ตอนนี้บรรยากาศการท่องเที่ยวเริ่มจะกลับมา สถานที่ต่างๆ เริ่มกลับมาเปิดเยอะขึ้น แม้เราจะยังไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ แม้เราจะยังต้องอยู่กับโควิด-19 กันไปอีกนาน แต่บรรยากาศก็ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ เลยคิดว่าถึงเวลาที่เราจะเริ่มผูกเชือกรองเท้าให้แน่น แล้วออกเดินทางท่องเที่ยวกันอีกครั้ง วันนี้ผมเลยจะชวนผู้อ่านทุกท่านไปชมนิทรรศการดีๆ น่าสนใจกับ ‘นิทรรศการตู้ลายทอง’ ครับผม

ชมนิทรรศการตู้ลายทอง โบราณวัตถุที่บรรจุประวัติศาสตร์ฝีมือช่างชั้นสูงของไทยในอดีต

นิทรรศการตู้ลายทองนี้จัดแสดงที่อาคารถาวรวัตถุ หรือที่หลายคนเรียกกันว่า ตึกแดง เป็นนิทรรศการที่นำเอาตู้ลายทองจำนวน 47 ใบจากหอสมุดแห่งชาติ หรือที่ในอดีตรู้จักกันในชื่อของหอพระสมุดวชิรญาณมาจัดแสดงให้ได้ชมกัน ซึ่งถือเป็นคอลเลกชันที่ทั้งน่าสนใจและหาชมได้ยากมากครับ 

ที่สำคัญ ตู้พระไตรปิฎกหรือตู้ลายทองที่นำมาจัดแสดงให้ดูในครั้งนี้ ผมกล้าพูดเลยว่า หลายตู้หาชมที่ไหนไม่ได้ง่ายๆ หลายตู้มีลวดลายหรือเรื่องราวพิเศษ ที่คุณอาจมีโอกาสได้เห็นแค่ในนิทรรศการนี้เท่านั้นเลยด้วยครับ

พอเราเดินเข้าไปข้างในยังจุดเริ่มต้นของนิทรรศการภายในตึกถาวรวัตถุ เราก็จะเห็นป้ายเขียนว่า ‘หอพระสมุดวชิรญาณ’ อยู่เหนือประตูก่อนเป็นอันดับแรก เพราะในช่วงเวลาหนึ่ง สถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของหอพระสมุดวชิรญาณมาก่อน พร้อมกับมีตู้ลายทองที่เขียนเรื่อง พหลวิชัยชาดก หรือที่คนไทยเรารู้จักกันในชื่อของ หลวิชัย-คาวี และนาฬิกาปารีสที่ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประทานแก่หอพระสมุดวชิรญาณ ในโอกาสที่ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยครบรอบ 25 ปี เป็นนาฬิกาแบบตะวันตก ตกแต่งด้วยลายทองแบบไทยเลยครับ เป็นรูปพระอาทิตย์ พระจันทร์ รามสูร เมขลา เรียกว่าเป็นงานตะวันออกพบตะวันตก (East Meet West) ที่ลงตัวอย่างแท้จริง อยู่ขนาบทางเดินทั้งสองฝั่ง

ชมนิทรรศการตู้ลายทอง โบราณวัตถุที่บรรจุประวัติศาสตร์ฝีมือช่างชั้นสูงของไทยในอดีต
ชมนิทรรศการตู้ลายทอง โบราณวัตถุที่บรรจุประวัติศาสตร์ฝีมือช่างชั้นสูงของไทยในอดีต

พอเราเดินผ่านป้ายหอสมุดวชิรญาณมาก็จะพบกับห้องแรก ซึ่งจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับตู้ลายทอง ว่าตู้ลายทองหรือตู้พระไตรปิฎกคืออะไร 

ตู้พระไตรปิฎกหรือบางคนเรียกว่าตู้พระธรรมก็ตามชื่อเลยครับ คือตู้ที่ใช้เก็บพระไตรปิฎกนั่นเอง แรกเริ่มเดิมที คนไทยในอดีตใช้ตู้เก็บสมุดหรือหนังสืออยู่แล้ว เพียงแค่พอมาอยู่ในวัด ก็เปลี่ยนหนังสือข้างในเป็นพระไตรปิฎกเท่านั้นเอง 

ส่วนที่เรียกว่าตู้ลายทอง ก็แน่นอนครับเพราะว่าตู้แทบทุกใบล้วนเป็นลายรดน้ำทั้งนั้น ทำให้ตู้มีอยู่แค่ 2 สี นั่นก็คือสีทองและสีดำ โดยรูปทรงตู้ของไทยจะเป็นตู้ไม้ทรงสี่เหลี่ยม ด้านหน้ามีบานประตูเปิดปิด บางตู้อาจมีลิ้นชักหรือไม่มีก็ได้ ส่วนล่างมีขาหรือฐานรองรับตู้ไว้ ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ใช้เรียกชื่อของตู้ โดยแบ่งได้ดังนี้ 

ตู้ขาหมู คือตู้ที่มีขาเป็นแท่งตรงๆ ลงมา เหมือนขาตู้ปกติ

ตู้ขาสิงห์ หรือ ตู้เท้าสิงห์ มีขาเป็นรูปเหมือนเท้าสิงห์ มีเล็บกำลังเหยียบบนลูกแก้วคล้ายๆ สิงโตหินแบบจีน

ตู้ขาคู้ หรือ ตู้เท้าคู้ มีส่วนขาตู้คล้ายกับตู้ขาหมู เพียงแต่ส่วนล่างจะโค้งเข้ามาเล็กน้อย 

และประเภทสุดท้ายคือตู้ฐานสิงห์ ซึ่งต่างจาก 3 แบบก่อนหน้านี้ เพราะส่วนฐานเปลี่ยนเป็นฐานสิงห์

ชมนิทรรศการตู้ลายทอง โบราณวัตถุที่บรรจุประวัติศาสตร์ฝีมือช่างชั้นสูงของไทยในอดีต
ชมนิทรรศการตู้ลายทอง โบราณวัตถุที่บรรจุประวัติศาสตร์ฝีมือช่างชั้นสูงของไทยในอดีต

ผ่านห้องแรกไปแล้ว เหมือนเราได้ปูพื้นฐานเรื่องตู้ลายทองแล้วเรียบร้อย ห้องถัดๆ ไปจากนี้เป็นการพูดถึงเรื่องราวบนตู้พระไตรปิฎกแล้วครับ โดยหนึ่งห้องจะเล่า 1 เรื่อง เริ่มจากห้องแรกคือห้องรอยพระพุทธบาท เล่าเรื่องรอยพระพุทธบาทซึ่งมีทั้งในประเทศไทย เมียนมา และศรีลังกา 

ก่อนจะไปต่อกันที่ห้องรามเกียรติ์ แสดงภาพเล่าเรื่อง รามเกียรติ์ ทั้งฉากใหญ่สุดอลังการที่เรียกว่า ฉากยกรบ ไม่ว่าจะศึกอินทรชิต ศึกกุมภกรรณ หรือฉากรบแบบเล็กๆ ที่เรียกว่า ภาพจับ ซึ่งเป็นฉากที่ตัวละคร 2 – 3 ตัวรบกัน ในท่าทางเหมือนยื้อยุดฉุดกระชากกันไปมาสมชื่อภาพจับ

  ถัดไปเป็นห้องทวารบาล จับทวารบาลที่เราคุ้นเคยกับการเป็นคนเฝ้าประตูหรือหน้าต่างวัด มาเป็นทวารบาลเฝ้าตู้พระไตรปิฎกกันบ้าง บอกได้เลยว่านิทรรศการนี้มีมาให้ชมแบบจุใจ ทั้งทวารบาลแบบไทยและทวารบาลแบบจีนที่เรียกว่าเสี้ยวกางเลยครับ 

ต่อด้วยห้องชาดก หนึ่งในห้องที่น่าจะแปลกแหวกแนวที่สุดในนิทรรศการนี้ เพราะชาดกบนตู้ลายทองไม่ใช่ว่าจะมีแต่ทศชาติชาดกทั่วๆ ไปแบบที่ผมเคยเขียนถึงใน The Cloud แต่ชาดกในนิทรรศการนี้นอกจาก พหลวิชัยชาดก ที่ผมพูดถึงไปแล้ว ยังมีชาดกแปลกๆ เช่น สุธนชาดก หรือ พระสุธน-มโนห์รา หรือ สุวรรณสังขชาดก หรือ สังข์ทอง ก็มีเหมือนกัน 

ก่อนปิดท้ายกันที่ห้องพุทธประวัติ มีตู้พระธรรมเล่าเรื่องพุทธประวัติที่เน้นฉากใหญ่ ฉากสำคัญ เช่น เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ มารผจญ เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นต้น ซึ่งเราสามารถใช้เวลาค่อยๆ ละเลียดชมตู้ลายทองทีละใบๆ เพื่อค่อยๆ เสพและซึมซับเรื่องราวในตู้แต่ละใบได้อย่างเต็มที่เลยครับ

ชมนิทรรศการตู้ลายทอง โบราณวัตถุที่บรรจุประวัติศาสตร์ฝีมือช่างชั้นสูงของไทยในอดีต

แต่ถ้าสมมติว่าเราอยากไปชมนิทรรศการนี้แต่มีเวลาไม่เยอะ จะทำยังไงดี ผมเลยจะขอนำเสนอตู้พระธรรม 7 ใบที่ควรชมในนิทรรศการนี้เอาไว้เป็นทางเลือกสำหรับผู้อ่านครับ

อ้อ ก่อนไปดูตู้ทั้ง 7 ที่ผมจะแนะนำ ผมขอบอกทริคการดูตู้ลายทองอีกสักเรื่องละกันครับ ถ้าลองสังเกตที่ตู้หรือป้ายคำอธิบาย จะเห็นว่าตู้แต่ละใบมีรหัสเป็นตัวอักษรผสมกับตัวเลข ซึ่งรหัสตัวอักษรของตู้แต่ละใบจะบอกให้เรารู้ว่า ตู้นั้นมีอายุอยู่ในช่วงไหน ถ้าเป็น อย. ตู้นั้นสร้างขึ้นในสมัยอยุธยา ถ้าเป็น ธบ. ก็แสดงว่าตู้นั้นสร้างขึ้นในสมัยธนบุรี แต่ถ้าเป็น กท. ตู้ใบนั้นสร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์นั่นเองครับ

เริ่มต้นด้วยตู้ใบแรกคือตู้ อย. 7 ซึ่งอยู่ตรงกลางของห้องแรกเลยครับ เป็นตู้ที่ได้มาจากวัดเกดประยงค์-เล็ก ตั้งตรงจิตร จังหวัดนนทบุรี ตู้นี้เป็นตู้ฐานสิงห์ ฝีมือครูช่างวัดเซิงหวาย (ปัจจุบันคือวัดเวตวันธรรมาวาส กรุงเทพมหานคร) ช่างฝีมือชั้นสูงสมัยอยุธยาตอนปลาย งดงามอลังการในแง่ความอ่อนช้อยพลิ้วไหว ความมีชีวิตชีวาของลวดลายบนตู้ ทั้งลายกระหนกและรูปสัตว์ ซึ่งนอกจากตู้นี้ก็มีตู้ครูวัดเชิงหวายอีกแค่ตู้เดียว ก็คือตู้ลายทองจากวัดนางนอง กรุงเทพมหานคร ภายในห้องอยุธยา ในพิพิธภัณฑสถานชาติ พระนครเท่านั้น

ชมนิทรรศการตู้ลายทอง โบราณวัตถุที่บรรจุประวัติศาสตร์ฝีมือช่างชั้นสูงของไทยในอดีต
ชมนิทรรศการตู้ลายทอง โบราณวัตถุที่บรรจุประวัติศาสตร์ฝีมือช่างชั้นสูงของไทยในอดีต

ใบที่ 2 คือ ตู้ กท. 78 ได้จากวัดนาคกลาง กรุงเทพมหานคร เป็นตู้ลายทองขาสิงห์เล่าเรื่องราวเทศกาลสำคัญของชาวไทยในอดีต อย่างเทศกาลนมัสการรอยพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรี โดยด้านหน้าเป็นภาพวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร จังหวัดสระบุรี แสดงองค์ประกอบหลายอย่างเหมือนกับสถานที่จริง และแม้แต่ในปัจจุบันก็ยังสามารถเห็นได้ เช่น ยักษ์หน้าประตู บันไดนาค มณฑปรอยพระพุทธบาท และจะเห็นคนกำลังโปรยทานอยู่ด้านล่างด้วยครับ 

ส่วนด้านข้างตู้ฝั่งซ้าย เป็นภาพการเดินทางไปนมัสการด้วยเส้นทางท่าเรือ-บางโขมด ซึ่งเป็นเส้นทางยอดนิยมในสมัยก่อน พร้อมกับมีศาลเจ้าพ่อเขาตก เทพารักษ์ที่ดูแลเขาสุวรรณบรรพต ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท ส่วนด้านขวาของตู้วาดภาพพระพุทธฉาย อีกหนึ่งสถานที่สำคัญใกล้กับวัดพระพุทธบาท 

ชมนิทรรศการตู้ลายทอง โบราณวัตถุที่บรรจุประวัติศาสตร์ฝีมือช่างชั้นสูงของไทยในอดีต

ตู้ใบถัดมาต้องเรียกว่าตู้ชุดถัดมาถึงจะถูก เพราะตู้ชุดที่ 3 คือ ตู้ขาหมูแฝด 4 ใบครับ หรือ ตู้ กท. 79 – 79.3 ซึ่งเป็นสมบัติของหอสมุดแห่งชาติมาแต่เดิม ตู้ชุดนี้มีความพิเศษถึง 3 อย่างด้วยกัน เริ่มด้วยเรื่องราวบนตู้ที่เป็นเรื่องการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 1 – 3 และเรื่องพระพุทธโฆษาจารย์เดินทางไปลังกา ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยพบมากนักบนตู้ลานทอง 

ต่อด้วยวิธีการตั้ง เพราะตู้ทั้ง 4 ใบตั้งหันหลังชนกัน ทำให้ตู้ชุดนี้มีลวดลายเพียงแค่ 2 ด้านเท่านั้น ต่างจากตู้ส่วนใหญ่ที่จะเขียนลายทั้ง 4 ด้าน หรืออย่างน้อยที่สุดคือ 3 ด้านเว้นด้านหลังเอาไว้ และที่สำคัญคือ เมื่อครั้งที่ตึกถาวรวัตถุแห่งนี้ยังใช้เป็นหอพระสมุดวชิรญาณ ตู้ทั้ง 4 ใบก็ตั้งอยู่ตรงนี้นี่แหละ ดังนั้นก็เหมือนกับว่าตู้ทั้ง 4 ใบได้คืนสู่เหย้า กลับมาที่ตั้งเดิมเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 1 ศตวรรษเลยครับ

ชมนิทรรศการตู้ลายทอง โบราณวัตถุที่บรรจุประวัติศาสตร์ฝีมือช่างชั้นสูงของไทยในอดีต

ใบที่ 4 คือตู้ ธบ. 2 เป็นตู้ขาหมู เจ้าของชื่อตู้ทรงอายัดครับ ที่เรียกแบบนี้ก็เพราะตู้ใบนี้มีประวัติที่น่าสนใจมากครับ แต่เดิมตู้ใบนี้เป็นของ พระยาธรรมปรีชา (บุญ) สมัยเป็นพระราชาคณะที่วัดเทพธิดาราม ในสมัยรัชกาลที่ 3 พอท่านลาสิกขา ปรากฏว่าพระที่เป็นลูกศิษย์ได้นำตู้ใบนี้ไปไว้ที่วัดโพธิ์ชัย จังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมกับหนังสือ และอยู่ที่นั่นเรื่อยมาจนกระทั่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ จะเสด็จไปสุพรรณบุรี พระยาธรรมปรีชา (บุญ) ได้ทูลเรื่องตู้ใบนี้ พระองค์จึงเสด็จไปทอดพระเนตร และพบทั้งหมดอยู่ที่วัดอย่างครบถ้วน จึงนำความมาบอกพระยาธรรมปรีชา (บุญ) จึงได้ถวายตู้และหนังสือแก่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระองค์จึงโปรดให้นำทั้งหมดมาไว้ที่กรุงเทพฯ 

แต่เพราะตู้ใบนี้มีความสวยงาม จึงได้ตั้งไว้ที่ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย พอรัชกาลที่ 5 ทอดพระเนตรเห็น จึงมีรับสั่งอายัดไว้แก่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพว่าอย่าให้แก่ใครไป เป็นที่มาของชื่อ ‘ตู้ทรงอายัด’ ซึ่งแม้ว่าตู้นี้จะไม่ได้เล่าเรื่องอะไร แต่ลวดลายบนตู้นั้นสวยงามมาก ไม่ว่าจะเป็นลายกระหนกเปลวบนตู้ หรือรูปสัตว์ทั้งภาพตัวเหรา สิงโตจีน กิเลน กระต่าย หรือรูปเทพบุตร เทพธิดา ยักษ์หรือลิง ต่างก็มีเส้นสายที่สวยงามอย่างมากเลยทีเดียว

เยือนอาคารถาวรวัตถุ (ตึกแดง) ชมนิทรรศการตู้ลายทอง นิทรรศการตู้ลายทอง โบราณวัตถุฝีมือช่างไทยตั้งแต่สมัยอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์

ถัดมาคือตู้ใบที่ 5 เป็นตู้ อย. 10 ครับ ตู้นี้เป็นตู้ขาหมูรูปทวารบาล เดิมอยู่ที่วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพมหานคร ด้านหน้าเป็นทวารบาลถือธนูและลูกศร โดยทวารบาลด้านหนึ่งลิงแบกอยู่ ส่วนอีกด้านมียักษ์แบกอยู่ ในขณะที่ด้านข้างตู้ฝั่งขวาเป็นรูปทวารบาลถือตรีศูลเหยียบสิงห์ แต่อีกฝั่งหนึ่งเป็นรูปพระทวารบาลถือธนูและลูกศรประทับยืนบนครุฑยุดนาค แถมด้านหลังยังมีฉาก เวสสันดรชาดก ตอนกัณฑ์กุมารด้วยครับ ก็คือตอนที่พระเวสสันดรชาดกบริจาคพระกัณหา พระชาลี ให้แก่ชูชกครับ

เยือนอาคารถาวรวัตถุ (ตึกแดง) ชมนิทรรศการตู้ลายทอง นิทรรศการตู้ลายทอง โบราณวัตถุฝีมือช่างไทยตั้งแต่สมัยอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์

ใบที่ 6 คือ ตู้ กท. 47 เป็นตู้ขาหมูที่มีทั้งพุทธประวัติและชาดกภายในตู้เดียว ได้จากวัดนางชี กรุงเทพมหานคร ด้านหน้าตู้เป็นพุทธประวัติเต็มพื้นที่ และช่างก็เลือกฉากพุทธประวัติตอนสำคัญ อย่างการโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งถือเป็นพุทธประวัติตอนใหญ่ที่ใช้พื้นที่เยอะ เหมาะกับตู้ลายทองมากเลย ในขณะที่ด้านข้างตู้ทั้ง 2 ข้างเป็นเรื่อง ทศชาติชาดก แบ่งออกเป็นฝั่งละ 5 ตอนเรียงจากล่างขึ้นบน ไม่ใช่บนลงล่างนะครับ

เยือนอาคารถาวรวัตถุ (ตึกแดง) ชมนิทรรศการตู้ลายทอง นิทรรศการตู้ลายทอง โบราณวัตถุฝีมือช่างไทยตั้งแต่สมัยอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์

สำหรับตู้ใบสุดท้าย ไหนๆ เราก็เปิดด้วยตู้ที่เน้นลวดลายไปแล้ว ขอปิดด้วยตู้ลวดลายบ้าง ซึ่งอยู่ในห้องสุดท้ายพอดี เป็นตู้ขาสิงห์ที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งนิยมศิลปะจีน ดังนั้นตู้นี้จึงใช้ลวดลายอย่างจีนตกแต่ง ไม่ว่าจะเป็นลายดอกโบตั๋น ลายประแจจีน แถมบริเวณด้านข้างตู้มีรูปแจกันดอกไม้ขนาดใหญ่ด้วยครับ ต่อให้ตู้นี้ไม่ได้เล่าเรื่องอะไร ไม่ได้มีลวดลายที่โดดเด่นอลังการ แต่ลวดลายบนตู้ถือว่าแตกต่างจากตู้ภายในนิทรรศการนี้ และมีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ ควรค่าแก่การชมครับ

เยือนอาคารถาวรวัตถุ (ตึกแดง) ชมนิทรรศการตู้ลายทอง นิทรรศการตู้ลายทอง โบราณวัตถุฝีมือช่างไทยตั้งแต่สมัยอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์

สุดท้ายนี้ หลังจากผมพาชมนิทรรศการและแนะนำตู้ที่คิดว่าน่าไปชมแล้ว ผมก็อยากจะชวนให้ทุกคนไปเดินชมนิทรรศการนี้กันครับ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ นักเรียน นักศึกษา คนทั่วไป เป็นคนที่ชอบเรื่องศิลปวัฒนธรรมอยู่แล้ว หรือเป็นแค่นักท่องเที่ยว ผมก็อยากชวนให้ทุกคนลองไปเดินชมนิทรรศการนี้กันครับ 

แต่ถ้าใครกังวลว่าจะดูรู้เรื่องรึเปล่า จะเข้าใจในเนื้อหาบนตู้แต่ละใบรึเปล่า ลองทำใจให้สบายแล้วไปเดินชมดูก่อนครับ เพราะต่อให้ไม่เข้าใจ ต่อให้ดูไม่ออกว่าตู้แต่ละใบบอกเล่าเรื่องราวอะไร แต่ผมเชื่อว่าเราทุกคนสามารถเสพและเพลิดเพลินกับความสวยงามของตู้พระไตรปิฎกแต่ละใบได้แน่นอนครับ 

เพราะต่อให้มีตู้มากมาย ก็ไม่มีทางจะมีตู้ลายทองที่เหมือนกันแบบเป๊ะๆ ทุกตู้ต่างมีเอกลักษณ์ของตัวเอง ซึ่งเกิดจากการออกแบบของช่างเมื่อครั้งอดีต เปรียบดั่งลายเซ็นของจิตรกรคนนั้นที่ได้ฝากเอาไว้ในวัตถุชิ้นหนึ่ง และผ่านกาลเวลานับร้อยปี จนวันนี้มาจัดแสดงให้เราได้ชมกัน ซึ่งเราทุกคนสามารถชื่นชมความงามนั้นได้อย่างเท่าเทียมแน่นอนครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. ใครสนใจมาชมนิทรรศการตู้ลายทองที่ตึกถาวรวัตถุนี้ สามารถเข้าชมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เปิดวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 09.00 – 16.00 น. และปิดให้บริการวันจันทร์ วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ภายในสามารถถ่ายภาพได้เต็มที่เลยครับ แต่อย่าใช้แฟลชและห้ามถ่ายวิดีโอ ที่สำคัญ นอกจากนิทรรศการเรื่องตู้ลายทองแล้ว ตึกถาวรวัตถุยังมีนิทรรศการเรื่องเหรียญที่ระลึกในสมัยรัชกาลที่ 5 ด้วยนะครับ ไปเดินชมได้เช่นกัน
  2. หรือถ้าใครสนใจ อยากรู้จักตู้ลายทองแบบลึกซึ้ง ขอแนะนำหนังสือ ตู้ลายทอง ภาค 1 (สมัยอยุธยาและธนบุรี) มีทั้งข้อมูลพื้นฐานสำหรับคนเพิ่งหัดดูตู้เป็นครั้งแรก และข้อมูลแบบละเอียดของตู้ทุกใบที่หอสมุดแห่งชาติ โดยในเล่มนี้จะพูดถึงข้อมูลเฉพาะตู้พระธรรมในสมัยอยุธยาและสมัยธนบุรี หนังสือเล่มนี้มีราคา 870 บาท ซื้อได้ทั้งที่หอสมุดแห่งชาติ ตึกถาวรวัตถุ หรือสั่งซื้อออนไลน์ได้เลยครับ
  3. หรือถ้าใครสนใจแต่ไม่อยากซื้อ นิทรรศการนี้ยังมีการจัดกิจกรรมประกวดภาพถ่าย ‘แต่งชุดไทยชมตู้ลายทอง’ เพื่อลุ้นรับหนังสือจำนวน 10 รางวัล เพียงแค่ถ่ายภาพตัวเราพร้อมแต่งชุดไทยย้อนยุคกับตู้ลายทองที่จัดแสดงในนิทรรศการครับผม รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่ Facebook Page : National Library of Thailand

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

ก่อนจะเล่าเรื่องราวในความทรงจำเรื่องหนึ่งให้ฟัง ต้องขอเกริ่นก่อนเล็กน้อยว่า ที่ทุกท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ ต้า-ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล ไม่ได้เป็นคนเขียนนะครับ เนื่องในโอกาสพิเศษ ผม คุณพ่อของต้า เจ้าของคอลัมน์อารามบอย จะขอเป็นคนเล่าเรื่องเอง แต่ไม่ต้องห่วง เรื่องราวในครั้งนี้ก็ยังคงเกี่ยวข้องกับวัดเหมือนเช่นเคย

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

ผมกับครอบครัวเที่ยววัดด้วยกันมากว่า 20 ปีแล้ว ในช่วงเวลานี้ก็ไปวัดมาแล้วแทบทุกแบบ ทั้งวัดร้าง วัดเก่า วัดใหม่ วัดที่ไปครั้งเดียวแล้วไม่ได้ไปอีก และวัดที่ไปแล้วก็ยังได้ไป จนถึงตอนนี้น่าจะไปมาเกิน 100 วัดไปนานแล้ว แต่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี แต่วัดแห่งหนึ่งก็ยังคงอยู่ในความทรงจำเสมอมา แม้เวลาจะผ่านไปแค่ไหนก็ตาม และวัดนั้นก็คือ วัดพระธาตุลำปางหลวง จังหวัดลำปาง

รักแรกที่วัดพระธาตุลำปางหลวง

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

ผมไปวัดพระธาตุลำปางหลวงครั้งแรกเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ปีนั้นเป็นครั้งแรกที่ไปเที่ยวกับครอบครัวในช่วงเทศกาลตรุษจีน ครั้งนั้นไป 3 จังหวัด คือ กำแพงเพชร ตาก และลำปาง พอไปถึงก็เอารถไปจอดอยู่ด้านล่างใกล้ ๆ ทางขึ้น พอลงรถไปก็เจอพวกแม่หมออยู่ริมถนนเลย ดูดวงบ้าง ขายของบูชาพระธาตุบ้าง ลูกชายผมตอนนั้นก็ได้กระดาษเขียนเรื่องพระธาตุประจำปีเกิดมาด้วย

พอเดินขึ้นบันได ผ่านประตูโขงไป ถึงจะเห็นวิหารหลวงก่อน แต่ไปสะดุดตากับลานทราย เพราะลานทรายในสมัยนั้นครอบคลุมพื้นที่ข้างบนแทบทั้งหมด มองไปตรงไหนก็เป็นทราย เวลาเดินบนพื้นทรายแล้วนุ่ม เดินด้วยเท้าเปล่าได้เลยไม่ร้อน เพราะถึงผิวหน้าจะร้อน แต่ย่ำลงไปแล้วข้างล่างเย็น และที่สะดุดตาที่สุดก็คือองค์พระธาตุลำปางหลวง พระธาตุองค์ไม่ใหญ่ แต่โดดเด่นเหลือเกินแม้จะมีอาคารอื่นอยู่โดยรอบ แถมสัดส่วนขององค์พระธาตุก็สวยมาก กลายเป็นความประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็น

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

นอกจากพระธาตุลำปางหลวงแล้ว วิหารแต่ละหลังที่อยู่รอบพระธาตุก็สวยงาม มีเอกลักษณ์ วิหารหลวงมีพระเจ้าล้านทองอยู่ภายในกู่ พระเจ้าดูแปลกตา ไม่เคยเห็นมาก่อน มีวิหารน้ำแต้ม วิหารหลังเล็กที่มีจิตรกรรมอยู่ซ้ายขวา ข้างหลังมีต้นโพธิ์สีทองอยู่ แล้วก็มีวิหารพระพุทธ วิหารทึบหลังเดียวที่อยู่ข้างบน ข้างในพระพุทธรูปองค์ใหญ่และมีลายคำอยู่ตามเสา

พอดูโดยรอบพระธาตุเสร็จก็เดินทะลุไปข้างหลัง ไปที่พิพิธภัณฑ์ของวัดเพื่อไปกราบพระแก้วดอนเต้า พระพุทธรูปสำคัญของวัดที่ตั้งอยู่ในตู้ สมัยนั้นพิพิธภัณฑ์ยังดูรก ๆ มีข้าวของและพระพุทธรูปตั้งอยู่เต็มไปหมด

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

เมื่อความเปลี่ยนแปลงมาเยือน

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

หลังจากนั้น เวลาไปเที่ยวเหนือกับครอบครัว ทุกครั้งที่ผ่านลำปางก็จะต้องแวะวัดพระธาตุลำปางหลวงทุกครั้ง อย่างน้อยก็ขึ้นไปกราบพระนมัสการพระพุทธรูป และทุกครั้งที่ไปก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับวัด จากเมื่อก่อนเคยจอดด้านหน้าได้ ก็ต้องขยับไปจอดที่ลานจอดรถ ด้านหน้าที่เคยมีบรรดาแม่หมอดูดวงก็หายไปหมดกลายเป็นสวน ด้านข้างที่เคยมีตลาดก็หายไป บรรดาร้านค้าไปอยู่แถวลานจอดรถแทน

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

พอขึ้นไปข้างบน บรรยากาศข้างบนก็เปลี่ยน เริ่มมีอาคาร มีเต็นท์เพิ่มเติมขึ้น แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุดก็คือลานทราย จากครั้งแรกที่มามีลานทรายอยู่เต็มไปหมด เริ่มมีการเอากระเบื้องมาปูแทนที่ทราย แม้แต่รอบพระธาตุก็มีจากที่ครั้งแรกไม่มี แล้วต้องเดินไปด้วยเท้าเปล่า ร้อนเท้ามาก เดินได้ไม่นานก็ต้องรีบใส่รองเท้าไม่ก็เข้าไปในร่ม ตอนหลังดีหน่อยที่เขาเอาออกไปเยอะแต่ก็ยังไม่หมด ยังเหลือบริเวณรอบองค์พระธาตุอยู่ดี

ผู้คนหรือกิจกรรมรอบ ๆ ก็มีทั้งที่เพิ่มขึ้นและหายไป จำได้ว่าครั้งแรกจะมีการถวายรูปปั้นวัว เพราะพระธาตุลำปางหลวงเป็นพระธาตุประจำปีฉลู สมัยก่อนตามพระธาตุประจำปีเกิดจะมีการถวายรูปสัตว์ประจำปีเกิดแทบทุกที่ แต่ไปครั้งหลัง ๆ ก็ไม่เห็นแล้ว และไม่ใช่แค่ที่นี่ รวมถึงพระธาตุประจำปีเกิดองค์อื่น ๆ ด้วย

จริงอยู่ที่ความเปลี่ยนแปลงนำพาความสวยงาม ความเป็นระเบียบ ความสะดวกสบาย เข้ามา แต่บรรยากาศหลาย ๆ อย่างก็พลอยเปลี่ยนไปด้วย ส่วนตัวรู้สึกเสียดาย เพราะยังรู้สึกประทับใจวัดพระธาตุลำปางหลวงที่ได้สัมผัสในครั้งแรกมากที่สุด ชอบความโล่งของพื้นที่ที่ทำให้เห็นวัด เห็นพระธาตุได้ชัดเจน รวมถึงวิถีแบบเก่า ๆ บรรยากาศเดิม ๆ ยังอยู่ในความทรงจำไม่เสื่อมคลาย จนยังแอบคิดอยู่บ่อย ๆ ว่า อยากให้กลับไปเหมือนเดิม เหมือนครั้งแรกที่มา

ไปหลายครั้ง ได้หลายสิ่ง

ถึงวัดจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่ความประทับใจที่มีต่อพระธาตุลำปางหลวงก็ไม่เคยเปลี่ยน ถ้าใครมาถามว่าชอบเจดีย์องค์ไหนมากที่สุด ผมก็คงตอบพระธาตุลำปางหลวงอยู่ดี แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือมุมมองหรือรายละเอียดต่าง ๆ ที่ได้รู้ได้เห็นมากขึ้น

อย่างพระธาตุกลับหัว ซึ่งถือเป็นไฮไลต์ของวัดพระธาตุลำปางหลวงที่ทุกคนต้องไปดูกัน ผมเพิ่งจะได้ดูตอนไปครั้งที่ 3 โน่น เพราะครั้งแรกไม่รู้ รู้แต่ที่วัดพระธาตุจอมปิงมีพระธาตุกลับหัว เลยได้ไปดูที่นั่น พอกลับไปรอบที่ 3 ก็เลยไปดู อยู่ในหอพระพุทธบาทเยื้อง ๆ กับพระธาตุ แต่ผู้หญิงขึ้นไม่ได้ ผู้ชายขึ้นได้อย่างเดียว ครั้งนั้นเลยขึ้นไปดูกับลูกชาย แต่ส่วนตัวไปดูแล้วเฉย ๆ คือพระธาตุกลับหัวก็สวย แต่ถ้าจะดูพระธาตุ รู้สึกว่าดูของจริงสวยกว่า

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา
พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

พอลูกชายเรียนที่คณะโบราณคดี เวลามาดูวัดพระธาตุลำปางหลวงก็สนุกมากขึ้น เพราะผมก็เข้าใจในศิลปะมากขึ้น ทั้งรูปแบบของเจดีย์ กู่พระเจ้าล้านทอง เริ่มรู้ว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เรียกว่าอะไร เริ่มดูจิตรกรรมฝาผนังที่อยู่ที่วิหารหลวงกับวิหารน้ำแต้มออก เวลาไปทีไรก็ได้ความรู้ แล้วก็ได้ถาม ได้คุย ได้แลกเปลี่ยนความรู้และมุมมองกับลูกชายด้วย จากที่ครั้งแรกมาแค่ชื่นชมความงามของพระธาตุและสิ่งต่าง ๆ ในวัดอย่างเดียว

พ่อของ ‘อารามบอย’ ขอยึดคอลัมน์ชั่วคราว พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง วัดสำคัญของลำปางที่อยู่ในใจมากว่า 20 ปี
พ่อของ ‘อารามบอย’ ขอยึดคอลัมน์ชั่วคราว พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง วัดสำคัญของลำปางที่อยู่ในใจมากว่า 20 ปี

แล้วยิ่งพอรู้มากขึ้น ก็กลายเป็นยิ่งเพิ่มความประทับใจในองค์พระธาตุลำปางหลวงมากขึ้นอีก ทั้งรูปทรงที่ไม่เหมือนใคร เมื่อเทียบกับพระธาตุองค์สำคัญ ๆ หลายองค์ทางภาคเหนือ เช่น พระธาตุดอยสุเทพ พระธาตุหริภุญชัย ทั้งสัดส่วนของพระธาตุที่ดูกี่ครั้งก็รู้สึกว่าลงตัวเหลือเกิน กลายเป็นยิ่งชื่นชอบในองค์พระธาตุ และชื่นชมคนที่ออกแบบพระธาตุไปพร้อม ๆ กัน

พ่อของ ‘อารามบอย’ ขอยึดคอลัมน์ชั่วคราว พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง วัดสำคัญของลำปางที่อยู่ในใจมากว่า 20 ปี
พ่อของ ‘อารามบอย’ ขอยึดคอลัมน์ชั่วคราว พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง วัดสำคัญของลำปางที่อยู่ในใจมากว่า 20 ปี

คำขอต่อองค์พระธาตุ

อาจจะส่วนตัวสักหน่อย แต่ในใจก็ยังอยากให้วัดพระธาตุลำปางหลวงเก็บรักษาสิ่งต่าง ๆ เอาไว้ให้ดี ตรงไหนผุ ตรงไหนพัง ก็ต้องซ่อมแซม แต่ต้องซ่อมให้ดี ให้คงสภาพเดิม ไม่ใช่สักแต่ว่าซ่อม แต่ผิดเพี้ยนผิดแผกไปจากเดิม แบบนั้นก็ไม่ดี 

และถ้าเป็นไปได้ อยากเห็นลานทรายแบบครั้งแรกที่ผมเห็น อยากให้เอากระเบื้องออกจากบริเวณรอบพระธาตุ เวลาไปนมัสการพระธาตุจะได้เดินบนพื้นทราย แล้วก็อยากให้คนลำปางรักษาความเป็นตัวเองเอาไว้ เพราะผมชอบอัธยาศัยของคนลำปาง พวกเขาเป็นคนที่พร้อมต้อนรับ พร้อมให้ความช่วยเหลือผู้มาเยือน อีกอย่างก็อย่าให้พุทธพาณิชย์เข้ามาแทรกซึมมากจนเกินพอดี ไม่ได้บอกว่าห้ามมี แต่ควรมีอย่างพอดี

ทั้งหมดนี้เป็นมุมมองส่วนตัวของผม เป็นความทรงจำของผมที่มีต่อวัดพระธาตุลำปางหลวงที่ผมเอามาแบ่งปัน ผมไม่ได้บอกให้คุณคิดเหมือนผม รู้สึกเหมือนผม เพราะทุกคนมีความประทับใจ มีความชื่นชอบ มีรสนิยมต่างกันอยู่แล้ว แต่ที่จะฝากก็คือ อยากให้ทุกคนช่วยกันเก็บรักษาสิ่งดี ๆ เอาไว้ บ้านเรามีสิ่งที่ดี สิ่งที่งามเยอะแยะ อยากให้ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เก็บรักษาของเหล่านี้ไว้ เพราะถ้าวันใดวันหนึ่งที่สิ่งนั้นหายไป เราจะได้ไม่มาเสียดายทีหลัง เพราะบางสิ่งเปลี่ยนแล้วเอากลับมาได้ แต่บางสิ่งเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนไปเลย

เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดพระธาตุลำปางหลวงเป็นหนึ่งในพระธาตุเจดีย์สำคัญของจังหวัดลำปางและดินแดนล้านนา สังเกตได้จากการมีเวียงพระธาตุ ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่พบร่วมกับพระธาตุสำคัญองค์อื่น ๆ ในล้านนา
  2. การเดินทางมายังวัดพระธาตุลำปางมีทั้งใช้รถส่วนตัว หรือจะเหมารถจากในตัวเมืองลำปางมาก็ได้ หรือหากอยากลองขนส่งสาธารณะ สามารถนั่งรถสองแถวสายเกาะคา-ลำปางได้
  3. หรือถ้าใครสนใจเรื่องเงาพระธาตุ ที่จังหวัดลำปางยังมีอีกหลายวัดที่มีเงาพระธาตุเช่นกัน เช่น วัดพระธาตุจอมปิง วัดพระธาตุดอยน้อย วัดอักโขชัยคีรี รวมถึงวัดประตูป่อง หรือวัดผาแดงหลวงก็มีเช่นกัน
  4. นอกจากวัดพระธาตุลำปางแล้ว ในตัวเมืองยังมีพระธาตุสำคัญอีกหลายองค์ ทั้งวัดพระแก้วดอนเต้า วัดพระธาตุเสด็จ รวมถึงยังมีวัดสำคัญในตัวเมืองอีกหลายวัดที่น่าไปชม ใครที่ยังไม่เคยไป แนะนำให้ลองไปดูสักครั้งครับ

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

พรชัย ลิ้มหัสนัยกุล

พ่อค้าและนักเดินทางผู้สนใจประวัติศาสตร์ศิลปะและการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้คน

Photographers

พรชัย ลิ้มหัสนัยกุล

พ่อค้าและนักเดินทางผู้สนใจประวัติศาสตร์ศิลปะและการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้คน

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load