ชุบชีวิตให้อาหารไม่กลายเป็นขยะอย่างสูญเปล่า เพื่อแก้ปัญหาปากท้องและปัญหาคุณภาพดิน

“เราไม่ได้บังคับให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากเศษอาหารแทนปุ๋ยเคมีนะ เพราะการบังคับมันไม่ยั่งยืน เมื่อเขาได้ทดลองทำและพิสูจน์ด้วยผลลัพธ์ของพืชผลในไร่ เขาก็รับรู้ได้เองว่ามันดีกว่ากันอย่างไร เกษตรกรหลายคนที่มาร่วมเป็นโครงข่ายกับเรา ตอนแรกๆ ก็ยังใช้ปุ๋ยเคมีอยู่บ้าง จนทุกวันนี้เขาติดอกติดใจและเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากเศษอาหารถาวร” 

การทำ ‘ปุ๋ยไม่กลับกองสูตรแม่โจ้’ เริ่มจากการเตรียมพื้นที่ 2 x 1.5 เมตร จากนั้นปู 1 ชั้น ด้วยฟางหรือไม่ก็ใบไม้ หรือที่เราเรียกว่าวัสดุคาร์บอน ประมาณ 10 เซนติเมตร ตามด้วยวัสดุอินทรีย์พวกเศษอาหารอีกหนึ่งชั้น ตามด้วยขี้วัวโรยพื้นผิว ซึ่งในกระบวนการนี้จะมีการฉีดน้ำใส่เข้าไปด้วยให้มันชื้นแล้วก็ทำซ้ำ 

จนมันกลายเป็นชั้นสูง 1.5 เมตร บรูซเสริมว่า “เคล็ดลับคืออย่ากดให้แน่น ให้มันหลวมในระดับหนึ่งเพื่อให้อากาศสามารถถ่ายเทได้สะดวก กองเศษอาหารนี้จะทำงานเหมือนเตาอบจุลินทรีย์ธรรมชาติ เราก็แค่ปล่อยให้มันรับแสงอาทิตย์แล้วมันก็สะสมอุณหภูมิตรงกลางของกองปุ๋ยไว้ ระยะเวลา 1 – 2 เดือนต่อมาเราจะได้ปุ๋ยอินทรีย์จากเศษอาหาร”

นอกจากการให้ความรู้กับเกษตรกรแล้ว มูลนิธิรักษ์อาหารส่งเสริมให้ครัวเรือนจัดการกับเศษอาหารหรือขยะอาหารที่บ้านหรือคอนโดของตัวเอง “วิธีง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้คือการใช้กล่องทำปุ๋ยขนาดเล็ก ที่สามารถสร้างระบบการย่อยสลายในตัวเอง โดยเป็นกล่องปิดสนิท ไม่ต้องห่วงเรื่องปัญหาพวกแมลงหรือหนู เพราะมันจะไม่สามารถเข้าไปในกล่องได้ แค่สับเศษอาหารเป็นชิ้นเล็กๆ ผสมกับวัสดุตั้งต้นง่ายๆ จากนั้นก็ใส่น้ำตาลเล็กน้อยถ้าอยากเร่งการย่อยสลาย ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย”

06

Little Big People ทิ้งท้ายก่อนคิดจะทิ้ง

บรูซบอกว่า หลายปีที่ทำงานด้านนี้มาเขาเห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เป็นความเปลี่ยนแปลงจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่กำลังขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ “คนเห็นมูลค่าของขยะมากขึ้น เพราะรูปแบบการทำงานภาคธุรกิจมารองรับมูลค่าขยะเหล่านี้มีการกระจายให้เข้าถึงง่ายมาก อย่างออฟฟิศเก่าของมูลนิธิรักษ์อาหารที่เจริญกรุง 57 ซึ่งเป็นจุดรับซื้อและแยกขยะ ทุกวันผมเห็นเครื่องใช้ไฟฟ้าถูกทุบเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเพื่อเอาโลหะข้างในไปชั่งขาย เป็น Circular Economy แบบไทยๆ รูปแบบหนึ่ง”

ความตั้งใจของ 'กลุ่มรักษ์อาหาร' คนกลุ่มเล็กๆ ที่ชุบชีวิตให้อาหารไม่กลายเป็นขยะอย่างสูญเปล่า เพื่อแก้ปัญหาปากท้องและปัญหาคุณภาพดิน

การแยกขยะคือจุดเริ่มต้นสำคัญในการจัดการขยะมูลฝอยที่คนทั่วไปมักมองข้าม การที่เราเทขยะอาหารปนไปกับขยะประเภทอื่นๆ ทำให้กระบวนการรีไซเคิลเพื่อยืดอายุการใช้งานวัสดุไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะปนเปื้อนไปด้วยเศษอาหารที่เน่าเสีย ถ้าเราแยกขยะตามประเภท ขยะเหล่านั้นจะถูกนำไปรีไซเคิลเพื่อใช้งานได้ไม่รู้จบ ทั้งขวด กระป๋อง ไปจนถึงถุงพลาสติก

การสร้างความตระหนักให้กับคนในสังคมนับเป็นเรื่องยาก เพราะมันมักจะต้องมาพร้อมกับทางออก ซึ่งในตอนนี้มีทางออกสำหรับปัญหาขยะที่จำกัดมาก “เพื่อลดปัญหาอาหารส่วนเกินและขยะเศษอาหารตั้งแต่ต้นทาง เราทุกคนต้อง ‘กินให้หมด ซื้อให้พอดี เก็บรักษาให้เป็น’ เพราะของที่ยังดีที่เหลือในซูเปอร์มาร์เก็ต พวกผมจะได้รับไปบริจาคให้คนอื่นต่อได้” บรูซกล่าวอย่างกระตือรือร้น 

บรูซกล่าวทิ้งท้ายว่า ทุกวันนี้มูลนิธิรักษ์อาหารสามารถตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ได้แล้ว 2 ข้อ คือข้อ 2 Zero Hunger หรือขจัดความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหาร ส่งเสริมเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน และข้อที่ 12 Sustainable Consumption and Production หรือการวางแผนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน

1 เปอร์เซ็นต์ของอาหารส่วนเกินที่มูลนิธิรักษ์อาหารสามารถต่ออายุและส่งให้สังคม จะสามารถเพิ่มปริมาณและประสิทธิภาพได้มากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเราทุกคนหันมาเริ่มต้นที่ตัวเอง เมื่อคนตัวเล็กหลายคนเริ่มต้นทำสิ่งเล็กๆ ผลลัพธ์จะผลิดอกออกใบขยายเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ ที่ส่งผลต่อสังคมและโลกใบนี้

เพียงแค่ทุกคน ‘กินให้หมด ซื้อให้พอดี เก็บรักษาให้เป็น’

Thai SOS มูลนิธิที่เปลี่ยนอาหารเหลือทิ้งจากห้างร้านเป็นมื้ออาหารผู้ด้อยโอกาสและปุ๋ยชั้นดีแก่เกษตรกร

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

นักศึกษาถ่ายภาพที่กำลังตามหาแนวทางของตัวเอง ผ่านมุมมอง ผ่านการคิด และ ดู

Larger than Life

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

The Cloud X ไทยปะกันชีวิต

“คนทุกคนมีความแตกต่าง และในความแตกต่างของทุกคนล้วนมีศักยภาพที่พัฒนาได้” 

คือความเชื่อที่ผลักดันให้ ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า ผู้เป็นทั้งแม่เลี้ยงเดี่ยวและแม่พิมพ์ของชาติ อุทิศเวลาและความตั้งใจในการศึกษาค้นคว้าบทเรียนที่เหมาะสมกับลูกชายที่เป็นออทิสติก ต่อยอดไปสู่การเปิด ‘ศูนย์การศึกษา ห้องเรียนนอกเวลา’ (Overtime Classroom Learning Center) สำหรับลูกศิษย์ที่เป็นผู้พิการและมีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และผลักดันให้พวกเขาได้รับการพัฒนาศักยภาพที่ดีและมีความเท่าเทียม

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วที่ครูเขียวเปลี่ยนบ้านสองชั้นขนาดอบอุ่นในตำบลกำแพงเซา อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราชของตนเองให้กลายเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เด็กทั่วไป และเด็กที่มีความต้องการพิเศษได้เข้ามาเรียนรู้ พัฒนาทักษะ แสดงออกถึงศักยภาพของตัวเองร่วมกันนอกเวลาเรียน ผ่านแผนการสอนที่เกิดจากการเรียนผิดเรียนถูกไปพร้อมกับ จิม ลูกชายออทิสติก จนพัฒนาเป็นหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่น เอื้อต่อผู้เรียนทุกกลุ่ม และนำไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตจริง 

หลักสูตรทั้ง 4 หลักสูตรที่ครูเขียวออกแบบนั้น ประกอบด้วยหลักสูตรปัญญา หลักสูตรพัฒนากล้ามเนื้อ หลักสูตรค่ายภาคฤดูร้อน (ตอน เดินเท้าเล่าเรื่องวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง) และหลักสูตรอาชีพตามวิถีชุมชนและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมภายในชุมชน

หากเสาร์-อาทิตย์นี้ยังไม่มีแพลนอะไร เราขอชวนคุณผู้อ่านมาเข้าคลาสทำความเข้าใจเพื่อนร่วมห้องที่มีความหลากหลาย พร้อมทำความรู้จัก 4 หลัก-รักษ์สูตรสนุกๆ ด้วยกัน​ในห้องเรียนนอกเวลา​ที่ไร้ซึ้งข้อจำกัดของหลักสูตร เกณฑ์ประเมิน และศักยภาพของทุกคน 

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

Lesson Plan 1

เรียนผิดเรียนถูกไปพร้อมลูกชายในฐานะแม่และครู

ครูเขียวเล่าย้อนไปว่า เธอเกิดและเติบโตที่ชุมชนบ้านนาโหนด หลังเรียนจบจึงมาเป็นครูสอนวิชาสังคมศึกษาที่โรงเรียนวัดสวนพล การสอนของเธอก็เหมือนครูทั่วไป จนกระทั่งครูเขียวค้นพบว่า ลูกชายคนโตของเธอเป็นออทิสติก

เมื่อรู้ว่าจิมในวัย 12 ขวบ ไม่สามารถเรียนรู้ได้เหมือนเด็กทั่วไป ครูเขียวก็เริ่มกังวลว่า หากวันหนึ่งไม่มีแม่คอยดูแล ลูกชายคนนี้จะใช้ชีวิตต่อไปในสังคมได้อย่างไร จากความกังวลค่อยๆ กลายเป็นความทุกข์ในใจของคนเป็นแม่ ครูเขียวจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับผู้อำนวยการประจำศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช จนได้รับคำแนะนำให้เข้าร่วมอบรมการเรียนการสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้

“พ.ศ. 2541 คือปีที่ครูเริ่มเข้าอบรม ประกอบกับศึกษาจากหนังสือด้วยตัวเอง แล้วจึงไปสอบ ตอนนั้นครูได้เรียนรู้อะไรเยอะ ทั้งความเข้าใจในความแตกต่างของเด็กที่มีความต้องการพิเศษแต่ละประเภท เช่น เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสติปัญญา เด็กสมาธิสั้น รวมถึงแนวทางการสอนที่เหมาะสำหรับพวกเขา

“กรณีของพี่จิมคือออทิสติก เด็กกลุ่มนี้จะมีพัฒนาการล่าช้าและการแสดงปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมด้วยท่าทีแปลกๆ เช่น หลบหน้าหลบตาคนอื่น ตอบโต้กับเสียงที่ได้ยินหรือสิ่งที่สัมผัส บางครั้งก็ไม่สนใจสิ่งรอบตัว มีปัญหาด้านการพูด สื่อออกมาไม่เป็นภาษา 

“วิธีที่เขาจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดคือการการสาธิต อย่างสาธิตการไหว้พระ การสะกดคำ วิธีนี้ช่วยให้เขาเรียนรู้เร็วขึ้น ไม่ซับซ้อนเกินไป หรือการเล่นเกม ก็ช่วยให้เขามีส่วนร่วมในการเรียนมากขึ้น ที่สำคัญคือเขาชอบ”

ผลลัพธ์จากการปรับสไตล์การสอนที่ได้เรียนรู้ให้เข้ากับลูกชายเป็นที่น่าพอใจสำหรับครูเขียว จิมมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถไปเรียนต่อที่สำนักงาน กศน. จังหวัดนครศรีธรรมราช ในระหว่างนั้นครูเขียวและจิมก็ประคับประคองกันไปจนจิมสอบเทียบผ่าน และได้รับวุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

Lesson Plan 2

เปลี่ยนบทเรียนสอนลูกชายให้กลายเป็นบทเรียนสอนลูกศิษย์ 

หลังผ่านการอบรมการเรียนการสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ครูเขียวเริ่มสังเกตว่า ยังมีเด็กอีกหลายคนในชุมชนที่มีภาวะเดียวกับจิม ความสำเร็จเบื้องต้นในฐานะแม่ผนวกกับความเชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพ ซึ่งศักยภาพนั้นพัฒนาได้ จึงกลายเป็นแรงผลักดันให้ครูเขียวเดินหน้าทำงานวิจัยต่อในฐานะครู

“งานวิจัยนั้นชื่อ ‘แผนการสอนแบบไม่ตายตัว’ สิ่งที่ครูทำคือบูรณาการแผนการสอนเด็กทั่วไปกับแผนการสอนที่ใช้กับพี่จิม เพราะเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่ในกลุ่มเด็กบกพร่อง เป็นธรรมดาที่จะเจอปัญหาที่ต่างกันออกไป เมื่อเจอปัญหาเราก็แก้ไข ชั่วโมงถัดไปเจออีก เราก็แก้อีก สุดท้ายปัญหามันก็จะหมดไป”

เมื่อแผนการสอนแบบไม่ตายตัวเสร็จสมบูรณ์ ครูเขียวจึงตัดสินใจเดินเข้าไปพูดคุยกับผู้ปกครอง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกว่าเด็กๆ กำลังเผชิญกับสถานการณ์อะไร และพวกเขาช่วยอะไรลูกๆ ได้บ้าง ด้วยการแบ่งปันประสบการณ์ของแม่ที่ผ่านการดูแลลูกชายออทิสติก และแผนการสอนของครูที่เตรียมไว้รองรับลูกศิษย์ที่อยู่ในภาวะเดียวกัน

เมื่อมีความเข้าใจ ก็เริ่มมีคนรู้จัก มีหลายหน่วยงานเข้ามาสนับสนุนแผนการสอนนี้ จนเกิดเป็น ‘ห้องเรียนพิเศษสื่อสัมผัสเสริมสร้างพัฒนาการ’ ที่โรงเรียนวัดสวนพล 

“เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ออทิสติก สมาธิสั้น และพิการทางร่างกาย จะได้รับการเสริมทักษะและประสบการณ์เหมือนที่เพื่อนร่วมชั้นของเขาเจอ ต่างกันเพียงแค่สื่อที่ใช้และวิธีการสอน

“อย่างการสอนสะกดคำโดยใช้สื่อวิดีโอ หนังสือภาพคำศัพท์ สมุดฝึกเขียน การฝึกกล้ามเนื้อด้วยการประดิษฐ์ของเล่น ของใช้ การฝึกการเคลื่อนไหวและการเเก้ปัญหาผ่านเกมด้วยของที่ประดิษฐ์พวกเขาเอง รวมถึงการเสริมความมั่นใจและทักษะการเข้าสังคมผ่านกิจกรรมเข้าวัด ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา” ครูเขียวอธิบายถึงรูปแบบการเรียนการสอนในห้องเรียนพิเศษสื่อสัมผัสเสริมสร้างพัฒนาการ

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า
ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

Lesson Plan 3

เปิดห้องเรียนนอกเวลา

การเรียนการสอนในห้องเรียนสื่อสัมผัสเสริมสร้างพัฒนาการดำเนินไปเรื่อยๆ แม้มีเหตุให้สะดุดบ้าง เนื่องจากเวลาที่ทับซ้อนกันของคาบเรียนหลักและเสริมที่ครูเขียวต้องรับผิดชอบ แต่เธอก็พยายามบริหารจัดการเวลานั้นให้ลงตัว จนครูเขียวพบทางออกของปัญหาที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เป็นความสามารถและความตั้งใจของครูเขียวเอง

“ตอนนั้นครูดูแลหลายอย่าง ทั้งสอนในรายวิชาตัวเองและดูแลเด็กพิเศษ ทุกอย่างต้องบริหารจัดการในเวลาราชการหมด เลยมีปัญหาเรื่องเวลาบ้าง เงินทุนบ้าง ปะปนกันไป พอดี พ.ศ. 2551 ครูได้รับรางวัลทุนครูสอนดี เลยคิดว่าจะเอาเงินทุนส่วนนั้นมาเปิดห้องเรียนให้เด็กๆ พิเศษกลุ่มนี้แทน จะได้แก้ปัญหาเรื่องเวลาที่จำกัดด้วย”

ครูเขียวเริ่มต้นใหม่ด้วยการปรับปรุงบริเวณบ้านสองชั้นของตัวเองให้เป็นพื้นที่ทำการเรียน จากนั้นจึงจัดทำสื่อและอุปกรณ์ที่ต้องใช้สอน บ้างก็ซื้อ บ้างก็นำสิ่งที่หาได้ในชุมชนมาปรับใช้ เงินส่วนที่เหลือก็นำไปใช้เป็นค่าอาหารกลางวัน เสื้อผ้า และค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมนอกห้องเรียน 

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า
ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

ความพิเศษของห้องเรียน ‘ด้วยความปรารถนาดีบ้านครูเขียว’ ซึ่งต่อมาใน พ.ศ. 2554 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น ‘ศูนย์การเรียนรู้ ห้องเรียนนอกเวลา’ คือการต้อนรับกลุ่มผู้เรียนที่มีความหลากหลายมากขึ้น มีตั้งแต่อายุ 4 – 18 ปี ไม่ใช่แค่กลุ่มเด็กที่มีความต้องการพิเศษ แต่รวมถึงเด็กทั่วไปที่สนใจเรียนรู้และทำกิจกรรมร่วมกันในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ โดยมีค่าใช้จ่าย

“สมาชิกที่เข้ามามีทุกประเภท กลุ่มออทิสซึม กลุ่มดาวน์ กลุ่มบกพร่องทางร่างกาย แต่ครูไม่ได้ตั้งใจไว้แค่นี้นะ เพราะมันจะไม่สำเร็จ พวกเขาต้องมีเพื่อนที่มีพัฒนาการ ถ้าสอนเด็กบกพร่องแค่กลุ่มเดียว พอเขาออกไปจากตรงนี้ ถามว่ามีสักกี่คนที่เข้าใจเขา สุดท้ายก็จบเหมือนเดิมอีก

“อย่างที่เห็นวันนี้ เด็กบกพร่องที่มาอยู่ตรงนี้ เขาผ่านอะไรมามากมายนะ ชาวบ้านบอกว่า ลูกของคุณเป็นบ้า ไม่ปกติทั้งนั้นถ้ามาที่นี่ เพราะฉะนั้น เด็กปกตินี่แหละจะช่วยเป็นพี่เลี้ยง เป็นคนที่เข้าใจเมื่อกลับไปอยู่ในโรงเรียน

“เด็กปกติก็เหมือนกัน ถ้าเขาเลือกเกิดไม่ได้ฉันใด เขาก็เลือกเพื่อนร่วมสังคมไม่ได้ฉันนั้น อนาคตถ้าเขาไปทำงานในองค์กรหรือที่ไหนๆ เขาก็จะเข้าใจ เพราะเมื่อก่อนเขาเองก็มีเพื่อนแบบนี้ เขาจะปรับตัวได้ ถือเป็นทักษะชีวิตให้เขา” ครูเขียวเล่าถึงเหตุผลที่เลือกรับผู้เรียนที่มีความต่างกันมากขึ้น 

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า
ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

Lesson Plan 4

หลักสูตร x รักษ์สูตร

อีกหนึ่งความพิเศษของศูนย์การเรียนรู้ ห้องเรียนนอกเวลา คือ 4 หลักสูตรที่ไร้ข้อจำกัดของเวลา เกณฑ์การประเมิน และศักยภาพของผู้เรียน เน้นเอื้อต่อผู้เรียนทุกกลุ่มและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง 

หลักสูตรแรก คือ ‘ปัญญา’ ว่าด้วยเรื่องของการพัฒนาการอ่าน-เขียนในชีวิตประจำวัน โดยมีนักศึกษาที่อาสามาช่วยสอน

หลักสูตรที่สอง คือ ‘กล้ามเนื้อ’ ที่ใช้พัฒนาการขยับกล้ามเนื้อและบริหารร่างกายด้วยการเล่นเกม เช่น ต่อจิ๊กซอว์ เล่นหมากขุม หรือของเล่นพื้นบ้านที่ประดิษฐ์ได้เองจากวัสดุในชุมชน

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

หลักสูตรที่สาม คือ ‘ค่ายฤดูร้อน’ ที่เน้นสร้างความความมั่นใจ กระชับความสัมพันธ์ภายในครอบครัว และเสริมทักษะการเข้าสังคม ผ่านกิจกรรมเดินเท้าไปยังศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ ในชุมชน เพื่อเล่าเรื่องวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง และค่ายสานสัมพันธ์ ปันโอกาส ปันปัญหา คิดคุณธรรม

หลักสูตรสุดท้าย คือ ‘อาชีพ’ เป็นการสอนและฝึกทักษะการประกอบอาชีพตามวิถีชุมชน โดยมีผู้ปกครองของเด็กที่มาเรียนห้องเรียนนอกเวลาเป็นถ่ายทอดความรู้ เช่น การทำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น สมุนไพร ทำพานพุ่มจากวัสดุต่างๆ จนเด็กๆ สามารถไปแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมและสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน 

ครูเขียวเล่าว่า เธอออกแบบหลักสูตรเหล่านี้จากประสบการณ์ลองผิดลองถูกกับการตามหารูปแบบการเรียนการสอนที่เหมาะกับลูกชาย การเรียนรู้จากปัญหาของเด็กที่มีความบกพร่องภายในโรงเรียน ร่วมกับการปฏิสัมพันธ์กับผู้ปกครอง ครูเขียวจึงได้รู้ว่า มีพ่อแม่ของเด็กๆ อีกหลายคนที่มีความถนัดในอาชีพต่างๆ และพวกเขายินดีให้ความร่วมมือ

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

เมื่อถึงวัยที่เด็กๆ โตขึ้น ห้องเรียนนอกนอกเวลาแห่งนี้ก็ดูเหมือนจะเล็กลง บวกกับจำนวนสมาชิกที่มีความหลากหลายมากขึ้นทั้งอายุและศักยภาพ ครูเขียวจึงปรับการเรียนรู้และกิจกรรมต่างๆ ให้มีความท้าทายและเกิดประโยชน์มากขึ้น 

“เราพากันไปดูแลสิ่งแวดล้อมภายในชุมชน เช่น สร้างฝายมีชีวิตและซ่อมแซมฝาย ปลูกต้นไม้ริมทางเพื่อการพังทลายและเก็บความชุ่มชื้นในดิน เพื่อลดปัญหาน้ำแล้ง ส่งผลต่อการจัดการน้ำโดยอนุรักษ์พืชเก็บน้ำและป้องกันตลิ่งโดยใช้สาคูและคล้า เข้าประกวดในโครงการพี่นำน้องรักษ์น้ำ ตามแนวพระราชดำริของมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่หนึ่ง และสืบทอดศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน เช่น การรำมโนราห์ประยุกต์ การหุงข้าวยาคู” 

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

Lesson Plan 5

ประเมินผลการเรียนรู้

เป็นเวลา 12 ปีแล้วที่ศูนย์การเรียนรู้ ห้องเรียนนอกเวลา กลายเป็นพื้นที่เปิดโอกาสให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษได้เข้าถึงการเรียนการสอนที่ดี เหมาะสม และมีความเท่าเทียม ทั้งยังต้อนรับเพื่อนร่วมห้องที่คละวัย คละศักยภาพ ให้เข้ามาทดลองใช้ชีวิตและเรียนรู้ร่วมกัน

แม้ระหว่างทางจะเจอปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้ต้องสะดุดหรือเปลี่ยนเส้นทางไปบ้าง แต่ครูเขียวผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักก็ไม่ได้ล้มเลิกความตั้งใจ หรือละทิ้งความเชื่อในศักยภาพของลูกศิษย์กลุ่มพิเศษของตนเอง

ผลงานของเด็กๆ เป็นที่ยอมรับของชุมชน พวกเขาได้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นและร่วมตัดสินใจในการทำกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน จนได้รับการคัดเลือกให้เป็นฐานการเรียนรู้ของหมู่บ้านต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็น เป็นสุข”ระดับอำเภอ ในด้านความเอื้ออาทร มีผู้เข้ามาศึกษาดูงานเฉลี่ยเดือนละ 2 – 3 ครั้ง

ปัจจุบัน ศูนย์การเรียนรู้ ห้องเรียนนอก กลุ่มเยาวชนจิตอาสาศูนย์การเรียนรู้ห้องเรียนนอกเวลา และชุมชนนาโหนก ได้รับการยกย่องจากหน่วยงานต่างๆ ให้เป็นชุมชนต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อม เป็นแหล่งศึกษาดูงานและเข้ามาร่วมทำกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ

ก่อนบอกลากัน ครูเขียวทิ้งท้ายกับเราไว้ว่า “สิ่งที่น่าดีใจมากกว่าความสำเร็จของตัวเอง คือการได้เห็นความสำเร็จของลูกศิษย์ พวกเขากลายเยาวชนที่มีความรู้หลายมิติ มีจิตสาธารณะ จากโอกาสที่เราช่วยสร้างให้”

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

Writer

อมราวดี วงศ์สุวรรณ

นักหัดเขียนสายใต้ที่ไม่รังเกียจรอยหมึกที่เปื้อนมือ พึงใจกับการสดับจังหวะการลงน้ำหนักนิ้วมือบนแป้นพิมพ์ และกลิ่นกระดาษบนหน้าหนังสือ

Photographer

อิสรีย์ อรุณประเสริฐ

จบ Film Production ด้าน Producing & Production Design แต่ชอบถ่ายภาพและออกแบบงานกราฟิกเป็นงานอดิเรก มีครัว การเดินทาง และ Ambient Music เป็นตัวช่วยประโลมจิตใจจากวันที่เหนื่อยล้า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load