“ไตรรงค์ธงไทย ปลิวไสวสวยงามสง่า สีแดงหมายถึงชาติ สีขาวศาสนา สีน้ำเงินหมายว่าพระมหากษัตริย์ไทย” – เพลง ไตรรงค์ธงไทย (ไม่ปรากฏชื่อผู้ประพันธ์)

ไม่ว่าคุณจะอยู่แห่งหนไหน หากเกิดและโตบนผืนแผ่นดินไทย เราเชื่อว่าโรงเรียนแห่งแรกของคุณน่าจะเคยสอนให้ท่องเนื้อความทำนองดังกล่าว ตั้งแต่คุณยังอ่านคำร้องข้างต้นไม่ออกด้วยซ้ำ

น่าเสียดายที่คนไทยส่วนใหญ่ท่องจำจนเข้าใจแค่ความหมาย แต่กลับไม่ทราบที่มาของริ้วสีทั้ง 3 บนแถบทั้ง 5 ของผืนผ้าที่โบกสะบัดอยู่ทุกสารทิศในประเทศนี้ ตั้งแต่หน้าบ้านคน บนเสาธงสถานศึกษา ตามบริษัทห้างร้าน ยันสนามกีฬาที่ตัวแทนของชาติร่วมลงแข่ง

พฤฒิพล ประชุมผล ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย

ทั้งหมดนี้คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจ พฤฒิพล ประชุมผล ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย เมื่อตอนที่เขาบินลัดฟ้าไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา

จุดเริ่มต้นความสนใจในธงไตรรงค์ของพฤฒิพลนับหนึ่งด้วยคำถามทิ่มกระดองใจของมิตรรักชาวต่างชาติที่ฉุกใจอยากรู้เรื่อง Flag of Thailand เลยนำความมาถามเพื่อนเกลอชาวไทยเช่นเขา

“ผมไปเรียนปริญญาโท เพื่อนฝรั่งก็ถามผมว่าทำไมธงชาติไทยของเรามี 3 สี ผมก็ตอบตามที่เรียนมาว่า เพราะเรามี 3 สถาบัน ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เขาบอกว่าไม่ใช่ เขาไม่ได้ถามถึงความหมาย เขาถามถึงที่มาว่าทำไมถึงเป็น 3 สีนี้ ทำไมไม่เป็น 3 สีอื่น”

คุยกับผู้ก่อตั้ง 'พิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย' ถอดรหัสธงไทยในเรื่องที่โรงเรียนไม่เคยสอน

นักศึกษาหนุ่มชาวสยามประเทศถึงกับหน้าม้าน เขาไม่รู้จะตอบเพื่อนอย่างไร

“ตอนนั้นเราก็อายมากเลยที่เราตอบไม่ได้ เหมือนเราไปถามคนอเมริกันว่า ทำไมธงชาติของยูมีดาว 50 ดวง ถ้าเขาตอบไม่ได้ เขาก็ไม่น่าจะเป็นคนอเมริกันใช่มั้ย ผมก็รู้สึกว่าผมไม่น่าจะเป็นคนไทยได้เลย”

ความอัปยศอดสูนั้นพฤฒิพลจดจำขึ้นใจ ก่อนจะเปลี่ยนมันเป็นแรงฮึดเฮือกสำคัญในการศึกษาและสะสมทุก ๆ สิ่งที่เกี่ยวข้องกับธงชาติไทย ทั้งสืบค้นเอกสารเก่าในหอสมุดแห่งชาติ หมุนไมโครฟิล์มดูภาพเก่า ทำทุกวิถีทางเพื่อสลายความคาใจที่ตนมีต่อสัญลักษณ์ของชาติไทยชนิดนี้ จนได้ชื่อว่าเป็นผู้รอบรู้เรื่องธงชาติมากที่สุดคนหนึ่งใต้น่านฟ้าเมืองไทย

คุยกับผู้ก่อตั้ง 'พิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย' ถอดรหัสธงไทยในเรื่องที่โรงเรียนไม่เคยสอน

รวมระยะเวลากว่าครึ่งชีวิตที่อุทิศให้กับธงประจำชาติ พฤฒิพลค้นพบว่าเพื่อนร่วมชาติของเราอีกมหาศาลยังขาดความเข้าใจเรื่องธงไทยอย่างถ่องแท้ คนทั่วไปจนถึงครูบาอาจารย์ส่วนมากอาศัยการท่องจำตาม ๆ กันมา ซึ่งมีทั้งข้อมูลที่ถูกต้องและผิดมหันต์จากความเป็นจริง

28 กันยายน พ.ศ. 2565 ในวาระที่ธงไตรรงค์ได้รับพระราชทานจาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ครบรอบ 105 ปี เราจึงบุกไปถึงพิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย ซอยลาดพร้าว 43 เพื่อทบทวนความรู้และความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับธงของชาติ รวมทั้งรับฟังข้อเท็จจริงที่ไม่มีวันหาได้จากตำราเรียนเล่มไหน ๆ !

ก่อนมีธงชาติ

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้คำจำกัดความของ ‘ธงชาติ’ ไว้ว่า “น. ธงที่มีความหมายถึงประเทศและชาติใดชาติหนึ่ง”

ต้นกำเนิดของธงชาติผืนแรกมีที่มาจากอะไร นักวิชาการยังไม่พบหลักฐานมายืนยันได้แน่ชัด แต่เป็นไปได้ว่ามีมาพร้อม ๆ กับที่มนุษย์เริ่มรู้จักการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย และจัดทัพเข้าโรมรันกัน สัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่บ่งชี้ถึงคนฝ่ายเดียวกัน และสร้างความแตกต่างจากฝ่ายตรงข้ามจึงได้รับการคิดค้นขึ้นเพื่อการสงครามเป็นลำดับแรก ก่อนที่จะกลายเป็นสื่อแทนชาติและคนในชาติทั้งหมด

แหล่งอารยธรรมโบราณมากมายได้ปรากฏหลักฐานว่า มีการใช้ผืนผ้าแสดงสัญลักษณ์แทนกองทัพของฝ่ายตนมาตั้งแต่ 3,000 ปีก่อนเป็นอย่างน้อย ไม่ว่าจะเป็นอียิปต์ โรมัน หรือจีนโบราณ ส่วนธงที่แสดงความเป็นชาติสยามเพิ่งถูกประดิษฐ์ขึ้นเมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี้ เพราะธรรมเนียมการใช้ ‘ธง’ และความเป็น ‘ชาติ’ ล้วนถือกำเนิดในความรับรู้ของชาวสยามในอดีตหลังจากนั้นอีกนานแสนนาน

คุยกับผู้ก่อตั้ง 'พิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย' ถอดรหัสธงไทยในเรื่องที่โรงเรียนไม่เคยสอน

“ก่อนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการปกครอง พ.ศ. 2475 บริบทของความเป็นชาติคือพระมหากษัตริย์ รัฐธรรมนูญก็ไม่มี เรามีแต่พระมหากษัตริย์ที่ทรงอำนาจสูงสุด พระราชอำนาจของพระองค์ชี้ขาดถึงความเป็นชาติ อะไรที่แสดงสัญลักษณ์ความเป็นชาติจะต้องมีการพระราชทานลงมา ประชาชนเราจะทึกทักทำเองได้ไหม… ไม่ได้ ขืนทำก็คอขาดกันพอดี”

พฤฒิพลไม่วายพูดติดตลก ยามอธิบายให้เราเข้าใจมโนทัศน์ของผู้คนในอดีต

“ก่อนรัชกาลที่ 1 บริบทความเป็นชาติแบบปัจจุบันก็ไม่มี เราไม่รู้จะแสดงความเป็นชาติกันไปทำไม ประเทศข้าง ๆ อย่างลาวก็เคยเป็นของเรา ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู พวกนี้ก็เคยเป็นของสยาม ชายแดนไทย-พม่าในอดีตก็ไม่มีสะพาน ไม่มีด่าน ตม. ผู้คนก็ข้ามกันไปกันมาได้ คนมอญจากพม่าก็มาตั้งรกรากในบ้านเราเยอะ เพราะฉะนั้นจุดเริ่มต้นคือไม่มีสัญลักษณ์ใด ๆ แสดงความเป็นชาติครับ”

ธงแดงเกลี้ยงของสยาม

ล่วงมาสมัยรัตนโกสินทร์ สิ่งที่พออนุโลมเรียกว่า ‘ธงชาติสยาม’ ก็ถือกำเนิดขึ้น

หากย้อนดูแผนผังประวัติธงชาติไทย จะเห็นว่าก่อนมีธงไตรรงค์ใช้ในสมัยรัชกาลที่ 6 ลักษณะธงที่แสดงความเป็นชาติสยามหรือไทยในสมัยโบราณล้วนมีพื้นหลังเป็นสีแดง หลายแหล่งนิยมนับธงพื้นหลังสีแดงเกลี้ยงเป็นธงชาติแบบแรก ทั้งที่ธงดังกล่าวเป็นเพียงธงที่ใช้ในการเดินเรือ

“เวลาคนสยามสมัยก่อนเอาเรือออกไป เขาจะมีธงแดง” ผู้เชี่ยวชาญด้านธงตอบโดยอิงตามหลักวิทยาศาสตร์ “คลื่นแสงของสีแดงเป็นสีที่สายตามนุษย์เราเห็นชัดที่สุด นี่คือเหตุผลว่าทำไมเฮลิคอปเตอร์บินต้องเป็นไฟสีแดง ทำไมไฟเบรกรถยนต์ถึงต้องเป็นสีแดง เพราะเวลาสีแดงวาบเข้าตาเรา เราจะกดเบรกทัน แต่สีอื่นไม่ทัน

“เพราะฉะนั้น เขาก็เอาเรือออกไปพร้อมธงสีแดง เวลาเรือมันล่มหรือเกิดเหตุอะไร ก็จะเห็นไกล ๆ ว่าเป็นเรือ แต่ไม่ใช่ว่ามันเป็นธงชาติสยามนะ เพราะไม่ได้พระราชทานลงมา ธงสีแดงล้วน ๆ นี่จะเรียกธงชาติยังไม่ได้ เราเรียกมันว่า ‘ธงอาณัติสัญญาณ’ ครับ”

ธงลายจักรสมัยรัชกาลที่ 1

คุยกับผู้ก่อตั้ง 'พิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย' ถอดรหัสธงไทยในเรื่องที่โรงเรียนไม่เคยสอน

เมื่อธงแดงเกลี้ยงยังไม่นับเป็นธงชาติ ธงชาติสยามรูปแบบแรกสุดตามนิยามของพฤฒิพลก็จะเป็นธงพื้นแดงที่มีรูปวงจักรอยู่ตรงกลาง

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ท่านสถาปนาราชวงศ์จักรี จักร สังข์ คทา ธรณี พวกนี้เป็นอาวุธขององค์พระนารายณ์ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นอวตารของพระนารายณ์ รัชกาลที่ 1 ท่านเลยนำวงจักรที่อยู่ในพระกรมาวางกลางผืนผ้าแดง จึงเป็นที่มาของธงรัชกาลที่ 1

“ธงนี้จะประดับอยู่บนเรือหลวง เรือหลวงคือเรือของพระองค์ท่าน เรือราษฎร์ก็ยังใช้ธงแดงเกลี้ยง จะไปเอาธงวงจักรมาใช้ก็ไม่ได้ เพราะเป็นนามราชวงศ์ ไปใช้ก็มีโทษ แล้วอย่างที่ผมเรียนว่าสิ่งใดก็แล้วแต่ที่แสดงสถานะของพระมหากษัตริย์ก็คือความเป็นชาติไปโดยปริยาย ธงบนเรือหลวงก็คือธงชาติ ส่วนราษฎรก็ใช้ธงธรรมดา เป็นธงอาณัติสัญญาณต่อไป”

ธงช้างเผือกไม่ได้เพิ่งมีสมัยรัชกาลที่ 4

ความเข้าใจผิดประการแรกที่ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ธงชาติไทยพบได้บ่อย คือคำบอกเล่าที่กล่าวต่อ ๆ กันมาว่า ธงช้างเผือกเป็นธงชาติสยามตั้งแต่รัชกาล พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งที่หลักฐานการใช้ธงช้างเผือกมีมาก่อนหน้านั้น ตัวเขาเองก็พบตัวอย่างที่เก่ากว่า พ.ศ. 2394 อันเป็นปีแรกในรัชสมัยของพระองค์อยู่หลายชิ้น

“เชื่อไหมครับว่าผมค้นคว้าจนพบมากกว่า 10 หลักฐานทั่วโลก เรามีธงช้างเผือกมาตั้งแต่รัชกาลที่ 3” กระแสเสียงของเขาพูดแทนความตื่นเต้นทั้งมวลในอก “มีหลักฐานชิ้นสำคัญจาก เฟรเดอริค อาร์เธอร์ นีล (Frederick Arthur Neale) เป็นฝรั่งอังกฤษที่มารับราชการทหารเรือสมัยรัชกาลที่ 3 เขาก็เห็นแล้วว่าสยามใช้ธงช้างเผือก หลักฐานเก่าสุดที่ผมพบคือผังธงจากฝรั่งเศส อายุประมาณ พ.ศ. 2380 ก็ยิ่งชัดเจนว่าธงสยามเป็นลายช้างเผือกมาตั้งแต่นั้นแล้ว”

คุยกับผู้ก่อตั้ง 'พิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย' ถอดรหัสธงไทยในเรื่องที่โรงเรียนไม่เคยสอน

สาเหตุที่ช้างเผือกเริ่มมาอยู่บนผืนธงสยามได้นั้น พฤฒิพลเล่าว่าน่าจะเป็นเพราะสมัยรัชกาลที่ 2 มีการค้นพบช้างเผือกถึง 3 ช้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากยิ่งในช่วงรัชกาลเดียว

“พอขึ้นรัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ท่านทรงได้ช้างเผือก 3 ช้าง มีพระเศวตกุญชร พระเศวตไอยรา และพระเศวตคชลักษณ์ ปกติช้างเผือกก็ไม่ได้มาง่าย ๆ นะ จะมีช้างเผือกเอก ช้างเผือกโท นี่ก็เป็นช้างเผือกเอก ถือเป็นนิมิตหมายของแผ่นดิน เรียกว่ามีบุญญาธิการสูงมาก

“พระองค์ท่านจึงนำช้างเผือกมาวางกลางวงจักร เป็นที่มาของธงสยามในสมัยรัชกาลที่ 2 ถามว่าเรารู้ได้ยังไงว่าข้อมูลเหล่านี้มันถูกไหม เรามีอ้างอิงอยู่ชุดเดียวคือพระราชบัญญัติธงรัตนโกสินทรศก 129 เท่านั้น เราก็อ้างอิงข้อมูลจากตรงนี้ก่อน ส่วนไหนที่เจอเพิ่มเติม เราค่อยค้นคว้าแล้วมาประมวลใหม่”

วันบรมราชาภิเษกไม่ใช่วันเปลี่ยนธง

หลังจากที่องค์ความรู้จากการค้นคว้าของพฤฒิพลได้รับการเผยแพร่ออกไป ความเข้าใจว่าธงช้างเผือกเริ่มใช้สมัยรัชกาลที่ 4 ก็เริ่มได้รับการขจัดไปทีละน้อย อย่างไรเสีย ก็มีอีกประเด็นหนึ่งซึ่งทำให้เขายังต้องเดินหน้าปรับความรับรู้ของผู้คนในสังคมไทยอยู่เนือง ๆ คือความหลงผิดคิดว่าการเปลี่ยนธงชาติแต่ละรูปแบบ ทำกันในวันคล้ายวันพระราชสมภพและวันบรมราชาภิเษกของพระเจ้าแผ่นดิน

“หน่วยงานหลายหน่วยงานชอบเขียนว่ารัชกาลที่ 1 ทรงทำพิธีบรมราชาภิเษกวันนี้ใช้ธงนี้ พอเสด็จสวรรคตก็ใช้อีกธง ซึ่งมันไม่ใช่ เพราะเวลาที่กษัตริย์แต่ละพระองค์ท่านขึ้นครองราชย์ ธงมันไม่ได้เปลี่ยนวันนั้น มันถูกเปลี่ยนหลังจากที่ท่านทรงเห็นสมควร วันที่ท่านเสด็จขึ้นครองราชย์ พระราชพิธีมีเยอะขนาดไหน พระองค์จะทรงมีเวลาว่างมาออกแบบธงผืนใหม่อีกเหรอ

“ดังนั้น ควรใช้คำว่า ‘ช่วงรัชกาล’ สมมติว่ารัชกาลที่ 1 เสด็จสวรรคต รัชกาลที่ 2 จะเปลี่ยนมาใช้ธงช้างเผือกในวันที่ขึ้นครองราชย์เลย มันไม่ใช่ เพราะช้างเผือกก็ยังไม่เจอ คิดดูว่ามันจะเป็นไปได้หรือที่เปลี่ยนธงทันทีเลย วิธีพูดจึงควรใช้คำว่า ‘ช่วงรัชกาล’ เช่น ธงช้างเผือกในวงจักรเป็นช่วงรัชกาลที่ 2”

ความไม่ตายตัวของธงช้างเผือก

เข้าสู่แผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรี พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้นำวงจักรอันเป็นตัวแทนของราชวงศ์จักรีออก เหลือเพียงรูปช้างเผือกอย่างเดียวทั้งบนเรือหลวงและเรือราษฎร์ พฤฒิพลมองว่าทรงทำไปเพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ ไม่ก่อความสับสนให้ต่างชาติที่พากันแห่แหนเข้ามาในสยามมากขึ้นทุกขณะ

“ผมอุปมาอุปไมยนะ ว่าช้างเผือกเป็นเสมือนหน้าตาของพระองค์ท่าน และไม่ใช่นามแห่งราชวงศ์ เราเห็นช้างเผือกก็เหมือนเห็นพระองค์ท่าน เมื่อชักธงสู่เสากระโดงเรือ ก็หมายความว่าเราอยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของพระองค์ เราล่องเรือไปที่ไหนพระองค์ท่านก็ไปที่นั่นในฐานะผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน

คุยกับผู้ก่อตั้ง 'พิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย' ถอดรหัสธงไทยในเรื่องที่โรงเรียนไม่เคยสอน

“เพราะอย่างนี้ในสมัยรัชกาลที่ 3 เราเลยมีธงชาติแค่แบบเดียว เรือหลวงก็เป็นธงช้างเผือกธรรมดา ไม่มีวงจักร แค่นี้ก็ชัดเจนแล้วสำหรับการแสดงตัวตนของสยาม ไม่ต้องไปแบ่งหลายแบบ เพราะยิ่งแบ่งเยอะฝรั่งก็ยิ่งงง ก็ใช้มาจนกระทั่งรัชกาลที่ 6 ปี ร.ศ. 129 (ตรงกับ พ.ศ. 2453)”

แต่แล้วปัญหาที่ตามมาคือการทำธงในยุคนั้นเป็นไปด้วยความยากเย็นแสนเข็ญ แม้แท่นพิมพ์จะถูกนำเข้ามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 แต่การพิมพ์แต่ละครั้งมีราคาค่างวดสูงมาก การจะประดิษฐ์ธงขึ้นใช้แต่ละผืนต้องใช้วิธีนำผ้ามาเย็บต่อกัน ส่วนการพิมพ์นั้น พฤฒิพลบอกกับเราว่าบางผืนถึงกับต้องสั่งมาจากยุโรป สร้างความยุ่งยากแก่ชาวสยามในอดีตเป็นอย่างมาก

และเนื่องจากเป็นการทำมือ ไม่มีแบบเป็นบล็อก รูปช้างเผือกจึงมีรูปแบบที่ต่างกันสุดกู่

คุยกับผู้ก่อตั้ง 'พิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย' ถอดรหัสธงไทยในเรื่องที่โรงเรียนไม่เคยสอน

“ตอนที่รัชกาลที่ 3 ทรงให้ยุติการใช้วงจักรเหลือแต่ช้างเผือก ยุคนั้นยังไม่มี พ.ร.บ. ธง ชาวบ้านรู้อยู่อย่างเดียวว่าเป็นธงช้างเผือก มันก็เลยมีการทำธงช้างเผือกหลายรูปแบบ ทั้งอ้วน ผอม ยกงวง ยกหาง ฯลฯ จนกระทั่ง ร.ศ. 110 มีการออกกฎหมายธงเล่มแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย เล่มนี้ได้ระบุชัดเจนว่าห้ามยกงวงขึ้น หลังจากปีนั้นเลยมีการปรับรูปแบบดีขึ้น”

ถึงจะมีการออกกฎหมายเป็นเรื่องเป็นราว แต่ความรับทราบของประชาชนยังอยู่ในวงจำกัด ด้วยพระราชบัญญัติดังกล่าวได้รับการพิมพ์แค่ 1,000 เล่ม และเกือบครึ่งที่พิมพ์มายังถูกส่งไปยังทวีปยุโรป เพื่อรอรับการเสด็จประพาสยุโรปของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

“พ.ร.บ. พวกนี้ 1 เล่มพิมพ์ 4 ภาษา เขาต้องการให้ฝรั่งรู้ว่าพระองค์ท่านจะเสด็จเยือน ให้ทำธงรับเสด็จให้ถูก ก็ไปที่สถานทูตฝรั่งเศสเพียบเลย แต่คนไทยจำนวนมากก็ยังไม่รู้เรื่อง ไทยก็เลยประดับแบบงวงลง งวงขึ้น อะไรไม่รู้อีกไม่จบสิ้น แม้ว่าจะมี พ.ร.บ. ออกมาแล้วก็ตาม”

จึงนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงธงอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 6

ธงช้างเผือกไม่ได้เลิกใช้เพราะราษฎรติดกลับหัว

ย้อนหลังไปเมื่อหลายสิบปีก่อน พฤฒิพลยังจำได้ว่าคนไทยยังเชื่อฝังหัวตามกันมาว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริให้เปลี่ยนธงชาติสยามจากธงช้างเผือกเป็นธงไตรรงค์ เนื่องจากชาวเมืองอุทัยธานีติดธงช้างเผือกกลับหัวในการรับเสด็จ ส่งผลให้เท้าช้างชี้ขึ้น ดูเป็นลางไม่ดีต่อองค์พระมหากษัตริย์ จึงโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนแบบธงเป็นธงแถบที่ดูเหมือนกันทั้งบนทั้งล่าง

เรื่องราวนี้พบครั้งแรกในงานเขียนของ จมื่นอมรดรุณารักษ์ (แจ่ม สุนทรเวช) ซึ่งได้บันทึกลงในหนังสือ วชิราวุธานุสรณ์ โดยระบุว่าวันที่ 13 กันยายน ในหลวงรัชกาลที่ 6 ได้เสด็จประพาสอุทัยธานีเพื่อเยี่ยมราษฎรที่ประสบอุทกภัยแม่น้ำสะแกกรัง ก่อนที่พระองค์จะทอดพระเนตรเห็นธงช้างเผือกติดกลับหัว ดูเหมือนช้างล้ม ทำให้ทรงตระหนักว่าควรเปลี่ยนแบบธงได้แล้ว

คุยกับผู้ก่อตั้ง 'พิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย' ถอดรหัสธงไทยในเรื่องที่โรงเรียนไม่เคยสอน

ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ ค้นคว้าแล้วมาแจ้งผมว่า ค้นพบหลักฐานที่เป็นลายพระหัตถ์ของพระองค์ท่านเลย ว่าวันที่ 13 กันยายน ท่านประทับอยู่ที่บางกอก พระราชทานถ้วยรางวัลให้ทีมฟุตบอลสยามที่แข่งกัน ราชกิจจานุเบกษาที่มีลายพระหัตถ์ก็ระบุตรงกันว่าท่านอยู่ที่บางกอก พระนคร แล้ววันรุ่งขึ้นท่านก็เสด็จฯ บางปะอิน สรุปว่าเรื่องทั้งหมดมันไม่ใช่เลย ท่านจมื่นแกอาจจะจำอะไรไม่ได้แล้วไปเขียนแบบนั้น แล้วด้วยความที่แกเป็นราชองครักษ์ของในหลวง เลยทำให้คนเชื่อว่าเป็นหลักฐานสำคัญ

“แล้วทำไมถึงไปเปลี่ยน มันก็ไประบุอยู่ในพระราชบัญญัติ ร.ศ. 129 พระองค์ท่านทรงระบุชัดเจนว่าเพราะมองไกล ๆ ไม่รู้ว่าเป็นอะไร อย่าลืมว่าธงช้างมองใกล้ ๆ รู้ แต่มองไกล ๆ มันเป็นก้อน”

ธง 2 แบบที่ใช้พร้อมกัน

เราอาจจะทราบกันมาก่อนว่า รัชกาลที่ 6 ได้พระราชทานธงชาติไทยในปัจจุบัน ทว่าธงไตรรงค์ที่ใช้ในปัจจุบันก็ยังไม่ได้เริ่มใช้ทันทีที่เปลี่ยนแบบธงใหม่ อีกทั้งธงช้างเผือกก็ไม่ได้ถูกเลิกใช้เมื่อเกิดธงแถบ

“อย่างที่บอกว่าธงช้างเผือกมันมองไกล ๆ เห็นอะไรเป็นก้อน ๆ ไม่รู้เรื่องใช่ไหม ตอนนั้นเรือใหญ่เต็มไปหมด ค้าขายเต็มทะเลแล้วนะ ผลที่ตามมาคือพระองค์ท่านมีรับสั่งให้ทำธงให้ชัดเสีย ทำให้ชัดด้วยการละลายเป็นแถบ ส่วนธงของหน่วยงานราชการ ราชการทุกคนยังทำงานให้พระองค์ ก็ใช้ช้างเผือกต่อไป แต่เป็นช้างเผือกทรงเครื่องยืนแท่น”

คุยกับผู้ก่อตั้ง 'พิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย' ถอดรหัสธงไทยในเรื่องที่โรงเรียนไม่เคยสอน

พระราโชบายนั้นส่งผลให้เกิดการใช้ธงชาติสยาม 2 แบบในเวลาเดียวกัน ซึ่งใครต่อใครพากันเข้าใจผิดต่อไปว่าธงหนึ่งมีมาก่อนอีกธง ทั้งที่ความเป็นจริงธงทั้งคู่ประกาศใช้ในวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2459 พร้อมกัน แต่ให้ใช้งานต่างวาระกันเท่านั้น

ธงช้างเผือกทรงเครื่องยืนแท่น มีลักษณะคล้ายธงเก่า แค่เติมแท่นกับเครื่องทรงบนช้าง ใช้สำหรับหน่วยงานราชการ ขณะที่ธงพื้นริ้วแดงขาวเกิดจากการ ‘ละลายแถบสี’ คือนำสีแดงและสีขาวบนพื้นธงและลายช้างเผือกเดิมมาวาดเป็นแถบสีแนวนอนทั้ง 5 แถบ ใช้สำหรับพลเรือนทั่วไป

เรียนรู้ประวัติของผืนธงชาติที่ 'พิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย' กับ พฤฒิพล ประชุมผล กูรูผู้ศึกษาธงชาติไทยมานานกว่าค่อนชีวิต

“แยกใช้ยังไง สมมติคุณอยู่กระทรวงกลาโหม อยู่ที่ทำงานคุณก็ประดับธงช้างเผือกทรงเครื่องยืนแท่น พอกลับมาที่บ้าน วันนี้ในหลวงเสด็จผ่านหน้าบ้าน ก็ประดับธง 5 แถบ… ธงหนึ่งเป็นธงราชการ อีกธงเป็นธงพลเรือน คู่นี้มันเป็นครั้งแรกเลยนะที่ธงชาติคู่ออกวันเดียวกัน ใช้งานร่วมกัน”

เติมสีน้ำเงินตรงกลาง

ไม่กี่ปีหลังจากที่ธงสยามแบ่งการใช้งานระหว่างราชการและพลเรือน มหาสงครามที่ปะทุขึ้นในซีกโลกตะวันตกก็ชักนำให้สยามประเทศต้องเข้าไปพัวพันด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งยังส่งผลให้เกิดธงชาติแบบใหม่ที่ออกแบบตามริ้วสีของมหาอำนาจฝ่ายเดียวกัน

ข้อมูลทั่วไปมักจะบอกว่าธงชาติสยามเพิ่มสีน้ำเงินลงไปตรงแถบกลางธง เพราะต้องการเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ทุกชาติที่กล่าวมามีธงชาติเป็น Tricolor หรือธง 3 สี ประกอบด้วยสีแดง ขาว และน้ำเงิน จึงเป็นแบบอย่างให้สยามเปลี่ยนสีธงตาม กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าธงชาติสยามจะเติมสีน้ำเงินลงไปในบัดดลที่ประกาศสงคราม

เรียนรู้ประวัติของผืนธงชาติที่ 'พิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย' กับ พฤฒิพล ประชุมผล กูรูผู้ศึกษาธงชาติไทยมานานกว่าค่อนชีวิต

“สยามเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 แล้วธงไตรรงค์นี่เริ่มใช้ในการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 เลยหรือเปล่า มันก็ยังไม่ใช่

“ธงไตรรงค์ของไทยเพิ่งได้รับพระราชทานมาวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2460 ตอนที่ส่งทหารไปรบ ธงของกองทัพสยามก็ยังเป็นแบบเก่าอยู่ หลักฐานของทางฝรั่งเศสก็จะวาดธงสยามเป็นแบบเก่า มีหลักฐานให้ดู คนไทยที่ไม่รู้ก็จะหาว่าฝรั่งเศสเซ่อซ่า ซึ่งเราอย่าไปว่าเขาอย่างนั้น เพราะตอนเริ่มสงคราม ธงสยามยังมีสีแดง 3 ริ้ว พอช่วงกลางสงครามเราถึงมาใช้ธงไตรรงค์ รัชกาลที่ 6 ก็ได้ทรงประกาศใน พ.ร.บ. 2460 ให้ชัดเจนเลยว่าเราอยู่กับฝ่ายสัมพันธมิตรครับ”

เมื่อเป็นเช่นนี้ รัชกาลที่ 6 จึงทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีแบบธงชาติมากที่สุดในรัชกาลเดียว ประกอบไปด้วยธงช้างเผือก ธงช้างเผือกทรงเครื่องยืนแท่น ธงพื้นริ้วแดงขาว และธงไตรรงค์

ไม่เปลี่ยนแบบธงมาร้อยกว่าปี แม้เคยมีความคิดจะเปลี่ยน

นับจากวันพระราชทานธงไตรรงค์เมื่อ 28 กันยายน พ.ศ. 2460 ถึงวันที่ลงบทความนี้ ธงชาติไทยก็ยังเป็นรูปแบบเดิม ไม่เคยเปลี่ยนเป็นอื่นใดอีก ผิดกับเพลงชาติ วันชาติ ตลอดจนชื่อประเทศที่ทยอยเปลี่ยนไปตามระบอบการปกครองและขั้วอำนาจของผู้ปกครองรัฐ

“ผมมองว่าเรื่องนี้เป็นความโชคดีมากกว่า รู้ไหมครับว่าอย่างเพลงสรรเสริญพระบารมีเคยโดนเปลี่ยน เคยลงในพระราชกิจจานุเบกษาสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ให้ร้องแค่ฉบับสั้น 4 ท่อน แล้วไม่เคยมีการเปลี่ยนกฎหมายกลับคืนเป็นฉบับยาวเลย แต่ที่ทุกวันนี้เราร้องเป็นฉบับยาว เพราะว่าหลังจากจอมพล ป. หมดสิ้นอำนาจแล้ว ประชาชนมาร้องกันเอง

พฤฒิพล ประชุมผล ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย

“เพลงสรรเสริญพระบารมี เปลี่ยน ชื่อประเทศก็เปลี่ยนจากสยามมาเป็นไทย เพลงชาติไทยก็เปลี่ยน แต่มีสิ่งหนึ่งที่จอมพล ป. ไม่เคยแตะเลยคือเรื่องธงชาติ ในส่วนลึกของผม ผมมองว่ามันอาจจะเป็นเรื่องยุ่งยากเกินไป เพราะมันจะไปกระทบกับ Flag Chart ของอีกหลาย ๆ ประเทศ คือจะเปลี่ยนทีนี่ คุณต้องตรวจดูให้ดีจริง ๆ เลยว่าต่างชาติเขายอมรับคุณหรือเปล่า บางทีมันไปซ้ำ ไปใกล้เคียงกับชาติอื่นเขา”

อย่างไรก็ดี ความคิดที่จะเปลี่ยนแบบธงชาติจากธงไตรรงค์ก็เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่ใช่ในสมัยรัฐบาลคณะราษฎรหรือจอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่เป็นยุครัชกาลที่ 7 นี่เอง

“มีคนบอกว่ามันเหมือนธงร่าเริงของสหรัฐอเมริกาเกินไป คือธงทิว หรือ Bunting Flag เป็นประเด็นใหญ่โตจนถึงขนาดที่ต้องลงมติกันในสำนักพระราชวัง มีการออกเสียงว่าจะให้กลับไปใช้ธงช้างแบบเดิม สุดท้ายก็ไม่เป็นเอกฉันท์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านก็ตัดสินพระทัยเด็ดขาดว่า เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงรัชกาลที่ 6 ที่พระราชทานธงไตรรงค์ไว้ จึงถือว่ามีการประกาศใช้เป็นครั้งที่ 2 ครับ”

สีขาบไม่ใช่น้ำเงินสด

ทราบที่มาของริ้วสีบนธงไตรรงค์ไปแล้ว แต่ยังมีอีกหนึ่งประเด็นที่หลายคนยังไม่กระจ่าง คือแถบสีน้ำเงินตรงกลางที่มีความกว้างมากกว่าสีอื่น ขณะที่หลายคนลงสีน้ำเงินบนธงชาติเป็นสีสด พฤฒิพลให้ข้อมูลว่าสีที่ถูกคือสีขาบ หรือสีน้ำเงินแก่ น้ำเงินอมม่วง

“ที่ถูกจะต้องเป็นสีขาบ” กูรูธงชาติไทยยืนยัน “สีขาบเป็นสีประจำพระองค์ เป็นสีของพระราชประสงค์ และเป็นสีน้ำเงินเก่าแก่ของสยาม ต่างชาติเรียกว่าสี Royal Blue ดูเหมือนว่าสี Royal Blue ของแต่ละประเทศก็จะเป็นสีน้ำเงินแบบนี้เหมือนกัน แต่ต่างเฉดกันเล็กน้อย ธงชาติไทยของเก่าเขาก็จะทำสีขาบหมด เข้มขาบทั้งนั้น พ.ร.บ. ธง 2478 ก็ระบุชัดอยู่ว่าต้องเป็นสีขาบ”

พฤฒิพล ประชุมผล ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย

ความภาคภูมิใจสูงสุดอย่างหนึ่งในชีวิตของชายไทยที่ชื่อ พฤฒิพล ประชุมผล คือการที่เขาได้มีบทบาทสำคัญกับการกำหนดโทนสีของธงชาติในวโรกาสครบรอบ 100 ปี พระราชทานธงไตรรงค์

“พ.ร.บ.ธง 2522 ออกมาแล้วไม่ระบุสี ระบุแค่ว่ากว้าง 6 ส่วน ยาว 9 ส่วน แบ่งออกเป็น 5 แถบนะ คุณลองจินตนาการดูว่าน้ำเงินมันมีกี่แถบ ขาวไม่ต้องเถียงกัน ขอให้มันขาวจั๊วะ แดงนี่มันแดงร้อยตามภาษา CMYK อะไรก็ว่าไป แต่น้ำเงินนี่มันเยอะมาก

“ผมเลยเข้าไปคุยกับบุคคลหนึ่งซึ่งทำให้เกิดมาตรฐานสีธงชาติไทย คือ หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล ตอนนั้นท่านเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2560 ผมก็ได้ไปกราบเรียนท่านเรื่องนี้ เรื่องของการฉลอง 100 ปีธงชาติไทย และบอกท่านว่ามีสิ่งสำคัญนะครับ ร้อยปีที่ผ่านมามีคนทะเลาะกันตลอดเวลาเรื่องทำยังไงให้ธงชาติสีเหมือนกันทั้งประเทศ เราไม่เคยทำสำเร็จเลย ขอให้ยุคของท่านและผมทำสำเร็จได้ไหม ท่านก็เอาสิ่งที่ผมเสนอไปเข้า ครม. กลายเป็นส่วนเสริมของ พ.ร.บ. ธง 2522 ออกมาในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2560

“นี่คือสิ่งที่ผมผลักดันจนสำเร็จ เข้าประชุมทุกคราว จนกระทั่งออกมา นี่เป็นความภูมิใจอีกสิ่งหนึ่งที่ผมได้ทำให้กับประเทศนี้ จนออกมาเป็นสีขาบตามพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 6 ไม่ใช่สีฟ้าบ้าง หรือดำบ้างจนมืด เพราะฉะนั้น สีขาบจะเป็นสีแบบนี้”

ผู้หลงใหลในธงไตรรงค์เอามือลูบคลำโทนสีบนธงชาติที่ร่วมกำหนดมาตรฐานโดยตัวเขาเอง พลางเอ่ย “วิธีการดูสีขาบคือเวลามันเหลื่อมเนี่ย มันจะมีสีแดงพริ้ว ๆ ม่วง ๆ จะสลัดม่วงออกมานิดหนึ่ง เวลาโดนแดดมันจะม่วงขึ้นมา มันใช่แบบเข้มปี๋จนดำ นี่คือขาบครับ”

เรียนรู้ประวัติของผืนธงชาติที่ 'พิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย' กับ พฤฒิพล ประชุมผล กูรูผู้ศึกษาธงชาติไทยมานานกว่าค่อนชีวิต

ในห้องจัดแสดงเล็ก ๆ บนตึกชั้น 2 ของสะสมที่เกี่ยวข้องกับธงชาติไทยจำนวนเหลือจะคณนาแข่งกันประชันโฉมอยู่ทั้งในและนอกตู้กระจก ทั้งหมดทั้งมวลนี้ซื้อหามาได้จากทุนทรัพย์ส่วนตัวของคุณพฤฒิพลที่สูญเงินไปหลายล้านบาทเพื่อสร้างแหล่งเรียนรู้เรื่องสัญลักษณ์ของชาติไทย

“หลังจากที่เราค้นคว้าแล้วพบว่ามันมีข้อมูลคลาดเคลื่อนเยอะ ในชีวิตนี้ที่ผมยังมีลมหายใจอยู่ ผมก็อยากจะทำให้มันถูกต้อง แต่คำว่าถูกต้องอย่างเดียวมันก็คงจะต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนด้วย เพราะอย่างนี้ผมเลยพยายามควานหาหลักฐานจากทุกมุมโลก

“คือผมมั่นใจว่าลูกหลานของเราก็ต้องเรียนในสิ่งที่ผมหามา เหนือกว่านั้นคือลูกหลานของเราก็จะภูมิใจว่าเรามีธงชาติของเราเอง เราเป็น 1 ใน 3 หรือ 4 ประเทศเอเชียที่ไม่ตกเป็นเมืองขึ้นตะวันตกและถูกสั่งให้เปลี่ยนธง อย่างพม่าสมัยราชวงศ์คองบอง เขาใช้ธงนกยูงมาตั้งแต่รัชกาลที่ 3 แต่ก็โดนอังกฤษเปลี่ยนมาให้ใช้ธงยูเนียนแจ็กกับนกยูง นั่นคือการสิ้นสุดของความเป็นชาติเอกราช มีธงชาติของตัวเอง แต่ของเราไม่ครับ เราใช้มาตลอด มีการเปลี่ยนแปลงก็จากพระมหากษัตริย์ไทยเอง ยังคงความเป็นไทยอยู่ ตอนนี้มีหลักฐาน 205 ปีที่ยืนยันว่าเรามีธงชาติของตัวเอง เป็นธงพระราชทานทั้งหมด สิ่งนี้ผมก็จะพยายามสร้างความภูมิใจกับคนรุ่นใหม่ หลายคนเขาไม่รู้ว่าภูมิใจยังไง แต่วันหนึ่งเขาก็จะรู้สึกภูมิใจเองแหละผมว่า”

เรียนรู้ประวัติของผืนธงชาติที่ 'พิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย' กับ พฤฒิพล ประชุมผล กูรูผู้ศึกษาธงชาติไทยมานานกว่าค่อนชีวิต

ถ้อยคำของผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ธงชาติไทยชวนให้เราระลึกถึงเสียงประกาศทุกเช้าเย็น…

ธงชาติและเพลงชาติไทย เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทย เราจงร่วมใจยืนตรงเคารพธงชาติ ด้วยความภาคภูมิใจในเอกราช และความเสียสละของบรรพบุรุษไทย”

หากหัวใจของพฤฒิพลเปล่งเสียงได้ ทั้ง 4 ห้องหัวใจเขาคงกู่ร้องเป็นเสียงนี้

พิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย

เลขที่ 15 ซอย ลาดพร้าว 43 แขวง สามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10310 (แผนที่)

Facebook : พิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

25 พฤศจิกายน 2565
595

ใครจะเดือดร้อนก่อน ถ้าโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยน้ำเสียลงสู่ลำคลองจนเสียสมดุล ตัวเราหรือปลาในแม่น้ำ

ใครจะเดือดร้อนก่อน จากปัญหา PM 2.5 เราหรือนกที่พึ่งพาอากาศในการโบยบิน

ใครจะเดือดร้อนก่อน กับปัญหาขยะล้นโลกที่มนุษย์ทิ้งไว้ เราหรือสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในธรรมชาติ 

การตั้งคำถามด้านบนเกิดขึ้นระหว่างที่เราสนทนากับ เต๋า-นพเก้า สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานสื่อสารองค์กรและพัฒนาเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เธอชวนขบคิดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยเลนส์ความเห็นอกเห็นใจที่มนุษย์เราควรมองใหม่ให้ใกล้ตัว และตระหนักถึงบ่อเกิดความเสี่ยงเหล่านี้ว่าเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่เรื่องที่ไกลห่างออกไปหลายพันไมล์

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

Care the Bear หรือ ‘Care the Bear : Change the Climate Change’ โครงการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จึงเกิดขึ้นในปี 2018 ด้วยความตั้งใจลดสภาวะโลกร้อนโดยการลดก๊าซเรือนกระจกจากการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ 

บางคนอาจจะสงสัยว่า SET องค์กรด้านการระดมทุนและการลงทุน ฟังดูไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดูแลสิ่งแวดล้อมสักเท่าไหร่ ทำไมถึงหันมองตัวเองใหม่ในฐานะสมาชิกในสังคม ว่าจริง ๆ แล้วมนุษย์ทุกคนต่างเกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อม และหลายคนก็อาจเผลอเป็นบ่อเกิดของปัญหาสิ่งแวดล้อมจากพฤติกรรมบางอย่างของตัวเอง ซึ่งคำตอบก็อยู่ในคำถาม เพราะ SET มองว่าในภาคธุรกิจเอง ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องมีการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ขึ้นมาในแง่ของการตลาด แน่นอน จัดแต่ละทีก็สร้างขยะบานปลาย เปลืองพลังงานสุดขีด และปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากในแต่ละครั้ง

ตลอด 4 ปี ‘Future is Now’ คือแกนหลักที่ Care the Bear ยึดมั่น เพราะการจะเปลี่ยนอนาคตอันไกล เริ่มจากปัจจุบันอันใกล้ก่อนเสมอ พวกเขาออกแบบหลักปฏิบัติ 6 Cares ง่าย ๆ สำหรับงานอีเวนต์ ให้สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการเข้าใจง่าย เรียนรู้ง่าย เอาไปใช้ได้ง่าย ๆ และวัดผลได้จริง โดยปัจจุบัน Care the Bear ลดก๊าซเรือนกระจกไปได้แล้ว 17,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดให้ง่ายกว่านั้นคือเทียบเท่าการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปีของต้นไม้ 1.8 ล้านต้น

และกรณีการจัดการประชุม APEC 2022 ในไทยที่เพิ่งผ่านมา งานระหว่างประเทศสเกลใหญ่ขนาดนี้ Care the Bear ก็ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินการร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและพันธมิตร ได้แก่ กลุ่มบริษัทบางจาก เอสซีจี และโออาร์ โดยทำให้พื้นที่ศูนย์ข่าว ชั้น LG เป็น “ศูนย์ข่าวสีเขียว” ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปได้ 30,295.40 กิโลคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่ไม่น้อย

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

องค์กรการเงินที่สร้างหมีมาลด Carbon Footprint

‘หมี’ เป็นสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากถิ่นที่อยู่อาศัยที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปเพราะ Climate Change กลายเป็นแรงบันดาลใจมาสคอตหมีสีขาว สัญลักษณ์ของ Care the Bear ที่ SET ออกแบบขึ้นมาให้มองแวบเดียวก็รู้สึกเป็นมิตร ขณะที่การเรียกร้องเรื่องภาวะโลกร้อนมากขึ้นทั้งไทยและต่างประเทศ เราเห็นว่าสภาพภูมิอากาศที่ผันผวน พื้นที่ที่เคยหนาวมาก ๆ ก็เริ่มร้อน พื้นที่ที่ร้อนอยู่แล้วก็ยิ่งแล้ง พ่วงด้วยปัญหาขยะล้นโลก มาสคอตหมีที่ทำจากขวดพลาสติก 1,071 ขวด ตั้งอยู่ภายในบริเวณบูท SET งาน APEC สะท้อนเรื่องราวเหล่านี้

ความตื่นตัวเรื่องรักษ์โลก เป็นส่วนหนึ่งที่ภาคเอกชนควรให้ความสำคัญ สำหรับ SET แล้ว จุดเริ่มต้นของโครงการเกิดขึ้นท่ามกลางการทำกิจกรรมเพื่อสังคมที่พวกเขาทำมาโดยตลอด ผ่านการเป็นคลังความรู้ทางการเงิน และมีมูลนิธิที่สนับสนุนสังคมในเชิงเงินทุน สิ่งที่ SET เห็นคือกิจกรรมหรือการบริจาค มักมีประเด็นสิ่งแวดล้อมซ่อนอยู่ในทุกสถานที่ที่ไป ไม่ว่ากิจกรรมปลูกต้นไม้ กิจกรรมเก็บขยะ ซึ่งคนไทยได้ยินหรือได้ทำจนชิน แต่พอหันกลับมาดูการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจ กลายเป็นว่ายังบางตา 

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

5 – 6 ปีให้หลัง SET จึงตั้งคำถามกันเองในองค์กรว่า พวกเขาจะค้าขายเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนสิ่งแวดล้อมได้จริงหรือ และบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ที่มีคำว่า ‘แห่งประเทศไทย’ ห้อยท้าย สามารถเป็นประโยชน์กับประเทศมากกว่าที่เป็นอยู่ไหม

“ก่อนหน้านี้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้สึกเดือดร้อนจากฝุ่น PM 2.5 ไม่เคยรู้สึกว่าขยะเริ่มทำให้ปวดหัว แทบไม่มีใครสังเกต Carbon Footprint บนผลิตภัณฑ์ แม้กระทั่งเขาหัวโล้นเกิดขึ้นได้อย่างไรก็ไม่รู้ ขับรถผ่านไปก็แค่มองว่าสวยดี แต่ไม่รู้ว่าจริง ๆ มีความโหดร้ายหรือความไม่สมดุลเกิดขึ้นกับธรรมชาติ” คุณเต๋าผู้ดูแลโครงการ Care the Bear แบเรื่องราวให้ฟัง ด้วยวิสัยทัศน์ของ SET ทำให้เราพยายามมองเรื่องรอบตัวให้ใกล้ตัวมากขึ้น และคิดลึกไปถึงผลกระทบว่านอกจากมนุษย์แล้ว สิ่งที่จะได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาสิ่งแวดล้อมมากกว่า มักเป็นสัตว์ทั้งหลายและธรรมชาติเสมอ

แต่องค์กรที่ความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ได้เก๋าเกม ถ้าจะมาทำเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยขาดความรู้ก็คงจะไปไม่ถึงฝัน สิ่งที่คุณเต๋าและทีมงานทำคือ เรียน เรียน เรียน แล้วก็เรียน ไม่ใช่แค่เรียนรู้ แต่ต้องเรียนทำด้วย

“ตอนนั้นเราไปลงคลาสเรียนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เขาก็มีการจัดอบรม เวิร์กชอป และลงมือปฏิบัติจริง สอนเราคำนวณค่าต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งพอจะเข้าใจว่าค่าเหล่านี้กระทบกับโลกอย่างไรบ้าง แต่ออกตัวไว้ก่อนว่าเราไม่ได้เรียนแบบลึกมาพอที่จะพัฒนาเครื่องจักรเพื่อลดคาร์บอนไดออกไซด์แต่อย่างใด เราเพียงเรียนเพื่อให้รู้ประเด็น เห็นประโยชน์ และกลับมาออกแบบกลยุทธ์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งทีมเราตั้งใจกันไว้ว่า กลยุทธ์ที่จะดึงออกมา ต้องทำให้คนรู้สึกว่าใกล้ตัวและง่ายที่สุด

“เหมือนเรือใหญ่เวลาจะเลี้ยว มันเลี้ยวได้ไม่เร็วหรอก จึงต้องหาเครื่องมือที่มีความหลากหลายมาช่วย ต้องตอบโจทย์ทั้งระยะสั้นและการเปลี่ยนแปลงระยะยาว รวมถึงระยะที่คุณต้องเปลี่ยนเลยวันนี้ ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ จึงเกิด Care the Bear ขึ้นเมื่อปี 2018 เพื่อค้นหาคำตอบว่าสิ่งที่เริ่มได้เลยทันทีคืออะไร ซึ่งเราอยากเริ่มจากการลด Carbon Footprint ในสายงานเราเอง นั่นคือภาคธุรกิจ”

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

6 Cares ที่ช่วยลดการทำลายโลกจากงานอีเวนต์

ช่องว่างใหญ่ที่ภาคธุรกิจหลายคนมองข้ามไป คือเวลาจัดงานอีเวนต์หรือกิจกรรมที่สอดคล้องกับแนวทางการตลาด หลายเจ้ามักโฟกัสแค่สิ่งที่ต้องการจะสื่อสารและผลลัพธ์ที่อยากให้เกิดขึ้น จนลืมไปว่า ‘ขยะ’ จากงานนั้นสร้างความเดือดร้อนมากขนาดไหน ซึ่งอีเวนต์ Carbon Footprint เป็นประเด็นที่ทำน้อยกันมาก ๆ คุณเต๋าและทีม SET เล็งเห็นช่องว่างนี้ และพบว่ามีแนวทาง 6 เรื่อง ซึ่งในตอนนั้น SET ได้ทำงานร่วมกับองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มีมาตรฐานไว้อยู่แล้ว โดยนำมาปรับใช้ให้ง่ายขึ้น และสอดคล้องกับการจัดกิจกรรมของภาคธุรกิจ ไม่ว่าการทำกิจกรรม สร้างบูท จัดนิทรรศการ มีตติ้ง เอาต์ติ้งของบริษัท หรือตลาดนัดแบบไม่เบียดเบียนโลกและตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของผู้คน ซึ่ง SET จะเข้าไปพูดคุย เวิร์กชอป และช่วยกันระดมความคิดร่วมกับสมาชิกในโครงการด้วยหลักปฏิบัติ 6 Cares

แคร์ที่หนึ่ง เดินทางโดยรถสาธารณะ 

“ลองคิดสิว่า คนจะมาร่วมกิจกรรมกับเราเขาจะมาด้วยวิธีการอะไรที่จะลดโลกร้อนได้ ขับรถมาด้วยกันได้ไหม มารถสาธารณะเองได้ไหม หรือทำอะไรได้บ้าง ซึ่งพอภาคธุรกิจจัดเกิดกิจกรรมขึ้น ต้นเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็จะมาจากพวกเราเอง คนที่มาร่วมเขามาเพราะเรา เราเลยต้องโน้มน้าวให้เขาเดินทางมาหาเราโดยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้น้อยที่สุด” 

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

แคร์ที่สอง ลดการใช้กระดาษและพลาสติก

“เวลาจัดกิจกรรม เรามีขวดน้ำ มีของแจก มีกระดาษเอกสาร เช่น แผ่นพับประชาสัมพันธ์ ใบปลิว เราเป็นตัวการในการสร้างขยะ ซึ่งถ้าคิดมุมกลับ งั้นเราเปลี่ยนเป็น QR Code ได้ไหม ให้ข้อมูลเขาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ไหม แม้กระทั่งขวดน้ำพลาสติก ถ้าเราแจกเป็นขวดน้ำใช้ซ้ำให้เขาเติมน้ำได้หรือเปล่า ทำให้คนที่มางานเรามีส่วนร่วมกับเราไปด้วย

“เหลือส่วนที่ยังลดไม่ได้ จะนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร เหมือนในงาน APEC ที่มี โออาร์ มาเป็นพันธมิตรนำขยะพลาสติกไปรีไซเคิลและอัพไซคลิ่ง”

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

แคร์ที่สาม งดการใช้โฟม 

“การเลิกใช้โฟมไปเลย เรามองว่าไม่ใช่เรื่องยากอะไร แค่คุณต้องหาวัสดุทางเลือกมาให้ผู้บริโภคได้ เช่น อาหารอย่าใส่กล่องโฟม การตกแต่งงานอย่าให้มีโฟม ของแจก ป้าย เป็นอย่างอื่นได้ไหมที่เก๋กว่าโฟม จริง ๆ มีวัสดุทดแทนมากมายที่นำมาใช้ได้ ซึ่งเราก็ช่วยสมาชิกโครงการวางแผนตรงนี้ให้มากขึ้น”

แคร์ที่สี่ ลดการใช้พลังงานจากอุปกรณ์ไฟฟ้า

“ไฟที่ส่องสว่างอาจจะหันมาพึ่งหลอดประหยัดพลังงาน หรือถ้ามีส่วนที่เป็นเอาต์ดอร์ เราก็จะช่วยออกแบบให้คุณไม่ต้องใช้ไฟฟ้าเยอะ หรือหาทางชดเชยพลังงาน เช่น APEC ที่เป็นการจัดกิจกรรมครั้งใหญ่ มีทั้งแอร์ ไฟฟ้า เราเลี่ยงได้ยากมาก เราก็ร่วมกับพันธมิตรอย่างกลุ่มบริษัทบางจากประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมจัดหาคาร์บอนเครดิตผ่าน Carbon Markets Club มาชดเชย”

แคร์ที่ห้า เลือกใช้วัสดุตกแต่งที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ 

“เราจะตกแต่งพื้นที่ไม่ให้กวนสิ่งแวดล้อม ไม่ให้เป็นขยะ และนำกลับมาใช้ใหม่อย่างไรได้บ้าง การก่อสร้างพื้นที่ต้องใช้วัสดุทางเลือกอย่างไร เช่น ไม่ใช้ไม้อัดบาง ๆ ที่สุดท้ายมันไม่คงทน และต้องเอาไปทิ้งอย่างเดียวภายหลัง ซึ่งการให้ความรู้เหล่านี้ สุดท้ายก็จะเกิดการเรียนรู้ของเจ้าหน้าที่ พนักงาน หรือคนที่คิดจะทำเรื่องนี้ งาน APEC เอง เราก็ร่วมกับพันธมิตรอย่าง SCG ที่ช่วยดูการใช้วัสดุรีไซเคิลทั้งงานและจุดแยกขยะ โดยปลายทางจะนำขยะตรงนั้นไปทำเป็นเฟอร์นิเจอร์”

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

แคร์ที่หก ลดขยะจากอาหาร

“เราพยายามอย่างยิ่งไม่ให้เกิดอาหารเหลือทิ้ง เชิญชวนให้เกิดการตักแต่พอดี ไม่ว่าจะคิดถึงปริมาณอาหารที่ให้กับลูกค้าว่ามากไปหรือน้อยไป หากเป็นบุฟเฟต์ ป้ายประชาสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ที่บอกให้เขารู้ว่าขยะเหลือทิ้งสร้างผลกระทบอย่างไรก็อาจช่วยได้บ้าง หรืออย่างงาน APEC เราก็ร่วมกับศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นำขยะเศษอาหารไปอัดเม็ดเป็นอาหารสัตว์ต่อไป”

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

ทั้งหมดนี้คือหลักปฏิบัติ 6 Cares ที่ SET ใช้มาตลอด และนำไปสู่การสร้างเว็บเบสที่ให้สมาชิกของ Care the Bear เข้าไปกรอกรายละเอียดข้อมูลการจัดกิจกรรมซึ่งคำนวณรวมออกมาได้ว่า 6 เรื่องที่คุณพยายามร่วมกันในการลดโลกร้อน ลดคาร์บอนไดออกไซด์ หรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปได้มากแค่ไหนหลังสิ้นสุดงาน เพื่อให้เห็นว่าเราได้ทำอะไรไปบ้างและรบกวนโลกประมาณไหน จนเกิดแรงกระเพื่อมในการปรับตัวสำหรับการจัดกิจกรรมครั้งต่อ ๆ ไป เช่นเดียวกับงาน APEC ที่ Care the Bear สามารถลดก๊าซเรือนกระจกไปได้ 30,295.40 กิโลคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งถือเป็นความภูมิใจของ SET

สร้าง Empathy ลงในใจคน ด้วยตัวเลขที่วัดผลได้ 

 “We are on a highway to climate hell”

คุณเต๋ายกคำพูดของ อันโตนิโอ กูเทอเรซ (Antonio Guterres) เลขาธิการใหญ่ UN ที่บอกถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมตอนนี้ สั้นแต่เห็นภาพว่า Climate Change เป็นเรื่องใหญ่ซึ่งไม่ควรละเลยมันอีกต่อไป แต่พฤติกรรมของมนุษย์ที่จะหันมาใจดีกับโลกมากขึ้น ต้องมาจากความคิดที่เปลี่ยนไปก่อน 

Care the Bear นับเป็นจุดสตาร์ทด้วยหลักปฏิบัติ 6 Cares ที่เรากล่าวไปด้านบน ให้คนรู้สึกว่าเอาไปปรับใช้ได้ง่าย ๆ และส่งต่อไปยังพฤติกรรมของพนักงานในองค์กร ผู้บริหาร เพื่อน ครอบครัว คนรอบตัว เพิ่มจำนวนคนที่เข้าร่วมขึ้นมาเรื่อย ๆ เพราะทุกคนเห็นพ้องตรงกันว่า Care the Bear วัดผลได้ ทำให้ปัจจุบันโครงการนี้มีสมาชิกไม่ใช่แค่บริษัทจดทะเบียน แต่รวมถึงบริษัทจำกัด มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และอื่น ๆ เข้ามาร่วมด้วยมากมาย

“เราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญไปเสียทุกเรื่อง เราจึงต้องมีทั้งกลุ่มธุรกิจเพื่อสังคมหรือทีมงานจากสถาบันการศึกษาที่เข้ามาเป็นพันธมิตรในการพัฒนาโครงการไปด้วยกัน เพราะสำคัญมาก เวลาที่เราจะไปให้ความรู้ใคร เราต้องรู้จักเรื่องนี้อย่างดีก่อนว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากโลกแปรปรวนมีอะไรบ้าง ซึ่งหลักสำคัญคือเราคิดว่าทุกคนควรมีความเห็นอกเห็นใจต่อธรรมชาติ

“คุณรู้หรือเปล่าว่าน้ำยาเคมีที่อยู่ในไส้ปากกาจำเป็นต้องเอาไปเผา มีส่วนที่ทำให้คุณมีการปนเปื้อนอย่างไรบ้าง สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่มองข้ามกันมาก ๆ และไม่มีวันเข้าใจ จนถึงวันหนึ่งที่คุณต้องหันมาตระหนัก วันที่เราอยู่บนทางแยกที่วิกฤต”

สิ่งหนึ่งที่ SET เรียนรู้คือหลายคนที่เพิกเฉยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะพวกเขาต่างมองไม่ออกว่าตัวเองจะมีบทบาทอะไรในการช่วยโลกได้ พอพูดว่าวันนี้ลดคาร์บอนไดออกไซด์ไปจำนวนหนึ่ง คนก็อาจจะไม่เข้าใจว่าเยอะหรือน้อย หรือจะช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรได้จริง ๆ Care the Bear เลยคำนึงถึงสิ่งนี้ ออกแบบ Climate Care Calculator เพื่อใช้คำนวนปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก โดยเปรียบเทียบกับจำนวนการปลูกต้นไม้ จุดประสงค์เพื่อให้คนเห็นภาพว่า การเพิ่มขึ้นของต้นไม้จะช่วยให้เราลดโลกร้อนได้จริง

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

“ณ วันที่เราเปรียบเทียบอะไรง่าย ๆ แบบนี้ โดยไม่ต้องเน้นความเป็นนักวิชาการนำหน้าเสมอ พูดออกมาง่าย ๆ เลยว่า ถ้าคุณมีต้นไม้ใหญ่อยู่ 1,800,000 ต้น คุณจะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปได้เท่าไหร่ คุณจะเห็นพื้นที่สีเขียวเท่าไหร่ มันอาจจะเข้าใจได้หรือดูจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมกว่าการพูดถึงคำว่า ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งคนอาจจะงงว่าคืออะไร หรือการที่คนเก็บขยะไปรีไซเคิลแต่ไม่รู้ว่ามันช่วยลดโลกร้อนไปเท่าไหร่แล้ว

“ถ้าเรามีส่วนในการส่งเสียงในเรื่องที่ไม่เป็นรูปธรรมให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น คนจะรู้สึกว่าฉันอยากจะทำ เขาได้รู้ว่าวันหนึ่งคนไทยทิ้งขยะ 10 ชิ้น กรุงเทพฯ มีคน 8 ล้านคน สร้างขยะวันละ 80 ล้านชิ้น ภาพที่เห็นชัดแบบนี้อาจทำให้คนมองมันเป็นเรื่องใหญ่ เร่งด่วน และเกี่ยวข้องกับตัวเอง”

สำหรับการประชุม APEC เมื่อวันที่ 14 – 19 พฤศจิกายน ที่เพิ่งจบไป บทบาทของ Care the Bear คือการสนับสนุนการจัดการพื้นที่ในศูนย์ข่าวสีเขียว 22,000 ตารางเมตร เพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงาน และทรัพยากรในการจัดกิจกรรม ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งคุณเต๋าเล่าว่านี่ถือเป็นอีกก้าวของ SET ที่ได้เข้าไปหารือร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเปิดรับแนวคิด Carbon Footprint อีเวนต์ให้ผนวกร่วมกับงานใหญ่ครั้งนี้ และเรายังได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากพันธมิตรตลาดทุน ทั้งกลุ่มบริษัทบางจาก เอสซีจี และโออาร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าก้าวเล็ก ๆ ของ Care the Bear หากหลายภาคส่วนร่วมกันนำไปปรับใช้ จะสร้างอิมแพคที่ยิ่งใหญ่ได้แน่นอนในอนาคต

สิ่งสำคัญที่สุดที่ Care the Bear และทีมผู้บริหาร SET ในปัจจุบัน อยากฝากทิ้งท้าย คือ ‘ความหวัง’ มันอาจไม่ดีกับทุกคนหากคิดไปว่าเราต่างหมดโอกาสที่จะเห็นโลกน่าอยู่ขึ้น หมดความหวังถึงความเป็นไปได้ในการเห็นโลกสมดุล การได้เห็นว่ายังมีคนรอบข้างลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง อย่างน้อยก็อาจเป็นแรงบันดาลใจ หรือเพิ่มเชื้อเพลิงความตั้งใจของใครสักคนให้ลุกขึ้นมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงเรื่องเล็ก ๆ เหล่านี้ หรือพยายามช่วยกันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เหมือนที่ Care the Bear ทำมาโดยตลอด 4 ปี

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

Writer

พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ

นัก (ชอบ) เขียนบ้ากล้องที่ชอบถ่ายรูปตัวเองเป็นพิเศษ เสพติดเสียงธรรมชาติ กลิ่นฝน และสีเลือดฝาดบนใบหน้า ที่ใช้เวลาเขียนงานไปพร้อมๆ กับติ่งอปป้าอย่างใจเย็น

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load