งานชิ้นนี้เกิดจากผมชอบได้ยินอยู่เสมอว่า ร้านโชห่วยเดี๋ยวนี้อยู่ไม่รอดแล้ว แต่ทุกครั้งที่ผมได้เดินไปในที่ต่างๆ ผมได้พบว่าร้านโชห่วยก็ยังมีให้เห็นอยู่มากมายตามชุมชน ผมเลยคิดว่า หรือจริงๆ แล้วคนส่วนมากไม่ได้สนใจมันมากกว่า ทำให้เราไม่เห็นร้านพวกนี้อยู่ในสายตา รวมถึงการที่มีร้านสะดวกซื้อเพิ่มขึ้นมามากมาย ทำให้ใครๆ ก็คงคิดว่าร้านพวกนี้คงอยู่ไม่รอด แต่ในความเป็นจริงแล้ว ร้านเหล่านี้แทบจะมีอยู่ทุกที่

ความยากของการทำงานชิ้นนี้ คือร้านเหล่านี้ไม่ได้มีปักหมุดอยู่ใน Google Maps ให้เราเดินเข้าไปหาได้ง่ายๆ จึงต้องใช้การเดินสำรวจไปเรื่อยๆ งานชิ้นนี้จึงเป็นการเดินด้วยระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร ผมได้พบร้านโชห่วยที่ซ่อนอยู่มากกว่าร้อยร้านรอบเกาะรัตนโกสินทร์ และอีกร้อยกว่าร้านย่านบางรัก ผมได้เจอกับผู้คนมากมายแม้จะอยู่ในช่วง COVID-19 ระบาดก็ตาม ร้านส่วนใหญ่พ่อค้า แม่ค้า ก็น่ารักมากๆ ทำให้เราได้เห็นว่าร้านโชห่วยก็เป็นเหมือนเพื่อนบ้านมากกว่าร้านค้าปลีกเสียอีก

อีกสิ่งหนึ่งที่ได้เห็นตลอดการทำงาน คงจะเป็นความไม่สมบูรณ์ของถนนหนทาง และสภาพแวดล้อมของกรุงเทพฯ บางร้านอยู่ในชุมชนที่แคบจนไม่สามารถถ่ายให้เห็นเต็มหน้าร้าน บางร้านอยู่ติดริมถนนใหญ่ มีผู้คนสัญจรผ่านไปมามากมาย ส่วนบางซอยก็มีร้านโชห่วยถึง 3 ร้าน แม้จะอยู่ในซอยระยะสั้นๆ ก็ตาม

ในความเป็นจริงแล้ว ร้านโชห่วยไม่ได้หายไปไหนเลย เราเพียงแค่ต้องมองให้เห็นเท่านั้นเอง งานชิ้นนี้ทำให้ผมได้เริ่มมองเห็นร้านค้าเล็กๆ เพิ่มมากขึ้น และอาจจะทำให้ใครก็ตามที่ได้ดูงานชิ้นนี้ เริ่มมองเห็นไปพร้อมกับผมเช่นกัน

ถ้าคุณมีเซ็ตภาพถ่ายที่อยากมาอวดในคอลัมน์นี้ ช่วยส่งเซ็ตภาพพร้อมคำบรรยาย(แบบไม่ยาวมาก) รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Photo Essay

ถ้าเซ็ตรูปของคุณได้รับการตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

นักศึกษาถ่ายภาพที่กำลังตามหาแนวทางของตัวเอง ผ่านมุมมอง ผ่านการคิด และ ดู

Photo Essay

เรื่องเล่าผ่านภาพถ่าย

เราได้ยินชื่อเมืองลี้ จังหวัดลำพูน มานานแล้ว ที่นี่มีความเป็นปัจเจกด้านวัฒนธรรม เราชอบโรงเรียนเรือนแพในหนังเรื่อง คิดถึงวิทยา มาก โรงเรียนจริงอยู่บนแม่น้ำปิงเหนือเขื่อนภูมิพลที่ลี้ ตอนที่เราเรียนเรื่องเกษตรอินทรีย์มีเพื่อนรุ่นเดียวกันมาจากลี้ เราก็ยิ่งสนใจลี้มากขึ้นเรื่อยๆ

ในฐานะของนักเดินทาง เราไม่ชอบไปสถานที่ที่เป็นที่รู้จัก เราอยากนำเสนอสถานที่ใหม่ๆ ที่คนยังไม่รู้จัก เลยอยากไปลี้เพื่อดูว่าหมู่บ้านที่ปฏิเสธน้ำประปาและไฟฟ้าจากส่วนกลางเพราะอยากอยู่กับธรรมชาติเป็นยังไง

เราไปที่ชุมชนพระบาทห้วยต้ม เป็นชุมชนชาวปกาเกอะญอ คนที่นี่นับถือครูบาชัยยะวงศาพัฒนามาก ท่านเป็นผู้บูรณะวัดพระบาทห้วยต้มเมื่อปี 2513 ท่านสอนธรรมะและปฏิธรรมอย่างเคร่งครัด จึงมีชาวปกาเกอะญอในพื้นที่ที่ท่านเดินทางผ่านขอติดตามมาตั้งถิ่นฐานด้วยที่นี่ ครูบาตั้งข้อแม้ว่าถ้าจะมาอยู่ด้วยกันต้องเลิกเบียดเบียนสัตว์ คนที่อยู่ต้องปวารณาตัวว่าจะเป็นมังสวิรัติ ไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่ฆ่าสัตว์ ท่านให้ชาวบ้านที่จะตกลงปลงใจนำอาวุธที่ใช้ล่าสัตว์มาฝังรวมกันหน้าโบสถ์แล้วเทปูนทับ

ชาวบ้านในชุมชนที่นี่จึงปฏิบัติตามคำสอนอย่างเคร่งครัด ไม่มีปัญหาเรื่องการทะเลาะวิวาท ลักขโมย การพนัน และยาเสพติด และชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ยังคงกินมังสวิรัติมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่มีการนำเนื้อสัตว์เข้าไปในเขตวัด มื้อเช้าชาวบ้านจะตักบาตร ส่วนมื้อเพลจะเก็บผักหลังบ้านของตัวเองไปให้โรงครัวของวัดปรุงอาหารถวายพระ

ครั้งหนึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ มาที่หมู่บ้านนี้ เมื่อทรงเห็นว่าคนแก่และเด็กมีปัญหาสุขภาพเพราะขาดโปรตีน จึงมีพระราชประสงค์ให้เด็กๆ ได้บริโภคไข่ โดยทรงถามครูบาว่า ขอให้ชาวบ้านเลี้ยงไก่เพื่อเอาไข่ได้ไหม ครูบาตอบว่า ไม่ได้ เพราะกลัวคนจะใจอ่อน ฆ่าไก่มากิน

เมื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ กลับไปแล้ว ก็ทรงส่งคนมาสอนชาวบ้านทำเต้าหู้จากถั่วเหลืองเพื่อเป็นแหล่งโปรตีน หลังจากนั้น ชาวบ้านก็มีสุขภาพที่ดีขึ้นเพราะไม่ขาดโปรตีน

เราถ่ายภาพชุดนี้เพื่อเล่าเรื่องชุมชนพระบาทห้วยต้ม มีภาพของชาวปกาเกอะญอซึ่งคงวัฒนธรรมดั้งเดิมของตัวเองเอาไว้ อย่างเช่นการสวมชุดชนเผ่าที่เหมือนกันทั้งด้านหน้าและหลัง ตามคำสอนที่ว่า คนเราไม่ว่าจะอยู่ต่อหน้าหรือลับหลังก็ต้องทำเหมือนกัน

ภายในโบสถ์เป็นกระจกทั้งหมด เพื่อให้คนที่เข้าไปได้เห็นแต่ตัวเอง เนื่องจากปกติแล้วคนทั่วไปมักจะชอบมองความผิดของคนอื่น ไม่มองตัวเอง จึงเป็นกุศโลบายให้เราได้ตรวจสอบตัวเองบ้าง

มีภาพเมืองลี้ที่เป็นแสงสีทอง แสดงถึงความสมบูรณ์ของที่นี่ ชาวบ้านมีชีวิตที่ดีขึ้นเพราะได้รับพระราชทานความช่วยเหลือจากในหลวงรัชกาลที่ 9 และอีกภาพเป็นภาพแสงสีทองอับริบหรี่ที่ส่องลอดช่องแสงมาบนภาพของพระองค์่ท่าน เพราะท่านไม่ได้อยู่แล้ว

ถ้าคุณมีเซ็ตภาพถ่ายที่อยากมาอวดในคอลัมน์นี้ ช่วยส่งเซ็ตภาพพร้อมคำบรรยาย (แบบไม่ยาวมาก) รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Photo Essay’
ถ้าเซ็ตรูปของคุณได้รับการตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดน่ารัก จาก The Cloud ส่งไปให้นะ

Writer & Photographer

อุรชา จักรคชาพล

ปัจจุบันอุรชาเป็นนักเดินทาง ช่างภาพ เป็นอาจารย์สอนด้านการถ่ายภาพที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง รวมทั้งเป็นคณะกรรมการบริหารสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และเป็นช่างภาพกิตติมศักดิ์ของโซนี่ประเทศไทยด้วย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load