The Cloud x สถาบันศิลปะอิสลาม (ประเทศไทย)

 

ใกล้เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของเดือนเราะมะฎอน เดือนแห่งการถือศีลอดประจำปีของชาวมุสลิมทั่วโลก เดือนที่ชาวมุสลิมละเว้นจากการทานอาหารและเครื่องดื่ม ทำจิตใจกริยาคำพูดให้สะอาดบริสุทธิ์ตั้งแต่ก่อนรุ่งอรุณจนถึงพระอาทิตย์ตก เดือนเราะมะฎอนเป็นเดือนแห่งการฝึกความความอดทนอดกลั้นและการระลึกตนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นที่หิวโหย

ชาวมุสลิมเชื่อว่าพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานถูกประทานจากพระผู้เป็นเจ้าลงมาให้ศาสดามุฮัมมัดในเดือนนี้ เพื่อเป็นบทบัญญัติและทางนำชีวิตของมนุษยชาติ ชาวมุสลิมจะตั้งใจประกอบศาสนกิจยาวนานในเวลากลางคืนเพื่อแสวงหาความโปรดปรานจากพระผู้เป็นเจ้า นอกจากนี้ เดือนเราะมะฎอนยังเป็นช่วงเวลาอบอุ่นของครอบครัวที่จะมารวมตัวกันเพื่อทานอาหารละศีลอดกัน มีการแลกเปลี่ยนอาหารระหว่างกันฉันเพื่อนบ้าน ถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขในรอบปี

มีชุมชนชาวมุสลิมอยู่เป็นจำนวนมากกระจายตัวอยู่แทบจะทั่วพื้นที่ในเมืองหลวง หลายท่านอาจได้สัมผัสบรรยายกาศพิเศษโดยเฉพาะในช่วงบ่ายราวๆ 3 – 5 โมงเย็น จะพบเห็นชาวมุสลิมในชุมชนหลายแห่งออกมาตั้งของขาย มีตลาดขายของ ‘แก้บวช’ หรืออาหารสำหรับละศีลอดในช่วงเวลา ‘มัฆริบ’ (พระอาทิตย์ตก) นั่นเอง

ช่วงนี้คึกคัก เพราะนอกจากเราได้เลือกซื้ออาหารหลากหลายชนิดที่อยากรับประทานไปรอแก้บวชที่บ้านแล้ว ยังได้พบเจอผู้คนหลากหลาย นอกจากตลาดขายของ มัสยิดซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชนแทบทุกแห่งมีโรงทานจัดเลี้ยงละศีลอด สนับสนุนโดยผู้ใจบุญที่บริจาค รับเป็นเจ้าภาพ หรือทำอาหารที่บ้านมาเลี้ยงคนในแต่ละวัน สำหรับคนที่สนใจเรื่องอาหาร เราอาจได้ค้นพบเมนูอาหารบางอย่างที่จะมีโอกาสหาทานได้เฉพาะในเดือนเราะมะฎอนเท่านั้นด้วย

ชุมชนมุสลิมของกรุงเทพมหานครมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ โดยแต่ละแห่งจะมีวัฒนธรรมอาหารที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ตั้งแต่เด็กผู้เขียนเคยได้คลุกคลีอยู่กับมัสยิดดารุ้ลอาบิดีน (ตรอกจันทน์) ซึ่งเป็นชุมชนบ้านเกิดของคุณแม่ ทำให้นึกขึ้นมาได้ว่าที่นี่มีเมนูละศีลอดประจำชุมชน เป็นอาหารอาหารพิเศษชนิดหนึ่งไม่ซ้ำใครและจะหาทานได้เฉพาะเดือนเราะมะฎอนเท่านั้น นั่นก็คือ ‘ข้าวต้มสุเหร่า’ ซึ่งคนย่านตรอกจันทน์-เจริญกรุงน่าจะคุ้นเคยและตั้งหน้าตั้งตารอ

ข้าวต้มสุเหร่าเป็นข้าวต้มใส่กะทิรสชาตินุ่มนวล มีโปรตีนหลักเป็นเนื้อวัว (บางวันก็เป็นไก่) ติดเอ็น (เนื้อดีผสมเศษเนื้อ) หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่เครื่องเทศซุปของชาวมุสลิมโดยทั่วไปเช่น ไม้หวาน กานพลู ลูกกระวาน โป๊ยกั๊ก พริกไทยดำเม็ด ฯลฯ (ใส่ในถุงผ้าต้มไปพร้อมกัน) และที่พิเศษคือมี ‘ลูกซัด’ ที่ทำให้ข้าวต้มมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์และช่วยให้เนื้อข้าวต้มดูมีมิติมากขึ้น

นอกจากนี้ ตอนต้มยังต้องใส่ใบเตย ต้นหอม ใบซุป และขิง เนื้อข้าวต้มสุเหร่าค่อนข้างข้นจนเกือบเหมือนโจ๊ก เนื่องจากต้องแช่ข้าวและใช้เวลาต้มนานพอสมควร รสชาติออกจะเค็มอ่อนๆ โดยปรุงรสเค็มด้วยเกลือเท่านั้นและมีความหอมมันของกะทิและเครื่องเทศ ก่อนทานต้องโรยหอมเจียวตกแต่งเป็นท้อปปิ้งอีกหน่อยถือว่าสุดยอด นับว่าเป็นเมนูทานง่าย คล่องคอ มักทานเป็นเมนูแรกของการละศีลอด (หลังจากอินทผลัมและน้ำเปล่า) ก่อนที่จะไปลุกไปละหมาด ข้าวต้มสุเหร่าอุ่นๆ รสนวลๆ เหมาะกับระบบย่อยอาหาร ช่วยทำให้คนอดข้าวมาทั้งวันได้รู้สึกมีแรงและสบายท้อง

นานมาแล้วที่คนในชุมชนมัสยิดดารุ้ลอาบิดีนทำเข้าต้มสุเหร่าในเดือนเราะมะฎอนของทุกปี เพื่อทำบุญแจกจ่ายให้คนทั่วไป สูตรข้าวต้มสืบทอดกันรุ่นต่อรุ่นโดยผู้ใหญ่ในชุมชน

กระบวนการทำข้าวต้มสุเหร่าเริ่มตั้งแต่หัววัน คนในชุมชนที่มีทักษะจะทยอยมาช่วยกันเตรียมวัตถุดิบ ผู้หญิงมาช่วยกันหั่นเนื้อ หั่นผัก เตรียมเครื่องเทศ และรวนเนื้อไว้แต่ช่วงเช้า ส่วนผู้ชายจะลงมือยกข้าวลงต้มใส่หม้อใบใหญ่ในช่วงบ่าย ช่วยกันลงแรงผลัดกันคนด้วยไม้พาย จนกระทั่งข้าวต้มได้ก็จะเริ่มมีการแจกจ่ายให้กับคนทั้งในและนอกชุมชน ในช่วงเวลาประมาณบ่าย 4 โมงเย็น เราก็จะเห็นคนแถวเรียงราย ถือหม้อ ปิ่นโต มาคนละใบสองใบ เพื่อจะมารับข้าวต้มกลับไปละศีลอดที่บ้าน และอีกส่วนหนึ่งจะเก็บไว้สำหรับคนที่เดินทางมาละศีลอดที่ศาลาด้านข้างมัสยิด

ผู้เขียนมีความสงสัยมานานว่าเท่าที่เคยเห็นทำไมข้าวต้มสุเหร่าสูตรนี้ถึงมีที่นี่มัสยิดดารุ้ลอาบิดีน (ตรอกจันทน์) ที่เดียว เพราะได้เคยพยายามลองไปถามหาตามชุมชนอื่นๆ ก็ไม่ปรากฏ หลายคนไม่รู้จักหรือทานไม่เป็นด้วยซ้ำ อาจจะมีข้าวต้มลักษณะเหมือนเป็นญาติห่างๆ กันที่ย่านตรอกโรงภาษีเก่าและบางอุทิศ แต่ของที่นั่นจะออกสีเหลืองจากขมิ้นและมีรสชาติต่างไป ส่วนฮะลีม (Haleem) ของชาวมุสลิมเชื้อสายอินเดียก็รสจัดเครื่องเทศ บีบมะนาว และนิยมทานกับขนมปัง แตกต่างไปอีกแบบ

จากคำบอกเล่าของคนในชุมชนมัสยิดดารุ้ลอาบิดีน (ตรอกจันทน์) ยังไม่แน่ชัดว่าใครเป็นคนริเริ่มทำต้มข้าวต้มสุเหร่า (ถามผู้ใหญ่ในชุมชนรุ่น 60 – 70 ปีขึ้นก็บอกว่าเกิดมาก็ได้ทานแล้ว) มีคำบอกเล่าต่างๆ นานาว่าข้าวต้มนี้ได้อิทธิพลแขกเปอร์เซียบ้าง บ้างก็ว่าเป็นของแขกยะวา (ชวา) แต่ผู้เขียนมีข้อสังเกตประการหนึ่งคือ ‘กะทิ’ ที่ทำให้ข้าวต้มนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว น่าจะมีที่มาจากวัฒนธรรมอาหารแถบคาบสมุทรมลายูและหมู่เกาะของเอเชียอาคเนย์ สอดคล้องกับกลุ่มชาติพันธุ์ของคนในชุมชนมัสยิดแห่งนี้ซึ่งเป็นชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูเป็นหลักและชวาอีกบางส่วน

จนกระทั่งผู้เขียนได้ทราบจากเพื่อนต่างชาติว่าชาวมุสลิมที่มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ก็ทำข้าวต้มแจกในเดือนเราะมะฎอนเช่นกัน พอตามไปค้นเพิ่มเติมก็ถึงบางอ้อ! ข้าวต้มกะทิใส่เนื้อและเครื่องเทศของเขาเรียกว่า Bubur Lambuk มีหน้าตาไม่ต่างจากข้าวต้มสุเหร่าที่บ้านเราเลย! โดยอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเนื้อสัตว์จากเนื้อหรือไก่ไปเป็นกุ้งและปลาในบางโอกาส แต่น่าจะเรียกได้ว่า Bubur Lambuk นี่แหละคือเมนูเดียวกันกับข้าวต้มสุเหร่าที่ผู้เขียนสงสัยมานาน

ในมาเลเซีย สถานที่ที่มีชื่อเสียงในการทำ Bubur Lambuk แจกในช่วงเดือนเราะมะฎอนคือย่านกำปงบารู กัวลาลัมเปอร์ มีประวัติว่าเมื่อ 60 กว่าปีก่อนชาวมุสลิมจากปากีสถานท่านหนึ่งเป็นค้นคิดค้นสูตร ขณะที่ในอินโดนีเซียก็อ้างว่าเขาเป็นต้นกำเนิด ผู้เขียนคงไม่ไปเถียงกับเขาในประเด็นขัดแย้ง และเชื่อว่าข้าวต้มกะทิลักษณะนี้น่าจะเป็นวัฒนธรรมร่วมกลุ่ม

วัฒนธรรมอาหารมลายูผสมผสานจากหลายวัฒนธรรม เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับผู้เขียนเองที่ไขคำถามในใจเรื่องอาหารที่ทานมาตั้งแต่จำความได้ เพียงเมนูอาหารเดียวก็ช่วยเปิดมุมมองความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมอาหารชาติพันธุ์ของชุมชนมุสลิมเก่าแก่ในย่านเจริญกรุง

ชุมชนชุมชนมัสยิดดารุ้ลอาบิดีน (ตรอกจันทน์) ยังคงรักษาวัฒนธรรมอาหารของชุมชนที่สืบทอดมาอย่างยาวนานอย่างการทำข้าวต้มสุเหร่าทุกๆ ปี แม้เคยหยุดทำไปช่วงหนึ่งเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคม ไม่มีคนและแรงงานทำ และต้นทุนการทำที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน แต่ปัจจุบันคนก็มีการรื้อฟื้นและพยายามจะรักษาอัตลักษณ์นี้ไว้ ทั้งยังมีคนบริจาคทำบุญเพื่อจัดหาวัตถุดิบทำข้าวต้มอยู่ไม่ขาด

ผู้เขียนก็อยากให้ข้าวต้มสุเหร่า ซิกเนเจอร์ของชุมชนมัสยิดดารุ้ลอาบิดีน (ตรอกจันทน์) ยังคงอยู่นานเท่านาน หากใครอยากลิ้มรสชาติข้าวต้มที่หาทานได้ยากก็ต้องตั้งหน้าตั้งตารอเดือนเราะมะฎอนซึ่ง 1 ปีมีหน ลองไปต่อแถวตักข้าวต้มฟรีช่วงบ่ายแก่ๆ ขณะที่ท้องร้องจาการถือศีลอด นี่เองอาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมข้าวต้มสุเหร่าถึงเป็นพิเศษควรค่าแก่การรอคอย…

อ้างอิง

https://muslimvillage.com/2010/09/04/5897/bubur-lambuk-a-malaysian-ramadan-delight/

https://my.asiatatler.com/dining/the-humble-beginnings-of-bubur-lambuk

Writer & Photographer

สุนิติ จุฑามาศ

มุสลิมบางกอกย่านเจริญกรุง-สาทร จบการศึกษาด้านโบราณคดี สนใจค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมและอาหาร

สลัดแขก

ถอดเกร็ดประวัติศาสตร์ชาวไทย-มุสลิม

คอสโรวกับชิรีน (Khosrow and Shirin) เป็นหนึ่งในวรรณกรรมชิ้นเอกของอิหร่าน ประพันธ์โดย นีซามี (Nizami) ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1141 – 1209 ความรักที่มีอุปสรรค คำสัญญา การรอคอย การถูกหักหลัง และถูกกลั่นแกล้ง มีฉากให้ผู้อ่านลุ้นเป็นระยะ แล้วจบลงด้วยโศกนาฏกรรมดังที่ปรากฏในตำนานรักของคอสโรวกับชิรีนนั้น จับหัวใจผู้อ่านจนวรรณกรรมเรื่องนี้ถูกเล่าขานไปทั่วอิหร่าน ตุรกี และอินเดีย และน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้แก่โรมิโอกับจูเลียตของ วิลเลียม เชกสเปียร์ (William Shakespeare) ซึ่งแต่งขึ้นหลังจากวรรณกรรมเปอร์เซียเรื่องนี้ถึงเกือบ 400 ปี

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในอาณาจักรเปอร์เซีย มีกษัตริย์ผู้หนึ่งพระนามว่าพระเจ้าฮอร์มุซ พระองค์มีโอรสองค์หนึ่งนามว่าคอสโรว เจ้าชายคอสโรวทรงมีพระปรีชาสามารถทั้งด้านบุ๋นและบู๊ เสียแต่ชอบดื่มสุราจนขาดสติ สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอยู่บ่อยๆ จนพระราชบิดาขู่ว่าถ้ายังไม่เลิกประพฤติตัวเหลวไหล จะยกบัลลังก์ให้ผู้อื่น

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คอสโรท่ามกลางข้าราชบริพาร 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

คืนหนึ่งคอสโรวฝันถึงพระอัยกาคือพระเจ้าอนุชิรวาน พะองค์ตรัสแก่คอสโรวว่าคอสโรวจะได้ครอบครองของล้ำค่า 4 อย่าง ได้แก่ อาณาจักรเปอร์เซีย ม้าเร็วชื่อชับดิส นักดนตรีฝีมือดีชื่อบัรบัด และสาวงามนามว่าชิรีน รุ่งขึ้นองค์ชายเล่าความฝันให้ชาปูร์ (Shapur) สหายคนสนิทฟัง 

ชาปูร์เป็นจิตรกรและนักผจญภัย เขาเคยเดินทางไปอาร์เมเนียและรู้เรื่องราวของที่นั่นดี ชาปูร์กล่าวว่าชิรีนคือเจ้าหญิงรัชทายาทของราชินีแห่งอาร์เมเนีย ทรงงดงามเหมือนกุหลาบป่า ริมผีปากอวบอิ่ม วาจาอ่อนหวานสมกับพระนาม (ชิรีน ในภาษาฟาร์ซีแปลว่าหวาน) ทั้งยังเชี่ยวชาญการยิงธนูไม่แพ้บุรุษ เป็นสตรีที่งดงามและน่ายำเกรงเหมือนสิงห์สาว

เพราะชาปูร์บรรยายเก่ง หรือเพราะคอสโรวใจง่ายก็ไม่ทราบ เพราะเพียงได้ฟังเท่านี้ พระเอกของเราก็ตกหลุมรักชิรีนทันที ใคร่จะได้นางมาเป็นชายา ชาปูร์จึงอาสาเดินทางไปอาร์เมเนียเพื่อสู่ขอเจ้าหญิง แต่เพื่อให้งานนี้สำเร็จลุล่วงก็ต้องมีเทคนิคกันหน่อย เมื่อชาปูร์ไปถึงอาร์เมเนียจึงวาดภาพเหมือนของคอสโรว แล้วแอบนำไปแขวนที่กิ่งไม้ในสวนของพระราชวัง เมื่อเจ้าหญิงชิรีนออกมาชมดอกไม้แล้วเห็นภาพวาดขององค์ชายเข้า ศรรักก็ปักอกทันที (ชวนให้นึกถึงจรกาในเรื่อง อิเหนา ที่เห็นภาพวาดของนางบุษบาแล้วเกิดความดันขึ้น เอ๊ย! เกิดแรงพิศวาสขึ้นเฉียบพลันจนเป็นลม) 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ชิรีนชมภาพวาดของคอสโรว 
ภาพ : The Stage Hermitage Museum

เมื่อทราบว่าชายในภาพคือเจ้าชายคอสโรวแห่งเปอร์เซีย ชิรีนจึงปลอมตัวเป็นชายแล้วควบม้าคู่ใจ ‘ชับดิส’ (ม้าตัวนี้ก็คือ 1 ใน 4 ของดีที่คอสโรวจะได้ครอบครอง) ออกจากวังไปตามหาคนรัก มั่นแท้! สมัยก่อนจะมีผู้หญิงสักกี่คนที่ออกจากบ้านไปตามหาเนื้อคู่ 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คอสโรพบชิรีนระหว่างทางขณะที่ชิรินกำลังอาบน้ำในลำธาร 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

บังเอิญว่าขณะนั้นคอสโรวมีเรื่องหมางใจกับพระราชบิดา จึงออกมาใช้ชีวิตนอกวังและมุ่งหน้าไปยังอาร์เมเนียเพื่อตามหานางในฝัน จึงสวนทางกับชิรีนที่กำลังเดินทางมายังเปอร์เซีย และก็เหมือนสวรรค์แกล้ง (หรือกล่าวคือผู้เขียนแกล้งผู้อ่าน) ที่ลิขิตให้เมื่อคอสโรวควบม้ามาถึงกลางป่าแห่งหนึ่ง ก็พบชิรีนกำลังอาบน้ำอยู่ในลำธารท่ามกลางแสงจันทร์ ทั้งสองสบตากันชั่วระยะหนึ่ง โดยที่ต่างก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคือคนที่ตัวเองกำลังตามหา เพราะความมืดในยามราตรีบดบังใบหน้า แถมชิรีนก็ปลอมตัวเป็นชาย คอสโรวก็คงไม่สนไม้ป่าเดียวกันจึงควบม้าจากไปอย่างน่าเสียดาย ฉากนี้เป็นตอนที่กินใจที่สุดของเรื่อง และเป็นฉากที่จิตรกรอิหร่านนำไปวาดมากที่สุด

เมื่อชิรีนมาถึงเมืองมะดาอิน เมืองหลวงของเปอร์เซีย ก็พบว่าคอสโรวไม่ได้อยู่ที่วัง ขณะที่คอสโรวเมื่อไปถึงอาร์เมเนีย ก็พบว่าชิรีนออกไปตามหาตนเองถึงมะดาอิน คอสโรวจึงพักอยู่ที่อาร์เมเนียแล้วส่งชาปูร์ไปรับชิรีนกลับมา แต่ชะตาก็เล่นตลกอีกครั้ง เพราะก่อนที่ชิรีนจะมาถึงอาร์เมเนียได้ไม่นาน คอสโรวก็ต้องกลับเปอร์เซียด่วนเพราะพระเจ้าฮอร์มุซสวรรคต พระเอกกับนางเอกของเราจึงคลาดกันอีกครั้ง

คอสโรวขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งเปอร์เซียได้ไม่นาน ก็ถูกขุนพลที่หวังชิงบัลลังก์ใส่ร้ายว่าพระองค์เป็นผู้ปลงพระชนม์พระราชบิดา ไม่เหมาะสมที่จะเป็นกษัตริย์ เหล่าทหารจึงบุกเข้ายึดอำนาจ คอสโรวลี้ภัยไปยังอาร์เมเนียและได้พบกับชิรีนในที่สุด วินาทีแรกที่ทั้งสองพบกันหลังจากที่คลาดกันมานานแสนนาน เป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่เกินบรรยาย ซึ่งนีซามีเขียนเล่าเอาไว้อย่างหวานซึ้ง

คอสโรวขอชิรีนแต่งงานทันที แต่ชิรีนขอให้คอสโรวนำบัลลังก์แห่งเปอร์เซียกลับคืนมาให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน คอสโรวจึงเดินทางไปคอนสแตนติโนเปิล เพื่อขอพึ่งกำลังพลของจักรพรรดิไบแซนไทน์ และจำใจต้องอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงมาเรียม ธิดาของจักรพรรดิเพื่อกระชับสัมพันธ์ และด้วยความช่วยเหลือของไบแซนไทน์ คอสโรวจึงกู้ราชบัลลังก์ได้สำเร็จ 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คอสโรวมาง้อชิรีนที่หน้าวัง ฉากนี้คล้ายในเรื่องโรมิโอกับจูเลียต 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

ฝ่ายชิรีนเมื่อรู้ว่าคนรักที่ตนเฝ้ารอไปลงเอยกับหญิงอื่นเสียแล้ว ก็ชอกช้ำสุดแสน แม้คอสโรวจะมาตามง้อและอธิบายว่าเป็นการแต่งงานเพื่อการเมือง ในใจไม่เคยคิดถึงใครเลยนอกจากชิรีน แต่หญิงใดเล่าจะทำใจยอมรับได้ มาเรียมก็กีดกันทุกวิถีทางไม่ให้คอสโรวกลับไปหาถ่านไฟเก่า สัมพันธ์รักระหว่างคอสโรวกับชิรีนจึงดูเหมือนจะขาดสะบั้นลงเสียแล้ว

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ฟาฮัดแบกชิรีนข้ามภูเขาไปด้วยอานุภาพแห่งรัก 
ภาพ : Pinterest

ระหว่างนั้นเจ้าหญิงผู้ช้ำรักก็มีหนุ่มคนหนึ่งมาดามหัวใจ เป็นประติมากรและวิศวกรนามว่าฟาฮัด (Farhad) นายช่างหนุ่มรักและเทิดทูนชิรีนอย่างสุดซึ้งจนฝ่ายหญิงเริ่มหวั่นไหว คอสโรวเมื่อเห็นดังนั้นจึงวางแผนกำจัดศัตรูหัวใจ โดยสั่งให้ฟาฮัดสร้างถนนขนาดใหญ่ตัดผ่านช่องภูเขา หากทำสำเร็จจะยกชิรีนให้ คอสโรวคิดว่าฟาฮัดไม่มีทางทำงานช้างนี้ได้สำเร็จ แต่เมื่อมีเจ้าหญิงชิรีนเป็นรางวัล ทำให้เขามีแรงตัดถนนทั้งวันทั้งคืนจนใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ คอสโรวกลัวจะต้องเสียชิรีนให้ฟาฮัด จึงใช้ไม้ตายสุดท้าย โดยโกหกฟาฮัดว่าชิรีนป่วยกะทันหันและเสียชีวิตลงแล้ว นายช่างหนุ่มจึงกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย คอสโรวส่งสาส์นแสดงความเสียใจไปถึงชิรีนเรื่องการตายของฟาฮัด หลังจากนั้นไม่นานมาเรียมก็สิ้นพระชนม์ บางสำนวนเล่าว่าเพราะถูกชิรีนวางยาพิษ

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คืนวันแต่งงานของคอสโรวและชีรีน 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

หลังจากผ่านอุปสรรคนานับปการและมือที่สามหมดไป คอสโรวกับชิรีนก็กลับมาปลูกต้นรักกันใหม่และแต่งงานกันในที่สุด แต่ผู้เขียนก็ยังไม่หยุดบีบหัวใจคนอ่าน โดยกำหนดให้ซีรูเย โอรสของมาเรียม เกิดหลงรักพระมารดาเลี้ยงเข้า คืนหนึ่งซีรูเยลอบเข้าไปในห้องบรรทมของทั้งสอง แล้วปักมีดลงกลางอกของพระบิดาจนสิ้นพระชนม์ 

ซีรูเยบังคับให้ชิรีนอภิเษกกับตน ชิรีนยอมรับโดยมีข้อแม้ว่าขอให้เธอได้ไว้ทุกข์ให้อดีตสวามี ซีรูเยอนุญาตโดยหารู้ไม่ว่าชิรีนมีแผนในใจ เธอบริจาคทรัพย์สินทั้งหมดให้ผู้ยากไร้แล้วไปที่หลุมศพของคอสโรว ดื่มยาพิษแล้วทอดร่างอันไร้ลมหายใจลงบนหลุมศพของคนรัก ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีนก็เอวังลงด้วยประการฉะนี้ 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ซีรูเยสังหารคอสโรว 
ภาพ : goodtimes
โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ชิรีนฆ่าตัวตายเหนือหลุมศพของคอสโรว 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

ดูจากเนื้อเรื่องแล้วอาจดูเหมือนนิยายน้ำเน่าเงาจันทร์ทั่วไป แต่ถ้าพิจารณาดูให้ดีจะพบว่าผู้เขียนสอดแทรกข้อคิดไว้ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพลานุภาพของความรัก ความไม่แน่นอนของชีวิตคู่ ความหายนะจากการขาดสติ ความน่ากลัวของความอิจฉาริษยา การฆ่าตัวตายด้วยความเขลา และท้ายที่สุด คือความรักคือสิ่งสวยงามแต่จงรักอย่างมีสติ ไม่อย่างนั้น… ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์

สุขสันต์วันแห่งความรัก

*หมายเหตุ : ภาพประกอบเป็นภาพที่วาดขึ้นต่างยุคสมัยและต่างพื้นที่ จึงมีสไตล์การเขียนต่างกัน เพราะวรรณกรรมเรื่อง คอสโรวกับชิรีน แพร่หลายในหลายดินแดนนับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา

ข้อมูลอ้างอิง

  • Peter J. Chelkowski, Mirror of The Invisible World: Tales from Kamseh of Nizami, New York: The Metropolitan Museum of Art, 1975.
  • Sheila R. Canby, Persian Painting, London: Trustees of the British Museum, 1993.

Writer

วสมน สาณะเสน

นักวิชาการด้านศิลปะอิสลาม เจ้าของเพจ It’s Turkish Delight รีวิวศิลปวัฒนธรรมในตุรกี ชอบเที่ยวชิม Street Food และเล่นกับแมว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load