ภาชนะที่ใช้ในร้านอาหารคนรุ่นใหม่หลายร้านในอุบลฯ เตะตาเราตั้งแต่แรกเห็น สีสันและผิวสัมผัสมีลักษณะเหมือนครก ในขณะเดียวกัน รูปทรงกลับแปลกใหม่ และแตกต่างกันไปในแต่ละใบอย่างกับงานศิลปะ

“นี่จานของลุงเปี๊ยก” เจ้าของร้านเหล่านั้นบอกเรา

ลุงเปี๊ยก-บวร พงษ์พีระ คือช่างทำครกดินมือหนึ่งและเป็นประธานกลุ่มเครื่องปั้นดินเผาปากห้วยวังนองของจังหวัดอุบลราชธานี เขาเป็นผู้สืบทอดองค์ความรู้จาก พ่อใหญ่สุวรรณ พ่อของเขาซึ่งเป็นคนนำอาชีพนี้เข้าสู่ตำบลปทุมมาตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2500 สมัยที่ชุมชนปากห้วยวังนองในตอนนั้นยังไม่มีอาชีพประจำชุมชน และคนท้องถิ่นส่วนใหญ่ทำไร่ทำนา

ลุงเปี๊ยก บวร พงษ์พีระ ช่างครกดินโบราณแห่งอุบลผู้ปั้นครกที่คนทั่วไทยและประเทศเพื่อนบ้านใช้ตำ

ลุงเปี๊ยกเป็นชายวัย 70 ที่ดูแข็งแรงมาก ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มใจดี เขาเล่าเรื่องความหลังอย่างสดใส และสาธิตวิธีการขึ้นรูปครกอย่างคล่องแคล่ว เขาและกลุ่มเครื่องปั้นดินเผาปากห้วยวังนองเป็นคนทำครกดินที่ใช้กันทั่วภาคอีสาน กระจายไปที่ภาคกลาง ภาคใต้ และประเทศเพื่อนบ้านใกล้ๆ 

ทุกวันนี้เขาทำครกเป็นงานหลัก และพยายามพัฒนาทักษะการทำเครื่องปั้นดินเผาเป็นงานรอง นอกจากครกดินที่ตั้งเรียงกันแล้ว บ้านของเขาก็เต็มไปด้วยภาชนะดินเผาหลายรูปแบบ ตั้งแต่ถ้วยชามไปจนถึงดริปเปอร์กาแฟ

เขาเล่าเรื่องราวการทำครกให้เราฟังแบบหมดเปลือกภายในเวลาเกือบ 3 ชั่วโมง ครกดินที่เห็นอยู่ในทุกร้านอาหารตั้งแต่ร้านรถเข็นไปจนถึงภัตตาคารห้าดาว เครื่องใช้ที่ใกล้ตัวจนบางครั้งเราก็มองข้ามทั้งตัวมันเองและผู้ทำที่อยู่เบื้องหลัง

ลุงเปี๊ยก บวร พงษ์พีระ ช่างครกดินโบราณแห่งอุบลผู้ปั้นครกที่คนทั่วไทยและประเทศเพื่อนบ้านใช้ตำ, ครกดิน, ครกส้มตำ

ครกที่ 1

ถ้าจะเล่าชีวิตตั้งแต่ต้นของลุงเปี๊ยก คงต้องย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2490 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่พ่อใหญ่สุวรรณเริ่มทำอาชีพช่างทำเครื่องปั้นดินเผาที่ตำบลปทุมแห่งนี้ พ่อใหญ่นำความรู้ติดตัวมาจากสมัยที่ใช้ชีวิตอยู่จังหวัดราชบุรีที่มีโอ่งมังกรเป็นของขึ้นชื่อ เขานำความรู้จากที่นั่นมาปรับใช้กับเครื่องใช้ในครัวเรือนของคนอีสาน อาทิ ไหใส่ปลาร้าและครกตำส้มตำ

“ผมเกิดมา พ่อก็ทำครกทำเครื่องปั้นดินเผาอยู่แล้ว ผมก็เหมือนเด็กๆ พวกนี้แหละ” ลุงเปี๊ยกระลึกความหลังพลางชี้ไปที่หลานชายวัยกำลังซน “พอจับของเป็นก็ได้จับดินเลย อยู่กับดินมาตลอด พ่อเริ่มสอนให้ทำครกจริงๆ ตอนอายุประมาณสิบปีได้ ผมเป็นลูกคนโต พ่อเลยให้ถีบแป้นขึ้นรูปให้พ่อ สมัยนั้นยังไม่มีไฟฟ้าเลย ต้องถีบเอง ระหว่างนั้นแม่ก็ไปตลาด ไกลนะ พายเรือไปกว่าจะถึง”

ลุงเปี๊ยก บวร พงษ์พีระ ช่างครกดินโบราณแห่งอุบลผู้ปั้นครกที่คนทั่วไทยและประเทศเพื่อนบ้านใช้ตำ, ครกส้มตำ

พ่อใหญ่สุวรรณเป็นผู้นำอาชีพนี้เข้ามาที่ปากห้วยวังนอง ส่งต่อความรู้สอนคนรุ่นใหม่ จนหมู่บ้านนี้กลายเป็นหมู่บ้านที่มีเตาเผาเพิ่มขึ้นมากกว่า 200 เตา ไปพร้อมๆ กับเทคโนโลยีการปั้นที่พัฒนาโดยสองพ่อลูก

“พอไฟฟ้าเข้ามา เราก็เลยคิดเครื่องขึ้นรูปใหม่ โดยการให้โรงสีเป็นคนออกแบบ ทำเป็นแป้นขึ้นรูปไฟฟ้า รอบแรกได้ผล แต่มันเร็วไป สั่งหยุดไม่ได้ เราก็ต้องมาคิดวิธีการให้มันหยุด เด็กรุ่นใหม่ก็รู้สึกว่าสะดวกขึ้น จึงสนใจมาฝึกมาเรียนรู้งาน”

ในตอนนั้น ผู้สอนงานก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นพ่อใหญ่สุวรรณและลุงเปี๊ยกในวัย 30 ปี เป็นคนหนุ่มแน่นไฟแรงที่อยากพัฒนาของดีในบ้านเกิดให้ดียิ่งขึ้น จากเด็กฝึกงานก็กลายเป็นช่างปั้นฝีมือเยี่ยมที่แยกย้ายกันไปเปิดโรงงานเล็กๆ ของตัวเอง 

ลุงเปี๊ยก บวร พงษ์พีระ ช่างครกดินโบราณแห่งอุบลผู้ปั้นครกที่คนทั่วไทยและประเทศเพื่อนบ้านใช้ตำ, ครกส้มตำ

วิกฤตต้มยำกุ้ง

ขยับมาอีก 50 ปี ใน พ.ศ. 2540 ปีที่เปลี่ยนชีวิตหลายๆ คนไปอย่างรวดเร็ว จำนวนโรงงานเครื่องปั้นดินเผาในหมู่บ้านทยอยปิดตัวไปทีละแห่ง จากเตาเผาที่เคยมีมากสุดถึง 200 เตา ก็ลดฮวบจนเหลือหลักสิบต้นๆ ชาวบ้านเป็นหนี้ธนาคารจนต้องขายที่ดินและทรัพย์สิน แม้แต่ลุงเปี๊ยกเองก็หนีไปทำงานก่อสร้างให้วัดอยู่พักใหญ่ แต่วิกฤตนี้เหมือนโดมิโน พอเศรษฐกิจย่ำแย่ คนก็ไม่มีเงินบริจาค วัดก็ไม่มีเงินมาจ้างลุง

“ช่วงก่อนวิกฤตเราทำกระถางเยอะกว่าครกอีก เพราะคนหันมาปลูกต้นไม้ ต้นโป๊ยเซียนนิยมมาก เฟื่องฟ้านี่ฮิตที่สุดเลย แล้วก็มีพวกต้นว่าน ต้นไม้มงคลต่างๆ สมัยนั้นกระถางขายดี ดีกว่าครก ดีกว่าไห โชคดีที่ช่วงนั้นมีทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี เข้ามาศึกษาเรื่องการล่มสลายของเครื่องปั้นดินเผาตำบลปทุม”

หลังจากนั้นลุงเปี๊ยกและคนปากห้วยวังนอง 50 ครัวเรือนได้จัดตั้งกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลต่างๆ ลุงเปี๊ยกเล่าว่า คนไหนมีความรู้ก็สอนคนที่ไม่รู้ ส่วนทางมหาวิทยาลัยคอยแนะนำเกี่ยวกับเตาเผา การทดสอบคุณภาพดิน ดินแบบไหนเหมาะสำหรับทำครก ดินแบบไหนเหมาะสำหรับภาชนะอื่นๆ และสร้างศูนย์การเรียนรู้ประจำหมู่บ้านขึ้นมา

“ช่วงที่ทำกระถางเยอะๆ ก็ไม่รู้ว่าจะไปทำอะไรต่อ เรายังหาตัวเองไม่เจอ แต่พอได้รวมกลุ่ม เราก็ได้ไปศึกษาดูงาน ที่หนึ่งคือเกาะเกร็ด เขาปั้นครกเหมือนกัน แต่เป็นครกตีนช้าง คนละทรง ผมก็นึกถึงครกบ้านเราสมัยที่พ่อใหญ่เคยทำ เลยตัดสินใจกลับมาทำครกอย่างจริงจัง”

ครกตำแซ่บ

ครกดีต้องหนาและใหญ่

สูตรการทำครกโบราณของภาคอีสาน ปากครกต้องหนาหนึ่งนิ้ว ตูดก็หนา ทรงครกต้องมีลักษณะอูม เวลาตำจะมีเสียงกังวาน มันชวนกิน แค่ฟังเสียงเฉยๆ ก็คิดถึงส้มตำแล้ว ทำให้เราน้ำลายสอ”

ลุงเปี๊ยก บวร พงษ์พีระ ช่างครกดินโบราณแห่งอุบลผู้ปั้นครกที่คนทั่วไทยและประเทศเพื่อนบ้านใช้ตำ, ครกส้มตำ

พอตั้งใจทำครกอย่างจริงจังแล้ว ลุงเปี๊ยกนำสิ่งที่เคยเรียนรู้จากพ่อใหญ่มาผสานกับความรู้ใหม่ของมหาวิทยาลัย พัฒนาเตาเผาและระบบการทดสอบคุณสมบัติดินให้มีคุณภาพคงที่และสม่ำเสมอ จากที่มีอัตราการเสียครึ่งต่อครึ่ง แตกง่าย รูปร่างเบี้ยว คนซื้อกลับไปตำไม่กี่ทีก็ร้าว มาเป็นครกที่ลุงเปี๊ยกเรียกเองคนเดียวว่า ‘ครกตำแซ่บ’

ถ้ามีคนตำส้มตำด้วยครก 2 ลูก ลุงเปี๊ยกจะแยกออกไหมว่าลูกไหนเป็นของตัวเอง-เราสงสัย

“แยกออกสิ” เขาตอบโดยไม่ต้องคิด “เสียงครกจะต่างกันเลย ของคนอื่นไม่มีเสียงกังวาน ถามว่าตำแซ่บเหมือนกันไหม ได้เหมือนกันแหละ ขึ้นอยู่กับคนตำ แต่ของเราเสียงน่ากินกว่า เวลาใช้ช้อนหรือตะหลิวขูดมันจะมีเสียงส่าๆ เพราะทรงมันอุ้ม ใส่หอม ใส่พริกกระเทียมต่างๆ เข้าไปยิ่งหอม ยิ่งน้ำลายสอ เห็นแม่ค้าเขาตำไหม เขาจะขูด จะตัก จะช้อน เวลาตำนี่วัตุดิบจะพลิกตัวเองโดยไม่ต้องใช้ตะหลิวตัก ส่วนครกที่รูปทรงชันๆ ต้องใช้ตะหลิวคอยตักขึ้น กลิ่นก็ออกหายหมด มันไม่คลุ้ง”

แต่กว่าจะได้ครกแบบนี้ ลุงเปี๊ยกผ่านการลองผิดลองถูกมาหลายรูปแบบ เรื่องใหญ่ที่สุดคือความสัมพันธ์ของอุณหภูมิและประเภทดิน 

ลุงเปี๊ยก บวร พงษ์พีระ ช่างครกดินโบราณแห่งอุบลผู้ปั้นครกที่คนทั่วไทยและประเทศเพื่อนบ้านใช้ตำ, ครกส้มตำ

“เรามีการเทสต์ดิน ดูว่าปั้นเสร็จไปตากแดดแล้วเป็นไง แล้วค่อยลองไปเผาดูว่าอุณหภูมิในการขึ้นไฟคือเท่าไหร่ เพราะดินบางตัวเผาที่อุณหภูมิ 1,150 องศา ก็ดำแล้ว ถ้าเผาเกิน 1,200 องศาจะเบี้ยว ดินที่แก่ไฟหรือกระด้างไฟ เผาที่ 1,200 – 1,300 องศายังเฉยอยู่ ไม่ดำก็มี เราต้องหาอุณหภูมิที่เหมาะกับดินที่มี เมื่อก่อนต้องเผาให้ดำเมี่ยมเลยนะ แต่มันแตกง่าย ตอนนี้รู้แล้วว่าสีน้ำตาลอมแดงกำลังพอดี”

ดินของครกปากห้วยวังนองไม่ต้องนำมาผสมเหมือนดินจากที่อื่น ขุดขึ้นมาแช่น้ำก็ใช้งานได้เลย เนื่องจากว่าเป็นดินปลายน้ำที่ไหลมาจากหลายจังหวัดตั้งแต่โคราช ขอนแก่น ผ่านมหาสารคราม ผสมผสานกันจนมาตกตะกอนที่นี่ ดินที่ได้จึงมีทั้งแร่เหล็ก แร่ถ่านภูเขาไฟ ทราย และถ้าสังเกตดีๆ จะมีวัชพืชและรากไม้ปะปนมาด้วย 

ชมลม กินดิน

แม้งานวิจัยจะช่วยพัฒนาฝีมือของลุงเปี๊ยกและคนทำครกคนอื่นๆ ในกลุ่มเครื่องปั้นดินเผาปากห้วยวังนอง แต่ทักษะหนึ่งที่ส่งต่อมาตั้งแต่สมัยพ่อใหญ่สุวรรณ คือการวิเคราะห์ดินแต่ละประเภทว่าเหมาะกับการปั้นอะไร วิธีการคือการชิมดิน

ใช่แล้ว-คุณอ่านไม่ผิด

ดินตัวไหนชิมแล้วมีทรายเยอะ นำมาปั้นครกได้ดี ดินตัวไหนมันๆ เหนียวๆ ไม่มีทรายปะปน นำมาปั้นไหจะไม่ซึมน้ำ เพราะคนอีสานหมักปลาร้ากันทีนานเป็นปี

ลุงเปี๊ยก บวร พงษ์พีระ ช่างครกดินโบราณแห่งอุบลผู้ปั้นครกที่คนทั่วไทยและประเทศเพื่อนบ้านใช้ตำ, ครกส้มตำ

“คนโบราณชอบกินดิน โดยเฉพาะผู้หญิง กินเปล่าๆ มันไม่มีเชื้อโรค ไม่มีสารเคมีตกค้างเหมือนทุกวันนี้ รสชาติจะมันๆ เปรี้ยวๆ ดินบางที่รสเค็มๆ ดินที่มีรสส้มๆ ส่าๆ คือมีทรายเยอะ มันแตกต่างกัน แต่ก่อนระบบน้ำไม่สะดวกเหมือนทุกวันนี้ จะอาบน้ำทีต้องไปท่ามูล ตอนเล่นน้ำก็แกะดินชิมด้วย

“สมัยก่อนเวลาเป็นเด็กผมเป็นคนติดดินนะ ติดดินก็คือกินดินจนติด” ลุงเปี๊ยกแซวตัวเองด้วยเสียงหัวเราะ

เรื่องของครก

วัฒนธรรมโบราณของคนในภาคอีสาน คือการให้ครกเป็นของขวัญเวลาลูกหลานออกบ้านออกเรือน เป็นมรดกของแม่ที่ส่งต่อให้ลูก บางบ้านให้หม้อนึ่งเป็นของขวัญ โดยเชื่อกันว่าจะทำให้เกิดความมั่นคงในครอบครัว และจะได้คิดถึงแม่ด้วย

“พวกไห พวกกะละมัง มันค่อยๆ หมดความนิยมไป คนเปลี่ยนไปใช้พลาสติก บางคนใช้โอ่งมังกรแทน แต่ครกยังอยู่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวัฒนธรรมการกินของคนอีสานที่กระจายไปทั่วประเทศ อย่างวิกฤต COVID-19 ที่ผ่านมาก็นึกว่าจะทำให้เราแย่ลง แต่กลายเป็นว่าคนซื้อครกจนหมดเกลี้ยงเพราะฝึกทำอาหาร มันไม่เหมือนตอนปีสี่ศูนย์”

มองไปรอบๆ บ้านลุงเปี๊ยก มีครกตั้งเรียงรายอย่างสวยงามนับร้อยลูก ขนาดปากครกมองจากมุมสูงมีขนาดเท่ากันทุกใบจนนึกว่าใช้เครื่องจักรปั้น แต่กลับไม่มีสากสักอัน

ลุงเปี๊ยก บวร พงษ์พีระ ช่างครกดินโบราณแห่งอุบลผู้ปั้นครกที่คนทั่วไทยและประเทศเพื่อนบ้านใช้ตำ, ครกส้มตำ

“เราไม่มีสากขายนะ” ลุงเปี๊ยกหัวเราะ “เมื่อก่อนก็ไม่มีสาก ไม้อะไรก็ตำได้ แต่ทุกวันนี้เวลาขายครกต้องมีสาก เขาใช้ไม้ยูคาลิปตัสทำ ซึ่งก็ดีเพราะมันสร้างอาชีพให้ชาวบ้านได้มีงานทำ พ่อค้าคนกลางจะซื้อครกจากเราแล้วไปหาสากจากอีกหมู่บ้านหนึ่ง แล้วก็จับคู่กัน

“ที่คนซื้อครกซื้อสากใหม่บ่อยๆ เพราะรักษาไม่เป็น เหม็นก้นครก กลิ่นจะติด เพราะไม่ได้ล้าง ธรรมดาการรักษาครก ตำเสร็จแล้วต้องล้างเลย ถ้าจะตำต่อ ล้างเสร็จก็เอาไปคว่ำหน้าไฟให้แห้งสนิทก่อน สากก็เหมือนกัน อังไฟให้แห้ง คนไม่รู้ ตำเสร็จชอบเอาแช่น้ำทิ้งไว้ พอครกเหม็นก็ซื้อใหม่ ทั้งๆ ที่มันใช้งานได้นานกว่านั้น”

สีสันที่แตกต่างกันของครก บางลูกเข้มดำ บางลูกสีน้ำตาลแดง ลุงเปี๊ยกบอกว่าขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่วางครกในเตาว่าอยู่หน้าหรืออยู่หลัง และข้อดีข้อหนึ่งของครกดินที่ใครก็คงปฏิเสธไม่ได้ คือมันไม่หาย

“บางคนชอบครกหิน ครกหินคือครกอ่างศิลา พกพาไปไหนยาก ยกยาก ถ้าดีๆ ใบละสองสามพันบาท ยกไปตำที่นาก็ไม่ได้ ใช้เสร็จแล้วก็ต้องรีบเก็บ มันหาย มันแพง แต่ครกเราพกพาได้ แล้วก็ตำได้เหมือนกัน ไอ้ของเราไปวางอยู่ไร่ยางพาราไม่มีหาย” 

ลุงเปี๊ยก บวร พงษ์พีระ ช่างครกดินโบราณแห่งอุบลผู้ปั้นครกที่คนทั่วไทยและประเทศเพื่อนบ้านใช้ตำ, ครกส้มตำ

ครกลุงเปี๊ยก

รายได้ส่วนใหญ่ของลุงเปี๊ยกและชุมชนปากห้วยวังนองมาจากการขายครกให้พ่อค้าคนกลาง ราคาขายส่งต่อใบมีตั้งแต่ 7 บาท 10 บาท ถึง 17 บาท แล้วแต่ขนาด ซึ่งดูเหมือนจะถูกเกินไปเมื่อเทียบกับฝีมือ ความพิถีพิถัน และการเอาใจใส่ที่ต้องใช้เวลาเป็นอย่างมาก

“ราคาเป็นอย่างนี้มานานมากแล้ว เตาหนึ่งทำครกได้สามพันกว่าใบ ได้เงินประมาณสามสี่หมื่นบาท ถ้านับทั้งหมู่บ้านเดือนหนึ่งก็น่าจะประมาณสองถึงสามหมื่นลูกที่ขายออกไป เราส่งให้พ่อค้าคนกลางที่จะกระจายครกไปทั่วประเทศ อีสานนี่เป็นของเราหมด มีเข้ากรุงเทพฯ ลงใต้ คนอิสลามก็ชอบครกบ้านเรา เขาใช้ตำเครื่องแกง หรือประเทศเพื่อนบ้านก็มีส่งไปมาเลเซีย ไปเมียนมา อย่างเมียนมาเขากินแบบเราเลย ส้มตำ ส้มอะไรเขาก็ทำแบบเรา โดยมากจะเป็นพวกชาวไร่ ครกมันเลยเป็นสื่อกลางทางวัฒนธรรมไป เผลอๆ ข้ามวัฒนธรรมด้วยซ้ำ”

เพราะเม็ดเงินที่ไม่มากเมื่อเทียบกับเวลาและความคุ้มค่า ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่สนใจจะรับช่วงต่อ ลูกๆ ของลุงเปี๊ยกเองก็เลือกที่จะทำอาชีพอย่างอื่น ลุงเปี๊ยกในฐานะผู้สร้างทุกอย่างขึ้นมา จึงต้องคิดหาวิธีใหม่ในการส่งต่อภูมิปัญญาและองค์ความรู้ที่มี

“จริงๆ ก็เหมือนชาวนา พ่อทำนา ลูกไม่ทำ มีแต่จะแบ่งนาขาย ถ้าเรายังทำซ้ำๆ แบบเดิมๆ เด็กรุ่นใหม่ก็ไม่มาทำหรอก ผมถึงอยากพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ของเราให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในชุมชน เราอยากให้มีการต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง ถ้าเรามีการท่องเที่ยวเข้ามาดีๆ เราก็ไม่ต้องง้อพ่อค้าคนกลาง และราคาขายที่ได้อาจจะเพิ่มขึ้น จนทำให้ลูกหลานอยากทำมันต่อไป”

ลุงเปี๊ยก บวร พงษ์พีระ ช่างครกดินโบราณแห่งอุบลผู้ปั้นครกที่คนทั่วไทยและประเทศเพื่อนบ้านใช้ตำ, ครกส้มตำ

ความสุข

ลุงเปี๊ยกเปิดยูทูปเล่าเรื่องครอบครัวที่ชวนลูกมาปั้นเครื่องปั้นดินเผาในช่วงวิกฤต COVID-19 ให้เราดู เขาเป็นคนวัย 70 ที่ทันสมัย ผู้ชอบศึกษางานจากประเทศอื่นๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นคนทำงานช่างที่พยายามพัฒนางานของตัวเองให้เป็นศิลปะมากขึ้น

“ผมพยายามดูจากเกาหลี จากญี่ปุ่น สไตล์เครื่องปั้นดินเผาของเขาเป็นงานอาร์ต คนเห็นคุณค่า เราเลยอยากให้คนเห็นคุณค่าดินบ้านเราบ้าง เราไม่อยากเปรียบเทียบดินบ้านเรากับของคนอื่น เพราะเรารู้ว่าคุณค่าของเรามีดีที่ตรงไหน ก็เลยพยายามพัฒนาทักษะตัวเอง ลองเอาความรู้ที่มีไปทำอย่างอื่นนอกจากครก ทำจาน ทำถ้วย ทำแก้ว มีคนให้ทำชุดกาแฟดริปด้วย”

ความสุขของลุงเปี๊ยกเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน สังเกตได้ไม่ยากจากแววตา รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ ความสุขของเขาคือการได้ทำงานและมีคนยอมรับ ทำให้เขาได้ทำงานที่รักต่อไปเรื่อยๆ

ลุงเปี๊ยก บวร พงษ์พีระ ช่างครกดินโบราณแห่งอุบลผู้ปั้นครกที่คนทั่วไทยและประเทศเพื่อนบ้านใช้ตำ, ครกส้มตำ

ใครสนใจอยากตามไปอุดหนุนหรือเรียนวิชาทำครกและเครื่องปั้นดินเผากับลุงเปี๊ยก ติดต่อได้ที่ศูนย์เรียนรู้เครื่องปั้นดินเผาปากห้วยวังนอง 381 หมู่ 11 ตำบลปทุม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 08 7459 0841

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

คอการ์ตูนพากย์ไทย คงเคยได้ยินชื่อ พี่จูน-อิทธิพล มามีเกตุ ผ่านหู

ส่วนชื่อที่ไม่ผ่านแค่เพียงหู แต่อยู่ในความทรงจำของใครหลายคน คือ มังกี้ ดี ลูฟี่ จาก One Piece การ์ตูนที่อยู่คู่กับคนอายุหลัก 2 มาตั้งแต่ยังจำความไม่ได้

พี่จูนเริ่มพากย์เสียงเป็นลูฟี่ตอนที่ 51

ปัจจุบัน One Piece เดินทางมาถึงตอนที่ 1,035 เข้าไปแล้ว

ด้วยความยาวระดับมหากาพย์ อาจทำให้หลงลืมบางช่วงบางตอนไปบ้าง แต่สิ่งที่ไม่มีทางลืมลง คือเสียงที่พูดว่า “ฉันต้องเป็นราชาโจรสลัดให้ได้เล้ยยย!!”

แม้จะนึกหน้าตาของพี่จูนไม่ออก เรารับรองว่าทุกคนนึกเสียงเขาออกแน่ นี่ยังไม่ได้กล่าวถึงอีกหลายตัวละครที่ถ้าบอกใครว่า เขานี่แหละเป็นคนพากย์ ก็คงร้องเฮ้ยกันหมด

เฮ้ยแรก อัสรัน จาก Gundam Seed

เฮ้ยสอง ลูลูซ จาก Code Geass

เฮ้ยสาม ดีโอ บรันโด จากโจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ หรือปิ๊งป่อง จากภาพยนตร์แอนิเมชัน Inside Out ก็ฟังแล้วยัง เฮ้ย! 

ส่วน โหด มัน ฮา ไม่ใช่ชื่อผลงานที่เขาพากย์แต่อย่างใด แต่เป็นชีวิตของเขาที่เราสัมผัสได้ในการพูดคุยกันวันนี้ เพียงก้าวแรกที่พี่จูนปรากฏตัวให้เห็นพร้อมกับเสื้อชุ่มเหงื่อ เพราะพี่แกเล่นเดินมาที่ออฟฟิศ The Cloud แทนการนั่งรถ ความมุทะลุแบบหนุ่มหมวกฟาง และน้ำเสียงดุดันในคำตอบประหนึ่งนั่งคุยกับเสาหลักวายุผู้เกรี้ยวกราดจาก ดาบพิฆาตอสูร

นี่คือเรื่องราวการผจญภัยในเส้นทางนักพากย์ ที่มีไว้สำหรับผู้แน่จริงเท่านั้น

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

ชินจังจอมแก่น

“พี่ทำตามสบายได้เลยใช่ไหม” พี่จูนว่าอย่างนั้น เมื่อเราขอให้เขาเล่าเรื่องตัวเองลงคอลัมน์ The Master ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการพากย์เสียงหลายสิบปี เป็นจุดเริ่มต้นของคำตอบสุดมันสไตล์รุ่นใหญ่สุดโหด

มีเกร็ดมากมายสำหรับนักพากย์รุ่นใหม่อยู่ข้างล่างนี้แน่ แต่ก่อนจะเลื่อนลงไป เราอยากให้คุณรู้จักอาจารย์ของคุณเสียก่อน 

เริ่มจากข้อหนึ่ง ชีวิตวัยเด็กของพี่จูนเกี่ยวข้องกับการ์ตูนน้อยมาก

เขาก็เหมือนเด็กทั่วไปคือตื่นเช้าเสาร์อาทิตย์ มานั่งหน้าจอทีวีตั้งแต่ 8 โมงเช้ายัน 11 โมง เพื่อดูการ์ตูนอย่าง โดราเอมอน ด็อกเตอร์สลัมป์ หน้ากากเสือ ช่วงบ่าย ๆ เย็น ๆ ก็ได้เวลาของ อภินิหารหุ่นยนต์สามพลัง อภินิหารหุ่นแซด หรือ เกรทมาชินก้า

พอปิดเทอม เด็กประถมจากรั้วสาธิตจุฬาฯ ก็ถูกส่งไปอยู่กับป้าที่จันทบุรี วนเวียนอยู่กับการเล่นสนุก จิ๊กของร้านชำหน้าปากซอยบ้างตามประสาเด็กซน เคยถึงขนาดเปลี่ยนต้นมะม่วงให้ออกลูกเป็นรองเท้า เพราะจะลักเอามะม่วงคนข้างบ้านมากิน

ข้อที่สอง ป้าของพี่จูนสนิทกับโรงฉายหนังจันทบุรี และเป็นเจ้าของจอหนังกลางแปลงด้วย

เขาไปวิ่งเล่นอยู่ที่นั่นทุกวันที่ป้าไม่ว่าง เริ่มขยับจากนั่งหน้าจอ ขึ้นไปนั่งบนห้องพากย์สด ฟังบรรดาลุง ๆ ป้า ๆ รุ่นใหญ่พากย์พร้อมหนังอย่างออกรสออกชาติ แต่คำที่เขาได้ยินเป็นประจำคือเสียงเตือนว่า “จูน อย่าหัวเราะ” 

เข้าใจได้ เพราะเราเองยังตื่นตาตื่นใจที่ได้ฟังเสียงเขาพากย์ลูฟี่ต่อหน้า

ข้อที่สาม ป้าของพี่จูนเป็นนักจัดรายการวิทยุ 

อาจจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม แต่เขาก็ซึมซับการใช้เสียงมาจากป้านับแต่นั้น 

“ป้าพี่ไม่เคยดัดเสียง เพียงแต่ใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวลน่าฟัง มันคือพื้นฐานเบื้องต้นของการใช้เสียงตัวเองให้เป็น

“ถ้าไม่รู้ว่าเสียงตัวเองควรจะใช้แบบไหน คุณจะหลงทางอยู่ในวังวนเสียงหล่อ เสียงสวย ไม่มีทางเป็นนักพากย์ที่ดีได้”

นอกจากเลียบ ๆ เคียง ๆ อยากลองใช้เสียงบ้าง หน้าที่อีกอย่างของพี่จูนคือการลอกแสตมป์ออกจากจดหมายมิตรเพลงที่ส่งมาถึงป้าอย่างล้นหลาม 

แต่ป้าจะรู้ไหม ว่าหลานป้าเองก็ส่งจดหมายหาไอดอลของเขาเช่นกัน 

เขาจ่าหน้าซองถึง น้าต๋อย เซมเบ้

ด็อกเตอร์สลัมป์กับหนูน้อยอาราเล่

เราถามเขาว่าเขียนอะไรใส่จดหมาย

“พี่วาดรูปให้น้าต๋อย” ผิดคาดไปนิด แต่เรื่องราวน่ารักขึ้นกว่าเดิมเป็นกอง แถมยังติดตลก

“ท้ายรายการ ช่อง 9 การ์ตูน น้าต๋อยจะอ่านจดหมาย เราก็นั่งรอหน้าจอไปสิ แต่ไม่มีของกูเลย จนได้ทำงานกับน้าต๋อย ถึงไปทวงแกว่า น้าต๋อย ผมเขียนจดหมายมาหาด้วยนะ เขาก็เอ้า จูน เขียนมาตอนไหนวะ (หัวเราะ)” 

แต่ก่อน ด็อกเตอร์สลัมป์กับหนูน้อยอาราเล่ จะออกฉาย ทุกคนเรียกน้าต๋อยด้วยชื่อจริง 

ย้อนกลับไปสมัยชั้น ป.5 

พี่จูนจำได้แม้กระทั่งว่าเป็นวันคุ้มครองผู้บริโภค ที่เด็กชายอิทธิพลเป็นตัวแทนของเพื่อน ๆ เดินดิ่งเข้าไปหา รปภ. ของช่อง 9 อย่างใสซื่อ เพื่อบอกว่า “พี่ครับ ๆ ผมขอเข้าพบผู้พากย์ คามุย ยอดนินจา หน่อยได้ไหมครับ” แม้จะไม่รู้จักชื่อคนพากย์ก็ตามที

ยังดีที่พี่ยามเฉลยให้ “รอสักครู่นะครับ เดี๋ยวพี่นิรันดร์ลงมา” 

ไม่นาน ไอดอลของเขาก็ปรากฏตัวให้เห็นพร้อมเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ แจกลายเซ็นว่า นิรันดร์ ให้เด็ก ๆ ทุกคนที่วิ่งล้อมหน้าหลัง เป็นกระดาษใบเล็ก ๆ ที่พี่จูนเก็บใส่กระเป๋าสตางค์ไว้ตลอด จนคำนำหน้าจากเด็กชายเป็นนายอิทธิพล เว้นเสียแต่ว่า

“มันดันหายไปตอนขโมยขึ้นบ้าน โคตรเสียใจเลย กระเป๋าไม่เสียดาย กูเสียดายลายเซ็นน้าต๋อย”

ส่วนเหตุผลว่าทำไมพี่จูนถึงยังมีน้าต๋อยเป็นต้นแบบจนถึงทุกวันนี้ เขาตอบไว้อย่างดี

“น้าต๋อยไม่ใช่แค่ครูในทางการทำงานเท่านั้น เขาแนะนำคติพจน์ ทัศนคติหลาย ๆ อย่างให้เราเดินอย่างถูกต้อง มีความรับผิดชอบต่อสังคม ต่อเด็ก มีจรรยาบรรณ และไม่ทรยศต่อวิชาชีพ เขาคือคนที่ให้ทั้งหมดกับพี่ 

“มีบางคนพูดว่าหมดจากน้าต๋อยก็ต้องพี่แล้ว เรานี่โกรธมาก ถ้าใครคิดอยู่ให้ลบออกจากสมอง เขาคือผู้ใหญ่ที่พี่เคารพนับถือ เป็นปรมาจารย์ เป็นครูบาอาจารย์กู เดี๋ยวกูตบปากแหก” 

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต
ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

คุณครูจอมเวทย์ เนกิมะ

ด้วยความสามารถด้านกีฬา ทำให้เขาได้รับทุนเข้าศึกษาต่อในคณะครุศาสตร์ สาขาพลศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในยุคสมัยที่กีฬาฮอกกี้ยังไม่ได้รับความนิยม พี่จูนถือเป็นนักกีฬาฮอกกี้ระดับประเทศก็ว่าได้ เขาเองบอกว่าไม่ชอบชีวิตช่วงนี้เท่าไร เพราะคิดว่าตัวเองจับพลัดจับผลูมาเป็นนักกีฬา ขอให้ข้ามช่วงนี้ไปเสีย 

แต่จุดเปลี่ยนของชีวิตเขาก็เกิดขึ้นในช่วงวัยนี้ด้วยเช่นกัน เมื่อมือของ น้าติง-สุวัฒน์ กลิ่นเกษร เจ้าของเสียงพากย์มวยปล้ำในตำนาน ที่สมัยนั้นเป็นครูประจำโรงเรียนวางลงบนบ่า แล้วออกปากชวนเขาไปบรรยายกีฬาเป็นครั้งแรก 

“จริง ๆ เขาไม่รู้ด้วยว่าเป็นพี่ พี่ก็อยู่สนามจุ๊บ บรรยายบอลคณะไปเรื่อย แกมาจับไหล่บอกว่า เฮ้ย อิทธิพล พากย์งี้ไม่ได้ตังค์หรอก มาพากย์กับครูดีกว่าได้ตังค์ เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปหาครูที่เทเลคอมทาวเวอร์ เอาเทปกีฬาไปลองเทสต์ดูนะ”

หัวใจพองโต คือความรู้สึกของวินาทีนั้น ตามมาด้วยความกดดันอย่างรุนแรง เพราะต้องทำยังไงก็ได้ให้รอดตาย

พี่จูนรับเอาม้วนเทปกลับมาทำการบ้าน เขาจำได้ดีว่าเป็นการแข่งขันจักรยานรอบนิวยอร์ก ระยะเวลาครึ่งชั่วโมง สารภาพตามตรงว่าขอให้พ่อช่วยแปลอังกฤษให้ เพราะมีแต่ศัพท์ยาก ๆ ทั้งยังเต็มไปด้วยกฎกติกากีฬามากมาย 

ผลของการดั้นด้นฝึกแล้วฝึกเล่า เขาก็ผ่านด่านน้าติงได้ในเทปม้วนเดียว และเริ่มงานทันทีในสัปดาห์ต่อไป

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพี่จูนถึงพูดว่า “เหมือนชีวิตพี่แม่งถูกขีดเอาไว้ มึงอยากพากย์หนังใช่ไหม งั้นมึงต้องไปฝึกจากกีฬา มันถูกกำหนดไว้หมดแล้ว”

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต
ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

ก้าวแรกสู่สังเวียน

ค้นหาเสียงตัวเองกับการบรรยายกีฬาได้ปีกว่า ๆ ตลอดเวลาเขามักจะเงี่ยหูฟังห้องติดกันอย่างตั้งใจ พี่จูนใช้คำว่า เข็ดเขี้ยวเคี้ยวฟัน เพราะห้องนั้นใช้สำหรับพากย์หนัง ซึ่งเป็นความฝันที่ซ่อนอยู่ในใจมาตั้งแต่เด็ก

การที่ใครสักคนจะก้าวขึ้นมาเป็นนักพากย์ เมื่อ 30 ปีก่อน ถือว่ายากมาก เพราะต้องถูกช้อนจากคนในวงการแบบปากต่อปากเท่านั้น สมัครเข้าไปเองไม่ได้ 

ถือเป็นความโชคดีอีกครั้งที่ช่วงปลายบนถนนกีฬา มีพี่ในวงการเห็นแววรุ่ง เชื้อเชิญให้เขาไปลองฝึกพากย์หนัง แม้การบรรยายกีฬาจะได้รับค่าตอบแทนสูงกว่า เขาก็ตัดสินใจเดินตามสิ่งที่เคยใฝ่ฝัน

“ตัวแรกเป็นตัวประกอบ ไม่มีใครให้พากย์ตัวเอกหรอก มีแต่คนบ้าที่ดันทุรังให้เด็กไปพากย์เป็นตัวเอก

“ผู้ใหญ่เท่านั้นที่จะเห็นว่าเราพร้อมเมื่อไร เราไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจว่ากูจะพากย์ตัวนี้ ไม่มีสิทธิ์ชี้ซ้ายชี้ขวาชี้หน้าหลังได้เลย แต่ไม่ว่าจะเกลียดเด็กคนนี้ขนาดไหน เขาก็มองอย่างไม่มีอคติ เขารู้ว่ามันทำได้ ต้องให้มันทำ เพราะมันทำได้ดีที่สุดในทุกคนที่เรามีอยู่”

ทุกวันนี้พี่จูนก็ยังคงพากย์ตัวประกอบอยู่เรื่อย ๆ เขามองว่าการพากย์คืองานศิลปะบนผืนผ้าใบ ต้องช่วยกันแต่งเติมสี วางองค์ประกอบให้ชัดเจน สมดุลกัน เพื่อให้ภาพออกมาสวยงาม

สำเนียงแต่ละภาษามีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือพากย์ไทยอย่างไรให้มันเป็นอาหารไทยที่ดีที่สุด เหมาะสมกับคนกิน ปรับเปลี่ยนให้คนไทยรู้สึกว่าตัวละครนี้มันพูดแบบนี้จริง ๆ 

“ต้องรู้ถึงขนาดว่าไอ้คนนี้มันเป็นคนยังไง นักเขียนเขาวางมันไว้แบบไหน ไม่ใช่ว่าตัวนี้หน้าตาหล่อดีก็พากย์ให้มันหล่อ ๆ ไอ้ตัวนี้หน้าตาอัปลักษณ์ ก็พากย์แม่งแบบอัปลักษณ์ ๆ ไป ไม่ได้เด็ดขาด

“พี่ตีความจากภาพที่เห็นเป็นอย่างแรก ตัวละครญี่ปุ่นสื่อสารกับเราไม่มาก ใช้แค่คิ้ว ตา ปาก รูปหน้า ก็บอกได้ประมาณหนึ่งแล้วว่า เป็นตัวดีหรือเลว มุทะลุดุดันหรือว่านิ่มนวล

“ผมก็มีบางที อย่างโกคูเนี่ย มึงจะวาดอะไรนักหนา ทุกวันนี้ยังไม่เคยเห็นใครทำทรงผมแบบนั้นในชีวิตจริง” 

ชักอยากรู้แล้วสิว่า วันแรกที่กองกระดาษหนาปึกวางลงตรงหน้า พร้อมระบุให้เขาพากย์เป็นลูฟี่ พี่จูนตีความไอ้เด็กหมวกฟางนี้ว่ายังไง และ One Piece คืออะไรสำหรับเขา

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต
ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

วันพีซ

จำวันที่เจอลูฟี่ครั้งแรกได้ไหม

จำได้

คุณตีความตัวละครนี้ยังไง

เราตีความจากลักษณะ เพราะเรามาทำตอนที่ 51 ผ่านไปแล้วภาคหนึ่ง เด็กคนนี้มันกำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่น เขาอยากจะเป็นราชาโจรสลัดอะไรของเขากับพรรคพวก การผจญภัยก็เริ่มแต่นั้นเป็นต้นมา

แล้วจะบอกให้ว่า พรรคพวกที่อยู่ในเรือเขาก็เป็นเด็กมีปัญหาทุกคน บางคนเป็นเด็กกำพร้า แม้กระทั่งเอสกับซาโบ้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อแม่แท้ ๆ คือใคร หรือแชงคส์ก็ยังไม่รู้ว่าพ่อแม่ของตัวเองคือใคร ดูสิ

เพราะฉะนั้น เด็กที่มีความคิดแบบนี้ เจอกับปัญหาแบบนี้ เติบโตมาในที่มีกรอบแบบนั้น ไม่มีพ่อแม่ก็จริง แต่นับถือคนนั้นคนนี้เป็นต้นแบบ ตอนเด็ก ๆ ที่ยังไม่เหิมเกริม ลูฟี่ก็อยากเป็นเหมือนแชงคส์ ไอ้ผลโกมุโกมุก็เพิ่งกินเข้าไป ถึงได้รู้ว่าตัวเองว่ายน้ำไม่ได้ แชงคส์ไปช่วยเอาไว้จนแขนด้วน 

พี่ตีความเด็กคนนี้ไปเรื่อย ๆ เขาจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนลูฟี่ทุกวันนี้เข้มแข็งแล้ว คุมจนทุกคนบนเรือไม่กล้าหือ คนเดียวที่กำราบเขาได้คือแชงคส์ แต่คู่นี้ก็ยังไม่เจอกันอยู่ดี

มีไหมที่พากย์ ๆ ไปแล้วคิดว่าทำไมลูฟี่ตัดสินใจแบบนี้

คุณมีความคิดแบบนี้ในสมองไม่ได้ คุณต้องเชื่อ ห้ามคิด ถ้าคิดจะสะดุดทันที เพราะเราจะสงสัย พากย์ไปตามเขาก่อน แล้วค่อยมาดูว่าทำไมเขาถึงทำแบบนี้

ทุกวันนี้พี่ยังทำการบ้านนะ ยังย้อนไปดูหนังเก่า ๆ อยู่เลยเพื่อดูว่าเขาพากย์ยังไงกันบ้าง เวลาเราดูเรื่องเดิม ๆ เราจะเห็นอะไรใหม่ ๆ เสมอ รุ่นใหญ่ ๆ เขาสอนเอาไว้ แค่เราหยิบมาใช้ เก็บเกี่ยว แล้วปรับให้มันเป็นของเราเท่านั้นเอง นี่เป็นการบ้านที่พี่ต้องทำทุกวัน

รู้ไหมว่าทุกคนอยากให้คุณพากย์เสียงลูฟี่จนกว่า One Piece จะจบ

ถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็จะพากย์จนจบไปเลย แต่อาจารย์โอดะบอกว่าจะจบแล้วไม่ใช่เหรอ อีก 3 ปีใช่ไหมนะ

มองกลับกัน รู้สึกยังไงเวลามีคนบอกว่าถ้าไม่ใช่พี่จูนพากย์ลูฟี่ ก็จะไม่ดูอีก

จริง ๆ ก็เรื่องของมึง

งั้นอยากบอกอะไรพวกเขา

มึงมาขนาดนี้ อีกนิดเดียวก็จะถึงปลายทางถึงเส้นชัยอยู่แล้ว ทน ๆ ดูไปแม่งจนจบไปเถอะ 

แต่ไม่นานมานี้ก็มีดราม่าการเปลี่ยนเสียงพากย์ โซโล 

พี่เป็นคนบอกให้ไอ้คิมตั้งเสียงแบบนั้นเอง เพราะพี่ต้องการจะลบภาพป๋าไกร-ไกวัล วัฒนไกร ออกไปก่อน ถ้าภาพป๋ายังอยู่ ไอ้คิมไม่มีทางเดินต่อได้แน่ ตอนนี้คนเริ่มให้กำลังใจมันแล้ว เริ่มมองเห็นว่ามันควรจะเป็นแบบไหน 

ตั้งแต่เริ่มต้น เสียงโซโลไม่ใช่แบบป๋า ถ้าลองมาฟังซาวนด์จริง ๆ อาจจะมีส่วนคล้ายอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ป๋าพากย์หลอกจนคนเชื่อว่าเป็นแบบนั้น นี่แหละคือศิลปะของนักพากย์ 

แล้วตัวคุณเองเคยโดนดราม่าบ้างไหม

โดน แต่เราไม่สนใจ เพราะเรามั่นคงกับแนวทางที่น้าต๋อยให้มาแล้ว 

น้าต๋อยสอนอะไรคุณบ้าง

พี่เคยถามว่า “น้าต๋อยครับ ทำไมสัตว์ประหลาดใน อุลตร้าแมน มันต้องร้องด้วย มันจะดูตลกไหม”

น้าต๋อยบอกว่า “จูน ดูหนังมันรุนแรงขนาดไหน ดูไอ้อุลตร้าแมนมันทำกับสัตว์ประหลาด ทั้งถีบ เตะ ต่อย ยิงแสง มันก็ไม่เคยสู้ได้สักครั้ง”

เขาเลยทำให้มันดูเป็นการแสดง ลดความรุนแรงของภาพยนตร์ลง ยอมโดนคนด่า อย่างน้อยเด็ก ๆ ก็ได้ประโยชน์ ไม่ใช่ดูเสร็จแล้วออกไปทุบเพื่อน

จากเด็กที่เคยมีน้าต๋อยเป็นไอดอล ตอนนี้คุณกลายเป็นน้าต๋อยของเด็ก ๆ รู้สึกยังไง

เป็นอะไรอื่นไปไม่ได้นอกจากความภาคภูมิใจ แล้วก็ส่งต่อความภาคภูมิใจนี้ไปยกไว้ที่น้าต๋อยเลย 

พี่ไม่ได้เป็นอย่างนี้ด้วยตัวเอง แต่น้าต๋อยเป็นแบบนี้ด้วยตัวของท่านเอง พี่เลียนแบบท่านมา เพราะท่านบอกให้พี่ทำ 

คิดว่าจะพากย์ไปถึงเมื่อไร

อีกไม่นานก็น่าจะเฟดตัวเองลงแล้ว เพราะอายุเราเยอะแล้ว ไม่อยากจะตายห่าคาไมค์จริง ๆ อยากจะใช้ชีวิตสบาย ๆ บ้าง 

ถ้าคุณมีคำว่า ต้อง ในชีวิตแม่งจะไม่มีความสุขเลย แต่จงมีคำว่า เดี๋ยว ทำต่อไปเว้ยเดี๋ยวก็ได้ เดี๋ยวแม่งก็ดีเอง มันจะดูเหมือนไม่ไกล 

ถ้าลูฟี่อยากเป็นราชาแห่งโจรสลัด คุณอยากเป็นราชาแห่งอะไร

ไม่อยาก อยากเป็นคนธรรมดาที่ตื่นเช้าขึ้นมาไม่มีอะไรผิดปกติ ดูแลลูกเมีย มีความสุขตามอัตภาพ แบบวัดก็เข้า เหล้าก็แดก 

คุณมี One Piece ที่กำลังตามหาอยู่ไหม

พี่มีแล้ว ลูกเมียเนี่ยแหละคือ One Piece ของพี่ แค่รักษาไว้ให้ดีก็พอ

ลูฟี่มีสโลแกนว่า ฉันมีชื่อว่ามังกี้ ดี ลูฟี่ คือชายที่จะก้าวข้ามพวกแกและขึ้นเป็นราชาโจรสลัด อะไรคือสโลแกนของจูน อิทธิพล

สโลแกนของพี่เหรอ ไปให้สุดแล้วหยุดที่ครอบครัว มันอยู่ในเฟซบุ๊กของกูเอง (หัวเราะ)

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

ชมรมรัก คลับมหาสนุก

“พี่ถามจริง ๆ เอาแบบเปิดใจคุยกัน เด็ก ๆ สมัยนี้ทำไมถึงอยากเป็นนักพากย์” เขาถามกลับในตอนที่เราทุกคนผลัดกันโยนคำถามจนหมดมุก

“ผมไม่ได้อยากเป็น” 

“มึงเลี่ยงคำตอบ” แล้วทั้งห้องก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ จนทีมงานยอมตอบว่าอยากเป็นเพราะเท่ บวกกับมีเพื่อนยุว่าเสียงใช้ได้

“เพื่อนมึงหยอดยาพิษซะแล้ว”

หากใครยังคิดว่าอาชีพนักพากย์เป็นกันได้ง่าย ๆ คำแนะนำ (ที่ดูจะเป็นคำเตือน) ต่อไปนี้จากอาจารย์ของคุณ อาจทำให้หลายคนร้อน ๆ หนาว ๆ

“มึงจะต้องเจอกับคำติฉินนินทา การทิ่มแทงกันจากข้างหลัง การเลื่อยขาเก้าอี้ การทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้มึงก้าวผ่านเขาไปได้ มึงต้องแน่จริงและมั่นคงพอ ต้องไม่ยุ่งกับมัน ไม่สนใจมัน มุมานะ แล้วมานั่งดูตัวเองซ้ำ ๆ ว่าเราผิดอย่างที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไหม มันจะช่วยทำให้มึงถีบไอ้พวกเวรนั่นลงมาเอง

“ทำตัวเองให้ดีเท่านั้นพอ ทำงานทุกวันให้แม่งเหมือนเป็นงานสุดท้าย เพราะพรุ่งนี้มันจะดีกว่าเดิม ไม่ว่างานเล็กหรือใหญ่

“ลองคิดดู หนังหรือละคร มันมีเยอะจริง แต่นายจ้างที่ไม่มีคุณภาพทางด้านความคิด เขาก็จะไม่ใช้ของที่มันมีคุณภาพ เขาจะโยนงานพวกนี้ให้กับเด็ก ๆ ซึ่งกำลังเติบโตมา กลายเป็นการตัดราคากันเอง ทำงานมา 20 ปี เงินเดือนไม่ขึ้นเลยมันเป็นไปได้ไหม 

“ขอมีศักดิ์และสิทธิ์ในปริญญาที่กูได้ร่ำเรียนมาซะบ้างเถอะว่ะ อย่าทำให้ครูบาอาจารย์ของกูต้องมานั่ง โอโห จูนมึงแม่งไม่ได้เรื่องเลย กูอายนะ”

ทัศนคติที่นักพากย์ทุกคนต้องมี คือต้องรู้ก่อนว่าคุณทำงานอะไร ทำให้ใครดู คุณจะดูเองหรือให้ผู้ชม ต้องยอมรับคำติเตียนและแก้ไขให้ได้ คนส่วนใหญ่จะรับตรงนี้ไม่ค่อยได้และตายไปเพราะบ่วงความคิดของตัวเอง พี่จูนเน้นย้ำว่า คุณต้องเป็นน้ำไม่เต็มแก้วเสมอ 

“การพากย์มันเป็นเรื่องครูพักลักจำจริง แต่ต้องใช้เสียงตัวเองเป็นหลัก ไม่งั้นเขาไม่จำคุณหรอก คุณจะละลายหายไปกับสายลม เพราะคุณเสียงเหมือนคนอื่น เขาไปจำคนต้นแบบนู่น 

“การมีเสียงเหมือนกันถือเป็นกรรม ธรรมดาจะแสตนด์เอาต์ในวงการก็ยากพออยู่แล้ว นี่มึงต้องปีนสองชั้นเพื่อให้ข้ามผ่านเสียงตัวเองขึ้นไปอีก พี่บอกเลย วิบากกรรมชัด ๆ

“ถ้าคำสัมภาษณ์พี่มันจะมีประโยชน์บ้าง จงเอาไปใช้เถอะ ไม่ต้องสนใจว่า ฉันต้องพากย์นางเอก พระเอก มีตัวละครตั้งเยอะแยะ ถ้ามึงอยากเป็นนักพากย์จริง นั่นมึงอยากเป็นพระเอกน่ะสิ 

“อยากเป็นนักพากย์ก็ต้องพากย์ได้ทุกอย่าง ทุกตัว เผลอ ๆ ต้องทุกประเภทของการใช้เสียงด้วยซ้ำไป

“ยกเว้นไว้อัน การร้องเพลง กูยอมจริง ๆ ไม่ไหวว่ะ”

เคยร้องแล้วเหรอ

“โอ๊ย เพื่อนบอกมึงอย่าร้องดีกว่า” 

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load